ทหารเมียนมาโจมตีทางอากาศตอบโต้กองทัพประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654387

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 11:49 น

ทหารเมียนมาโจมตีทางอากาศตอบโต้กองทัพประชาชนกองกำลังป้องกันประชาชนและกองกำลังรัฐประหารปะทะกันอย่างหนักอีกครั้ง ฝ่ายต่อต้านอ้างสังหารกองทัพเมียนมาทั้งหมดในเมืองเดโมโซ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าทหารของเมียนมาร์ใช้ปืนใหญ่และเฮลิคอปเตอร์เข้าโจมตีกองกำลังติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทางตะวันออกของประเทศ พยานและฝ่ายต่อต้านกล่าวการโจมตีในวันจันทร์ทำให้ประชาชนต้องหลบหนีจากบ้านเรือนและไปร่วมกับผู้พลัดถิ่นอีกหลายพันคนที่หนีตายจากการสู้รบในภูมิภาคดังกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้

ผู้อยู่อาศัยในรัฐกะยาที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทย กล่าวว่า ทหารกำลังยิงปืนใหญ่จากตำแหน่งภายในลอยก่อเมืองหลวงของรัฐกะยาเข้าไปในเมืองเดโมโซ ซึ่งห่างออกไปประมาณ 14.5 กม. (9 ไมล์) ซึ่งกองกำลังป้องกันประชาชน ( People’s Defence Force) กล่าวว่าได้โจมตีกองกำลังของกองทัพและกำลังถูกยิงอย่างหนัก

กองทัพเมียนมากำลังต่อสู้ในหลายแนวรบและพยายามควบคุมความสงบสั่งนับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. แต่ตอนนี้ก็ยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่ยาวนานหลายสิบปีระหว่างกองทัพและกองทัพชนกลุ่มน้อยก็ยังปะทุขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่กองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลประชาชนได้เพิ่มการโจมตีกองทัพ ซึ่งกองทัพรัฐประหารตอบโต้ด้วยอาวุธหนักและการโจมตีทางอากาศ ทำให้หลายพันคนต้องหลบหนี

“เรามองเห็นปืนใหญ่ของพวกเขาเช่นกัน เราเห็นปืนใหญ่ยิงขึ้นฟ้าเกือบ 50 ครั้งเสียงปืนใหญ่ทำให้เราถึงกับหูอื้อ” ชาวเมืองลอยก่อบอกกับรอยเตอร์โดยขอให้ปิดบังตัวตนเนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัย

ในหน้า Facebook ของกองกำลังป้องกันประชาชนกะเรนนี (Karenni People’s Defence Force) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธประจำรัฐกะยา กล่าวว่า พวกเขาเข้าปะทะกับกองทัพ ซึ่งกองทัพได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธสองลำเพื่อโจมตีทางอากาศในเย็นวันจันทร์

สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถติดต่อกับกองกำลังดังกล่าวได้ และโฆษกสภาทหารที่ปกครองเมียนมาในขณะนี้ก็ไม่รับสายเพื่อขอความคิดเห็น

การต่อสู้ในรัฐกะยาทำให้ผู้คนราว 37,000 คนในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมาต้องพลัดถิ่นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนหนีเข้าไปในป่าและมีความต้องการอาหารและยา

กองกำลังพลเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ปืนไรเฟิลเท่าที่มีและการฝึกอย่างจำกัด ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในหลายเมืองและภูมิภาคของเมียนมาเพื่อท้าทายกองทัพ และเพื่อสนับสนุนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่รัฐบาลทหารกล่าวหาว่าเป็นการก่อกบฏ

รัฐบาลรัฐประหารตั้งข้อหากับ NUG และกองกำลังป้องกันประชาชนให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเป็นการป้ายสีที่ใช้สำหรับกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยหลายกลุ่ม

พลเรือนกว่า 800 คนถูกสังหารตั้งแต่การทำรัฐประหาร ตามตัวเลขที่อ้างโดยสหประชาชาติ

มิน ออง หล่าย หัวหน้ารัฐบาลทหาร กล่าวว่า มียอดผู้เสียชีวิตเกือบ 300 คน และกล่าวว่าไม่น่าจะเกิดสงครามกลางเมืองในเมียนมา

เมื่อช่วงสายของวันจันทร์กองกำลังป้องกันเมืองเดโมโซกล่าวในหน้า Facebook ว่ากองกำลังฝ่ายรัฐบาลทั้งหมดถูกสังหารและฝ่ายตนได้รับบาดเจ็บ 1 นาย สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ว่าถูกต้องหรือไม่

ผู้อาศัยอยู่ในเมืองเดโมโซซึ่งไม่ขอให้ระบุตัวตนกล่าวว่าประชากรในเมืองส่วนใหญ่หนีการทิ้งระเบิด

“ชาวเมืองทั้งหมดหนีเข้าป่าไปแล้ว” ผู้อยู่อาศัยในเมืองกล่าว

(สกรีนช็อตนี้จากวิดีโอของ UGC ที่มอบให้ AFPTV จากแหล่งที่ไม่ระบุชื่อและถ่ายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม2021 แสดงให้เห็นนักรบของกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ที่กำลังยิงระหว่างการปะทะกันในเมืองปาย รัฐฉาน ซึ่งเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงของเมียนมาร์หลายสิบนายถูกสังหาร สถานีตำรวจถูกฝ่ายต่อต้านยึด จากข้อมูลของฝ่ายต่อต้าน- Photo by Handout / various sources / AFP)

โควิดมาเลย์ระบาดหนัก Toyota-Honda หยุดผลิตชั่วคราว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654386

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 11:46 น

โควิดมาเลย์ระบาดหนัก Toyota-Honda หยุดผลิตชั่วคราวค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นประกาศระงับการผลิตในโรงงานมาเลเซียหลังรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์

Toyota Motor Corp และ Honda Motor Co ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นประกาศระงับการผลิตที่โรงงานในมาเลเซียชั่วคราวหลังจากที่นายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซิน ของมาเลเซียประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 14 มิถุนายนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้ Toyota ซึ่งผลิตรถยนต์ประมาณ 51,000 คันในมาเลเซียในปีที่ผ่านมาจะระงับการขายและการผลิตในมาเลเซียตั้งแต่วันนี้ (1 มิ.ย.) โดยบริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกลับมาผลิตอีกครั้งเมื่อใด

ด้านบริษัท Daihatsu Motor ซึ่งเป็นเครือของ Toyota กล่าวว่าบริษัทจะระงับการผลิตระหว่างวันที่ 1 ถึง 14 มิถุนายน

ขณะที่ Honda กล่าวว่าจะปิดโรงงาน 2 แห่งชั่วคราวระหว่างการล็อกดาวน์โดยคาดว่าจะกลับมาผลิตได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. เป็นต้นไป ทั้งนี้โรงงานทั้ง 2 แห่งผลิตรถยนต์ได้ประมาณ 100,000 คันต่อปีและรถจักรยานยนต์ประมาณ 300,000 คันต่อปี

อย่างไรก็ตามผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ของญี่ปุ่นก็มีโรงงานผลิตในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้เช่นกัน อาทิ ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน และหากอัตราการติดเชื้อในประเทศอื่นๆ เพิ่มขึ้นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อาจต้องเผชิญกับความล่าช้าในการผลิตมากขึ้นกว่าเดิม

Photo by Toshifumi KITAMURA / AFP

เปรูปรับยอดตายโควิดเพิ่มเกือบ 3 เท่า ขึ้นแท่นตายสูงสุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654375

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 11:20 น

เปรูปรับยอดตายโควิดเพิ่มเกือบ 3 เท่า ขึ้นแท่นตายสูงสุดในโลกยอดเสียชีวิตจริงของเปรูสูงกว่ายอดที่รายงานเกือบ 3 เท่าจากตัวเลขที่รายงาน กลายเป็นประเทศที่เสียชีวิตต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในโลก

ทางการเปรูประกาศปรับตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวจากตัวเลขอย่างเป็นทางการเดิมที่ 69,342 คนเป็น 180,764 คน หลังจากปรับเกณฑ์การนับใหม่ตามคำแนะนำของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ส่งผลให้เปรูกลายเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในโลกคืออยู่ที่ 5,484 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

การปรับเปลี่ยนจำนวนผู้เสียชีวิตเนื่องจาก Covid-19 ใหม่เป็นผลมาจากการขาดแคลนการตรวจสอบเพื่อยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตจาก Covid -19 หรือจากสาเหตุอื่นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นไปตามคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจาก Covid -19 ที่แท้จริงสูงกว่าตัวเลขที่ทางการสรุปเอาไว้ค่อนข้างมาก

จากข้อมูลของสำนักข่าว AFP ก่อนหน้านี้เปรูอยู่ในอันดับ 13 ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 มากที่สุดในโลก (2,103 คนต่อประชากร 1 ล้านคน) ส่วนฮังการีที่เคยอยู่อันดับ 1 ขยับลงมาอยู่ที่อันดับ 2 ที่ 3,077 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลกเคยระบุว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ที่แท้จริงสูงกว่าตัวเลขที่มีการรายงานออกมา

Photo by Diego Ramos / AFP

อีกหนึ่งแบงก์ชาติประสานเสียง Crypto และ Bitcoin น่ากังวล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 10:52 น

อีกหนึ่งแบงก์ชาติประสานเสียง Crypto และ Bitcoin น่ากังวลคริปโตเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลอย่างมาก เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางของไอร์แลนด์กล่าว

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เดอร์วิลล์ โรว์แลนด์ (Derville Rowland) หนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางของไอร์แลนด์กล่าว่วาความนิยมที่เพิ่มขึ้นของสกุลเงินดิจิทัล/คริปโตเคอร์เรนซี่อย่างเช่น Bitcoin นั้น “น่ากังวลมาก”

“สินทรัพย์คริปโตเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างเก็งกำไรและไม่มีการควบคุม” และผู้คนควร “ตระหนักดีว่าพวกเขาอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดนั้นไป” ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของธนาคารกลางกล่าวในการให้สัมภาษณ์

โรว์แลนด์ เป็นผู้ดูแลแผนกในธนาคารกลางของไอร์แลนด์และเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นแผนกที่ตั้งข้อหาและกำหนดค่าปรับจำนวนมากกับบริษัทการเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศบางแห่ง การแสดงท่าทีของโรว์แแลนด์เป็นการประสานเสียงร่วมกับนายธนาคารกลางหลายคนที่เตือนเรื่องการลงทุนคริปโต

แอนดรูว์ ไบลีย์ (Andrew Bailey) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศอังกฤษได้เตือนว่า คริปโตเคอร์เรนซี่นั้นไม่มีมูลค่าที่แท้จริง และผู้คนควรซื้อมันหากพวกเขาพร้อมที่จะเสียเงินเท่านั้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วฮารุฮิโกะ คุโรดะ (Haruhiko Kuroda) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นได้กล่าวเสริมความกังวลโดยสังเกตว่า Bitcoin มีความผันผวน “สูงมากเป็นพิเศษ” ซึ่งมูลค่าของ Bitcoin เพิ่มขึ้นประมาณ 30% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ทั้งนี้ คริปโตเคอร์เรนซี่ไม่ใช่การลงทุนดิจิทัลเพียงอย่างเดียวที่ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลไม่สบายใจ ความสนใจยังมุ่งเน้นไปที่ ‘gamification’ ของการลงทุนในหุ้นซึ่งโรว์แลนด์คาดว่าจะกลายเป็นปัญหาสำหรับยุโรปในไม่ช้า

การทำให้การลงทุนหุ้นเป็นเกมส์อย่างหนึ่ง หรือ ‘gamification’ ตัวอย่างเช่นการที่นายหน้าออนไลน์เช่น Robinhood Markets Inc. ได้นำนักลงทุนแมงเม่าจำนวนมากเข้าสู่ตลาดสหรัฐ นักวิจารณ์กล่าวหาว่าพวกเขาเปลี่ยนการซื้อขายเป็นกิจกรรมทางสังคม

หรือกรณีของสมาชิกแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Reddit สร้างความหายนะให้กับหุ้นของบริษัทต่างๆ เช่น GameStop Corp. และ AMC Entertainment Holdings Inc. และนักลงทุนอาจสุ่มเสี่ยงหากพวกเขาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Reddit เป็นที่ขอคำปรึกษาการลงทุน

Photo by KAREN BLEIER / AFP

คองเกรสเตรียมคุยเรื่องยูเอฟโอจากอดีตที่เคยเพิกเฉย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654338

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 09:12 น

คองเกรสเตรียมคุยเรื่องยูเอฟโอจากอดีตที่เคยเพิกเฉยมาถึงจุดที่คองเกรสเตรียมคุยเรื่องยูเอฟโอแล้วทั้งที่เมื่อก่อนรัฐบาลสหรัฐไม่ยอมรับเรื่องนี้เลย

สหรัฐเริ่มจริงจังกับการจับยูเอฟโอ (วัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้) และปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่ปรากฏชื่อมากขึ้นโดยคาดว่าผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติและรัฐมนตรีกลาโหมจะมีการเสนอรายงานเกี่ยวกับยูเอฟโอต่อสภาคองเกรสภายในเดือนนี้

โดยจะเน้นไปที่การพบเห็นยูเอฟโอในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัยต่อสหรัฐหรือไม่

อันที่จริงสหรัฐจริงจังกับยูเอฟโอมาระยะหนึ่งแล้ว โดยบทความจาก The New Yorker ชี้ว่าหลังจากที่มันเป็นเพียงเรื่องขำขันมาหลายสิบปีแต่สุดท้ายรัฐบาลสหรัฐก็เริ่มยอมรับมันอย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2001 นายแพทย์สตีเวน เอ็ม. เกรียร์ รับตำแหน่งบรรยายที่ National Press Club ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับวัตถุบินที่ไม่ปรากฏชื่อ เขาเชื่อว่ารัฐบาลได้ปิดบังชาวอเมริกันเกี่ยวกับยูเอฟโอมานานแล้ว

เกรียร์ระบุว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมามียานต่างดาวจำนวนนับไม่ถ้วนในน่านฟ้าโลกของเรา ซึ่งยานอวกาศนอกโลกเหล่านี้ถูกทิ้ง ค้นคืน และศึกษามาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1940 เป็นอย่างน้อย หรืออาจจะเป็นช่วงต้นทศวรรษ 1930

ความคิดที่ว่ามนุษย์ต่างดาวเข้ามาในโลกของเราบ่อยๆ นั้นแพร่หลายในหมู่นักอุตุนิยมวิทยาตั้งแต่ปีหลังสงคราม เมื่อจอร์จ อดัมสกี้ ผู้อพยพชาวโปแลนด์อ้างว่าได้พบปะกับชาวดาวศุกร์ที่ดูใจดีซึ่งถูกรบกวนจากผลกระทบทั้งภายในและระหว่างดาวเคราะห์จากการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์

ในฤดูร้อนปี 1947 มีรายงานว่ายานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวตกใกล้เมืองรอสเวลล์ นิวเม็กซิโก ขณะที่ยังมีทฤษฎีสมคบคิดอีกหลายทฤฎีที่บ่งชี้เกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาว แต่นักยูเอฟโอวิทยา (ufologists) อ้างว่าทั้งหมดนี้ถูกปกปิดโดย Majestic 12 ซึ่งเป็นองค์กรลับของรัฐบาลที่จัดประชุมภายใต้คำสั่งของผู้บริหารโดยประธานาธิบดีทรูแมน

นักยูเอฟโอวิทยายังคงมุ่งมั่นต้องการให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลของยูเอฟโอมาตลอด โดยในปี 2009 เกียร์ออกแถลงการณ์พิเศษสำหรับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งระบุว่า “การนิ่งเฉยของประธานาธิบดีรุ่นก่อนหน้าคุณนำไปสู่วิกฤต”

ขณะที่คำตอบของโอบามายังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ในปี 2011 นักยูเอฟโอวิทยาได้ยื่นคำร้องต่อทำเนียบขาวอีก 2 ครั้ง แต่สำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตอบว่าไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า “การปรากฏตัวของมนุษย์ต่างดาวได้ติดต่อหรือมีส่วนร่วมกับสมาชิกคนใดของเผ่าพันธุ์มนุษย์”

เลสลี่ คีน นักเขียนคนหนึ่งเคยเขียนหนังสือเรื่อง “UFOs: Generals, Pilots, and Government Officials Go on the Record” ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2010 โดยส่วนหนึ่งของเนื้อหาระบุว่า “รัฐบาลสหรัฐมักเพิกเฉยต่อยูเอฟโอ และเมื่อถูกกดดันก็จะออกคำอธิบายเท็จ ความเฉยเมยนั้นเป็นความไม่รับผิดชอบและอาจเป็นอันตรายได้”

ในปี 2017 คีนผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับยูเอฟโอเปิดเผยว่าเพนตากอนได้ปกปิดเรื่องราวเกี่ยวกับยูเอฟโอมาเป็น 10 ปีแล้ว พร้อมระบุถึงวิดีโอ 2 รายการซึ่งบันทึกโดยกองทัพเรือเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกอธิบายว่าเป็น “ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่ระบุชื่อ” (ยูเอพี)

ตั้งแต่นั้นมามีการเปิดเผยต่อสาธารณชนถึงความสับสนเกี่ยวกับยูเอฟโอและยูเอพีมากขึ้น โดยมาร์โก รูบิโอ สมาชิกวุฒิสภา อดีตรักษาการประธานคณะกรรมการคัดเลือกด้านข่าวกรองให้สัมภาษณ์กับซีบีเอส นิวส์ เกี่ยวกับวัตถุบินลึกลับในน่านฟ้าว่า “ไม่รู้ว่าคืออะไร และนั่นไม่ใช่ของเรา”

จอห์น เบรนแนน อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) กล่าวว่า “ปรากฏการณ์บางอย่างที่เราจะได้เห็นยังคงไม่สามารถอธิบายได้ ปรากฏการณ์บางประเภทเป็นผลมาจากสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ

รัฐบาลสหรัฐถูกกดดันให้จริงจังกับการศึกษาเกี่ยวกับยูเอฟโอและยูเอพีมากขึ้นมาโดยตลอดจนในปี 2018 เป็นอีกครั้งที่มีการยืนเรื่องต่อสมาชิกสภาคองเกรส ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่เพนตากอนกล่าวในปีเดียวกันว่า “ประเด็นดังกล่าวกำลังได้รับการดำเนินการอย่างจริงจังเมื่อเทียบกับ 2 หรือ 3 ปีที่แล้ว”

การดำเนินการเข้มข้นขึ้นจนกระทั่งในเดือนเม.ย. 2019 กองทัพเรือได้ปรับปรุงแนวทางอย่างเป็นทางการเพื่อกระตุ้นให้พวกเขารายงานเกี่ยวกับยูเอพีโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดูหมิ่นหรือตำหนิ

ขณะที่นักโหราศาสตร์เกือบทั้งหมดเชื่อว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นอกโลก รวมถึง เซท โชสตัก นักดาราศาสตร์อาวุโสจากสถาบัน SETI ได้เดิมพันว่าเราจะพบข้อพิสูจน์ที่ไม่อาจโต้แย้งได้ของชีวิตที่ชาญฉลาดภายในปี 2036

Photo by Handout / DoD / AFP

เบื้องหลังคุกนรก “อินเส่ง” ที่จองจำนักสู้ประชาธิปไตยเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654305

วันที่ 31 พ.ค. 2564 เวลา 19:31 น

เบื้องหลังคุกนรก "อินเส่ง" ที่จองจำนักสู้ประชาธิปไตยเมียนมานักโทษทางการเมืองเมียนมาจำนวนมากถูกคุมขังอยู่ในคุกที่ขึ้นชื่อว่าไร้มนุษยธรรมและทารุณที่สุด

อินเส่ง (Insein) หนึ่งในเรือนจำสำคัญของเมียนมาขณะนี้กำลังอัดแน่นไปด้วยนักโทษนับหมื่น ซึ่งเกินความจุเรือนจำมากว่าสองเท่า รวมถึงผู้ประท้วงเพื่อประชาธิปไตยหลายร้อยคนก็ถูกคุมขังอยู่ในนี้ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนยังมาพร้อมกับบาดแผลและร่องรอยกระสุนปืน

เป็นเวลา 134 ปีแล้วสำหรับเรือนจำที่ได้ยืนหยัดเป็นอนุสรณ์แห่งความโหดร้ายและการปกครองแบบเผด็จการเมียนมา เรือนจำแห่งนี้สร้างขึ้นโดยนักล่าอาณานิคมของอังกฤษในเขตชานเมืองย่างกุ้ง และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกสำหรับสภาพที่ไร้มนุษยธรรมจากการทารุณกรรมผู้ต้องขังและการทรมานทางจิตใจและร่างกาย รวมถึงการทรมานนักโทษในช่วงครึ่งศตวรรษของการปกครองแบบเผด็จการทหาร ปัจจุบันมีผู้ต้องขังประมาณ 13,000 คนโดยส่วนใหญ่เป็นนักโทษทางการเมือง

และขณะนี้เมื่อกองทัพเมียนมากลับความควบคุมอำนาจได้อีกครั้งหลังการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. เรือนจำเก่าแก่แห่งนี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการปราบปรามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องโดยรับบาลทหารได้ควบคุมคนไปแล้วกว่า 4,300 คนนับตั้งแต่เดือนก.พ. ซึ่งกลุ่มสิทธิสนุษยชนระบุว่าจุดหมายปลายทางหลักของนักโทษเหล่านั้นคือ อินเส่ง ทัณฑสถานที่โดดเด่นที่สุดจากทั้งหมด 56 แห่ง

จนบางคนเรียกเรือนจำแห่งนี้ว่า Insane (วิกลจริต)

The New York Time ได้ทำการสัมภาษณ์ผู้คุมที่เกษียณอายุแล้วและอดีตนักโทษ 10 คน พวกเขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่น่าสยดสยองและความทุกข์ยากของนักโทษที่เกิดขึ้นในนั้น หลายคนกล่าวว่านักโทษทางการเมืองรุ่นใหม่ๆ ที่ถูกจับเข้าไปในนั้นก็จะต้องเผชิญกับการปฏิบัติอันน่าสยดสยองเช่นเดียวกันหากทหารยังเป็นผู้ควบคุม

โบ จี (Bo Kyi) อดีตนักโทษในอินเส่งและผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองกล่าวว่า “ตอนนี้มีนักโทษการเมืองมากกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน หากเราไม่สามารถขับไล่ทหารออกไปและฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยได้ นักโทษเหล่านั้นจะต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนพวกเรา

ในช่วงแรกของการปกครองโดยทหารตั้งแต่ปี 1962 จนถึงปี 2011 มักมีการใช้กฎหมายเพื่อคุมขังนักโทษทางการเมืองครั้งละหลายพันคน โดยเฉพาะในอินเส่งพวกเขาถูกขังให้อยู่ในคุกที่สกปรก มีเพียงผ้าห่มบางๆ และพื้นแข็งๆ สำหรับการนอนหลับ สำหรับอาหารพวกขาแทบจะต้องกินเอ็นและกระดุกแทนเนื้อสัตว์ และข้าวที่ปะปนด้วยทรายและเศษหิน

“เป้าหมายหนึ่งของระบบการลงโทษคือการทำร้ายจิตใจพวกเขา อดีตนักโทษบางคนเจ็บปวดไปตลอดชีวิตด้วยเหตุนี้ เมื่อคุณเป็นนักโทษการเมือง คุณไม่มีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แม้แต่สิทธิในเรือนจำขั้นพื้นฐาน” โบ จี กล่าว

อดีตนักโทษยุคนั้นเล่าวว่าพวกเขาถูกทุบตีบ่อยครั้งและบางคนก็มีรอยไหม้จากไฟฟ้าช็อต พวกเขาถูกบังคับให้คลานไปตามทางลูกรังและขังไว้ในคอกเหมือนสุนัข ยิ่งไปกว่านั้นนักโทษบางคนถูกโรยเกลือลงบนบาดแผลหรือถูกคลุมหัวด้วยถุงพลาสติกจนสลบไป

หน่วยข่าวกรองทางทหารที่ทรงอำนาจเคยตั้งศูนย์สอบสวนในอินเส่ง และเรียกนักโทษเข้ามารับการทรมานทั้งตอนกลางวันและกลางคืน โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนลรายงานในปี 1995 ว่านักโทษจะถูกทุบตีและล่ามด้วยโซ่ตรวนจนบางครั้งถึงขั้นหมดสติ

ขิ่น มอง มยินต์ (Khin Maung Myint) อดีตผู้คุมซึ่งทำงานในเรือนจำหลายแห่งมาเป็นเวลา 25 ปี รวมทั้งอินเส่งในปี 1986 และ 1987 กล่าวว่านักโทษทางการเมืองมักถูกทรมานจากการกระทำความผิดเพียงเล็กน้อย เคยมีเหตุการณ์ทรมานนักโทษและไล่เจ้าหน้าที่ออกจากเรือนจำเนื่องจากพบหนังสือพิมพ์เพียงชิ้นเดียวในห้องขัง

ขณะที่ อู คัมภีระ (U Gambira) อดีตพระสงฆ์ผู้นำขบวนการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารในปี 2007 หรือที่บางครั้งเรียกว่าการปฏิวัติหญ้าฝรั่นเล่าว่าเขาใช้เวลาอยู่หลังลูกกรงนานกว่า 6 ปี รวมทั้งเวลาที่อยู่ในอินเส่ง ซึ่งเขาถูกบังคับให้ดูขณะที่เพื่อนและพี่ชายของเขาถูกทหารเตะและทุบตี

“ทหารต่อยและเตะพวกเขาด้วยรองเท้าบู๊ตทหารต่อหน้าผม จนพี่ชายของผมเสียฟันหน้าไปสองซี่” อดีตพระสงฆ์ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในออสเตรเลียกล่าว

พร้อมเล่าว่าครั้งหนึ่งเมื่อถามถึงสิทธิในการเป็นนักโทษเขาก็โดนฉีดยาพิษจนปวดแสบปวดร้อน ร่างกายสั่นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ และหลังได้รับการปล่อยตัวเขาได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง

ออง ซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) ซึ่งถูกควบคุมในการรัฐประหารเคยถูกคุมขังอยู่ในอินเส่ง ในปี 2003 และ 2009 ขณะที่ วิน ติน ( Win Tin) นักข่าวและผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของซูจีอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 19 ปีก่อนที่เขาจะถูกปล่อยตัวในปี 2008 ซึ่งทั้งสองถูกจำคุกเนื่องจากต่อต้านการปกครองของทหาร

แม้กระทั่งในช่วง 5 ปีที่ซูจีเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนของเมียนมายังคงมีนักโทษการเมืองหลายร้อยคนถูกคุมขังที่อินเส่งฐานล่วงละเมิดต่อกองทัพ โดยนักข่าวของรอยเตอร์ส 2 คนซึ่งเปิดเผยการสังหารหมู่ชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ถูกกักขังอยู่ที่นั่นนานกว่า 16 เดือน

นักโทษต่างประเทศ

ในเดือนมี.ค. ทางการจับกุมนาทาน หม่อง (Nathan Maung) พลเมืองสหรัฐและ ฮันตาร์ เญง (Hanthar Nyein) ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ Kamayut Media ด้วยข้อหาบ่อนทำลายกองทัพ โดยก่อนที่จะถูกควบคุมตัวมายังอินเส่งพวกเขาถูกกักตัวไว้ที่ศูนย์สอบปากคำในบริเวณใกล้เคียงเป็นเวลาหลายสัปดาห์และถูกทุบตีและทรมานอย่างรุนแรง ถูกบังคับให้คุกเข่าลงบนน้ำแข็งโดยมือสองข้างไขว้หลังและสวมกุญแจมือ ซ้ำร่างกายยังมีรอยเผาไหม้

แดนนี่ เฟนสเตอร์ (Danny Fenster) นักข่าวชาวอเมริกันอีกคนหนึ่ง บรรณาธิการบริหารของ Frontier Myanmar ถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้งขณะเตรียมเดินทางออกจากเมียนมาก่อนถูกนำตัวส่งเรือนจำ

โดยทางกระทรวงต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อการจับกุมนักข่าวชาวอเมริกันพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาปล่อยตัวพวกเขา

“การจับกุมและใช้ความรุนแรงของทหารพม่าต่อนักข่าวถือเป็นการริดรอนเสรีภาพในการแสดงออกที่มิอาจยอมรับได้” กระทรวงต่างประเทศกล่าวในโดยใช้ชื่อเดิมของเมียนมา

ยูกิ คิตะซุมิ (Yuki Kitazumi) นักข่าวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่ข่าวเท็จก็ถูกควบคุมตัวที่นั่นเช่นกันก่อนจะถูกส่งตัวกลับในเดือนพ.ค. นอกจากนี้ยังมีตุระ ออง โก (Thura Aung Ko) รัฐมนตรีศาสนาและวัฒนธรรม และฌอน เทอร์เนล (Sean Turnell) ชาวออสเตรเลียซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเมียนมา

การประท้วงในเรือนจำ

ในปี 1991 นักโทษหลายคนได้หยุดงานประท้วงด้วยความอดอยากเพื่อเรียกร้องการดูแลด้านสาธารณสุขที่เหมาะสม และสิทธิในการอ่านหนังสือพิมพ์ อย่างไรก็ตามข้อเรียกร้องของพวกเขาถูกเพิกเฉยและพวกเขายังถูกลงโทษ

ปี 2008 เกิดการประท้วงครั้งรุนแรงจนลามไปถึงการกราดยิงหมู่ โดยนักโทษกว่า 100 คนถูกผู้คุมไล่ยิงในเรือนจำส่งผลให้ผู้ต้องขัง 36 คนเสียชีวิต อีก 4 คนถูกทรมานและสังหารในเวลาต่อมา

การประท้วงเรื่องสิทธิมนุษยชนของนักโทษยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยอีก 3 ปีต่อมามีนักโทษร่วมประท้วงเรียกร้องสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในเรือนจำตลอดจนสิทธิในการเยี่ยมครอบครัวก่อนที่พวกเขาจะถูกขังเดี่ยวและไม่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยมครอบครัวเช่นเดิม

เมื่ออองซานซูจีเป็นหัวหน้ารัฐบาลพลเรือน สภาพในเรือยนจำค่อยๆ ดีขึ้นโดยมีการอนุญาตให้ผู้ต้องขังดูโทรทัศน์และอ่านหนังสือ รวมถึงมีการสร้างสถานที่เยี่ยมครอบครัวแห่งใหม่ แต่สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็วเมื่อทหารกลับมาอีกครั้ง

ซเว วิน (Swe Win) บรรณาธิการและผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าว Myanmar NOW กล่าวว่า “สถานการณ์ตอนนี้กลับไปคล้ายกับช่วงก่อนปี 2010 ก่อนที่จะถูกคุมขังผู้ต้องขังหลายคนต้องไปที่สถานพยาบาลเพื่อรักษาบาดแผล”

พร้อมยกตัวอย่างกวีไปง์ เย ตู (Paing Ye Thu) ซึ่งถูกส่งตัวไปยังอินเส่งในปี 2019 เขารับโทษจำคุก 6 ปีเมื่อกองทัพเข้ามามีอำนาจจากการรัฐประหาร “สถานการณ์มันย่ำแย่ลงในช่วงข้ามคืน” ซเว วิน กล่าว

ในขณะที่ประวัติศาสตร์ทำให้อินเส่งเป็นเรือนจำสำคัญของเมียนมาแต่อดีตนักโทษต่างเล่าว่าระบบการลงโทษทั้งหมดของประเทศเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ทุกข์ทรมารและทารุณ จนพวกเขามองว่าเรือนจำในเมียนมาเป็นเหมือนนรกที่มนุษย์สร้างขึ้นบนดิน

Thai national indicted in South Korea for import of 134,000 doses of meth #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40001545

Thai national indicted in South Korea for import of 134,000 doses of meth


A Thai national has been arrested and indicted for allegedly smuggling 134,000 doses of methamphetamine into South Korea, Yonhap news agency reported.

Thai national indicted in South Korea for import of 134,000 doses of meth

According to the Suwon District Prosecutors Office in Suwon, south of Seoul, the Thai national, identified only as a 32-year-old, was handed over to a court for trial after being arrested for allegedly attempting to import the banned substance from Thailand via air freight earlier this month, Yonhap said.

The meth seized from the Thai national weighed 4 kilograms, which is reportedly enough for 134,000 doses and worth 13.4 billion won (THB380.6 million), prosecutors said.

The suspect has been charged with receiving the 4kg of meth hidden in bags of protein supplements through air freight on May 6 after being offered a reward of THB200,000, Yonhap reported.

The average amount of smuggled meth seized in South Korea over the past 16 years (2004-2019) was 33kg per year, and the meth seized from the Thai national amounted to about 12 per cent of the annual average seized, prosecutors said.

Law enforcement agencies arrested and indicted five other Thai nationals and two South Koreans on charges of smuggling various banned substances, including 170 grams of meth, 1,576 tablets of yaba, 97 grams of ketamine, 55 tablets of ecstasy (also known as MDMA) and 190 pieces of LSC, into South Korea via air mail from November last year to this month, Yonhap reported.

Published : June 01, 2021

By : The Nation

Experts closely monitoring changes in virus, WHO assures #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40001540

Experts closely monitoring changes in virus, WHO assures


International networks of experts are monitoring changes to the Sars-CoV-2 virus so that if significant mutations are identified, they can inform countries and the public about how to deal with the variant, the World Health Organization (WHO) said.

Experts closely monitoring changes in virus, WHO assures

Globally, systems have been established and are being strengthened to detect “signals” of potential Variants of Interest (VOIs) and Variants of Concern (VOCs) and assess these based on the risk posed to global public health, the WHO said.

The world body said all viruses, including Sars-CoV-2 — the virus that causes Covid-19 — change over time. Most changes have little to no impact on the virus’ properties. However, some changes may affect the virus’s properties, such as how easily it spreads, the associated disease severity, or the performance of vaccines, therapeutic medicines, diagnostic tools, or other public health and social measures.

The WHO said that it had been monitoring and assessing the evolution of Sars-CoV-2 since January 2020, in collaboration with partners, expert networks, national authorities, institutions and researchers.

During late 2020, the emergence of variants that posed an increased risk to global public health prompted the characterisation of specific VOIs and VOCs, in order to prioritise global monitoring and research, and ultimately to inform the ongoing response to the Covid-19 pandemic, the WHO said.

National authorities may choose to designate other variants of local interest/concern.

Current strategies and measures recommended by the WHO continue to work against virus variants identified since the start of the pandemic, the world body said.

Naming Sars-CoV-2 variants

The established systems for naming and tracking Sars-CoV-2 genetic lineages by GISAID, Nextstrain and Pango are currently and will remain in use by scientists and in scientific research, the WHO said.

To assist with public discussions on the variants, the WHO said that an expert group it had convened had recommended using letters of the Greek alphabet, ie, Alpha, Beta, Gamma, which would be easier and more practical for discussion by non-scientific audiences.

Photo Credit: World Health OrganisationPhoto Credit: World Health Organisation

Published : June 01, 2021

By : The Nation

WHO seeks more info from China to approve Sinovac vaccine #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40001530

WHO seeks more info from China to approve Sinovac vaccine


The World Health Organization (WHO) has postponed its decision on approving the Sinovac Covid-19 vaccine to June, The Wall Street Journal reported on Monday.

WHO seeks more info from China to approve Sinovac vaccine

Earlier, the WHO had planned to approve the vaccine by May.

The report said that the WHO had requested additional information from China related to safety and production.

Published : June 01, 2021

By : The Nation

After detecting new hybrid coronavirus variant, Vietnam races to increase testing and restrictions #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40001529

After detecting new hybrid coronavirus variant, Vietnam races to increase testing and restrictions


Vietnam plans to test all 9 million residents of its largest city and is imposing a fresh round of restrictions following the discovery of a new, highly transmissible coronavirus variant that has led to a surge in cases in the country, which had kept comparatively ahead of the virus.

After detecting new hybrid coronavirus variant, Vietnam races to increase testing and restrictions

Vietnam’s government on Monday imposed a two-week-long lockdown of Ho Chi Minh City, the country’s economic hub, during which residents will only be permitted to leave their homes for essential activities, and public gatherings will be limited to 10 people.

The government also plans to test the city’s entire population, though it has a daily testing capacity of 100,000 samples, state media reported, according to the Associated Press.

Officials initially ordered all nonessential businesses in Ho Chi Minh City to close on May 27, amid a sudden surge in new coronavirus cases. Since the pandemic began, Vietnamese authorities have acted fast to contain infections and by early May had recorded just 3,100 cases and 35 deaths.

But by then a troubling trend was emerging as new cases were detected in 31 municipalities and provinces. In recent weeks, health officials have confirmed over 3,5000 new infections and 12 deaths related to covid-19, the AP reported.

On Saturday, Vietnam’s Health Ministry said that the outbreaks were fueled by a new, highly contagious variant of the virus causing covid-19, which appeared to be a mix of two other variants first identified in Britain and India.

Vietnam has vaccinated only about 1 million of its 96 million citizens, leading to concerns that this latest hybrid variant could be difficult to contain.

Most of the new cases were centered in industrial zones in the provinces of Bac Ninh and Bac Giang, where hundreds of thousands of people work at factories assembling products for companies that include Samsung, Canon and Apple, according to the AP.

At least 145 of recent cases were tied to a Protestant sect called the Revival Ekklesia Mission, based in the Go Vap district of Ho Chi Minh City. State media reported Sunday that police had filed a case against the couple who headed the church, charging them with violating health protocols meant to prevent the spread of infectious diseases by permitting people to sit and sing together in close quarters.

Vietnamese authorities have in response additionally ordered a countrywide ban on religious and large gatherings.

In the initial months of the pandemic, Vietnam’s communist-run government imposed frequent temperature screenings, coronavirus testing, targeted lockdowns and other virus detection and prevention measures that drew on its extensive community-health networks already in place.

This time last year the country was focused on preventing its first recorded death related to covid-19 after a 42-year-old British pilot became gravely sick with the disease. He remained hospitalized for four months in Ho Chi Minh City, including 10 weeks on a ventilator. He ultimately survived and returned to Britain in July 2020. But by the end of that month, the country reported its first covid-19 fatality: a 70-year-old Vietnamese man with a kidney illness.

Now as the pandemic has persisted, Vietnam has joined the ranks of many low- and middle-income countries with limited access to coronavirus vaccines while several highly transmissible variants of the virus circle the globe. Scientists say that a variant in India is responsible for the country’s surge in cases and fatalities, which have broken previous global records.

Though it shares a border with China, Vietnam has rejected Chinese offers of its homegrown vaccines. Instead, Vietnam vaccinated its first million people with AstraZeneca doses and recently signed a deal with Pfizer for 30 million more shots, though vials are not planned to arrive until the third and fourth quarters of this year, the AP reported. Vietnam is additionally in talks with Moderna to secure a large supply of its version of the vaccine.

Published : June 01, 2021

By : The Washington Post · Miriam Berger