อียิปต์ ญี่ปุ่น ภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575915

โดย คุณนิติ นวรัตน์ 12 ก.พ. 2559 05:01

 

Stamford University เชิญ ร.ต.อ. ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ พูด “Cross Cultural Management” ที่ Asoke Campus เสาร์พรุ่งนี้ 09.00-12.00 น. รับใช้นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตร Business Administration และ Public Administration

อียิปต์มีพื้นที่ใหญ่โตมากกว่าไทย 2 เท่า มีประชากรมากถึง 86 ล้าน แม้ว่าจะมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบ้าง แต่อียิปต์ก็มีสถานะเป็นประเทศกำลังพัฒนา เขียนให้เข้าใจง่ายก็คือ อียิปต์ยังจน รายได้ ต่อหัวของประชากรก็ใกล้กับไทย คือ 6,600 เหรียญสหรัฐฯ (ไทย 5,647 เหรียญฯ) การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ใกล้กัน อียิปต์ร้อยละ 2 ไทยร้อยละ 2.9

เดิมอียิปต์มีรายได้มากจากการท่องเที่ยว เพราะมีทรัพยากรการท่องเที่ยวทางโบราณคดีสูง แต่ตอนหลังมีประท้วงและการก่อการร้าย ทำให้นักท่องเที่ยวโลกแขยงแขงขนที่จะไปเยือน อียิปต์จึงกลายเป็นประเทศที่ติดล็อกทั้งการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีอียิปต์คนปัจจุบันคือนายอับเดล ฟัตตอห์ อัล-ซิซิ และนายกรัฐมนตรีคือนายอิบราฮิม มาห์ลับ สองคนนี่ชอบพูดจาปราศรัยเอาใจคนจน โม้ว่าจะช่วยคนจนอย่างโน้น คุยว่าจะพัฒนาที่พักสำหรับคนจนอย่างนี้ แต่ทางปฏิบัติกลับงดเงินอุดหนุนเพื่อประหยัดงบประมาณ เช่น เลิกสนับสนุนค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้าแก่ครอบครัวชาวอียิปต์ที่มีรายได้น้อย ผู้บริหารประเทศของอียิปต์ชอบสร้างวาทกรรมเกี่ยวกับมาตรการรัดเข็มขัด แต่ก็เป็นแต่เพียงคำพูดครับ ในทางปฏิบัตินั้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

เสาร์ 6 กุมภาพันธ์ 2559 ประธานาธิบดีไปเปิดโครงการที่พักอาศัยสำหรับคนจนย่านชานกรุงไคโร+ปราศรัยเรื่องความจำเป็นที่จะตัดลดการอุดหนุนของรัฐบาลเพื่อความประหยัด แต่ขบวนรถของประธานาธิบดีอียิปต์ที่จะไปกล่าวปราศรัยและตรวจเยี่ยมโครงการคนยากคนจนนั้น กลับวิ่งไปบนถนนที่มีพรมแดงมาลาดปูทั้ง 4 กิโลเมตร ดูจากคลิปก็รู้เลยครับว่า เฉพาะค่าพรมแดงนี่ ก็ต้องหมดเงินไปหลายแสนบาท

มีการวิจารณ์กันเยอะครับ เรื่องผู้นำอียิปต์ปากว่าตาขยิบ เพราะปากของประธานาธิบดีชอบพร่ำเพ้อละเมอวลี “เราต้องประหยัด” “ท่านโปรดประหยัด” ฯลฯ แต่ความเป็นจริง ข้าราชการอียิปต์ใช้เงินไปกับพิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เยอะมาก

อียิปต์เป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งเอามาเป็นกรณีตัวอย่างของประเทศที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวมากมายหลากหลาย แต่ผู้คนในประเทศไม่ช่วยกันประคองภาพลักษณ์ การท่องเที่ยวจึงแย่ลง ครอบครัวผมเคยต้อนรับเจ้าของบริษัททัวร์ใหญ่ของอียิปต์ ที่ท่านสารภาพว่า ภายในเวลาไม่กี่ปีที่สถานการณ์การเมืองในประเทศสับสนอลหม่าน นักท่องเที่ยวที่ใช้บริการของบริษัทของท่านลดลงไปเกิน 60% จนวันนี้บริษัทของท่านต้องปิด

ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่รัฐบาลเกาะแนวโน้มโลกด้านการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลแห่งชาติ เป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้วครับ ที่เทศบาลหลายแห่งของญี่ปุ่นเชิญคุณพ่อและน้องๆ ของผมไปเยือน หลังจากให้ตระเวนดูจนครบจบแล้ว ก็จะมีการประชุมวงเล็ก ถามความเห็นว่า การท่องเที่ยวในเทศบาลของเราต้องพัฒนาปรับปรุงอะไรบ้าง ขนมและอาหารของเราเป็นอย่างไรบ้าง ฯลฯ

เมื่อการท่องเที่ยวโลกบูมตูมตามนำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศต่างๆ รัฐบาลญี่ปุ่นก็พยายามลดเงื่อนไขการเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศของตนลง ที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือ การยกเว้นวีซ่าให้กับผู้คนจากหลายประเทศ วีซ่าเพียงเรื่องเดียวทำให้นักท่องเที่ยวเข้าญี่ปุ่นเพิ่มจากตัวเลขเดิมไม่กี่ล้านกลายเป็นสูงถึง 20 ล้าน

ตอนนี้ ที่ญี่ปุ่นมีการประกาศมาอีกแล้วว่า สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ และเจแปนแอร์ไลน์ 2 สายการบินใหญ่จะยกเลิกเก็บค่าเชื้อเพลิงตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 นี้เป็นต้นไป เหตุผลที่ประกาศมาก็คือ “เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง”

เรื่องนี้ทำให้ราคาตั๋วสายการบินของญี่ปุ่นถูกลง และจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในญี่ปุ่นมากขึ้น ผู้คนที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นต่างแฮปปี้มีความสุขกับนโยบายการเลิกเก็บค่าเชื้อเพลิง

ผู้อ่านท่านลองเทียบสถานการณ์การท่องเที่ยวของอียิปต์กับญี่ปุ่น

แม้ว่าอียิปต์จะมีทรัพยากรการท่องเที่ยวดี แต่ผู้นำและผู้คนที่นั่นขยันทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ การท่องเที่ยวจึงแย่ลง

ผิดกับญี่ปุ่นที่พยายามเอื้อต่อการให้เข้าไปท่องเที่ยวในประเทศของตนได้ง่ายขึ้น การท่องเที่ยวญี่ปุ่นจึงดีวันดีคืน.

คุณนิติ นวรัตน์
songlok@outlook.co.th
www.nitipoom.media
www.facebook.com/nitipoom.thailand

รอบโลก 12/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576247

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 05:01

 

ภูเขาไฟกัวเตฯปะทุ

• กัวเตมาลา ซิตี้-สถาบันภูเขาไฟกัวเตมาลาเผยเมื่อ 10 ก.พ. ว่า ภูเขาไฟ “เฟอโก” ซึ่งในภาษาสเปนหมายถึง “ไฟ” ปะทุเป็นควันขี้เถ้าขึ้นสู่ท้องฟ้า 5 กม. ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ประกอบกับกระแสลมพัดแรง ทำให้หมอกควันลอยไปไกลถึงกรุงกัวเตมาลา ซิตี้ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 45 กม. พร้อมแรงสั่นสะเทือนรับรู้ไปไกลถึง 25 กม. และมีลาวาไหลออกมาเป็นทางยาว 2 กม. ทำให้เจ้าหน้าที่ยังคงระดับเตือนภัยเป็นสีเหลือง แต่ยังไม่มีคำสั่งให้ชาวบ้านอพยพ แม้มีการสั่งปิดโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียง.

บี้สหรัฐฯกดดันอาเซียน

• สหรัฐฯ-เมื่อ 11 ก.พ. กลุ่มตรวจสอบสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรท์ส วอชท์” (HRW) เผยแพร่รายงานเรียกร้องรัฐบาลสหรัฐฯและประธานาธิบดีบารัค โอบามา ใช้โอกาสที่เป็น เจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ ศูนย์ซันนีแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ช่วง 15-16 ก.พ.นี้ ยกปัญหาสิทธิมนุษยชนขึ้นถกหารือซึ่งก็รวมทั้งกรณีนักโทษการเมืองในเวียดนาม การใช้ข้อกล่าวหาพัวพันการเมืองเล่นงานกันในมาเลเซีย การควบคุมทางการเมืองในกัมพูชาและการเข้มงวดเสรีภาพการแสดง ออกในไทย.

อุบัติเหตุ 2 ยานพาหนะ

• ไคโร-เกิดเหตุรถไฟ 2 ขบวนชนกันใกล้เมืองเบนิ ซูเอฟ ทางตอนใต้ของ อียิปต์ เมื่อ 11 ก.พ. ขณะวิ่งขึ้นเหนือไปกรุงไคโร โดยรถไฟขบวนหนึ่งตัดสินใจวิ่งชนกำแพงเพื่อเลี่ยงรถไฟอีกขบวนที่กำลังวิ่งมาบนรางเดียวกัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 69 ราย และ มีการจับกุมพนักงานสับรางรถไฟเพื่อดำเนินคดี วันเดียวกัน ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ โอลองด์ แห่งฝรั่งเศส กล่าวแสดงความเสียใจต่อ ญาติของเหยื่อ ซึ่งประสบเหตุรถตู้ส่งนักเรียนราว 17 คน ชนกับรถบรรทุกยาง ที่เมืองรอชฟอรต์ ฝั่งตะวันตกของประเทศ จนนักเรียนเสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย บาดเจ็บ 3 ราย.

เตือนวัยรุ่นเขมรวัน 14กุมภาฯ

• พนมเปญ-กระทรวงศึกษาธิการกัมพูชาส่ง จม.ถึงโรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศให้คุณครูอาจารย์เตรียมมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของลูกศิษย์ในวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ.ที่กำลังมาถึง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมใน หมู่วัยรุ่นที่มอบดอกกุหลาบหรือช็อกโกแลตรูปหัวใจมากขึ้น พร้อมเตือนเยาวชนที่กำลัง หลงระเริงจนลืมศึกษาเล่าเรียนอาจต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและเสียอนาคตของตัวเองและครอบครัว ทั้งที่วันวาเลนไทน์ไม่ใช่ประเพณีประจำชาติ.

เศร้า! ทหารอินเดียรอดตายถูกหิมะฝังทั้งเป็น 6 วัน เสียชีวิตแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576322

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 05:00

 

ภาพของนาย ฮานามันธัปปา คอปปาด ในพิธีจุดเทียนไว้อาลัย (ภาพ: AFP)

พลทหารอินเดียผู้ได้รับความช่วยเหลือหลังจากถูกหิมะถล่มฝังทั้งเป็นนานถึง 6 วัน เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียชีวิตแล้วเนื่องจากอาการบาดเจ็บสาหัสเกินไป…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พลทหาร ฮานามันธัปปา คอปปาด ของกองทัพอินเดีย ซึ่งรอดชีวิตหลังจากเผชิญหิมะถล่ม ในพื้นที่ทางตอนเหนือของธารน้ำแข็งเซียเชน ในเขตปกครองแคชเมียร์ฝั่งอินเดีย บนเทือกเขาการาโกรัม ทางตะวันออกของเขาหิมาลัย และถูกฝังทั้งเป็นใต้หิมะนานถึง 6 วัน และได้รับการช่วยเหลือเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาลในกรุงนิวเดลี เมื่อ 11 ก.พ.

พันเอก โรฮาน อานันด์ โฆษกกองทัพอินเดียเปิดเผยว่า นายคอปปาดเสียชีวิตเนื่องจากอวัยวะภายในหลายส่วนทำงานผิดปกติ ระหว่างรับการรักษาที่โรงพยาบาลโดยอาการอยู่ในขั้นวิกฤติอย่างที่สุด

สภาเยาวชนอินเดีย จัดพิธีจุดเทียนไว้อาลัยแก่ทหาร 10 นายที่เสียชีวิตจากหิมะถล่มบนเทือกเขาหิมาลัย (ภาพ: AFP)

ทั้งนี้ พลทหารคอปปาดถูกพบตัวในสภาพที่ยังมีสติอยู่ และสับสนงุนงงเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 8 ก.พ. โดยเขาถูกฝังอยู่ใต้หิมะลึกถึง 11 ม. เขามีอาการขาดน้ำ, มีภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ, ภาวะขาดออกซิเจน, ภาวะเลือดขาดน้ำตาลและภาวะช็อก ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงนิวเดลีเมื่อวันอังคาร เจ้าหน้าที่ยังพบศพทหารอีก 9 นายที่ถูกหิมะถล่มไปพร้อมกับนายคอปปาดด้วย

รัสเซียเสนอหยุดยิงในซีเรีย-สหรัฐฯแฉซื้อเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576274

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 04:30

 

(ภาพ: AP)

เจ้าหน้าที่ของชาติตะวันตก รวมทั้งสหรัฐฯ เผยเมื่อ 11 ก.พ. ว่า รัสเซียได้เสนอให้มีการหยุดยิง ในซีเรียใน 1 มี.ค.นี้ แต่สหรัฐฯต้องการให้มีการหยุดยิงโดยทันที และให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เข้าไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยสงครามจากเมืองอเลปโป เมืองใหญ่อันดับ 2 ของซีเรีย โดยสหรัฐฯเชื่อว่ารัสเซียและรัฐบาลซีเรียภายใต้การนำของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ต้องการ “ซื้อเวลา” อีก 3 สัปดาห์ ไปจนถึง 1 มี.ค. เพื่อพยายามบดขยี้กบฏสายกลางที่สู้รบกันอยู่ที่เมืองอเลปโป

อย่างไรก็ตาม รัสเซียซึ่งเข้าไปช่วยรัฐบาลซีเรียโจมตีทางอากาศถล่มฝ่ายกบฏยืนยันว่าจะไม่ลดระดับการโจมตีจนกว่าจะยึดเมืองอเลปโปได้ ขณะที่นายวิทาลี เชอร์กิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวหาว่า ชาติสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นอื่นๆ ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากเรื่องวิกฤติมนุษยธรรมที่อเลปโป ความขัดแย้งเรื่องวันหยุดยิงมีขึ้นก่อนที่สหรัฐฯ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และชาติอื่นๆ อีกกว่า 10 ชาติ จะเปิดการเจรจาหยุดยิงในซีเรียที่เมืองมิวนิกในเยอรมนี โดยนายจอห์น แคร์รี รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางไปร่วมด้วย ก่อนจะมีการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ใน 25 ก.พ. หลังกบฏซีเรียถอนตัวจากการเจรจารอบก่อนในกรุงเจนีวาเมื่อเดือนที่แล้ว

ด้านกลุ่มแพทย์ไร้พรมแดน (เอ็มเอสเอฟ) เตือนว่า การสู้รบที่เมืองอาซาซ ใกล้พรมแดนตุรกี ทำให้ระบบสาธารณสุขที่นั่นใกล้ล่มสลาย เพราะมีผู้ลี้ภัยจำนวนมากหลั่งไหลไปยังค่ายผู้ลี้ภัยที่แออัดอยู่แล้ว ตุรกียังถูกกดดันอย่างหนักให้เปิดพรมแดนรับผู้ลี้ภัยจากเมืองอเลปโปอีกกว่า 30,000 คน ซึ่งตุรกี อ้างว่าได้รับผู้ลี้ภัยอีกราว 10,000 คนแล้ว ขณะที่กลุ่ม สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในซีเรียเผยว่า การโจมตีเมืองอเลปโปตั้งแต่ 1 ก.พ. ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 506 คน รวมทั้งเด็ก 23 คน จากการโจมตีทาง อากาศของรัสเซีย และมีผู้ลี้ภัยกว่า 50,000 คน

ยูเอ็นเผยด้วยว่า การปิดล้อมโจมตีเมืองอเลปโปของกองทัพรัฐบาลซีเรียและพันธมิตรที่มีอิหร่านหนุนหลัง อาจทำให้พลเรือนกว่า 300,000 คน ถูก ตัดขาดจากความช่วยเหลือ อนึ่ง สงครามกลางเมืองซีเรียปะทุขึ้นเมื่อเกือบ 5 ปีก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 250,000 คน มีผู้ลี้ภัยเข้าไปในตุรกีแล้วกว่า 2.5 ล้านคน อีกทั้งก่อให้เกิดวิกฤติผู้อพยพลี้ภัยสู่ยุโรปครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และทำให้กองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ฉวยโอกาสยึดดินแดนในซีเรียและอิรักได้อย่างกว้างขวาง.

โสมแดงขู่ตัดฮอตไลน์โต้โสมขาวปิดนิคมฯเกซอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576269

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 04:00

 

(ภาพ: AP)

รมว.กระทรวงกลาโหมจาก 3 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ร่วมกันหลังสิ้นสุดการประชุมความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งจัดขึ้นที่สหรัฐฯ เมื่อ 10 ก.พ. เพื่อประกาศว่ารัฐบาลทั้ง 3 ประเทศจะผลักดันให้เกิดโครงการแบ่งปันข้อมูลการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเกาหลีเหนือเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมร่วมประณามการทดสอบระเบิดและยิงจรวดพิสัยไกลในเกาหลีเหนือช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมาว่าเข้าข่ายคุกคามความมั่นคงของนานาประเทศ

ขณะที่ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้สั่งปิดทำการนิคมอุตสาหกรรมในเมืองเกซองของเกาหลีเหนือเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่ 11 ก.พ. โดยถือเป็นหนึ่งในมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือรอบใหม่ และเพื่อตัดช่องทางการเงินไม่ให้เกาหลีเหนือใช้พัฒนานิวเคลียร์และขีปนาวุธ

ด้าน เกาหลีเหนือประกาศกร้าวจะตัดช่องทางการสื่อสารสายตรง (hotline) กับเกาหลีใต้ เพื่อตอบโต้ที่ฝ่ายหลังสั่งปิดนิคมอุตสาหกรรมเกซอง แหล่งที่มารายได้สำคัญของรัฐบาลเกาหลีเหนือ และเรียกการสั่งปิดนิคมเกซองว่าเป็น “การประกาศสงคราม” พร้อมกำหนดให้เขตนิคมเกซองเป็นเขตทหารด้วย โดยเมื่อปี 2556 เกาหลีเหนือเคยตัดช่องทางสื่อสารสายตรงกับเกาหลีใต้มาแล้ว แต่ได้เริ่มทำการติดต่อกันใหม่หลังทั้งสองฝ่ายปรับความสัมพันธ์กัน.

WHO แนะผู้หญิงเน้น “เซ็กซ์กันไข้” กันไข้ซิกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576267

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 03:30

 

(ภาพ: REUTERS)

เมื่อ 10 ก.พ. องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแถลงการณ์แนะนำผู้หญิงใน 30 ประเทศที่พบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซิกาให้ควบคุมหรือมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ป้องกันภาวะเสี่ยงติดเชื้อ และการตั้งครรภ์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ประเมินว่าสถิติผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีก และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากพบเบาะแสว่าการติดเชื้อไวรัสซิกาขณะตั้งครรภ์ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของทารก รวมถึงภาวะศีรษะเล็กผิดปกติ หรือ “ไมโครซีฟาลี” ซึ่งการทำอัลตราซาวนด์ไม่อาจบอกได้แน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าเด็กในครรภ์มีอาการดังกล่าวหรือไม่.

วันเดียวกัน บิชอปเซอร์โจ ดา โรชา อัครสังฆมณฑลแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในบราซิล แถลงต่อต้านการรณรงค์ของกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในบราซิล ซึ่งยื่นเรื่องต่อศาลให้มีคำสั่งพิจารณาผ่อนผันกฎหมายห้ามทำแท้งแก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัสซิกาในประเทศ โดยบิชอปดา โรชา ระบุว่า ทุกชีวิตมีคุณค่าและมีสิทธิ์ที่จะดำรงอยู่ พร้อมยืนยันต่อต้านการทำแท้งทุกกรณี ไม่ว่าเด็กในครรภ์ของมารดาที่ติดเชื้อไวรัสซิกาจะมีภาวะพิการหรือมารดาของเด็กเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพราะการตั้งครรภ์ ขณะที่บราซิลเป็นอีกประเทศหนึ่งในอเมริกากลางที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอย่างเคร่งครัด

ฮือฮา! นักวิทย์พบ ‘คลื่นความโน้มถ่วง’ มีจริง พิสูจน์ทฤษฎี 100 ปี ของไอน์สไตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576301

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 02:30

 

เดวิด ไรต์ซ อธิบายภาพในจอทีวีซึ่งแสดงให้เห็นหลุมดำ 2 หลุมกำลังโคจรรอบกันและกัน (ภาพ: AFP)

หนึ่งในทฤษฎีที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์อัจฉริยะของโลก คิดค้นขึ้นเมื่อ 100 ปีก่อน ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ของโครงการ ไลโก ค้นพบ คลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งเกิดจากการชนกันของหลุมดำ…

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า นายเดวิด ไรต์ซ ผู้อำนวยการบริหารโครงการ ‘ไลโก’ หรือ ‘เลเซอร์อินเตอร์เฟอโรมิเตอร์สังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วง’ (Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory: LIGO) ออกมายืนยันในวันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016 ว่า พวกเขาพบ คลื่นความโน้มถ่วง หรือ คลื่นที่ทำให้เกิดการกระเพื่อมของปริภูมิ-เวลา (space time) ซึ่งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คาดการณ์เอาไว้ใน ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป’ (General relativity) เมื่อปี 1915 แล้ว

ดร. คิป ธอร์น จาก Caltech มาร่วมในงานแถลงข่าวด้วย ขณะที่ภาพในจอด้านหลังแสดงให้เห็นอิทธิพลของมวลของดวงอาทิตย์ที่มีต่อปริภูมิ-เวลา ตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ (ภาพ: REUTERS)

ทั้งนี้ คลื่นความโน้มถ่วง คือคลื่นที่ปลดปล่อยออกมาเมื่อวัตถุที่มีมวลมากเคลื่อนที่ด้วยความเร่งสูงหรือมีกิจกรรมรุนแรงในอวกาศ เช่น ดาวนิวตรอนคู่หรือหลุมดำคู่โคจรรอบกัน, ซุปเปอร์โนวา, รังสีแกมมาระเบิดในอวกาศ เป็นต้น ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว ปรากฏการณ์เหล่านี้จะทำให้เกิดคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกไปในอวกาศ และเมื่อมันเคลื่อนผ่านวัตถุใดก็จะทำให้วัตถุนั้นยืดออกและหดเข้าสลับกัน

การค้นพบล่าสุดของเหล่านักวิทยาศาสตร์เป็นผลจากการเฝ้าสังเกตการณ์มานานกว่า 40 ปี ด้วยเครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงชื่อ ไลโก ซึ่งมีลักษณะเป็นสถานีอยู่ตรงกลาง มีแขนความยาว 4 กม. 2 ข้างยื่นออกไปและทำมุมตั้งฉากกัน โดยสถานีจะมีอุปกรณ์ยิงแสงเลเซอร์ไปยังกระจก 2 บานที่ปลายแขนแต่ละข้าง และให้อุปกรณ์ตรวจวัดแสงตรวจสอบคลื่นแสงที่สะท้อนกลับมา ถ้าคลื่นสะท้อนกลับมาในลักษณะเดิมแสดงว่าไม่มีคลื่นความโน้มถ่วงผ่าน แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงก็หมายความว่า มีคลื่นความโน้มถ่วงผ่าน เพราะคลื่นฯ จะทำให้แขนของไลโกยืดหรือหดตัวสลับกันจนคลื่นแสงเปลี่ยนแปลง (อ้างอิงข้อมูลจากเฟซบุ๊ก ‘ความรู้วิทยาศาสตร์สนุกๆ นอกห้องเรียน‘)

เดวิด ไรต์ซ อธิบายภาพในจอทีวีซึ่งแสดงให้เห็น หลุมดำ 2 หลุมรวมเป็นหนึ่งเดียวและก่อให้เกิดคลื่นความโน้มถ่วงกระจายไปรอบๆ (ภาพ: REUTERS)

แถลงการณ์ของทีมนักวิทยาศาสตร์ของโครงการไลโก ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech) และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และได้รับทุนจากกองทุนวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSF) ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2015 และจากการตรวจสอบพบว่าคลื่นที่พบนี้มีเกิดจากหลุมดำ 2 หลุม ซึ่งมีมวลมหาศาลถึง 29 และ 36 เท่าของดวงอาทิตย์ และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 150 กม. หรือมากกว่า โคจรรอบกันด้วยความเร็วครึ่งหนึ่งของความเร็วแสง ในขณะที่วงโคจรค่อยๆ แคบลงจนหลุมดำทั้ง 2 หลุมชนและรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อ 1,300 ล้านปีก่อน และเกิดคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกไปในอวกาศ เคลื่อนผ่านวัตถุทั้งมวลจนกระทั่งเดินทางมาถึงโลกเมื่อปีที่แล้ว และทำให้อวกาศรอบโลกของเรายืดและหดเหมือนเยลลี่

ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้เครื่องไลโก 2 ตัวในการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงในครั้งนี้ โดยเครื่องหนึ่งอยู่ที่เมืองลิฟวิงตัน รัฐลุยเซียนา ส่วนอีกเครื่องอยู่ที่เมืองแฮนฟอร์ด รัฐวอชิงตัน และเนื่องจากคลื่นนี้มีขนาดเล็กมากเพียงหนึ่งในพันของขนาดของโปรตอน 1 อะตอม พวกเขาจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการตรวจจับเป็นอย่างมาก และใช้เวลาตรวจสอบหลายเดือนจนกระทั่งมั่นใจว่าสิ่งที่พวกเขาพบคือ คลื่นความโน้มถ่วง จริงๆ

ภาพในจอแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของคลื่นแสงในช่วงเสี้ยววินาที ซึ่งเป็นหลักฐานว่า คลื่นความโน้มถ่วงเคลื่อนตัวผ่าน (ภาพ: AFP)

นายไรต์ซ ระบุว่า “สิ่งที่น่าตื่นเต้นจริงๆ คือสิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้ต่างหาก ผมคิดว่าเรากำลังเปิดหน้าต่างของจักรวาล หน้าต่างของดาราศาสตร์คลื่นความโน้มถ่วง (gravitational wave astronomy)” ขณะที่ นาย ซาบอล์คส์ มาร์กา ศาสตราจารย์วิชาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย บอกกับซีเอ็นเอ็นว่า “เราจะไม่เพียงสามารถศึกษาทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ได้เท่านั้น เรายังจะสามารถค้นหาสิ่งที่เราเคยได้แต่จินตนาการว่ามีอยู่ได้ด้วย เราอาจจะได้เห็นจักรวาลในด้านที่ไม่เคยสังเกตการณ์มาก่อน”

มาร์กา ระบุด้วยว่า เขาคิดว่าไลโกคือ ‘ไมโครโฟนจักรวาล’ เป็นอุปกรณ์รับฟังที่มีความแม่นยำอย่างน่าเหลือเชื่อที่สามารถตรวจจับการบิดเบือนของปริภูมิ-เวลา อันเป็นโครงสร้างของจักรวาล มันแม่นยำขนาดสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของวัตถุขนาดลูกฟุตบอลทั่วทางช้างเผือก

ดร. เรเนอร์ เวสส์ ศาสตราจารย์กิตติคุณจากเอ็มไอที ใช้ตาข่ายแสดงให้เห็นการยืดหดของวัตถุที่ถูกคลื่นความโน้มถ่วงเคลื่อนผ่าน (ภาพ: REUTERS)

“เมื่อเราได้ยินเสียงของจักรวาล เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับความลับแห่งชีวิตของหลุมดำ การกำเนิด, การตาย, การแต่งงาน และการกินอาหารของมัน เราจะได้ยินเมื่อหลุมดำกินดาวนิวตรอน” นายมาร์กากล่าว และเสริมว่า “ไม่มีใครเคยเห็นเรื่องนั้นมาก่อน เราจะไม่เพียงเข้าใจมัน แต่เราจะเห็นมัน มันเป็นสิ่งที่น่าหลงใหลที่สุดเท่าที่ผมจะจินตนาการได้”

อนึ่ง หลุมดำเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของแนวคิดเรื่องคลื่นความโน้มถ่วง ที่ผ่านมามนุษย์เคยเห็นแต่ผลกระทบของมัน ส่วนตัวหลุมดำเองยังเป็นเพียงการคาดเดา ดังนั้น การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงถือเป็นการยืนยันว่า หลุมดำมีอยู่จริง “นี่เป็นครั้งแรกที่จักรวาลพูดกับเราผ่านคลื่นความโน้มถ่วง หลังจากที่พวกเราหูหนวกไม่ได้ยินมาตลอด” นายไรต์ซ กล่าว

เครื่องไลโกที่เมืองลิฟวิงตัน (ภาพ: REUTERS)

นักโทษเม็กซิโกก่อจลาจล-จุดไฟเผาคุก ดับ 52 ศพ เจ็บอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576265

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 00:25

 

ตำรวจปราบจลาจลถูกส่งมาควบคุมสถานการณ์ที่เรือนจำในเมืองมอนเตร์เรย์ (ภาพ: AFP)

นักโทษซึ่งเป็นสมาชิกแก๊งค้ายาเสพติดที่เรือนจำแห่งหนึ่งในเมืองมอนเตร์เรย์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเม็กซิโก ทะเลาะวิวาทกับกลุ่มคู่อริจนกลายเป็นเหตุจลาจล มีผู้เสียชีวิตถึง 52 ราย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุจลาจลของนักโทษและเหตุเพลิงไหม้ที่เรือนจำ โตโป ชิโก ในเมืองมอนเตร์เรย์ เมืองเอกของรัฐนวยโว เลออง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเม็กซิโก เมื่อช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.พ. (ตามเวลาท้องถิ่น) เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 52 ราย และบาดเจ็บอีกนับสิบคน

นาย ไฮเม โรดริเกซ ผู้ว่าการรัฐ นวยโว เลออง ระบุว่า เหตุจลาจลเกิดขึ้น 2 จุดในช่วงก่อนเที่ยงคืนของวันพุธ โดยเป็นเหตุวิวาทระหว่างกลุ่มนักโทษที่เป็นสมาชิกของแก๊ง ‘เซตาส’ ขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ในเม็กซิโก และนักโทษอีกกลุ่มหนึ่ง นักโทษหลายคนยังอาศัยช่วงชุลมุนจุดไฟที่ห้องเก็บเสบียงและห้องนอนอีกด้วย

นายโรดริเกซ ระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในช่วงเวลาประมาณ 1:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเหตุความวุ่นวายทำให้มีผู้บาดเจ็บ 12 คน ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 5 คน ขณะที่ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ผู้ว่าฯ รัฐ นวยโว เลออง ยืนยันว่า ไม่มีการใช้ปืน และปฏิเสธว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ความพยายามแหกคุก

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ มอเลนิโอ ของเม็กซิโก เผยแพร่ภาพเปลวไฟลุกโชนออกมาจากเรือนจำแห่งนี้ ขณะที่ฝูงชนมารวมตัวกันหน้าเรือนจำท่ามกลางอากาศหนาว เพราะเป็นห่วงญาติพี่น้องที่อยู่ในเรือนจำ บางคนพยายามเตะประตูเรือนจำเพื่อเข้าไปด้านในด้วย

ทั้งนี้ เหตุจลาจลในเรือนจำ โตโป ชิโก เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จะเสด็จเยือนเม็กซิโกในวันศุกร์ และในสัปดาห์หน้าพระองค์จะเสด็จเยือนเรือนจำแห่งหนึ่งในเมือง ซิวแดด ฮัวเรซ บริเวณชายแดน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เกิดเหตุความรุนแรงมากที่สุดในโลก

โสมขาวเริ่มปิดโรงงานในนิคมฯ แกซองแล้ว หลังออกประกาศตอบโต้เกาหลีเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576150

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2559 17:28

 

เกาหลีใต้เริ่มหยุดปฏิบัติการในนิคมฯ แกซองแล้ว งัดมาตรการเฉียบ..ตอบโต้เกาหลีเหนือทดลองระเบิดนิวเคลียร์และยิงจรวดส่งดาวเทียม แม้แต่ผู้จัดการโรงงานชาวเกาหลีใต้เอง ยัง‘พูดไม่ออก’ พลอยได้รับผลกระทบไปด้วยเต็มๆ

เมื่อ 11 ก.พ.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ว่า เกาหลีใต้เริ่มดำเนินการหยุดปฏิบัติการในนิคมอุตสาหกรรมแกซอง ที่ดำเนินการร่วมกับเกาหลีเหนือแล้ว หลังจากรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ประกาศระงับความร่วมมือในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ทั้งหมดเมื่อวันพุธที่ 10 ก.พ. เพื่อตอบโต้ทางการเกาหลีเหนือที่ทดลองระเบิดนิวเคลียร์และยิงจรวดพิสัยไกลส่งดาวเทียมเมื่อเร็วๆ นี้

บีบีซี รายงานว่า มีบริษัทเกาหลีใต้ตั้งโรงงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแกซองถึงประมาณ 124 โรง ซึ่งโรงงานเหล่านี้ได้ว่าจ้างคนงานชาวเกาหลีเหนือหลายพันคนมาทำงาน ด้วยเหตุนี้ การปิดโรงงานจึงส่งผลกระทบต่อคนงานชาวเกาหลีเหนือเหล่านี้ที่ต้องหยุดงานไปด้วย โดยแม้แต่ผู้จัดการโรงงานบางคนซึ่งเป็นชาวเกาหลีใต้ยังกล่าวว่า พวกเขารู้สึกตกใจต่อการประกาศใช้มาตรการนี้อย่างกะทันหันของรัฐบาลเกาหลีใต้อย่างมาก เพราะการดำเนินธุรกิจของพวกเขาในเกาหลีเหนือก็ต้องหยุดการผลิตไปด้วย

‘ผมพูดไม่ออกต่อส่ิงที่เกิดขึ้น’ นายจัง อิก โฮ ผู้จัดการบริษัทด้านวิศวกรรมในนิคมอุตสาหกรรมแกซอง กล่าวกับเอเอฟพีด้วยความท้อใจ ทั้งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ให้เหตุผลที่สั่งระงับการปฏิบัติการทั้งหมดของเกาหลีใต้ในนิคมอุตสาหกรรมแกซอง เนื่องจากเห็นว่ารายได้จากนิคมฯ แห่งนี้ทำให้ รัฐบาลเกาหลีเหนือนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการทดลองระเบิดนิวเคลียร์และยิงจรวดพิสัยไกลส่งดาวเทียม.

ผู้นำโลกกดดันรัสเซียเห็นแก่มนุษยธรรม หยุดบอมบ์เมืองอเลปโป !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576105

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2559 15:30

 

เหล่าผู้นำโลกกดดันรัสเซีย ยุติการโจมตีทางอากาศ บอมบ์เมืองอเลปโป เพื่อช่วยกำลังทหารรัฐบาลซีเรียยึดเมืองคืนจากฝ่ายกบฏ หวั่นวิตกชาวเมืองอเลปโปจะเผชิญความยากลำบากอย่างหนักที่ต้องอยู่ท่ามกลางการสู้รบ และขณะนี้ไร้ที่อยู่แล้วนับ 50,000 คน

เมื่อ 11 ก.พ. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ผู้นำโลกกำลังกดดันให้รัสเซียยุติปฏิบัติการโจมตีทางอากาศรอบเมืองอเลปโป ในประเทศซีเรีย ซึ่งเป็นการช่วยสนับสนุนกองทัพรัฐบาลซีเรียบุกยึดเมืองคืนจากกลุ่มกบฏ โดยคณะกรรมการสภากาชาดสากล เตือนถึงสถานการณ์สู้รบในเมืองอเลปโปว่า เป็นเหตุให้ชาวซีเรียต้องไร้ที่อยู่แล้วประมาณ 50,000 คน และหวั่นวิตกว่า สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในเมืองอเลปโปจะเลวร้ายลงในเวลาอันรวดเร็ว ประชาชนจะขาดแคลนทั้งอาหารและน้ำ เพราะขณะนี้น้ำประปาในเมืองอเลปโปได้ถูกตัดขาดแล้ว

สภาพความเสียหายในเมืองอเลปโป

ด้านนายจอห์น แครี รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้มีการหยุดยิงในเมืองอเลปโป เพื่อจะได้มีการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปให้แก่ชาวซีเรีย ในเมืองนี้ ซึ่งตกอยู่ภายใต้การยึดครองของกบฏต่อต้านรัฐบาล โดย นายแคร์รี กำลังมุ่งหวังให้การประชุมกันที่เมืองมิวนิก ในเยอรมนี ระหว่างรัสเซีย กับสหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน และชาติมหาอำนาจอื่นๆ เพื่อพยายามฟื้นการเจรจาสันติภาพในซีเรีย จะสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ในเร็ววันนี้ ขณะที่ เจ้าหน้าที่จากชาติตะวันตกคนหนึ่งเปิดเผยว่า ทางการรัสเซียได้ยื่นข้อเสนอเริ่มต้นหยุดยิงในซีเรีย ในวันที่ 1 มีนาคมที่จะถึง

ชาวซีเรียลี้ภัยสงครามกลางเมือง