เร่งเลือกตั้งเพื่อนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160202/221655.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559
เร่งเลือกตั้งเพื่อนักการเมือง

เร่งเลือกตั้งเพื่อนักการเมือง : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

เหตุผลที่ทำให้มีการขยับ “โรดแม็พ” ออกไป 2-3 เดือน จากเดิมที่ รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม วางจังหวะเอาไว้ที่ 6-4 6-4 แต่เมื่อ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มาแถลงถึงในการลงมือทำกันจริงๆ กลับขยับเวลาเพิ่มเป็น 6-4 8-5

8 เดือนที่เพิ่มมานั้น อ้างว่า ใช้ในการร่างกฎหมายลูก ทั้งที่เคยมีคนพูดว่า แค่ 3-4 เดือน ก็เขียนจบแล้ว

แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเร่งปั๊มกฎหมายลูกให้เสร็จภายในกำหนดเดิม เพราะต้องเขียนกันถึง 10 ฉบับ

ความเป็นจริงอาจเป็นเช่นนั้น ว่าต้องการเวลาเพิ่มขึ้นจริงๆ

แต่ในมุมของนักการเมืองนี่คือการเลื่อนโรดแม็พออกไปอย่างไม่ต้องมีคำอธิบายอย่างอื่น

เพราะการเลือกตั้งเท่านั้น ที่จะเปิดทางให้นักเลือกตั้งทั้งหลายมีสิทธิมีเสียง มีอิสระในการพูดคุย หรือแสดงออกทางการเมือง

และหากโชคดี หลังการเลือกตั้งได้เข้ามาบริหารประเทศ ก็อาจจะไปแก้ไขบางสิ่งบางอย่าง โดยเฉพาะคดีความ หรือการสอบสวนของหน่วยงานในกำกับที่กำลังคุกคามอิสรภาพในขณะนี้ไปได้

การยืดเวลาออกไป 3 เดือน ก็เท่ากับการเพิ่มความไม่แน่นอนออกไปอ่ีก

เพราะเอาเข้าจริง ก็ยังไม่รู้ว่า รัฐธรรมนูญที่เพิ่งเห็นร่างแรกนี้ จะผ่านประชามติไปได้หรือไม่

เพราะความชัดเจนจากร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นปฏิปักษ์กับบรรดานักการเมืองที่เคยโลดแล่นฮึกเหิมในก่อนหน้านี้

ศัพท์แสงจาก อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตนักการเมืองรุ่นเก่า ยังออกปากว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ย่ำยีนักการเมืองให้เป็นตัวเสนียดจัญไร

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่ได้ไกลจากนั้นเท่าใดนัก

ดูจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูจากท่าทีของ คสช. ดูจากนายทหารที่กำลังคร่ำเคร่งกับการแก้ปัญหาให้ประเทศ

ก็ไม่ได้ห่างไกลจากที่ว่าเท่าใดนัก

ปัญหาการทำประมงอย่างบ้าคลั่งจนได้ใบเหลืองจากสหภาพยุโรป และทำให้ต้องมาแก้ปัญหาในทุกด้าน ก็สืบเนื่องมาจากนักการเมืองในยุคก่อนที่เพิกเฉยต่อเสียงเตือน

กฎหมายการทำประมงที่ควรจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเสร็จสิ้นตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว ก็เลยค้างเติ่งจนกระทั่งมาในยุคนี้

เช่นเดียวกับมาตรฐานการบิน ที่ต้องมาเร่งแก้ปัญหาในยุคนี้

รวมทั้งปัญหาการค้ามนุษย์จนทำให้ประเทศต้องตกลงไปอยู่ในลำดับที่เลวร้ายที่สุด

ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเพราะน้ำมือของนักการเมือง

คงไม่ต้องอธิบายว่า เหตุใดนักการเมืองเหล่านั้นถึงได้เพิกเฉยต่อการออกกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของโลก

ผลประโยชน์ที่ได้จากการอนุญาต หรือไม่อนุญาต หรือลักลอบทำ หลับตาข้างหนึ่ง สร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง แต่ประเทศชาติประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ต้องมาชดใช้ในสิ่งที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย

นี่ยังไม่นับการที่นักการเมืองเอาเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ไปหาเสียง สร้างความวิบัติให้บ้านเมืองมานับอีกต่างหาก

งานนี้วัดใจกันเลยว่า ถ้าออกมาอย่างนี้แล้วนักการเมืองจะปลุกให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญหรือเปล่า เพราะทหาร เมื่อออกมารบแล้ว คงไม่ได้คิดเพียงแค่ว่า รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน หรือผ่านเพราะอะไร ไม่ผ่านเพราะอะไร แต่เป็นเรื่องของการที่ว่า จะผ่านเมื่อใดนั่นต่างหาก

แล้วถ้าเป็นแบบนี้วันเลือกตั้งจะมีขึ้นหลัง 3 เดือนที่เพิ่มขึ้น ก็ยิ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อใด

เพราะในมุมที่ไม่ใช่นักการเมืองแล้ว การเลือกตั้งในเร็ววันนี้ไม่น่าจะตอบโจทย์ประเทศไทย !

‘อุเทน’ติง’มีชัย’พูดไม่สมกับ’มือกม.ประเทศไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221638.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
'อุเทน'ติง'มีชัย'พูดไม่สมกับ'มือกม.ประเทศไทย'

‘อุเทน’ติง’มีชัย’พูดไม่สมกับ’มือกม.ประเทศไทย’ หลังขู่งัดบทโหดหากร่าง รธน.ถูกตีตก ชี้รัฐธรรมนูญ คือกม.สูงสุด ถือเป็นรากฐานของประเทศ

            1ก.พ.2559 นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่า หากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. จะได้รัฐธรรมนูญที่โหดกว่า ว่า ถือเป็นคำพูดที่ไม่ควรออกมาจากปากของคนที่ได้รับการเชิดชูว่าเป็นมือกฎหมายอาวุโสของประเทศอย่างนายมีชัย ที่นอกจากไม่รับฟังข้อท้วงติงจากผู้อื่นแล้วยังพูดในลักษณะข่มขู่อีก อยากฝากไปถึงนายมีชัย รวมไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้ง นายวิษณุ เครืองาม นักกฎกฎหมายมือหนึ่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ของประชาชน ไม่ใช่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองคิดและร่างนั้นดีที่สุด โดนอวดอ้างว่าต้องการป้องกันการทุจริต จึงร่างมาแบบนี้ เพื่อดักจับนักการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยใช้องค์กรอิสระที่ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชนเป็นตัวควบคุม ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากกว่าคนที่มาจากการเลือกตั้ง โดยมองข้ามระบบราชการที่ล้มเหลว ไม่มีการกำหนดแผนบูรณาการ หรือปฏิรูประบบราชการและตัวข้าราชการไว้ ซึ่งถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประเทศ

นายอุเทน กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จึงเป็นรากฐานที่สำคัญของบ้านเมือง ในการขับเคลื่อนด้านต่างๆ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หรือจะนำมาข่มขู่ทำร้ายทำลายกัน การจะคิดว่าหากไม่ดี ก็คอยแต่ยึดอำนาจแล้วฉีกทิ้งไปเช่นในอดีตนั้น ถือเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ ทำให้ประเทศติดหล่มวงจรอุบาทว์ มีแต่ถดถอย ไม่สามารถก้าวหน้าไปได้ ทั้งที่ประเทศไทยมีโอกาสและทรัพยากรเอื้ออำนวย ตนขอยืนยันว่า รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขได้และร่างโดยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง เท่านั้น การวางเงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ทำได้ยากหรือแทบทำไม่ได้เลยนั้น อยากถามว่าเป็นความคิดของใคร คนๆนั้นรับผิดชอบไหวหรือไม่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะเมื่อประกาศใช้ก็จะสร้างความขัดแย้ง อันเกิดจากเสียงข้างน้อย ส่งผลให้เกิดการซื้อเสียง ที่เรียกว่าตกเขียวในสภาฯขึ้นมาอีก ท้ายที่สุด หากในอนาคต บ้านเมืองมีวิกฤติ จากการใช้รัฐธรรมนูญแบบนี้ ต้องรอให้เกิดรัฐประหารฉีกทิ้งทั้งฉบับเท่านั้นอีกหรืออย่างไร

“ประเทศบอบช้ำมามากกว่า 30 ปี ขอให้นายกฯประยุทธ์และคนที่เกี่ยวข้องตั้งใจจริง โดยยึดถือผลประโยชน์ชาติทำให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับสุดท้ายที่มาจากการทำรัฐประหารและต้องดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ  ผมไม่อยากให้มีผู้คนตราหน้า คสช.และพวกว่าเป็นคนวางยาประเทศ จนทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในประเทศอีก” นายอุเทน ระบุ.

‘บิ๊กตู่’ชี้ภาษีมรดกเป็นเรื่องกม.ทุกคนพร้อมร่วมมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221635.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
‘บิ๊กตู่’ชี้ภาษีมรดกเป็นเรื่องกม.ทุกคนพร้อมร่วมมือ

‘บิ๊กตู่’ชี้ภาษีมรดกเป็นเรื่องกม.ทุกคนพร้อมร่วมมือ ย้ำต้องสร้างความเชื่อมั่น-ไว้วางใจพร้อมขอไทยมีส่วนร่วมในฐานการผลิต

            ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 1 ก.พ.2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกฎหมายภาษีมรดกที่เริ่มบังคับใช้ในวันนี้ ว่า ไม่มีปัญหาเป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือ โดยต้องดูว่าผลประโยชน์โดยรวมอยู่ที่ไหน และดูว่ากฎหมายที่ออกนั้นทำเพื่อใคร

“ต้องดูกฎหมายว่าที่ออกมาทำเพื่อใคร เพื่อผมหรือเปล่า เพื่อรัฐบาลหรือเปล่า เพื่อคนรวยหรือเปล่า เพื่อคนจนหรือเปล่า ไปดูตรงโน่น รัฐธรรมนูญก็เป็นแบบเดียวกันทั้งนั้นแหละ ถ้าจับตรงนั้นดีต้องโน่นไม่ดี แล้วจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยมันเท่ากันหมดไหมตอนนี้ ถ้าไม่เหมือนจะต้องไปหาวิธีการกันมา เพราะกฎหมายทำเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมไม่ใช่หรือ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ย้ำต้องสร้างความเชื่อมั่น-ไว้วางใจ

เมื่อเวลา 15.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายอะคิโอะ มิมุระ ประธานสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Japan Chamber of Commerce and Industry: JCCI) และผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนญี่ปุ่น เข้าเยี่ยมคารวะ ว่า วันนี้เป็นการประชุมร่วมกับคณะนักธุรกิจใหญ่ของญี่ปุ่น ในการประสานความร่วมมือต่อกัน ซึ่งเราได้มีการลงทุนร่วมกันอยู่แล้ว ครั้งนี้พวกเขามากันคณะใหญ่ และพวกเขายังเป็นเจ้าของกิจการบริษัทเป็นแสนบริษัททั่วโลก ซึ่งที่อยู่ในเมืองไทยมีประมาณ 1,600 กว่าบริษัท เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนต่อไปในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเชื่อมโยงของเอสเอ็มอี ให้ความรู้การพัฒนาเทคโนโลยี และสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตของภูมิภาค สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นของเขา

นายกฯ กล่าวต่อว่า “ตนอยากให้คนไทยได้เรียนรู้ว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในโลกใบนี้ ใครที่เป็นมิตรกับเรา เราจะต้องพูดคุยกันให้อยู่ในกรอบ ภายใต้กฎหมาย ภายใต้ความสุจริตและโปร่งใส รัฐบาลตนทำแบบนี้ทุกเรื่อง จะเห็นได้ว่าเขาไว้วางใจเรามากขึ้น ทั้งนี้ ต้องขอบคุณไปยังนายชินโซ อะเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ตนเจอกัน 6 ครั้ง มีความก้าวหน้าไปตามลำดับ และตนขอร้องให้ปีนี้เขาช่วยเรา ถ้าจะสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็ง สร้างความเชื่อมโยง ให้เป็นฐานการผลิตได้ โดยที่ไทยมีส่วนร่วมกับฐานการผลิตดังกล่าวด้วย ทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุดิบที่เรามีอยู่ในประเทศ ถ้าอยู่ในวงจรของเขาได้มันก็ทำให้ราคาสินค้าของเราสูงขึ้น เรื่องอื่นๆเป็นเรื่องของสัญญา ข้อตกลงทางการค้า อะไรที่เป็นปัญหาของเราก็ต้องบอกให้เขาทราบ และหารือร่วมกันต่อไป ถ้าเราไปตัดประเด็นต่างๆมันทำไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่ประเทศใหญ่โต ต้องดูผกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง”

นายกฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับการพิจาณาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) อยู่ในขั้นตอนการหารืออยู่ ว่าจะต้องทำอย่างไร ในส่วนที่เรามีปัญหาอยู่บ้างอย่างสินค้าจีไอ เรื่องยา ใช่ไหม ต้องดูว่าเราไม่ร่วมเลยจะได้ไหม แล้วถ้าร่วมจะเป็นอย่างไรนี่คือสิ่งที่รัฐบาลคิด แต่ถ้าไม่ร่วมกับใครเลยแล้วจะมีปัญหาหรือไม่ เราแข็งแรงพอหรือยังก็ไม่รู้ ซึ่งตรงนั้นเรากำลังพิจารณาอยู่ ขอให้ไว้ใจว่าไม่ได้ทำเพื่อใคร
ปัดตอบขยายโรดแม็พหลังกรธ.เผยร่างแรกรธน.

พล.อ.ประยุทธ์  ให้สัมภาษณ์ถึงร่างรัฐธรรมนูญที่นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เตรียมจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ว่า ไม่เป็นไร ตอนนี้ก็ปล่อยให้เขาทำกันไป ส่วนที่จะให้แต่ละฝ่ายเสนอแนะกลับไปนั้นก็เสนอไป เขามีขั้นตอนอยู่แล้วมิใช่หรือ

“ในส่วนของผม คงไม่แก้อะไร ประเด็นของผมคือรัฐบาลก็จะเสนอไปว่า ปัญหาของเราอยู่ตรงไหน ปัญหาของรัฐบาลอยู่ที่ไหน ประเทศไทยติดปัญหาอยู่ที่ไหน ปัญหาว่าอย่างไร สิ่งที่เป็นผลกระทบทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไม่ได้อยู่ที่ไหน ก็จะเสนอให้ไปพิจารณา สำหรับผมไม่บังอาจจะไปสั่งอะไรได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ว่าจะทำกันอย่างไร กับประเทศนี้ ในเมื่อบอกว่าประเทศนี้เป็นของทุกคน ก็ไม่อยากให้ไปฟังใครคนใดคนหนึ่งพูดข้างเดียว และผมก็จะไม่พูดอะไรในตอนนี้ และขั้นตอนต่างๆ เขาก็มีกำหนดไว้อยู่แล้ว การทำร่างแรก การรับฟังความคิดเห็น รัฐบาลก็เพียงแต่จะเสนอว่าปัญหาประเทศไทยรู้กันหรือยัง ลืมกันไปหรือยังว่าอยู่กันตรงไหน และจะแก้กันได้อย่างไร กรธ. เป็นเรื่องของ กรธ.ต้องไปชี้แจงออกมา ให้เกิดความขัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่า จากการดูร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกคิดว่าจำเป็นต้องขยายเวลาโรดแมปหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “พวกคุณดู แต่ผมไม่ได้ดู ผมก็วางไว้ตามโรดแม็พของผม”

เมื่อถามย้ำว่า แต่นายมีชัย ระบุว่าอาจจะต้องเลื่อนการเลือกตั้งเป็นปลายปี 2560 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “แล้วใครว่าล่ะ ถ้าทางกรธ.พูดก็ต้องไปถามฝ่ายกฎหมายว่าทำไมมันถึงต้องเพิ่ม ผมก็ไม่รู้ก็เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายที่เขาไปดูว่ามันอาจจะเยอะหรือเปล่า สื่อไปดูว่าที่ผ่านมาทุกรัฐธรรมนูญมีกฎหมายลูกกี่ฉบับ ไปดู ทะเลาะกันอยู่ได้เรื่องรัฐธรรมนูญ มันไม่เคยออกกฎหมายลูกอย่างไรเล่า ส่วนจะใช้เวลาเท่าไหร่ ไม่รู้”

เมื่อถามว่า ระยะเวลาจะต้องเป็นไปตามที่ กรธ.เสนอใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ก็ต้องไปดูว่ามันมากน้อยแค่ไหน เขาเร่งได้หรือเปล่า ตนก็ยังไม่รู้เหมือนกัน

“ถ้าเร่งมากก็มีปัญหาอีก พอช้าก็มีปัญหาอีก มันเป็นยังไง มันจะขาดใจตายกันหรืออย่างไร เคยอยากถามหรือไม่ว่าประชาชนเขาอยากได้อะไร เขาต้องการอะไร ไปถามกันบ้างสิ ไปถามประชาชนไม่ใช่ไปถามแต่ไอ้คนบางคนบางพวก ถามผมที ไอ้อีกพวกที ประเทศชาติติดอยู่ที่เดิมนี่แหละ แล้วรับผิดชอบกันบ้างหรือเปล่า ที่ถามกันอยู่นี่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ฉุนเฉียว

เมื่อถามย้ำว่า อย่างไรก็ยืนยันว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2560 ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอบเสียงดัง ขณะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ว่า ปี 60 ส่วนจะเดือนไหน ไม่รู้ รู้แต่ว่า 60 ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนไม่ใช่หรือ      เมื่อถามว่าในวันที่ 2 ก.พ.นี้จะนำร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมครม.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ ไม่รู้ๆ มันจบขั้นตอนต่างๆ แล้วหรือ มันถึงขั้นตอนตรงนี้หรือยัง มันจบแล้วหรือยังในส่วนขั้นตอนของกรธ. สื่อที่ถามกันอยู่ประเทศชาติได้อะไร ประชาชนได้อะไรและรับผิดชอบกันบ้างหรือเปล่า ประชาชนรังเกียจกันเสียบ้างพวกที่ไม่ได้เรื่อง”

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวด1ก.พ.2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221620.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวด1ก.พ.2559

ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่1ก.พ.2559 รางวัลที่ 1 – 927800 เลขหน้า 3 ตัว – 625, 999 เลขท้าย 3 ตัว 054 ,076 เลขท้าย 2 ตัว-09

           ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่1ก.พ.2559  รางวัลที่ 1 – 927800  เลขหน้า 3 ตัว – 625, 999 เลขท้าย 3 ตัว 054 ,076 เลขท้าย 2 ตัว-09

………………

(หมายเหตุ : ที่มา : http://www.glo.or.th/glo_seize/file_upload/chk_lotto_20160201161511.pdf)

‘วิษณุ‘เตรียมแจงครม.ถึงเนื้อหาร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221619.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
‘วิษณุ‘เตรียมแจงครม.ถึงเนื้อหาร่างรธน.

ก่อนส่งความเห็นกลับ กรธ.จ่อถกร่วม กกต.-สำนักงบฯ-มท.-ตัวแทนกรธ. เตรียมความพร้อมประชามติ สนช.จ่อซักกรธ.ปมลต.ระบบจัดสรรปันส่วนผสม

           ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 1 ก.พ.2559 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันที่ 2 ก.พ.นี้ว่า ยังไม่ทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการส่งมาที่ครม.แล้วหรือไม่ แต่ตนได้หารือกับนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการครม.เนื่องจากต้องส่งความเห็น ข้อเสนอแนะกลับไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ภายในวันที่ 15 ก.พ.นี้ จึงต้องหารือกับที่ประชุมครม.ในวันที่ 2 ก.พ.นี้ ซึ่งครม.จะไม่มีการถกเถียงในเรื่องเนื้อหาว่ามาตราใดดีหรือไม่ดี ส่วนจะกำหนดแนวทางเสนอความเห็นขอแก้ไขอย่างไร ด้วยวิธีการดำเนินการอย่างไรก็ค่อยมาว่ากัน สำหรับการประชุมร่วม ครม.-คสช.เพื่อหารือเรื่องดังกล่าวนั้น ตนไม่ทราบ เพราะตนรับผิดชอบเฉพาะในส่วนของการประชุมครม.แต่หากนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องหารือร่วมกันด้วยก็จะนัดหมายกันอีกครั้งในเร็ววันนี้ ส่วนตัวได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ยังไม่ขอแสดงความคิดเห็น

นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนเรื่องความชัดเจนในเกณฑ์การออกเสียงประชามติ เมื่อมีความชัดเจนแล้วรัฐบาลจะตัดสินใจว่าจะใช้วิธีการใด ตอนนี้ขอยังไม่ตอบ ยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องมีความชัดเจนอยู่แล้ว ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง แต่ไม่ขอเปิดเผยว่ามีกี่วิธี เพราะครม.จะเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ แต่ยังมีเวลาอยู่ และยังไม่ทราบว่าที่ประชุมครม.จะหารือเรื่องนี้หรือไม่

เมื่อถามว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.ระบุว่า หากประชามติไม่ผ่าน รัฐธรรมนูญฉบับต่อไปอาจจะโหดกว่าเดิม ตรงนี้จะเหมือนบังคับให้ร่างนี้ผ่านหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่รู้ ต้องถามนายมีชัย ที่นายมีชัยพูดเช่นนั้นก็แล้วแต่จะแปล แต่เชื่อว่าไม่ได้หมายความเช่นนั้น แล้วทำไมถึงไม่คิดว่าอาจจะมีสิ่งที่ดีกว่าเดิมก็เป็นได้ ซึ่งดูแล้ว ความหมายคงเป็นกลางๆ เพราะเป็นคำถาม นายมีชัย จึงตอบออกไปลักษณะนั้น ตนอ่านจากหนังสือพิมพ์ คำถามแรก ตอบว่าอะไรก็ไม่ทราบ พอถามคำถามที่สอง นายมีชัยจึงตอบว่า เดี๋ยวจะเป็นลม

เมื่อถามถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ส่งความเห็นและข้อทวงติงเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญมายังรัฐบาล นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่จริง เพราะตนไม่เห็น แต่ส่งถึงนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม ในเร็ววันนี้ตนจะได้หารือร่วมกับกกต.สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตัวแทนกรธ.ว่าจะเตรียมดำเนินการเกี่ยวกับการทำประชามติอย่างไร ซึ่งจะได้หารือกันในทุกเรื่อง รวมถึงข้อห่วงใยเกี่ยวกับการรณรงค์คว่ำประชามติว่าผิดหรือไม่ และข้อกังวลของกกต.ที่ระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในบทลงโทษผู้ผู้กระทำผิดในการลงประชามติซึ่งปัญหาเหล่านี้มีมาตั้งแต่เมื่อครั้งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานกรรมาธิการ(กรธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งเรามีคำตอบอยู่แล้ว แต่ร่างฉบับนายบวรศักดิ์ ตกไปเสียก่อน

สนช.จ่อซักกรธ.ปมลต.-ระบบจัดสรรปันส่วนผสม

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงกรณีสนช.จะให้ความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ทบทวนภายในวันที่ 15 ก.พ.ว่า ใน วันที่ 3 ก.พ.จะมีการประชุมร่วมระหว่างสนช.และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ(สปท.) เพื่อรับฟังเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญจากกรธ. พร้อมกับซักถามประเด็นที่เป็นข้อสงสัย โดยเฉพาะเรื่องประเด็นที่เป็นหลักการสำคัญ อาทิ เรื่องบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่ถูกทักท้วงว่า ไม่เขียนให้ชัดเจนตามรูปแบบรัฐธรรมนูญ แต่ส่วนตัวมองว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้หนักกว่าฉบับ ที่ผ่านๆมา เพราะกำหนดให้เรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแล ประชาชน หากมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะเป็นความผิดของรัฐบาล สามารถส่งเรื่องให้องค์กรอิสระเช่น ป.ป.ช. และศาลต่างๆดำเนินการเอาผิดได้ ถือว่าเขียนได้ดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา

นายพรเพชร กล่าวว่า ส่วนเรื่องการได้มาของรัฐสภา ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ที่ให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือกส.ส.เขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายกรัฐมนตรีนั้น จากการหารือกับสนช.หลายคนยังสงสัยเรื่องดังกล่าว คงต้องขอคำอธิบายเพิ่มเติม เพราะนายกฯเคยให้หลักการว่า ร่างรัฐธรรมนูญต้องมีความเป็นสากลและเข้ากับบริบทของสังคมไทย แม้กรธ.ระบุได้ทำโพลสอบถามประชาชนแล้วว่า ชอบระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว แต่สนช.คงต้องสอบถามว่า ระบบเลือกตั้งดังกล่าวมีความเป็นสากลและเข้ากับบริบทของสังคมไทยหรือไม่ ขณะที่เรื่องการได้มาของส.ว.ที่ให้มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 20 กลุ่ม เลือกไขว้กันเองระหว่างกลุ่ม ซึ่งสนช.เป็นห่วงว่าจะได้ผู้มีความเหมาะสมในแต่ละกลุ่ม หรือไม่ รวมทั้งมีความเป็นห่วงเรื่องการฮั้ว และที่มา 20 กลุ่มอาชีพ อาจเป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นมา สำหรับที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่ให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี 3 คน ให้ทราบล่วงหน้า แม้จะอธิบายว่า ประชาชนชอบประเด็นนี้ แต่คงต้องสอบถามว่า จะตอบโจทย์เรื่องอะไร ถือเป็นหลักสากลและเข้ากับบริบทของสังคมไทยหรือไม่ รวมทั้งการให้อำนาจองค์กรอิสระมากเกินไป ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง โดยไม่ยึดโยงประชาชน ก็คงต้องมีการสอบถามเช่นกัน เพราะการมีองค์กรอิสระนั้นมีมาตั้งแต่ปี 2540 ก็เพื่อการเพิ่มอำนาจตรวจสอบของศาล

นายพรเพชร กล่าวต่อว่า หลังจากที่สนช.และสปท. หารือกันในวันที่ 3 ก.พ.แล้ว จาก นั้นในวันที่ 5 ก.พ. สนช.จะประชุมเพื่ออภิปรายแสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวว่า ควรเสนอหรือปรับปรุงแก้ไขปัญหาอย่างไร โดยเชิญตัวแทนกรธ.มาร่วมรับฟังด้วย เมื่อได้ความเห็นอย่างไรจะส่งความเห็นให้คณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. ไปสรุปรวบรวมความเห็นมาและส่งเข้าที่ประชุมสนช. ในวันที่ 12 ก.พ.ให้ความเห็นชอบรับรองรายงานดังกล่าว เพื่อส่งต่อไปยังกรธ.ภายในวันที่ 15 ก.พ.ต่อไป

“ร่างรธน.ฉบับนี้เป็นร่างเบื้องต้น ซึ่งเชื่อว่า นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรธ. จะปรับปรุงร่างและอธิบายเหตุผลต่อสังคมได้ และผมมั่นใจว่า หลังจากที่กรธ.ได้รับฟังข้อเสนอแนะจากหลายฝ่ายแล้ว จะมีการปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน” นายพรเพชร กล่าว

นายพรเพชร ยังกล่าวว่า สำหรับการยกร่างกฎหมายลูก 10 ฉบับ ในเวลา 8 เดือน ซึ่งสนช.จะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 2 เดือน ถือเป็นภาระหนักมาก เพราะปกติกฎหมายแต่ละฉบับที่สนช.พิจารณาใช้เวลานานกว่า 2 เดือนแล้ว ดังนั้นสนช.จะต้องพิจารณากฎหมายลูกอย่างรอบคอบ และอาจต้องปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดบางเรื่อง ซึ่งหากว่า มีความจำเป็นที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)จะต้องไปประชุมพิจารณากฎหมายนอกสถานที่ตามเกาะต่างๆ เช่น เกาะล้าน เกาะ ช้าง ที่ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้สะดวก เพื่อพิจารณากฎหมายลูกให้เสร็จตามกรอบเวลาก็ต้องทำ แต่สนช.จะไม่เสนอขอให้เพิ่มเวลาการพิจารณากฎหมายลูก เพราะจะถูกครหา เป็นการยืดเยื้อ ต้องการต่ออายุให้คสช. ดังนั้นกมธ.ต้องอุทิศเวลาเต็มที่ สมาชิกต้องเข้าใจ ยืนยันว่า สนช.จะพิจารณากฎหมายลูกเสร็จทันเวลา 2 เดือนแน่

เมื่อถามว่า ขณะนี้นักการเมืองเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ใช้ยาแรงเกินเหตุ จะปลุกให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญในการทำประชามติ นายพรเพชร กล่าวว่า อยากให้นักการเมืองเข้าใจ เพราะร่างนี้เป็นร่างเบื้องต้น ขอให้กลับไปคิดให้ดีๆก็อาจจะเปลี่ยนใจได้ บางเรื่องเมื่อใช้ในระยะแรกๆคนอาจจะต่อต้าน แต่เมื่อผ่านไปนานๆ คนส่วนใหญ่จะยอมรับและชื่นชม เมื่อถามว่า หากร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำในการทำประชามติ จะทำอย่างไรต่อไป นายพรเพชร กล่าวว่า นายกฯพูดมาตลอดว่า เรื่องนี้มีทางออก แต่ถ้าพูดตอนนี้จะเป็นการชี้นำ นายกฯคงต้องคิดอยู่แล้วว่าจะทำอย่างไร ซึ่งนายกฯยืนยันว่า ถึงอย่างไรก็จะต้องมีการเลือกตั้งในปี 2560 ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไร ต้องปรึกษานักกฎหมายอาทิ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี หรือตนก็ได้

อดีตคปก.ชี้ร่างรธน.ฉบับ‘มีชัย’เพิ่มอำนาจรัฐลดอำนาจปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221608.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
อดีตคปก.ชี้ร่างรธน.ฉบับ‘มีชัย’เพิ่มอำนาจรัฐลดอำนาจปชช.

“อดีต คปก.” ชี้ ร่าง รธน.ฉบับ ‘มีชัย’ เพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชน

          วันที่ 1 ก.พ.59 ในการจัดสัมนาหัวข้อ “รัฐธรรมนูญใหม่ สร้างประชาธิปไตย” ซึ่งมีตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ เข้าร่วมด้วยอาทิ เครือข่ายสิ่งแวดล้อม, เครือข่ายแรงงานในและนอกระบบ, เครือข่ายสุขภาพ สวัสดิการและผู้บริโภค เป็นต้น โดยนายไพโรจน์ พลเพชร อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกว่า แนวคิดของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่างจาก รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และ 2550 ค่อนข้างมาก หากดูโครงสร้างทั้งหมด อย่างในส่วนของสิทธิเสรีภาพ ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน แต่ให้ความสำคัญกับสิทธิของปวงชนชาวไทย จากที่รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับก่อนหน้านี้ ได้บัญญัติกำหนดมาตรา 4 เหมือนกันคือให้รัฐไทยต้องดูแลทุกคน ไม่เพียงแต่ปวงชนชาวไทย ซึ่งเป็นหลักการของรัฐ ผลการระบุให้ดูแลแต่ปวงชนชาวไทยอาจจะเป็นปัญหาได้
          นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่า วิธีคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพของ กรธ. จะต่างไปจากที่เคยจากกำหนดไว้ใน รธน.ฉบับก่อน ๆ คือกำหนดให้สิทธิในหลาย ๆ เรื่อง เช่นสิทธิเรื่องของสาธารณสุข สิทธิในการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่ระบุให้เป็นหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเขาอ้างว่าจะเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ทำให้บรรลุผลสำเร็จได้ดีกว่าระบุให้เป็นสิทธิของประชาชน โดยแต่เดิมไม่เคยมีหมวดนี้มากก่อน แต่ในแง่หลักวิชาการเหมือนกับว่าสิทธิจะเกิดต่อเมื่อรัฐจะต้องให้ก่อน รัฐมาก่อนสิทธิมาทีหลัง จากแต่ก่อนที่สิทธิมาก่อนแล้วรัฐต้องให้ ซึ่งเป็นหลักคิดที่ กรธ. เชื่อว่ารัฐเป็นใหญ่ ‘เพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชน’ โดยที่ผ่านมาเราเชื่อว่าสิทธิมีก่อนรัฐ รัฐมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองให้เกิดสิทธิ เมื่อระบุให้เป็นหน้าที่ ก็เท่ากับว่าอาจจะไม่มีก็ได้ เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรัฐ
          นายไพโรจน์ กล่าวต่ออีกว่า ในประเด็นเรื่องขององค์กรอิสระที่กระบวนการสรรหาไม่มีตัวแทนจากภาคประชาสังคมมาเป็นคณะกรรมการสรรหา นอกจากนี้ตนเห็นว่าการเอาศาลเข้ามาใช้อำนาจในทางบริหาร แม้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะหนีให้องค์กรอิสระออกจากฝ่ายการเมือง แต่การเลือกตัวบุคคลก็คงหนีไม่พ้นตนในแวดวงข้าราชการผู้ใหญ่อยู่ดี นอกจากนี้ยังมีประเด็นบทเฉพาะกาล ในส่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่อยู่ต่อไปอีก 1 ปี โดยองค์ประกอบหลักของสมาชิกคือข้าราชการ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากทิศทางการปฏิรูปประเทศอยู่ที่ภาครัฐเป็นหลัก โดย กรธ. มองว่าภาคราชการจะเป็นส่วนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
          “ในหลักของการไม่เลือกปฏิบัติ ที่รัฐธรรมนูฉบับ 2 ฉบับก่อนหน้านี้ระบุหลักการเยอะมาก แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลับลดลงเหลือเพียงแค่ เรื่องเพศ ความพิการ หรือเหตุอื่นใด โดยในคุณสมบัติส่วนท้ายยังคงมีความคลุมเคลือ ส่วนตัวมองว่าการร่างรัฐธรรมนูญนั้นควรจะมีความชัดเจนกว่านี้” อดีต คปก. กล่าว

‘สปท.’ชำแหละ‘ร่างรธน.’8-9ก.พ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221606.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
‘สปท.’ชำแหละ‘ร่างรธน.’8-9ก.พ.

“สปท.” ชำแหละ “ร่างรธน.” 8-9 ก.พ. ด้าน “กมธ.”การเมืองท้วงจัดสรรปันส่วนผสม ขณะที่“สนช” เตรียมถก. 5ก.พ.ห่วงให้อำนาจองค์กรอิสระมากไป

          วันที่ 1 ก.พ.59 นายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงการเสนอความเห็นร่างรัฐธรรมนูญของ สปท. ให้ กรธ.ภายในวันที่ 15 ก.พ.ว่า จะนัดประชุม สปท.ในวันที่ 8-9 ก.พ.เพื่อให้สมาชิก สปท.ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญส่งไปให้ กรธ.ภายในวันที่ 15 ก.พ. แต่ยังไม่สามารถกำหนดได้ว่า ความเห็นที่ส่งไปจะเป็นมติ สปท.หรือไม่  แต่ กรธ.อยากให้ สปท.ส่งมาเป็นมติ สปท. ซึ่งยังไม่ทราบว่า จะทำได้หรือไม่ เพราะสมาชิก สปท.มีจำนวนมาก แต่ละคนก็มีควาเห็นแตกต่างกัน  คงต้องรอหารือในการประชุมวิป สปท. วันที่ 4 ก.พ. เพื่อกำหนดรูปแบบให้ชัดเจนว่า จะส่งเป็นมติ สปท. หรือเป็นความเห็นของคณะกรรมาธิการปฏิรูปแต่ละคณะใน สปท.
          นายวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กล่าวว่า ในระหว่างนี้ กมธ. ของ สปท.แต่ละคณะจะประชุมเพื่อแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำข้อสรุปที่ได้แต่ละคณะไปเสนอต่อที่ประชุม สปท.ในวันที่ 8-9 ก.พ.ก่อนเสนอให้ กรธ.ทราบต่อไป  ในส่วนของ กมธ.การเมือง เท่าที่คุยกันเบื้องต้น จะเสนอแนะให้ กรธ.ทบทวนเรื่องการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่ให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว เนื่องจากเห็นว่า ยังมีข้อบกพร่อง เพราะคะแนนที่ได้ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ไปใช้สิทธิลงคะแนน อีกทั้งวิธีเลือกตั้งที่ กรธ.กำหนดให้เป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียวนั้น  สปท.การเมืองมองว่า ไม่เหมาะสม ง่ายต่อการซื้อเสียง อาจทำให้ถูกครอบงำได้
          ด้านนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน รองประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)กล่าวว่า จะมีการประชุม สนช.ในวันที่ 5 ก.พ. เพื่อให้สมาชิก สนช.แสดงความเห็นอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. หลังจากนั้น กมธ.จะนำความเห็นที่สมาชิก สนช.แสดงความเห็นมาไปรวบรวมสรุปผล เพื่อเสนอกลับเข้าสู่ที่ประชุม สนช. ให้ลงมติรับรองรายงานความเห็นและข้อเสนอแนะร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.ก่อนส่งให้ กรธ.ภายในวันที่ 15 ก.พ. ส่วนตัวมองว่าเนื้อหาภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญสามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาประเทศได้แต่เนื้อหาบางส่วนควรปรับปรุงให้เกิดความชัดเจนอาทิ เรื่องการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่เข้าใจยาก  อธิบายลำบาก น่าจะใช้วิธีอื่นที่เข้าใจง่ายกว่านี้ รวมถึงไม่มีความจำเป็นที่พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี 3 คนให้ประชาชนทราบล่วงหน้า ดูแล้วยุ่งยากเพราะสภาผู้แทนราษฎรมีดุลยพินิจในการเลือกนายกรัฐมนตรีได้อยู่แล้ว  นอกจากนี้ยังเป็นห่วงเรื่องการให้อำนาจองค์กรอิสระมากเกินไป ควรเขียนให้ชัดเจนว่า จะตรวจสอบเรื่องใดได้บ้าง ไม่ควรมีอำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ทุกเรื่อง แม้จะมีเหตุผลป้องกันไม่ให้รัฐบาลเหลิงอำนาจแต่การให้อำนาจรัฐบาลแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบกั๊ก ๆ จะทำให้เป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศได้

รธน.ฉบับปฏิรูปประเทศ+ปราบคนโกง..รอดหรือไม่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221577.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
รธน.ฉบับปฏิรูปประเทศ+ปราบคนโกง..รอดหรือไม่รอด

รธน.ฉบับปฏิรูปประเทศ+ปราบคนโกง..รอดหรือไม่รอด : ขยายปมร้อน โดยสำนักข่าวเนชั่น สมัชชา หุ่นสาระ

           หนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน หลังจากที่ทุกฝ่ายได้ยินเสียงของกุนซือ คสช.และมือกฎหมายชั้นนำของเมืองไทย ที่ชื่อ มีชัย ฤชุพันธุ์ อธิบายความในตัวบทกฎหมาย 270 มาตรา แห่ง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศ” ที่จะขยายเวลาเลือกตั้งออกไปจากกลางปี 2560 เป็นช่วงปลายปีแทน โดยอ้างการเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับ

รวมทั้งการที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ย้ำหัวหมุดว่า “เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบคนโกง” ที่มีนัยว่า บ้านเมืองที่มีปัญหาไม่หยุดหย่อนนั้น มาจากคนโกงที่อาศัยเสียงประชาชนเข้ามาบริหารประเทศ

“รัฐบาลเชื่อว่า ทั้งร่างรัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาลล้วนมีความสำคัญเพราะมีเป้าหมายในการสกัดคนโกงคนเลวไม่ให้เข้าสู่อำนาจในการบริหารประเทศชาติและแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติอีก ซึ่งไม่จำกัดวงเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น แต่รวมไปถึงเครือข่ายทั้งหลายด้วย ในส่วนของรัฐบาลก็จะมีการหารือเพื่อส่งข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญจากมุมมองของรัฐบาลเช่นกัน”

ฉะนั้นการปฏิรูปและปราบคนโกงจึงเป็นภารกิจสำคัญสุดของ พล.อ.ประยุทธ์และนายมีชัย โดยยาแรงที่มีการสกัดจากบทเรียนในอดีตเพื่อป้องกันมิให้ “ลมพัดหวน” บรรจุไว้ในร่างตัวบทกฎหมายหลักของประเทศที่ทุกฝ่ายน่าจะผ่านสายตากันไปบ้างแล้ว

เพียงเท่านี้ ฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทย ก็ดาหน้าออกมา “ปะ-ฉะ-ดะ” กันแบบไม่ยั้งมือ

แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังออกมาแสดงท่าทีที่ไม่สนองรับเท่าใดนัก

ส่วนเครื่องเคียงของสองพรรคใหญ่อย่าง นปช.และกปปส.นั้น ก็แสดงอารมณ์ไม่แตกต่างจากพรรคที่ฝ่ายของตนสนับสนุน

ขณะที่โพลล์อย่าง สวนดุสิตโพล ก็ยังออกไปสำรวจความเห็นประชาชนในเรื่องนี้ ก็ยังมีคำตอบกลายๆ ล่วงหน้าแล้วกับคำว่า “ไม่แน่ใจ” ว่าหากมีประชามติ-ประชาพิจารณ์แล้วร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่

บทเรียนเกี่ยวกับการรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549-2550 ในยุคคมช.นั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่ฝ่ายกุมอำนาจไม่อยากให้ลมพัดหวน แต่ขั้วตรงข้ามกลับต้องการโหมกระแสคว่ำกฎหมายหลักของประเทศแบบไม่กลัวมาตรา 44

สถานการณ์ยามนี้ หากมีการหย่อนบัตรถามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่า …ไม่ใช่เรื่องที่ดีนักกับสถานะของรัฐบาล-คสช.-กรธ. เพราะการที่ฝ่ายการเมืองที่โดนยึดอำนาจไปเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ตบเท้ามาแสดงตนแบบไม่นัดหมายในช่วงเวลาที่พร้อมๆ กันเพื่อประกาศจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย

มันคือสัญญาณแตกหักและสิ่งบ่งชี้ว่า การเมืองไทยยังไม่นิ่งและยังมีความแตกแยกทางความคิดแบบยากที่มียาใดๆ เยียวยาให้หายขาด

บทเพลง “คืนความสุขให้คนในชาติ” หากเปรียบเทียบการรับฟังในวันนี้กับเมื่อหลายวันก่อนที่ผ่านมา แม้ว่าเนื้อร้อง-ทำนองจะมิแปรผัน แต่อารมณ์ร่วมของมวลชนในการรับฟังยามนี้กับยามนั้น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

เชื่อเลยว่า อีกไม่นานนัก พล.อ.ประยุทธ์น่าจะอารมณ์ไม่สู้ดีแน่ๆ เมื่อพบเจอผู้สื่อข่าวที่จะสอบถามเรื่องนี้ยามที่พบหน้ากัน เพราะรับประกันซ่อมฟรีไว้ตรงนี้เลยว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่น่าจะอยู่ในภาพ กู๊ดกาย อย่างที่เคยรับปากกับผู้สื่อข่าวไว้เป็นแน่แท้

ยิ่งเป็นแบบนั้นเร็วขึ้นเมื่อใด ขั้วตรงข้ามย่อมยิ้มในใจและเตรียมขยายผลจากอารมณ์ร้อนๆ ของพล.อ.ประยุทธ์ให้เป็นกระแสที่สามารถลากยาวไปได้นานเท่านาน

น่าหวาดเสียวยิ่งนักว่า…ร่างตัวบทกฎหมายหลักของประเทศไทยฉบับนี้ จะไปรอดหรือไม่ เพราะเสียงวิจารณ์ที่ดังกระหึ่มเมืองตั้งแต่บ่ายแก่ๆ เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว และจะเริ่มเร่งเสียงวิจารณ์ให้ดังขึ้นเรื่อยๆ นั้น มันจะกระตุ้นต่อมเดือดของ พล.อ.ประยุทธ์เพียงใด แม้ปรมาจารย์กฎหมายอย่างนายมีชัย จะออกตัวไว้ว่า พร้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไข แต่ก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขมากน้อยและโดนใจฝ่ายคัดค้านเพียงใด

การเมืองไทยจากนาทีนี้ไป เสมือนว่าคนไทยทุกคนกำลังไต่เชือกบนหน้าผาที่ไม่รู้เลยว่า ลมจะพัดให้ซวนเซแล้วพลัดตก หรือจะสามารถพิชิตฝั่งฝันได้

ต้องติดตามแบบไม่กะพริบตา

เพราะมันคืออนาคตของชาติและคนไทยทุกคน

เปิด‘กติกา’ลงประชามติร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221582.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
เปิด‘กติกา’ลงประชามติร่างรธน.

เปิด‘กติกา’ลงประชามติร่าง รธน. : ชนิกานต์ พุ่มหิรัญ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

           29 มกราคม 2559 วันเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ตามโรดแม็พกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีเนติบริกรอย่าง “มีชัย ฤชุพันธ์ุ” นั่งกุมบังเหียน ออกแบบกติกาประเทศ

หากดูปฏิทินที่วางไว้แล้ว ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2558 มาตรา 39/1 บัญญัติว่า เมื่อ กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้แจ้งคณะรัฐมนตรีทราบ และให้คณะรัฐมนตรีแจ้ง กกต.ทราบโดยเร็ว โดยให้เป็นหน้าที่ของ กกต.ในการดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่ กกต.ประกาศ กำหนดโดยความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

อีก 6 เดือนข้างหน้า คือกรกฎาคม 2560 ประชามติ “รับ-ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำลังจะเกิดขึ้น นับเป็นครั้งที่ 2 ของประเทศ ภายหลังที่เราสร้างประวัติศาสตร์ให้จารึกมาแล้ว เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ในการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 นับเป็นการออกเสียงประชามติครั้งแรกของคนไทย

และเพียงแค่หนึ่งวันก่อน กรธ.เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญนั้น “5 เสือ กกต.” ได้เห็นชอบและจัดส่ง “ร่างประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการออกเสียงประชามติ พ.ศ….” ให้สนช. พิจารณา

ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงาน กกต. “ธนิศร์ ศรีประเทศ” อธิบายว่า ร่างประกาศนี้มีเนื้อหาสำคัญ 2 ประการ คือ 1.หลักการเผยแพร่ จัดพิมพ์ การแสดงความคิดเห็นของฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ การจัดสรรเวลาออกอากาศ ซึ่งการจัดพิมพ์บัตรออกเสียง ร่างรัฐธรรมนูญ ทาง กกต.ให้นโยบายกับสำนักงานให้ใช้วิธีการประกวดราคาตามปกติ การจัดส่งก็จะให้บริษัทไปรษณีย์เป็นผู้ดำเนินการจัดส่งไปยังครัวเรือนของผู้มีสิทธิออกเสียง เบื้องต้น กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า มีทั้งหมด 19 ล้านครัวเรือน และ 2.รูปแบบหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติ ที่จะคล้ายกับการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งใช้จังหวัดเป็นเขตออกเสียงที่เป็นกระบวนการตามปกติอยู่แล้ว

“กกต.กังวลว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้กำหนดบทลงโทษกับผู้ที่อาจกระทำผิดในการออกเสียงประชามติ ทั้งฉีกบัตร ขัดขวางการออกเสียงฯ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนก่อนวันออกเสียง และการซื้อเสียง รวมไปถึงปัญหาต่อการทำประชามติ มาตรา 37 วรรคเจ็ด ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่กำหนดเกณฑ์ออกเสียงประชามติว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติต้องได้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด” นายธนิศร์ ระบุ

ด้านแหล่งข่าววงใน กกต.เล่าว่า การทำประชามติครั้งนี้ต่างจากครั้งแรก เพราะประชามติเมื่อปี 50 กกต.มีหน้าที่แค่เป็นผู้ดำเนินการจัดและควบคุมการออกเสียงประชามติเท่านั้น นอกนั้นเป็นหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้น

“แต่การทำประชามติครั้งนี้ กกต.มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่การจัดพิมพ์ จัดส่ง เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการขั้นตอนการออกเสียงประชามติ การดีเบตจัดเวทีแสดงความคิดเห็น การรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ ตลอดจนการกำหนดวันออกเสียงและดำเนินการควบคุมการจัดทำประชามติให้สงบเรียบร้อย ถือเป็นงานหนักที่ 5 เสือ กกต.ชุดนี้ต้องเผชิญ” แหล่งข่าวระบุ

แหล่งข่าวรายเดิม อธิบายว่า สาระสำคัญของร่างประกาศ กกต.เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การทำประชามติครั้งนี้ อาทิ ได้กำหนดให้เขตจังหวัดในการลงคะแนนออกเสียงประชามติ ซึ่งจะคล้ายกันกับการลงคะแนนเลือกตั้งส.ว. และกำหนดให้ ผอ.กกต.จังหวัดและกกต.จว.เป็นผอ.ประจำเขตออกเสียงและกกต.ประจำเขตออกเสียงด้วย เพื่อความเรียบร้อยในการบริหารจัดการ

“นอกจากนี้การออกเสียงประชามติครั้งนี้ กกต.ได้ขยายเวลาในวันออกเสียง เริ่มตั้งแต่ 08.00-18.00 น. โดย กกต.เห็นว่าเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการเดินทางมาลงคะแนน เพราะการลงคะแนนจากเดิมได้ถึงเวลา 15.00 น. ซึ่งมีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง และในแต่ละหน่วยมีผู้มีสิทธิถึง 800 คน ซึ่งหากประชาชนผู้มีสิทธิออกมาลงคะแนนครบร้อยเปอร์เซ็นต์เวลาเพียงแค่ 7 ชั่วโมง คงไม่เพียงพอ” แหล่งข่าวระบุ

ขณะที่ กกต.ฝีปากกล้า ผู้ดูแลด้านบริหารงานเลือกตั้ง อย่าง “สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุว่า การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ กกต.จะใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ ในหน่วยต้นแบบ 2 หน่วย ภายในเขตราชเทวี กรุงเทพฯ ซึ่งจะมีจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงประมาณ 1,600 คน ซึ่งจะทำให้ผู้มาใช้สิทธิได้มีโอกาสเลือกรูปแบบการออกเสียง และเป็นการทดสอบระบบเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ว่าสามารถตรวจสอบได้ และให้เกิดความไว้ใจ ซึ่งจะเป็นการโชว์ศักยภาพของหน่วยเลือกตั้งในอนาคต

“สำหรับการรายงานผลการนับคะแนน ระบบเดิมจะนับผลจากหน่วยเลือกตั้งส่งมายังเขต ก่อนส่งมายังจังหวัด จึงค่อยออกผลรายงานมายังส่วนกลาง ซึ่งจะใช้เวลาเป็นวัน แต่ครั้งนี้จะให้รับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งแล้วส่งมายังส่วนกลาง โดยจะใช้แอพพลิเคชั่นอีกตัวหนึ่งที่ใช้ในการส่งคะแนน ซึ่งเป็นความลับป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีมาสร้างความวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะรายงานอย่างไม่เป็นทางการให้ประชาชนทราบไม่เกิน 3 ชั่วโมง หรือ เวลา 21.00 น. หลังจากปิดการลงคะแนน” นายสมชัย กล่าว

ทั้งหมดนี้คือ กฎกติกาการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ร่างออกเสียงประชามติของ กกต.

ทั้งหมด 53 ข้อ ที่สำคัญ มีดังนี้ิ

ข้อ 6  ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ กรธ.ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ ครม.ทราบ ให้ ครม.ส่งร่างรัฐธรรมนูญ และให้ กรธ.ส่งสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก่ กกต.

ข้อ 11 การจัดทำประชามติให้ กกต.กำหนดวันออกเสียง และต้องกระทำภายในวันเดียวกันทั่วประเทศ

การกำหนดวันออกเสียงประชามติ ต้องไม่เร็วกว่า 30 วัน และไม่ช้ากว่า 45 วันนับแต่วันที่ กกต.ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของครัวเรือนทั้งหมดที่ผู้มีสิทธิออกเสียงมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

ข้อ 13 ในการออกเสียงประชามติให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(1) ให้ ผอ.การเลือกตั้งประจำจังหวัด มีหน้าที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกในการออกเสียง และดำเนินกิจการที่จำเป็นเกี่ยวกับการออกเสียงให้เป็นไปตามประกาศนี้

(2) ให้ กกต.ประจำจังหวัด มีหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดหน่วยออกเสียง การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง กำกับดูแลการนับคะแนนออกเสียงและการประกาศผลการออกเสียง

ข้อ 19 การออกเสียงให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตออกเสียง

ข้อ 28 การลงคะแนนออกเสียงให้กระทำได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้

(1) การลงคะแนนด้วยบัตรออกเสียง

(2) การลงคะแนนด้วยเครื่องลงคะแนน

ข้อ 32 ในวันออกเสียงให้เปิดการลงคะแนนออกเสียง ตั้งแต่ 08.00- 18.00 น.

ข้อ 37 ในกรณีที่การลงคะแนนออกเสียงในหน่วยใด ไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น ให้คณะกรรมการการประจำหน่วยออกเสียงประกาศงดลงคะแนนออกเสียงในหน่วยนั้น

ข้อ 42 เมื่อเสร็จสิ้นการลงคะแนนออกเสียง ให้คณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียงดำเนินการนับคะแนนออกเสียงจากบัตรออกเสียง หรือประมวลผลการออกเสียงด้วยเครื่องลงคะแนนของแต่ละหน่วยออกเสียง โดยให้กระทำ ณ ที่ออกเสียงของแต่ละหน่วยออกเสียงและให้กระทำโดยเปิดเผย ห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงเวลาการนับคะแนน

ข้อ 45 เมื่อการนับคะแนนออกเสียง ณ ที่ออกเสียงเสร็จสิ้นแล้ว ให้คณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียงรายงานผลการนับคะแนนออกเสียง จำนวนบัตรออกเสียงที่มีอยู่ทั้งหมด จำนวนบัตรออกเสียงที่ใช้ และจำนวนบัตรออกเสียงที่เหลือจากการลงคะแนนออกเสียงของหน่วยออกเสียงนั้น ทั้งนี้ ให้กระทำโดยเปิดเผย

ข้อ 53 เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรายงานผลการนับคะแนนออกเสียงจากหน่วยออกเสียงทุกหน่วยทั้งประเทศ ให้ กกต.ประกาศผลออกเสียงและจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง

‘วิษณุ’ชี้เกิดทุกปีหนีทุนไม่กลับมาใช้หนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221575.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2559
'วิษณุ'ชี้เกิดทุกปีหนีทุนไม่กลับมาใช้หนี้

‘วิษณุ’ชี้เกิดทุกปีหนีทุนไม่กลับมาใช้หนี้ แนะผู้ค้ำขอผ่อนผันกับ ‘กพ.-คลัง’ ได้ แจง กพ. แก้ซ้ำรอยให้คนในครอบครัวเป็นผู้ค้ำ เหยื่อหมอหนีทุนเผยต้องชดใช้2เเสน-2ล้าน

            เมื่อวันที่ 31 ม.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานข้าราชการพลเรือน (กพ.) กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมรายหนึ่ง ที่ได้รับทุนศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา จากมหาวิทยาลัยมหิดล แต่เมื่อจบการศึกษาแล้วไม่กลับมาใช้ทุนดังกล่าว ว่า ตนไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นว่าผู้ที่ได้รับทุนได้รับทุนอะไร แต่เข้าใจว่าทุนดังกล่าวเมื่อกำหนดให้มีคนค้ำประกัน ผู้รับทุนก็ต้องกลับมาใช้ทุน ซึ่งกรณีผู้รับทุนไม่กลับมาใช้ทุนเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งกพ.ได้หาวิธีแก้ปัญหา โดยห้ามผู้ค้ำประกันเป็นผู้บังคับบัญชา ครู อาจารย์ โดยเปลี่ยนให้คนในครอบครัวผู้รับทุนเป็นผู้ค้ำประกันแทน

“อย่างไรก็ตาม กรณีลักษณะนี้คล้ายกับการเป็นหนี้ทั่วไป หากลูกหนี้ไม่จ่าย ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบ แต่กรณีนี้ผู้ค้ำประกันสามารถทำเรื่องขอผ่อนผันการชำระกับกพ.หรือกระทรวงการคลังได้ ซึ่งจากเดิมเรื่องขอผ่อนผันต้องนำเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.) ก่อนจะถูกยกเลิกไปในช่วงพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลว่า สามารถให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาได้เอง”นายวิษณุ กล่าว

เหยื่อหมอหนีทุนเผยต้องชดใช้2เเสน-2ล้าน
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้กระแสต่อต้าทันตแพทย์หญิงอดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ศาตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ประกาศไม่กลับประเทศไทยและไม่ชดใช้ทุนการเรียนต่อในต่างประเทศ ได้เริ่มไปแพร่หลายถึงบนเฟซบุ๊กของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทันตแพทย์หญิงคนดังกล่าวได้ไปทำงานอยู่ในฐานะนักวิจัยแล้ว และสังคมออนไลน์เริ่มเจาะข้อมูลเกี่ยวกับบ้านพัก รายได้ รถยนต์ของสามีและทันตแพทย์หญิงที่สหรัฐอเมริกาแล้ว
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา17.00น. 1ใน4 คนค้ำทันตแพทย์หญิงคนดังกล่าวกล่าวกับเก็บตกจากเนชั่น ทางเนชั่นทีวีว่า เดิมนั้นพวกตน 4 คนต้องชดใช้เงิน 30 ล้านบาทเพราะต้องจ่ายสามเท่าที่ทันตแพทย์หญิงคนดังกล่าวใช้ แต่พวกตนไปขอศาลว่า ขอจ่ายเฉพาะเงินที่ใช้จ่ายจริงคือ 7-8 ล้านบาท แต่ตนค้ำเฉพาะเงินเดือนจึงจ่ายเงินชดใช้น้อยกว่า 3 คน คือตนจ่าย 2 แสนบาท แต่คนอื่นต้องจ่ายชดใช้ราวๆ 2 ล้านกว่าบาท/คน เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่คือค่าใช้จ่ายช่วงเรียน
           “เมื่อปี2536พวกเราไม่ทราบปัญหาทางกฎหมายเพราะตอนนั้นเราอายุน้อย และมีรายได้น้อย เพราะเซ็นต์ค้ำเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พวกตนได้ต่อรองกับฝ่ายต่างๆรวมทั้งศาลด้วย แต่ละฝ่ายใช้เวลาตอบกลับนานมาก แต่ก็ดำเนินการมาเรื่อยๆ โดยในเดือนม.ค.นี้มีหมายศาลว่า ต่ออายุไม่ได้แล้ว ต้องจ่ายชดเชยในเดือนกพ.นี้ โดยตนใช้เงินส่วนตัวที่เป็นเงินเก็บสะสมมาชดใช้ แต่บางคนต้องกู้มาชดใช้ เพราะหากไม่จ่ายจะโดนยึดทรัพย์ เพราะตอนนั้นทันตแพทย์หญิงคนดังกล่าวเป็นข้าราชการที่ร่วมงานกัน และพวกตนอยากเห็นว่าการเรียนต่อนั้น มันเป็นประโยชน์ จึงไม่ปฏิเสธการค้ำประกัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น มันไม่มีเพดานว่าจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายเท่าใด เพราะค้ำประกันยาวจากปริญญาโท-เอก เมื่อไม่จ่าย วงเงินจึงสูงมาก เพราะไม่ทราบว่า หากเบี้ยวไม่ชดใช้ทุน พวกตนจะชดใช้เท่าใด” 1 ใน 4 ผู้ชดใช้เงินกล่าว
            1ใน4ผู้ชดใช้เงินกล่าวอีกว่า ตอนแรกเมื่อได้หมายศาลก็งงว่า ทำไมเงินชดใช้เยอะเกือบ 30 ล้านบาท สมมติว่า ต้องชดใช้ 2 ล้านบาท เงินหมอคนหนึ่งคือ 4 หมื่นบาท แต่ต้องใช้หนี้แทน ต้องใช้เวลา 5 ปีใช้หนี้ โดยไม่มีสิทธิใช้เงินเดือนของตัวเองเลย ตนเชื่อว่าทันตแพทย์หญิงคนดังกล่าวมีรายได้เยอะมาก แต่แปลกใจที่ไม่ยอมใช้หนี้ ตนค้ำประกันให้เมื่อตอนนั้นเป็นครั้งแรกและค้ำให้ทันตแพทย์หญิงคนดังกล่าวเป็นคนแรก หากรู้แบบนี้คงไม่ค้ำประกันให้ ส่วนการช่วยเหลือของมหาวิทยาลัยมหิดลนั้นก็มีบ้างบางส่วน และรอข้อตกลงหลักจากมหาวิทยาลัยก่อน ส่วนการติดติดต่อทันตแพทย์หญิงคนดังกล่าวนั้นเคยติดต่อได้เมื่อสิบปีที่เล้ว และบางคนเดินทางไปพบที่อเมริกาแต่ทันตแพทย์หญิงคนดังกล่าวก็ไม่มาให้พบตัว
           “ที่ผ่านมาก็มีคนเดือดร้อนแบบนี้แต่วงเงินไม่มากเท่ากรณีของพวกตน แต่ช่วงหลังมีกฎให้พ่อ-แม่ค้ำประกัน ผู้ขอทุนไปเรียนแทน ทำให้มีความรัดกุมขึ้น”
จี้ฝ่ายกม.-มหิดลแจงตามหนี้
           นายเผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์อยู่คลินิกแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี 1 ใน 4 ผู้ค้ำประกัน กล่าวว่า ประมาณปี 2547 อาจารย์หญิงคนดังกล่าวได้แจ้งมายังมหาวิทยาลัย ในฐานะต้นสังกัด ขอยกเลิกที่จะกลับมาทำงานใช้ทุนคืน เพราะมีครอบครัวที่นั่น เมื่อกระทรวงการคลังเร่งรัดมาที่มหาวิทยาลัยในฐานะต้นสังกัด จึงต้องไปติดตามจากผู้ค้ำประกันว่าในความเป็นจริงมหาวิทยาลัยมหิดลควรจะมีการติดตามอย่างจริงจังและถึงที่สุดอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้อาจารย์คนดังกล่าวมาใช้ทุนคืน
           “เท่าที่ดูจากการชี้แจงของมหาวิทยาลัยมหิดลผ่านสื่อระบุว่าได้รับแจ้งมาตั้งแต่ปี2547ว่าจะไม่มาใช้ทุนคืน อยากจะตั้งคำถามว่า ฝ่ายกฏหมายมหาวิทยาลัยมีการติดตามทวงหนี้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งก่อนหน้านั้นมหาวิทยาลัยมหิดลก็อนุมัติการลาออกของอาจารย์คนดังกล่าวตามเอกสารที่ก็ยื่นทางแฟ็กซ์ เพราะหลังจากที่มีการแชร์ข้อความดังกล่าวไปในโลกโซเชียล ทำให้ได้รับข้อมูลว่า พ่อ แม่ ของอาจารย์หญิงคนดังกล่าว แยกทางกันและเมื่อเดือนกพ.2558 อาจารย์หญิงคนดังกล่าวได้กลับมางานศพแม่ที่ประเทศไทย และได้ขายทรัพย์สินทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย หากฝ่ายกฏหมายมหาวิทยาลัยมหิดล มีการประสานกับ สถานกงสุล หรือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือแจ้งความไว้ว่าอาจารย์คนนี้เบี้ยวหนี้ 10 ล้านก็น่าจะมีวิธีการที่จะติดตามได้คืน เพราะการเป็นทันตแพทย์ที่ต่างประเทศค่าตอบแทนมันมากพอที่จะจ่ายทุนคืนได้ก่อนที่จะครบกำหนดชำระหนี้เมื่อเดือนก.พ.2559  ” นายเผด็จ กล่าว
           ทั้งนี้ตามระเบียบกรณีไม่ทำงานใช้ทุนจะต้องจ่ายเงินคืน 3 เท่าจากทุนที่ได้รับ 10 ล้านบาท หรือจำนวน 30 ล้านบาท ซึ่ง ศ.นพ.บรรจง ชี้แจงว่ามหาวิทยาลัยไม่นิ่งนอนใจให้การช่วยเหลือ เจรจาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนเงินที่ต้องชดใช้คืนให้กับรัฐบาล เหลือจำนวนเท่าเงินทุน 10 ล้านบาท นายเผด็จ อธิบายว่าจริงๆแล้วตามกฏหมาย หากผู้ค้ำไม่ใช่ญาติพี่น้อง ก็ให้ชดใช้แค่เพียงเงินต้น
           “จริงๆแล้วผมจบ มอ. มาเรียนต่อมหิดแค่ปีเดียว ตอนที่เซ็นคำประกันก็ไม่ได้รู้จักกับอาจารย์ที่มาชวนให้ค้ำประกัน แต่คิดว่าทำเพื่อประเทศชาติให้คนเก่งไปเรียนเมืองนอกกลับมาจะได้ทำประโยชน์ก็เซ็นต์ไป แต่อีก 3 คนก็เป็นอาจารย์ทำงานที่มหิดลกันหมด ใกล้เกษียณคนหนึ่ง อีก 2 คนก็เป็นอาจารย์สถาบันเดียวกันในจำนวนนี้มีคนหนึ่งเป็นเพื่อนอาจารย์คนที่หนีทุนด้วย อยากถามมหาวิทยาลัยมหิดลว่า ทำแบบนี้มันยุติธรรมกับพวกเราทั้ง 4 คนมั้ยเงิน 2 ล้านไม่ใช่น้อยๆเลย ทั้งๆที่พวกเขาทำงานให้กับมหาวิทยาลัย เซ็นต์ค้ำประกันเพื่อให้ไปเรียนกลับมาทำงานให้สถาบัน แต่อาจารย์หนีทุน มหาวิทยาลัยก็มาใช้พวกเขาจ่ายเงินเแทนอีก ทั้งๆที่ควรจะเอาเงินคืนจากคนที่ได้ประโยชน์มันถึงจะถูกต้อง ขณะนี้สังคมกำลังตั้งคำถามกับฝ่ายกฏหมายและสถาบันการศึกษาแห่งนี้ถึงการดำเนินการติดตามหนี้ดังกล่าวว่ามีประสิทธิภาพ หรือมีวิธีการดำเนินการอย่างไร อยากเห็นการชี้แจงที่ชัดเจน”นายเผด็จ กล่าว
           ทั้งนี้เมื่อวันที่ 30 มค.ที่ผ่านมาศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ได้ออกมาชี้แจงว่าเมื่อปี 2536 มหาวิทยาลัยได้เสนอชื่ออาจารย์หญิงคนดังกล่าว เพื่อขอเข้ารับทุนจากรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าเป็นคนเก่ง เรียนดี และมองว่าจะสามารถกลับมาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศได้ ซึ่งตามกระบวนการแล้วการขอทุนจากรัฐบาลก็จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด คือเมื่อเรียนจบกลับมาต้องชดใช้ทุน โดยทำงานให้หน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัยมหิดล และเพราะในตอนขอทุนรัฐบาลนั้น อาจารย์หญิงคนดังกล่าวนั้นเพิ่งเรียนจบและทำงานได้เพียง 1 ปีจึงต้องมีผู้คำประกันให้
           ต่อมาประมาณปี 2547 อาจารย์หญิงคนดังกล่าวได้แจ้งมายังมหาวิทยาลัย ในฐานะต้นสังกัด ขอยกเลิกที่จะกลับมาทำงานใช้ทุนคืน เพราะมีครอบครัวที่นั่น แล้วปฏิเสธที่จะกลับมาทำงานและใช้ทุนคืน เมื่อกระทรวงการคลังเร่งรัดมาที่มหาวิทยาลัยในฐานะต้นสังกัด แต่เมื่อติดต่อไม่ได้ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย ประสานและติดตามไปยังผู้ค้ำประกันทั้ง 4 รายชดใช้แทน โดยมหาวิทยาลัยไม่นิ่งนอนใจให้การช่วยเหลือ เจรจาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนเงินที่ต้องชดใช้คืนให้กับรัฐบาล เหลือจำนวนเท่าเงินทุน 10 ล้านบาท