มัจจุราชเงียบ! มลพิษในอากาศ คร่าชีวิตชาวโลกตายก่อนวัยอันควรปี 56 กว่า 5.5 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577048

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 17:30

 

นักวิทยาศาสตร์หลายประเทศเสนอรายงาน ชี้มลพิษในอากาศ เป็นต้นเหตุให้ผู้คนตายก่อนวัยอันควร ด้วยโรคร้ายถึง 5.5 ล้านคน ในปี 56 ในจำนวนนี้กว่าครึ่ง อยู่ในจีนและอินเดีย

เมื่อ 13 ก.พ. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวที่ชาวโลกคงตะลึงด้วยความคาดไม่ถึง เมื่อเหล่านักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐฯ แคนาดา จีน และญี่ปุ่น เสนอรายงานประจำปี ในการประชุมสมาคมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ระบุ มลพิษในอากาศ เป็นสาเหตุทำให้ผู้คนกว่า 5.5 ล้านคน ตายก่อนวัยอันควร ในปี 2556 ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตเหล่านี้ กว่าครึ่งหนึ่ง อาศัยอยู่ในอินเดียและจีน

ตามรายงานของนักวิทยาศาสตร์จากหลายประะเทศ ชี้ว่า ในปี 2556 นั้น มลพิษในอากาศได้เป็นเหตุให้ประชาชนในจีน เสียชีวิต 1.6 ล้านคน และที่ อินเดีย 1.4 ล้านคน โดยนายไมเคิล บรอเออร์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย กล่าวว่า มลพิษในอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงลำดับที่ 4 ที่ทำให้ประชากรโลกเสียชีวิต และก้าวขึ้นมาเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอันดับหนึ่งที่เป็นเหตุผู้คนป่วยด้วยโรคร้ายหลายโรค ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง โรคมะเร็งปอด

ไมเคิล บรอเออร์ และทีมนักวิจัยของเขา ได้เปรียบเทียบให้เห็นถึงปัญหามลพิษทางอากาศในเอเชีย โดยเฉพาะที่จีน และอินเดีย ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เหมือนกับสหรัฐฯ และยุโรปที่เคยอยู่ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อหลายทศวรรษก่อน โดยตามรายงานของนักวิจัยจากจีนระบุว่า เฉพาะมลพิษในอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้ของถ่านหินเพียงอย่างเดียว ได้คร่าชีวิตผู้คนในจีนไปถึง 366,000 คน ในปี 2556.

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง12% ขานรับข่าว โอเปกจะลดปริมาณการผลิตน้ำมันแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577007

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 15:00

 

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 12% ทำสถิติราคาขึ้นมากสุดภายในวันเดียว ในรอบ 6 ปี หลังมีข่าว กลุ่มโอเปกยอมจะลดปริมาณการผลิตน้ำมันสู่ตลาดแล้ว หลังราคาน้ำมันร่วงหนักไปอยู่ที่ 26.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น

เมื่อ 13 ก.พ. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ราคาน้ำมันในตลาดโลกกลับมาพุ่งสูงขึ้น 12% เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ในนามกลุ่มโอเปก ส่งสัญญาณจะลดปริมาณการผลิตน้ำมันลงแล้ว เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกตกต่ำอย่างหนัก จากปริมาณน้ำมันที่ล้นตลาด นับตั้งแต่สหรัฐฯ สามารถสูบน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานได้

นสพ.วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ในสหรัฐฯ รายงานว่า รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เผยว่า รัฐมนตรีจากกลุ่มเอเปกพร้อมแล้วที่จะลดปริมาณการผลิตน้ำมัน ขณะที่ รมต.กระทรวงน้ำมันของเวเนซุเอลา ก็กล่าวว่า ประเทศกลุ่มโอเปกกำลังอยู่บนหนทางที่ดีมากที่จะบรรลุข้อตกลงกันในเรื่องนี้

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.พ. ได้ร่วงลงไปอยู่ที่ 26.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นราคาน้ำมันที่ต่ำสุดในรอบ 12 ปี ทว่าหลังจากมีข่าวกลุ่มโอเปกจะยอมลดปริมาณการผลิตน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 12% หรือขึ้นไปถึง 3.23 ดอลลาร์ อยู่ที่ 29.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นราคาน้ำมันที่ขึ้นสูงสุดภายในวันเดียว นับตั้งแต่ปี 2552 เลยทีเดียว

สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง ยกย่องพบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำ ‘ปฏิวัติวงการดาราศาสตร์’!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576988

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 13:46

 

สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง นักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาชื่อดังที่สุดแห่งยุค กล่าวแสดงความยินดีกับเหล่านักวิทย์ที่พบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำเป็นครั้งแรก ชี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการดาราศาสตร์ และเป็นหนทางใหม่ในการไขความลับจักรวาล

เมื่อ 13 ก.พ.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ศ.สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง นักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาชื่อดัง ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบีบีซี กล่าวแสดงความยินดีกับบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่พบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำได้เป็นครั้งแรก พร้อมกับยกย่องว่าการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำ สามารถที่จะปฏิวัติวงการดาราศาสตร์เลยทีเดียว

ศ.ฮอว์กกิ้ง ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ คณะคณิตศาสตร์ประยุกต์และทฤษฎีฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในประเทศอังกฤษ กล่าวด้วยว่า คลื่นความโน้มถ่วง ถือเป็นหนทางใหม่ในการค้นหาความลับของจักรวาล ‘ความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ที่ตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำได้นั้น ถือเป็นการปฏิวัติวงการดาราศาสตร์ โดยเป็นการพบครั้งแรกของหลุมดำหนึ่งหลุมที่มีสองระบบ และยังเป็นการสังเกตการณ์ครั้งแรกของหลุมดำสองหลุมที่รวมเข้าด้วยกัน’ ศ.ฮอว์กกิ้ง ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะยิ่งใหญ่ของโลกยุคนี้ กล่าว

ดร.คิป ธอร์น แห่งสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ แถลงข่าว

ขณะเดียวกัน ศ.ฮอว์กกิ้ง ยังกล่าวกับนักข่าวบีบีซีว่า การที่นักวิทยาศาสตร์ของหอสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงที่แฮนฟอร์ด รัฐวอชิงตัน และลิฟวิงสตัน รัฐลุยเซียนา ตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำได้เป็นครั้งแรก ยังเป็นการตอกย้ำการคาดการณ์ของตนเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ที่เคยพูดที่ ม.เคมบริดจ์เมื่อปี 1970 ว่า พื้นที่ของหลุมดำในช่วงสุดท้าย จะมีขนาดใหญ่กว่า หลุมดำในช่วงแรกมาก

ทั้งนี้ การพบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำ 2 หลุม ที่อยู่ไกลโพ้นจากโลก เป็นระยะห่างถึง 1,300 ล้านปีแสง ได้เดินทางมาถึงโลก โดยหอสังเกตการณ์ไลโก (LIGO) 2 แห่ง ที่แฮนฟอร์ด ในรัฐวอชิงตัน และลิฟวิงสตัน รัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐฯ สามารถตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำสองหลุมที่รวมเข้าด้วยกัน ได้เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 ก.ย.58 แต่เพิ่งมีการแถลงข่าวนี้เมื่อวันที่ 11 ก.พ.59 เนื่องจากต้องใช้เวลาตรวจสอบอย่างถ้วนถี่เพื่อความแน่นอนว่าเป็นคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำจริงๆ ที่สำคัญ ยังเป็นการพิสูจน์ทฤษฎีของไอน์สไตน์ ที่คาดการณ์เอาไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปตั้งแต่ 100 ปีก่อน หรือปี ค.ศ.1915 เป็นเรื่องจริง

สำหรับ หลุมดำสองหลุม ซึ่งมีขนาดมวล 29 และ 36 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ได้โคจรรอบกันและกันด้วยความเร็วสูงมากราวครึ่งหนึ่งของความเร็วแสง จากนั้นได้รวมตัวเข้าด้วยกันกลายเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ และมีมวลสุดท้าย 62 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ โดยมวลที่หายไปนั้น ได้ขับดันให้ ‘กาล-อวกาศ’ โดยรอบเกิดการกระเพื่อม กลายเป็นคลื่นความโน้มถ่วงที่เดินทางไปในห้วงจักรวาล.

สุดดีใจ..นักวิทย์‘พบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำ’ครั้งแรก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฮือฮา! นักวิทย์พบ ‘คลื่นความโน้มถ่วง’ มีจริง พิสูจน์ทฤษฎี 100 ปี ของไอน์สไตน์

2 ประมุขคริสตจักร พบกันครั้งแรกในรอบพันปี! ฟื้นสามัคคี ป้องชาวคริสต์ใน ต.อ.กลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576949

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 11:38

 

โป๊ปฟรานซิส แห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก ทรงพบกับพระสังฆราชคิริลล์ แห่งนิกายออร์โธดอกซ์ ที่สนามบินในกรุงฮาวานา คิวบา นับเป็นการพบกันครั้งแรกของประมุขศาสนาสองนิกายในรอบเกือบพันปี พร้อมกับทรงเห็นพ้องตรงกันให้เร่งฟื้นความสามัคคีในคริสตจักร และป้องกันชาวคริสต์โดนสังหารใน ต.อ.กลาง

เมื่อ 13 ก.พ. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน พระสันตะปาปา ฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก และ พระสังฆราชคิริลล์ แห่งคริสตจักรนิกายอออร์โธดอกซ์ ได้พบกันที่สนามบินในกรุงฮาวานา เมืองหลวงคิวบา เมื่อ 12 ก.พ. จนถือเป็นการพบกันครั้งแรกในประวัติศาสตร์ระหว่างประมุขศาสนาของสองนิกายในรอบเกือบพันปี หลังจากคริสตจักรหลายนิกายในโลกตะวันตก รวมถึงนิกายโรมันคาทอลิก และโปรแตสแตนท์ ได้แยกตัวจากกลุ่มคริสตจักรในโลกตะวันออก หรือออร์โธด็อกซ์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11

หลังทรงพบปะหารือกันเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ที่สนามบินกรุงฮาวานา ทั้งสองพระองค์ได้ทรงออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องให้ชาวโลกปกป้องชาวคริสเตียนทั้งหลายรอดพ้นจากการถูกประหัตประหารในตะวันออกกลาง รวมถึงการหันมาฟื้นความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวของคริสตจักร ‘เราหวังว่าการพบกันครั้งนี้จะเสริมสร้างความสามัคคีของคริสตจักร ซึ่งเป็นไปตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า’ เนื้อหาในแถลงการณ์ร่วม

พระสังฆราชคิริลล์ (ซ้าย) ทรงสนทนากับโป๊ปฟรานซิส ที่ห้องรับรองในสนามบินกรุงฮาวานา เมื่อ 12 ก.พ.

ข่าวแจ้งว่า พระสังฆราชคิริลล์ ได้ตรัสถึงการพบหารือกับโป๊ปฟรานซิสในครั้งนี้ว่า เป็นไปอย่างเปิดกว้างและฉันพี่น้อง ขณะที่โป๊ปฟรานซิสได้ตรัสถึงการได้พบกับสังฆราชคิริลล์ ว่า มีความจริงใจต่อกันอย่างมาก ‘ข้าพเจ้ามีความสุขที่ได้พบกับท่าน น้องรัก’ สังฆราชคิริลล์ ชาวรัสเซีย ตรัสกับโป๊ปฟรานซิส ที่ทรงตรัสตอบว่า ‘ในที่สุดเราก็ได้พบกัน’

ประธานาธิบดีราอูล คาสโตร แห่งคิวบา (กลาง) มาส่งเสด็จโป๊ปฟรานซิส ที่สนามบินในกรุงฮาวานา เมื่อ 12 ก.พ.

ทั้งนี้ การพบกันระหว่างโป๊ปฟรานซิสกับพระสังฆราชคิริลล์ มีขึ้นเนื่องจากโป๊ปฟรานซิสได้ทรงแวะคิวบา ระหว่างจะเสด็จไปเยือนเม็กซิโก ขณะที่พระสังฆราชคิริลล์ กำลังเสด็จเยือนคิวบาพอดี และจะเสด็จไปเยือนบราซิล รวมถึงปารากวัย

โป๊ปฟรานซิส เสด็จเยือนเม็กซิโก โดยมีประธานาธิบดีเอ็นริเก เปญา นิเอโต (ขวา) และนางแองกีลิกา ริวีรา สุภาพสตรีหมายเลข 1 มาถวายการต้อนรับ ระหว่างเสด็จถึงสนามบินกรุงเม็กซิโก ซิตี้

โป๊ปฟรานซิส เสด็จเยือนเม็กซิโก

ชายแคนาดาหายตัว 30 ปี จ่อพบครอบครัว ชี้ความจำเสื่อม-เพิ่งนึกออกตัวเองเป็นใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576823

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 05:35

 

(ภาพ: North American Missing Persons Network)

นาย เอ็ดการ์ ลาทิวลิป ชาวแคนาดา ผู้หายตัวไปนานกว่า 30 ปี กำลังจะกลับไปพบกับครอบครัวของเขาแล้ว หลังจากความจำเสื่อมเพราะได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ และเพิ่งนึกออกว่าตัวเองชื่ออะไรเมื่อไม่นานมานี้เอง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายลาทิวลิป หายตัวไปจากโรงพยาบาลสำหรับบุคคลทุพพลภาพในเมืองคิตช์เนอร์ รัฐออแทริโอ เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ขณะที่เขามีอายุได้ 21 ปี โดยตำรวจสันนิษฐานว่านายลาทิวลิป ซึ่งมีอาการของภาวะสมองพัฒนาการช้า โดยสารรถบัสประจำทางและเดินทางต่อไปยังน้ำตกไนแองการา แต่ตำรวจก็หาเขาไม่เจอ และเชื่อว่าเขาได้รับบาดเจ็บบางประการจนความจำเสื่อมในช่วงเวลานี้เอง

ในระหว่างที่ตำรวจกำลังพยายามตามหาตัวเขาอยู่นั้น นายลาทิวลิปได้ใช้ชีวิตอยู่ที่เมือง เซนต์ แคทเธอรีน ซึ่งห่างจากเมืองคิตช์เนอร์ราว 130 กม. ในชื่อและตัวตนอื่น จนกระทั่งเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา นายลาทิวลิปในวัย 50 ปีนึกชื่อของตัวเองออก เขาจึงเดินทางไปยังหน่วยงานบริการสังคมแห่งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบชื่อ เอ็ดการ์ ลาทิวลิป และพบว่าชื่อนี้ถูกระบุเป็นบุคคลสูญหาย

ต่อมา นายลาทิวลิปเข้ารับการตรวจดีเอ็นเอ และผลการตรวจที่ออกมาเมื่อวันศุกร์ (12 ก.พ.) ก็ยืนยันว่าเขาคือนายลาทิวลิปตัวจริง ทำให้เขาตัดสินใจที่จะไปพบกับครอบครัวที่แท้จริงของเขา

ด้าน นาง ซิลเวีย วิลสัน มารดาของนายลาทิวลิป รู้สึกตกใจมากเมื่อได้ทราบข่าวว่านายลาทิวลิปยังมีชีวิตอยู่ โดยเธอระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นหน้าลูกชาย คือช่วงที่เขารักษาตัวที่โรงพยาบาลหลังจากพยายามฆ่าตัวตาย เมื่อนายลาทิวลิปหายตัวไป เธอก็ถูกพูดให้เชื่อมาตลอดว่าลูกชายถูกฆ่า หรือฆ่าตัวตายไปแล้ว

จ่ายแพงก็ยอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576418

โดย ตติกานต์ เดชชพงศ 13 ก.พ. 2559 05:01

 

หลังโลกสิ้นสุดยุคสงครามเย็นได้ไม่นาน ความหวาดระแวงกันระหว่างประเทศมหาอำนาจยังไม่จาง ทำให้การพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ของหลายชาติยังดำเนินต่อไป จนเกิดเป็นโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่โจมตีร่วม (JSF) ซึ่งริเริ่มโดยรัฐบาลสหรัฐฯและอังกฤษในปี 2537 ก่อนที่แคนาดา เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย อิตาลี และตุรกี จะทยอยเข้าร่วมและให้การสนับสนุนด้านเงินทุนด้วยในเวลาต่อมา

โครงการเจเอสเอฟยังดำเนินการต่อมาถึงปัจจุบัน และมีการพัฒนาเครื่องบินขับไล่รุ่นเอฟ-35 เอ ไลท์นิ่ง 2 โดยบริษัทล็อคฮีดมาร์ตินเป็นผู้รับผิดชอบด้านการออกแบบและผลิต ซึ่งเครื่องบินเอฟ-35 เอ ถูกตั้งเป้าให้เป็นเครื่องบินที่ปฏิบัติการได้หลากหลายรูปแบบ และมีจุดแข็งที่สามารถบินขึ้นและลงแนวดิ่งได้ รวมถึงเทคโนโลยีการล่องหนและระบบรบกวนสัญญาณที่ทันสมัยกว่าเครื่องบินขับไล่ในอดีต

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เพิ่งเผยแพร่รายงานความคืบหน้าการทดสอบเครื่องบินเอฟ-35 เอ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพัฒนาก่อนนำไปใช้ในปฏิบัติการจริง และสื่อต่างประเทศพากันรายงานว่าเครื่องบินรุ่นนี้ใช้งบประมาณในการผลิตสูงสุดในประวัติศาสตร์ไปแล้ว เพราะการผลิตเอฟ-35 เอ รวม 2,443 ลำ ใช้เงินไปแล้วกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีปัญหาทางเทคนิคที่ต้องแก้ไข เพราะโปรแกรมควบคุมระบบการทำงานไม่เสถียร และเก้าอี้ดีดตัวอาจทำให้นักบินที่น้ำหนักน้อยกว่า 62 กก.เสียชีวิตเพราะคอหักได้

ในยุคที่กระแสต่อต้านก่อการร้ายกลับมา เป็นประเด็นหลักในเวทีโลกรอบใหม่ ส่งผลให้การพัฒนาโครงการเครื่องบินขับไล่ร่วมถูกจับตามองมากขึ้น แม้เครื่องบินเอฟ-35 เอ จะถูกวิจารณ์ ว่าแพงเกินเหตุ แต่ก็ยังมีรัฐบาลอีกหลายประเทศ ยอมทุ่มงบพัฒนาต่อไปจนกว่าจะได้เครื่องมาใช้งานอย่างเป็นรูปเป็นร่าง.

ตติกานต์ เดชชพงศ

“แพะ” ถูกจับดำเนินคดีในศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576429

โดย ดอย ดอกฝิ่น 13 ก.พ. 2559 05:01

 

ตำรวจภูธรเมืองชหัตทิศการห์ ภาคกลางอินเดีย แถลงว่า แพะโดนจับกุมเพราะมันบุกรุกเข้าไปขโมยกินพืชพันธุ์และหญ้าในสวนของเพื่อนบ้าน โดยทำเช่นนี้ประจำ

แพะถูกจับดำเนินคดีในศาล เช่นเดียวกับ นายอับดุล ฮัสซัน เจ้าของแพะ ที่ปล่อยปละละเลยให้แพะก่อความเสียหาย ไม่แยแสสนใจเพื่อนบ้านแจ้งเตือน ให้ดูแลแพะ ด้านทีวีอินเดียรายงานข่าวนี้อย่างครึกโครม “เมื่อวันอาทิตย์ตำรวจเมืองชหัตทิศการห์ จับกุมแพะและเจ้าของ”

ข้อหาทำให้เพื่อนบ้านได้รับความเสียหายต่อเนื่อง นายอับดุลปล่อยแพะข้ามรั้วเข้าไปกินไม้ดอกไม้ผลและหญ้าในสวนและสนามหญ้าของบ้านข้างเคียงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ประจวบกับเพื่อนบ้านที่เดือดร้อนรายหนึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลท้องถิ่น ได้แจ้งความตำรวจ กรณีนี้เลยไปกันใหญ่ “เพื่อนบ้านหลายคนร้องเรียน เราก็แจ้งเตือนนายอับดุลหลายหน แต่เขาไม่ฟัง เราจึงจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย” ตำรวจชี้แจงต่อสื่อมวลชน

ทั้งคู่ถูกคุมขังรอขึ้นศาล อาจต้องรับโทษติดคุกคน (ตัว) ละ 2–7 ปี จุดสำคัญอยู่ตรงที่ “ทั่นเปา” จะเข้าใจคำให้การ “แบ๊ะๆๆๆๆๆๆ…” ของแพะ (รับบาป) ได้ฉันใดน่ะนายจ๋า?

ดอย ดอกฝิ่น

ผอมแห้งตกงานแน่!! อวบอั๋นสิมาแรง เขย่าโลกแฟชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576434

โดย มิสแซฟไฟร์ 13 ก.พ. 2559 05:01

 

สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการแฟชั่นโลกได้ฮือฮาอีกแล้ว เมื่อแบรนด์ชุดชั้นในวัยรุ่น Aerie ในเครืออเมริกัน อีเกิ้ล แหกกฎหันมาใช้สาวร่างอวบหุ่นธรรมดาๆ เป็นนางแบบถ่ายโฆษณาชุดชั้นในใหม่ พร้อมประกาศจุดยืนไม่รีทัชและแต่งภาพโฆษณาเด็ดขาด เพราะอยากเน้นความสวย แบบธรรมชาติที่จับต้องได้ ไม่เฟค ไม่มโน ไม่ต้องทรมานสังขารตัวเอง ผลลัพธ์คือยอดขายถล่มทลายเกินคาด แซงหน้าคู่แข่งสำคัญอย่าง “วิคตอเรีย ซีเคร็ตส์” ไปอย่างหลุดลุ่ย งานนี้เหล่านางฟ้าหุ่นอ้อนแอ้นเงิบไปเลย

ในบรรดานางแบบหุ่นอวบอั๋นของ Aerie ที่โด่งดังเปรี้ยงปร้างไปทั่วโลก ไม่มีใครมาแรงเกิน “อิสกร้า ลอว์เรนซ์” สาวน้อยหุ่นล่ำบึ้กไซส์ 14 จากวอร์เชสเตอร์เชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งก้าวขึ้นเป็นโรลโมเดลของวัยรุ่นยุคใหม่ไปแล้ว แถมได้รับยกย่องจาก FHM ให้เป็นสาวเซ็กซี่ที่สุดในวินาทีนี้ เห็นส่วนสัดเต็มถังของน้องหนูแล้วมันสบายใจดีจัง ไม่ต้องกินทิชชู่ให้ผอมเหมือนนางแบบไซส์ 0 ทั้งหลาย ที่รักษาหุ่นจนแห้งเป็นไม้เสียบผี เพื่อเอาใจบรรดาดีไซเนอร์ใจดำ

ย้อนกลับไปตอนเข้าวงการเป็นนางแบบเด็กตามแรงผลักดันของแม่ แม้จะมีใบหน้าหวานไม่แพ้ “บริตนีย์ สเปียร์” และ “ดรูว์ แบร์รี่มอร์” แต่ “อิสกร้า” ก็ถูกปฏิเสธจากเอเจนซี่โฆษณาอย่างน่าช้ำใจ เพียงเพราะหุ่นเหมือนคนธรรมดาเกินไป…มีสะโพกใหญ่ไป!! เอเจนซี่ใจร้ายย้ำว่าตลาดต้องการสะโพก 34 นิ้ว สำหรับนางแบบวัยทีน เลยแนะนำให้ไปหาเอเจนซี่นางแบบไซส์ใหญ่ ปรากฏโดนปฏิเสธซ้ำอีก เพราะสัดส่วนเล็กเกินไป ตกลงจะเอายังไงกับชีวิต

ให้ตายเหอะ เด็กวัยรุ่น 15 หยกๆ 16 หย่อนๆ สะโพก 36 นิ้ว ก็กำลังสวยสมส่วนดีออก แต่คนวงการแฟชั่นกลับฟันธงว่าใหญ่เกินไป ไม่ทราบเอาอะไรมาวัด!! “อิสกร้า” หาทางออกให้ชีวิต ด้วยการผันตัวไปเป็นนางแบบไซส์มาตรฐานตามจริง แต่ก็ไม่วายโดนรีทัชซะแขนขาเรียว เพื่อเอาใจเจ้าของสินค้าโฆษณา

ไม่ต้องผอมก็สวยเซ็กซี่แบบธรรมชาติได้!! คือสิ่งที่ “อิสกร้า” และค่าย Aerie กำลังรณรงค์ให้สาวๆทั่วโลกได้ตระหนักถึงการรู้จักคุณค่าความงามในตัวเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบไม่ซะหมด เลิกบ้าบอฝันเฟื่องไปตามโฆษณาลวงๆ ผลจากความพยายามดังกล่าวทำให้ Aerie คว้ารางวัลจากองค์กรต่อสู้โรคผิดปกติด้านการกิน แถมยังสร้างเทรนด์ใหม่มาแรงให้โลกแฟชั่น เล่นเอานางแบบหุ่นปลิวลมตกงานเป็นแถว

ด้วยความที่เคยเป็นนักว่ายน้ำมาก่อน ทำให้ “อิสกร้า” รู้จักวิธีดูแลรูปร่างให้สมส่วนมีสุขภาพดี โดยคำนึงถึงความแข็งแรงของร่างกายเป็นหลัก นักกีฬาอย่างเธอไม่เคยอดอาหารสักมื้อ แต่จะเลือกรับประทานอาหารดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย “อิสกร้า” ยืนกรานว่า ฉันเกลียดอุตสาหกรรมลดความอ้วนที่สุด มันเป็นธุรกิจลวงโลกที่ทำลายชีวิตเรา เพราะต้องติดอยู่ในกับดักเดิมๆ ผอมแล้วก็กลับไปอ้วนซ้ำแล้วซ้ำอีก

นอกจากจะดูแลเรื่องอาหารการกินตามหลักโภชนาการที่ดีแล้ว “อิสกร้า” ยังออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งละชั่วโมงครึ่ง ถึงสองชั่วโมง เพื่อสร้างความฟิตแอนด์เฟิร์มให้ร่างกาย แต่ไม่ใช่เพื่อลดน้ำหนัก เธอคิดสูตรอาหารเพื่อสุขภาพได้หลายเมนู และศึกษาหลักโภชนาการอาหารจริงจัง “อิสกร้า” มักโพสต์รูปชุดบิกินี่ลงอินสตาแกรม เพื่อปลุกเร้าพลังบวกและแจกความสดใสให้แฟนๆ เธอย้ำว่าอยากอวดรูปร่างที่อวบอัดสมบูรณ์ ก็เพื่อกระตุ้นให้สาวๆรู้สึกมั่นใจในความอวบของตัวเอง วัยรุ่นยุคใหม่ต้องการโรลโมเดลที่เป็นคนปกติธรรมดาเหมือนพวกเขา ฉันเคยทรมานมาก่อนกับการต่อสู้เรื่องนี้ และพยายามยืนหยัดในความเป็นตัวของตัวเอง กระทั่งมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับจากสังคม ในฐานะนางแบบ เราต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่สักแต่ว่าโพสท่าถ่ายรูปเซ็กซี่หาเงินไปวันๆ นับจากนี้ไป ฉันอยากเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมแฟชั่น

ถึงจะแขนใหญ่ขาใหญ่ก้นกะละมังก็สวยได้อย่างมีความสุขแล้วจะแข่งกันลดความอ้วนไปทำไม อวบนิดๆล่ำหน่อยๆน่ากอดจะตาย.

มิสแซฟไฟร์

รอบโลก 13/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576712

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.พ. 2559 05:01

 

ไอเคโอจี้รับมือเชื้อซิกา

• มอนทรีออล-องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เรียกร้องสนามบินนานาชาติทั่วโลกยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซิกาด้วยการเฝ้าระวังผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งรวมถึงผู้เดินทางกลับจากกลุ่มประเทศที่พบการแพร่ระบาดของไวรัสซิกา เมื่อ 12 ก.พ. โดยสหรัฐฯเริ่มบังคับใช้มาตรการตรวจสอบผู้ที่เดินทางเข้าออกนอกประเทศอย่างเข้มงวด ส่วนรัฐบาลเวเนซุเอลาแถลงข่าวผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาในประเทศเสียชีวิตแล้ว 3 ราย ขณะที่ออสเตรเลียพบหญิง ตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสซิการายแรกในประเทศ.

เผาตัวประท้วงอัยการ

• ราบัต-นายอาซิซ ซาลามี นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในโมร็อกโก เผยข่าวเซลส์แมนรายหนึ่ง ซึ่งข่าวไม่ระบุชื่อ จุดไฟเผาตัวเองที่สำนักงานอัยการเมืองอากาเดียร์ ทางใต้ของโมร็อกโก เมื่อ 11 ก.พ. เพื่อ ประท้วงเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่เซลส์แมนคนดังกล่าวฟ้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเมืองอากาเดียร์ข้อหาทุบรถยนต์ และเซลส์แมนคนดังกล่าวถูกไฟไหม้รุนแรงระดับ 2 แต่ถูกส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา.

จวกกัมพูชาขู่ผู้ต่อต้าน

• วอชิงตัน-เมื่อ 12 ก.พ. นายเบน โรดส์ รองที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลกรณี นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา แถลงข่มขู่ ว่าจะจัดการกับผู้ต่อต้านรัฐบาลในกัมพูชา หากพบกลุ่มชาวกัมพูชาในสหรัฐฯ ชุมนุมประท้วงนายกฯฮุน เซน ระหว่างเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ ในวันที่ 15-16 ก.พ. โดยนายโรดส์ระบุว่า รัฐธรรมนูญสหรัฐฯคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมของทุกคน.

บุกยิง จนท.การศึกษา

• ริยาด-กระทรวงศึกษาธิการแห่งซาอุดีอาระเบียแถลงข่าวมือปืนเพศชาย ซึ่งข่าวไม่ระบุชื่อ บุกก่อเหตุกราดยิงเจ้าหน้าที่ในสำนักงานการศึกษาที่เมืองจาซาน ทางใต้ของซาอุฯ ติดพรมแดนเยเมน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย เป็นนักการศึกษาระดับสูง 3 ราย และ เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน 3 ราย รวมถึงผู้บาด เจ็บสาหัส 1 ราย แต่ตำรวจจับกุมคนร้ายได้ และกำลังสอบปากคำเพื่อหาแรงจูงใจในการ ก่อเหตุ จึงยังไม่อาจระบุได้ว่าเกี่ยวพันกับการก่อการร้ายหรือไม่.

ไฟไหม้อาคารจำหน่ายสินค้าเมืองปากเซ ขณะจัดงานหนังนานาชาติ คาดสูญ 10 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576783

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 04:55

 

คนแตกฮือ! เกิดเสียงดังคล้ายระเบิดขณะจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ฮูปเงาจำปาสัก ในอาคารจำหน่ายสินค้าโอทอปเมืองปากเซ สปป.ลาว ไฟโหมแรง ใช้เวลากว่า 2 ชม. คุมเพลิงในวงจำกัด คาดเสียหายนับ 10 ล้าน ไร้รายงานผู้บาดเจ็บ

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 21.15 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้อย่างรุนแรงที่อาคารจำหน่ายสินค้า หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ใจกลางเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของอาคารและลุกลามไปอย่างรวดเร็ว สร้างความแตกตื่นให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังเก็บของหลังจากปิดตลาด โดยก่อนหน้านี้ ทางแขวงจำปาสัก มีการเปิดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ฮูปเงาจำปาสัก ครั้งที่ 1” (CHAMPASAK FILM FESTIVAL 1st) และมีพิธีเปิดในช่วงเวลา 19.30 น. ที่ผ่านมา

ขณะที่กำลังมีการฉายภาพยนตร์ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวกำลังนั่งชมอยู่นั้น ได้เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกับมีประกายไฟพวยพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้ทุกคนที่อยู่ภายในอาคารต่างตกใจวิ่งหนีออกมา และประชาชนที่อาศัยอยู่รอบๆ อาคารต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไฟไหม้โหมรุนแรงมาก

จากนั้น ท่านบัวลิน พงพะจันทร์ รองเจ้าแขวงจำปาสัก ซึ่งอยู่ภายในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติด้วย รีบสั่งการเจ้าหน้าที่ปกครองเมืองปากเซ ระดมรถดับเพลิงมาที่จุดเกิดเหตุ โดย 10 นาทีต่อมา รถดับเพลิงได้เข้าประจำพื้นที่เพื่อควบคุมเพลิง แต่การควบคุมเพลิงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากมีลมแรง อีกทั้งสินค้าภายในตลาดที่เป็นเสื้อผ้า สารเคมี เครื่องสำอาง และเครื่องอุปโภคบริโภค เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี จึงทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว และบรรยากาศเป็นไปด้วยความวุ่นวาย มีพ่อค้าแม่ค้าพยายามที่จะขึ้นไปเก็บทรัพย์สินมีค่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็กำลังเร่งควบคุมเพลิง แต่เพลิงยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง

กระทั่งเวลาผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้ เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต คาดว่ามูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท.