‘พาที’ โต้นักบินแย่ ทุกคนต้องผ่านมาตรฐานกพท. ผล ‘2กัปตัน’ ไร้ผิด-อีก5รอสรุป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579013

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2559 07:16

 

“พาที” ปฏิเสธลั่น ไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวกับนักบิน ย้ำเหตุมาจากการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อยกระดับรองรับมาตรฐานความปลอดภัย ด้านการบิน ก่อนจะเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเครื่องบินกับสายการบินยุโรป พร้อมโต้ไม่ได้ปล่อยนักบินไม่เข้าเกณฑ์ขึ้นเป็นกัปตัน เหตุต้องได้ไลเซนส์จากสำนักงานการบินพลเรือน มั่นใจจากนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ด้าน “สมคิด-อาคม” ประสานเสียงเป็นปัญหาภายในของนกแอร์ เรียกผู้บริหารมาถกแล้ว ขณะที่อธิบดีกรมสวัสดิการฯแนะนักบินที่ถูกเลิกจ้างให้รักษาสิทธิที่พึงได้รับ

จากปัญหาสายการบินนกแอร์เกิดความล่าช้าในการขึ้นบินนับสิบเที่ยวบิน เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.30น.วันที่ 17 ก.พ. นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ เปิดแถลงข่าวด่วนที่สำนักงานสายการบินนกแอร์ ชี้แจงรายละเอียดการชดเชยผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ว่า มีผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 3,000 คน จากการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนทั้งสิ้น 17 เที่ยวบิน ทั้งเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทั้งนี้ การชดเชยดังกล่าว ทางสายการบินนกแอร์ได้ปฏิบัติตามหลักการของกรมการบินพลเรือน เบื้องต้นได้ประสานให้แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องติดต่อผู้โดยสารเพื่อชดเชยให้กับผู้โดยสารเป็นที่เรียบร้อยแล้วกว่า 40 เปอร์เซ็นต์และยังมีผู้โดยสารบางส่วนที่ยังไม่สามารถติดต่อได้ สายการบินจึงตั้งสายด่วนให้เฉพาะผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบและยังไม่ได้รับการติดต่อจากนกแอร์ เพื่อสอบถามรายละเอียดและข้อมูลการชดเชย ได้ที่หมายเลข โทร. 0-2529-8740 ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะสามารถติดต่อได้ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันที่ 17 ก.พ.เป็นต้นไป

นายพาทีกล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าของการสอบสวนนักบินที่เหลืออีก 7 คน ล่าสุดพบว่าการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น แต่เบื้องต้นพบว่านักบินจำนวน 2 คน ใน 7 คน ไม่มีความผิดคือ นายสัญญา ลิ้มประเสริฐ ผู้อำนวยการแผนกทดสอบและพัฒนาการบิน/นักบินผู้ควบคุมอากาศยาน และนายวิรุณ มหิทธิกุล ผู้อำนวยการแผนกเอกสารการบินและรัฐสัมพันธ์/ นักบินผู้ควบคุมอากาศยาน ส่วนที่เหลืออีก 5 คนคาดว่าจะใช้เวลาสอบสวนและสรุปอีกประมาณ 1-2 วัน จึงจะสอบสวนแล้วเสร็จ ส่วนสาเหตุที่ยังสอบสวนไม่เสร็จ เนื่องจากข้อมูลยังไม่ครบ และสิ่งสำคัญที่สุดคือกำลังทำเรื่องเกี่ยวกับคนซึ่งเซ้นซิทีฟ จะต้องออกข่าว ต้องระวัง แม้ว่าเขาจะผิด อาจมองได้ว่าเขาเองเป็นคนไม่ดี แต่อาจมีสถานการณ์หรือปัญหาภายในที่ทำให้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ส่วนกรณีนายศานิต คงเพชร นั้น ส่วนตัวไม่ได้มีอะไรกับเขา ไม่ได้ทะเลาะกัน และที่มีข่าวออกมาว่าต่อยกัน ไม่ใช่ต่อยจริง เพียงแค่ฟึดฟัด แต่ไม่ได้มีปัญหาใดๆ ไม่มีเรื่องส่วนตัวใดๆเลย แต่เรื่องนี้เกิดจากการกระทำของเขาในสนามบิน กระทบกับผู้โดยสาร 800 คน และการบิน 4 เที่ยวที่จะบินไปถึง ซึ่งเขาพลาดเพราะการกระทำของเขาเราจึงให้เขาออก ไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวใดๆทั้งสิ้น

ทั้งนี้ นายพาทียังกล่าวถึงประเด็นที่ว่านกแอร์ใช้นักบินที่ไม่มีมาตรฐานการบินไปทำการบินว่า ครูการบินมาจากบริษัทการบินไทย ขับ 747 มาตลอด 20 ปี และทำเรื่องความปลอดภัย และระบบความปลอดภัยไม่ได้มาจากผู้บริหารสายการบิน แต่ผู้ที่เซ็นอนุมัติผ่านมาตรฐานคือสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ไม่ได้อยู่ที่ผู้บริหารที่จะไปบังคับให้นักบินที่ไม่ได้มาตรฐานขึ้นบิน ยืนยันว่านกแอร์ปฏิบัติตามขั้นตอนขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และคู่มือการตรวจสอบมาตรฐานสายการบินเพื่อออกรับรองการเดินอากาศ (AOCR) พร้อมกับย้ำเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสารด้วยว่า การปฏิบัติงานของสายการบินนกแอร์นั้นได้มาตรฐาน ภายใต้ข้อบังคับของ ICAO และ AOCR อยู่แล้ว แต่เพื่อให้บริษัทสามารถขยายกลุ่มพันธมิตรไปยังสายการบินในทวีปยุโรปได้ ต้องมีการปรับมาตรฐานโครงสร้างองค์กรให้เข้ากับมาตรฐานของยุโรป (EASA) ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว จะเป็นการแลกเปลี่ยน โดยเช่าเครื่องบินพร้อมนักบินจากสายการบินยุโรปที่ร่วมมือกัน มาทำการบินให้นกแอร์ในช่วงไฮซีซั่นและเครื่องบินของนกแอร์ นักบินนกแอร์ จะถูกเช่าไปบินที่ยุโรปเช่นกัน จากเดิมการปรับโครงสร้างจะเริ่มการแลกเปลี่ยนเครื่องและนักบินในเดือนกรกฎาคมนี้ แต่พอมีปัญหาภายในบริษัทก็ต้องเลื่อนไปเริ่มการแลกเปลี่ยนในปี 60 อย่างไร ก็ตาม มั่นใจได้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก และปัญหาทุกอย่างจะได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นโดยเร็ว

“ย้ำเราจะมีพันธมิตรที่ยุโรป แลกเปลี่ยนทำการบินระหว่างกันระหว่างไฮซีซั่นกับโลว์ซีซั่น ซึ่งถ้าเป็นไฮซีซั่นของเขา เราจะส่งนักบินของเราไปบินที่ยุโรป เพื่อลดค่าใช้จ่ายของธุรกิจช่วงโลว์ซีซั่น และในทางตรงข้าม หากเป็นไฮซีซั่น ของเรา เครื่องบินเขาจะมาบินในไทย และไม่ใช่แค่เขาตรวจสอบเราเพียงอย่างเดียว เราก็ต้องตรวจสอบเขาด้วย ซึ่งคงไม่สามารถบอกชื่อสายการบินได้ แต่จะทำให้เราทำกำไรได้มากขึ้นอีก” นายพาทีกล่าว

นอกจากนี้ นายพาทียังกล่าวกรณีที่มีการให้ข่าวออกมากระทบความเชื่อมั่นนั้น ขอชี้แจงว่าเวลาคนถูกให้ออกแล้วจนตรอก จะพูดอะไรก็ได้ จึงต้องให้อภัยเขาบ้าง ตนเป็นซีอีโอสายการบินนกแอร์มา 12 ปี ต้องทำให้ได้มาตรฐาน และจะไม่ยอมเด็ดขาดที่จะทำให้ชื่อเสียงองค์กร ตัวเอง กรรมการ และผู้ถือหุ้นเสีย ซึ่งมาตรฐานของนกแอร์ไม่ได้ต่ำกว่าสายการบินอื่น พร้อมระบุอีกว่าสายการบินนกแอร์ไม่ได้บินเกินชั่วโมงบินมาตรฐานมาก เมื่อตรวจสอบพบ จึงมีการปรับลดเที่ยวบินลง และนักบินของนกแอร์ปัจจุบันไม่ขาด และช่วงที่ตรวจพบปัญหาด้านการ บริหาร จึงได้ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งขณะนี้มีการออดิทหากจะเพิ่มเที่ยวบินต่อไป จะต้องมีนักบินและเครื่องบินเพิ่มตามมาตรฐาน ICAO ซึ่งในอนาคตจะมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาตรวจสอบสายการบินนกแอร์ ดังนั้น จึงไม่ได้มีปัญหาภายในและปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดเฉพาะกลุ่ม โดยยืนยันค่าตอบแทนของนักบินไม่น้อยกว่าคู่แข่ง

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวถึงในวันเดียวกันถึงกรณีที่มีข่าวว่ากัปตันสายการบินนกแอร์ต่ำกว่าเกณฑ์ขึ้นบินว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะการขึ้นบินในแต่ละครั้งจะต้องผ่านมาตรฐานด้านการบินและใบอนุญาตหรือไลเซนส์ของนักบินมี อายุอยู่แล้ว ซึ่งมีลักษณะเหมือนใบขับขี่ และการเรียนการสอนของนักบินผ่านสถาบันการบินพลเรือนและสถาบันของเอกชนที่ได้มาตรฐานสากล ถ้านักบินไม่ผ่านคุณสมบัติที่กำหนดก็ไม่สามารถที่จะขึ้นบินได้ ที่ผ่านมาผู้บริหารสายการบินนกแอร์แจ้งว่า นักบินทุกคนผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านการบินไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายในองค์กรที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาของสายการบินนกแอร์ว่าเป็นเรื่องภายในของบริษัท ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้เชิญนายพาทีมาหารือแล้วว่า ขอให้บริหารจัดการอย่าให้ความขัดแย้งบานปลาย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเอียซ่า เป็นเรื่องของความต้องการที่จะยกระดับมาตรฐานของนกแอร์เองก่อนที่ภายนอกจะเข้ามาจัดการมาตรฐาน ซึ่งตนได้หารือกับนายออมสิน ชีวะ-พฤกษ์ รมช.คมนาคมแล้ว ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร

อย่างไรก็ดี วันเดียวกัน น.ส.พรรณี ศรียุทธศักดิ์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงปัญหาของสายการบินนกแอร์ ว่า กสร.ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพบว่ามีการเลิกจ้างนายศานิต คงเพชร ผู้จัดการแผนกรักษามาตรฐานการบินและนักบินผู้ควบคุมอากาศยาน โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและเงินใดๆ เนื่องจากจงใจกระทำความผิดร้ายแรงต่อบริษัท ในกรณีนี้นายศานิตสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าชดเชยได้ 2 ทาง คือ การยื่นคำร้อง (คร.7) กับพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อขอรับเงินค่าชดเชยบรรเทาความเดือดร้อน จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ส่วนการดำเนินการสอบสวนทางวินัยจำนวน 7 ราย ในจำนวนนี้ถูกสั่งพักงานจำนวน 2 ราย เป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 15-23 ก.พ. ส่วนพนักงานที่ถูกสอบสวน 5 คน ยังปฏิบัติงานตามปกติ เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่นายจ้างและลูกจ้างต้องทำความเข้าใจระหว่างกัน โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย พนักงานที่ถูกสั่งพักงานระหว่างการ สอบสวน นายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันไว้แต่ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนถูกสั่งพักงาน หากผลสอบลูกจ้างไม่ผิดนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้เท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน

หุ้นสหรัฐฯ พุ่งต่อเนื่อง ได้แรงหนุนกลุ่มน้ำมัน-เหมืองแร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579005

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 06:58

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันในวันพุธ โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัทกลุ่มน้ำมันและเหมืองแร่ หลังข้อมูลชี้ว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 17 ก.พ. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 257.42 จุด หรือ 1.59% ปิดที่ 16453.83 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 31.24 จุด หรือ 1.65% ปิดที่ 1,926.82 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 98.11 จุด หรือ 2.21% ปิดที่ 4,534.07 จุด

เมื่อวันพุธ ความเคลื่อนไหวของตลาดได้รับการกระตุ้นจาก ข่าวราคาน้ำมัน เบรนต์ เพิ่มขึ้นถึง 7.2% หลังจากประเทศอิหร่านประชุมร่วมกับผู้ผลิตรายใหญ่ประเทศอื่นๆ เพื่อหารือเรื่องการตรึงกำลังการผลิตน้ำมัน ส่งผลให้หุ้นบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น เช่น เชฟรอน กับ โคโนโคฟิลลิปส์ พุ่ง 4.1% และ 3.5% ตามลำดับ

ในขณะที่ผู้ผลิตทองแดงอย่างบริษัท ฟรีพอร์ต แมคโมราน หุ้นพุ่ง 12.4% ส่วนบริษัท อัลโค ผู้ผลิตอะลูมิเนียมเพิ่มขึ้น 4.9% หลังมีรายงานว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

เปิดเส้นทางเที่ยวเชื่อมอาเซียน อะเมซซิ่งไทย-เมียนมา-ลาว-ญวน-เขมร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578963

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2559 06:15

 

“สมคิด” กดปุ่ม “อาเซียน คอนเนกต์” เชื่อมโยงการท่องเที่ยวในกลุ่มอาเซียน ร่วมมือกันรวย ดึงการบินไทย–ไทยสมายล์–แอร์เอเชียทำแพ็กเกจ แทนที่จะแข่งขันกันเอง โดยมี ททท.ช่วยทำตลาด ด้านผู้ว่าการททท.เผยตัวอย่างเส้นทางเชื่อมโยง 5 ประเทศสุดอะเมซซิ่ง ตั้งแต่ไทย–เมียนมา–ลาว–เวียดนาม–กัมพูชา

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ร่วมกับนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ 3 สายการบิน ได้แก่ การบินไทย ไทยสมายล์ และไทยแอร์เอเชียว่า ผลการเติบโตของการท่องเที่ยว น่าประทับใจมากทั้งในเรื่องของปริมาณคนและรายได้ ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของกระทรวงการท่องเที่ยวและ ททท. แต่จากนี้ไปจะเน้นเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปท่องเที่ยวให้ยั่งยืนและดีกว่าเดิม

ทั้งนี้ ได้ขอให้การบินไทย ไทยสมายล์และไทยแอร์เอเชีย รวมทั้งสายการบินอื่นๆ รวมกันเป็นหมู่คณะ มานั่งประชุมกับ ททท. เพื่อออกแบบแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชื่อมโยงในอาเซียนหรืออาเซียน คอนเนกต์ ทั้งการเชื่อมโยงระหว่างเมืองต่อเมือง ระหว่างอาเซียนด้วยกันเองและเชื่อมโยงนอกอาเซียน กับยิงตรงเข้ามาสู่อาเซียนและกระจายเส้นทางออกไป เพื่อให้เกิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยว โดย ททท.จะร่วมทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ให้ด้วย ซึ่งวิธีนี้จะดีกว่าที่แต่ละสายการบินจะแข่งขันกันเอง

“ขณะนี้การท่องเที่ยวภายในอาเซียนโตขึ้นมาก ทั้งในอาเซียนด้วยกันเองและจากต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาเที่ยวในอาเซียน แต่ละประเทศมีจุดเด่นของตัวเอง นโยบายของการท่องเที่ยวคือจะเน้นเรื่องของอาเซียน คอนเนกต์ ถ้าในระหว่างอาเซียนด้วยกันเอง มีนักท่องเที่ยวจากเมืองอะไรบ้างในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม รวมถึงมาเลเซีย”

นายสมคิด กล่าวว่า การดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาและไปเที่ยวต่อที่อื่นไม่ใช่แค่เมืองไทย อาจจะเป็นอีกหนึ่งหรือสองประเทศก็ได้ ตอนนี้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดิมจะเที่ยวของเขาเอง แต่จากนี้ไปและด้วยแนวคิดนี้ นักท่องเที่ยวจากกลุ่มยุโรปจะสนใจแน่นอน จะเป็นมิติใหม่ของการท่องเที่ยว โดยจะมีการโปรโมตไปก่อน และเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง ซึ่งจะมีประโยชน์สูงมาก เพราะกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที่มีการเติบโตที่สูงมากและมีคนที่มีรายได้เพิ่มขึ้นมาก มีการเติบโตต่อเนื่อง 2-3 ปี คนเหล่านี้ยินดีที่จะมาเที่ยวเมืองไทยอยู่แล้ว แต่ต้องการให้มาประเทศไทยและไปประเทศอื่นด้วย จึงต้องมีสายการบินที่พร้อม

ขณะที่นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวได้สมบูรณ์และช่วยสนับสนุนให้นโยบายการท่องเที่ยวเชื่อมโยงในอาเซียนเป็นจริงได้ เพราะมีสายการบินหลายสายมาร่วมกันคิด แม้สายการบินนกแอร์ไม่ได้มา แต่ก็จะประสานให้มาร่วมโครงการนี้ด้วย นอกจากนี้คงต้องให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.มาร่วมด้วย เพราะเป็นผู้กำหนดตารางการบินของสายการบินทุกสายที่บินเข้าประเทศไทย

“การเกิดเส้นทางการบินจากเมืองใหญ่สู่เมืองรองในอาเซียนเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการเติบโตและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆของอาเซียนจะเป็นจุดขายที่ดี และการที่มีพันธมิตรสายการบินมาช่วย จะเป็นการยกระดับอาเซียน คอนเนกต์ขึ้นใหม่ เมื่อมีตรงนี้ได้ ก็ต้องมานั่งชี้เป้าร่วมกันว่าสายการบินและ ททท.ต้องทำการตลาดไปพร้อมกัน ก็จะทำให้คนนึกถึงอาเซียน ยิ่งเมื่อเดินทางมาแล้วมีแพ็กเกจในอาเซียนรองรับ จะยิ่งส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวมากขึ้น ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอยากจะมีการบินร่วมและหวังรายได้จากการท่องเที่ยวเช่นกัน โดยกัมพูชาขอให้มีเครื่องบินไปลงที่สีหนุวิลล์ เวียดนามขอให้ไปลงที่เกาะฟูก๊วก เมียนมาขอให้ไปลงเมืองหลวงเนปิดอว์”

ขณะที่นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ททท.ได้สำรวจเมืองต่างๆของประเทศในอาเซียนว่า เมืองใดที่เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญ มีคนเดินทางออกนอกประเทศ โดยเวียดนามมีเมืองดานังและจังหวัดคันโถหรือเกิ่นเทอ, กัมพูชา มีเมืองเสียมเรียบและสีหนุวิลล์, เมียนมามีเมืองย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ เป็นต้น โดยหลักของการเชื่อมโยงอาเซียนต้องเชื่อมเมืองหลวงก่อนและมีการเชื่อมระหว่างเมือง โดยเส้นทางที่ ททท.มองไว้ แต่ต้องปรึกษาความเป็นไปได้กับสายการบินก่อน คือ มัณฑะเลย์-เชียงใหม่-หลวงพระบาง, หลวงพระบาง-อุดรธานี-เสียมเรียบ, เสียมเรียบ-อุบลราชธานี-ดานัง, ย่างกุ้ง-ภูเก็ต-คันโถ และเกาะสมุย-เกาะสีหนุวิลล์

ด้านนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วันที่ 19 ก.พ.นี้ สายการบินไทยและสายการบินอื่นๆ จะเข้าร่วมหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและ ททท. จัดแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบอาเซียนคอน–เนกต์หรือไทยพลัสกับประเทศในอาเซียน แต่จะออกมารูปแบบใด การบินไทยพร้อมสนับสนุน เพราะการบินไทย ยังมีไทยสมายล์ ซึ่งน่าจะรองรับแพ็กเกจอาเซียน คอนเนกต์ได้.

ปัจจัย “ใน-นอก” รุมเร้า “ทิสโก้”มองปีนี้ต่างชาติยังกดดันหุ้นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578957

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2559 06:01

 

“ทิสโก้” คาดการณ์หุ้นไทยปีวอกไปได้ไม่ไกล จากปัจจัยภายในและนอกประเทศ แต่แรงขายต่างชาติน่าจะชะลอตัวลงแล้วหลังขายทิ้งกว่า 4 แสนล้านบาท ส่วนเม็ดเงินจะไหลกลับมาอีกเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับการเมืองที่ต้องมีความชัดเจน และตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังเห็นการฟื้นตัว แนะลดดอกเบี้ยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังเครื่องยนต์ทั้งการส่งออก การบริโภคทำงานไม่เต็มที่

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ เปิดเผยว่า ทิสโก้ประเมินตลาดหุ้นไทยปีนี้ว่าคงปรับตัวขึ้นได้แต่ไม่มาก โดยครึ่งปีแรกดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 1,400 จุดได้ แต่ความเสี่ยงที่ดัชนีจะปรับตัวลงแรงก็คงไม่มากแล้ว เพราะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ปรับตัวลงมารับปัจจัยลบมากแล้ว โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยทิ้งไปกว่า 400,000 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นปีนี้ต่างชาติยังขายต่อเนื่องอีกกว่า 10,000 ล้านบาท จนทำให้ปัจจุบันต่างชาติถือครองหุ้นไทยต่ำสุดในรอบ 10 ปี เป็นผลจากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นไทยนับจากต้นปียังปรับตัวขึ้นมาได้แม้จะไม่มาก แต่เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวลงไปแล้วเฉลี่ยกว่า 10% และตลาดหุ้นจีนลงหนักสุดถึง 20% นั่นเพราะนักลงทุนมองว่าราคาหุ้นไทยปรับตัวลงจนอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นต่างชาติจึงน่าจะชะลอการเทขายหุ้นไทยแล้ว

ส่วนเงินทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อหุ้นไทยเมื่อไรนั้น มองว่าคงยังไม่ใช่ช่วงนี้ แต่น่าจะเป็นช่วงครึ่งปีหลัง แม้จะมีต่างชาติบางกลุ่มเข้ามาซื้อบ้างแล้วก็ตาม โดยปัจจัยที่จะทำให้ต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทยคือ การเมืองที่ต้องมีความชัดเจนและตัวเลขเศรษฐกิจที่ต่างชาติยังติดใจว่าเศรษฐกิจปี 58 ที่การเติบโตกระจุกตัวอยู่กับการท่องเที่ยวและการลงทุนภาครัฐเท่านั้น ขณะที่การส่งออกและการบริโภคภายในยังไม่ดี จึงเห็นได้ชัดว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวอื่นๆยังไม่ทำงาน หากเอาการท่องเที่ยวกับการลงทุนภาครัฐออก เศรษฐกิจจะโชว์การถดถอย

ส่วนปี 59 มองว่าการท่องเที่ยวและการลงทุนภาครัฐคงจะไม่โตก้าวกระโดดเหมือนปี 58 ที่รัฐผลักดันการลงทุนภาครัฐสุดตัวจนโตถึง 30% และการท่องเที่ยวโต 20% ดังนั้น ปีนี้น่าจะโตที่ระดับปกติที่ 5-10% เท่านั้น ส่วนส่งออกก็ยังไม่น่าดีขึ้นมากเพราะเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่การบริโภคในประเทศก็ยังไม่ฟื้นตัว

ดังนั้น รัฐบาลจึงพยายามกระตุ้นและส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่ขณะนี้ก็ยังไม่เห็นสัญญาณการลงทุนภาคเอกชน แม้รัฐจะออกนโยบายมากระตุ้นหลายด้าน เพราะเอกชนยังไม่เห็นการบริโภคฟื้นตัวทำให้ไม่มีดีมานด์ และยังกังวลกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายหากมีการเปลี่ยนรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลควรออกมาให้ความชัดเจนเรื่องนโยบายผ่านการสื่อสารที่เข้มข้นขึ้นและสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นได้อีกทางคือการใช้นโยบายการเงินโดยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งขณะนี้ปัจจัยที่เอื้อต่อการลดดอกเบี้ยมีมากขึ้น จากเงินเฟ้อที่ต่ำจนติดลบ และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงมาก

ค่าเงินบาทก็แข็งค่า ท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยโลกที่ลดลง ทั้งญี่ปุ่นและยุโรป ขณะที่สหรัฐฯก็มีสัญญาณการหยุดขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้น การลดดอกเบี้ยอาจช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนและช่วยกระตุ้นการ บริโภคภายในได้เพราะภาระจ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงของครัวเรือนที่มีหนี้สูง

ส่วนสถานการณ์การเมืองในประเทศ หากการเมืองชัดเจน ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามตินำมาใช้ได้ และมีการเลือกตั้ง เม็ดเงินลงทุนน่าจะไหลกลับเข้ามาลงทุนในไทยได้อีกมาก แต่หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ นักลงทุนกังวลสถานการณ์หลังจากนั้นว่าจะเกิดความวุ่นวายหรือไม่ รัฐบาลจะจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่ พรรคการเมืองต่างๆจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร เหล่านี้คือความไม่แน่นอนที่เป็นความเสี่ยงที่ทำให้ต่างชาติยังไม่ตัดสินใจเข้ามาลงทุน.

บอร์ด ทอท.ยืนยันสัญญาคิงเพาเวอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578958

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2559 05:45

 

ให้สิทธิผู้ชนะบริหารจุดรับสินค้าnชี้ละเมิดเงื่อนไขเสี่ยงถูกฟ้อง

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด ทอท.ว่า ที่ประชุมบอร์ด ทอท.ได้รับทราบตามที่ฝ่ายบริหารเสนอความเป็นมาในการให้สิทธิจุดรับส่งสินค้าปลอดอากรหรือ pick up counter ระหว่าง ทอท.กับบริษัทคิง เพาเวอร์ ที่ให้บริการในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยยืนยันขอยึดตามสัญญาที่ได้ทำกันไว้ ว่าจะต้องให้สิทธิผู้ชนะประมูลให้ Pick up Counter เป็นกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่ผู้ชนะการประมูลคือบริษัท คิง เพาเวอร์จะดำเนินการภายใต้สัญญา ซึ่งจะครบกำหนดใน 27 ก.ย.2563 ส่วนสนามบินดอนเมืองจะได้รับสิทธิไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.2565 จากนั้น ทอท.จึงจะเปิดประมูลใหม่

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการให้บริการเคาน์เตอร์ที่สนามบินดอนเมือง ได้มีการประมูลในเดือนสิงหาคม 2555 โดยในขณะนั้น กิจกรรม Pick up Counter เริ่มเป็นที่สนใจ ทอท.จึงได้มีการประมูล Pick up Counter ควบคู่กับร้านค้าปลอดอากรที่สนามบินดอนเมืองจึงเป็นการให้สิทธิการให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากรแบบเคาน์เตอร์ที่ผู้ประกอบการหลายรายสามารถใช้ร่วมกันเพื่อส่งมอบสินค้า (Common Use) โดยมีอายุสัญญา 5 ปี

ผู้บริหาร ทอท.ยังได้ชี้แจงต่อบอร์ด กรณีระบุการให้สิทธิการให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากรของท่าอากาศยานบางแห่งในลักษณะผูกขาด เพื่อให้บอร์ดรับทราบว่าเป็นการดำเนินการตามเงื่อนไขสัญญาที่ทำไว้กับคู่สัญญา หากมีการละเมิดเงื่อนไขสัญญา อาจสร้างความเสียหายให้แก่ ทอท.และผู้ถือหุ้นจากการถูกฟ้องร้อง และที่สำคัญที่สุดคือความน่าเชื่อถือของสัญญาต่างๆที่ ทอท.ได้ทำไว้จะขาดความน่าเชื่อถือขึ้นมาโดยทันที และอาจลุกลามไปถึงสัญญาทั้งหมดของภาครัฐที่ทำไว้ เพราะ ทอท.ถือเป็นหน่วยงานของรัฐ

นอกจากนั้น ที่ประชุมบอร์ด ทอท.ยังได้อนุมัติให้ดำเนินการตามแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 (ฉบับปรับปรุง) โดยแผนแม่บทดังกล่าวจะมีการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง และ ทอท.จะประกาศประกวดราคาหาผู้รับจ้างก่อสร้างสำหรับงานดังกล่าวในเดือน มี.ค.2559 และคาดเริ่มก่อสร้าง ก.ค.2559.

“สมคิด” ตั้งนะโมเศรษฐกิจจงโตเกิน 3%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578953

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2559 05:30

 

โมเมนตัมดีเหลือเอกชนขาดความเชื่อมั่น

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยว่า ในปี 2559 นี้คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยจะขยายตัวเกิน 3% หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)แถลงประมาณการจีดีพีในปีนี้ของไทย ว่าจะขยายตัวที่ 2.8-3.8% หรือค่ากลางที่ 3% ซึ่งเพิ่มขึ้นตามลำดับจากปี 2557 ขยายตัว 0.9% และปี 2558 ขยายตัว 2.8% ซึ่งภายใต้ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ถือว่าไปได้ดีพอสมควร โมเมนตัมทางเศรษฐกิจดีขึ้นมา ซึ่งตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2558 ถ้าไม่รวมการส่งออกถือว่าเกือบทุกตัวดีขึ้น ยกเว้นการลงทุนของภาคเอกชนที่ยังขาดความมั่นใจเท่าที่ควร โดยไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว จึงต้องการให้เอกชนลงทุนในประเทศเพื่ออนาคตของประเทศ

“แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ดี แต่อย่าเพิ่งตกใจ ตั้งการ์ดให้ดีแล้วสู้ต่อไป อย่าไปกังวล เพราะประเทศไทยมาถูกทางแล้วที่ทำเศรษฐกิจภายในควบคู่ไปกับภายนอก โดยภายในได้ใช้เม็ดเงินเพื่อลงทุน ขับเคลื่อนการปฏิรูป ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือหว่านเงินลงไป โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานชนบท ผ่านโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนระดับหมู่บ้านมากขึ้น และน่าจะเป็นกำลังในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจได้ และยังมีเม็ดเงินลงทุนจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่จะลงในระบบช่วงครึ่งปีหลังด้วย”.

ส.ป.ก.เคาะที่เปล่าแก้รุกป่า เกษตรกรเฮ! ที่ทำกิน 4 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578949

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2559 05:15

 

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากนโยบายการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ การไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดหาที่ดินในลักษณะกลุ่มหรือสถาบันเกษตร โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ในงบประมาณปี 58-59 ทั้งหมด 4 พื้นที่ คือ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดชุมพร และจังหวัดนครราชสีมา รวมเนื้อที่ 5-582-2-91 ไร่ รองรับเกษตรกร 816 คน

ขณะที่การดำเนินการในพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลลานสัก อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเข้ามอบหนังสืออนุญาตฯ ให้เข้าทำประโยชน์ ในเขตปฏิรูปที่ดินแก่สหกรณ์ที่ดินระบำ จำกัด ในวันที่ 26 ก.ค.59 ทั้งนี้เป็นที่ดินเกษตรกร จำนวน 486 ราย เนื้อที่ 2,423 ไร่ แบ่งเป็นที่ดินอาศัย 183 ไร่ ที่ดินแปลงเกษตรกรรม 2,189 ไร่ และสหกรณ์ฯขอใช้พื้นที่ จำนวน 50 ไร่

ทั้งนี้ มีหน่วยงานต่างๆร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการเกษตรพัฒนาอาชีพให้เกษตรกร เช่น การจัดการระบบน้ำเพื่อการเกษตร กรมชลประทาน การขุดสระเก็บน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยกรมพัฒนาที่ดิน เป็นต้น.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 18/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578939

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2559 05:01

 

 

ทิสโก้ผู้นำดิจิตอลโบรก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578942

โดย อินเด็กซ์ 51 18 ก.พ. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 17 ก.พ.59 ปิดที่ 1,288.47 จุด ลดลง 0.89 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 44,948.91 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,908.58 ล้านบาท

โฟกัสหุ้น AOT ปรับตัวขึ้นแรงดันราคาไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 400 บาท หลังเผยงบไตรมาส 1 ปี 59 (ต.ค.-ธ.ค.58) มีกำไร 4,626 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 712 ล้านบาท หรือ 18.22% จากงวดปีก่อน
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์สระบุกำไรออกมาดีกว่าที่คาด และมองว่าปริมาณการขนส่งตลอดปี 59 ยังแข็งแกร่ง มีสมมติฐานว่าอัตราการเติบโตของผู้โดยสารและเครื่องบินเป็น 11.1% และ 10.9% รวมทั้งพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น

จากการเปิดเทอร์มินอล 2 ทั้งที่สนามบินดอนเมืองและภูเก็ตเดือน ธ.ค.58 และ พ.ค.59 ตามลำดับ แนะ “ซื้อ” ให้ราคาพื้นฐานใหม่เป็น 430 บาท

ขณะที่ บล.กรุงศรีให้เป้าหมาย 400 บาท ส่วน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) บัวหลวงและทรีนีตี้ แนะแค่ “ถือ” ให้เป้าหมาย 390-370 และ 365 บาทตามลำดับ ล่าสุด AOT ปิดที่ 396 บาท บวก 16 บาท

ด้าน “ไพศาล ครุฑดำรงชัย” รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทหารไทย คาดครึ่งปีแรก ธปท.ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% หวังกระตุ้นการใช้จ่าย และการลงทุนเอกชน ประเมินดัชนีสูงสุดปีนี้ที่ 1,500 จุด และต่ำสุดอยู่ที่ 1,200 จุด คาดเม็ดเงินต่างชาติกลับมาลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังภาครัฐมีการลงทุนทำให้เอกชนเชื่อมั่น และลงทุนเพิ่มขึ้น โดยมองกำไร บจ.ปีนี้โต 15-16% จากปีก่อน

แนะกลยุทธ์การลงทุนปีนี้ เน้นลงทุนระยะสั้น หากดัชนีปรับตัวขึ้น 5-10% ควรขายทำกำไรไว้ก่อนและกลับไปรอซื้อคืน หากดัชนีปรับลง 5% แนะนำหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง

ปิดท้าย “ไพบูลย์ นลินทรางกูร”ควงคู่ “ธรัฐพร เตชะกิจขจร”จาก บล.ทิสโก้ ประกาศปักธงผู้นำดิจิตอลโบรกเกอร์ หลังพบนักลงทุนเทรดผ่านเน็ตโตพรวดๆสัดส่วนกว่า 60% ของทั้งตลาดแล้ว และมีแนวโน้มโตแรงต่อเนื่อง เดินหน้านำกระแสฟินเทค มาให้บริการลูกค้าออนไลน์ ด้วย TISCO Stock Scan โปรแกรมที่สแกนหุ้นเด็ดหุ้นเด่น มาให้ลูกค้าทั้งมือใหม่ เซียนรุ่นเก๋า และนักลงทุนมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเน้นลงทุนยาว หรือมุ่งเก็งกำไรสั้น ดูปัจจัยพื้นฐาน หรือผสมกราฟเทคนิค มีโปรแกรมวิเคราะห์มาช่วยตัดสินใจเสร็จสรรพ

ที่โดดเด่นเป็นจุดแข็งจุดขายคือ TISCO Stock Scan หนุนหลังด้วยข้อมูลบทวิเคราะห์ ที่ประเมินอนาคตอย่างแม่นยำแน่นปึ้ก ด้วยทีม GURU นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับ มีรางวัลการันตีเพียบ…งานนี้ทิสโก้หวังขยายฐานนักลงทุนพันธุ์ใหม่ พัฒนาให้เป็น smart investor โดยแท้!!

อินเด็กซ์ 51

ลูกค้ามือถือโวยย้ายค่ายไม่ได้ ร้อง กสทช.ต้นเหตุสงคราม 4 จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578946

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2559 05:01

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) วันนี้ (18 ก.พ.) จะมีการพิจารณาประเด็นกรณีปัญหาการโอนย้ายค่ายมือถือเลขหมายเดิม ตามประกาศ กสทช.หลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากในช่วงวันที่ 12-16 ก.พ.59 ที่ผ่านมา ได้มีการร้องเรียนผ่านคอลเซ็นเตอร์ โทร.1200 รวม 2,432 ราย แบ่งเป็นการร้องเรียนและสอบถามกรณีการโอนย้ายค่ายมือถือเลขหมายหรือเบอร์ เดิม 1,432 ราย เนื่องจากประสบปัญหาไม่สามารถโอนย้ายค่ายได้สำเร็จ และใช้เวลากว่า 7 วัน ส่วนอีก 1,400 ราย เป็นการร้องเรียนเรื่องทั่วไป

สำหรับสาเหตุยอดร้องเรียนเพิ่มขึ้นมากในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เป็นช่วงที่มีการแจ้งโอนย้ายค่ายมือถือเบอร์เดิมจำนวนมาก เพราะผู้บริโภคต้องการย้ายค่ายมาใช้บริการ 4 จี ซึ่งขณะนี้ได้รับแจ้งว่ามีลูกค้าที่รอการโอนย้ายมากกว่า 200,000 ราย จากที่บริษัทศูนย์ให้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์ จำกัด หรือเคลียริ่งเฮ้าส์ ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางในการดูแลและบริหารด้านบริการคงสิทธิเลขหมาย จะดำเนินการย้ายค่ายมือถือเบอร์เดิมภายใน 3 วัน ซึ่งแต่ละวันจะมีการโอนย้ายค่ายมือถือเบอร์เดิมราว 180,000 เลขหมายต่อวัน แต่ขณะนี้ไม่สามารถย้ายค่ายได้เลย ซึ่งปัญหาการโอนย้ายค่ายมือถือเบอร์เดิมที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เนื่องจากแต่ละค่ายมือถือเปิดศึกชิงลูกค้าหลังจากเปิดให้บริการ 4 จี

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการโอนย้ายค่ายมือถือเบอร์เดิมนั้น ที่ผ่านมาก็มีการร้องเรียนมาตลอดโดยบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ถือว่าลูกค้าที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานนั้นเป็นทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทาน ขณะที่ผู้รับสัมปทานทั้งทรูมูฟ เอไอเอส และดีแทค ต่างจูงใจให้มีการย้ายค่ายมือถือเบอร์เดิมมาตลอดนับตั้งแต่การเปิดให้บริการ 3 จี บนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์.