เปิดสาระร่างรธน.ฉบับมีชัย แก้ไขปมร้อน-คงอำนาจคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221497.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2559
เปิดสาระร่างรธน.ฉบับมีชัย แก้ไขปมร้อน-คงอำนาจคสช.

เปิดสาระร่างรธน.ฉบับมีชัย แก้ไขปมร้อน-คงอำนาจคสช. : โดย…ขนิษฐา เทพจร

                      หมายเหตุ – บทสรุปเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็น ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทำแล้วเสร็จเป็นเบื้องต้น และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2559 มีจำนวน 270 มาตรา
                      ทั้งนี้ เมื่อเปิดร่างทั้งหมดแล้ว นำมาเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีบทบัญญัติที่ปรับปรุงอย่างสำคัญ อาทิ หมวดบททั่วไปเพิ่มหลักการให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ความผาสุกของประชาชน, หมวดสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยให้คนไทยมีสิทธิและเสรีภาพได้ทุกกรณี หากไม่ถูกมีกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญเขียนจำกัด และไม่ใช้สิทธิเสรีภาพกระทบหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น ทั้งนี้การออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยทำได้เท่าที่จำเป็น และไม่เป็นการออกกฎหมายที่สร้างภาระหรือผลกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
                      นอกจากนั้นในข้อจำกัดเสรีภาพของบุคคลว่าด้วยการรับโทษทางอาญาผู้ที่ทำผิดกฎหมาย กำหนดให้การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหา หรือจำเลย ได้เท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันการหลบหนี, ในคดีอาญา ห้ามบังคับบุคคลให้การเป็นปฏิปักษ์กับตนเอง, คำขอประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาห้ามเรียกหลักประกันเกินควรแก่กรณี, กรณีการจำกัดใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เขียน พิมพ์ โฆษณา และการสื่อความหมายด้วยวิธีอื่น ต้องเป็นไปกฎหมายและเป็นการจำกัดเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ, คุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น, รักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดการเกลียดชังในสังคม, ในประเด็นเรื่องการประกอบวิชาชีพของสื่อมวลชน ห้ามรัฐให้เงินอุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน แต่หากหน่วยงานของรัฐใช้จ่ายหรือให้ทรัพย์สินแก่สื่อมวลชน เพื่อการโฆษณา ประชาสัมพันธ์หรือการอื่นใด ต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทราบ พร้อมกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนต้องทำงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของภารกิจของหน่วยงานที่สังกัด
                      หมวดหน้าที่ของปวงชนชาวไทย กำหนดให้บุคคลมีหน้าที่เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม และห้ามบุคคลให้ความร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
                      หมวดหน้าที่ของรัฐ เป็นบทบัญญัติที่เขียนใหม่ เพื่อบังคับให้รัฐต้องดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ การจัดการศึกษาภาคบังคับให้มีคุณภาพและทั่วถึงแก่เด็กทุกคน, รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในวงโคจรของดาวเทียมอันเป็นทรัพยากรของชาติ ให้เป็นประโยชน์ของชาติและประชาชน พร้อมกำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีองค์กรอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการที่เกี่ยวกับคลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐและประโยชน์สาธารณะ
                      กำหนดให้รัฐรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ, หมวดแนวนโยบายแห่งรัฐกำหนดให้รัฐจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศ และเป็นกรอบการจัดทำแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการ โดยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม, ให้รัฐยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่ไม่มีความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน เพื่อขจัดอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยเร็ว
                      หมวดรัฐสภา มีบทบัญญัติเพิ่มเติมกรณีที่ไม่มีประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานรัฐสภาได้ ให้รองประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานรัฐสภา แต่หากไม่มีรองประธานวุฒิสภาให้ส.ว.ที่อายุมากสุดในขณะนั้นทำหน้าที่ประธานรัฐสภา, ส่วนสภาผู้แทนราษฎร ให้ส.ส.มีจำนวน 500 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 เขต เขตละ 1 คน รวม 350 คน, มาจากบัญชีของพรรคการเมือง 150 คน, ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงได้คนละ 1 คะแนน โดยสามารถลงคะแนนเลือกผู้สมัครเลือกตั้งหรือไม่เลือกผู้ใดเลยก็ได้ กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมภายใน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง,
                      กำหนดให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอต่อที่ประชุมสภาฯ เพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ ต่อกกต. ทั้งนี้พรรคการเมืองจะไม่เสนอรายชื่อดังกล่าวก็ได้ ขณะที่การคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองให้เป็นไปตามคะแนนนิยมที่แท้จริงของประชาชนที่ให้แก่ผู้สมัครทุกเขต กรณีที่พรรคการเมืองใดได้ส.ส.เขตสูงกว่าจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจะได้รับ ให้ถือว่าพรรคการเมืองได้ส.ส.ตามที่ได้รับ แต่การคำนวณหาส.ส.ของพรรคการเมืองอื่นนั้นต้องเป็นไปตามอัตราเฉลี่ยที่ต้องไม่เกินจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่มี 150 คน
                      สำหรับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่เพิ่มใหม่ คือ ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของกิจการในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ, ผู้เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดต่อการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่ฉ้อโกงประชาชน, กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และการฟอกเงิน ขณะที่ประเด็นการสิ้นสภาพของส.ส. ได้เพิ่มประเด็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ด้วย
                      ส่วนของวุฒิสภา ให้มีส.ว.จำนวน 200 คน มาจากการเลือกกันเองของผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพที่หลากหลายของสังคม โดยรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง อาทิ การจัดกลุ่ม การเลือกกันเอง จะเขียนไว้ในกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ขณะที่ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับเลือกเป็นส.ว.นั้น เพิ่มมาตรการที่ต้องเว้นวรรคกับการเกี่ยวข้องทางการเมืองกับพรรคการเมือง หรือการดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า 10 ปี และกำหนดลักษณะของส.ว. ต้องไม่ฝักใฝ่ หรือยอมตกอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด ขณะที่การทำงานในรัฐสภากำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาภายใน 5 วันนับจากวันประกาศผลเลือกตั้งส.ส.เป็นการทั่วไป, กำหนดการทำงานของกรรมาธิการสามัญต้องทำงานไม่ซ้ำซ้อนเด็ดขาด
                      หมวดคณะรัฐมนตรี ห้ามนายกฯ ดำรงตำแหน่งรวมกันเกิน 8 ปี ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่, ให้รัฐมนตรีเป็นส.ส.ได้ ขณะที่ข้อห้ามกระทำของครม.ช่วงรักษาการนั้น เขียนห้ามอนุมัติงานหรือโครงการที่สร้างความผูกพันต่อครม.ชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี
                      หมวดศาล มีสาระที่เพิ่มเติมส่วนศาลยุติธรรม ได้เพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เขียนชัดเจนที่ให้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายใน 30 วันนับแต่มีคำพิพากษา เฉพาะกรณีมีปัญหาข้อกฎหมายหรือมีพยานหลักฐานใหม่
                      หมวดศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน ได้ปรับในส่วนคุณสมบัติผู้ที่เข้ารับการสรรหาในส่วนผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ และสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ที่ต้องคัดเลือกให้ได้สาขาละ 1 คน โดยคัดจากผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีผลงานทางวิชาการด้านที่เกี่ยวข้องการันตีคุณสมบัติ พร้อมเพิ่มเติมในส่วนผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการสรรหาจากผู้ที่เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการ หรือดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 2 คน และกำหนดกรอบอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นไปตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ แต่หากไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาปรับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยเป็นไปตามประเพณีปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
                      หมวดองค์กรอิสระ กำหนดให้กรรมการองค์กรอิสระดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียวทุกองค์กร ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระต้องเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติในการใช้ดุลพินิจ พร้อมกำหนดหน้าที่สำคัญให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญร่วมกำหนดมาตรฐานจริยธรรมเพื่อใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ
                      หมวดแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ห้ามแก้ไขเพิ่มเติมบทเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนรูปแบบรัฐ ทั้งนี้การแก้ไขในบททั่วไป, พระมหากษัตริย์, บทแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ หรืออำนาจศาลหรือองค์กรอิสระ ต้องผ่านการเห็นชอบจากการทำประชามติก่อนมีผลบังคับใช้
                      ขณะที่บทเฉพาะกาล มีส่วนสำคัญที่คงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไว้จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งและคงอำนาจของคสช. ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับที่แก้ไขไว้ต่อไป พร้อมกับรับรองประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคสช. หรือหัวหน้า คสช. ที่มีก่อนหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ให้มีผลบังคับใช้โดยชอบตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
————————-
(เปิดสาระร่างรธน.ฉบับมีชัย แก้ไขปมร้อน-คงอำนาจคสช. : โดย…ขนิษฐา เทพจร)

ปริญญาชำแหละ ร่างรธน.ฉบับ ‘มีชัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221496.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2559
ปริญญาชำแหละ ร่างรธน.ฉบับ 'มีชัย'

ปริญญาชำแหละ ร่างรธน.ฉบับ ‘มีชัย’ : โดย…จักรวาล ส่าเหล่ทู

                      “ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งผมไม่สบายใจที่คุณมีชัยบอกว่าอย่าเพิ่งระบุทางออกในกรณีนี้ เพราะประชาชนจะไม่สนใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ผมว่าเรื่องนี้ไม่ถูก เพราะประชาชนต้องรู้ว่า ถ้าไม่รับจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เช่นนั้นก็เข้าข่ายที่ว่า ให้เลือกกับสิ่งที่มองเห็น และถ้าไม่รับก็เผชิญกับสิ่งที่มองไม่เห็น”
                      “ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ ในรายการ คม ชัด ลึก ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ช่อง 22
มีประเด็นไหนที่มองว่าเป็นการปฏิรูปที่อยากให้มีมานานแล้ว
                      ผมคิดว่า ประเด็นที่เป็นจุดขาย ก็เป็นเรื่องการปราบคอร์รัปชั่น ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยคุณสมบัติการคัดกรองเข้ามาสมัครลงเลือกตั้งเข้มข้นมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ถ้าใครถึงขั้นเคยทำผิดกฎหมาย ใช้อำนาจมิชอบ หรือถูกตัดสินว่าทำการทุจริตก็ไม่น่าจะเข้ามา แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ จะต้องเปิดดูตัวเนื้อหาจริงๆ ว่าจะเขียนขนาดไหน ถ้าไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นคำพิพากษาสูงสุด ก็อาจจะเกิดปัญหาได้ เช่น กรณีที่พรรคถูกยุบ แล้วกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ 5 ปี อย่างนี้จะนับรวมด้วยหรือไม่ เพราะไม่ได้โดนศาลพิพากษา แต่ถ้าตัดสิทธิคนทุจริตจริงๆ ผมก็เห็นด้วย แต่ผมว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องระบบเลือกตั้ง ส.ส. ที่เลือกเพียงใบเดียวแล้วได้ ส.ส.แบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ผมว่าเรื่องใหญ่ เพราะที่ผ่านมาเหมือนคุณมีชัยบอกว่า มีสองใบยุ่งยาก ซึ่งเราจะต้องดูผลที่เกิดขึ้น จึงเข้าใจได้ว่า เจตนาของผู้ร่างว่าเป็นอย่างไรได้พอสมควร
                      ทั้งนี้ระบบของคุณมีชัย สรุปเลยก็คือว่า จากที่ประชาชนจะมีสิทธิเลือกตั้ง เลือกแบบเขตของตัวเอง กับเลือกพรรคแบบบัญชีรายชื่อ เหลือเป็นเลือกแบบเขตอย่างเดียว และนำคะแนนของพรรคนั้นมาคิดสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อปี 2554 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนแบบสัดส่วน 48% แต่ได้แบบแบ่งเขต 44% จำนวนของคะแนนเลือกตั้งไม่เท่ากัน หรือ ประชาธิปัตย์ได้สัดส่วน 35% และแบบเขต 31% พอมาดูพรรคขนาดกลาง-เล็ก จะได้คะแนนสัดส่วนมากกว่าแบ่งเขต ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะว่า จะมีพรรคขนาดกลางเข้าไปแบ่งที่นั่ง ทำให้ 2 พรรคใหญ่มี ส.ส.เขตมีคะแนนน้อยกว่า แต่ปัจจุบันบัตรใบเดียวแล้วเลือกทั้งหมด ซึ่งอนาคตเราไม่ทราบว่าประชาชนจะเลือกตั้งแบบไหน เพราะว่ายังมีปัจจัยอีกมากมาย แต่พอจะคาดการณ์บางอย่างได้ โดยใช้ผลคะแนนในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเพื่อคาดการณ์ระบบเลือกตั้ง ซึ่งคิดแล้ว เพื่อไทยได้ ส.ส.เขต 205 คน ซึ่งคิดเป็นคะแนนสัดส่วน 44% ซึ่งคิดแล้ว 222 คน ทำให้พรรคใหญ่ได้ ส.ส.น้อยลงกว่าความเป็นจริง ในขณะที่พรรคขนาดกลางก็จะได้ ส.ส.เขตมากขึ้น เพราะคะแนนแบบแบ่งเขตของเขามากกว่าแบบสัดส่วน
                      ปัญหาอีกอย่างก็คือ พรรคขนาดกลางและเล็ก ที่ผ่านมาเขาได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจากคะแนนจากทุกหน่วยเลือกตั้งแค่บัญชีเดียว คราวนี้พอยกเลิกการเลือกตั้งแบบสัดส่วนไปแล้ว หมายความว่า พรรคขนาดกลางและเล็กจะต้องส่งผู้สมัครแบบเขตให้มากขึ้น เพื่อให้ได้คะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาคือ พรรคเล็กไม่มีกำลังเพียงพอส่งครบ กับอาจจะเกิดปัญหานำคนที่ไม่ได้เหมาะสมที่จะแข่ง แต่ส่งเพื่อมาเอาคะแนนแบบสัดส่วน
เรื่องที่มานายกฯ ที่เปิดช่องให้คนนอกเป็นนายกฯ ได้ ตามที่กรรมาธิการบอกว่าให้เสนอชื่อมา ฟังขึ้นไหม
                      การที่เอาคุณสมบัติของนายกฯ ที่ต้องมาจาก ส.ส. ออก อาจจะถูกระแวงได้ว่ามีเจตนาให้คนนอกเข้ามาหรือเปล่า อย่างกรณีของรัฐธรรมนูญฉบับคุณบวรศักดิ์ ที่ให้นายกฯ มาจากคนนอกได้ แต่ต้องได้เสียงเห็นชอบจาก ส.ส. 2 ใน 3 ซึ่งก็หมายความว่า ต้องได้รับความเห็นชอบจาก 2 พรรคใหญ่ ส่วนฉบับคุณมีชัยก็ให้เสนอ 3 รายชื่อที่จะให้เป็นนายกฯ หากมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่เป็น ส.ส.ก็ได้ ผมคิดว่า การกำหนดแบบนี้ก็ยังดีกว่าไม่บอกอะไรเลย ซึ่งก็ยังพอฟังได้ แต่ผมเกรงว่าจะยุ่งยาก เพราะจะมีรายชื่อคนที่เป็นนายกฯ กับคนที่อยากเป็นนายกฯ เยอะมาก
                      แม้จะมีการกำหนดว่า พรรคที่มี ส.ส.ประมาณ 10% สามารถเสนอรายชื่อให้คนในสภาโหวตได้ ซึ่งการเลือกตั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมามีเพียง 2 พรรคใหญ่ที่ได้ ส.ส.เกิน 10% แต่วิธีการที่ไม่ยุ่งยากก็คือ วิธีการที่เราใช้มาตั้งแต่ปี 35 แต่วิธีนี้อย่างน้อยๆ ก็ทำให้ประชาชนทราบว่า พรรคไหนมีเจตนาเอาคนนอกเข้ามา ก็ให้ประชาชนรู้ก่อน ซึ่งดูแล้วก็ชดเชยกันได้
เรื่องของ ส.ว.ที่คุณมีชัยไม่ให้มาจากการเลือกตั้ง และลดอำนาจลง ยังติดใจอยู่หรือไม่?
                      อำนาจที่ถูกลดลงคืออำนาจการถอดถอน ซึ่งยังคงพอฟังขึ้นในส่วนของอำนาจในการถอดถอน แต่อย่าลืมว่าอำนาจในการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระยังอยู่ ดังนั้นความชอบธรรมของ ส.ว.ก็ต้องสูงตามด้วย เมื่อถามว่าที่มา ส.ว. โดยการเลือกตั้งทางอ้อมอาจจะพอฟังได้ หากเป็นเช่นนั้นจริง อย่างกรณีเลือกประธานาธิบดีของอเมริกา เขาเรียกว่า เลือกทางอ้อม เพราะประชาชนเลือกตัวแทนเพื่อไปเลือกประธานาธิบดีอีกทอดหนึ่ง หรือของฝรั่งเศส ที่ระบุให้ ส.ว.มีที่มาจากสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้ก็เลือกทางอ้อม เพราะประชาชนเลือกคนในองค์กรท้องถิ่นโดยตรง แต่ระบบที่ใช้อยู่เป็นกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่มเลือกกันไปมา ระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ ซึ่งผมเห็นว่ายังไม่อาจนับได้ว่าเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมอย่างสนิทใจ แต่เป็นการสรรหาแบบให้มีส่วนร่วมมากขึ้น
มีประเด็นไหนที่ติดใจอีกหรือไม่
                      ยังมีเรื่องขององค์กรอิสระมีการพูดถึงมากที่สุด ความจริงแล้วก็ต้องบอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญของคุณมีชัยแก้ไขให้ดีขึ้นในส่วนขององค์กรอิสระ ไม่ใช่ว่าจะแย่ไปเสียทั้งหมด เช่นในส่วนของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่แต่เดิมมีหน้าที่เพียงแค่ตรวจสอบตามที่ประชาชนร้องเรียน แล้วส่งเรื่องต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องของ ป.ป.ช. ที่มีการวางกรอบเวลาในการทำงานให้เสร็จภายใน 1 ปี ต่อเวลาได้ไม่เกิน 2 ปี ส่วนที่แย่ลงก็มี คืออำนาจขององค์กรอิสระที่เหมือนจะมากขึ้นในการท้วงติงทัดทานรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่การให้ กกต.ที่เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง เข้ามายุ่งกับการบริหาร ทั้งๆ มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งก็ฟังไม่ขึ้น ทั้งนี้ประเด็นการเพิ่มอำนาจขององค์กรอิสระ เมื่อผนวกกับ ส.ว. จะถูกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่ากรรมาธิการไม่ค่อยมั่นใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือเปล่า ถึงออกแบบให้ความสำคัญกับการสรรหาเพื่อเข้ามาตรวจสอบ อีกทั้งยังมีประเด็นศาลรัฐธรรมนูญที่ให้มีอำนาจในการแก้วิกฤติ ซึ่งคล้ายกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง (คปป.) ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับคุณบวรศักดิ์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่ผ่านความเห็นชอบ ความจริงก็เป็นเรื่องดีที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นฝ่ายตุลาการ เป็นกรรมการ ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ต้องได้รับความเชื่อถือจากหลายๆ ฝ่าย
ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเรื่องการทำประชามติที่ยังคงถูกตีความหลากหลายได้หรือไม่
                      ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบ ซึ่งถูกตีความได้ว่า เป็นเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเยอะมาก มีจำนวนประมาณ 49 ล้านคน หากตีความตามนี้ ผมก็ไม่คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่าน แต่ยังคงเป็นไปได้ที่จะผ่านโดยเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ ทั้งนี้หากเราบอกว่าอำนาจในการตีความร่างรัฐธรรมนูญอยู่ที่ คสช. จะกลายเป็นเรื่องยุ่งทันที และจะเป็นปัญหามาขึ้นหากไปตีความหลังจากที่ผลของการทำประชามติออกมาแล้ว ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ควรจะต้องจัดการก่อนที่จะลงประชามติ โดยวิธีแรกคือ แก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้มีความชัดเจนไปเลยว่า ใช้คะแนนเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ กับอีกวิธีหนึ่งก็อาจจะบอกว่า เมื่อ สนช.มีอำนาจแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ สนช.เองจึงมีอำนาจตีความด้วย แต่ผมว่าดีสุดก็คือ แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเลยดีกว่า ทั้งนี้ยังมีอีกประเด็นก็คือว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งผมไม่สบายใจที่คุณมีชัยบอกว่าอย่าเพิ่งระบุทางออกในกรณีนี้ เพราะประชาชนจะไม่สนใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ผมว่าเรื่องนี้ไม่ถูก เพราะประชาชนต้องรู้ว่า ถ้าไม่รับจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เช่นนั้นก็เข้าข่ายที่ว่า ให้เลือกกับสิ่งที่มองเห็น และถ้าไม่รับก็เผชิญกับสิ่งที่มองไม่เห็น
                      ในประเด็นนี้ผมเข้าใจว่ามี 3 วิธีแก้ ก็คือ 1.ทำเหมือนปี 50 ระบุว่า ถ้าไม่ผ่านก็ให้หยิบฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ 2.ร่างใหม่อีกรอบ หรือ 3.อาจจะแก้ฉบับชั่วคราว แล้วให้มีการเลือกตั้ง ผมว่าทางเลือกที่แย่สุดคือ การร่างใหม่ ซึ่งจะทำให้เกินโรดแม็พ แต่ทางที่ดีที่สุดผมว่า ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ชัดเจนไปเลย ที่พูดมาทั้งหมดคือ ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน เพื่อให้ประเทศกลับสู่บรรยากาศประชาธิปไตย ซึ่งทางกรรมาธิการควรจะฟังเสียงประชาชนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับได้ และนำมาสู่การผ่านประชามติ
————————-
(ปริญญาชำแหละ ร่างรธน.ฉบับ ‘มีชัย’ : โดย…จักรวาล ส่าเหล่ทู)

‘ปู’ไหว้ย่าโม-ชักดาบตะโกน’สู้ๆ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221475.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559
'ปู'ไหว้ย่าโม-ชักดาบตะโกน'สู้ๆ'

‘ยิ่งลักษณ์’ ยื่นนายกฯ – คลัง ยุติฟ้องชดใช้คดีจำนำข้าว อ้างคดียังไม่สิ้นสุด ไหว้ย่าโม – ชักดาบตะโกน ‘สู้ๆ’

                      29 ม.ค. 59  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Yingluck Shinawatra” โต้แย้งกระบวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ซึ่งข้อความดังกล่าวระบุดังนี้
                      ” วันนี้ได้มอบหมายให้ทนายไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แม้จะรู้คำตอบว่าอย่างไรเสียท่านคงไม่สนใจ เพราะถ้าหากสนใจจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะดิฉันได้ทำหนังสือถึงท่าน จำนวน 6 ฉบับ และประธานคณะกรรมการฯ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ที่กำลังจะให้การต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ ที่กล่าวหาว่าดิฉันทำความเสียหาย จำนวน 6 ฉบับเช่นกัน แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีความเห็นหรือการกระทำใดๆ ที่บ่งบอกว่า จะนำหนังสือของดิฉันเข้าไปพิจารณา อีกทั้งไม่เคยได้รับการแจ้งผลใดๆ กลับมาว่า สั่งดำเนินการอย่างไร และยังคงทำไปตามเป้าหมายของคณะกรรมการ ดิฉันจึงขอสรุปใจความของหนังสือโต้แย้ง ดังนี้
                      1. ดิฉันได้โต้แย้งทั้งผู้ออกคำสั่งและผู้แต่งตั้งว่าดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2559 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2559
                      2. ขณะนี้คดีความทางอาญายังไม่สิ้นสุด จึงย่อมได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรม
                      3. การฟ้องเอาผิดให้ดิฉันชดใช้ค่าเสียหายโดยกระทรวงการคลังนั้นไม่ถูกต้อง เพราะกระทรวงการคลังไม่ใช่ผู้เสียหาย
                      4. ยังไม่มีการประเมินค่าความเสียหายที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายและเป็นธรรมแก่ดิฉัน ที่กำลังจะถูกชดใช้ค่าเสียหายแต่ผู้เดียวทั้งที่คดีความยังไม่สิ้นสุด
                      ดิฉันจึงขอใช้ช่องทางนี้สื่อสารไปยังทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดพิจารณาข้อเรียกร้องและโต้แย้งของดิฉัน ให้ยุติตามกระบวนความของกฎหมายก่อน และโปรดอย่าพิจารณาคดีของดิฉันเหตุเพราะมีมาตรา 44 คุ้มครองหรือกฎหมายอื่นที่จะออกมาคุ้มครองภายหลังค่ะ”
ไหว้ย่าโม – ชักดาบตะโกน ‘สู้ๆ’
                      วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางมากราบสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย จำนวนหนึ่ง และประชาชนชาว จ.นครราชสีมา กว่า 300 คน มาต้อนรับ และตะโกน “ยิ่งลักษณ์สู้ๆ” จากนั้นคณะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ประกอบพิธีบวงสรวง และได้นำดาบที่เตรียมมา ชักออกมาชูขึ้นแล้วตะโกน “สู้ๆ” เพื่อแสดงออกถึงการต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี โดยมีกำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 2 กว่า 30 นาย ยืนสังเกตการณ์

‘บิ๊กตู่’อัด’หมา’ถามมีทหารไว้ทำไม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221474.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559
'บิ๊กตู่'อัด'หมา'ถามมีทหารไว้ทำไม

‘ประยุทธ์’ ฮึ่มอย่าพูดส่งเดช ‘ทุจริต’ ท้าหาหลักฐาน อัดพวก ‘หมา’ ออกมาพูดมีทหารไว้ทำไม ขู่เด้ง รมต.สำนักฯ-อธิบดีกรมประชาฯ เดินหน้า ‘ไทยแลนด์ สตาร์ทอัพ’

                      29 ม.ค. 59  เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิธีเปิดงานอาชีวศึกษาทวิภาคีไทย โดยกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “อาชีวศึกษา ฝีมือชน คนสร้างชาติ” ตอนหนึ่งว่า การเรียนรู้จะต้องรู้ตั้งแต่ใจตัวเองว่า เราจะอยู่อย่างไรในวันข้างหน้า และอนาคตที่จะไม่เกิดความขัดแย้ง และรู้ว่าจะอยู่ร่วมกันด้วยความร่วมมือ การแก้ปัญหา และการร่วมมือกับรัฐอย่างไร
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลออกกฎหมายไป 400 กว่าฉบับ ยังไม่พอ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยปรับแก้กฎหมายมีผลกระทบกับภาคธุรกิจ เพราะกฎหมายล้าสมัย วันนี้ต้องแก้กันทุกวันและการแก้กฎหมายมันง่ายที่ไหน และอะไรๆ ก็จะให้ใช้มาตรา 44 ซึ่งถามว่ามาตรา 44 จะไปใช้กับอาเซียนได้ไหม ถ้าได้ตนจะออกให้การแก้กฎหมายเหล่านี้ต้องเข้าสู่กระบวนการ สนช.ที่จะพิจารณากัน 3 วาระ โดยที่รัฐบาลส่งกฎหมายต้นทางไปให้พิจารณาจะผ่านไม่ผ่านก็ต้องไปว่ากันมา
                      “ผมบอกแล้ว ผมเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอง วันนี้ผมยังแข็งแรงอยู่ ถ้าตราบใดยังเสียงดัง ถือว่ายังโอเค ไม่เคยยอมแพ้ เพราะผมแพ้ผมก็อยู่ไม่ได้ คิดแบบผมคิดบ้าง ผมไม่ได้คำนึงว่าผมจะอยู่อย่างไรในวันข้างหน้า ถ้าผมกังวลคงไม่มายืนตรงนี้หรอก”
                      นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่อยากให้คนไทยใช้สมองคิดแต่ความขัดแย้ง คิดแต่ประชาธิปไตย เพราะถ้าหลุดจากกับดักเหล่านี้ไม่ได้ประเทศก็ถอยหลัง ทุกวันที่ทำมาล้มเหลวทั้งหมด แต่ตนจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ยังอยู่ ส่วนกับต่างชาติหลายคนเคยบอกว่า การที่รัฐบาลเข้ามาแบบนี้ไม่อยากคบด้วย แต่ก็เห็นทุกประเทศเข้ามา ในเวลาอันใกล้จะเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ซึ่งหลายประเทศเชิญไปหมด เพราะเขาต้องการร่วมมือ ถ้าเขาเกลียดคงไม่เชิญ เป็นเพื่อนกันทั้งนั้น มีแต่คนไทยที่ต้องการให้แตกแยก โรดแม็พของไทยอยู่ในระยะที่ 2 ตนเหลือเวลาอยู่อีกไม่นาน และยืนยันว่าเราไม่ได้ฝืนประชาธิปไตย แต่ขอให้เวลาตรงนี้ด้วย พร้อมขอให้หยุดความขัดแย้งไว้ก่อนแล้วมาร่วมมือกันให้ได้
ฮึ่มอย่าพูดส่งเดชรัฐ-คสช.ทุจริต
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ได้ไล่ล่าผู้ที่แอบอ้างตนเพื่อหาผลประโยชน์ แต่อย่าพูดส่งเดชว่ามีการตกลงกันกับคนของ คสช. ซึ่งถ้าจริงก็ไปหาหลักฐานมา แต่อย่าพูดส่งเดช ถ้ามีหลักฐานก็จะจับให้ อย่าพูดให้เกิดความเสียหาย เมื่อวานนี้มีการประเมินเรื่องของคะแนนความโปร่งใส แค่จะรักษาคะแนนให้คงเดิมก็ยากอยู่แล้ว ถ้าบอกว่ามีการทุจริตก็ขอให้บอกด้วยว่า ทุจริตจุดใด ที่รัฐมนตรีหรือข้าราชการ ขอให้หามา ยืนยันว่าไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยตั้งแต่เข้ามา แต่เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ต้องการทำร้ายใคร แต่ก็ไม่เข้าใจทำไมต้องทำร้ายกันอยู่ได้ ทั้งที่ตัวเองไม่เคารพกฎหมาย
                      “วันก่อนมีคนถาม มีทหารแล้วได้อะไร อย่างน้อยทหารก็เอาชีวิตรักษาแผ่นดิน 5 แสนตารางกิโลเมตร ไว้ให้พวกหมาที่ออกมาพูดว่ามีทหารไว้ทำไม วันนี้ผมต้องพูดแบบนี้ เบรกไม่อยู่ เขาตายไปเท่าไร น้ำท่วมหรือฝนแล้ง แต่ยังมีที่ยืน ที่หายใจ ใครทำให้ ก็ทหารทั้งนั้น ถ้าไม่รักษาไว้จะทำอย่างไร จะเอาใครมาทำ การคุกคามแบบใหม่ในโลกเกิดขึ้นที่บ้านเรา เขาไม่เชื่อ ต้องช่วยกันพูด เมื่อพูดเสียงอ่อน สื่อก็หาว่าท้อแท้ ไม่มีท้อแท้ ไม่มีอ่อน อ่อนไม่ได้ ยิ่งเวลาน้อย ไม่อย่างนั้นจะแก้ไม่ได้ ไม่ใช่บ้าอำนาจ ที่ปวดหัวทุกวันเพราะรับหมด”
                      นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญคือ วันนี้มีคนพยายามให้ร้ายต่อประเทศ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศต้องสามารถชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรีได้ทุกเรื่อง วันนี้เรามีแม่น้ำ 5 สายก็ดูเหมือนจะตีกันแล้ว ไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญหรือโรดแม็พ ตนยังไม่ได้พูดอะไรสักคำว่าจะทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้จะให้ทำอย่างไร หรือจะใช้กำลังบังคับกัน ดังนั้นจึงอยู่ที่ประชาชนเพราะประชาชนคือผู้ออกเสียงอย่างแท้จริง ไม่ใช่พวกแอบอ้าง ตนพูดมากไม่ได้ เพราะจะถูกกล่าวหาว่าต้องการสืบทอดอำนาจ แต่จะทำทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อยตอนที่ยังอยู่ในตำแหน่ง
ขู่เด้ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี-อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้สอบถามผู้ที่ร่วมฟังการกล่าวเปิดงานในห้องประชุมว่า “ใครเคยเห็นอินโฟกราฟฟิก ที่เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ขอให้ยกมือตอบให้ผมชื่นใจหน่อย” แต่ปรากฏว่าไม่มีใครยกมือ พล.อ.ประยุทธ์ จึงกล่าวว่า นี่คือการล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ดังนั้นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อาจจะต้องถูกเปลี่ยนได้แล้ว เพราะสร้างการรับรู้ไม่ได้
                      ขณะที่ในช่วงท้ายของการปาฐกถานายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอโทษที่วันนี้พูดไม่ดี สงสัยก้าวเท้าผิดออกจากบ้าน วันนี้ไม่มีวันไหนที่ตนมีความสุขจริงๆ
                      อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความไม่พอใจของนายกฯ เรื่องการสร้างการรับรู้ การจัดทำอินโฟกราฟฟิกนั้น เป็นเรื่องที่อาจเกิดจากความเข้าใจผิด เพราะความจริงแล้วหน่วยงานที่ทำอินโฟกราฟฟิกที่ปรากฏนี้ เป็นของศูนย์ปฏิบัตินายกรัฐมนตรี (พีเอ็มโอซี) ไม่ใช่ฝีมือของกรมประชาสัมพันธ์แต่อย่างใด
เดินหน้า ‘ไทยแลนด์ สตาร์ทอัพ’
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ตอนหนึ่ง ถึงแนวทางปฏิรูปประเทศว่า จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งระบบและรูปแบบของการทำงานร่วมกัน ทั้งข้าราชการ รัฐ ประชาชน และเอกชน ซึ่งเคยกล่าวไว้แล้วว่า เราจะต้องดำเนินการปฏิรูปครั้งสำคัญของประเทศ ภายใต้นโยบาย “ไทยแลนด์ สตาร์ทอัพ” ซึ่งหมายความว่า รุกไปข้างหน้า เริ่มต้นให้ดี อะไรที่ยังไม่เข้มแข็งก็สตาร์ท ที่ยังไม่เกิด ก็สตาร์ทขึ้นมา ที่สตาร์ทไปแล้วก็ต้องสตาร์ทต่อ ไม่งั้นจะติดๆ ดับๆ โดยแนวทางในการดำเนินการมีดังนี้
                      1. จัดตั้งเนชั่นแนล สตาร์ทอัพ เซ็นเตอร์ เพื่อเชื่อมโยงบัญชีนวัตกรรมที่มีอยู่ในแต่ละกระทรวง และจดทะเบียนสตาร์ทอัพ ส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ทั้งจากธนาคารของรัฐและเอกชน มีกองทุนร่วมลงทุนให้เกิดความเข้มแข็ง สร้างเวทีแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ด้วยกันเอง หรือสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยเป็นผู้สนับสนุน ความรู้ต้องไปด้วยกัน เราเคยสัญญาไว้ว่าเราจะ Strong together เพราะฉะนั้นจะต้องมีรายได้สูงขึ้น มากน้อยก็ตามขีดความสามารถตามศักยภาพ โดยรัฐบาลก็จะไปดูแลเพิ่มเติมให้
                      2. การนำภาคเกษตรเข้าสู่ระบบ ภาคการเกษตร วันนี้รายได้น้อย ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาต่ำลง เป็นปัญหาของทุกประเทศในโลกเพราะงั้นเราก็มีโครงการในเรื่องของการจัด “1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี” ขึ้น เป็นระยะแรก เราต้องการปฏิรูปการเกษตรของประเทศให้มีมูลค่าสูงขึ้น เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ให้เข้าถึงแหล่งวิชาการ แก้ปัญหาเดิมๆ ที่มีอยู่ให้เกิดความยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรมรายย่อยในแต่ละท้องถิ่น บรรดานักธุรกิจต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย วันนี้ต้องช่วยกันทั้งหมด จะทำยังไงให้นวัตกรรมไทย คือสิ่งใหม่ๆ ที่ผลิตออกมา คิดออกมาแล้วมีความเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย เกื้อกูลต่อการใช้วัตถุดิบในประเทศ แล้วก็ไปสร้างแบรนด์ของตัวเอง แบรนด์ของอาเซียน แบรนด์ของสินค้าไทย ที่เราเรียกว่า เมด อิน ไทยแลนด์ ต่อไปก็มี เมด อิน อาเซียน ด้วย เพราะเราเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว
                      3. การส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีใหม่ (Tech Startup) ได้มีการจับมือทุกฝ่าย ทั้งภาคอุตสาหกรรม เกษตร ดิจิทัล เทคโนโลยี และธุรกิจบริการ มาร่วมกันคิดและสร้างการเป็นเจ้าของธุรกิจ ที่ใช้นวัตกรรม ตั้งแต่ระดับเล็ก กลาง ใหญ่ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ จากการขายสินค้าและบริการที่เป็นทางเลือกใหม่ของตลาด เป็นโอกาสในการที่จะขยายธุรกิจและเปิดตลาดใหม่ออกไปในวันข้างหน้าด้วย จะทำให้รายได้ประเทศสูงขึ้น เป็นการยกระดับขีดความสามารถของประเทศให้มีการแข่งขันได้มากขึ้น

‘มีชัย’เปิดตัวรธน.ปราบโกง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221473.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559
'มีชัย'เปิดตัวรธน.ปราบโกง!

‘มีชัย’ แถลงเปิดตัว รธน. 270 มาตรา 15 หมวด ตั้งฉายา ‘รธน.ฉบับปฏิรูปประเทศ’ ใช้ปราบโกง-ไม่ฟอกคนทำผิด

                      29 ม.ค. 59  เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมงบประมาณชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงว่า หลังจาก กรธ.ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2558 และเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2558 – 29 มกราคม 2559 ใช้เวลา 117 วัน วันหยุด 40 วัน รวมเวลาการทำงาน 77 วัน ได้ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกที่มี 94 หน้า บทบัญญัติจำนวน 270 มาตรา มี 15 หมวด ประกอบด้วย หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ หมวด 7 รัฐสภา หมวด 8 คณะรัฐมนตรี หมวด 9 การขัดกันแห่งผลประโยชน์ หมวด 10 ศาล หมวด 11 ศาลรัฐธรรมนูญ หมวด 12 องค์กรอิสระ หมวด 13 องค์กรอัยการ หมวด 14 การปกครองท้องถิ่น หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และบทเฉพาะกาล
                      นายมีชัย กล่าวว่า ด้วยเวลาที่มีอยู่ เราได้ร่างรัฐธรรมนูญได้ดีที่สุด โดยยึดตามกรอบร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 39/1 วรรคสอง ทั้งนี้ กรธ.พร้อมเปิดรับฟังและข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ที่สุด โดยเราต้องการให้เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง และไม่ใช่เป็นที่ฟอกตัวคนทำผิด ใครทำการทุจริต เช่น ฉ้อโกงประชาชน ก็จะเข้าสู่การเมืองไม่ได้ และเป็น ส.ส.ไม่ได้ เช่น ถูกตัดสินมีความผิดฐาน เป็นเจ้ามือการพนัน ฟอกเงิน ค้ายาเสพติด รวมถึงฉ้อโกงประชาชน ซึ่งถ้ารัฐธรรมนูญยังอยู่ สิ่งป้องกันปัญหาเหล่านี้ก็จะคงอยู่ อย่างไรก็ตาม กรธ.ไม่ได้เพิ่มอำนาจองค์กรอิสระมากกว่าที่เคยมีอยู่ อำนาจองค์กรอิสระยังมีอย่างเดิม หรือใกล้เคียงกับที่มีมา แต่กำหนดกระบวนการชัดเจนว่า อย่างไรคือทุจริต ไม่สมควรทำ จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไร เช่นกำหนดมาตรฐาน จริยธรรมธรรมว่าอย่างไหน ฝ่าฝืน แล้วถือว่าร้ายแรงและกำหนดเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ถ้าเข้ามาแล้วกระทำก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งและให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดในเรื่องการฝ่าฝืนและพ้นตำแหน่ง
                      “อะไรที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้ประชาชนสามารถทำได้ ทั้งนี้ ในการออกกฎหมายจำกัดสิทธิของประชาชน มีหลัก 3 ข้อ คือ 1.การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะต้องไม่ขัดสิทธิเสรีภาพที่วางไว้ตามรัฐธรรมนูญ 2.ไม่ขัดสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 3.ไม่สร้างภาระเกินความจำเป็น”
ฟังความเห็นทุกฝ่ายภายใน 15 ก.พ.
                      ส่วนการมีส่วนร่วมของประเทศชาติและประชาชน นายมีชัยยืนยันว่า ตลอดเวลาการร่างรัฐธรรมนูญได้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายในทุกรูปแบบ ขณะเดียวกันจะมีการรับฟังความคิดจากทุกฝ่ายอีกครั้ง คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประชาชนทั่วประเทศ ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเน้นมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง
                      นายมีชัย กล่าวว่า กระบวนการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไปก็เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง การเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม, การเปิดชื่อคนเป็นนายกฯ ทำให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม, การให้ ส.ว.เลือกทางอ้อม ก็เพื่อให้ประชาชนเข้ามาสู่อำนาจอย่างแท้จริง ไม่ต้องพึ่งพานักการเมืองหรือนายทุน ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกไปใช้กับประชาชนทั้งประเทศ เพื่ออนาคตของประเทศ
                      ส่วนในเรื่องการปรองดอง นายมีชัยกล่าวว่า เรื่องปรองดองแทรกไว้ในแต่ละเรื่อง เช่น การให้ฝ่ายค้านสามารถเสนอเปิดอภิปรายได้ ก็เป็นการปรองดอง, การใช้สิทธิเสรีภาพต้องนึกถึงคนอื่นด้วย ก็เป็นการปรองดองอย่างหนึ่ง การจะคิดเรื่องปรองดองขึ้นมาโดยเฉพาะเป็นเรื่องจนปัญญา ได้บอกนายกฯ ไปแล้ว
ตั้งนิยาม “รธน.ฉบับปฏิรูปประเทศ”
                      เมื่อถามว่า ภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งหมด จะเรียกว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใด นายมีชัยกล่าวว่า เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศ
                      นอกจากนี้นายมีชัยยังบอกว่า เมื่อ คสช.ปฏิวัติเข้ามา เมื่อภารกิจยังไม่เสร็จก็ต้องให้เขามีอำนาจอยู่
                      เมื่อถามว่า มีกลไกอะไรเป็นหลักประกันไม่ให้ คสช.สืบทอดอำนาจ นายมีชัย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ห้าม คสช.ตั้งพรรคการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ต้องลาออกจาก คสช.เสียก่อนหลังร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ 90 วัน ซึ่งถ้าไม่ลาออกก็แสดงว่าไม่สนใจลงเล่นการเมือง
                      นายมีชัย กล่าวถึงประเด็นในบทเฉพาะกาลมาตรา 260 ที่ให้กำหนดวันเลือกตั้งภายใน 5 เดือนนับจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายสำคัญ จำนวน 10 ฉบับแล้วเสร็จ เท่ากับว่าไม่สามารถทำเสร็จก่อน 8 เดือนใช่หรือไม่ ว่า กรธ.จะต้องทำให้เสร็จภายในเวลา 8 เดือน ขยายอีกไม่ได้ เพราะมาตรา 259 เขียนบังคับไว้ว่า หาก กรธ.ทำกฎหมายลูกไม่เสร็จตามกำหนด กรธ.ก็กลับบ้าน แล้วให้ คสช.ตั้งชุดใหม่ขึ้นมาร่างกฎหมายลูก ส่วนจะใช้เวลาเท่าไรก็ขึ้นกับชุดใหม่จะกำหนด
                      เมื่อถามว่า เนื้อหาแบบนี้เปิดช่องให้การร่างรัฐธรรมนูญนานขึ้นอีกหรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า ตนกำหนดไว้ 8 เดือน ก็หมายความว่า มั่นใจจะทำเสร็จตามกรอบเวลา เหมือนเมื่อตอนรับตำแหน่งประธาน กรธ.ก็มั่นใจว่าจะร่างทันภายใน 6 เดือน ตนเขียนแบบนี้ ก็ต้องคิดว่าทำได้ แม้ตอนนี้จะเริ่มล้าเต็มที
                      เมื่อถามว่า หากโรดแม็พต้องเลื่อนออกไป ภาพลักษณ์ของไทยต่อต่างประเทศจะเสียความน่าเชื่อถือหรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า “เอาเฉพาะเมืองไทยก่อนดีมั้ย”
                      ส่วนถ้าร่างฉบับนี้ไม่ผ่านจะทำอย่างไร นายมีชัยกล่าวว่า “อย่ารู้เลยเดี๋ยวตกใจ”
                      เมื่อถามย้ำว่า อยากรู้ทางออก อยากตกใจ นายมีชัยกล่าวว่า “อย่าเลยเดี๋ยวเป็นลม”
                      ส่วนกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ นายมีชัยระบุว่า ก็ต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่

‘ลูกชายชูวิทย์’เผยพ่อติดคุกคืนแรกนอนไม่ค่อยหลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221458.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559
‘ลูกชายชูวิทย์’เผยพ่อติดคุกคืนแรกนอนไม่ค่อยหลับ

“ลูกชายชูวิทย์” เข้าเยี่ยมพ่อ ที่เรือนจำ เผยหน้าตาแจ่มใส ติดคุกคืนแรกนอนไม่ค่อยหลับ เพราะยังไม่คุ้นกับที่นอน เตรียมส่งชุดออกกำลังกายให้ใช้ในเรือนจำ

          วันที่ 29 ม.ค.59 เมื่อเวลา 10.00 น. นายเติมตระกูล กมลวิศิษฎ์ ลูกชายของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้ต้องหาในคดีรื้อบาร์เบียร์ ให้สัมภาษณ์หลังเข้าเยี่ยมนายชูวิทย์ ว่า ตนและสมาชิกในครอบครัวได้เดินทางมาถึงเรือนจำตั้งแต่เวลา 08.00 น. เพื่อลงทะเบียนเข้าเยี่ยมนายชูวิทย์หลังถูกศาลพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี จากการพูดคุยพ่อยังมีสภาพร่างกายแข็งแรง ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ตัดผมสั้นตามระเบียบเรือนจำแล้ว แต่ยังมีอาการกังวลบ้างเล็กน้อย เนื่องจากยังปรับสภาพไม่ได้ โดยบอกว่า เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ เพราะยังไม่คุ้นเคยกับที่นอน แต่เชื่อว่าคงไม่เหงาเพราะในเรือนจำมีคนรู้จักอยู่ด้วยหลายคน นอกจากนี้ ยังได้ขอให้ตนนำเสื้อผ้าออกกำลังมาให้ด้วย เพื่อไว้ใส่การออกกำลังกายในเรือนจำ
          นายเติมตระกูล กล่าวต่อว่า นายชูวิทย์เป็นห่วงครอบครัวและธุรกิจจึงได้ฝากให้ตนช่วยดูแลธุรกิจโรงแรมและอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งก่อนหน้านี้พ่อก็ได้วางรากฐานไว้ดีแล้ว อีกทั้ง ช่วงก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาได้มีการประชุมวางแผนงานร่วมกับพนักงานทุกคนไว้ล่วงหน้าด้วย จึงทำให้ธุรกิจทั้งหมดยังสามารถดำเนินไปได้ตามปกติ
          ผู้สื่อข่าวถามถึงอาการป่วยของนายชูวิทย์ นายเติมตระกูล กล่าวว่า ตนจะนำใบรับรองแพทย์มายื่นให้กับทางเรือนจำ เพื่อให้ทางเรือนจำทราบว่าพ่อมีโรคประจำตัวคือโรคความดันโลหิต และจะนำยาที่พ่อต้องกินทุกวันมาให้ด้วย ทั้งนี้ ตนก็รู้สึกเป็นห่วงพ่อ เพราะหากพ่อมีอาการเครียดก็อาจจะทำให้โรคความดันกำเริบได้ ส่วนเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษนั้นคงให้เป็นไปตามกระบวนการ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยในประเด็นนี้กับนายชูวิทย์
“ผบ.คุก”เผย”ชูวิทย์”ปรับตัวเข้ากับสภาพเรือนจำได้ดี
นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการควบคุมตัว นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กับพวก 30 คน ในคดีรื้อบาร์เบียร์ ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี และส่งตัวเข้าเรือนจำเมื่อวันที่ 28 ม.ค.ว่า. จากการตรวจความเรียบร้อยและพบปะพูดคุยกับนายชูวิทย์ ในแดนคุมขังของเรือนจำพบว่า.นายชูวิทย์ปรับตัวเข้ากับสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำได้ดีเพราะนายชูวิทย์เคยถูกควบคุมตัวในเรือนจำแห่งนี้มาแล้วช่วงเวลาหนึ่ง โดยนายชูวิทย์สามารถรับประทานอาหารของทางเรือนจำได้ และไม่ได้ร้องขอเรื่องใดเพิ่มเติม

          ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา หลังเปิดเรือนจำให้ญาติติดต่อเข้าเยี่ยมตามปกติ ญาติของนายชูวิทย์ได้มาลงทะเบียนเยี่ยมนายชูวิทย์แล้ว โดยเรือนจำได้ปฏิบัติตามระเบียบแรกรับผู้ต้องขังใหม่  ตัดผมสั้น และแจ้งวิธีปฏิบัติตนในเรือนจำเช่นเดียวกับผู้ต้องขังทั่วไป โดยขณะนี้ผู้ต้องขังคดีรื้อบาร์เบียร์ทั้งหมดยังอยู่รวมกันที่แดนแรกรับ และเนื่องจากคดีนายชูวิทย์และพวก เป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดแล้ว หลังจากนี้จะส่งไปคุมขังที่แดนนักโทษในกลุ่มเดียวกันต่อไป

………………………………….
(หมายเหตุ ภาพจากแฟ้มข่าว)

‘ชูวิทย์’ เริ่มที่ ‘บาร์เบียร์’ จบที่ ‘บาร์เบียร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221440.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559
'ชูวิทย์' เริ่มที่ 'บาร์เบียร์' จบที่ 'บาร์เบียร์'

‘ชูวิทย์’ กับชีวิตที่ฉูดฉาด เริ่มที่ ‘บาร์เบียร์’ จบที่ ‘บาร์เบียร์’ : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

                      “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์”
                      ชีวิตของชายคนนี้โลดโผนยิ่งนัก มีคนชอบพอๆ กับคนเกลียด ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเป็นจุดสนใจ
                      หลายคนบอกเขาเป็นนักการตลาดชั้นเยี่ยม หลายคนบอกเขาเป็นนักประชาสัมพันธ์ตัวเอ้
                      ยามอยู่ในวงธุรกิจ เขาประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ก็อยู่ในธุรกิจที่เรียกกันว่า “สีเทา” ยามอยู่ในวงการเมือง เขาผ่านมาทั้งพรรคเล็ก พรรคใหญ่ ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เคยถูกครหาเป็น “สีเทา” เป็นไส้ศึก ที่รัฐบาลส่งมาเป็นฝ่ายค้าน
                      แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือไม่ว่าใครจะชอบหรือจะชังเขาอย่างไรเขาจะอยู่ในกระแสสังคมเสมอ
                      “ชูวิทย์” เป็นที่รู้จักในวงสังคมอย่างกว้างเมื่อกลางปี พ.ศ.2546 เมื่อปรากฏข่าวตกเป็นผู้ต้องหาในคดีรื้อบาร์เบียร์ ซ.สุขุมวิท 10 และต่อมาเขาได้หายตัวไปอย่างลึกลับ แต่อีกไม่นานก็ปรากฏตัวข้างถนน ย่านชานเมืองแห่งหนึ่ง ด้วยสภาพอิดโรย ต้องหามส่งโรงพยาบาล และมีคำให้การจากเขาว่า ถูกตำรวจกลุ่มหนึ่งอุ้มไป ท่ามกลางการตั้งคำถามว่าเป็นการจัดฉากหรือไม่
                      จากจุดนี้เอง “ชูวิทย์” เหมือนกับยืนคนละข้างกับตำรวจและทำให้ต่อมาเขาเปิดโปงพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลของตำรวจอีกหลายๆ อย่าง เช่น ส่วย รีดไถ หรือการปล่อยให้มีการเปิดบ่อนในพื้นที่ และจากนั้นทำให้คนทั่วไปย้อนกลับไปดูว่าเขาเป็นใครมาจากไหน
                      จริงๆ แล้ว เขาไม่ได้เป็นคนที่ไม่มีชื่อเสียงในวงสังคมเลย หากแต่เขาเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในแวดวงธุรกิจสีเทา
                      เมื่อเขาจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาก็กลับมาทำธุรกิจของตัวเอง เปิดอาบอบนวดและขยายกิจการจนเป็นเจ้าของอาบอบนวด 6 แห่ง ในเครือ เดวิสกรุ๊ป และนี่เป็นที่มาของฉายา “เจ้าพ่ออ่าง”
                      ถามว่าก่อนนี้สายสัมพันธ์ของเขากับตำรวจเป็นอย่างไร คำตอบง่ายๆ คือดีมาก เขาสนับสนุนการทำงานของตำรวจเรื่อยมา
                      ก่อนหน้านี้หลายๆ แยกใน กทม. เราจะเห็นป้อมตำรวจติดป้ายหราว่า “สนับสนุนโดยมูลนิธิต้นตระกูลกมลวิศิษฎ์” ซึ่งก็คือชื่อของบุตรชายเขานั่นเอง นอกจากธุรกิจอาบอบนวด เขายังเป็นเจ้าของโรงแรมชื่อ “เดอะ เดวิส” ในซอยสุขุมวิท 24 อีกด้วย
                      จากนั้นเพียงหนึ่งปี คือในปี 2547 “ชูวิทย์” ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคต้นตระกูลไทย แม้จะได้เพียงอันดับสาม พ่าย อภิรักษ์ โกษะโยธิน จากพรรคประชาธิปัตย์ และ ปวีณา หงสกุล ผู้สมัครอิสระ แต่เขาก็กวาดคะแนนมาได้ถึง 334,168 คะแนน ซึ่งถือเป็นคะแนนที่สูงทำให้เขาประกาศกร้าวว่าจะนำพรรคต้นตระกูลไทยลงสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไป
                      แต่ด้วยคะแนนที่สูงนี่เอง ทำให้เขาเริ่มถูกจับตาโดยพรรคการเมืองใหญ่ และที่สุดเขาก็นำพรรคต้นตระกูลไทย ยุบรวมกับพรรคชาติไทย โดยได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และได้เป็น ส.ส. แบบบบัญชีรายชื่อ แต่ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขาดคุณสมบัติ เพราะเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยไม่ครบ 90 วัน จึงพ้นจากความเป็น ส.ส.
                      จากนั้นปี 2549 เขาได้ลาออกจากพรรคชาติไทย เพื่อลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร แต่ก็ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิกถอนสิทธิ เพราะเพิ่งพ้นจากสถานภาพ ส.ส. ไม่ครบกำหนด 1 ปี ก่อนที่จะลงสมัคร ส.ว.ตามกฎหมาย เขาจึงกลับมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยอีกครั้ง
                      อย่างไรก็ตาม หนทางของเขากับพรรคชาติไทยก็ไม่ราบรื่นเมื่อเกิดความขัดแย้งกับ บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย จนกระทั่งเดือนตุลาคม พ.ศ.2550 “ชูวิทย์” ประกาศว่าจะไม่ขอลงเลือกตั้งในปลายปีไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม หลังได้รับการจัดให้เป็นตัวแทนพรรค สมัครรับเลือกตั้งแบบรายชื่อเป็นลำดับที่ 2 ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยยกลำดับที่ 1 ให้แก่ พล.อ.อัครเดช ศศิประภา อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด
                      ครั้งนั้น “ชูวิทย์” ยังโจมตีพรรคชาติไทยที่จากเดิมอยู่คนละข้างกับพรรคพลังประชาชน ของ ทักษิณ ชินวัตร  แต่กลับแสดงท่าทีว่าจะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน และได้โจมตี “บรรหาร” อย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องลาออกจากพรรคในที่สุด โดยส่งใบลาออกทางรถจักรยานยนต์รับจ้าง
                      จากนั้นเสี่ยอ่างผู้นี้ ก็เสมือนเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ “บรรหาร” และพรรคชาติไทย อาทิ ตอนที่ “บรรหาร” ไปหารือร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนการเลือกตั้งปี 2549 ที่ร้านช้อนเงินช้อนทอง เขาก็ไปโชว์เปิบพิสดารหน้าร้านด้วยเมนูปลาไหลต่างๆ อาทิ “ปลาไหลผัดสะตอ” “ต้มโคล้งโครงไก่ใส่ปลาไหล” ซึ่งล้วนแต่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองทั้งสิ้น
                      ต่อมาปี พ.ศ.2551 “ชูวิทย์” หวนกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ต้องผิดหวังซ้ำสอง เพราะ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” จากพรรคประชาธิปัตย์ ยังรักษาตำแหน่งไว้ได้ ขณะที่อันดับสอง ตกเป็นของ ประภัสร์ จงสงวน จากพรรคพลังประชาชน ส่วนตัวเองคว้าอันดับสามตามเดิม
                      อย่างไรก็ตาม ก่อนวันเลือกตั้ง “ชูวิทย์” ได้ไปออกรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ชมทั่วประเทศ เมื่อเขาตรงเข้าไปตีศอกใส่ วิศาล ดิลกวณิช ผู้ดำเนินรายการ หลังรายการจบ เสี่ยอ่างอ้างวันนั้นว่า ทำไปเพราะโมโหที่พิธีกรถามคำถามไม่เป็นธรรม
                      ในปีเดียวกัน ช่วงเดือนกันยายน  “ชูวิทย์” ได้จดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองอีกครั้งในชื่อ พรรคสู้เพื่อไทย แต่ต่อมาในปี 2552 ก็ถูกยุบพรรคลงเนื่องจากมีสมาชิกไม่ถึง 5,000 คน จากนั้นก็มาจดทะเบียนตั้ง พรรครักประเทศไทย ในปี 2553 และประกาศลงสมัครเลือกตั้งทั่วไปในปี 2554 โดยมีจุดยืนว่าจะเป็นฝ่ายค้านเพื่อเพื่อตรวจสอบรัฐบาล
                      ระหว่างการหาเสียง “ชูวิทย์” สร้างสีสันอยู่หลายครั้ง อาทิ ใช้สุนัขที่เขาเลี้ยงชื่อ “โมโต โมโต้” พันธุ์บูลล์เทอร์เรียร์ เป็นสัญลักษณ์แสดงออกถึงความซื่อสัตย์ โดยการเลือกตั้งครั้งนั้นพรรครักประเทศไทย ได้รับคะแนนเสียงถึง 998,603 คะแนน ได้ ส.ส. ถึง 4 ที่นั่ง
                      เมื่อเข้าสภาเขาก็สร้างความฮือฮาอีก เช่น ไปนั่งในที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่สภาทำไม่เหมาะสมเพราะให้พรรคของเขานั่งด้านหลัง รวมทั้งการจัดให้พรรคชาติไทยพัฒนา นั่งตรงกลางห้องประชุม ทั้งที่จริงแล้วตามหลักพรรคชาติไทยพัฒนา ควรนั่งฝั่งขวา และในวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เขาก็ได้แสดงคลิปวิดีโอบ่อนการพนันขนาดใหญ่บริเวณถนนรัชดาภิเษก จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
                      ในการอภิปรายของเขาทุกครั้งมักมีคลิปประกอบ เช่น คลิปบ่อนพนัน คลิปสถานค้าบริการ หรือกระทั่งเมื่อเกิดความวุ่นวายในสภาเขาก็ยังถ่ายคลิปและเผยแพร่ทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก จนได้รับสมญาว่า “เจ้าพ่อคลิป”
                      ช่วงที่มีการชุมนุมของ กปปส. ที่นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ เขาเคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมอยางเผ็ดร้อนหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อเกิดการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เขาก็ถูก คสช. เรียกเข้าไปรายงานตัว แต่จากนั้นก็ยังเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียเป็นระยะๆ จนที่สุดวันที่เขาถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ก็มาถึง จากคดีที่ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจนทางเดินชีวิตก้าวเข้าสู่การเมือง
————————–
(‘ชูวิทย์’ กับชีวิตที่ฉูดฉาด เริ่มที่ ‘บาร์เบียร์’ จบที่ ‘บาร์เบียร์’ : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)

อนาคต ‘ไทยพีบีเอส’ กับ ‘ผอ.ส.ส.ท.’ คนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221451.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559
อนาคต 'ไทยพีบีเอส' กับ 'ผอ.ส.ส.ท.' คนใหม่

อนาคต ‘ไทยพีบีเอส’ กับ ‘ผอ.ส.ส.ท.’ คนใหม่

                      “นพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์” ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ให้สัมภาษณ์ในช่วง “ตอบโจทย์” รายการที่นี่ไทยพีบีเอส หลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 20 มกราคม ถึงแนวโน้มทิศทางของทีวีสาธารณะของไทยแห่งนี้
เคยเป็นผู้จัดการ สสส. ไม่เคยมีประสบการณ์บริหารสื่อ จะบริหารอย่างไรในเรื่องข้อวิจารณ์
                      ผมคิดว่าไม่มีผู้บริหารคนไหนเคยบริหารสื่อสาธารณะประเทศไทยมาก่อน ต้องถามว่าเราจะเลือกคนแบบไหนมาบริหาร สื่อสาธารณะเป็นสื่อที่แตกต่างจากสื่อการค้ามหาศาล วิธีคิด วิธีการทำงาน วิธีการวัดผลทำให้สำเร็จ แตกต่างมหาศาล ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผู้สมัครแต่ละคน มีจุดดีและจุดแข็งต่างกัน บางท่านบริหารโทรทัศน์มา
                      ในส่วนของผมทำด้านสื่อสาร เรียกว่า การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) อย่างที่เห็นเราเปลี่ยนเรื่องวิธีคิดของคนไทยเรื่องการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เปลี่ยนวิธีการให้ของขวัญปีใหม่ ที่เรียกว่า “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” เราทำเยอะมาก ทุกคนมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง แต่ต้องถามว่าใครตีโจทย์ของทีวีสาธารณะได้ดีกว่ากัน
                      คิดว่าทีวีสาธารณะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลง ต้องสร้างคุณค่าให้แก่สังคมได้ ไม่ใช่ทีวีที่เน้นสำหรับการมีเรตติ้งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีคุณค่าที่จับต้องได้ และประชาชนยอมรับ สื่อสาธารณะเป็นกลไกสำคัญมากที่มีผลต่อความคิดและมีผลต่อสื่อด้วยกันเองด้วย สื่อสาธารณะไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องการค้าเป็นตัวหลัก แต่มุ่งเรื่องประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง คิดว่ากรรมการนโยบาย มีอากาสได้ทดลองผู้บริหารมาหลายท่าน ตอนนี้ท่านก็อาจอยากทดลองวิธีคิดของการสื่อสารแบบใหม่
                      “จุดแข็งของผมคือเรื่องการทำงานด้านสังคมมามากกว่า 14 ปี ที่รู้ประเด็นเรื่องผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ รู้ประเด็นเรื่องของกลุ่มคน เรื่องของความขัดแย้งทางความคิด อันนี้อาจจะเป็นจุดแข็งหนึ่งที่ถูกมอง”
                      ผมคิดแบบนี้ ไทยพีบีเอสมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรายการของไทยพีบีเอสจะต้องตอบโจทย์ของการเปลี่ยนแปลงให้ได้ จะต้องเป็นสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง สื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงคืออะไร ต้องมาตีกันให้ชัด เรามีหน้าที่จะต้องติดอาวุธทางความคิดให้แก่คนไทย ในสถานการณ์ประเทศเจอปัญหาอุปสรรคมากมาย เราติดกับดักของรายได้ปานกลาง เหตุผลสำคัญคือคุณภาพของคน เราพูดถึงระบบการศึกษาที่มีปัญหา เราพูดถึงสภาวะทางสังคม คนรวยคนจนมีช่องว่างมาก เราจะจัดการปัญหาตรงนี้อย่างไร จะดูแลอย่างไร วัฒนธรรมที่หลั่งไหล่เข้ามา เราจะจัดการอย่างไร เพราะฉะนั้นต้องทำการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง ต้องเปลี่ยนทั้งระดับคนและสังคม ทีวีสาธารณะต้องเข้าถึงมวลชนขนาดใหญ่ได้
จำนวนผู้ชมหรือที่เรียกว่าเรตติ้งอาจจะมีผลด้านสังคมแต่ไม่มีคนดูจะแก้ปัญหาอย่างไร
                      ไทยพีบีเอสต้องปรับตัว ช่องจะต้องมามองเรื่องจัดน้ำหนักของเรื่องต่างๆ ให้เป็นอย่างไร และเรื่องของประเด็นสื่อสาร และประเด็นของกลุ่มเป้าหมายที่จะสื่อสารก่อน ซึ่งอยากเห็นไทยพีบีเอสวางแผนก่อน เพราะไทยพีบีเอสมีเรื่องดีๆ เยอะมาก แต่มันจะอยู่เป็นส่วนๆ ยังกระจัดกระจายไม่สามารถโฟกัสบอกกับสังคมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงได้
                      “ไทยพีบีเอส ตัวเรตติ้งไม่ใช่จะต้องเป็นอันดับที่หนึ่ง ไม่ใช่เป้าหมาย แต่ไทยพีบีเอสคือการทำให้สังคมไทยดีขึ้น เราคงไม่สามารถไปเทียบกับช่องทีวีที่มีเรตติ้งเพื่อความบันเทิง หน้าที่ของไทยพีบีเอสต้องโฟกัสคือเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่ากับสังคมอย่างไรได้บ้าง มีประเด็นอะไรที่จะต้องจับเนื้อหาต้องมีคุณค่ากับคนจริงๆ ก็จะทำให้มีคนชม และตัวเรตติ้งก็จะตามมา เราไม่สามารถขึ้นไปแตะข้างบนได้ แต่เราสามารถเป็นทีวีช่องที่มีสาระที่ดีที่สุดได้”
การตลาดกับทีวีสาธารณะหน้าตาจะเป็นอย่างไร
                      ถ้าดูตัวอย่างไทยพีบีเอส มีรายการหลายรายการที่คลิปมีคนดูเป็นล้าน เยอะมาก แต่ตอนที่อยู่หน้าจอคนไม่รู้ ปัจจุบันพฤติกรรมการชมหรือดูทีวีไม่ได้เริ่มจากทีวีแล้ว มันเริ่มจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเขา โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ แล้วนำไปสู่ตรงนั้น ในส่วนของตรงนี้เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากทีวีอย่างเดียว แล้วเราสามารถออกแบบกระบวนการสื่อสารแบบใหม่ที่สามารถจะทำให้เป็นเนื้อเดียวกันและทำให้คนเข้ามาดูได้
                      เพราะฉะนั้นตัวการตลาดสำคัญมาก ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปทำการตลาดแบบเอกชน เช่น ถ้าไทยพีบีเอสมีรายการที่สุดยอด ไทยพีบีเอส สามารถทำให้เป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์” ก่อนได้เลย ทำให้คนรู้สึกสนใจในโซเชียลมีเดีย แล้วสามารถที่จะมาดูหน้าจอ ณ เวลานั้น คิดว่านี่คือการตลาด ที่เรียกว่า “โซเชียลมาร์เก็ตติ้ง” คือไม่ได้หมายความว่าต้องไปใช้เงินเยอะแยะ สิ่งสำคัญคือใช้ประเด็นและวิธีการสื่อสาร
                      ส่วนเรื่องการตรวจสอบการทำงานของ สสส.อยู่ขณะนี้ ต่างคนต่างความคิด ผมมีประสบการณ์จาก สสส.ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ ว่าน้ำหนักแค่ไหนถึงจะพอเหมาะในการสื่อสาร ต้องจัดการความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองอย่างไรถึงจะเหมาะสม
                      “ไทยพีบีเอสจะต้องยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และสุดท้ายประชาชนจะเป็นคนตัดสิน เราจะต้องเป็นกลางจริงๆ และไม่ใช่เราแตะการเมืองไม่ได้ เราจะต้องแตะอย่างมีเหตุมีผล”

วิบากกรรม ‘ร่างรธน.’ วิบากกรรมคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221452.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559
วิบากกรรม 'ร่างรธน.' วิบากกรรมคนไทย

คิดข้ามขั้ว : วิบากกรรม ‘ร่างรธน.’ วิบากกรรมคนไทย : โดย…ไพศาล สังโวลี

                      ความหวังของการเมืองใหม่ ความหวังของการปฏิรูปประเทศไทย ความหวังของประชาชนคนไทยที่จะลืมตาอ้าปากได้
                      หากชนชั้นผู้นำทางการเมืองหลุดพ้นจาก “หลุมดำ” ของการแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์บนความทุกข์ร้อนของประชาชน ด้วยการโยนเศษชิ้นเนื้อ “ประชานิยม” และฉาบทา “ประชาธิปไตยฉาบฉวย” เอาไว้ให้ดูดีสวยหรู ซึ่งกำลังกลายเป็นพิษร้ายมอมเมาเสพติดทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งชิงชังกันของคนในสังคมอยู่ในเวลานี้ คงเคยได้ยิน “เสพติดประชานิยม” ทุกพรรคทุกรัฐบาลที่หมุนเวียนกันเข้าไปมีอำนาจ เลียนแบบเอาอย่างกันหมด
                      จนวันนี้ ก็ยังคงไม่มีความหวัง
                      ตราบใดที่กลุ่มแกนนำมวลชน พรรคการเมือง และนักการเมือง ที่ยึดกุมความเชื่อศรัทธาของคนครึ่งค่อนประเทศ ยังไม่ “สำนึก” ว่าการเมืองที่ผ่านมามีปัญหา และยังคิดว่า การยึดอำนาจของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ การยึดแย่งอำนาจไปจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่คิดว่ายึดอำนาจเป็นการเฉพาะกิจ เป็นการตัดตอนอันตราย เพื่อปรับปรุงสิ่งที่ผิดพลาดก่อนเริ่มต้นใหม่ เพราะการเมืองถึง “ทางตัน” และประเทศเดินหน้าไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงจนอาจจะนองเลือด จึงต้องมีการหยุดการนองเลือด และหาทางออกของการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้มีการเมืองใหม่ อย่างที่ “คสช.” พร่ำบอก
                      ไม่ “สำนึก” ว่าความขัดแย้งแตกแยกของประชาชน มาจากการต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่เลือกวิธีเอาชนะคะคานกัน หรือที่เรียกว่า “เล่นการเมืองแบบศรีธนญชัย” จนกลายเป็นความเละเทะสะเปะสะปะของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย เพราะคนในการเมืองมุ่งแต่จะหาช่องโหว่เพื่อหาประโยชน์ทางการเมือง คิดแต่จะทำอย่างไรให้ชนะเลือกตั้งและได้คะแนนอย่างท่วมท้น เป็นรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้ คิดแต่จะทำอย่างไรให้เป็นรัฐบาลได้ยาวนานที่สุด คิดแต่กลยุทธ์ที่จะซื้อใจประชาชนเพื่อผูกขาดอำนาจ แล้วก็คุยโวโอ้อวด เกทับคู่แข่งทางการเมือง สร้าง “วาทกรรมหยามเหยียด” ยั่วยุกันไปมา
                      สิ่งที่ทำให้เห็นตลอดเวลาก็คือ นักการเมืองบางฝ่าย นักเคลื่อนไหวมวลชน มองว่า “คสช.” คือตัวปัญหา มองว่าต้องการสืบทอดอำนาจ ไม่เชื่อว่าคิดดีประสงค์ดีต่อบ้านเมืองจริงอย่างที่ปากพูด
                      ดังนั้น ไม่ว่าจะด้วยความ “ผิดหวัง” ที่ฝ่ายตนกำลังมีอำนาจ แต่กลับมาถูกยึดอำนาจ ด้วยความคิดที่ต่อต้านการรัฐประหาร ด้วยผลประโยชน์ทางการเมืองที่สูญเสียไปและไม่แน่ว่าจะได้กลับคืนมาเหมือนเดิมหรือไม่ ด้วยความรู้สึกว่า ตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำฝ่ายเดียว จนมี “อคติ” สิ่งเหล่านี้ มีมาตั้งแต่ต้น และประกาศไม่เข้าร่วมสร้างสรรค์ การปฏิรูปประเทศ และสร้างสรรค์การเมืองใหม่ร่วมกับ “คสช.” มาตั้งแต่แรก ตั้งหน้าตั้งตาที่จะจับตามอง หาช่องวิพากษ์วิจารณ์ โจมตีในข้อผิดพลาด และต่อต้านทุกเรื่องที่เกิดจาก “คสช.”
                      จึงไม่แปลกที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งเป็นร่างที่สองเข้าไปแล้ว แม้ว่าจะมีการปรับปรุงหลายอย่างจากร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ถูกคว่ำโดย “สปช.” (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ก็ยังถูกจ้องรณรงค์ไม่รับ ไม่ผ่าน “การลงประชามติ” ทั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญยังไม่เสร็จสมบูรณ์ด้วยซ้ำ และยังไม่ฟังคำอธิบาย ฟังความเป็นเหตุเป็นผลอย่างแจ้งชัดจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญไม่คิดแม้แต่น้อยว่า การร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ก็เพราะมีปัญหาจากพวกนักการเมือง และพวกนักเคลื่อนไหวมวลชนทั้งหลายเป็นต้นเหตุ
                      แทนที่ความน่าจะเป็นในเวลานี้ คือ ชี้ความบกพร่องอย่างสร้างสรรค์ของร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่เอา “อคติ” เป็นตัวตั้ง จากนั้นก็มุ่งมั่นร่วมกันที่จะหาความพอดีพองาม เพื่อให้รัฐธรรมนูญออกมาดีที่สุดกว่าที่ผ่านมา ยอมละลดเลิกความคิดความเชื่อส่วนตัวที่สุดโต่ง เอาใจเขามาใส่ใจเรา มองเห็นประโยชน์ของประชาชนอย่างที่มักเอาเขามาอ้างเป็นที่ตั้ง และยอมรับกติกาที่ทำขึ้นใหม่ร่วมกัน เท่านั้นเองก็ประเสริฐที่สุดแล้ว
                      แต่ก็อย่างที่กล่าวมาแล้ว มันคือ วิบากกรรมของร่างรัฐธรรมนูญในยุคนี้ และวิบากกรรมของประชาชนคนไทย ที่ต้องมาตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ เพราะคนบางส่วน ยังคงจมปลักอยู่กับอดีตที่ยึดมั่นถือมั่นในพวกตัวเอง และแนวทางของพวกตัวเองเท่านั้น
——————–
(คิดข้ามขั้ว : วิบากกรรม ‘ร่างรธน.’ วิบากกรรมคนไทย : โดย…ไพศาล สังโวลี)

สอนเด็ก’คิดก่อนกิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221378.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559
สอนเด็ก'คิดก่อนกิน'

สอนเด็ก’คิดก่อนกิน’ : กระดานความคิด โดยเสริมพงศ์ แปงคำมา

            โรงพยาบาลแม่ใจ อ.แม่ใจ จ.พะเยา เป็นโรงพยาบาลหนึ่งที่ร่วมขับเคลื่อนคนไทยอ่อนหวานกับเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานมาตั้งแต่ปี 2552 โดยการขับเคลื่อนของฝ่ายทันตกรรมมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมาย คือเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและประถมศึกษาที่อยู่ในความรับผิดชอบ20 แห่ง และสามารถขยายผลสู่การมีส่วนร่วมชุมชน

ปีแรกของการขับเคลื่อนมุ่งเน้นทางด้านการรณรงค์บริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ปีต่อมาได้จัดประกวดเมนูอ่อนหวานโดยการให้แม่ครัวของแต่ละศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคิดค้นเมนูอาหารอ่อนหวานเพื่อรวบรวมเป็นต้นแบบเมนูอ่อนหวานของจังหวัด

เมื่อโครงการในปีแรกๆ ประสบความสำเร็จได้ผลตอบรับที่ดี รพ.แม่ใจ จึงขยายผลไปยังการให้ความรู้เรื่องพฤติกรรมการบริโภคของเด็กเพื่อลดการบริโภคน้ำหวานน้ำอัดลมและขนมกรุบกรอบ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคฟันผุและโรคอ้วนด้วยการคัดแยกขนมตามสีสัญญาณไฟจราจรและร่วมมือกับโรงพยาบาลจุน คิดค้นสื่อการสอน “วงล้อขนมสามสี” ขึ้น เพื่อให้เด็กได้สนุกและเข้าใจได้ง่าย

ทพ.ธิติพันธุ์ อวนมินทร์ ทันตแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลแม่ใจ ผู้รับผิดชอบโครงการ เล่าว่า อย่างที่เราทราบกันว่า เด็กกับน้ำหวานน้ำอัดลมหรือขนมกรุบกรอบเป็นของคู่กัน เราก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กในพื้นที่ลดการกินขนมพวกนี้ให้น้อยลงหรือกินแล้วต้องมีวิธีการจัดตัวเองอย่างไรและทำอย่างไรให้มีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดการกินขนมกรุบกรอบด้วยเช่นกัน โดยแรกๆ เราส่งผ่านความรู้เรื่องขนมปลอดภัยไม่ปลอดภัยไปยังครูพ่อแม่หรือผู้ปกครองเพื่อให้เลือกขนมให้เด็กกินได้อย่างถูกทาง โดยแยกเป็น “ขนมยิ้ม” กับ “ขนมร้องไห้” โดยให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองคัดแยกขนมตามคำกลอนที่คิดขึ้นว่า “ไม่หวานไม่เหนียวติดฟัน ไม่เค็มไม่มันเกินไป ของว่างต้องมีกากใย เพื่อให้ลูกหลานฟันดี” ถ้าขนมชิ้นไหนผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 นี้ก็จะเป็นขนมยิ้ม ให้เด็กกินได้ แต่ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์จะเป็นขนมร้องไห้ หรือขนมอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเมื่อคัดแยกแบบนี้แล้วพบว่าแทบไม่มีขนมไหนเลยผ่านเกณฑ์ขนมยิ้ม กลายเป็นว่าตะกร้าขนมร้องไห้มีเยอะมาก ไม่มีทางเลือกให้เด็กได้กินเลย

เมื่อเจอปัญหามีแต่ขนมร้องไห้ ก็คิดว่าให้กินได้ แต่อย่ากินบ่อย หรือกินแค่วันละครั้งก็พอ เราก็มาศึกษาเรื่องฉลากไฟจราจร คือ ขนมปลอดภัย “สีเขียว” ขนมปลอดภัยปานกลาง “สีเหลือง” และขนมอันตราย “สีแดง”

นอกจากนี้ยังได้นำ “วงล้อขนมสามสี” ซึ่งเป็นสื่อการสอนคัดแยกขนมมาจาก อ.จุน มาใช้ด้วย เพื่อให้เด็กรู้สึกสนุกกับการเรียนรู้และเข้าใจง่ายขึ้น เมื่อเด็กๆ เรียนรู้การคัดแยกขนมก็สามารถเลือกซื้อขนมเองได้

จากนั้นจึงขยายโครงการออกสู่ชุมชน โดยการขอความร่วมมือร้านค้าภายใน อ.แม่ใจ จำนวน 46 ร้าน ในการเข้าร่วมโครงการ “ร้านค้าอ่อนหวาน” โดยแต่ละร้านมีการจัดวางขนมสีเขียวออกมาชัดเจน ร้านค้าอ่อนหวานสามารถขายได้ทุกอย่าง แต่ต้องแยกขนมหวานสีเขียวแยกออกมา เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย ในส่วนร้านค้าในเขต อบต.แม่สุก จำนวน 15 ร้าน นอกจากจะคัดแยกขนมจากชั้นวางแล้ว ยังมีการติดป้ายให้ข้อมูลขนมสามสีด้วย

เมื่อโรงเรียนมีกระบวนการช่วยเหลือลูกหลานท่านแล้ว แต่ยังเหลืออกระบวนการชุมชน เพราะไม่ว่าโรงเรียนจะพร่ำสอนเด็กกินขนมสีเขียว แต่หากสิ่งแวดล้อมภายนอกหากไม่เอื้อให้เด็กได้กินขนมปลอดภัยก็ไม่มีประโยชน์

“เราไม่ได้คาดหวังให้เด็กคัดแยกขนมได้ถูกต้อง แท้จริงแล้วเราต้องการเพียงแค่ต้องการให้เด็กได้คิดก่อนกิน ไม่ใช่ว่าเจออะไรจับใส่ปาก แต่ขอให้ดูก่อนกินเอาอะไรใส่ปาก” ทพ.ธิติพันธุ์กล่าว

นับตั้งแต่ร่วมขับเคลื่อนโครงการมาตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบันสถานการณ์โรคฟันผุในพื้นที่ อ.แม่ใจ มีอัตราปลอดฟันผุมากขึ้น 80% แต่มาตรการนี้ไม่อาจประสบความสำเร็จได้หากขาดความร่วมมือจากชุมชน ร้านค้า โรงเรียนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ขานรับแนวทางเพื่อให้คนในตำบลมีสุขภาพดี

การดำเนินงานของโรงพยาบาลแม่ใจในโครงการนี้ ถือเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนการลดบริโภคน้ำตาลระหว่างหน่วยงานและชุมชน