บอร์ด ทอท.ไฟเขียวแผนแม่บท ‘สุวรรณภูมิเฟส 2’ คาดเริ่มสร้าง ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578974

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 03:10

 

บอร์ด ทอท.ยันสัญญา King Power ถูกต้อง พร้อมอนุมัติแผนแม่บทขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 เริ่มประมูลหาผู้รับเหมาเดือนมีนาคม และเริ่มก่อสร้างเดือนกรกฎาคมนี้…

เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2559 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด ทอท. ว่า ที่ประชุมบอร์ด ทอท.ได้รับทราบตามที่ฝ่ายบริหารเสนอความเป็นมาในการให้สิทธิจุดรับส่งสินค้าปลอดอากร หรือ pick up counter ระหว่าง ทอท.กับ บริษัท คิง เพาเวอร์ ที่ให้บริการในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยยืนยันขอยึดตามสัญญาที่ได้ทำกันไว้ ที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ว่าจะต้องให้สิทธิผู้ชนะประมูลให้ Pick up Counter เป็นกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่ผู้ชนะการประมูลจะดำเนินการภายใต้สัญญาที่บริษัท King Power เป็นผู้ให้บริการตามสัญญาเท่านั้น ทั้งนี้ ตามกำหนดโดยอายุสัญญาจะครบกำหนดใน 27 กันยายน 2563 ส่วนสนามบินดอนเมือง จะได้รับสิทธิไปจนถึงปี 30 กันยายน 2565 หลังจากนั้น ทอท .จึงจะเปิดประมูลใหม่ ตามระเบียบปฏิบัติของ ทอท.

ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการให้สิทธิการให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากรของท่าอากาศยาน บางแห่งในลักษณะผูกขาดนั้น ทอท.ได้ชี้แจงให้บอร์ด ทอท.รับทราบว่า เป็นการดำเนินการตามเงื่อนไขสัญญาที่ทำไว้กับคู่สัญญา หากมีการละเมิดเงื่อนไขสัญญา อาจสร้างความเสียหายให้แก่ ทอท.และผู้ถือหุ้นจากการถูกฟ้องร้อง และที่สำคัญที่สุดคือความน่าเชื่อถือของสัญญาต่างๆ ที่ ทอท.ได้ทำไว้จะขาดความน่าเชื่อถือขึ้นมาโดยทันที และอาจลุกลามไปถึงสัญญาทั้งหมดของภาครัฐที่ทำไว้ เพราะ ทอท.ถือเป็นหน่วยงานของรัฐ นอกจากนั้นที่ประชุมบอร์ด ทอท.ได้อนุมัติเห็นชอบ ให้ดำเนินการตามแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 (ฉบับปรับปรุง) โดยแผนแม่บทดังกล่าวจะมีการพัฒนา สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

ทั้งนี้ ทอท.จะประกาศประกวดราคาหาผู้รับจ้างก่อสร้างสำหรับงานดังกล่าวในเดือนมีนาคม 2559 และคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2559 ซึ่งโครงการที่จะดำเนินงานตามโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554-2560) ซึ่งมีรายละเอียดของงาน 7 งาน ได้แก่ 1. งานจ้างก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินหลังที่ 1 (ชั้น B2 ชั้น B1 และชั้น G) ลานจอดอากาศยานประชิดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 และส่วนต่อเชื่อมอุโมงค์ด้านทิศใต้ (งานโครงสร้างและงานระบบหลัก) 2. งานจ้างก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (ชั้น 2-4) และส่วนต่อเชื่อมอุโมงค์ด้านทิศใต้ (งานระบบย่อย) 3. งานจ้างก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก อาคารสำนักงานสายการบินและที่จอดรถด้านทิศตะวันออก 4. งานจ้างก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค 5. งานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) 6. งานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า (BHS) และระบบตรวจจับวัตถุระเบิด (EDS) (ขาออก) 7. งานจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554-2560)

นอกจากนี้ ทอท.ได้ดำเนินการจัดทำเอกสารประกวดราคาและราคากลางแล้วเสร็จ 2 งาน ได้แก่ งานจ้างก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินหลังที่ 1 (ชั้น B2 ชั้น B1 และชั้น G) ลานจอดอากาศยานประชิดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 และส่วนต่อเชื่อมอุโมงค์ด้านทิศใต้ (งานโครงสร้างและงานระบบหลัก) และงานจ้างก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554- 2560).

ปตท.-บางจาก ขยับขึ้นดีเซล 50 สต./ลิตร มีผลตี 5 พรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578851

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 18:44

 

ปตท.-บางจาก ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมัน เฉพาะดีเซล 50 สต./ลิตร มีผลตี 5 พรุ่งนี้ (18 ก.พ.) …

วันที่ 17 ก.พ. ปตท. และ บางจาก ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมัน เฉพาะดีเซล 50 สตางค์/ลิตร มีผลเวลา 05.00 น. พรุ่งนี้ (18 ก.พ.) ส่งผลให้ราคาใหม่เป็นดังนี้

เบนซิน 95 ราคา 29.06 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 22.10 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 21.68 บาท/ลิตร, E20 ราคา 19.54 บาท/ลิตร, E85 ราคา 16.89 บาท/ลิตร และ ดีเซล 20.69 บาท/ลิตร.

พณ. จ่อชง นบข. อนุมัติขายข้าว 3.9 แสนตัน เร็วๆ นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578796

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 18:20

 

พาณิชย์ เผย ประมูลข้าวดี-เสื่อม 5.7 แสนตัน มีผู้เสนอซื้อรวม 3.9 แสนตัน ราคาเสนอซื้อ 3.3 ล้านบาท เตรียมเสนอ “นบข.” อนุมัติขายเร็วๆ นี้ ยัน ราคาเสนอซื้อค่อนข้างดี …

วันที่ 17 ก.พ. 59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เปิดให้ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ 16 ราย ยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมปริมาณ 360,000 ตัน จากคลังสินค้า 119 คลัง ซึ่งเป็นข้าว 7 ชนิด ระดับคุณภาพเกรดซี ปรากฏว่ามีผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด 9 ราย เป็นผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตเอทานอล อาหารสัตว์ เส้นก๋วยเตี๋ยว และกรดมะนาว โดยขอซื้อจาก 64 คลัง ปริมาณรวม 245,262 ตัน คิดเป็น 67% ของปริมาณที่เปิดประมูล มูลค่าที่เสนอซื้อประมาณ 1,531 ล้านบาท โดยชนิดข้าวที่มีผู้เสนอราคาซื้อมากที่สุดเป็นปลายข้าว เอวัน เลิศ รองลงมาคือ ข้าวท่อนหอมมะลิ

ทั้งนี้ เมื่อรวมกับผลการเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกของรัฐเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 59 ซึ่งมีผู้เสนอราคาสูงสุด 15 ราย ปริมาณที่เสนอซื้อ 152,377 ตัน มูลค่าที่เสนอซื้อ 1,783 ล้านบาทแล้ว จะมีปริมาณที่เสนอราคาซื้อสูงสุดรวม 397,639 ตัน หรือ 70% ของปริมาณที่เปิดประมูลทั้งสิ้น 570,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าเสนอซื้อรวม 3,314 ล้านบาท โดยกรมฯ จะนำผลการยื่นซองเสนอซื้อข้าวทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐ ที่จะประชุมวันที่ 18 ก.พ.นี้ ก่อนนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาอนุมัติต่อไป

“ข้าวที่นำมาเปิดประมูลครั้งนี้ ในส่วนของข้าวดี ราคาเสนอซื้อเฉลี่ยกิโลกรัมละ 11 บาทกว่า ถือว่าเป็นราคาที่ดี เพราะเป็นข้าวที่เก็บในสต๊อกไม่นาน โดยเป็นข้าวจากโครงการรับจำนำปี 54/55-56/57 ส่วนข้าวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ผู้ผลิตอาหารสัตว์เสนอซื้อที่ กก.ละ 6.20-7.10 บาท ใกล้เคียงกับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ ขณะที่ผู้ผลิตเอทานอล เสนอซื้อที่ กก.ละ 2.70 บาท สูงกว่าราคามันสำปะหลัง”

สำหรับการเปิดประมูลข้าวดี และข้าวเสื่อมรอบใหม่นั้น ยังไม่ได้กำหนด แต่ต้องรอดูจังหวะเวลาให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบกับตลาด โดยข้าวเสื่อมคุณภาพ (ข้าวเกรดซี) และข้าวผิดชนิด ที่จะต้องขายให้หมดมีทั้งสิ้นกว่า 6 ล้านตัน รัฐบาลเพิ่งระบายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ขณะนี้การเปิดประมูลข้าวเกรดซี มีความยุ่งยากซับซ้อนมาก เพราะข้าวที่เหลือส่วนใหญ่ที่อยู่ในโกดังเดียวกัน แต่ผสมปนเปกันจนไม่สามารถแยกได้ว่ากองใดเป็นข้าวเสื่อมหรือข้าวเสีย จึงต้องหาวิธีการระบายให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุด.

‘มนตรา สปา’ ชี้ ธุรกิจนวดสปายังหอม ลุยเปิดสาขาเอาใจคนขี้เมื่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578794

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 18:17

 

“ยุทธพงษ์ เผ่าจินดา” มองธุรกิจนวดแผนไทยแบบสปายังน่าลงทุน จ่อเปิดสาขาอีก 1 แห่งใน กทม. พร้อมวางแผนออกไปลุยตลาดเออีซี ชูจุดเด่นคุณภาพคงเส้นคงวา ราคาสมเหตุสมผล…

นายยุทธพงษ์ เผ่าจินดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท มนตรา เฮลธ์ แอนด์ สปา จำกัด ผู้ทำธุรกิจนวดแผนไทยในรูปแบบสปา กล่าวว่า ธุรกิจนวดแผนไทยและสปาไทย ซึ่งรวมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ประมาณการมูลค่ารวมอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท ยังมีโอกาสทางธุรกิจอีกมาก ทั้งจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยที่นิยมการนวดและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดังนั้น จึงมีแผนจะเพิ่มสาขาในลักษณะสแตนอโลนนอกศูนย์การค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ อีก 1 สาขา ภายในปีนี้ ซึ่งขณะนี้ได้ทำเลสถานที่แล้ว

ทั้งนี้ อนาคตยังมีแผนจะขยายไปยังต่างจังหวัด พื้นที่เขตเศรษฐกิจที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากรัฐบาล รวมทั้งขยายไปยังประเทศกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ตลอดจนส่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นสูตรของบริษัทฯ แต่ว่าจ้างผลิตเข้าไปในเลาจน์สนามบิน ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ขณะเดียวกันยังมีพันธมิตรทาบทามให้ไปเปิดสาขาในญี่ปุ่นและสิงคโปร์ แต่อยู่ระหว่างพิจารณา

นายยุทธพงษ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีสาขาภายใต้แบรนด์มนตรา สปา อยู่ 3 สาขา คือ เซ็นทรัลเวิลด์ 2 สาขา และเซ็นทรัลลาดพร้าว 1 สาขา ทุกสาขาได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยเงินลงทุนมาจากทั้งเงินลงทุนส่วนตัวและจากแหล่งเงินทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ ทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นและใช้เวลาขั้นตอนต่างๆ ไม่นาน

สำหรับจุดเด่นและความแตกต่างของมนตรา สปา คือ การบริการที่มีคุณภาพคงเส้นคงวา ใช้หัวใจ รวมถึงบรรยากาศตกแต่งที่สงบและผ่อนคลาย สะอาด การต้อนรับที่สุภาพ อ่อนหวาน ภายใต้การดูแลของผู้ที่มีความชำนาญ จนทำให้ได้รับการยอมรับจากลูกค้าไทยและเทศในราคาสมเหตุสมผล ซึ่งจะเป็นจุดขายในการเปิดตลาดเออีซีด้วย.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 0.89 จุด มูลค่าซื้อขาย 44,948.91 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578807

 

ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดร่วง 0.89 จุด ที่ระดับ 1,288.47 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 44,948.91 ล้านบาท…

วันที่ 17 ก.พ. 59 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาด ลดลง 0.89 จุด ที่ระดับ 1,288.47 จุด หรือคิดเป็น 0.07% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 44,948.91 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3.  บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

สมคิด เล็งต่อแผนลดหย่อนภาษี หวัง กระตุ้นเที่ยวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578753

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 16:42

 

“สมคิด” มีแนวโน้ม ต่อแผนลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว เร่งสร้างแหล่งท่องเที่ยว-จัดเส้นทางบินใหม่ ขณะที่ รมว.การท่องเที่ยวฯ มุ่งผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยว ถึง 2.4 ล้านล้าน หวังช่วยเศรษฐกิจ…

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 59 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีกระทรวงการคลัง จะเสนอต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท หลังสิ้นสุดเมื่อ ธ.ค.58 ว่า ได้มอบนโยบายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปหารือกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้นำงบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่น รวมถึงต้องพยายามดึงกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เข้ามาเที่ยวในไทยมากขึ้น และประสานกับสายการบินทั้งในและต่างประเทศ เพื่อจัดเส้นทางบินใหม่

ด้าน นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวที่ 2.3 ล้านล้านบาท แต่จะพยายามผลักดันให้ได้ ถึง 2.4 ล้านล้านบาท เพื่อช่วยเศรษฐกิจ เน้นให้นักท่องเที่ยวใช้เงินในประเทศเพิ่มขึ้นจากวันละ 5,072 บาท เป็น 5,100-5,200 บาท/วัน และเพิ่มระยะเวลาอยู่ในไทยนานขึ้น จาก 9 วัน เป็น 11-12 วัน รวมถึงการสร้างอาเซียนคอนเนค.

กังวลศก.โลก ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ เดือน ม.ค. ทรุด! ครั้งแรก รอบ 5 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578747

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 15:48

 

ส.อ.ท. เผย ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม เดือน ม.ค. 59 อยู่ที่ 86.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 87.5 ในเดือน ธ.ค. 58 ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 เดือน จาก ภัยแล้ง-ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก แนะ รัฐเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน ส่งเสริมการบริโภคในประเทศ สร้างมูลค่าสินค้าไทย…

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 59 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ม.ค. 59 อยู่ที่ระดับ 86.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 87.5 ในเดือน ธ.ค. 58 โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯ ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน จากปัจจัยที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ได้แก่ ปัญหาภัยแล้ง ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศจีน ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย รวมทั้งการเร่งการใช้จ่ายในช่วงเดือนก่อนหน้า และความกังวลต่อการชะลอตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ

“จากความกังวลดังกล่าว ผู้ประกอบการจึงให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศ และการผลักดันให้ผู้ประกอบการขยายตลาดการค้าการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้กับประเทศในปี 2559 โดยผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มตัวอย่างยังคงเห็นว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ส่งผลดีต่อต้นทุนประกอบการ”

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 100.8 โดยปรับตัวลดลงจาก 102.7 ในเดือน ธ.ค. 58 โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการใน 3 เดือนข้างหน้า ได้แก่ ความกังวลต่อตลาดการเงินโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศ และปัญหาเงินทุนหมุนเวียนในกิจการโดยเฉพาะ SMEs อย่างไรก็ตาม ค่าดัชนีฯ ยังมีค่าเกิน 100 แสดงว่าผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินกิจการในอีก 3 เดือนข้างหน้า

ในส่วนข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการ ที่มีต่อภาครัฐในเดือน ม.ค. ต้องการให้ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนในโครงการลงทุนทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการบริโภคในประเทศผ่านนโยบายภาครัฐเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย พร้อมยกระดับการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลก รวมถึงมีการส่งเสริมผู้ประกอบการขยายตลาดการค้าและการลงทุนไปยังเมืองสำคัญๆ ของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างโอกาสให้กับสินค้าไทย.

เอกชน 16 ราย แข่งเดือด! ยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578707

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 15:15

 

ผู้ประกอบการ 16 ราย แข่งยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวเข้าอุตสาหกรรมที่เปิดประมูล 3.6 แสนตัน คาดแข่ง เตรียมเปิดซองหาผู้ชนะประมูลบ่ายนี้ ก่อนชง “นบข.” อนุมัติขายต่อไป…

วันที่ 17 ก.พ.59 กรมการค้าต่างประเทศ ได้เปิดให้เอกชนที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 16 ราย ยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวสารในสต็อกรัฐบาล ซึ่งเป็นข้าวเสื่อมสภาพ ที่เปิดประมูลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ปริมาณ 360,000 ตัน โดยกำหนดให้ยื่นซองเสนอราคาตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. ปรากฏว่า หลังจากครบกำหนดระยะเวลา มีผู้มายื่นซองเสนอราคาครบทุกราย

กรมการค้าต่างประเทศ จะเปิดซองเสนอราคาในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ หลังจากที่ได้ผู้ที่ชนะการประมูล กรมฯ จะเสนอให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐพิจารณา ก่อนนำเสนอให้ประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาอนุมัติขายต่อไป

สำหรับข้าวเสื่อมสภาพที่นำมาเปิดประมูลในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยเปิดประมูลไปแล้วก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.58 โดยมีข้าวที่นำมาประมูล 7 ชนิด ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐาน (ระดับคุณภาพเกรดซี) ประกอบด้วยข้าวปทุมธานี ข้าวขาว 5% ข้าวขาว 15% ข้าวเหนียวขาว 10% ข้าวท่อนหอมมะลิ ข้าวท่อนหอมจังหวัด และปลายข้าวเอวันเลิศ รวม 119 คลัง ใน 28 จังหวัด

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา กรมฯ ได้เปิดให้ยื่นซองเสนอราคาประมูลข้าวทั่วไป โดยมีผู้ผ่านคุณสมบัติ 34 ราย แต่มายื่นซองเสนอซื้อ 25 ราย และมีผู้เสนอราคาสูงสุด 15 ราย ปริมาณ 152,377 ตัน คิดเป็น 74% ของปริมาณข้าวที่เปิดประมูล 204,000 ตัน มีมูลค่า 1,783 ล้านบาท ซึ่งผลการเปิดประมูลข้าวในสต็อกรัฐบาล ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ได้ดำเนินการไปแล้วทั้งสิ้น 12 ครั้ง ระบายข้าวได้รวม 4.69 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 50,745 ล้านบาท.

สมาคมนักบิน ไม่ฟันธงใครถูก-ผิด ปมนกแอร์ พร้อมช่วยกัปตันโดนไล่ออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578660

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 15:05

 

สมาคมนักบินไทย เผย เหตุซีอีโอนกแอร์ มีคำสั่งเลิกจ้าง ผจก.แผนกรักษามาตรฐานการบิน ยังคงมีขั้นตอนสอบสวน เผย ต้องรับฟังข้อมูล 2 ฝ่าย ไม่มีสิทธิ์ตัดสินถูกผิด ระบุ นักบินมีเพียงสมาคมเป็นที่พึ่ง พร้อมช่วยเหลือเต็มที่แน่นอน ยัน มาตรฐานนักบินไทย ยังอยู่ในเกณฑ์ดี…

เมื่อวันที่ 17 ก.พ.59 กัปตันสนอง มิ่งเจริญ นายกสมาคมนักบินไทย เปิดเผยกับ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” กรณีสายการบินนกแอร์ มีคำสั่งเลิกจ้างนายศานิต คงเพชร ผู้จัดการแผนกรักษามาตรฐานการบิน และนักบินผู้ควบคุมอากาศยาน เนื่องจากพบว่า ผิดวินัยร้ายแรง ส่วนคนที่เกี่ยวข้องที่เหลือ หากสอบสวนพบว่าผิดวินัยที่เป็นผลกระทบต่อบริษัทก็จะตัดสินยกเลิกการจ้างงาน

“กรณีนี้ยังคงต้องดูรายละเอียดขั้นตอนในเรื่องการเลิกจ้าง รวมถึงมีช่องทางตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อหาข้อยุติ ซึ่งทางสมาคมเอง ก็ยินดีช่วยเหลือนักบินเต็มที่ ในเรื่องแนะนำทนาย ข้อกฎหมายต่างๆ หากได้รับการร้องขอ”

ส่วนประเด็นที่ นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ ออกมาชี้แจงนั้น ยังคงต้องรับฟังข้อมูลทั้ง 2 ฝ่าย ดูในเรื่องพยานหลักฐานต่อไป สมาคมฯ ไม่มีหน้าที่ในการตัดสินว่าใครถูก ใครผิด แต่เรามีหน้าที่เข้ามาดูแลนักบิน และหาทางแก้ปัญหาเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ในอนาคต

นายกสมาคมนักบินไทย กล่าวด้วยว่า หากดูจากสถิติเรื่องความปลอดภัย มาตรฐานนักบินไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี รวมทั้งการที่ตัวสายการบินจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ มาตรฐานต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีในอนาคต ช่วยให้มั่นใจได้ว่า เมื่อผู้โดยสารเดินทางจะมีความปลอดภัยมากขึ้น แต่ช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ก็ควรจะมีเวลาให้ผู้ปฏิบัติงานได้มีการปรับตัวบ้างตามสมควร

ทั้งนี้ ประเด็นสายการบินที่เกี่ยวข้องประชุมจัดทำแผนฉุกเฉิน เบื้องต้น ยังไม่ได้รับรายงานใดๆ และขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายงานเช่นเดียวกันว่า นักบินที่เกี่ยวข้องคนใดผิดวินัยที่กระทบต่อบริษัทหรือไม่

“ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ที่มีการเพิ่มเที่ยวบินเพื่อรองรับผู้โดยสารจำนวนมาก ยังถือว่านักบินในประเทศไทยค่อนข้างขาดแคลน ฉะนั้น หากภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยส่งเสริม สนับสนุน อาชีพต่างๆ ในอุตสาหกรรมการบินอย่างจริงจัง ก็จะเป็นประโยชน์มาก” กัปตันสนอง ระบุ.

อีไอซี ชี้ นักลงทุนผิดหวัง รัสเซีย-โอเปก ตรึงผลิตน้ำมันดิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578643

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 13:29

 

อีไอซี วิเคราะห์ กรณีรัสเซีย-โอเปก มีมติคงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบเท่ากับเดือน ม.ค. เผย มีผลกระทบไม่รุนแรง มองเป็นสัญญาณบวก พร้อมคาดราคาน้ำมันดิบปีนี้ยังมีความผันผวน แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง…

วันที่ 17 ก.พ. 59 มีรายงานว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ อีไอซี เผยแพร่บทวิเคราะห์กรณีรัสเซียกับประเทศสมาชิกในกลุ่ม OPEC ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย เวเนซุเอลา และกาตาร์ (ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ 1 ใน 4 ของโลก) ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการประชุมฉุกเฉิน ณ กรุงโดฮา กาตาร์ ในวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อคงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบไว้ที่ระดับเดียวกันกับเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ผลิตรายหลักอื่นๆ ต้องเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวด้วย ซึ่งถือว่าผิดคาดของนักลงทุนซึ่งประเมินไว้ว่าจะมีการลดปริมาณการผลิตจากกลุ่ม OPEC และรัสเซีย

อีไอซี มองว่า ข้อตกลงนี้แสดงให้เห็นถึงท่าทีในการพยุงราคาน้ำมันดิบของกลุ่ม OPEC ที่ชัดเจนขึ้น นักลงทุนค่อนข้างผิดหวังกับข้อตกลงครั้งนี้ โดยภายหลังจากที่มีรายงานข่าวการบรรลุข้อตกลงการคงปริมาณการผลิต ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลง 4% ส่วนตลาดหุ้นยุโรปซึ่งเป็นตลาดหลักที่รับข่าวเป็นตลาดแรก ปรับตัวลดลงมากกว่า 1% และค่าเงินแคนาดาซึ่งมีความสัมพันธ์สูงกับสภาวะตลาดน้ำมันดิบ อ่อนค่าลง 0.5% ภายใน 1 ชั่วโมง อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบและตลาดโลกดังกล่าวไม่รุนแรงมากนัก เมื่อเทียบกับผลกระทบจากความล้มเหลวในการจัดประชุมหลายครั้งที่ผ่านมา ในมุมมองอีไอซีจึงถือเป็นสัญญาณบวก เพราะถือเป็นการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการครั้งแรก ระหว่างกลุ่ม OPEC และ NON-OPEC หลังจากเผชิญวิกฤติราคาน้ำมันตกต่ำมานานกว่า 1 ปี

ส่วนการที่ซาอุดีอาระเบียยังไม่ลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบลงในครั้งนี้ บ่งชี้ให้เห็นถึงท่าทีในการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด และกดดันผู้ผลิต shale oil ในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง แม้ราคาน้ำมันดิบในขณะนี้อยู่ต่ำกว่าต้นทุนผลิต shale oil ซึ่งอยู่ที่ราว 40-50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลแล้วก็ตาม แต่ปริมาณการผลิตจากกลุ่ม shale oil ลดลงน้อยกว่า คาดเนื่องจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังคงได้รับการช่วยเหลือจากภาคธนาคารในสหรัฐฯ อีกทั้งคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบจะค่อยๆ ฟื้นตัวในปลายปีนี้ อย่างไรก็ดี การชะลอและยกเลิกการลงทุนในหลุมน้ำมัน shale oil ใหม่ๆ ของสหรัฐฯ ประกอบกับปริมาณน้ำมันดิบที่จะค่อยๆ ลดลงในหลุมน้ำมันเก่า จะทำให้อุปทานจากกลุ่ม shale oil ลดลงชัดเจนมากขึ้นในอีก 1-2 ปี

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนท่าทีของซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาการขาดดุลงบประมาณของประเทศในกลุ่ม OPEC ที่รุนแรงกว่า คาดดุลงบประมาณของซาอุดีอาระเบีย และสมาชิกบางรายในกลุ่ม OPEC ได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงจากราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำ โดยรายงานของ IMF ได้ประเมินว่าซาอุดีอาระเบียจะมีโอกาสล้มละลายได้ภายใน 5 ปี หากราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งการเปลี่ยนท่าทีในครั้งนี้จะส่งผลบวกต่อเสถียรภาพ และทิศทางของราคาน้ำมันดิบมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาส่วนแบ่งตลาด และสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิต shale oil ได้ต่อไป

ขณะที่ คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2016 ยังมีความผันผวน แต่มีแนวโน้มค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง จากการเริ่มเข้าสู่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานน้ำมันดิบ การบรรลุข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้อุปทานน้ำมันดิบไม่เพิ่มไปกว่าเดิมมากนัก โดยอีไอซีคาดว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2016 ราคาน้ำมันดิบยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ และจะค่อยๆ ปรับระดับสูงขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง จากการเริ่มเข้าสู่สมดุลของอุปสงค์และอุปทาน อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาสถานการณ์ของกลุ่ม OPEC และรัสเซีย ว่าจะมีท่าทีในการช่วยพยุงราคาน้ำมันดิบเพิ่มเติมอีกหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวสูงขึ้นได้ไม่มาก จากแนวโน้มการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านที่จะเพิ่มขึ้น และความเปราะบางของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลก จะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์น้ำมันดิบ ซึ่งคาดว่าอิหร่านมีแนวโน้มกลับมาเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบขึ้นราว 0.6-1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเพิ่มปริมาณการส่งออกอีกราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นปัจจัยเสี่ยงให้อุปทานน้ำมันดิบโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่วนสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้อุปสงค์น้ำมันดิบอาจจะไม่เติบโตตามที่คาดไว้.