‘ปชป.’ติง‘มีชัย’อย่าออกตัวแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221566.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2559
‘ปชป.’ติง‘มีชัย’อย่าออกตัวแรง

“ปชป.” แจงความเห็น ร่างรธน. ติง “มีชัย” อย่าออกตัวแรง แนะ ระวังท่าที หวั่นทำสังคมเข้าใจเจตนา กรธ. ผิดไป

          วันที่ 31 ม.ค.59 เมื่อเวลา 10.15 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน กรธ.ว่า หลังจากวันที่ 29 ม.ค.ที่ร่างรัฐธรรมนูญแรกออกมานั้น ตนได้พิจารณาดูมาตราทั้ง 270 มาตราใน 15 หมวดแล้ว พบว่ามีทั้งส่วนดีที่ยอมรับได้และมีส่วนที่ต้องแก้ไขกัน สำหรับส่วนที่ยอมรับได้นั้นตนคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พยายามจะหาทางป้องกันการทุจริตอย่างเต็มที่ ตนเห็นว่าการทุจริตเป็นต้นเหตุของปัญหาทางการเมืองอย่างมากมาย ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาสำคัญที่ป้องกันการทุจริตก็คือเรื่องการเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐ และเรื่องของการตรวจสอบอำนาจรัฐ ซึ่งกระจายอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่อนข้างมาก และคาดว่าน่าจะแก้ปัญหากรณีที่รัฐบาลเมื่อมีอำนาจรัฐแล้วอาจจะไปใช้อำนาจในทางทุจริตได้
          รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความพยายามจะไม่ให้เกิดการใช้เสียงข้างมากอย่างไม่ชอบธรรม หรือที่เรียกว่าเสียงข้างมากลากไป จนก่อให้เกิดวิกฤติมาแล้วที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ ตนอยากจะดูถึงกฎหมายลูกด้วยว่าจะมีความสอดคล้องกันหรือไม่ อีกเรื่องที่ตนคิดว่าเป็นจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือการบัญญัติให้มีกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐในมาตรา 259 ที่ระบุว่ากฎหมายวินัยการเงินการคลังนั้น จะเป็นหนึ่งในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กรธ.จะไปร่าง อีกสิ่งหนึ่งที่รับได้ก็คือในมาตราที่ 241ที่บัญญัติให้ 3 องค์กรได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ช่วยกันมีส่วนทักท้วงเพื่อระงับยับยั้งความเสียหายต่อการเงินการคลังของรัฐที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาล แต่ทั้งนี้ตนขอทักท้วงในข้อบัญญัติว่าทั้ง 3 องค์กรจะต้องมาประชุมร่วมกัน เพราะเห็นว่าไม่น่าจะจำเป็นเนื่องจากทั้ง 3 องค์กรนั้นสามารถจะดำเนินการแยกกันไปได้
         รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่คิดว่าต้องปรับแก้ก็คือในมาตราที่ 50 ที่ระบุว่ารัฐต้องดำเนินการให้เกิดการศึกษาภาคบังคับโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะที่ผ่านมานั้นในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้เกื้อหนุนการศึกษาให้กับประชาชน โดยเลยการศึกษาภาคบังคับไปแล้ว ให้ช่วยเหลือด้านการศึกษาจนถึง 12 ปี ซึ่งแตกต่างจากภาคบังคับที่ระบุไว้แค่ 9 ปีในร่างรัฐธรรมนูญนี้ และอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สืบเนื่องจากผลวิจัยที่จะบุว่าการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนก็เป็นสิ่งที่ส่งเสริมคุณภาพเด็กในอนาคตด้วย ดังนั้นตนคิดว่าควรจะระบุไปด้วยว่า รัฐจะต้องส่งเสริมการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอย่างทั่วถึง ส่วนเรื่องสิทธิชุมชนนั้น ตนอยากให้ กรธ.ไปดูในส่วนนี้ด้วยเพราะว่ายังไม่ชัดเจน
          นายองอาจ กล่าวว่า นอกจากนี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยนั้นยังไม่ได้มีการระบุว่าให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาจากฝ่ายค้าน ซึ่งตรงนี้ตนอยากให้มีด้วย เพราะว่าจะได้เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งแตกต่างจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นตนอยากให้บัญญัติลงไปด้วย เพราะการที่ไม่บัญญัติตรงนี้ลงไปนั้นก็อาจจะทำให้พรรคการเมืองที่เป็นเสียงข้างมากซึ่งมีสมาชิกดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการไม่เหมาะสมกับประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้งเรื่องของการตั้งกระทู้สดเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนั้น ตนก็ไม่มั่นใจว่าจะดำรงอยู่หรือไม่ ดังนั้นก็อยากจะฝาก กรธ.ช่วยสร้างความมั่นใจว่าสิ่งนี้จะมีอยู่ด้วย
          รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอกว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นกลับระบุว่าแต่ละพรรคสามารถเสนอชื่อใครก็ได้เพื่อให้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีจำนวน 3 ชื่อ โดยไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส.ก็ได้ ซึ่งตรงนี้ตนขอติงว่าความคิดนายกรัฐมนตรีคนนอกนั้นเกิดขึ้นเพราะต้องการนายกรัฐมนตรีคนนอกเข้ามาแก้วิกฤติ แต่ตอนนี้ตนคิดว่าเหตุผลนี้คงจะไม่จำเป็นอีกแล้วหลังจากการเข้ามาบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ไม่มีวิกฤติ อีกทั้งที่ผ่านมามีการพูดว่าต้องมีนายกรัฐมนตรีคนกลาง แต่ตนคิดว่าข้อบัญญัติเรื่องการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนี้คงไม่ทำให้เกิดนายกรัฐมนตรีคนกลางแน่นอน เพราะเป็นผู้ถูกพรรคการเมืองเสนอชื่อ
         รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ตามหลักการประชาธิปไตยถ้าบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส.นั้น ก็น่าจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ว่าถ้า กรธ.ยืนยันว่าการมีนายกรัฐมนตรีคนนอกนั้นจำเป็นหากเกิดวิกฤติ ตนก็อยากจะให้ กรธ.อธิบายให้ชัดเจนว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนนอกจากการวิกฤติอย่างไรและวิกฤติแบบไหน
          นายองอาจ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการเลือกตั้งบัตรใบเดียวนั้นตนคิดว่าอาจจะก่อให้เกิดปัญหามากกว่าเนื่องจาก 1.จะทำให้เกิดการซื้อเสียงมากขึ้น เดิมอาจจะแยกกันซื้อเสียงบัญชีรายชื่อส่วนหนึ่งแบ่งเขตส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้อาจจะซื้อเสียงพ่วงไปเลย และ 2 .ประชาชนไม่สามารถแสดงเจตจำนงที่แท้จริงของตนในการไปเลือกตั้งได้ ประชาชนอาจจะพึงพอในกับพรรคการเมืองแต่ไม่พอใจกับนักการเมืองในเขตนั้นได้ ก็ต้องหวานอมขมกลืนเลือกไป ในเมื่อ กรธ.แยกให้มีทั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อก็ควรให้จะบัญญัติหลักการเอาไว้เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความไม่สบายใจเวลาไปใช้สิทธิ์
          รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า อีกเรื่องที่ตนอยากให้แก้ไขก็คือ เรื่องหมวดพระมหากษัตริย์ในมาตราที่ 24 ที่ระบุว่า “การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ ที่ให้ผู้ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณสามารถถวายสัตย์ต่อพระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะหรือต่อผู้แทนพระองค์ก็ได้ ในระหว่างที่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ ผู้ถวายสัตย์สามารถปฏิบัติหน้าที่ระหว่างที่รอการเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ” ตนสงสัยว่าทำไมถึงไปบัญญัติว่าให้ปฏิบัติหน้าที่ระหว่างรอการถวายสัตย์ไปก่อนได้ ก็อยากจะให้ กรธ.แสดงความชัดเจนตรงนี้ด้วย
          นายองอาจ กล่าวว่า กรธ.ควรจะคำนึงถึงสาระสำคัญ 4 ประการก็คือ 1.การกลั่นกรองการเข้าสู่อำนาจรัฐ เพราะตนมองว่าเรื่องนี้เป็นต้นน้ำของการใช้อำนาจรัฐ เพราะถ้าหากไม่สามารถกลั่นกรองได้เต็มที่ ท้ายสุดก็จะเป็นปัญหา 2.ควรมีการกำหนดกลไกการใช้อำนาจด้วยความเป็นธรรม 3.ควรจะสร้างระบบการตรวจสอบอำนาจรัฐที่เข้มแข็ง 4.การสร้างกลไกถ่วงดุลระหว่างสามเหลี่ยมอำนาจให้เกิดขึ้น ได้แก่อำนาจบริหาร นิติบัญญัติและอำนาจตุลาการ
          รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ตอนนี้มีคนถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ตนขอเรียนว่าในขณะนี้ในพรรคประชาธิปัตย์ยังคิดว่าเร็วไปที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ตนคิดว่าขณะนี้ควรจะพิจารณาเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ดังนั้นตนก็อยากจะให้ผู้คนในสังคมว่าให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
          “ผมอยากจะให้นายมีชัยระวังท่าทีต่างๆ ด้วย หลังจากกรณีที่วันที่ 30 ม.ค. นายมีชัยได้บรรยายที่รัฐสภาโดยมีถ้อยคำตอบโต้บุคคลที่ว่าร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัยนั้นโหด โดยมีชัยกล่าวว่าหากร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัยไม่ผ่านนั้นอาจจะมีร่างที่โหดกว่านี้อีก ตนคิดว่าประธาน กรธ. ควรจะต้องระวัดระวังท่าทีให้มากกว่านี้เพราะอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อการทำหน้าที่ของ กรธ.ต่อการร่างรัฐธรรมนูญได้ และการทำแบบนี้จะไม่ทำให้เกิดประโยชน์และทำให้เกิดปัญหาต่อร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่จำเป็น ผมอยากจะให้นายมีชัยพยายามทำให้สังคมนั้นเข้าใจกับร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด เพราะเชื่อว่านายมีชัยและ กรธ.คงอยากจะให้ประชาชนนั้นยอมรับในร่างรัฐธรรมนูญและตนหวังว่าหลังจากนี้คงจะไม่เห็นท่าทีของ กรธ.ที่ออกมาในเชิงข่มขู่หรือชี้นำอีก”นายองอาจ. กล่าว

‘วิทยา’ชี้ระบบเลือกตั้งในร่างรธน.ไม่ใช่แนวทางที่ทำให้สุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221558.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2559
‘วิทยา’ชี้ระบบเลือกตั้งในร่างรธน.ไม่ใช่แนวทางที่ทำให้สุจริต

‘วิทยา’ ชี้ระบบเลือกตั้ง ในร่างรธน. ไม่ใช่แนวทางที่ทำให้สุจริตและเที่ยงธรรม

          วันที่ 31 ม.ค.59 นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง (กมธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงการระบบเลือกตั้งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกว่า ระบบเลือกตั้ง ส.ส. แบบการบัตรใบเดียวแล้วได้ ส.ส. แบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อ ยังไม่ใช่แนวทาง ที่สามารถทำให้การเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรมตามแนวทางที่ กมธ.การเมืองได้ตั้งเป้าไว้ ทั้งนี้จุดประสงค์ของ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ คือการเปิดโอกาสให้คนที่มีความสามารถ แต่ไม่เก่งหาเสียงมาทำงานเพื่อชาติได้ แต่ที่ผ่านมากลับเป็นแหล่งรวมตัวของนายทุน ที่ต้องการเข้ามาหาผลประโยชน์มากกว่า ดังนั้นที่ผ่านมา กมธ. จึงมีข้อเสนอให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. แบบโดยตรงทั้งหมด
          นายวิทยากล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นเรื่อง ส.ว. นั้น เห็นด้วยกับการตัดอำนาจถอดถอนออก เพราะที่ผ่านมา ส.ว. ไม่เคยถอดถอนใครได้เลย ส่วนอำนาจเห็นชอบการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระนั้น ตนเห็นว่าควรจะตั้งองค์กรใหม่เพื่อทำหน้าที่นี้แทน หาก ส.ว. มีหน้าที่เพียงแค่พิจารณากลั่นกรองกฎหมาย การเลือกตั้งแบบทางอ้อมก็ถือว่าเพียงพอแล้ว และไม่ต้องกลัวปรากฎการณ์สภาผัวเมียด้วย เพราะอำนาจไม่ค่อยมี ทั้งนี้การปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกจะมีอีก คาดว่าทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) รอ สปท. ชี้แจงอีกครั้ง

‘อธิคม’ย้ำผู้พิพากษาหญิงก่อเหตุอยู่ในความดูแลของแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221557.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2559
‘อธิคม’ย้ำผู้พิพากษาหญิงก่อเหตุอยู่ในความดูแลของแพทย์

“เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม” ย้ำผู้พิพากษาหญิง ก่อเหตุอยู่ในความดูแลของแพทย์ ยังไม่ทำงานคดี ส่วนการขับรถต้องขึ้นกรมขนส่งดูแลใบขับขี่

วันที่ 31ม.ค.59  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่งานสัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์ของสำนักงานศาลยุติธรรม จ.เพชรบุรี นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงผู้พิพากษาหญิงที่มีอาการป่วยทางจิตซึ่งก่อนหน้านี้มีภาพคลิปเหตุการณ์ที่แสดงท่าทีเอะโวยวายแชร์ลงในสื่อโซเชียลว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน และถูกส่งไปรักษาในสถานพยาบาล อยู่ในความดูแลของแพทย์ และครอบครัวอย่างใกล้ชิด ขณะนี้ถือว่าเป็นผู้ป่วย ส่วนกระทำที่เกิดขึ้นต้องรอการตรวจสอบ ซึ่งตั้งแต่แรกได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่ากระทำการผิดวินัยหรือไม่ โดยขณะนี้ผู้พิพากษาหญิง ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่จะส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี
          เมื่อถามถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าควรจะเพิกถอนใบขับขี่ของผู้พิพากษาหญิงคนดังกล่าวนั้น นายอธิคม เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ชี้แจงว่าหากเกิดอุบัติเหตุ และมีการแจ้งความดำเนินคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล เมื่อนั้นศาลจึงสามารถมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่กรณีของผู้พิพากษาหญิงท่านนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีเหตุการแจ้งความเกิดขึ้นดังนั้นจึงเป็นอำนาจของอธิบดีกรมการขนส่งทางบกที่จะพิจารณา หรือมีคำสั่งทางปกครองในการเพิกถอนใบอนุญาต แต่ขณะนี้ทางขนส่งทางบก ก็ยังไม่มีการสอบถามเรื่องนี้มายังศาลยุติธรรม
          เมื่อถามว่า จะมีมาตรการใดๆ ในการลดความเครียดสำหรับผู้พิพากษาทั่วไปในอนาคตหรือไม่ เพื่อป้องกัน นายอธิคม กล่าวว่า ศาลยุติธรรม มีการตรวจสุขภาพจิต และสุขภาพกายของ ผู้ช่วยผู้พิพากษาทุกท่าน ที่สอบเข้ามาปฎิบัติหน้าที่ และตรวจสุขภาพกายทุกปี ส่วนอนาคต อาจจะพิจารณามาตรการเพิ่มเติมก็ได้หรือการตรวจสุขภาพจิตประจำปีต่อไป

‘ปชช.’ไม่มั่นใจประชาพิจารณ์‘ร่างรธน.’จะผ่านหรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221556.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2559
‘ปชช.’ไม่มั่นใจประชาพิจารณ์‘ร่างรธน.’จะผ่านหรือไม่

สวนดุสิตโพลระบุปชช.ไม่มั่นใจประชาพิจารณ์ร่างรธน.จะผ่านหรือไม่

          วันที่ 31 ม.ค.59 สวนดุสิตโพล จัดทำโพลเรื่อง“การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในสายตาประชาชน”ระบุว่า จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจะ “รับร่าง” หรือ “ไม่รับร่าง” ในขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มีการแถลงเปิด รธน. ร่างแรกฉบับ“ปฏิรูปประเทศ”270 มาตรา เน้นปราบทุจริตอย่างจริงจังและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเสนอความคิดเห็นรวมทั้งข้อเสนอแนะปรับแก้ไข ภายใน 15 ก.พ. นี้ เพื่อให้ได้ร่างฉบับสมบูรณ์ที่มุ่งประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนและประเทศชาติ เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,338 คน กรณี การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สำรวจระหว่างวันที่26-30มกราคม 2559 สรุปผลได้ ดังนี้
          1. ประชาชนจะไปลงประชามติเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่?
          อันดับ 1ไปแน่นอน41.42% เพราะ เป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมืองและคนไทยทุกคน ทุกเสียงของประชาชนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง เป็นสิทธิหน้าที่ที่ทุกคนพึงมีและแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตย ฯลฯ
          อันดับ 2ไม่แน่ใจ37.67%เพราะคงต้องรอดูก่อน อาจติดธุระ สถานการณ์ทางการเมืองไม่แน่นอน ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญ ฯลฯ
          อันดับ 3ไม่ไป20.91% เพราะต้องไปทำงาน ลางานไม่ได้ ไม่สะดวกในการเดินทาง ฯลฯ
          2.การที่ประชาชนจะ“รับร่าง”รัฐธรรมนูญ หรือ “ไม่รับร่าง”รัฐธรรมนูญนั้น พิจารณาจากอะไร?
          อันดับ1ฟังจากกระแสสังคมและเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน83.11%
          อันดับ2เนื้อหาครอบคลุม ชัดเจน เข้าใจง่าย เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีความเป็นธรรม79.52%
          อันดับ3 เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน77.43%
          อันดับ4ผ่านการพิจารณาจาก สปช. และมติส่วนใหญ่เห็นด้วย69.96%
          อันดับ5เป็นไปตามขั้นตอน โปร่งใส ตรวจสอบได้ 62.63%
          3.“ร่างรัฐธรรมนูญ” แบบไหน? ที่ประชาชนจะรับร่าง
          อันดับ1ได้มาตรฐาน เป็นไปตามหลักสากล เป็นประชาธิปไตย 78.48%
          อันดับ2 ยุติธรรม เสมอภาค คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน 67.86%
          อันดับ3มีข้อบังคับ กฎหมายและบทลงโทษผู้กระทำผิดที่เหมาะสม ชัดเจน 57.10%
          4.“ร่างรัฐธรรมนูญ” แบบไหน? ที่ประชาชนจะไม่รับร่าง
          อันดับ1 ไม่เป็นกลาง เน้นอำนาจของรัฐ เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง 75.78%
          อันดับ2 ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ประชาชนไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วม 70.40%
          อันดับ3 เนื้อความกำกวม ไม่ชัดเจน เข้าใจยาก 63.23%
          5.ประชาชนคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญที่จะต้องทำประชาพิจารณ์ฉบับนี้ จะผ่านการ“รับร่าง”หรือ “ไม่รับร่าง”
          อันดับ 1ไม่แน่ใจ60.92% เพราะที่ผ่านมาการร่างรัฐธรรมนูญมีประเด็นที่สร้างความขัดแย้งมาโดยตลอด มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ประชาชนตัดสินใจลำบาก เนื่องจากไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน คงต้องรอฟังกระแสสังคมหรือการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้รู้หลายๆท่าน ฯลฯ
          อันดับ 2 รับร่าง22.62%  เพราะ อยากเห็นบ้านเมืองพัฒนา เดินหน้าต่อไปได้ เชื่อว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องดีและกลั่นกรองมาอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและเกิดการต่อต้านจากสังคม ฯลฯ
          อันดับ 3 ไม่รับร่าง 16.46%  เพราะไม่ว่าจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับใด บ้านเมืองก็ยังคงวุ่นวายเหมือนเดิม เนื้อหายังไม่ถูกใจ ฯลฯ

เลือกตั้งปลายปี2560จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221523.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2559
เลือกตั้งปลายปี2560จริงหรือ?

เลือกตั้งปลายปี2560จริงหรือ? : คมวิเคราะห์การเมืองรอบสัปดาห์ โดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

           คำถามใหญ่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ในปี 2560 จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่ จะเป็นตามปฏิทินเดิมคือ ประมาณกลางปี หรือจะต้องเลื่อนออกไปปลายปี หรือจะนานกว่านั้น?

จุดเริ่มของคำถามนี้มาจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เรื่องการทำประชามติเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยนายมีชัยบอกทำนองว่า ไม่จำเป็นต้องแก้ไข เพราะจะทำให้ประชาชนไม่สนใจดูเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะไปดูที่เงื่อนไขมากกว่า

ประโยคที่ทำให้เป็นประเด็นขึ้นมาคือ เมื่อนักข่าวถามว่า หากไม่แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้วร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะทำอย่างไร ซึ่งมีชัยตอบว่า “ถ้าประชามติไม่ผ่าน รัฐธรรมนูญปัจจุบันก็บังคับใช้ต่อไป” ซึ่งมีบางคนไปตีความว่า หมายถึงจะเอารัฐธรรมนูญชั่วคราวมาใช้เป็นการถาวร หมายถึงจะไม่มีการเลือกตั้งในปี 2560 ตามโรดแม็พที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยกำหนดไว้หรือไม่

ร้อนถึง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ ในฐานะหัวหน้า คสช. ต้องออกมายืนยันว่า จะให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 ให้ได้ โดยระบุลงไปด้วยว่า เป็นเดือนกรกฎาคม 2560 ยกเว้นถ้าให้ไปเลือกตั้งแล้วยังทะเลาะกันไม่ไปเลือกตั้ง อันนั้นนายกฯ บอก ก็ช่วยไม่ได้แล้ว

แค่วันเดียวหลัง พล.อ.ประยุทธ์ออกมาการันตีว่าจะให้มีการเลือกตั้ง กรกฎาคม 2560 ก็มีข่าวออกมาว่า การเลือกตั้งอาจขยับไปเป็นปลายปี 2560 เพราะในบทเฉพาะกาลได้เขียนกำหนดระยะเวลาในการออกกฎหมายลูก หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ต้องออกให้เสร็จก่อนเลือกตั้งว่า ให้ใช้เวลาไม่เกิน 8 เดือน และให้ไปเลือกตั้งภายใน 5 เดือน หลังทำกฎหมายลูกเสร็จ

นั่นหมายความว่า ระยะเวลาที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็พที่ คสช.เคยกำหนดไว้ และตามที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ เคยบอกออกมาเป็นสูตร 6+4+6+4 คือ เลข 6 ตัวที่สอง ซึ่งหมายถึงระยะเวลาในการทำกฎหมายลูกถูกขยายเข้าไปเพิ่มไปอีก 2 เดือน และเลข 4 ตัวที่สองคือระยะเวลาในการไปสู่วันเลือกตั้งก็ขยายไปอีก

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเองก็ออกมายอมรับว่า ข้อกำหนดในบทเฉพาะกาลจะทำให้การเลือกตั้งลากยาวไปเป็นปลายปี

เมื่อพิจารณารายละเอียดก่อนไปสู่การเลือกตั้งที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งเปิดออกมา จะมี 3 ส่วนที่เกี่ยวข้อง คือ 1.ระยะเวลาร่างกฎหมายลูก 2.ระยะเวลาที่ สนช.พิจารณาร่างกฎหมายลูก 3.ระยะเวลาในการเลือกตั้ง

เรื่องแรก กำหนดไว้ในมาตรา 259 ว่า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่จำเป็นรวม 10 ฉบับให้เสร็จภายใน 8 เดือน หากทำไม่เสร็จภายในกำหนด “ให้หัวหน้า คสช.ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่มาทำ” ซึ่งไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ว่าต้องให้เสร็จภายในเวลาเท่าใด

แน่นอน ทันทีที่ปรากฏเนื้อหาส่วนนี้ออกมาย่อมเกิดคำถามว่า ตั้งใจเขียน “เปิดช่อง” เพื่อยื้อเวลาในการเลือกตั้งออกไปหรือไม่ เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้งชุดเดิมและชุดใหม่ที่จะตั้งขึ้นมาหากชุดปัจจุบันทำภารกิจไม่เสร็จ ก็ล้วนมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช.

ผู้สื่อข่าวจึงซักถามนายมีชัยอย่างหนัก ภายหลังการแถลงเปิด “ร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น” เมื่อวันศุกร์ (29 ม.ค.) ซึ่งแม้นายมีชัยจะบอกว่า มั่นใจว่าจะร่างทันภายใน 8 เดือน นักข่าวยังซักต่ออีก จนสุดท้ายนายมีชัย จึงบอกว่า “ถ้าติดใจกันมากจะไปตัดออก”

อย่างไรก็ตาม การเขียน “เปิดช่อง” ไว้อย่างนี้ ทำให้บางคนมองไปถึงข้อกำหนดเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร รวมถึงเรื่องเสียงที่จะใช้ในการผ่านประชามติจะต้องเป็นเท่าใดแน่ เพราะในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนว่า “ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมาก” ซึ่งนักกฎหมายส่วนใหญ่ตีความว่า หมายถึง “เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ขณะที่ฝ่าย คสช.ยืนยันว่า หมายถึง “เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ” ซึ่งหากไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเสียก่อนอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้

นอกจากนี้ยังมีคำถามถึงประเด็นที่ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องร่างกฎหมายลูกและกฎหมายที่จำเป็น ที่กำหนดไว้ทั้ง 10 ฉบับ ให้เสร็จก่อน จึงจะไปสู่ขั้นตอนการเลือกตั้งได้ จากที่รัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้หรือกระทั่งร่างรัฐธรรมนูญของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” จะกำหนดกฎหมายที่ต้องทำให้เสร็จก่อนไปเลือกตั้งเพียง 3-4 ฉบับ หลักๆ คือ กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กฎหมายว่าด้วยการได้ว่าของ ส.ว. กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งระยะเวลาจะอยู่ที่เพียง 3 เดือนเท่านั้น

และทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายรัฐบาล และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเองก็เคยให้สัมภาษณ์ทำนองว่า กฎหมายที่จำเป็นต้องทำให้เสร็จก่อนก็มีเพียง 3-4 ฉบับนี้ เมื่อตัวบทบัญญัติกำหนดว่าต้องเสร็จก่อนทั้ง 10 ฉบับ จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาเช่นกัน

ทั้งนี้กฎหมายที่ถูกกำหนดไว้ว่าต้องทำให้เสร็จภายใน 8 เดือน ได้แก่

1.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

2.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

3.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

4.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 90

5.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

6.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

7.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

8.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

9.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

10.กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

ส่วนที่สอง เรื่องการส่งร่างกฎหมายให้ สนช.พิจารณา ซึ่ง สนช.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 2 เดือน ดูจะไม่ค่อยมีคำถาม เพราะถือเป็นขั้นตอนปกติ แต่อีกส่วนที่มีคำถามเช่นกัน คือ ระยะเวลาในการเลือกตั้ง ทำไมต้องยาวถึง 5 เดือน ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านมารวมถึงร่างรัฐธรรมนูญของนายบวรศักดิ์ก็อยู่ที่ 3 เดือนเท่านั้น

มีการตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดเวลาในการเลือกตั้งไว้นานถึง 5 เดือนนั้น เพราะต้องการอำนวยความสะดวกให้แก่บรรดาสมาชิก คสช., สนช.และ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ต้องการลงสมัคร ส.ส.หรือไม่

ทั้งนี้ ในบทเฉพาะกาลกำหนดไว้ว่า หาก คสช. สนช. หรือ สปท. ต้องการจะลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส. หรือสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.จะต้องลาออกภายใน 90 วัน ขณะที่มีข้อกำหนดสำหรับผู้ที่จะลงสมัคร ส.ส.ว่า ต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 90 วัน

จากทั้ง 3 ปัจจัยดังกล่าวที่จะเป็นตัวชี้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้เมื่อใด ในเบื้องต้นจึงบอกได้ว่า หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญสามารถทำกฎหมายลูกได้เสร็จตามเวลาที่กำหนด คือ 8 เดือน ระยะเวลาในการเลือกตั้งจะไปตกที่ประมาณเดือนตุลาคม 2560 และในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ภายหลังการเลือกตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องประกาศผลการเลือกตั้งให้เสร็จไม่ช้ากว่า 60 วัน เท่ากับว่าจะมีรัฐบาลใหม่ได้ประมาณปลายปี 2560

นั่นคือ คสช.จะยังคงอยู่ต่อไปโดยมีอำนาจเต็มทุกประการตามที่บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้จนถึงปลายปี 2560

ยกเว้น! 1.นายมีชัยไม่ได้ไปตัดบทบัญญัติที่เขียนเปิดช่องให้หัวหน้า คสช.สามารถตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่มาจัดทำกฎหมายลูกใหม่ได้ 2.คณะกรรมการชุดนายมีชัยไม่สามารถทำกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับได้เสร็จภายในกำหนดเวลา 3.ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้วไม่ผ่าน และ 4.ปัจจัยอื่น

การเลือกตั้งจะเกิดภายในปี 2560 หรือไม่ จึงยังไม่แน่นอน!!

‘สมชาย’ชี้ร่างรธน.ต้องยึดหลักสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221521.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2559
‘สมชาย’ชี้ร่างรธน.ต้องยึดหลักสากล

‘สมชาย’ชี้ร่างรธน. ต้องยึดหลักสากล : สัมภาษณ์พิเศษโดยสมัชชา หุ่นสาระ

           สถานการณ์การเมืองวันนี้เริ่มเข้มข้นแล้ว เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 270 มาตรา ดำเนินการเสร็จสิ้นในขั้นต้น หลายฝ่ายคงเริ่มมองเห็นอนาคตของบ้านเมือง หลังการมีรัฐธรรมนูญใหม่และการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามกติกาประเทศเสร็จสิ้นลงแล้ว

สิบกว่าปีที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย คือขั้วตรงข้ามกับอีกฝ่ายหนึ่งในสังคมไทยอย่างเห็นได้ชัด เพราะแกนนำในตระกูล “ชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์” หรือช่วงหนึ่งจะใช้นอมินีอย่างนายสมัคร สุนทรเวช นำทัพ ได้ชนะเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2544-2554 จนได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล 4 ครั้ง แต่ก็มีปรากฏการณ์ต่างๆ คือการยึดอำนาจปี 2549 และ 2557 การตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน การดำเนินคดีกับผู้นำประเทศที่มาจากตระกูลชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์ รวมทั้งการดำเนินคดีกับคนใกล้ชิดพรรคและตระกูลนี้มากมาย ทำให้การเมืองไทยมีจุดเปลี่ยนเสมอ

“เครือเนชั่น” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรีและแกนนำคนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับอนาคตประเทศ อนาคตพรรคเพื่อไทย และบริบทต่อไปของคนในตระกูลชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์

0 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่นายมีชัยชี้แจงล่าสุดนั้นมีความเห็นอย่างไร

รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ปกครองประเทศ คนไทยทุกคนต้องติดตามเพราะเกี่ยวข้องกับชีวิต ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งติดตามข่าวสารเรื่องนี้ก็ทราบดีว่ามีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ยอมรับว่าบางครั้งมันต้องมีการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่ยกร่างขึ้นมานั้น เท่าที่ผมมองเห็นควรเปลี่ยนแปลงบ้าง เช่น ระบบเลือกตั้งที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือก ส.ส.สองระบบ ตรงนี้ประชาชนจะสับสน เพราะระบบการคิดคะแนนที่เกิดขึ้นเหมือนว่าประชาชนโดนตัดสิทธิและไม่ใช่สิ่งที่ยึดโยงกับประชาชน เพราะสิบกว่าปีที่ผ่านมาประชาชนรับรู้เรื่องบัตรเลือกตั้ง ส.ส.สองใบพอสมควรแล้วและไปใช้สิทธิกันเต็มที่

ประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรีก็เช่นกัน เพราะระบุไว้ว่าพรรคต่างๆสามารถเสนอชื่อบุคคลที่สมควรเป็นนายกฯ ได้พรรคละ 3 คน ฉะนั้นก็แปลว่า นายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง ตรงนี้มันขัดแย้งกับนานาประเทศในโลกประชาธิปไตย เพราะตามธรรมชาติเมื่อมีการเลือกตั้ง ประชาชนไปลงคะแนน ประชาชนก็คิดและตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นผู้นำประเทศ หากที่มาของนายกฯ เป็นแบบนี้ แปลว่านายกฯ ไม่มีความผูกพันกับประชาชน หากเป็นแบบนี้ก็ให้มีการเลือกตั้งนายกฯ โดยตรงเลยดีกว่า แม้วิธีนี้ประเทศประชาธิปไตยที่ใช้ระบบรัฐสภาจะไม่ได้ใช้กัน แต่มันก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าที่จะให้พรรคเสนอ 3 รายชื่อที่สมควรเป็นนายกฯ เพราะสามคนนั้นอาจไม่ได้ลงสมัครเลือกตั้งเลย อีกเรื่องหนึ่งคือ ที่มาของ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเลย สิ่งเหล่านี้เหมือนว่าขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่วางเขียนไว้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

“ส่วนเรื่องการให้อำนาจองค์กรอิสระตัดสินความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคต เช่น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ผมไม่โทษตัวบทกฎหมาย แต่เมื่อวันนี้เราต้องการประชาธิปไตยที่ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนควรมีสิทธิเลือกผู้บริหารประเทศ หากมีปัญหาการทำงานหรือความขัดแย้งทางการเมืองควรกลับไปถามประชาชนในฐานะผู้ที่เลือกตัวแทนเข้ามาดีกว่า คือหากทำดีก็ให้สนับสนุนต่อ หากทำผิดก็โดนลงโทษคือแพ้เลือกตั้งนั่นเอง ไม่ใช่ให้องค์กรอิสระตัดสิน ถามว่า องค์กรอิสระควรตัดสินใจแทนประชาชนในเรื่องแบบนี้ได้หรือไม่ พูดง่ายๆ เหมือนว่าเป็นประชาธิปไตยไม่เต็มใบ ทั้งที่วันนี้โลกเดินหน้าไปมากแล้ว แต่คล้ายว่าวันนี้จะพูดคำว่าประชาธิปไตยไม่ได้แล้ว”

0 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นโยบายประชานิยม พรรคต่างๆ จะนำมาใช้ไม่ได้แล้ว เพราะระบุโทษสร้างความเสียหายให้ประเทศ

หากพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนัก เพราะพรรคการเมืองมาจากการเลือกตั้ง ต้องคิดนโยบายเสนอประชาชนให้พิจารณา หากตัดเรื่องนี้ไป ประชาชนเสียโอกาส เพราะผู้บริหารประเทศที่มาจากการอาสาทำงานรับใช้ประชาชนนั้นต้องคิดดีแล้วว่า นโยบายนั้นๆ จะทำให้บ้านเมืองและประชาชนดีขึ้น ประชาชนจึงจะเลือก เมื่อมีการจำกัดนโยบายพรรค มันคือการจำกัดโอกาสประชาชน สิ่งต่างๆ ที่ผมพูดทั้งหมดในข้างต้น หวังว่าหากได้รับฟังสิ่งที่ผมระบุไว้ในฐานะคนไทยคนหนึ่งแล้วแก้ไข น่าจะดีขึ้น

0แกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.หลายคนพูดเสมอว่าไม่ยอมรับและจะคว่ำร่างในการทำประชามติ

ควรรอดูท่าทีของทุกฝ่ายประกอบด้วยดีกว่า แต่เท่าที่ติดตามข่าวสารของพรรคและข่าวสารการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมมองว่า หากรัฐธรรมนูญออกมาแบบที่ผมและสังคมรับรู้ ผมอึดอัดนะ

0กติกาบ้านเมืองที่เขียนกันอยู่ช่วงนี้ คล้ายจะบีบรัดจังหวะก้าวเดินของพรรคเพื่อไทย

เท่าที่พอมองเห็นในตอนนี้ หากรัฐธรรมนูญและระบบเลือกตั้งเป็นแบบนี้ อนาคตเราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เป็นรัฐบาลผสม ไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากที่เข้มแข็ง เพราะจะมีความอ่อนแอ ทำงานลำบาก โอกาสพัฒนาประเทศก็ยาก เพราะมีข้อจำกัดทางการเมืองหลายด้าน องค์กรอิสระต่างๆ จะเป็นคนตัดสินอนาคตของบ้านเมือง นักการเมืองจากทุกพรรคควรมองประโยชน์ของประเทศในวันข้างหน้า ไม่ควรมองว่าพรรคของตัวเองจะได้หรือจะเสียประโยชน์อย่างใดบ้าง ผมคิดว่าต่างประเทศก็กังวลนะ แม้เราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในวันข้างหน้า แต่เสถียรภาพรัฐบาลจะเป็นอย่างไร จะเรียกความเชื่อมั่นของประเทศให้เกิดขึ้นในสายตาของสังคมโลกได้หรือไม่ ผมไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลทำผิดแล้วจะลงโทษไม่ได้นะ ลงโทษได้ แต่ควรเป็นไปตามกติกาสากล

0อนาคตพรรคเพื่อไทยจะเป็นเช่นใด และแกนนำพรรคและคนใกล้ชิดหรือตัวเองก็ถูกตัดสินลงโทษและบางคดีกำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

พรรคเพื่อไทยไม่ใช่สมบัติของตระกูลใด สมาชิกพรรคทุกคนคือเจ้าของพรรค คดีของนายทักษิณ คดีของผม หรือคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ผมยืนยันตรงนี้ว่า พวกเราบริสุทธิ์ มุ่งมั่นสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมในฐานะจำเลย พวกเราสู้คดีตามพยานหลักฐานและยืนยันความบริสุทธิ์ ส่วนกระบวนการต่างๆ ก็ให้ศาลเป็นผู้พิจารณา พวกผมเคารพกฎหมายและการตัดสิน

0บางฝ่ายมองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจหนีไปต่างประเทศ เพราะมีตัวอย่างจากนายทักษิณ หรือแม้แต่ตัวท่านเองที่กำลังสู้คดีสลายการชุมนุมปี 2551

ยืนยันตรงนี้ว่า ผมและน.ส.ยิ่งลักษณ์จะไม่หนีคดี เพราะยืนยันความบริสุทธิ์ในสิ่งที่ดำเนินการมาว่า ไม่มีสิ่งใดแอบแฝงและพร้อมสู้คดีในศาล เพราะเรายืนยันว่าเราบริสุทธิ์จึงอยู่สู้คดี หากหลบหนีไปตามที่บางคนระบุก็แสดงว่าเราทำผิดจริง ในเมื่อเรายืนยันความบริสุทธิ์ เราไม่จำเป็นต้องหลบหนี

ติงร่างรธน.‘ถอยหลังแฝงนัยหมกเมล็ด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221509.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2559
ติงร่างรธน.‘ถอยหลังแฝงนัยหมกเมล็ด’

เปิดเวทีถกร่างรธน.ฉบับมีชัย สะท้อนเนื้อหาตามไม่ทันการพัฒนาของปชช. ปมสิทธิเสรีภาพถอยหลัง ส่อนัยแฝงหมกเมล็ดหวั่นสร้างความวุ่นวายในอนาคตได้

           ที่รัฐสภาวันที่ 30 ม.ค.2559  ในเวทีอภิปราย เรื่อง ความเห็นต่อรัฐธรรมนูญ ประเด็นสถาบันการเมือและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งจัดโดยเครือข่ายขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (วีมูฟ) พร้อมด้วยสมาคมติดตามการพัฒนาสตรี (ตพส.) ในประเทศไทย โดยมีนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมเวที

นางสุนี ไชยรส ผู้อำนวยการส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรมวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)มีความเข้าใจผิดต่อเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เพราะสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้นไม่ใช่อยู่ที่ตัวอักษร แต่ถือเป็นเลือดเนื้อที่เป็นมากการเขียนไว้ลอย ๆ ว่าเป็นหน้าที่ของผู้ใด แต่สิทธิขอประชาชนคือการเรียนรู้และตระหนักต่อสิทธิ เมื่อประชาชนเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิแล้วจะมีความเข้าใจว่าการไม่ละเมิดบุคคลอื่นเป็นอย่างไร ไม่ใช่การเขียนบังคับไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

นายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) กล่าวว่า ขณะนี้ขบวนการภาคประชาชนในสังคมไทยไปไกลกว่าเนื้อหาที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.แล้ว แต่อาจมีบางฝ่ายที่มองว่าวุ่นวายจึงทำให้ผลออกมาตามที่เห็น อย่างไรก็ตามตนมองว่าประชาธิปไตยทางตรงถือเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

นายปกรณ์ นิลประพันธุ์ เลขานุการกรธ. กล่าวว่า หากกรธ. มีเสรีภาพในการทำร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีกรอบเหมือนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557  มาตรา 35 กรธ.จะสามารถเขียนอะไรได้อีกจำนวนมาก อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการทำร่างรัฐธรรมนูญมีความยากทั้งการทำเป้าหมายที่ทำให้สั้น และยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ไม่ควรเขียนแต่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะเหมือนกับการประจาร แต่สิ่งที่กรธ.พิจารณาโดยเฉพาะประเด็นสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทยไม่ด้อยไปกว่าเดิมหรือด้อยไปกว่าสากล แต่การปรับวิธีการเขียนใหม่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ทั้งที่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญคือทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพทุกประการหากไม่มีกฎหมายใดเป็นข้อจำกัด ส่วนการออกแบบสถาบันทางการเมืองที่ต้องมีความเข้มข้นนั้นต้องยอมรับว่าคนไทยขาดวินัย ดังนั้นการออกแบบสถาบันการเมืองหรือองค์กรตรวจสอบจึงต้องปรับใหม่หลักการสำคัญไม่ใช่เพื่อจับผิดซึ่งกันและกัน แต่ต้องการให้เกิดการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อประเทศชาติ

“ผมรู้สึกอายที่ต้องแปลรัฐธรรมนูญไทยเป็นภาษาอังกฤษให้ต่างชาติดู และเมื่อถูกเพื่อนชาวต่างชาติถูกตั้งคำถามว่านักการเมืองไทยเป็นอย่างไร ทำไมต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้ประหลาด หากโลกเปลี่ยนแปลงไป เกิดสิ่งใหม่แต่ไม่ถูกเขียนรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร” นายปกรณ์ กล่าว

“บรรเจิด”ชี้ถอยหลังปมสิทธิเสรีภาพปชช.

นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า โครงสร้างด้านสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่กำหนดไว้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้น ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถือว่ามีความล้าหลังไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ2550 โดยเฉพาะสิทธิที่เกี่ยวกับชุมชน และหลักประกันที่สิทธิของประชาชนที่ต้องได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้มีประเด็นที่กรธ. ควรปรับปรุง คือ 1. ในบททั่วไป มาตรา 4 ว่าด้วยปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน ซึ่งถูกปรับจากเนื้อหาในมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ระบุว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพบางประการของบุคคลที่อยู่ในประเทศ ซึ่งไม่ใช่คนสัญชาติไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตามในเจตนารมณ์ของมาตรา 4 นั้น ถือเป็นการประกาศอุดมการณ์ และแสดงเจตนาของรัฐที่จะคุ้มครอบุคคล ดังนั้นเมื่อปรับเนื้อหาอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิบางประการแก่คนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยได้

นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า 2.ส่วนของหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ถือเป็นหลักประกันของการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญ ของกรธ. ไม่ได้กำหนดไว้ ได้แก่ 1.หลักความผูกพันโดยตรงของสิทธิและเสรีภาพที่มีผลผูกพัน ทั้งนี้ในมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ2550 ที่กำหนดให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวง ไม่ถูกเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรธ. ดังนั้นตนมีความกังวลว่าเมื่อไม่ได้เขียนจะขาดหลักผูกพันโดยตรงต่อการปฏิบัติ และอาจกระทบต่อกระบวนการต่อสู้ทางคดีของประชาชนได้ ทั้งนี้หลักการดังกล่าวเกิดการพัฒนาและได้รับการยอมรับในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นเมื่อไม่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับของกรธ.อาจทำให้เกิดปัญหาจะใช้ฐานในการพิจารณา และอาจนำไปสู่การย้อนกลับของหลักนิติธรรมได้

นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า 3. ประเด็นสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 28 วรรคสอง กำหนดให้บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ ซึ่งหลักการดังกล่าวเสรีประชาธิปไตยถือว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบในการคุ้มครองสิทธิ เพราะสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมีผลต่อเมื่อมีองค์กรตุลาการเข้ามาควบคุมและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างหลักประกันสิทธิ เสรีภาพให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ กรธ.ไม่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญอาจทำให้หลักประกันของสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมีค่าเท่ากับศูนย์เพราะไม่มีจุดเชื่อมไปยังองค์กรตุลาการและอาจทำให้เกิดปัญหาได้

นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า และ 4.รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 วางหลักประกันเกี่ยวกับการตรากฎหมายจำกัดสิทธิ อาทิ มีกฎหมายให้อำนาจในการจำกัดสิทธิ, หลักความพอสมควรแก่เหตุหรือเท่าที่จำเป็น, หลักการบังคับกฎหมายจำกัดต้องเป็นการทั่วไป, หลักกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพ เมื่อตรวจสอบกับร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. มาตรา 26 ว่าด้วยการตรากฎหมายที่จำกัดสิทธิ์ ไม่มีระบุไว้ ทั้งนี้มีตัวอย่างต่อกรณีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยทางหลวงหรือทางสาธารณะ ที่มีผลให้การชุมนุมบนทางหลวงต้องขออนุญาตต่อผู้อำนวยการเขตทางหลวง ซึ่งส.ว.เคยเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาว่าเนื้อหาดังกล่าวทำลายสิทธิเสรีภาพการชุมนุม ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉันว่ากฎหมายดังกล่าวกระทบสาระสำคัญของเสรีภาพการชุมนุมตามหลักการมาตรา 26 ดังนั้นตนมองว่าหลักสำคัญควรเขียนไว้

“ผมมองว่าการร่างรัฐธรรมนูญแบบนื้ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีความหมายแคบกว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวทุกฉบับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปัจจุบันยังให้การหลักประกันเกี่ยวกับศักดิ์ศรี สิทธิความเสมอภาคของปวงชนชาวไทยยังได้รับการคุ้มครองตามประเพณีปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่ ย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. ออกมา หายไปทั้งหมด ผมคิดว่าขบวนประชาชนมีต้นทุนมาพอสมควร สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นฐานแห่งสิทธิของกระบวนการประชาชนดังนั้นหลักการเขียนรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิชุมชน ไม่ควรถอยหลังกลับไป ดังนั้นควรไตร่ตรองให้มากเพราะสิทธิเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสิทธิในตัวหนังสือ แต่เป็นวิถีชีวิตของประชาชน ที่ก่อรูปขึ้นมาช่วง 2 ทศวรรษ และเป็นเลือดเนื้อชีวิตของประชาชน ชาวเลย์ราไวจะอ้างอะไรในการดำรงอยู่เพราะสิทธิชุมชนการมีส่วนร่วมกำหนดวิถีชีวิต และใช้ทรัพยากร ยังเป็นฐานที่มั่นสำคัญของหลักโต้แย้งกับเอกชน ความเห็นของผมมองว่าร่างรัฐธรรมนูญถอยหลังมากไปพอสมควร” นายบรรเจิด กล่าว

นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า 5.ในประเด็นของมาตรา 25 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับของกรธ. ที่กำหนดให้ปวงชนชาวไทยมีสิทธิและเสรีภาพทุกประการ เว้นแต่ที่มีกฎหมายจำกัด หรือกระทบต่อความั่นคงของรัฐ ถือว่ามีนัยยพอสมควร หากเทียบกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกันที่เขียนไว้ในมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ระบุว่าการใช้สิทธิของบุคคลจะเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ ดังนั้นเมื่อปรับใหม่ให้ใช้สิทธิและเสรีภาพที่ต้องไม่กระทบความมั่นคงของรัฐ อาจทำให้เกิดปัญหาต่อขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพ อย่างไรก็ตามตนมองว่าเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจก่อให้เกิดปัญหาและความโกลาหลได้หากมีผลบังคับใช้โดยไม่ปรับเปลี่ยน

 

เพื่อไทยติงสืบทอดอำนาจ-ทำรัฐอ่อนแอ
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยรัฐธรรมนูญร่างแรกว่า สิ่งที่ตนเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องที่สำคัญที่สุดของร่าง รธน.ฉบับนี้ คือ การกำหนดกติกาที่มีผลให้รัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ไร้เสถียรภาพ อ่อนแอ ทั้งนี้การที่มีการชูประเด็นการปราบทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญอยู่แล้ว เพียงแต่ กรธ.ตีปี๊บชูประเด็นปราบโกงก็เพื่อกลบเกลื่อนเบี่ยงเบนความพยายามในการสืบทอดอำนาจ โดยเห็นได้จากการกำหนดกติกาไปสู่หลักคิดดังกล่าว เช่น 1.นายกฯ มาจากคนนอกได้ 2.กำหนดระบบเลือกตั้ง แบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อให้การเมืองอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพ จะได้ไปเลือกคนนอกเป็นนายกฯ ได้ 3.ไม่ตัดสิทธิ์ คสช.ที่จะสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งๆที่ กรธ. ซึ่งคสช.แต่งตั้งยังถูกตัดสิทธิ์ แต่ผู้มีอำนาจเหนือ กรธ.กลับมีสิทธิ์ฯ 4.ในบทเฉพาะกาล ยังคงให้คสช.มีอำนาจไปจนถึงวันเลือกตั้ง และส่งมอบหน้าที่ให้กับรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะทำให้ คสช.ควบคุม กลไกรัฐทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งอำนาจงบประมาณ อันอาจ เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง ประชาชนจะมั่นใจในความเป็นกลางได้อย่างไร

นายชวลิต กล่าวว่า ทุกภาคส่วนตระหนักและให้ความสำคัญที่จะกำหนดกติกาเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น โดยถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องร่วมมือกัน แต่ไม่ใช่มัดมือมัดเท้าจนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไม่ได้ไม่เช่นนั้น เราจะมีโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการ OTOP ฯลฯ ที่รัฐบาลนี้ก็นำมาใช้ต่อเนื่องได้อย่างไร

“ผมมองไม่เห็นทางที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะแก้ปัญหาของประเทศที่กำลังประสบอยู่ หากรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพ เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม เกิดการเลือกตั้งในกติกาที่ไม่มีประเทศไหนในโลกเขาใช้กัน ทั้งหมดจะส่งผลให้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนจะยิ่งแย่ลงไป” นายชวลิต กล่าว

นายชวลิต กล่าวว่า ขอให้ กรธ.รับข้อคิดอีกมุมหนึ่งกลับไปปรับปรุงแก้ไข หากยืนยันหลักการเดิม ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ตนเสียดายเงินงบประมาณ 3 พันกว่าล้าน ในการทำประชามติโอกาสผ่านยาก เพราะประชาชนทุกครัวเรือนห่วงปัญหาปากท้องเป็นสำคัญ ตามโพลที่ได้สำรวจมาทุกสำนัก เป็นเครื่องเตือนสติทุกฝ่ายว่า ถ้ารัฐบาลอ่อนแอไม่มีเสถียรภาพ จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร

“อุเทน”หมกเม็ดปิดทางแก้ไขในอนาคต

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ว่า ภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีส่วนใดเลยที่สะท้อนว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ทั้งด้านการศึกษาและสาธารณสุข ที่ไม่ได้รับเท่าที่ควรจะเป็น ส่วนเรื่องกลไกป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น และระบบตรวจสอบ ที่นายมีชัยพยายามโฆษณาว่ามีความเข้มแข็งนั้น ก็เป็นการวางกับดัก และจ้องหาเรื่องฝ่ายการเมืองมากกว่า ด้วยการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระ มาครอบงำผู้แทนที่มาจากประชาชน ทั้งในเรื่องการบริหารงาน การใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนเรื่องการตรากฎหมายต่างๆ ในทางตรงกันข้ามกลับไม่มีส่วนใดที่มุ่งแก้ไขระบบราชการให้ดีขึ้นเลย

“การเพิ่มอาจให้องค์กรอิสระ ซึ่งขาดการยึดโยงจากประชาชน ก็เท่ากับการวางกับดัก ที่จะส่งคนของกลุ่มอำนาจปัจจุบันเข้าไปควบคุมครอบงำตัวแทนของประชาชนที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องเพิ่มอำนาจให้องค์กรหรือหน่วยงานใด  แค่บังคับกฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มแข็ง ไม่ปล่อยให้กฎหมายหย่อนยาน ต่อรองได้ ก็เป็นกลไกป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เข้มแข็งได้แล้ว” นายอุเทน กล่าว

นายอุเทน กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องเปิดทางให้ คสช.สืบต่ออำนาจ หรือที่มาของ ส.ส.-ส.ว. หรือเรื่องการตามที่หลายฝ่ายวิจารณ์กัน เพราะไม่ว่า กรธ.ในความควบคุมของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะกำหนดกติกาอย่างไร เชื่อว่าพรรคและนักการเมืองก็คงต้องยอมรับ เพราะทุกคนอยากให้มีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด แต่ตนเป็นห่วงเนื้อหาที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ดูแล้วทำได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเตือนแล้วว่า การร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่สร้างเงื่อนไขใดๆให้แก้ไขได้ยาก จะเขียนจะร่างแบบไหนก็ได้ แต่ต้องเปิดช่องให้สามารถแก้ไขได้โดยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะตามหลักสากลแล้ว รัฐธรรมนูญต้องร่างจากสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเท่านั้น

“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้จริง ขอตั้งชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับผูกขาดอำนาจ หรือวางยาประเทศไทย เพราะมีการหมกเม็ดกลไกเงื่อนไข จนทำให้ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลย ” นายอุเทน ระบุ.

‘อุทัย’เตือน’บิ๊กตู่’ดูรุ่นพี่ปฏิวัติ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221508.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2559
'อุทัย'เตือน'บิ๊กตู่'ดูรุ่นพี่ปฏิวัติ!

‘อุทัย’ เตือน ‘ประยุทธ์’ ระวังจะเสียคน แนะดูตัวอย่างนักปฏิวัติรุ่นพี่ ไปไม่รอดสักราย ถ้าคิดว่าเก่งกว่าให้อยู่ต่อ ให้ฉายาร่างรธน. ฉบับใส่หมวก

                      30 ม.ค. 59  นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในงานสถาปนาสภาพัฒนาการเมืองครบรอบ 8 ปี โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า
                      การเมืองทุกวันนี้ถูกย่ำยีจนคนไม่เห็นประโยชน์ของการเมือง นักการเมืองถูกมองเป็นเหมือนตัวเสนียดจัญไรของบ้านเมือง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในสภาผู้แทนราษฎรเป็นสถานที่สำหรับอภิปรายเนื้อหาที่พูดเป็นเรื่องความเลวและคนเลว เป็นการอภิปรายเพื่อขับไล่และป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบหรือเสียโอกาส เพื่อให้ประชาชนรับรู้ว่าใครทำความเลว และจะไม่เลือกคนเลวเข้ามาในสภาฯ ทั้งนี้ การเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามา รัฐธรรมนูญกำลังจะคลอด โดยตนเห็นว่าน่าจะเรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวก” เพราะในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ใส่หมวก อาจจะใส่เพราะกันลม กันหนาว หรือใส่อะไรไว้ในหมวกก็แล้วแต่
                      “การใส่หมวกนั้นเป็นการปิดสิ่งที่ไม่อยากให้เห็น ดังนั้น การเรียกรัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวกก็จะทำให้เห็นว่ามีการปิดอะไรไว้หลายอย่าง อาทิ เรื่องให้ ส.ว.มาจากการคัดสรรแต่ละอาชีพแทนการเลือกตั้ง และหากคนที่มาจากกลุ่มอาชีพมาเป็นตัวแทนปวงชน เขาก็จะปกป้องแค่อาชีพตัวเอง กลายเป็นการแบ่งคอก ผู้แทนกลุ่มนี้เป็นได้เพียงผู้แทนแขนคอก ไม่ใช่ผู้แทนของปวงชน ยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญปี 50 มีผู้แทนแขนคอกพวกหนึ่งเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญ ผลที่ได้คือ ยืดอายุราชการผู้พิพากษาศาลจาก 60 ปี เป็น 70 ปี ผู้แทนกลุ่มอาชีพจึงไม่ใช่ผู้แทนปวงชน นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่มีการปกปิดไว้ ซึ่งก็ขอบอกว่าคนไทยไม่ได้โง่ แต่ก็เชื่อว่าแม้จะมีการรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ก็จะไม่มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเขาคิดว่าเขาทำดีแล้ว แต่ถ้าประชาชนบอกไม่ดีก็อย่ามาโทษประชาชน เหมือนทำของบูดให้กินแล้วประชาชนท้องเสียจะโทษประชาชนไม่ได้”
                      นายอุทัย กล่าวอีกว่า วันนี้หลายคนยังไม่เข้าใจความหมายของประชาธิปไตย จึงคิดว่าไม่ต้องไปเลือกตั้งก็ได้ จึงขออธิบายว่า ประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน และเพื่อประชาชน ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ จะเป็นการปกครองแบบโดยประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) เพื่อประชาชน ก็ไม่ได้ ซึ่งนายกฯ ก็ยอมรับแล้วว่าไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรอให้มีการเลือกตั้ง แต่จะเลือกเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ เพราะเลื่อนไปเรื่อยๆ ส่วนความจำเป็นของการเลือกตั้งนั้น ตนมองว่า การเลือกตั้งเป็นวิธีการคัดผู้นำ โดยผู้นำต้องมีความกล้าหาญ ซึ่งพระพุทธเจ้ากำหนดมีองค์ประกอบของความกล้าหาญของผู้นำไว้ 5 ด้าน คือ 1. ศรัทธา มีความชอบ เชื่อ และมั่นใจในประชาธิปไตย 2. ศีล คือเป็นคนดี ไม่โกง 3. รู้มาก ฟังมาก เห็นมาก ซึ่งตรงกับหลักการในการเลือกตั้งที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องลงพื้นที่เพื่อรับฟังประชาชน 4. ความอดทน โดยเฉพาะความอดทนฟังประชาชน ถึงแม้จะโดนด่าก็ต้องทนฟัง นายกฯ เป็นคนเก่ง แต่เรื่องความอดทนไม่ได้ และ 5. ปัญญา คือต้องเป็นคนฉลาด ซึ่งหากเห็นตามนี้แล้วจึงชัดเจนว่า การคัดเลือกผู้นำจะต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่หากบอกว่ามาด้วยความจำเป็น ก็ต้องรีบไปเร็วๆ
                      “ผมอยากปรับทัศนคติบางคนให้ดูตัวอย่างรุ่นพี่ นักปฏิวัติในประวัติศาสตร์เป็นพลเอกและจอมพลทั้งนั้น แต่อยู่รอดปลอดภัยกี่คน จุดจบอยู่ตรงไหน ถูกประชาชนขับไล่ ไปไม่รอดสักราย คุณเป็นรุ่นน้องถ้าคิดว่าเก่งกว่าก็อยู่ต่อไป แต่ถ้าไม่ ต้องรีบถอย ผมเตือนว่าอย่าไปเชื่อคำพูดคน 2 พวกที่พูดว่า อยู่ต่ออย่างนี้ต่อไปดีแล้ว และที่บอกว่าให้อยู่ต่อเพราะยังทำหลายเรื่องไม่เรียบร้อย จะทำให้การปฏิวัติและปฏิรูปเสียของ แต่ผมห่วงว่าจะเสียคนมากกว่า ซึ่งเป็นการเสียคนทางการเมือง คนที่บอกนายกฯ ว่าให้อยู่ต่อไป คือพวกที่สบายแล้ว มีอันจะกิน แต่คนพวกอื่นนั้นเขาสบายหรือไม่ก็ไม่รู้ และหากมีเรื่องที่ค้างอยู่ ก็ปล่อยให้รัฐบาลที่เขามาจากการเลือกตั้งทำต่อไปก็ได้ ไม่มีประเทศใดในโลกสงบสุข 100% แต่ทุกประเทศแก้ปัญหาด้วยการเลือกตั้งเพื่อให้ 2 ฝ่าย มีเวทีได้พูดคุยกัน”
                      นายอุทัย กล่าวอีกว่า คำพูดของผู้นำเป็นสัญญาประชาคม และเป็นเรื่องที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ พูดว่าจะทำตามโรดแม็พ ก็ต้องทำตามโรดแม็พไป อย่าไปกังวลเรื่องปรองดอง เพราะคำนี้พูดมาหลายปีแล้ว อย่าเอามาเป็นสาระมากนัก แต่ต้องรู้ว่าต้นเหตุมันอยู่ตรงไหน อยู่ที่ผลประโยชน์ของคนแต่ละกลุ่ม ไม่ใช่จับคนมาฟังเพลงแล้วให้ปรองดองกัน แต่การใช้ระบอบประชาธิปไตยจะเป็นการทำให้ผลประโยชน์ของทุกกลุ่มลงตัว ซึ่งต้องทำผ่านการเลือกตั้ง และจะเป็นที่มาของความปรองดองที่แท้จริง เหตุนี้จึงทำให้หลายประเทศห่วงประเทศไทย เพราะประชาธิปไตยมีค่า มีราคา มีความหมาย ซึ่งตนก็ยังกังวลว่าหากมีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวกอย่างนี้ ก็ไม่แน่ใจ เพราะมีการซ่อนเร้นหลายเรื่อง ขอเตือนว่าคนไทยไม่ได้กินแกลบ อย่าคิดว่าซ่อนไว้แล้วคนจะมองไม่เห็น
                      “ขอให้เข้าใจว่านักการเมืองไม่ดีมีไม่กี่คน ทักษิณ (นายทักษิณ ชินวัตร) ในทางการเมืองไม่มีใครยิ่งใหญ่เท่าเขา มีสมาชิกเยอะ เงินเยอะ แต่ทำไม่ดีก็ไปไม่รอด อย่าไปกลัวว่ามีประชาธิปไตยแล้วบ้านเมืองจะถูกปู้ยี่ปู้ยำ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไปรอด เพราะยึดหลักประชาธิปไตย ทุกครั้งที่มีปัญหาจะยุบสภาฯ ให้มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อกลับเข้ามาทุกอย่างก็เรียบร้อย ท่านจึงเป็นนายกฯ ที่ยุบสภาฯ บ่อยที่สุด และเป็นนายกฯ นานที่สุด เมื่อครบ 8 ปี ก็ไม่รับตำแหน่งอีก 2 ปีที่ผ่านมา ในสภาฯ พูดกันแต่เรื่องคนดี อภิปรายจบคนปรบมือให้ด้วย หาคนไม่ดีไม่ได้เลย ประชาชนคงต้องเลือกว่าจะเอาอย่างไรระหว่างอภิปรายเรื่องคนดี หรืออภิปรายเรื่องคนเลว”
                      นายอุทัย ให้สัมภาษณ์ในภายหลังอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ผ่าน ตนไม่อยากชี้นำ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะมาโทษตน ซึ่งแนวทางประชาธิปไตยจะไปอย่างไร และคิดว่าประชาชนมีความรู้เยอะอยู่แล้ว ทั้งนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็เสนอให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แล้วอยู่ในตำแหน่ง 4 ปี และถ้านายกฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ก็ไม่ต้องห่วงว่า ส.ส.จะมีความผูกพันกับรัฐบาล เพราะสามารถแยกฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารได้ และให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี โดยทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมถึงการตรวจสอบงบประมาณว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยการเลือกตั้ง ส.ส.ทุก 2 ปี จะช่วยแก้ปัญหาการซื้อเสียงได้ นอกจากนี้ไม่ต้องกังวลว่านายกฯ จะกลายเป็นประธานาธิบดี เพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดว่า ประเทศไทยปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
                      ด้านนายธีรภัทร์ เสรรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวในเรื่องพลเมืองไทยร่วมใจพัฒนาการเมือง ว่า ตนเคยตั้งฉายาให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ว่าเป็นรัฐธรรมนูญเซียงเมี่ยง ภาษาอีสานแปลว่าศรีธนญชัย แต่ร่างฉบับล่าสุด ยกให้เป็นดับเบิ้ลเซียงเมี่ยง มีความพยายามแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ จนกลายเป็นลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม ซึ่งไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น การพัฒนาการเมืองจึงต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนในฐานล่างไม่ให้ล้าหลังในทางการเมือง

‘มีชัย’ชี้ต้องโหดไล่โกงพ้นการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221506.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2559
'มีชัย'ชี้ต้องโหดไล่โกงพ้นการเมือง

‘มีชัย’ ลั่น ไม่แก้บทโหดห้ามคนโกงลงเลือกตั้ง แจงกรอบชัดเจน ชี้ ร่างรธน.ใหม่อีกกี่หนก็มีแต่เพิ่มมาตรการเข้มขึ้น ‘วิษณุ’ จ่อชง ครม.ถกร่างแรก 2 ก.พ.นี้

                      30 ม.ค. 59  เครือข่ายขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (วีมูฟ) พร้อมด้วยสมาคมติดตามการพัฒนาสตรี (ตพส.) ในประเทศไทย จัดเวทีอภิปราย เรื่อง รัฐธรรมนูญ การปฏิรูปประเทศและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมีประชาชนเครือข่าย และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อาทิ นางนรีวรรณ จินตกานนท์ , นายบรรเจิด สิงคะนเติ เข้าร่วมประมาณ 80 คน
                      โดยงานดังกล่าวนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวปาฐกถานำ เรื่อง รัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศและการมีส่วนร่วมของประชาชน ตอนหนึ่งว่า
                      มีผู้ทักท้วงว่าร่างรัฐธรรมนูญขาดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณที่คำนึงถึงมิติหญิงชาย ตนจะรับไปพิจารณาและปรับแก้ไขในช่วงปรับปรุงเนื้อหา แต่ไม่สามารถเขียนในทำนองที่สื่อถึงปริมาณประชากรได้ เพราะกังวลว่าอาจเกิดความผิดพลาดด้านการดำเนินนโยบาย เช่น กำหนดให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้หญิงลงเลือกตั้งจำนวนเปอร์เซ็นต์เท่าใด แต่หากผู้หญิงไม่ผ่านการเลือกตั้งตามจำนวน อาจเกิดปัญหาได้ ดังนั้น กรธ.ได้เขียนให้คำนึงถึงความต้องการและโอกาสของผู้หญิง การปรับแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิทางเพศ จะเขียนเพื่อเห็นถึงความจำเป็นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
                      นายมีชัย กล่าวด้วยว่า การทำงานของ กรธ.ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ มองภาพรวมปัญหาของประเทศในอดีต โดยสรุปได้ 3 สาเหตุที่ต้องมุ่งปฏิรูปให้ได้ และต้องแก้ไขให้สำเร็จ คือ
                      1. ปัญหาคนขาดวินัยรุนแรง ปัจจุบันมีคนที่คิดถึงสิทธิ์ตนเองโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อบุคคลอื่น โดยแนวทางที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญคือปฏิรูปการศึกษา ด้วยการกำหนดเป้าหมายการศึกษาคือเป็นคนดี , มีวินัย , มีใจรักชาติ และสามารถเรียนได้จนเกิดความชำนาญตามความถนัด ซึ่งกำหนดกรอบไว้ในบทเฉพาะกาลว่าต้องปฏิรูปการศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ด้วยการบูรณาการการศึกษาให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม ทั้งนี้ มีผู้เล่าให้ตนฟังว่าที่เวียดนามก่อนนักเรียนจบการศึกษาภาคบังคับให้ทำการบ้านวันละ 3 ข้อ คือ ทำความดีอะไรบ้าง , กลับไปบ้านช่วยทำอะไรให้พ่อแม่ และเห็นใครทำผิดบ้าง ซึ่งมีสาระที่ซ่อนอยู่คือการสร้างคนเป็นคนดี เป็นคนกตัญญู และสร้างวินัย โดยตนนำกลับมาคิดว่าอาจเป็นวิธีที่สร้างคนและควรนำมาปรับใช้บ้าง
                      ขณะที่ประเด็นสิทธิเสรีภาพที่ กรธ.ได้ปรับรูปแบบการเขียน ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพตราบใดที่รัฐธรรมนูญกฎหมายไม่ห้าม ส่วนที่ไม่ได้เขียนไว้เหมือนรูปแบบเดิม ได้ย้ายไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ เพื่อกำหนดหน้าที่ให้รัฐต้องดำเนินการ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับสิ่งที่เคยเป็นสิทธินั้นโดยอัตโนมัติ และเมื่อรัฐไม่ทำ ประชาชนมีสิทธิ์ฟ้องร้องได้ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม กำหนดให้รัฐต้องรับฟังความเห็นประชาชนและให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการกระทำการใดๆ ต่อประเด็นสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น ประเด็นสิทธิและเสรีภาพต้องดูเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้รอบด้านด้วย ทั้งนี้ การใช้สิทธิและหน้าที่ของทุกคนต้องคำนึงถึงการไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้
                      2. การขาดความเข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมาย โดยเหตุผลสำคัญคือ คนขาดวินัย และตำรวจมีปัญหา เพราะไม่สามารถทำงานตามภารกิจของตนเองได้ โดยทำงานตามคำสั่งของผู้มีอิทธิพลเหนือตำรวจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดคุณธรรมของการบริหารงานโดยสิ้นเชิง การแต่งตั้งตำรวจเกิดจากการวิ่งเต้นมากกว่าความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายจึงหย่อนยาน คนขาดการเคารพในวินัยจึงนำไปสู่การทุจริต
                      3. ปัญหาการทุจริต โดยตนมองว่าหากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไป ในระยะ 10 ปี ประเทศไทยจะหมดตัว สำหรับมาตรการทุจริตที่เคยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 คือ มาตรการการถอดถอน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยถอดถอนใครได้ จากการวิเคราะห์ของ กรธ.เป็นเพราะภาวะของคนไทยที่มีความเมตตา , กรุณา , มุทิตา และอุเบกขา ใครมายกมือไหว้ก็ใจอ่อน จึงถอดถอนใครไม่ได้ ดังนั้น กรธ.จึงปรับวิธีถอดถอนเป็นคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. เพื่อให้บังคับใช้เมื่อใครขัดคุณสมบัติ หรือทำผิดกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ ให้ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง หากมีข้อสงสัยให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
                      นายมีชัย กล่าวด้วยว่า ปัญหาการทุจริตต้องเขียนกันไว้ในรัฐธรรมนูญให้ถูกทาง หากทำไม่สำเร็จตนคิดว่าบ้านเมืองไปไม่ได้ และคนจะทะเลาะกันไม่หยุด ดังนั้น ร่างรัฐธรรมนูญจึงกำหนดตายตัวไว้ว่าสิ่งใดที่เป็นการทุจริตและคนที่ประพฤติลักษณะทุจริตห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง รวมถึงบางเรื่องที่ไม่มีกฎหมายห้าม แต่เป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ เช่น รัฐมนตรีเข้าไปเล่นการพนันที่ต่างประเทศ ช่วงวันศุกร์ – อาทิตย์ ซึ่งไม่มีกฎหมายห้ามเล่นการพนันตราบใดที่การพนันได้รับอนุญาตและถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ เพราะหากรัฐมนตรีเสียพนันสูญเงิน 200 – 300 ล้านบาทแล้ว จะไม่รีดนาทาเร้นกับคนที่อยู่ใกล้ชิด ดังนั้น กรธ.จึงเขียนให้สร้างมาตรฐานจริยธรรม ที่ต้องกำหนดว่าพฤติกรรมใดบ้างไม่เหมาะสม พร้อมแยกให้เห็นชัดเจนว่าพฤติกรรมใดที่ละเมิดถือว่าเป็นการละเมิดจริยธรรมร้ายแรงที่ต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ และอย่ากลับมาอีก หรือบางความผิดที่ศาลตัดสินว่ากระทำความผิด แม้จะไม่ลงโทษให้จำคุก เช่น ผิดฐานฟอกเงิน ผิดฐานเป็นเจ้ามือการพนัน ผิดฐานค้ายาเสพติด ถือว่าไม่ควร
                      “คนเขาโกรธมาว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้โหด ผมเพิ่งอธิบายให้เขาฟังถึงเหตุผลว่าเพราะมีกรอบให้ กรธ.ทำ ข้อหนึ่งคือ ต้องมีมาตรการและกลไกป้องกันคนที่ทุจริตต่อหน้าที่ หรือทุจริตการเลือกตั้ง หรือกระทำความผิดเข้ามาเป็นฝ่ายการเมืองโดยเด็ดขาด ดังนั้น คนที่ค้าน ก็ค้าน แต่ในใจเขาไม่กล้าพูด เขาไม่รู้ว่าร่างอีกกี่หนก็จะมีเรื่องนี้ไว้ และจะมีมากขึ้น เพราะใน 4 เดือนที่ผ่านมา เราคิดได้แค่นี้ หากไปร่างใหม่เขาจะเอาสิ่งที่เราคิดไปใส่เป็นฐานและคิดต่อร่างอีก 3 หน จะมีแต่เรื่องนี้ เพราะคิดได้อีกเยอะ เขาก็คิดว่าพ้นโทษหรือพ้นเวลาไปแล้วทำไมต้องมาเอาเรื่อง ต้องไปย้อนดูคุณสมบัติผู้ใหญ่บ้าน ที่เขียนไว้ 100 ปีที่ผ่านมา กำหนดว่า ผู้ใหญ่บ้านต้องคำพิพาษาว่าทำผิดรุกป่า รุกที่ดินสาธารณะ ยาเสพติด ผิดเกี่ยวกับศุลกากร ห้ามเป็นผู้ใหญ่บ้าน ไม่ว่าจะล้างมลทินมากี่ครั้ง เพราะล้างโทษ แต่ไม่เคยล้างความคิด ใครผิดอย่างไรก็ถือว่าผิดอย่างที่เคยทำแล้วนี่คนที่จะเป็น ส.ส.ที่ออกกฎหมาย คนเป็นนายกฯ ฐานะผู้นำ คนเป็นรัฐมนตรีที่ต้องการปกครองบ้าน พ้นมา 2 ปีแล้วกลับมาอีก ก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ใหญ่บ้าน ดังนั้น มันก็ถูกแล้วที่รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดห้ามไม่ให้กลับมาเลย เราก็ค่อยๆ คิดว่ามีกฎหมายอะไรบ้าง เรามีเวลากระชั้นชิด ก็คิดกฎหมายได้ 3 – 4 อย่าง หากให้เวลาต่อไป หรือมีคนรุ่นใหม่มาร่าง อาจคิดได้ 10 – 20 อย่าง มีกฎหมายอีกจำนวนไม่น้อยที่จะทำในลักษณะความผิดที่เกิดขึ้น เช่น ความผิดลักษณะจิตที่มุ่งร้ายต่อประชาชน ต่อคนด้อยโอกาส เป็นต้น”
                      นายมีชัย กล่าวว่า สำหรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในประเทศไทยที่ต่างชาติไม่เข้าใจ เช่น เด็กกราบไหว้พ่อแม่ที่พื้น เขามองว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์บกพร่อง ดังนั้น หลายอย่างที่ประเทศอเมริกาคิด ใช้ไม่ได้กับคนไทย หากให้มาก ยุ่งมากๆ โลกทั้งโลกจะเดือดร้อน เพราะถึงเวลาจริงอเมริกันไม่ได้ดีอย่างที่คิด เช่น เมื่อโรฮิงญามาเมืองไทย เขาเรียกร้องให้รับไว้ แต่พอกลุ่มเม็กซิกันจะเข้าไปประเทศอเมริกาเอาปืนยิงไล่ไป และบอกว่ารับไม่ได้ เนื่องจากมาจำนวนมากแล้ว ดังนั้น ความต่างกันอยู่ที่ตรงไหน วิธีคิดของเขานำมาใช้มากไม่ได้
วอนพรรคการเมืองส่งเนื้อหา-สาระที่ให้ปรับแก้ร่างรธน.
                      นายมีชัย กล่าวว่า ตนไม่กังวลต่อประเด็นที่พรรคการเมืองออกแถลงการณ์ หรือแสดงความเห็นโต้แย้ง ในทำนองที่รับไม่ได้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะคนที่โจมตีนั้นเป็นเพราะความไม่ชอบ ทั้งนี้ กรธ.ต้องรอฟังเฉพาะคนที่ติติงในประเด็นที่เป็นเหตุเป็นผล ดังนั้น คนที่โจมตีต้องนำเสนอด้วยว่าเนื้อหาไม่ดีตรงจุดไหน หากบอกเพียงว่าไม่ดี ตนจะไม่รู้ว่าไม่ดีตรงจุดไหน ส่วนความเห็นของพรรคการเมืองนั้น กรธ.ได้รับฟังและพิจารณามาโดยตลอด แต่สิ่งที่เขาเขียนมานั้นมีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อ ดูแล้วก็ไม่ได้เนื้อ เช่น บอกว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีส่วนร่วม สิ่งเหล่านี้ กรธ.ได้เขียนเป็นประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมได้เขียนไว้ด้วย ทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพรรคการเมือง , การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องให้สมาชิกมีส่วนร่วมไว้แล้ว ดังนั้น ขณะนี้จึงไม่ทราบว่าต้องเขียนอะไรเพิ่มเติมตรงใดอีกบ้าง
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า เสียงท้วงติงของฝ่ายการเมืองมองว่าร่างรัฐธรรมนูญทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพและพรรคการเมืองอ่อนแอ นายมีชัย กล่าวว่า อ่อนแอตรงไหน เพราะคะแนนได้ไปเต็มที่ ทั้งนี้ ตนขอแนะนำพรรคการเมืองด้วยว่าหากไม่ประสงค์จะให้คนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยว ให้ไปเขียนไว้ในร่างกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองที่จะปรับแก้ไข คือ ให้พรรคการเมืองสาบานว่าจะไม่เสนอคนที่ไม่เป็น ส.ส.หรือเสนอไปแล้วคนที่ไม่เป็น ส.ส.จะไม่ให้เป็นนายกฯ ดังนั้น เมื่อแก้ไขในข้อบังคับก็ไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ
                      เมื่อถามว่า การกำหนดกรอบการบริหารราชการของรัฐบาลเป็นส่วนที่ทำให้รัฐบาลบริหารติดขัดจนนำไปสู่ความอ่อนแอได้ ประธาน กรธ. กล่าวว่า กรอบที่ กรธ.กำหนดไว้ คือ 1. ต้องซื่อสัตย์สุจริต ไม่นำเงินหลวงเข้ากระเป๋า 2. ต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบ เว้นแต่ข้อมูลที่เป็นความลับ 3. ต้องส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาค ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ดังนั้น กรอบที่กำหนดไว้จะอึดอัดตรงไหน ส่วนที่กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ หรือกรอบทำนโยบายที่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาตินั้น เป็นสิ่งที่รัฐต้องทำ เช่น ให้บริการสาธารณสุข , การศึกษา , ดูแลสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น ทั้งนี้ กรธ.ไม่ได้กำหนดวิธีปฏิบัติ ดังนั้น รัฐบาลสามารถกำหนดวิธีหรือนโยบายได้
                      “ในร่างรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องเขียนให้มีกลไก หรือกระบวนการเพื่อสร้างเสริมให้เกิดสภา หรือองค์กรใดที่เป็นการพัฒนาประชาชนหรือชุมชน เพราะประชาชนเองสามารถดำเนินการได้ตามสิทธิและเสรีภาพที่มี ทั้งนี้ เนื้อหาไม่ได้มุ่งหมายให้ประชาชนพึ่งพิงจากรัฐ โดยไม่พึ่งพิงตัวเอง ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญได้เขียนแนวทางไว้หลายที่หลายแห่ง เรื่องของการพัฒนาใดๆ ต้องพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อให้ประชาชนพึ่งตนเองได้”
‘วิษณุ’ จ่อชง ครม.ถก รธน.ร่างแรก 2 ก.พ.นี้
                      นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ กรธ.เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก ว่า การส่งความเห็นเสนอแก้ไขร่างแรกของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แม้เป็นเวลาที่เร่งรัด แต่ก็เข้าใจเพราะ กรธ.จะต้องแก้ไขเนื้อหาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 มีนาคมนี้ ตนได้หารือเรื่องนี้กับเลขาธิการ ครม.แล้ว ถ้าได้รับร่างฯ อย่างเป็นทางการ ก็จะแจ้งต่อที่ประชุม ครม.ในวันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อจะได้หารือว่าจะมีข้อเสนอให้ กรธ.แก้ไขอย่างไร เบื้องต้น ยังไม่มีความเห็นว่าจะแก้ไขอย่างไร เพราะต้องรอฟังความเห็นจาก ครม. ส่วนความเห็นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่รู้ว่า คสช.จะดำเนินการอย่างไร
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า เนื้อหาโดยรวมให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญค่อนข้างมาก นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นการให้อำนาจไม่เพียงเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ แต่หมายถึงองค์กรอิสระทั้งหลายเฉลี่ยกันไป ทั้ง ป.ป.ช. กกต. กสม. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะไม่ต้องมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ซึ่งองค์กรอิสระเหล่านี้มีอำนาจเฉพาะหน้าที่ที่ตัวเองรับผิดชอบ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจก็ต่อเมื่อได้รับคดีมาแล้วให้มีหน้าที่ชี้ขาด ทั้งนี้ จากการอ่านเนื้อหา ยังไม่เห็นว่าจุดใดที่ให้อำนาจมากเกินไปจนผิดปกติ เพราะให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามตัวบทกฎหมายและเจตนารมณ์ ซึ่งหากไม่สามารถวินิจฉัยตามเจตนารมณ์ได้ ก็สามารถวินิจฉัยตามประเพณีการปกครองของประเทศ นั่นหมายความว่า เป็นการค้นหาเจตนารมณ์แล้วอุดช่องว่าง ไม่ใช่อยู่ๆ จะไปชี้ขาด หรือไม่เสนอแนะการบริหารประเทศ การออกกฎหมาย ประเด็นนี้คือการป้องกันเอาไว้ก่อนดีกว่าปล่อยให้ทำความผิดแล้วค่อยมาบอกทีหลัง ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะมายังศาลได้ ยืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของฝ่ายบริหาร
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐธรรมนูญใหม่ถูกประกาศใช้คณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ตั้งโดยมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว 2557 จะยังคงอยู่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า โดยหลักปฏิบัติที่เคยทำกันมา อย่าว่าแต่คำสั่งตาม ม.44 คำสั่งที่ คสช.เคยออกตอนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ก่อนมีรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ก็สามารถใช้ต่อได้จนกว่าจะมีการยกเลิก ซึ่งในบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าให้ยังบังคับใช้จนกว่าจะมีการยกเลิกโดย พ.ร.บ. เว้นแต่คำสั่งในเชิงบริหาร เช่น การตั้งกรรมการ จึงให้ ครม.หรือนายกฯ ออกคำสั่งยกเลิก และหากคำสั่งออกโดย คสช.ก็ให้ ครม.ยกเลิก แต่หากเป็นคำสั่งที่ออกจากหัวหน้า คสช.ก็ให้นายกฯ เป็นผู้ออกคำสั่งยกเลิก แต่เรามีความตั้งใจว่าก่อนมีรัฐบาลชุดใหม่จะมีการพิจารณาว่าคำสั่งหรือประกาศใดจะยังอยู่หรือคำสั่งใดจะมีการยกเลิก
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ มีความจำเป็นหรือไม่ ที่ กรธ.ให้คง ม.44 จนกว่ามีรัฐบาลใหม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าคิดว่า ม.44 มีขึ้นเพื่อให้เกิดอันตรายก็คงไม่จำเป็น และไม่สมควร แต่การใช้ ม.44 ที่ผ่านมา ต่างถูกใช้อย่างสร้างสรรค์ สามารถแก้ปัญหาที่กฎหมายปกติมิอาจแก้ไขได้ และยังใช้เพื่อบูรณาการในหลายเรื่อง จึงเชื่อว่าเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ม.44 จะถูกใช้อย่างระมัดระวังกว่าเดิมหลายเท่า เพราะบทบัญญัติที่คุ้มครองหลายประการจะหายไป
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ยังคง ม.44 เป็นเพราะกังวลการเลือกตั้งด้วยใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “หรือคุณไม่กังวล” ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะแก้อย่างไร แต่ต้องมีคำตอบถ้าประชามติไม่ผ่านเราจะทำอย่างไร ซึ่ง ม.44 ไม่สามารถใช้ได้กับเรื่องนี้ จึงไม่ต้องเป็นกังวล
                      ส่วนการคง ม.44 ไว้เช่นนี้ จะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ตอบตอนนี้ ทำไมไม่คิดว่าจะเอาไว้ใช้เพื่อทำให้การเลือกตั้งสงบเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม วันนี้มีปัญหาหลายอย่างที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่เรียบร้อยหากออกกฎหมายไม่ทัน ซึ่ง ม.44 อาจจะช่วยได้ แต่อะไรที่สถาปนาโดยรัฐธรรมนูญ ม.44 ไม่สามารถล้มล้างได้ เช่น เมื่อเกิดการทุจริตเลือกตั้ง ม.44 ก็ไม่สามารถสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เป็นต้น แต่ใช้ได้เพื่อทดแทนการออกกฎหมาย จะทดแทนหรือล้มล้างรัฐธรรมนูญไม่ได้
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า ร่างรัฐธรรมนูฉบับใหม่นี้มีความเป็นประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “มีรัฐธรรมนูญที่ใดในโลก หรือรัฐธรรมนูญไทยฉบับใดเป็นประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วจะมาเค้นอะไรจากฉบับนี้ให้เป็นประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์ ในอดีตฉบับที่เคยถูกปรามาสว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบหรือน้ำครึ่งแก้ว กลับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งที่ใช้มานาน ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 – 2534 ตอนที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯ ถูกปฏิวัติ ขณะที่รัฐธรรมนูญที่เราบอกว่าดีที่สุดใน พ.ศ. 2517 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 กลับถูกบังคับใช้เพียง 2 ปี ก็โดนยึดอำนาจล้มไป แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 10 ธันวาคม 2475 จนกระทั่งวันที่ 10 ธันวาคม กลายเป็นวันรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้ดีเด่นหรือเป็นประชาธิปไตยอะไร แต่ถูกกับรสนิยมของคนไทยและประวัติศาสตร์ไทย เป็นฉบับที่ใช้นานที่สุดในประวัติศาตร์ไทย ตั้งแต่ 10 ธันวาคม 2475 – 2489 ผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งใช้นาน 14 ปี และไม่คิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับใดจะใช้ได้นานขนาดนี้”
                      ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกชัดเจนแล้ว คาดว่าในเร็ววันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะเรียกประชุมร่วม ครม.-คสช. เพื่อหารือเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญก่อนส่งความเห็นและข้อเสนอแนะกลับไปยัง กรธ.

พักยก – บรรยากาศช่วยได้หรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221495.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2559
พักยก - บรรยากาศช่วยได้หรือ?

ล้วงตับการเมือง : พักยก – บรรยากาศช่วยได้หรือ? : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                      “เสี่ยต๋อง” หรือ สิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต ส.ว.อุทัยธานี ช่วงนี้กลายเป็น “ส.ว.ตกงาน” เพราะสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ ”เสี่ยต๋อง” จึงใช้ช่วงเวลานี้ไปร่ำไปเรียนหลักสูตรของสถาบันต่างๆ ที่เปิดให้นักการเมือง นักธุรกิจ และอาชีพต่างๆ เข้าไปเรียน ซึ่ง “เสี่ยต๋อง” ก็ไม่พลาด ไปเรียนทุกที่ที่เขาเปิดสอน เรียนเกือบทุกหลักสูตร ทุกสำนัก ทำให้รู้จักเพื่อนร่วมรุ่นหลากหลายสาขาหลากหลายอายุ ไม่ว่า บิ๊กการเมือง บิ๊กนักธุรกิจ นักวิชาการ สื่อมวลชนฯ ส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อน “เสี่ยต๋อง” กันทั้งน้าน เป็นเพราะนิสัยดี พูดคุยรู้เรื่อง ประเภท ”ใจถึงพึ่งได้” ใครเดือดร้อนให้ช่วยเหลือ เอ่ยปากเมื่อไร “เสี่ยต๋อง” ไม่เคยขัด
                      นอกเหนือจากงานช่วยเหลือเพื่อนพ้องน้องพี่แล้ว “เสี่ยต๋อง” ก็ผุดไอเดียเริด เชิญชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เรียนหลักสูตรต่างๆ มาเยือนเมืองอุทัยธานี เพื่ออวดของดี “เมืองสะแกกรัง” ซะเลย
                      และไหนๆ ก็เปิดประตูบ้านให้ “แขก” แล้ว จะให้ไกด์คนอื่นมาแนะของดีบ้านตัวเองได้อย่างไร ไม่งั้นก็เสียชื่อ “เสี่ยต๋อง” ก็เลยกลายเป็น “ไกด์กิตติมศักดิ์” พาเพื่อนๆ ท่องเที่ยวสถานที่สวยงามต่างๆ ในเมือง
                      แต่ที่เด็ดสุด ก็ตรงที่นำเพื่อนฝูงไปอุดหนุนสินค้าที่ศูนย์ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง ซึ่ง “เสี่ยต๋อง” โฆษณาคุณภาพผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง ว่า ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร เพราะเป็นผ้าฝ้ายที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องสีสันสดใสของลวดลายที่ใช้วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น ย้อมสีธรรมชาติ โดยได้รับการสืบทอดกันต่อๆ มา จากอดีตสู่รุ่นปัจจุบันกันมายาวนาน จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “แหล่งราชิินีผ้าฝ้าย” แถมยูเนสโกยังมอบรางวัลชนะเลิศ ”ผ้าทอลายโบราณ” เป็นอันดับหนึ่งของโลกเลยทีเดียว
                      โห…การันตีคุณภาพแบบนี้ สมคำคุยของ “เสี่ยต๋อง” จริงๆ เพราะพรรคพวกกระเป๋าหนักไม่รอช้าลงทุนควักกระเป๋าซื้อแบบไม่เกรงอกเกรงใจ ทำเอา “เสี่ยต๋อง” ยิ้มแป้นเลยเชียว สมกับการทำตัวเป็น “ไกด์จำเป็น” นำขบวนท่องเที่ยวของดีเมืองสะแกกรังจริงๆๆ
                      ทำดีแบบนี้ เจ๊ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา น่าจะมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้นะเนี่ย!!
————————-
บรรยากาศช่วยได้หรือ?
                      “เสข วรรณเมธี” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นชื่อว่า มีสไตล์การทำงานเป็นแบบฉบับเฉพาะตัว เน้นสร้างบรรยากาศเทศกาลต่างๆ ตลอดทั้งปี เพื่อสร้างความรู้สึกครื้นเครง เป็นกันเองภายในกรมสารนิเทศ กระทรวงบัวแก้ว
                      นี่ล่าสุด ก็เพิ่งเก็บกล่องของขวัญ รื้อต้นคริสต์มาส ปลดป้ายสวัสดีปีใหม่ ใส่ห้องเก็บของไป นับจาก 2 สัปดาห์หลังปีใหม่ “ถือตามธรรมเนียมฝรั่ง” อย่างที่เจ้าตัวเคยลั่นวาจาไว้กับเจ้าหน้าที่ กต.ว่า ให้ค่อยๆ วอร์มอัพทำงานไป อย่าโหมหนัก จนเครื่องร้อน เดี๋ยวจะเป็นจุดเริ่มต้นของปี ว่า พวกเราต้องทำงานหนักตลอดเวลา
                      แต่ก็ไม่วาย ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เกิดเหตุไอเอสโจมตีทั้งที่อินโดนีเซีย ตุรกี บุกยึดโรงแรมในบูร์กินาฟาโซ เดินขบวนประท้วงตูนิเซีย ไล่เรียงไปถึงพายุหิมะที่วอชิงตัน ดีซี ทำให้ โฆษก กต.งานเข้าอย่างหนัก
                      นี่ยังไม่นับรวมแผนงานการเยือน รมว.กระทรวงบัวแก้ว ที่ต้องเคี่ยวเข็ญให้เป็นข่าวออกสื่อต่างๆ ตามประสงค์ของเบื้องบน
                      สงสัยจะเป็นไปตามที่โฆษก กต.พูดทีเล่นทีจริงไว้ หลังจากหมดเทศกาลวันเด็ก วันครูแล้ว จะยังคงสร้างบรรยากาศให้การทำงานต่อไป โดยเฉพาะ “เทศกาลตรุษจีน” จะพาข้าราชการในกรมไปเป็นเพื่อนแก้ชง เพราะใครได้มาเป็น “โฆษก กต.” แล้วเหมือน “ชงตลอดปี”
                      แถมหันมากำชับกับนักข่าวที่นั่งรอข่าวตาแป๋ว ว่า จะเขียนข่าวก็ให้ดีๆ เดี๋ยวเขาจะหาว่า “ผมใส่เกียร์ว่าง”
————————-
(ล้วงตับการเมือง : พักยก – บรรยากาศช่วยได้หรือ? : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)