ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221566.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221566.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221558.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221557.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221556.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221523.html
คำถามใหญ่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ในปี 2560 จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่ จะเป็นตามปฏิทินเดิมคือ ประมาณกลางปี หรือจะต้องเลื่อนออกไปปลายปี หรือจะนานกว่านั้น?
จุดเริ่มของคำถามนี้มาจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เรื่องการทำประชามติเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยนายมีชัยบอกทำนองว่า ไม่จำเป็นต้องแก้ไข เพราะจะทำให้ประชาชนไม่สนใจดูเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะไปดูที่เงื่อนไขมากกว่า
ประโยคที่ทำให้เป็นประเด็นขึ้นมาคือ เมื่อนักข่าวถามว่า หากไม่แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้วร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะทำอย่างไร ซึ่งมีชัยตอบว่า “ถ้าประชามติไม่ผ่าน รัฐธรรมนูญปัจจุบันก็บังคับใช้ต่อไป” ซึ่งมีบางคนไปตีความว่า หมายถึงจะเอารัฐธรรมนูญชั่วคราวมาใช้เป็นการถาวร หมายถึงจะไม่มีการเลือกตั้งในปี 2560 ตามโรดแม็พที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยกำหนดไว้หรือไม่
ร้อนถึง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ ในฐานะหัวหน้า คสช. ต้องออกมายืนยันว่า จะให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 ให้ได้ โดยระบุลงไปด้วยว่า เป็นเดือนกรกฎาคม 2560 ยกเว้นถ้าให้ไปเลือกตั้งแล้วยังทะเลาะกันไม่ไปเลือกตั้ง อันนั้นนายกฯ บอก ก็ช่วยไม่ได้แล้ว
แค่วันเดียวหลัง พล.อ.ประยุทธ์ออกมาการันตีว่าจะให้มีการเลือกตั้ง กรกฎาคม 2560 ก็มีข่าวออกมาว่า การเลือกตั้งอาจขยับไปเป็นปลายปี 2560 เพราะในบทเฉพาะกาลได้เขียนกำหนดระยะเวลาในการออกกฎหมายลูก หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ต้องออกให้เสร็จก่อนเลือกตั้งว่า ให้ใช้เวลาไม่เกิน 8 เดือน และให้ไปเลือกตั้งภายใน 5 เดือน หลังทำกฎหมายลูกเสร็จ
นั่นหมายความว่า ระยะเวลาที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็พที่ คสช.เคยกำหนดไว้ และตามที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ เคยบอกออกมาเป็นสูตร 6+4+6+4 คือ เลข 6 ตัวที่สอง ซึ่งหมายถึงระยะเวลาในการทำกฎหมายลูกถูกขยายเข้าไปเพิ่มไปอีก 2 เดือน และเลข 4 ตัวที่สองคือระยะเวลาในการไปสู่วันเลือกตั้งก็ขยายไปอีก
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเองก็ออกมายอมรับว่า ข้อกำหนดในบทเฉพาะกาลจะทำให้การเลือกตั้งลากยาวไปเป็นปลายปี
เมื่อพิจารณารายละเอียดก่อนไปสู่การเลือกตั้งที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งเปิดออกมา จะมี 3 ส่วนที่เกี่ยวข้อง คือ 1.ระยะเวลาร่างกฎหมายลูก 2.ระยะเวลาที่ สนช.พิจารณาร่างกฎหมายลูก 3.ระยะเวลาในการเลือกตั้ง
เรื่องแรก กำหนดไว้ในมาตรา 259 ว่า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่จำเป็นรวม 10 ฉบับให้เสร็จภายใน 8 เดือน หากทำไม่เสร็จภายในกำหนด “ให้หัวหน้า คสช.ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่มาทำ” ซึ่งไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ว่าต้องให้เสร็จภายในเวลาเท่าใด
แน่นอน ทันทีที่ปรากฏเนื้อหาส่วนนี้ออกมาย่อมเกิดคำถามว่า ตั้งใจเขียน “เปิดช่อง” เพื่อยื้อเวลาในการเลือกตั้งออกไปหรือไม่ เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้งชุดเดิมและชุดใหม่ที่จะตั้งขึ้นมาหากชุดปัจจุบันทำภารกิจไม่เสร็จ ก็ล้วนมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช.
ผู้สื่อข่าวจึงซักถามนายมีชัยอย่างหนัก ภายหลังการแถลงเปิด “ร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น” เมื่อวันศุกร์ (29 ม.ค.) ซึ่งแม้นายมีชัยจะบอกว่า มั่นใจว่าจะร่างทันภายใน 8 เดือน นักข่าวยังซักต่ออีก จนสุดท้ายนายมีชัย จึงบอกว่า “ถ้าติดใจกันมากจะไปตัดออก”
อย่างไรก็ตาม การเขียน “เปิดช่อง” ไว้อย่างนี้ ทำให้บางคนมองไปถึงข้อกำหนดเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร รวมถึงเรื่องเสียงที่จะใช้ในการผ่านประชามติจะต้องเป็นเท่าใดแน่ เพราะในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนว่า “ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมาก” ซึ่งนักกฎหมายส่วนใหญ่ตีความว่า หมายถึง “เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ขณะที่ฝ่าย คสช.ยืนยันว่า หมายถึง “เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ” ซึ่งหากไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเสียก่อนอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้
นอกจากนี้ยังมีคำถามถึงประเด็นที่ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องร่างกฎหมายลูกและกฎหมายที่จำเป็น ที่กำหนดไว้ทั้ง 10 ฉบับ ให้เสร็จก่อน จึงจะไปสู่ขั้นตอนการเลือกตั้งได้ จากที่รัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้หรือกระทั่งร่างรัฐธรรมนูญของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” จะกำหนดกฎหมายที่ต้องทำให้เสร็จก่อนไปเลือกตั้งเพียง 3-4 ฉบับ หลักๆ คือ กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กฎหมายว่าด้วยการได้ว่าของ ส.ว. กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งระยะเวลาจะอยู่ที่เพียง 3 เดือนเท่านั้น
และทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายรัฐบาล และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเองก็เคยให้สัมภาษณ์ทำนองว่า กฎหมายที่จำเป็นต้องทำให้เสร็จก่อนก็มีเพียง 3-4 ฉบับนี้ เมื่อตัวบทบัญญัติกำหนดว่าต้องเสร็จก่อนทั้ง 10 ฉบับ จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาเช่นกัน
ทั้งนี้กฎหมายที่ถูกกำหนดไว้ว่าต้องทำให้เสร็จภายใน 8 เดือน ได้แก่
1.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
2.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
3.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
4.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 90
5.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
6.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
7.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน
8.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
9.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
10.กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ
ส่วนที่สอง เรื่องการส่งร่างกฎหมายให้ สนช.พิจารณา ซึ่ง สนช.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 2 เดือน ดูจะไม่ค่อยมีคำถาม เพราะถือเป็นขั้นตอนปกติ แต่อีกส่วนที่มีคำถามเช่นกัน คือ ระยะเวลาในการเลือกตั้ง ทำไมต้องยาวถึง 5 เดือน ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านมารวมถึงร่างรัฐธรรมนูญของนายบวรศักดิ์ก็อยู่ที่ 3 เดือนเท่านั้น
มีการตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดเวลาในการเลือกตั้งไว้นานถึง 5 เดือนนั้น เพราะต้องการอำนวยความสะดวกให้แก่บรรดาสมาชิก คสช., สนช.และ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ต้องการลงสมัคร ส.ส.หรือไม่
ทั้งนี้ ในบทเฉพาะกาลกำหนดไว้ว่า หาก คสช. สนช. หรือ สปท. ต้องการจะลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส. หรือสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.จะต้องลาออกภายใน 90 วัน ขณะที่มีข้อกำหนดสำหรับผู้ที่จะลงสมัคร ส.ส.ว่า ต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 90 วัน
จากทั้ง 3 ปัจจัยดังกล่าวที่จะเป็นตัวชี้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้เมื่อใด ในเบื้องต้นจึงบอกได้ว่า หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญสามารถทำกฎหมายลูกได้เสร็จตามเวลาที่กำหนด คือ 8 เดือน ระยะเวลาในการเลือกตั้งจะไปตกที่ประมาณเดือนตุลาคม 2560 และในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ภายหลังการเลือกตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องประกาศผลการเลือกตั้งให้เสร็จไม่ช้ากว่า 60 วัน เท่ากับว่าจะมีรัฐบาลใหม่ได้ประมาณปลายปี 2560
นั่นคือ คสช.จะยังคงอยู่ต่อไปโดยมีอำนาจเต็มทุกประการตามที่บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้จนถึงปลายปี 2560
ยกเว้น! 1.นายมีชัยไม่ได้ไปตัดบทบัญญัติที่เขียนเปิดช่องให้หัวหน้า คสช.สามารถตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่มาจัดทำกฎหมายลูกใหม่ได้ 2.คณะกรรมการชุดนายมีชัยไม่สามารถทำกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับได้เสร็จภายในกำหนดเวลา 3.ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้วไม่ผ่าน และ 4.ปัจจัยอื่น
การเลือกตั้งจะเกิดภายในปี 2560 หรือไม่ จึงยังไม่แน่นอน!!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221521.html
สถานการณ์การเมืองวันนี้เริ่มเข้มข้นแล้ว เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 270 มาตรา ดำเนินการเสร็จสิ้นในขั้นต้น หลายฝ่ายคงเริ่มมองเห็นอนาคตของบ้านเมือง หลังการมีรัฐธรรมนูญใหม่และการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามกติกาประเทศเสร็จสิ้นลงแล้ว
สิบกว่าปีที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย คือขั้วตรงข้ามกับอีกฝ่ายหนึ่งในสังคมไทยอย่างเห็นได้ชัด เพราะแกนนำในตระกูล “ชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์” หรือช่วงหนึ่งจะใช้นอมินีอย่างนายสมัคร สุนทรเวช นำทัพ ได้ชนะเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2544-2554 จนได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล 4 ครั้ง แต่ก็มีปรากฏการณ์ต่างๆ คือการยึดอำนาจปี 2549 และ 2557 การตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน การดำเนินคดีกับผู้นำประเทศที่มาจากตระกูลชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์ รวมทั้งการดำเนินคดีกับคนใกล้ชิดพรรคและตระกูลนี้มากมาย ทำให้การเมืองไทยมีจุดเปลี่ยนเสมอ
“เครือเนชั่น” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรีและแกนนำคนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับอนาคตประเทศ อนาคตพรรคเพื่อไทย และบริบทต่อไปของคนในตระกูลชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์
0 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่นายมีชัยชี้แจงล่าสุดนั้นมีความเห็นอย่างไร
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ปกครองประเทศ คนไทยทุกคนต้องติดตามเพราะเกี่ยวข้องกับชีวิต ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งติดตามข่าวสารเรื่องนี้ก็ทราบดีว่ามีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ยอมรับว่าบางครั้งมันต้องมีการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่ยกร่างขึ้นมานั้น เท่าที่ผมมองเห็นควรเปลี่ยนแปลงบ้าง เช่น ระบบเลือกตั้งที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือก ส.ส.สองระบบ ตรงนี้ประชาชนจะสับสน เพราะระบบการคิดคะแนนที่เกิดขึ้นเหมือนว่าประชาชนโดนตัดสิทธิและไม่ใช่สิ่งที่ยึดโยงกับประชาชน เพราะสิบกว่าปีที่ผ่านมาประชาชนรับรู้เรื่องบัตรเลือกตั้ง ส.ส.สองใบพอสมควรแล้วและไปใช้สิทธิกันเต็มที่
ประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรีก็เช่นกัน เพราะระบุไว้ว่าพรรคต่างๆสามารถเสนอชื่อบุคคลที่สมควรเป็นนายกฯ ได้พรรคละ 3 คน ฉะนั้นก็แปลว่า นายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง ตรงนี้มันขัดแย้งกับนานาประเทศในโลกประชาธิปไตย เพราะตามธรรมชาติเมื่อมีการเลือกตั้ง ประชาชนไปลงคะแนน ประชาชนก็คิดและตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นผู้นำประเทศ หากที่มาของนายกฯ เป็นแบบนี้ แปลว่านายกฯ ไม่มีความผูกพันกับประชาชน หากเป็นแบบนี้ก็ให้มีการเลือกตั้งนายกฯ โดยตรงเลยดีกว่า แม้วิธีนี้ประเทศประชาธิปไตยที่ใช้ระบบรัฐสภาจะไม่ได้ใช้กัน แต่มันก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าที่จะให้พรรคเสนอ 3 รายชื่อที่สมควรเป็นนายกฯ เพราะสามคนนั้นอาจไม่ได้ลงสมัครเลือกตั้งเลย อีกเรื่องหนึ่งคือ ที่มาของ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเลย สิ่งเหล่านี้เหมือนว่าขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่วางเขียนไว้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย
“ส่วนเรื่องการให้อำนาจองค์กรอิสระตัดสินความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคต เช่น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ผมไม่โทษตัวบทกฎหมาย แต่เมื่อวันนี้เราต้องการประชาธิปไตยที่ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนควรมีสิทธิเลือกผู้บริหารประเทศ หากมีปัญหาการทำงานหรือความขัดแย้งทางการเมืองควรกลับไปถามประชาชนในฐานะผู้ที่เลือกตัวแทนเข้ามาดีกว่า คือหากทำดีก็ให้สนับสนุนต่อ หากทำผิดก็โดนลงโทษคือแพ้เลือกตั้งนั่นเอง ไม่ใช่ให้องค์กรอิสระตัดสิน ถามว่า องค์กรอิสระควรตัดสินใจแทนประชาชนในเรื่องแบบนี้ได้หรือไม่ พูดง่ายๆ เหมือนว่าเป็นประชาธิปไตยไม่เต็มใบ ทั้งที่วันนี้โลกเดินหน้าไปมากแล้ว แต่คล้ายว่าวันนี้จะพูดคำว่าประชาธิปไตยไม่ได้แล้ว”
0 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นโยบายประชานิยม พรรคต่างๆ จะนำมาใช้ไม่ได้แล้ว เพราะระบุโทษสร้างความเสียหายให้ประเทศ
หากพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนัก เพราะพรรคการเมืองมาจากการเลือกตั้ง ต้องคิดนโยบายเสนอประชาชนให้พิจารณา หากตัดเรื่องนี้ไป ประชาชนเสียโอกาส เพราะผู้บริหารประเทศที่มาจากการอาสาทำงานรับใช้ประชาชนนั้นต้องคิดดีแล้วว่า นโยบายนั้นๆ จะทำให้บ้านเมืองและประชาชนดีขึ้น ประชาชนจึงจะเลือก เมื่อมีการจำกัดนโยบายพรรค มันคือการจำกัดโอกาสประชาชน สิ่งต่างๆ ที่ผมพูดทั้งหมดในข้างต้น หวังว่าหากได้รับฟังสิ่งที่ผมระบุไว้ในฐานะคนไทยคนหนึ่งแล้วแก้ไข น่าจะดีขึ้น
0แกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.หลายคนพูดเสมอว่าไม่ยอมรับและจะคว่ำร่างในการทำประชามติ
ควรรอดูท่าทีของทุกฝ่ายประกอบด้วยดีกว่า แต่เท่าที่ติดตามข่าวสารของพรรคและข่าวสารการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมมองว่า หากรัฐธรรมนูญออกมาแบบที่ผมและสังคมรับรู้ ผมอึดอัดนะ
0กติกาบ้านเมืองที่เขียนกันอยู่ช่วงนี้ คล้ายจะบีบรัดจังหวะก้าวเดินของพรรคเพื่อไทย
เท่าที่พอมองเห็นในตอนนี้ หากรัฐธรรมนูญและระบบเลือกตั้งเป็นแบบนี้ อนาคตเราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เป็นรัฐบาลผสม ไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากที่เข้มแข็ง เพราะจะมีความอ่อนแอ ทำงานลำบาก โอกาสพัฒนาประเทศก็ยาก เพราะมีข้อจำกัดทางการเมืองหลายด้าน องค์กรอิสระต่างๆ จะเป็นคนตัดสินอนาคตของบ้านเมือง นักการเมืองจากทุกพรรคควรมองประโยชน์ของประเทศในวันข้างหน้า ไม่ควรมองว่าพรรคของตัวเองจะได้หรือจะเสียประโยชน์อย่างใดบ้าง ผมคิดว่าต่างประเทศก็กังวลนะ แม้เราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในวันข้างหน้า แต่เสถียรภาพรัฐบาลจะเป็นอย่างไร จะเรียกความเชื่อมั่นของประเทศให้เกิดขึ้นในสายตาของสังคมโลกได้หรือไม่ ผมไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลทำผิดแล้วจะลงโทษไม่ได้นะ ลงโทษได้ แต่ควรเป็นไปตามกติกาสากล
0อนาคตพรรคเพื่อไทยจะเป็นเช่นใด และแกนนำพรรคและคนใกล้ชิดหรือตัวเองก็ถูกตัดสินลงโทษและบางคดีกำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
พรรคเพื่อไทยไม่ใช่สมบัติของตระกูลใด สมาชิกพรรคทุกคนคือเจ้าของพรรค คดีของนายทักษิณ คดีของผม หรือคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ผมยืนยันตรงนี้ว่า พวกเราบริสุทธิ์ มุ่งมั่นสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมในฐานะจำเลย พวกเราสู้คดีตามพยานหลักฐานและยืนยันความบริสุทธิ์ ส่วนกระบวนการต่างๆ ก็ให้ศาลเป็นผู้พิจารณา พวกผมเคารพกฎหมายและการตัดสิน
0บางฝ่ายมองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจหนีไปต่างประเทศ เพราะมีตัวอย่างจากนายทักษิณ หรือแม้แต่ตัวท่านเองที่กำลังสู้คดีสลายการชุมนุมปี 2551
ยืนยันตรงนี้ว่า ผมและน.ส.ยิ่งลักษณ์จะไม่หนีคดี เพราะยืนยันความบริสุทธิ์ในสิ่งที่ดำเนินการมาว่า ไม่มีสิ่งใดแอบแฝงและพร้อมสู้คดีในศาล เพราะเรายืนยันว่าเราบริสุทธิ์จึงอยู่สู้คดี หากหลบหนีไปตามที่บางคนระบุก็แสดงว่าเราทำผิดจริง ในเมื่อเรายืนยันความบริสุทธิ์ เราไม่จำเป็นต้องหลบหนี
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221509.html
ที่รัฐสภาวันที่ 30 ม.ค.2559 ในเวทีอภิปราย เรื่อง ความเห็นต่อรัฐธรรมนูญ ประเด็นสถาบันการเมือและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งจัดโดยเครือข่ายขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (วีมูฟ) พร้อมด้วยสมาคมติดตามการพัฒนาสตรี (ตพส.) ในประเทศไทย โดยมีนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมเวที
นางสุนี ไชยรส ผู้อำนวยการส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรมวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)มีความเข้าใจผิดต่อเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เพราะสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้นไม่ใช่อยู่ที่ตัวอักษร แต่ถือเป็นเลือดเนื้อที่เป็นมากการเขียนไว้ลอย ๆ ว่าเป็นหน้าที่ของผู้ใด แต่สิทธิขอประชาชนคือการเรียนรู้และตระหนักต่อสิทธิ เมื่อประชาชนเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิแล้วจะมีความเข้าใจว่าการไม่ละเมิดบุคคลอื่นเป็นอย่างไร ไม่ใช่การเขียนบังคับไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ
นายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) กล่าวว่า ขณะนี้ขบวนการภาคประชาชนในสังคมไทยไปไกลกว่าเนื้อหาที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.แล้ว แต่อาจมีบางฝ่ายที่มองว่าวุ่นวายจึงทำให้ผลออกมาตามที่เห็น อย่างไรก็ตามตนมองว่าประชาธิปไตยทางตรงถือเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
นายปกรณ์ นิลประพันธุ์ เลขานุการกรธ. กล่าวว่า หากกรธ. มีเสรีภาพในการทำร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีกรอบเหมือนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 กรธ.จะสามารถเขียนอะไรได้อีกจำนวนมาก อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการทำร่างรัฐธรรมนูญมีความยากทั้งการทำเป้าหมายที่ทำให้สั้น และยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ไม่ควรเขียนแต่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะเหมือนกับการประจาร แต่สิ่งที่กรธ.พิจารณาโดยเฉพาะประเด็นสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทยไม่ด้อยไปกว่าเดิมหรือด้อยไปกว่าสากล แต่การปรับวิธีการเขียนใหม่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ทั้งที่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญคือทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพทุกประการหากไม่มีกฎหมายใดเป็นข้อจำกัด ส่วนการออกแบบสถาบันทางการเมืองที่ต้องมีความเข้มข้นนั้นต้องยอมรับว่าคนไทยขาดวินัย ดังนั้นการออกแบบสถาบันการเมืองหรือองค์กรตรวจสอบจึงต้องปรับใหม่หลักการสำคัญไม่ใช่เพื่อจับผิดซึ่งกันและกัน แต่ต้องการให้เกิดการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อประเทศชาติ
“ผมรู้สึกอายที่ต้องแปลรัฐธรรมนูญไทยเป็นภาษาอังกฤษให้ต่างชาติดู และเมื่อถูกเพื่อนชาวต่างชาติถูกตั้งคำถามว่านักการเมืองไทยเป็นอย่างไร ทำไมต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้ประหลาด หากโลกเปลี่ยนแปลงไป เกิดสิ่งใหม่แต่ไม่ถูกเขียนรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร” นายปกรณ์ กล่าว
“บรรเจิด”ชี้ถอยหลังปมสิทธิเสรีภาพปชช.
นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า โครงสร้างด้านสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่กำหนดไว้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้น ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถือว่ามีความล้าหลังไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ2550 โดยเฉพาะสิทธิที่เกี่ยวกับชุมชน และหลักประกันที่สิทธิของประชาชนที่ต้องได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้มีประเด็นที่กรธ. ควรปรับปรุง คือ 1. ในบททั่วไป มาตรา 4 ว่าด้วยปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน ซึ่งถูกปรับจากเนื้อหาในมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ระบุว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพบางประการของบุคคลที่อยู่ในประเทศ ซึ่งไม่ใช่คนสัญชาติไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตามในเจตนารมณ์ของมาตรา 4 นั้น ถือเป็นการประกาศอุดมการณ์ และแสดงเจตนาของรัฐที่จะคุ้มครอบุคคล ดังนั้นเมื่อปรับเนื้อหาอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิบางประการแก่คนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยได้
นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า 2.ส่วนของหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ถือเป็นหลักประกันของการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญ ของกรธ. ไม่ได้กำหนดไว้ ได้แก่ 1.หลักความผูกพันโดยตรงของสิทธิและเสรีภาพที่มีผลผูกพัน ทั้งนี้ในมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ2550 ที่กำหนดให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวง ไม่ถูกเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรธ. ดังนั้นตนมีความกังวลว่าเมื่อไม่ได้เขียนจะขาดหลักผูกพันโดยตรงต่อการปฏิบัติ และอาจกระทบต่อกระบวนการต่อสู้ทางคดีของประชาชนได้ ทั้งนี้หลักการดังกล่าวเกิดการพัฒนาและได้รับการยอมรับในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นเมื่อไม่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับของกรธ.อาจทำให้เกิดปัญหาจะใช้ฐานในการพิจารณา และอาจนำไปสู่การย้อนกลับของหลักนิติธรรมได้
นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า 3. ประเด็นสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 28 วรรคสอง กำหนดให้บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ ซึ่งหลักการดังกล่าวเสรีประชาธิปไตยถือว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบในการคุ้มครองสิทธิ เพราะสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมีผลต่อเมื่อมีองค์กรตุลาการเข้ามาควบคุมและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างหลักประกันสิทธิ เสรีภาพให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ กรธ.ไม่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญอาจทำให้หลักประกันของสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมีค่าเท่ากับศูนย์เพราะไม่มีจุดเชื่อมไปยังองค์กรตุลาการและอาจทำให้เกิดปัญหาได้
นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า และ 4.รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 วางหลักประกันเกี่ยวกับการตรากฎหมายจำกัดสิทธิ อาทิ มีกฎหมายให้อำนาจในการจำกัดสิทธิ, หลักความพอสมควรแก่เหตุหรือเท่าที่จำเป็น, หลักการบังคับกฎหมายจำกัดต้องเป็นการทั่วไป, หลักกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพ เมื่อตรวจสอบกับร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. มาตรา 26 ว่าด้วยการตรากฎหมายที่จำกัดสิทธิ์ ไม่มีระบุไว้ ทั้งนี้มีตัวอย่างต่อกรณีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยทางหลวงหรือทางสาธารณะ ที่มีผลให้การชุมนุมบนทางหลวงต้องขออนุญาตต่อผู้อำนวยการเขตทางหลวง ซึ่งส.ว.เคยเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาว่าเนื้อหาดังกล่าวทำลายสิทธิเสรีภาพการชุมนุม ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉันว่ากฎหมายดังกล่าวกระทบสาระสำคัญของเสรีภาพการชุมนุมตามหลักการมาตรา 26 ดังนั้นตนมองว่าหลักสำคัญควรเขียนไว้
“ผมมองว่าการร่างรัฐธรรมนูญแบบนื้ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีความหมายแคบกว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวทุกฉบับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปัจจุบันยังให้การหลักประกันเกี่ยวกับศักดิ์ศรี สิทธิความเสมอภาคของปวงชนชาวไทยยังได้รับการคุ้มครองตามประเพณีปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่ ย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. ออกมา หายไปทั้งหมด ผมคิดว่าขบวนประชาชนมีต้นทุนมาพอสมควร สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นฐานแห่งสิทธิของกระบวนการประชาชนดังนั้นหลักการเขียนรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิชุมชน ไม่ควรถอยหลังกลับไป ดังนั้นควรไตร่ตรองให้มากเพราะสิทธิเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสิทธิในตัวหนังสือ แต่เป็นวิถีชีวิตของประชาชน ที่ก่อรูปขึ้นมาช่วง 2 ทศวรรษ และเป็นเลือดเนื้อชีวิตของประชาชน ชาวเลย์ราไวจะอ้างอะไรในการดำรงอยู่เพราะสิทธิชุมชนการมีส่วนร่วมกำหนดวิถีชีวิต และใช้ทรัพยากร ยังเป็นฐานที่มั่นสำคัญของหลักโต้แย้งกับเอกชน ความเห็นของผมมองว่าร่างรัฐธรรมนูญถอยหลังมากไปพอสมควร” นายบรรเจิด กล่าว
นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า 5.ในประเด็นของมาตรา 25 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับของกรธ. ที่กำหนดให้ปวงชนชาวไทยมีสิทธิและเสรีภาพทุกประการ เว้นแต่ที่มีกฎหมายจำกัด หรือกระทบต่อความั่นคงของรัฐ ถือว่ามีนัยยพอสมควร หากเทียบกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกันที่เขียนไว้ในมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ระบุว่าการใช้สิทธิของบุคคลจะเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ ดังนั้นเมื่อปรับใหม่ให้ใช้สิทธิและเสรีภาพที่ต้องไม่กระทบความมั่นคงของรัฐ อาจทำให้เกิดปัญหาต่อขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพ อย่างไรก็ตามตนมองว่าเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจก่อให้เกิดปัญหาและความโกลาหลได้หากมีผลบังคับใช้โดยไม่ปรับเปลี่ยน
เพื่อไทยติงสืบทอดอำนาจ-ทำรัฐอ่อนแอ
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยรัฐธรรมนูญร่างแรกว่า สิ่งที่ตนเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องที่สำคัญที่สุดของร่าง รธน.ฉบับนี้ คือ การกำหนดกติกาที่มีผลให้รัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ไร้เสถียรภาพ อ่อนแอ ทั้งนี้การที่มีการชูประเด็นการปราบทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญอยู่แล้ว เพียงแต่ กรธ.ตีปี๊บชูประเด็นปราบโกงก็เพื่อกลบเกลื่อนเบี่ยงเบนความพยายามในการสืบทอดอำนาจ โดยเห็นได้จากการกำหนดกติกาไปสู่หลักคิดดังกล่าว เช่น 1.นายกฯ มาจากคนนอกได้ 2.กำหนดระบบเลือกตั้ง แบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อให้การเมืองอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพ จะได้ไปเลือกคนนอกเป็นนายกฯ ได้ 3.ไม่ตัดสิทธิ์ คสช.ที่จะสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งๆที่ กรธ. ซึ่งคสช.แต่งตั้งยังถูกตัดสิทธิ์ แต่ผู้มีอำนาจเหนือ กรธ.กลับมีสิทธิ์ฯ 4.ในบทเฉพาะกาล ยังคงให้คสช.มีอำนาจไปจนถึงวันเลือกตั้ง และส่งมอบหน้าที่ให้กับรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะทำให้ คสช.ควบคุม กลไกรัฐทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งอำนาจงบประมาณ อันอาจ เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง ประชาชนจะมั่นใจในความเป็นกลางได้อย่างไร
นายชวลิต กล่าวว่า ทุกภาคส่วนตระหนักและให้ความสำคัญที่จะกำหนดกติกาเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น โดยถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องร่วมมือกัน แต่ไม่ใช่มัดมือมัดเท้าจนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไม่ได้ไม่เช่นนั้น เราจะมีโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการ OTOP ฯลฯ ที่รัฐบาลนี้ก็นำมาใช้ต่อเนื่องได้อย่างไร
“ผมมองไม่เห็นทางที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะแก้ปัญหาของประเทศที่กำลังประสบอยู่ หากรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพ เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม เกิดการเลือกตั้งในกติกาที่ไม่มีประเทศไหนในโลกเขาใช้กัน ทั้งหมดจะส่งผลให้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนจะยิ่งแย่ลงไป” นายชวลิต กล่าว
นายชวลิต กล่าวว่า ขอให้ กรธ.รับข้อคิดอีกมุมหนึ่งกลับไปปรับปรุงแก้ไข หากยืนยันหลักการเดิม ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ตนเสียดายเงินงบประมาณ 3 พันกว่าล้าน ในการทำประชามติโอกาสผ่านยาก เพราะประชาชนทุกครัวเรือนห่วงปัญหาปากท้องเป็นสำคัญ ตามโพลที่ได้สำรวจมาทุกสำนัก เป็นเครื่องเตือนสติทุกฝ่ายว่า ถ้ารัฐบาลอ่อนแอไม่มีเสถียรภาพ จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร
“อุเทน”หมกเม็ดปิดทางแก้ไขในอนาคต
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ว่า ภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีส่วนใดเลยที่สะท้อนว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ทั้งด้านการศึกษาและสาธารณสุข ที่ไม่ได้รับเท่าที่ควรจะเป็น ส่วนเรื่องกลไกป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น และระบบตรวจสอบ ที่นายมีชัยพยายามโฆษณาว่ามีความเข้มแข็งนั้น ก็เป็นการวางกับดัก และจ้องหาเรื่องฝ่ายการเมืองมากกว่า ด้วยการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระ มาครอบงำผู้แทนที่มาจากประชาชน ทั้งในเรื่องการบริหารงาน การใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนเรื่องการตรากฎหมายต่างๆ ในทางตรงกันข้ามกลับไม่มีส่วนใดที่มุ่งแก้ไขระบบราชการให้ดีขึ้นเลย
“การเพิ่มอาจให้องค์กรอิสระ ซึ่งขาดการยึดโยงจากประชาชน ก็เท่ากับการวางกับดัก ที่จะส่งคนของกลุ่มอำนาจปัจจุบันเข้าไปควบคุมครอบงำตัวแทนของประชาชนที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องเพิ่มอำนาจให้องค์กรหรือหน่วยงานใด แค่บังคับกฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มแข็ง ไม่ปล่อยให้กฎหมายหย่อนยาน ต่อรองได้ ก็เป็นกลไกป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เข้มแข็งได้แล้ว” นายอุเทน กล่าว
นายอุเทน กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องเปิดทางให้ คสช.สืบต่ออำนาจ หรือที่มาของ ส.ส.-ส.ว. หรือเรื่องการตามที่หลายฝ่ายวิจารณ์กัน เพราะไม่ว่า กรธ.ในความควบคุมของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะกำหนดกติกาอย่างไร เชื่อว่าพรรคและนักการเมืองก็คงต้องยอมรับ เพราะทุกคนอยากให้มีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด แต่ตนเป็นห่วงเนื้อหาที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ดูแล้วทำได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเตือนแล้วว่า การร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่สร้างเงื่อนไขใดๆให้แก้ไขได้ยาก จะเขียนจะร่างแบบไหนก็ได้ แต่ต้องเปิดช่องให้สามารถแก้ไขได้โดยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะตามหลักสากลแล้ว รัฐธรรมนูญต้องร่างจากสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเท่านั้น
“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้จริง ขอตั้งชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับผูกขาดอำนาจ หรือวางยาประเทศไทย เพราะมีการหมกเม็ดกลไกเงื่อนไข จนทำให้ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลย ” นายอุเทน ระบุ.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221508.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221506.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221495.html