น้ำมันถูกซัดคนตกงาน 6 พันคน รัฐจ้องเปิดสำรวจรอบใหม่ปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572435

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.พ. 2559 05:15

 

นายสุริยันต์ อภิรักษ์สัตยากุล รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันที่ราคาเฉลี่ยที่ 30 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ทำให้ผู้ประกอบการมีทั้งลดกำลังการผลิต และเลื่อนการขุดเจาะผลิตน้ำมัน โดยมีแท่นขุดเจาะน้ำมันหยุดกิจการชั่วคราวแล้ว 2 แท่น ได้แก่ แท่นสงขลา C และ G กำลังการผลิตรวม 2,600 บาร์เรลต่อวัน ของบริษัท คอสตอลเอนเนอร์นี่ จำกัด รวมทั้งมี 2 แท่นบริการสำรวจและผลิต ขอถอนแท่นออกจากประเทศไทยไปแล้วจากทั้งหมดรวม 10 แท่น ทำให้พนักงานทุกตำแหน่งบนแท่นขุดเจาะน้ำมันต้องตกงานไปแล้ว 6,000 คน

ขณะที่การเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ยังอยู่ระหว่างรอกระบวนการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยภาครัฐยังตั้งเป้าที่จะเปิดให้เอกชนมายื่นสิทธิ์สำรวจแหล่งปิโตรเลียมให้ได้ภายในปีนี้ ขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลง ถือเป็นจังหวะที่ดีต่อการลงทุน สำรวจและผลิตปิโตรเลียม เนื่องจากบริษัทรับขุดเจาะปิโตรเลียมต่างๆกำลังขาดงาน ดังนั้น ราคาค่าจ้างการขุดเจาะ จึงถูกลง จึงเป็นผลดีต่อประเทศทั้งความมั่นคงพลังงานและนักลงทุน

ทั้งนี้ กรมฯได้เปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียตามกระบวนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอนสิ่งติดตั้งในกิจการปิโตรเลียม ตามร่างกฎกระทรวงกำหนดแผนงานประมาณการค่าใช้จ่ายและหลักประกันในการรื้อถอน สิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม รวมถึงกระบวนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม แผนงานกิจกรรมการรื้อถอน เป็นต้น โดยแท่นจุดเจาะปิโตรเลียมในไทยประกอบด้วยแท่นในอ่าวไทย 435 แท่น บนบก 100 แท่น คาดว่าต้องใช้งบรื้อถอน 100,000 ล้านบาท คาดว่าจะประกาศหลักเกณฑ์ภายในเดือน ส.ค.นี้.

ดัชนีเศรษฐกิจ 04/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572404

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.พ. 2559 05:01

 

หุ้น JAS!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572416

โดย อินเด็กซ์ 51 4 ก.พ. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 3 ก.พ.59 ปิดที่ 1,291.77 จุด เพิ่มขึ้น 6.47 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 39,654.93 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,183.96 ล้านบาท

ราคาหุ้น JAS ยังถูกเทขายต่อเนื่อง กดราคาลงต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 2.84 บาท ก่อนมาปิดที่ 2.88 บาท ลดลง 0.04 บาท JAS ยังคงโดนกระแสข่าวกดดันว่ามีปัญหาในการชำระค่าใบอนุญาต4 จีงวดแรก ทั้งนี้ ราคา JA S ลดลงต่อเนื่องหลังเข้าไปประมูล 4 จีได้ในราคาสูง จากปลายปีก่อนเคยขึ้นไปสูงถึง 9.25 บาท

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุก่อนหน้านี้ว่า JAS มีโอกาสสูงที่จะคืนใบอนุญาต 4 จี เพราะความเป็นไปได้ที่จะได้แบงก์การันตีมีน้อย และยังไม่ประกาศพันธมิตรธุรกิจ อาจเป็นผลจากค่าใบอนุญาตที่สูง หาก JAS ไม่จ่ายค่าประมูลงวดแรกภายใน 21 มี.ค.นี้ จะถูกริบหลักประกัน 644 ล้านบาท ส่วนกรณี JAS หาเงินมาได้ทันกำหนด JAS จะประสบความลำบากในการทำธุรกิจ เพราะอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) มีเพียง 2.3% ใน 3 ปี หากทำธุรกิจมือถือ ปัจจุบัน JAS มีรายได้ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท สินทรัพย์รวมต่ำกว่า 51,000 บาท ในปี 58

บล.เอเซียพลัส ระบุ JAS มีแนวโน้มเพิ่มทุน เพราะการเข้าสู่ธุรกิจมือถือเสียเปรียบ Operator 3 รายเดิมทุกด้าน จากการแย่งชิงลูกค้า โครงข่ายที่ต้องลงทุนใหม่ ยังไม่รวมค่าประมูลคลื่น 900 MHz ที่สูงถึง 75,000 ล้าน ช่องทางการระดมทุน JAS เบื้องต้นน่าจะมาจากการใช้เงินสดที่เหลือจากการตั้งกองทุน JASIF ราว 10,000 ล้านบาท โดย JAS กำหนดทางเลือกแหล่งทุนไว้ 4 ทาง เช่น นำบริษัทย่อย JMBB เข้าตลาด, ขายหุ้นเพิ่มทุน JMBB ให้พันธมิตร, ระดมทุนโดยนำสินทรัพย์โทรคมนาคมที่ลงทุนเพิ่มขายให้ JASIF รวมทั้งเงินจากการแปลงสภาพ JAS-W3 ซึ่งมีโอกาสน้อยเพราะราคาหุ้นที่ต่ำกว่าราคาแปลงสภาพมาก

ในส่วนของฐานลูกค้านั้น สมมติฐานว่าให้มีลูกค้าอินเตอร์เน็ตเดิม 30% ใช้งานบริการมือถือ เบื้องต้นคาดว่าจะมี ARPU เฉลี่ย 500 บาทต่อเดือน ซึ่งประเมินได้ว่าต้นทุนใบอนุญาตกับส่วนแบ่งรายได้เฉลี่ย 5 ปีของ JAS จะสูงถึง 110% ของรายได้ ภายใต้สมมติฐานให้ลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านราย เท่ากับลูกค้าที่ใช้อินเตอร์เน็ตภายในปีที่ 5 ซึ่งทำให้ JAS ต้องเผชิญภาวะขาดทุนไปอีกหลายปี!!

ปิดท้าย มีข่าวจากที่ปรึกษาการเงินมือทอง “สมภพ ศักดิ์พันธ์พนม” ประธานแอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ พา “ประจินต์ คงสาคร” ผู้บริหาร บมจ. เจตาแบค หรือ GTB โรดโชว์ความแข็งแกร่งให้นักลงทุนชาวนครสวรรค์ได้เจาะลึก ก่อนเสนอขายหุ้นไอพีโอหลังพาไปพบนักลงทุนที่ขอนแก่นแล้วแม้งานที่ปรึกษาการเงินจะแน่นแต่เพื่อลูกค้า “สมภพ” คนเดิมคนนี้เต็มที่ทุกครั้งขอบอก!!

อินเด็กซ์ 51

 

ฝรั่งเศสสนลงทุนระบบราง ทั้งรถไฟฟ้า-ความเร็วสูง-ศูนย์ซ่อมเครื่องบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572434

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.พ. 2559 05:01

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย เข้าพบว่า ทางฝรั่งเศสได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาร่วมลงทุนในนโยบายของรัฐบาล ที่จะดำเนินการในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการระบบรางในเขตกรุงเทพและปริมณฑล คือโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี, รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง รวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง เส้นทาง กทม.-หัวหิน สาเหตุที่ทางฝรั่งเศสสนใจลงทุนระบบราง เนื่องจากมีระบบเทคโนโลยีรถไฟฟ้าความเร็วสูงเตเชเวที่วิ่งให้บริการในฝรั่งเศส

นอกจากนั้น ยังได้แสดงความสนใจลงทุนในโครงการระบบรางแทรมเวย์หรือรถรางขนาดเบาที่จังหวัดภูเก็ต โดยโครงการดังกล่าว ทางกระทรวงคมนาคมได้แจ้งว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ โดยกระทรวงคมนาคมมีแนวคิดสร้างระบบรางในจังหวัดขนาดใหญ่ ที่มีระบบการขนส่งทางแออัด โดยระบบรางนี้จะเป็นการเชื่อมจากสนามบินภูเก็ตมายังตัวเมืองภูเก็ต

นายอาคมกล่าวต่อว่า นอกจากนี้เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสยังได้แจ้งว่า ทางสายการบินแอร์ฟรานซ์ เคแอลเอ็ม ของฝรั่งเศส สนใจที่จะเข้ามาร่วมลงทุนกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในโครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมการบิน ศูนย์ซ่อมอากาศยานขนาดเบาที่สนามบินอู่ตะเภา เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการรองรับปริมาณเครื่องบินที่จะต้องการซ่อมในแถบเอเชียเป็นอย่างมาก

นอกจากนั้น ในปัจจุบันภูมิภาคนี้มีศูนย์ซ่อมเพียง 2แห่งเท่านั้นคือประเทศจีน และสิงคโปร์ ซึ่งในเรื่องการร่วมทุนดังกล่าวนั้น ได้แจ้งว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้ศึกษาความเป็นไปได้ ในการจัดตั้งศูนย์อากาศยานที่สนามบินอู่ตะเภา ขั้นตอนอยู่ระหว่างการเสนอขอพิจารณาอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งรูปแบบการลงทุนจะเป็นโครงการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ หรือพีพีพี.

สนง.สลากฯเผย ลอตเตอรี่120ล้านฉบับ งวด16ก.พ. แค่’48นาที’จองเรียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572476

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.พ. 2559 05:01

 

สำนักงานสลากฯเปิดจองสลากครั้งที่ 9 งวดวันที่ 16 ก.พ. และงวดวันที่ 1 มี.ค.59 หมดเกลี้ยงภายในเวลา 48 นาที สถิติดีขึ้นจากงวดที่แล้ว ที่ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที เนื่องจากบอร์ดสลากฯตัดสินใจพิมพ์สลากงวดวันที่ 16 ก.พ.นี้ เพิ่มจากเดิมก่อนหน้านี้ 100 ล้านฉบับ หรือ 50 ล้านคู่ เพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านฉบับ หรือ 60 ล้านคู่ ผอ.สำนักงานสลากฯมั่นใจปริมาณสลากไม่ล้นตลาดแน่ เพราะเข้าช่วงตรุษจีน คนเสี่ยงโชคมากขึ้น

ความคืบหน้าการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่สำนักงานสลากฯได้ให้มีการซื้อตรงและจองซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลครั้งที่ 9 สำหรับงวดวันที่ 16 ก.พ. และงวดวันที่ 1 มี.ค. โดยสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ซื้อตรงในงวดวันที่ 16 ก.พ.นี้ จะเป็นงวดแรกที่สำนักงานสลากฯได้เพิ่มยอดพิมพ์สลากจาก 100 ล้านฉบับ หรือ 50 ล้านคู่ เพิ่มขึ้นเป็น 120 ฉบับ หรือ 60 ล้านคู่

พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ กล่าวเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ว่า โครงการซื้อตรง-จองซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ครั้งที่ 9 ได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ค้าสลากจำนวนมาก ซึ่งครั้งนี้สำนักงานสลากฯ ได้แบ่งการจำหน่ายสลากเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.การสั่งซื้อโดยตรง ซึ่งเป็นสลากของงวดวันที่ 16 ก.พ. มีจำนวน 113,070 เล่มคู่หรือคิดเป็น 22.61 ล้านฉบับ มีผู้ค้าสลากได้รับสลากไปจำหน่ายทั้งสิ้น 22,614 ราย ในจำนวนนี้มีการทำธุรกรรมผ่านเครื่องเอทีเอ็ม 12,515 ราย ผ่านเน็ตแบงก์ 7,753 ราย และผ่านสำนักงานสาขาของธนาคารกรุงไทย 2,346 ราย โดยใช้เวลา 21.29 นาที จากที่ได้เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.15-08.35 น. และ 2.คือ การเปิดจองซื้อ โดยระบบเปิดให้ประชาชนเข้ามาสู่ระบบจองซื้อสลากล่วงหน้าของงวดวันที่ 1 มี.ค. จำนวน 200,000 เล่มคู่ หรือ 40 ล้านฉบับ ใช้เวลาเพียง 27 นาที ตั้งแต่เวลา 08.36-09.03 น. มีผู้ที่จองสลากล่วงหน้าได้ 40,000 ราย โดยส่วนใหญ่ทำรายการผ่านเครื่องเอทีเอ็ม 12,699 รายการ เน็ตแบงก์ 12,322 รายการ และสำนักงานสลากสาขาของธนาคารกรุงไทย 14,979 รายการ

พล.ต.ฉลองรัฐกล่าวว่า หากประเมินจากที่ประชาชนลงทะเบียนไว้เข้ามาทำรายการผ่านธนาคารกรุงไทย 172,498 ราย มีประชาชนเข้าร่วมโครงการซื้อตรงและจองซื้อสลากงวดวันที่ 16 ก.พ. และ 1 มี.ค. รวม 62,614 ราย สามารถกระจายสลากถึงผู้ค้ารายย่อยได้เพิ่มขึ้น จากเดิมในงวดที่แล้วประมาณ 40,000 ราย หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20,000 ราย ใช้เวลานานขึ้นจากเดิมประมาณ 30 นาที เพิ่มขึ้นเป็น 48 นาที สลากงวดวันที่ 16 ก.พ.นี้ จะมีปริมาณทั้งสิ้น 120 ล้านฉบับ ไม่น่าจะส่งผลให้สลากล้นตลาดเพราะสลากที่จำหน่ายในงวดนี้อยู่ในช่วงของเทศกาลตรุษจีนพอดี ทำให้ประชาชนซื้อเพื่อลุ้นโชคและเสี่ยงดวงเพิ่มขึ้น

ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ กล่าวว่า สาเหตุที่ประชาชนเข้าถึงการซื้อตรงและจองซื้อล่วงหน้า ครั้งที่ 9 ได้มากและรวดเร็วขึ้น เนื่องจากสำนักงานสลากฯ ได้ปรับเวลาการทำรายการจากเดิม 08.00 น. เปลี่ยนมาเป็น 08.15 น. เพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการมีโอกาสเลือกช่องทางที่สะดวกสบายมากขึ้น ส่งผลให้ในครั้งนี้มีการทำธุรกรรมได้ครบทั้ง 3 ช่องทางคือ เอทีเอ็ม เน็ตแบงก์ และสำนักงานสาขาของธนาคารกรุงไทย นอกจากนี้แล้ว สำนักงานสลากฯยังออกหลักเกณฑ์ใหม่ โดยผู้ค้าสลากจะต้องมีเงินในบัญชีไม่น้อยกว่าจำนวนที่ซื้อสลากพร้อมค่าธรรมเนียมก่อนเวลา 18.00 น.ของวันก่อนเปิดให้ซื้อตรงและจองซื้อ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถทำรายการได้ โดยพบว่า มีผู้ค้านำเงินเข้าบัญชีตามเงื่อนไขประมาณ 112,000 ราย จากยอดผู้ที่ลงทะเบียนทั้งหมด 172,498 ราย

ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯกล่าวว่า ในเดือน ก.พ.นี้ สำนักงานสลากฯจะส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบผู้ค้าสลากทุกแผงทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบว่าสลาก ที่จำหน่ายเกินราคาในขณะนี้เป็นของผู้ค้าสลากเองหรือไม่ หากพบว่าหมายเลขสลากที่จำหน่ายไม่ตรงกับที่ผู้ค้าได้รับสลาก จากสำนักงานสลากฯไปจำหน่ายก็จะเสนอให้คณะกรรมการสลากฯขึ้นบัญชีดำเพื่อไม่ให้ทำธุรกรรมครั้งต่อไปทันที เพราะถือว่าทำผิดสัญญาของสำนักงานสลากฯ ที่มีการขายส่ง จนทำให้สลากมีราคาขายปลีกเกินคู่ละ 80 บาท

ส่วนกระแสข่าวของการออกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 ก.พ. ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯกล่าวยืนยันว่า ขั้นตอนการออกรางวัลมีความโปร่งใสและถูกตามขั้นตอนตามที่กำหนด ไม่มีความจำเป็นเปลี่ยนอุปกรณ์ออกรางวัล เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว ส่วนกระแสข่าวการออกเลขท้าย 2 ตัวนั้น ยืนยันว่าเลขที่ถูกต้องเป็นเลข 09 แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากความผิดพลาดทางเทคนิคของการถ่ายทอดสด ส่งผลให้ประชาชนเกิดความคลาดเคลื่อน

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การซื้อตรง-จองซื้อสลากล่วงหน้าในครั้งนี้ ดำเนินการได้ทุกช่องทาง ไม่มีปัญหาติดขัด เนื่องจากธนาคารได้พัฒนาระบบรองรับไว้แล้ว ที่ผ่านมา ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ผ่านเน็ตแบงก์ ด้วยการเพิ่มไอคอนสลากในหน้าแรกทำให้ประชาชนที่ใช้บริการได้รับความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้ที่ใช้บริการอัพเดตแอพพลิเคชั่น เพื่อให้ดำเนินการในการซื้อตรงและจองซื้อสลากล่วงหน้าครั้งต่อไปในวันที่ 18 ก.พ. สำหรับผู้จองซื้อสลากงวดนี้ ที่มีจำนวน 62,614 ราย มีสัดส่วนการจองผ่านเอทีเอ็ม 25,000 ราย หรือสัดส่วน 40% เน็ตแบงก์ 20,000 ราย หรือ 32% และสาขา 17,500 ราย หรือ 28% โดยผู้จองซื้อสลาก ได้ใช้ช่องทางเน็ตแบงก์เพิ่มขึ้นมากขึ้นมาเป็น 32% หากเทียบกับการจองซื้อสลากงวดก่อนที่มีสัดส่วน 12% หรือ 5,200 ราย ทั้งนี้ เกิดจากธนาคารได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ แยกระหว่างลูกค้าทั่วไปกับผู้จองล่วงหน้าสลาก ขณะเดียวกันในส่วนของลูกค้าจองซื้อสลากปรับลดขั้นตอนจากเดิม 5 ขั้นตอนเหลือ 2 ขั้นตอน ทำให้จองซื้อได้รวดเร็ว พร้อมกับมีการ กำหนดเงื่อนไขใหม่ ผู้ที่จองสลากผ่านเน็ตแบงก์ ต้องมีเงินในบัญชีก่อนวันจอง ทำให้มีผู้จองซื้อสลากถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากไม่มีเงินในบัญชีตามที่กำหนด มีจำนวน 60,000 ราย จากผู้ค้าที่ลงทะเบียนทั้งหมด 170,000 ราย

พาณิชย์ จ่อชง นบข. ไฟเขียวขายข้าวคละเกรด 11 ล้านตัน 29 ก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572307

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 20:35

 

พาณิชย์ เตรียมชง นบข. 29 ก.พ.นี้ พิจารณาแผนระบายข้าวคละเกรด 11 ล้านตัน แบบยกคลัง หลัง พบมีข้าวดี-เสียผสมกันจำนวนมาก ขณะที่ การประมูลข้าวลอตใหม่ 5.7 แสนตัน ทั้งเพื่อการบริโภค-เข้าสู่อุตสาหกรรม เปิดยื่นซองเสนอราคา 16-17 ก.พ.59…

วันที่ 3 ก.พ.59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นวันที่ 29 ก.พ.นี้ กรมการค้าต่างประเทศ จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบ แผนการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลแบบคละเกรดราว 11 ล้านตัน โดยอาจใช้วิธีการระบายแบบยกคลัง เพราะปัญหาขณะนี้ คือ ข้าวสารในสต๊อกที่เหลืออยู่ในคลังทั่วประเทศกว่า 1,000 คลัง ส่วนมากจะมีทั้งข้าวคุณภาพ (เกรดพี, เอ และบี), ข้าวเสื่อม (เกรดซี) และข้าวเน่าเสียปะปนกันอยู่ภายในคลังเดียวกัน อีกทั้ง ยังมีปัญหาสภาพโกดัง และคลังข้าว ที่เสียหาย กำแพงพัง หลังคารั่ว ข้าวล้มกันปะปน ทำให้ยากต่อการคัดแยกกองเพื่อนำมาประมูล หรือหากจะดำเนินการแยกกอง จะลำบาก เพราะค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น กรมฯ จึงต้องเร่งสรุปปัญหาและอาจจะนำข้าวในกลุ่มนี้ออกมาประมูลก่อนด้วย

“ข้าวสารที่ปะปนกันประมาณ 11 ล้านตันนี้ ถ้าจะนำมาประมูลเป็นการทั่วไปเพื่อบริโภค จะมีตลาด และความต้องการกว้างมากกว่า การระบายเข้าสู่อุตสาหกรรม เพราะสามารถนำไปขายในประเทศ ส่งออก และผลิตเป็นสินค้าอื่นๆ ได้ แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ และมีมาตรการกำกับดูแลการขนย้ายอย่างรอบคอบ เพราะมีทั้งดีและข้าวเสียปะปนกันอยู่ และอาจทำให้มีการนำข้าวล็อตนี้ไปผสมกับข้าวดีขาย ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นในของผู้ซื้อ โดยเฉพาะจากต่างประเทศได้”

นางดวงพร กล่าวต่อว่า กรมการค้าต่างประเทศได้เชิญผู้สนใจที่เข้าร่วมประมูลข้าวในสต๊อกรัฐ ครั้งที่ 1/59 ปริมาณ 570,000 ตัน แบ่งเป็นการประมูลเป็นการทั่วไป 204,000 ตัน และการประมูลเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม 360,000 ตัน โดยข้าวทีเปิดประมูลเป็นการทั่วไป จะเปิดให้ยื่นซองคุณสมบัติได้ในวันที่ 11 ก.พ.นี้ และยื่นซองเสนอราคาวันที่ 16 ก.พ. ส่วนข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม เปิดยื่นซองคุณสมบัติวันที่ 11 ก.พ.นี้ เช่นกัน แต่เปิดยื่นซองเสนอราคาวันที่ 17 ก.พ.

“การประมูลข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเมื่อเดือน ธ.ค.58 ไม่ได้เปิดกว้าง เพราะเป็นข้าวไม่ได้มาตรฐาน ถ้าเปิดกว้างให้กับอุตสาหกรรมอาหารคน และสัตว์ ก็เกรงจะมีปัญหาเชื้อรา ที่เป็นอันตราย แต่ครั้งนี้จะเปิดกว้างและอุตสาหกรรมรายใหม่ สนใจเข้าร่วมมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมผลิตถ่านชนิดพิเศษ อุตสาหกรรมผลิตพลาสติก เป็นต้น สำหรับราคาขั้นต่ำนั้น เนื่องจากราคาข้าวชนิดนี้ ไม่มีราคาตลาด จึงได้เปรียบเทียบกับราคาวัตถุดิบอื่น อย่าง มันสำปะหลัง ที่ขณะนี้ กก.ละประมาณ 2 บาท” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าว.

บิ๊กซี-ชสท. หนุนประชารัฐ ช่วยเกษตรกรไทย กระจายลำไยอบแห้งสู่ผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572284

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 19:40

 

บิ๊กซี จับมือ ชสท. เดินหน้าหนุนประชารัฐ เริ่มโครงการช่วยเกษตรกร อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ที่เดือดร้อนจากออเดอร์ถูกยกเลิก ช่วยรับซื้อ-กระจายลำไยอบแห้งเข้าสู่ห้างค้าปลีก เผย ปีนี้ตั้งเป้ารับซื้อผัก-ผลไม้ รวมกว่า 1 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 20%

วันที่ 3 ก.พ. 59 บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย (ชสท.) ซึ่งเป็นภาคีในข้อตกลงประชารัฐ ดูแลเครือข่ายสหกรณ์กว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ ในการวางแผนช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ทั้งเรื่องการรับซื้อผลิตผลการเกษตรอย่างเป็นระบบและทันต่อเวลา การวางแผนการเพาะปลูก และการส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรของชุมชนสู่ห้างค้าปลีก

นายกุฎาธาร นาควิโรจน์ ที่ปรึกษาบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ เปิดเผยว่า ได้ริเริ่มเดินหน้าสนับสนุนโครงการประชารัฐ ด้วยการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกและทำลำไยอบแห้งของสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังเดือดร้อน จากการที่คู่ค้าในต่างประเทศได้ยกเลิกคำสั่งซื้อลำไยอบแห้งกว่า 100,000 กิโลกรัม เนื่องจากสภาวะทางเศรษฐกิจและปัญหาการส่งออก ทำให้กลุ่มเกษตรกรผู้ส่งออกลำไยในจังหวัดเชียงใหม่ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก หลายแห่งขาดทุนจนต้องปิดกิจการ บิ๊กซี จึงได้เข้ามาช่วยรับซื้อลำไยอบแห้ง เพื่อนำไปกระจายผ่านช่องทางการขายของบิ๊กซี รวมทั้งได้ให้คำแนะนำเกษตรกรเรื่องการพัฒนาฉลากสินค้าและการตลาด และให้การสนับสนุนด้านการขนส่งและบรรจุภัณฑ์ด้วย

ทั้งนี้ ลำไยเหล่านี้มีคุณภาพดีมาก ทั้งเกรด AA และ A เป็นแบบที่ยังไม่ได้แกะเปลือก มีสรรพคุณในการบำรุงสุขภาพและรักษาร่างกายหลายอย่าง เป็นที่นิยมมากของชาวจีน ขณะนี้ ได้เริ่มวางจำหน่ายลำไยอบแห้งขนาด 300 กรัมในสาขาของบิ๊กซีทั่วประเทศแล้ว และยังมีขนาด 500 กรัม ที่ทำขึ้นมาเพื่อจับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาไทยในเทศกาลตรุษจีน วางจำหน่ายในสาขาที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก อาทิ ราชดำริ รัชดาภิเษก พัทยา ภูเก็ต และหาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะได้ความนิยมและระบายลำไยได้เป็นจำนวนมาก

“การช่วยระบายลำไยนี้ เป็นโครงการแรกของห้างค้าปลีกที่เริ่มขึ้นในกรอบ “ประชารัฐ” และบิ๊กซีจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคีภาคประชาสังคม ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยใน 2559 บิ๊กซี ตั้งเป้ารับซื้อผักและผลไม้จากเกษตรกรไทยรวมกว่า 100,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 20% นอกจากนั้น จะมีการจัดตลาดนัดสินค้าเกษตร ในสาขาบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า, บิ๊กซี จัมโบ้ และบิ๊กซี มาร์เก็ต ทั่วประเทศกว่า 180 สาขา เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร และส่งเสริมเกษตรกรท้องถิ่นให้ได้นำผลผลิตเข้ามาจำหน่ายที่บิ๊กซีอย่างยั่งยืนด้วย” นายกุฎาธาร กล่าว.

ปตท. มอบรายได้จัดงานไม้เมืองหนาว สนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์ รพ.วังจันทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572353

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 19:30

 

นายสมชาย กูใหญ่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แยกก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนมอบรายได้ค่าเข้าชมงานและเงินบริจาคจากการจัดงาน “มหัศจรรย์ไม้เมืองหนาว ทิวลิปบาน…ที่ระยอง ครั้งที่ 5 ประจำปี 2558” รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,600,000 บาท (สองล้านหกแสนบาทถ้วน) โดยไม่หักค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ให้แก่ นายแพทย์คณิต ตันติชัยวนิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวังจันทร์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง เพื่อสนับสนุนการจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้งาน อาทิ เครื่องดมยาสลบ เครื่องขยายคลองรากฟัน เครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้า เพื่อให้บริการแก่ผู้ป่วยในพื้นที่รักษาพยาบาล อันเป็นไปตามนโยบายของ กลุ่ม ปตท. ในการสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนในพื้นที่ปฏิบัติงาน

พณ.แจง แอลพีจีปรับลง 2 บาท/กก. กระทบต้นทุนอาหาร 10 สต./จาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572313

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 18:45

 

พาณิชย์ แจง ราคาอาหารปรุงสำเร็จยังไม่ปรับลง เผย แอลพีจีที่ปรับลง 2 บาท/กก. มีผลต่อต้นทุนอาหารจานเดียวแค่ 10 สต./จาน ชี้ ยากกำหนดราคา ระบุ ใช้วิธีขยายร้านหนูพาณิชย์-ธงฟ้าเป็นทางเลือกแทน…

วันที่ 3 ก.พ. 59 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่ปรับลดลง 2 บาท/กิโลกรัม (กก.) จาก 370 บาท/ถังขนาด 15 กก. มาอยู่ที่ 340 บาท/ถัง นั้น ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มีการปรับลดราคาอาหารปรุงสำเร็จ อาหารตามสั่งลงได้ เพราะเมื่อคำนวณออกมาแล้ว จะมีผลต่อต้นทุนราคาอาหารปรุงสำเร็จเพียง 0.10 บาท/จาน หรือคิดเป็น 0.3% ของต้นทุนอาหารปรุงสำเร็จราคาจานละ 35 บาทเท่านั้น

“หลังจากที่ราคาก๊าซหุงต้มปรับลดลง ทำให้ต้นทุนค่าก๊าซหุงต้มในอาหารปรุงสำเร็จลดเหลือ 1.13 บาท/จาน จากเดิมอยู่ที่ 1.23 บาท/จาน แต่คงไม่สามารถเห็นแม่ค้าปรับลดราคาขายลงมาได้ทันที เพราะอาหารปรุงสำเร็จมีความยืดหยุ่นสูง และต้องยอมรับว่าคนที่ขายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำ ไม่ใช่กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีการผลิตสินค้าจำนวนมาก จึงยังไม่เห็นการลดราคาอาหารปรุงสำเร็จลงทันที”

อย่างไรก็ตาม กรมฯ คงไม่สามารถจะออกประกาศราคาแนะนำสำหรับการขายอาหารปรุงสำเร็จ หรือควบคุมราคาขายได้ เพราะขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัตถุดิบที่แต่ละร้านเลือกใช้ด้วย และไม่ได้มีการกำหนดปริมาณหรือชั่งตวงวัตถุดิบให้เท่ากันในแต่ละจาน แต่กรมฯ ใช้วิธีส่งเสริมให้เกิด ร้านหนูณิชย์…พาชิม ซึ่งขายอาหารปรุงสำเร็จราคาประหยัดไม่เกิน 30-35 บาท/จาน และร้านอาหารราคาธงฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค และยังเป็นการกดดันผู้ค้าอาหารปรุงสำเร็จทางอ้อม ไม่ให้ขายแพงเกินควร ไม่เช่นนั้น กรมฯ จะส่งเสริมให้มีร้านหนูณิชย์ในบริเวณใกล้เคียงเข้าไปแข่งขัน ซึ่งในปีนี้ ตั้งเป้าหมายให้เกิดร้านหนูณิชย์ทั่วประเทศประมาณ 10,000 แห่ง โดยล่าสุด ขณะนี้ในบางจังหวัดทะลุเป้าหมายแล้ว.

ศบปพ. เร่งแก้ปัญหาการบิน หวั่นกระทบภาพลักษณ์ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572294

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 18:12

 

ศบปพ. ตั้งคณะทำงานประสานกับต่างประเทศ เผย แก้ปัญหาการบินพลเรือน ผบ.ศบปพ.ห่วงเกิดอุบัติเหตุด้านการบิน เร่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนรับมือ หวั่นกระทบภาพลักษณ์ประเทศ

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 59 พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ. ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน (ผบ.ศบปพ.) ได้เป็นประธานในการประชุมติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องด้านการบินพลเรือนของคณะกรรมการศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน (ศบปพ.) ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ โดยมีผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการพิจารณาเรื่องที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแผนงาน และกรอบงบประมาณในการพัฒนาคุณสมบัติผู้ตรวจสอบความปลอดภัยด้านการบิน (Inspector) ตามที่ ศบปพ. เสนอขึ้นไป เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 59 โดยมอบหมายให้ ศบปพ. และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหภาพยุโรป (European Aviation Safety Agency : EASA) และผลการตรวจสอบขององค์กรกำกับการบินระหว่างประเทศอื่นๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไป

ในการดำเนินการตามเรื่องนี้ ผบ.ศบปพ. จึงได้แต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกองทัพอากาศ (ทอ.) และ กพท. ขึ้นมา 2 คณะ เพื่อรับผิดชอบดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ได้แก่ คณะทำงานประสานการปฏิบัติงานความร่วมมือด้านการบินพลเรือน มี พลอากาศโทอำพล อิ่มบัว รองเสนาธิการทหารอากาศ เป็นหัวหน้าคณะ มีหน้าที่ตรวจสอบและพิจารณารายละเอียดข้อตกลงความร่วมมือในกรอบความปลอดภัยด้านการบิน (Cooperation Framework Arrangement on Aviation Safety) ระหว่าง EASA กับ กพท. และคณะทำงานร่วมกับบริษัทให้คำปรึกษาด้านการบินสหราชอาณาจักร มี พลอากาศโทสุรศักดิ์ ทุ่งทอง รองเสนาธิการทหารอากาศ เป็นหัวหน้าคณะ มีหน้าที่กำหนดแนวทาง แผนปฏิบัติ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับบริษัทให้คำปรึกษาด้านการบินสหราชอาณาจักร (Civil Aviation Authority International : CAAi) และนำเสนอให้ ศบปพ.ให้ความเห็นชอบ

นอกจากนั้นยังได้มอบหมายให้ กพท. เร่งรัดดำเนินการให้เป็นไปตามแผนงานในเรื่องการกำหนดคุณสมบัติและจัดกลุ่มของผู้ตรวจสอบ (Inspector) การจัดกลุ่มของอากาศยาน (Common Type) และการจัดผู้ตรวจสอบเข้ารับการฝึกอบรมตามแผน ทั้งนี้ ศบปพ. ได้เร่งรัดให้ กพท. รีบดำเนินการจัดทำแผนการใช้งบประมาณให้แล้วเสร็จทันตามกำหนดภายในสัปดาห์นี้ โดย ศบปพ. จะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือดำเนินการจัดทำแผนการใช้งบประมาณดังกล่าวด้วย

สำหรับในการพิจารณาเรื่องอื่นๆ นั้น ผบ.ศบปพ. ได้ขอให้ กพท. พิจารณาในเรื่องการขยายเวลาการต่ออายุใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอก (ATPL) และอื่นๆ เนื่องจากได้รับการร้องขอมาจากสายการบินต่างๆ ที่ใบอนุญาตกำลังจะหมดอายุ เพื่อให้สามารถทำการบินได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ยังรอการปรับปรุงเกี่ยวกับระเบียบการออกใบรับรองและใบอนุญาตทางด้านการบินต่างๆ

ทั้งนี้ ผบ.ศบปพ. ได้แสดงความห่วงใยในเรื่องที่เกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุทางด้านการบินและการค้นพบชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับอากาศยานที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวนี้ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม ได้แก่ หน่วยงานด้านการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของเรือและอากาศยานที่ประสบภัย และหน่วยงานด้านการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยหรือผู้รอดชีวิต จึงขอให้ได้เร่งดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ยังจัดโครงสร้างและการบรรจุบุคลากรยังไม่สมบูรณ์ ขอให้พิจารณาวางแผนการขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่มีศักยภาพในการช่วยเหลือให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างทันเวลา เพราะเรื่องของอุบัติเหตุเป็นเรื่องใหญ่และเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นแล้วจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมาก โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทางอากาศ ทาง ทอ.ยินดีให้ความร่วมมือช่วยเหลือตลอดเวลา.