เรียกค่าเสียหาย ‘จำนำข้าว’ ใช้คืนรัฐ คาด ได้ข้อสรุป มี.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578635

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 12:01

 

ประธานกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง จ่อเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่กระทำผิดโครงการรับจำนำข้าว คาด ได้ข้อสรุปเดือน มี.ค.นี้ ขณะที่การเรียกค่าเสียหายจากเอกชน เหตุระบายข้าวแบบจีทูจี เผย ไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องนี้…

วันที่ 17 ก.พ. 59 นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง โครงการรับจำนำข้าว กล่าวว่า การพิจารณาเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่กระทำผิดจะพิจารณากับเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น โดยที่ผ่านมาได้รับเรื่องจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับเรื่องต่อมาจากการตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายจาก นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 6 คน ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ชดใช้ความเสียหายจากการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) คาดว่า จะสรุปได้ในเดือน มี.ค.นี้ ว่าแต่ละคนต้องรับผิดชอบความเสียหายใช้คืนให้กับรัฐเท่าไร

ส่วนกรณีเรียกค่าเสียหายจากเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการระบายข้าวแบบจีทูจี เป็นวงเงิน 20,000 ล้านบาท เป็นหน้าที่ของหน่วยงานเจ้าของโครงการที่จะต้องไปแจ้งให้อัยการฟ้องเรียกค่าเสียหายเอง เพราะคณะกรรมการรับผิดทางแพ่งไม่มีอำนาจไปตัดสินเอกชนในเรื่องนี้

สำหรับการเรียกร้องค่าเสียหายจากการระบายข้าวแบบจีทูจีของ นายบุญทรง มีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นนายบุญทรงและพวกที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งคณะกรรมการรับผิดทางแพ่งกำลังดำเนินการอยู่ ส่วนที่สองเป็นกรณีของ นายบุญทรง แต่เป็นการเอาผิดกับเอกชนที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งทางหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการต้องเป็นผู้ฟ้องร้องเอง.

ทองโลกดิ่ง! ฉุดทองไทย ร่วง 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578596

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 09:54

 

ทองโลกร่วง 31.2 ดอลลาร์-ทองไทยเปิดตลาดลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายออกบาทละ 20,300 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,905.08 ขายออกบาทละ 20,700 บาท…

วันที่ 17 ก.พ. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.34 น. ลดลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200.00 บาท ขายออกบาทละ 20,300.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,905.08 บาท ขายออกบาทละ 20,700.00 บาท.

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (16 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และหันไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า รวมถึงหุ้น หลังจากตลาดหุ้นนิวยอร์กทะยานขึ้นกว่า 200 จุดเมื่อคืนนี้

นอกจากนี้ สัญญาทองคำยังได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ โดยสัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดร่วงลง 31.2 ดอลลาร์ หรือ 2.52% ที่ระดับ 1,208.20 ดอลลาร์/ออนซ์.

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง ได้แรงหนุนจากตลาดจีน แม้ราคาน้ำมันร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578515

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 06:25

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันอังคาร โดยได้แรงหนุนจากผลงานตลาดหุ้นจีน แม้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงอีก หลังจากรัสเซียและชาติสมาชิกโอเปกจะบรรลุข้อตกลงตรึงปริมาณการผลิตน้ำมัน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 16 ก.พ. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 222.57 จุด หรือ 1.39% ปิดที่ 16196.41 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 30.80 จุด หรือ 1.65% ปิดที่ 1895.58 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 98.45 จุด หรือ 2.27% ปิดที่ 4435.96 จุด

ราคาน้ำมันลดลงในวันอังคาร แม้ว่ารัสเซียและชาติสมาชิกโอเปกอย่างซาอุดีอาระเบีย เวเนซุเอลาและกาตาร์ เผยว่าพวกเขาบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการตรึงกำลังผลิตอยู่ในระดับของเดือนมกราคม แต่ไม่สร้างความประทับใจแก่นักลงทุนมากนัก เนื่องจากพวกเขาอยากให้ลดอัตราการผลิตลงมากกว่า ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างผสมผสาน

อย่างไรก็ตาม นายคริส โลว์ หัวหน้านักเศรษฐกิจของบริษัท เอทีเอ็น ไฟแนนเชียล ระบุว่า อารมณ์ของนักลงทุนได้รับการกระตุ้นจากผลงานตลาดหุ้นจีนที่เพิ่มขึ้น 3.3% และการเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันจันทร์ ในช่วงที่หุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาด ส่งผลให้หุ้นกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับหุ้นของบริษัทจีน เช่น อาลีบาบา และไป่ตู้

หยอดหวานรัฐบาลไทยแก้ปัญหาถูกทาง เศรษฐกิจโลกซึมลึกไม่รู้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578460

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2559 06:15

 

“ศุภชัย” อดีตเลขาธิการอังค์ถัดระบุ เศรษฐกิจโลกซึมลึกแบบไม่รู้ตัว หลังการค้าโลกตกต่ำเกินเหตุ ตีแผ่เศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ ตั้งแต่สหรัฐฯที่ยังเปราะบาง ส่วนยุโรป ญี่ปุ่น จีนพึ่งยาก แต่เชื่อจะไม่ถึงกับเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะทุกฝ่ายช่วยกันแก้ปัญหาหยอดหวานรัฐบาลเดินถูกทาง เตือนระวังเข้าร่วมทีพีพี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. วานนี้ (16 ก.พ.) ธนาคารทหารไทยหรือทีเอ็มบีแบงก์ ได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “TMB Economic Forum ส่องเศรษฐกิจโลก เจาะธุรกิจไทย 2016” โดยนายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนาหรืออังค์ถัด ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษระบุ เศรษฐกิจโลกยังซึมลึกและอยู่ในลักษณะตกต่ำโดยไม่รู้ตัว ปัญหาเกิดจากการค้าโลกที่ซบเซาเกินไปขยายตัว 1-2% และมูลค่าของการส่งออกที่ต่ำลงจากการลดลงของสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมัน โดยสถานการณ์การค้าโลกจะขยายตัว 1 เท่าของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หากเศรษฐกิจเติบโต 3% การค้าโลกจะเติบโต 6-7%

“เศรษฐกิจโลกตอนนี้เหมือนการจับกบใส่หม้อ ถ้าจับกบใส่หม้อที่ต้มน้ำจนเดือด กบก็จะกระโดดหนี แต่ถ้าเป็นหม้อที่กำลังต้มน้ำน้ำจะอุ่น กบจะไม่รู้สึกว่าน้ำร้อน แต่เมื่อน้ำเดือดกบก็จะตาย”

ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะที่เปราะบางหรืออ่อนแอ สหรัฐฯได้อัดเงินเข้าไปในระบบ 6-7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียง 2% โดยการขยายตัวเกิดจากภาคบริการ แต่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัวเลขการจ้างงานที่ดีขึ้น เป็นการจ้างชั่วคราวในกลุ่มของงานบริการ ไม่ใช่การจ้างงานที่ยั่งยืน

ขณะที่เศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัว ส่วนจีนการเติบโตชะลอตัวลง โดยเศรษฐกิจของยุโรป ดูเข้าไปลึกๆจะเห็นว่าระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีปัญหา สินทรัพย์ที่ถือไว้มีราคาด้อยค่า พันธบัตรรัฐบาลแต่ละประเทศในยุโรปที่ธนาคารพาณิชย์ถือไว้ มีการเข้ามาพยุงราคาด้วยธนาคารกลางยุโรป หากวันใดเลิกอุ้ม ตราสารหนี้จะมีปัญหาทันที ขณะที่ตราสารหนี้ของภาคเอกชนเป็น ตราสารขยะ ไม่มีค่า หรือมีค่าน้อยมาก “อย่างไรก็ตาม ปีนี้จะไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก เพราะทุกคนเห็นปัญหาและพร้อมกันเข้าไปแก้ไข ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีใครเห็นปัญหา”

ส่วนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้น เดินมาถูกทางแล้ว เพราะในภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังผันผวน ไทยไม่สามารถพึ่งการส่งออกหรือการเติบโตแง่ตัวเลขได้อย่างเดียว ควรดูการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เอกชนเข้ามาลงทุนตามให้เกิดการจ้างงานและเติบโตระยะยาว

โดยรัฐบาลไม่ควรกระตุ้นการบริโภคภาคประชาชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะกระตุ้นไปก็อันตราย เนื่องจากขณะนี้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงมาก ประชาชนไม่สามารถก่อหนี้ได้เพิ่มอีกแล้ว อีกทั้งรายได้ของประชาชนยังไม่เพิ่ม รวมถึงสินค้าเกษตร ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของคนไทย ยังมีราคาตกต่ำ จึงต้องระวังจะเป็นการเพิ่มภาระหนี้

ส่วนสิ่งที่จะขอร้องรัฐบาล คือการไม่ควรเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เนื่องจากในกรอบความร่วมมือทีพีพีมีถึง 30 หัวข้อ มีผลกระทบต่อภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งในมุมมองของภาคธุรกิจจะได้ประโยชน์เพราะตลาดการค้าจะใหญ่ขึ้น แต่ในภาคประชาชน สังคมอาจมีผลกระทบ เช่น ปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ยาราคาแพง และสิ่งที่สหรัฐฯต้องการคือการลดบทบาทขององค์การการค้าโลก โดยจับมือกับยุโรป จัดทำข้อตกลงการค้าระหว่างยุโรปและสหรัฐอเมริกาหรือทีทีไอ และยังทำทีพีพีอีก เพื่อหวังอำนาจหรือเป็นตัวกำหนดเงื่อนไข กฎเกณฑ์การค้าโลก โดยไทยควรมุ่งการใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รวมถึงการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซพ) ในกลุ่มอาเซียน บวก 6 ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ที่ได้รับประโยชน์มากกว่า.

ทูตฝรั่งเศสผนึกภาคเอกชน ผลักดันไทยกลับคืนเวทีการค้าโลก -TPP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578458

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2559 06:01

 

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางไปดูโรงงานผลิตกระดาษ และโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท ดั๊บเบิ้ลเอ จำกัดในเมืองรวง (Rouen) ประเทศฝรั่งเศส ว่า ข้าราชการไทยจำเป็นต้องพึ่งพาภาคเอกชนไทยที่ตัดสินใจไปลงทุนในฝรั่งเศสเพื่อผนึกกำลังกันสร้างความเชื่อมั่นแก่รัฐบาลฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศผู้นำสหภาพยุโรปว่า แม้การเมืองของไทยอาจหยุดชะงักในช่วงการปฏิรูปประเทศ แต่การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจยังไม่หยุด

“ผมอยากให้รัฐบาลฝรั่งเศสทราบว่า การเมืองไทยยังคงเป็นประชาธิปไตยเหมือนเดิม และมีโรดแม็ปที่นำพาเศรษฐกิจ สังคม ให้มีความก้าวหน้า และทำให้การเมืองไทยเข้มแข็ง ฝรั่งเศสจึงควรให้เวลาแก่ไทยอย่างเข้าใจและไม่ทอดทิ้งประเทศไทยไป โดยเฉพาะเมื่อไทยก็ยังคงเป็นประเทศที่มีความสำคัญต่ออาเซียน และประชาคมเศรษฐกิจ AEC ซึ่งจะยิ่งทำให้ผลประโยชน์ของฝรั่งเศสมีมากขึ้น”

เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส กล่าวว่า ผลประโยชน์ทางการค้าการลงทุนของสองประเทศควรมองไปข้างหน้า อย่างไรเสียประเทศไทยก็ต้องกลับมาเป็นประชาธิปไตย เมื่อไทยกลับมาก็อยากจะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ต่อกันไว้ ที่สำคัญก็คือ เศรษฐกิจไทยกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าภายใต้บริบทของการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

“เรากำลังเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางซึ่งน่าจะเป็นโอกาสที่ดีให้แก่ฝรั่งเศสในการเสนอตัวเข้ามาลงทุน เช่นเดียวกับญี่ปุ่น และจีน ซึ่งสนใจจะเข้ามาลงทุนสร้างระบบรางในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อฝรั่งเศสมีศักยภาพสูงในเรื่องนี้ และเราก็อยากให้เขามาสำรวจดูว่า การลงทุนในประเทศ ไทยไม่ได้หยุดนิ่ง”

ทูตปารีสผนึกกำลังเอกชนไทย

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลฝรั่งเศสมองไปข้างหน้า ก็จะพบว่าประเทศไทยเข้าสู่การเป็นหนึ่งในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในฐานะเป็นศูนย์กลางประชาคมเศรษฐกิจ และเป็นสะพานให้เขาสามารถเข้าไปค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านโดยผ่านไทยได้ง่ายขึ้น “รอบบ้านเราล้วนแต่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงน่าจะเป็นเรื่องง่ายที่จะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน”

สำหรับการค้าระหว่างไทยกับฝรั่งเศสมีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี แม้ไทยจะขาดดุลอยู่บ้าง แต่การค้าระหว่างกันในปีที่ผ่านมา ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้น ถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะไม่ดี และเศรษฐกิจอียูจะมีปัญหาอยู่บ้างก็ตาม แต่การค้าไทยกับฝรั่งเศสก็ยังมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น และสินค้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นของเราส่วนใหญ่ก็เป็นพวกชิ้นส่วนรถยนต์เครื่องยนต์

“สิ่งที่ผมพยายามจะบอกกับรัฐบาลเขาก็คือ ไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีปัญหาการเมืองภายใน แต่หลายประเทศที่เกิดใหม่ก็มีปัญหาไม่ได้แพ้กัน แน่นอนว่าแต่ละประเทศต้องมีทั้งช่วงเฟื่องฟูและไม่เฟื่องฟู และแต่ละประเทศ โดยเฉพาะไทยอาจเป็นประชาธิปไตยในแบบของเรา ไม่ใช่ในแบบฉบับของตะวันตก”

เมื่อถามถึงการออกไปลงทุนในต่างประเทศของกลุ่มนักลงทุนไทยดีต่อระบบเศรษฐกิจประเทศหรือไม่ ได้รับคำตอบว่า ผมเห็นศักยภาพของบริษัทใหญ่หลายแห่งที่สามารถออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ เช่น ในญี่ปุ่น ก็มี SCG และบ้านปู ไปลงทุนในเรื่องของพลังงานหมุนเวียน ส่วนที่ฝรั่งเศส นอกจาก จะมีบริษัทดั๊บเบิ้ลเอ มาลงทุนแล้ว ก็ยังมี PTTGC มีไทยยูเนียนฟู้ดส์ รวมทั้งเครือซีพีกรุ๊ปด้วย

สร้างเครือข่าย Friend of Thailand

นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนไทยมีศักยภาพมากพอจะออกไปขยายการลงทุนของพวกเขาในต่างประเทศ อย่างดั๊บเบิ้ลเอ ไม่ใช่แค่ศักยภาพในการลงทุนเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนที่ได้มาตรฐานสากล เทคโนโลยีที่ใช้ก็เป็นเทคโนโลยีล่าสุด ที่สำคัญคือเป็นการลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสภาพแวดล้อม มีการใช้พลังงานที่สะอาด พลังงานหมุนเวียน รวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อชุมชน ผู้คนในท้องถิ่น และแรงงานจำนวนมากด้วย

“ผมคิดว่า สิ่งที่นักลงทุนไทยเราทำ จัดเป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับหน้าที่ความรับผิดชอบของผม เพราะช่วยทำให้รัฐบาลของฝรั่งเศส รวมถึงพลเมืองของเขาเกิดความรู้สึกที่ดีต่อประเทศไทย เรา จริงๆเมื่อเขามาลงทุนก่อนหน้าที่ผมจะมารับตำแหน่ง เขาย่อมมีอิทธิพลต่อการเมืองในประเทศฝรั่งเศสด้วย นั่นเป็นช่องทางให้ผมมีโอกาสรู้จักกับผู้แทนฯ (ส.ส.) ในพื้นที่ที่เขาไปสร้างงานสร้างรายได้ให้…

หน้าที่ทูตคือ การผลักดันผลประโยชน์ของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องรู้จักคนที่เป็นผู้กำหนดนโยบายในรัฐบาล และเครือข่ายที่จะสามารถสร้างความเป็น Friend of Thailand ได้โดยมีน้ำหนักมากขึ้นด้วย”

ในฐานะเป็นตัวแทนประเทศไทย นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่จะต้องให้การสนับสนุน อย่างต่อเนื่อง แต่จริงๆจะบอกว่า เอาแค่เรื่องเศรษฐกิจแต่ไม่เอาการเมืองเลยคงไม่ได้เหมือนกัน สมมติเรื่องการลงทุนระบบราง นายสีหศักดิ์เปิดเผยว่า ทูตฝรั่งเศสพยายามผลักดันให้เอกชนของเขาเข้าไปทำ เพราะฉะนั้นจะหลีกเลี่ยงไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็ไม่ได้ คือ คุณก็ต้องลงทุนด้วยเหมือนกัน

หรืออย่างขณะนี้ เรากำลังมีปัญหาเรื่อง GSP ถูกตัด ก็จำเป็นต้องเร่งกระบวนการเจรจาเรื่องเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-ฝรั่งเศส แต่ขณะนี้เขาบอกยังเจรจาไม่ได้ แม้แต่ในทางเทคนิคก็ทำไม่ได้ ทุกเรื่องจึงถูกชะลอตัวไปหมด “แม้ฝรั่งเศสอาจต้องทำตามมติของกลุ่มประเทศสมาชิกยูเอ็น แต่ละประเทศมีแบบฉบับไม่เหมือนกัน และความจำเป็นในการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็ต่างกัน”

หนุนข้อตกลง TPP

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ระหว่างที่ประเทศไทยยังคงติดปัญหาการเมือง เวียดนามกลับทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปอย่างเงียบๆได้เรียบร้อย คู่แข่งที่น่ากลัวของเราจึงเป็นเรื่องการปฏิบัติที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น สหรัฐฯเชิญรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนามเดินทางไปเยือนกรุงวอชิงตัน แต่ทำไมประเทศไทยที่เป็นสังคมเปิดเคยมีและจะต้องมีการเลือกตั้งต่อไป ไฉนจึงปฏิบัติต่อไทยแตกต่างกันเป็น 2 มาตรฐาน

เพราะฉะนั้นในที่สุดก็คือ เรื่องของผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องชี้ให้เขาเห็นคือ ผลประโยชน์ที่เรามีต่อกัน ถ้าเขามองข้ามเราไปโดยคิดแต่เรื่องการเมือง เขาเองอาจจะสูญเสียโอกาสนั้นได้ เมื่อสถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องเผชิญเป็นไปเช่นนี้ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เขาเห็นด้วยกับการที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเข้าร่วมความตกลงว่าด้วยหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP : Trans-Pacific Partnership) ใน 12 ประเทศซึ่งจะกลายเป็นการจัดระเบียบการสร้างมาตรฐานใหม่ทางเศรษฐกิจ ระหว่าง แคนาดา สหรัฐฯ เม็กซิโก ชิลี เปรู ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม และญี่ปุ่น

“เราอาจเสียเปรียบอยู่บ้างในบางเรื่องแต่ TPP จะทำให้รูปแบบ และสภาพคล่องทางการค้าของโลกเปลี่ยนแปลงไป เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ต่อไปถ้าจะไปลงทุนในเวียดนาม ก็ต้องคิดว่าจะได้สิทธิประโยชน์ต่างๆในหลายด้าน ซึ่งบางทีไทยอาจจะต้องกระจายความเสี่ยงไปยังเวียดนามบ้าง ก็คงจะถึงเวลาต้องตัดสินใจกันจริงๆเสียทีว่าเราจะอยู่ในกลุ่มซึ่งมีตลาดใหญ่กลุ่มนี้หรือไม่”.

สร้างธุรกิจให้รวยได้ใน AEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574912

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 06:01

 

ตอนนี้คำว่า AEC อาจจะเป็นคำหนึ่งในชีวิตของการทำงานเราแล้วก็ได้ เพราะในเร็วๆ นี้ ก็จะมีการรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้หลายๆ คน ตั้งแต่ผู้ประกอบกิจการไปถึงมนุษย์เงินเดือน ตั้งคำถามว่ามันจะสร้างโอกาสในการทำการค้าและการลงทุนได้อย่างไร ก็อย่างที่ทุกท่านอาจจะทราบมาแล้วบ้างว่าการเปิด AEC นั้น จะทำให้ตลาดของภูมิภาครวมเป็นหนึ่งเดียว และทำให้เราสามารถเข้าถึงประชากรในอาเซียนได้มากและง่ายขึ้น พูดง่ายๆ คือจากเดิมเราทำธุรกิจในประเทศไทย ก็จะขายของให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้เหมือนเป็นอีกจังหวัดหนึ่งเลย

ถ้าเราจะเริ่มธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านจะทำอย่างไร

1. ต้องมีสินค้าและบริการที่ดี 

สินค้าไทยนั้นถูกมองเป็นสินค้าที่ดีในสายตาประเทศเพื่อนบ้าน เขามองว่าเป็นของมีคุณภาพเลยทีเดียว ยิ่งเป็นสินค้าที่เป็นที่นิยมในประเทศไทยด้วย
ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพราะว่าแรงงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านและทำงานอยู่ที่ประเทศไทยมาก่อนนั้น พอเขากลับไปยังบ้านเกิดก็ยังจำสินค้าและบริการของเราได้และพร้อมจะแนะนำให้ครอบครัวและเพื่อนเขาใช้สินค้าจากประเทศไทย หลายบริษัทจึงสามารถทำการตลาดในประเทศต่างๆ ได้ไม่ยากเพราะความคุ้นเคยของผู้บริโภค

2. ต้องมีเพื่อนร่วมทุนที่ดี 

เวลาที่เราไปลงทุนในต่างประเทศนั้น หลายๆ ครั้งเราอาจจะพบข้อกำหนดทางกฎหมายหรือของทางการว่าจะต้องร่วมทุนกับธุรกิจในท้องถิ่น นั่นเป็นเรื่องที่ดีในเชิงธุรกิจด้วยนะ เพราะเพื่อนร่วมทุนหุ้นส่วนนี่ล่ะ คือคนที่รู้จักตลาดดีกว่าเรา และรู้ข้อกำหนดกฎเกณฑ์รวมถึงวัฒนธรรมต่างๆ ที่เราต้องอาศัยประสบการณ์ในการเรียนรู้ เพื่อนที่ดีจะทำให้การดำเนินธุรกิจก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่การหาเพื่อนร่วมทุนที่ดีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อาจจะพบ
คนไม่ดีจนเกิดปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ จนทำให้ธุรกิจแย่ลงก็เป็นได้

3. ต้องมีเพื่อนคู่คิดที่ดี 

เพื่อนคู่คิดที่ดีนั้นคือผู้ที่มีประสบการณ์และสามารถแนะนำพร้อมกับสนับสนุนการทำธุรกิจของเราในประเทศต่างๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเราต้องการ
กู้เงินเพื่อลงทุนในต่างประเทศ เราก็อาจจะต้องเริ่มต้นจากการปรึกษาธนาคารที่รู้จักประเทศนั้นดีจริงๆ ว่าจะต้องทำอย่างไรให้ลูกค้าได้ประโยชน์ที่สุด สามารถสนับสนุนและแนะนำเรื่องต่างๆ ในเรื่องการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้ ธนาคารกรุงเทพถือเป็นธนาคารอันดับหนึ่งของไทยที่สามารถสนับสนุนการดำเนินกิจการใน AEC ด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับตลาดท้องถิ่นในแต่ละประเทศ และเครือข่ายสาขาที่พร้อมให้บริการครอบคลุมมากที่สุดในประเทศในกลุ่ม AEC

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์ AEC Connect  ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ เพื่อรับคำแนะนำและปรึกษาด้านการค้าและการลงทุนเบื้องต้น นอกจากนี้ หากเราต้องการหาเพื่อนร่วมทุน ก็อาจจะไปร่วมงานการจับคู่ธุรกิจหรือดูงานพร้อมกับทางธนาคารตามประเทศต่างๆ และเมื่อเรามีความมั่นใจในการค้าและการลงทุน มีความพร้อมที่จะใช้แหล่งเงินกู้เพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ ทางธนาคารก็พร้อมสนับสนุนการทำธุรกิจของเราตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

AEC คือโอกาสของหลายๆ ธุรกิจที่มีความพร้อมและการเดินทางไกล แน่นอนว่า เดินคนเดียวอาจจะเดินเร็วได้ แต่เดินกับ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่ AEC” อย่างธนาคารกรุงเทพนั้น จะทำให้เราเดินได้ไกลมากขึ้นไปอีก

AEC Connect  ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

อีเมล: AECconnect@bbl.co.th

อีกทั้ง ยังสามารถติดตามสาระการเงินน่ารู้ในรูปแบบ Infographic เพิ่มเติมได้ที่www.bangkokbank.com/MoneyTutor

ปตท.ลั่นเดินหน้าแผนลงทุนก๊าซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578453

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2559 05:45

 

ประกาศชัดไม่ลดวงเงินพัฒนาธุรกิจ 2.1 แสนล้าน

นายนพดล ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติตั้งงบลงทุนในระยะ 5 ปี (ปี 2559-2563) ที่ระดับ 210,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 3 แผนหลัก ได้แก่ 1.งบลงทุนต่อเนื่อง 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำโครงการต่อเนื่องที่จะทยอยเสร็จใน 1-2 ปี อาทิ โครงการท่อส่งก๊าซฯ ไปจังหวัดนครราชสีมา รวมถึงการสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ระยะที่ 2 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตแอลเอ็นจี เป็น 10 ล้านตันต่อปี จากเดิมที่ 5 ล้านตันต่อปี

2.โครงข่ายท่อก๊าซฯ มูลค่าลงทุน 120,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นก่อสร้างท่อส่งก๊าซฯ หลักเส้นที่ 5 ความยาว 430 กิโลเมตร (กม.) เริ่มจากจังหวัดระยองไปยังอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรีและท่อเชื่อมระหว่างศูนย์ควบคุมก๊าซฯไปจังหวัดราชบุรีอีก 120 กม. เพื่อเชื่อมโยงระบบโครงข่ายท่อก๊าซฯจากฝั่งตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบก๊าซฯ โครงการจะอยู่ในช่วงสำรวจความคิดเห็นประชาชนและจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 ปี ก่อนจะสามารถเปิดประมูลหาผู้รับเหมาได้ โดยคาดว่าทั้งโครงการจะเสร็จปี 2564

3.โครงการลงทุนด้านอื่นๆ อีก 70,000 ล้านบาท เพื่อใช้รองรับการลงทุนธุรกิจใหม่ด้านบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพโรงแยกก๊าซฯ ระบบโครงข่ายท่อก๊าซฯ ย่อย แต่สิ่งสำคัญหลัก คือ การลงทุนคลังแอลเอ็นจี แห่งที่ 2 ขนาด 7.5 ล้านตันต่อปี เบื้องต้นคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท

“โครงการลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงการขยายโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติ พร้อมรุกเจรจาจัดหาแอลเอ็นจีเพิ่มเสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว ล่าสุด ปตท.ได้เจรจากับบริษัท ปิโตรนาส จำกัด ของมาเลเซีย เพื่อขอเข้าลงทุนในแหล่งแอลเอ็นจีอีกด้วย เพราะการใช้ก๊าซฯในประเทศไทย ยังคาดว่าจะขยายตัวใน 5 ปีนี้ เฉลี่ยปีละ 2% ซึ่งแผนงานเหล่านี้รองรับความมั่นคงด้านพลังงาน จึงยังไม่ลดงบลงทุน”.

‘กอบกาญจน์’ สั่งจับทัวร์อโคจรเกาหลีใต้ นัดถก ‘ไอซีที-ตำรวจ’ คุมโฆษณาโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578447

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2559 05:30

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีบริษัททัวร์โฆษณาโปรแกรมนำเที่ยวเจาะกลุ่ม (Special Interest) ที่ส่อไปทางลามกอนาจาร ใช้ชื่อ “ทัวร์สายโหด” หรือ “ทัวร์สายแข็ง” โฆษณาผ่านโลกโซเชียล ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊กอย่างโจ๋งครึ่ม โดยใช้ภาษาและรูปภาพที่ล่อแหลมต่อศีลธรรมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ และหากพบการกระทำผิดต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด เพราะถือว่ากระทบถึงภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว ดังนั้นเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ทางกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว นำโดย พ.ต.ต.ศิลา ตันตระกูล สว.งานสืบสวน กก.1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าตรวจค้น บริษัท ออลเวย์แฮปปี้ ทราเวล (Always Happy Travel) เลขที่ 244 ห้อง 4 ซ.พหลโยธิน 48 บางเขน กทม. ตามหมายค้น ศาลอาญาที่ 57/2559 พบ น.ส.วารุณี จันทบุตร อายุ 34 ปี แสดงตัวเป็นผู้ดูแลบริษัทดังกล่าว แต่ไม่สามารถนำใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมาแสดงได้ เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมในข้อหาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมด้วยเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการนำเที่ยวของบริษัทฯ นำส่ง สน.บางเขน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ทัวร์ดังกล่าว ใช้ชื่อ “ทัวร์สายโหด” เป็นของบริษัท ออลเวย์แฮปปี้ ทราเวล มีการโฆษณาผ่าน Facebook เป็นทัวร์พาตระเวนเน้นท่องราตรีในสถานบันเทิงชื่อดังในเกาหลี ราคาแพ็กเกจละ 25,900 บาท พร้อมโฆษณาภาพภายในสถานบันเทิงชื่อดัง ที่ส่อไปทางลามกอนาจาร และประกาศชัดว่าเป็นทัวร์สายแข็งสำหรับผู้นิยมดื่มสุรา ซึ่งเร็วๆ นี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะร่วมประชุมหารือกับตำรวจท่องเที่ยวและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อหามาตรการการเข้าไปกำกับดูแลการใช้ช่องทางออนไลน์ โดยให้ความสำคัญในการติดตามพฤติกรรมไม่ให้เกิดปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว.

พาทีอ้างเกิดปีชง ปมนกแอร์ระส่ำ ไล่ผจก.บิน-รบ.คาดโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578501

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2559 05:30

 

รมว.คมนาคมเรียก ผู้บริหารนกแอร์มาตักเตือนแล้ว พร้อมกำชับให้เร่งทำแผนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยด่วน ขณะที่ “พาที สารสิน” รับผิดเสียงอ่อย ยืนยันชดใช้ความเสียหายทั้งหมด เผยไล่ออกผู้จัดการแผนกรักษามาตรฐานการบิน เหตุทำผิดวินัยร้ายแรง ส่วนที่เหลือรอผลสอบสวนถ้าพบว่าผิดฟันแน่ ที่ประชุมคมนาคม อึ้ง รมช.คมนาคมอัดเหตุซีอีโอนกแอร์ไม่มาประชุม กับกระทรวงคมนาคม หลังเกิดเหตุการณ์เพราะติดถ่ายโฆษณา “บิ๊กป้อม” รองนายกฯ ขู่ปล่อยเกิดซ้ำรอยอีกจะระงับใบอนุญาตการบิน พร้อมสั่งล้อมคอกทุกสายการบิน ประชุมจัดทำแผนฉุกเฉินทันที

จากกรณีนักบินสายการบินนกแอร์หยุดงานประท้วงโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า เหตุเพราะไม่พอใจบริษัทที่มีการปรับเพิ่มมาตรการตรวจสอบ (audit) ทำให้ต้องมีการยกเลิกเที่ยวบินถึง 9 เที่ยวบิน ส่งผลผู้โดยสารกว่า 1,500 คน ตกเครื่องกันระนาว ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 16 ก.พ.ที่กระทรวงคมนาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เรียกนายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ พร้อมด้วยนายปิยะ ยอดมณี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มาพบเพื่อตักเตือนเหตุนักบินนัดหยุดงานประท้วง เมื่อวันที่ 14 ก.พ.

นายอาคมกล่าวว่า การเรียกนายพาทีมาพบเป็นขั้นตอนแรกที่กระทรวงคมนาคมกำหนดมาตรการที่ให้สายการบินจะต้องปฏิบัติกรณีมีเหตุกระทบการให้บริการผู้โดยสาร ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ทำความผิดครั้งแรกตักเตือน ผิดครั้งที่ 2 พักใบอนุญาต และหากกระทำผิดซ้ำครั้งที่ 3 จะยกเลิกใบอนุญาต ถือเป็นอำนาจของรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ประเด็นสำคัญคือให้นกแอร์เร่งจัดทำแผนแก้ไขปัญหาระยะสั้น ส่งให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาภายใน 3 วัน ที่ต้องมีความชัดเจนถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากเหตุการณ์นักบินหยุดบิน ที่ผ่านมาชัดเจนว่า ไม่มีผู้บริหารนกแอร์ที่มีอำนาจในการตัดสินใจแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนอลหม่าน ส่วนแผนระยะยาวสายการบินต้องส่งมาภายใน 1 เดือน

รมว.คมนาคมกล่าวว่า เร็วๆนี้จะเรียกอีก 41 สายการบินที่ให้บริการทั้งเส้นทางบินในประเทศ และต่างประเทศมาทำความเข้าใจ และให้ทำแผนฉุกเฉิน รวมทั้งมาตรการการคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสาร กรณีที่มีปัญหาไม่สามารถทำการบินได้ รวมทั้งจะกำชับให้ต้องมีการสำรองนักบินไว้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินนักบินไม่สามารถทำการบินได้ จะไม่เกิดเหตุกระทบกับเที่ยวบินและผู้โดยสาร ส่วนประเด็นที่มีการระบุว่านักบินที่หยุดทำการบินส่วนหนึ่งมาจากการที่นักบินไม่พอใจ เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่เกินชั่วโมงที่เป็นมาตรฐานเมื่อเปรียบเทียบกับการพักผ่อน นายอาคม กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ตรวจสอบการปฏิบัติงานของนักบินแต่ละสายการบินว่ามีการกระทำลักษณะดังกล่าวหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหามาตรฐานความปลอดภัยที่ไทยต้องปฏิบัติตามองค์กรการบินระหว่างประเทศ (ไอเคโอ)

“ปัญหาของอุตสาหกรรมการบินที่ขาดแคลนนักบินในปัจจุบันต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.ไม่อยากให้ใช้นักบินกับการทำตำแหน่งบริหารไปร่วมกัน เพราะจะกระทบกับเวลาการทำงาน ดังนั้นจึงอยากให้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน และ 2.เรื่องของจำนวนชั่วโมงบินที่พบว่าปัจจุบันหลายสายการบินมีการใช้นักบินทำการบินเกินชั่วโมงกำหนด ขณะนี้ทุกสายการบินจะต้องส่งรายงานบันทึกการบินของนักบินในสังกัดให้กับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เพื่อตรวจสอบชั่วโมงบินอย่างต่อเนื่อง หากตรวจเจอนักบินของสายการบินใดทำการบินเกินกำหนดจะสั่งพักงานทันที” นายอาคมกล่าว

ด้านนายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดปัญหานักบินหยุดบินกระทบ 9 เที่ยวบิน เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา นกแอร์ได้นำเครื่องบินสายการบินอื่นบินลักษณะบินร่วม เพื่อทดแทนและจะดำเนินการจนถึงวันที่ 17 ก.พ.นี้ หลังจากนั้นการทำการบิน จะเป็นปกติ ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นยอมรับว่านกแอร์ก็มีข้อบกพร่อง ส่วนกรณีที่มีผู้เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบกรณีนี้นั้น นายพาทีกล่าวว่า ตนมองว่าไม่จำเป็น เนื่องจากบริษัทจ้างตนมาเพื่อมาแก้ไขปัญหา ไม่ใช่พอมีปัญหาก็ลาออก ยอมรับว่าปีนี้ นกแอร์มีแต่เรื่องวุ่นๆและหนักๆ ก่อนหน้านี้ก็มีปัญหาเรื่องสายพานลำเลียงไม่ทำงาน พอมาเดือนนี้ก็มีปัญหาเรื่องนักบินไม่ขึ้นทำการบิน สงสัยปีนี้นกแอร์จะเป็นปีชง เพราะผู้บริหารทั้ง 3 คนนกแอร์ เกิดปีขาล เร็วๆนี้จะชวนกันไปทำบุญ

นายพาทีกล่าวว่า กรณีการขาดแคลนนักบินยอมรับว่าที่ผ่านมามีสายการบินอื่นเข้ามาดึงนักบินของนกแอร์ไปร่วมงานค่อนข้างมาก ทำให้นกแอร์ประสบปัญหาขาดแคลนนักบินมาโดยตลอด แต่ในเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ ตามแผนงานที่วางไว้จะมีการรับนักบินใหม่เข้ามาร่วมงานประมาณ 20-30 คน โดยมั่นใจว่าจำนวนนักบินที่รับเพิ่มเข้ามาจะเพียงพอ ส่วนปัญหาการบินของนักบินที่มีชั่วโมงบินสูงเกินมาตรฐานเมื่อเทียบกับเวลาพักผ่อน ยอมรับว่าตรวจพบปัญหาจริง จึงเป็นที่มาของการปรับโครงสร้าง ขณะที่ความเสียหายครั้งนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบจึงยังไม่สามารถระบุได้

“ปัจจุบันอยู่ระหว่างสอบสวนความผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่งเลิกจ้างนายศานิต คงเพชร ผู้จัดการแผนกรักษามาตรฐานการบิน และนักบินผู้ควบคุมอากาศยาน เนื่องจากพบว่าผิดวินัยร้ายแรงจริง ส่วนคนที่เกี่ยวข้องที่เหลือ หากสอบสวนพบว่าผิดวินัยที่เป็นผลกระทบต่อบริษัทก็จะตัดสินยกเลิกการจ้างงานเช่นกัน” ซีอีโอนกแอร์กล่าว

อีกด้านหนึ่ง ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้ให้นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม รายงานเหตุการณ์ระงับการบินของสายการบินนกแอร์เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งส่วนหนึ่งของการรายงานนายออมสินระบุว่า เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคม ได้เรียก 14 สายการบินมาหารือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะนี้อีก แต่ปรากฏว่ามีสายการบินนกแอร์เพียงแห่งเดียวที่ไม่มาร่วมประชุมและไม่มีการส่งตัวแทนมา และทราบมาว่านายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) สายการบินนกแอร์ ติดถ่ายโฆษณาที่หัวหิน ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุมว่า รัฐบาลรับไม่ได้กับกรณีดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก จึงไม่อยากให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นอีก จากนั้น พล.อ.ประวิตรจึงได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม เรียกผู้บริหารสายการบินนกแอร์มาตักเตือนให้ชัดเจน ถ้าจากนี้ไปยังพบว่ากระทำผิดอีกจะต้องถูกพักใบอนุญาตทำการบิน และหากเกิดเหตุอีกเป็นครั้งที่ 3 จะต้องถูกยกเลิกใบอนุญาตทันที และให้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติกับทุกสายการบินด้วย

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า รัฐบาลได้แสดงจุดยืนว่า ไม่สามารถละเลยกับสิ่งที่เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคและประชาชนได้ เมื่อเกิดเหตุในลักษณะนี้ ซีอีโอ หรือผู้บริหารต้องออกมารับผิดชอบตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสายการบินไหน กรณีนี้มีแค่เจ้าหน้าที่ในระดับที่ต่ำลงมาเข้าไปแก้ปัญหาคงจะไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง ดังนั้น จึงอยากให้อย่าหนีปัญหา และต้องกล้าเผชิญหน้า ขณะเดียวกัน ที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงกับทุกสายการบินว่า จากนี้ไปมีสิ่งที่สายการบินต่างๆต้องทำ 3 เรื่อง คือ 1.ต้องจัดทำแผนฉุกเฉิน และแผนบริหารความเสี่ยงหากเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก มาให้กระทรวงคมนาคมภายใน 1 เดือน 2.ทุกสายการบินต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจนมากขึ้น 3.ทุกสายการบินต้องร่วมมือกัน ในกรณีเกิดเหตุขึ้นจะต้องเข้ามาช่วยเหลือกันทันที

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

–  นกแอร์ แจง เหตุยกเลิก 9 เที่ยวบิน เป็นความไม่พอใจของนักบินบางส่วน

–  ‘อาคม’ขีดเส้น นกแอร์ แก้ปัญหา เข้ม ต้องไม่มียกเลิกเที่ยวบินอีก

–  นกแอร์ป่วน! ยกเลิกเที่ยวบิน ดอนเมือง ‘พาที’รับนักบินประท้วง ทำวุ่น

พม่าหยุดจ่ายก๊าซไม่กระทบความมั่นคง คนใช้ไฟหายห่วงกระเทือนค่าเอฟทีจิ๊บๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578443

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2559 05:15

 

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) เปิดเผยว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รายงานการเตรียมความพร้อมรับมือการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา ประเทศพม่า ระหว่างวันที่ 20-23 ก.พ.นี้ ที่ทำให้ก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาจากพม่าหายไปทั้งหมด 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต ส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าในฝั่งภาคตะวันตก โดยมีกำลังการผลิตที่ลดลงรวม 3,394 เมกะวัตต์ ซึ่ง กฟผ. จะเดินเครื่องโรงไฟฟ้าด้วยก๊าซฯจากฝั่งตะวันออกเพิ่มขึ้นและใช้น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลมาเดินเครื่องที่โรงไฟฟ้าราชบุรีทดแทน คาดว่าจะใช้น้ำมันเตา 22.3 ล้านลิตร น้ำมันดีเซล 6.9 ล้านลิตร

สำหรับการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) เรคกูเลเตอร์คาดว่าจะมีผลกระทบที่น้อยลงกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ เนื่องจากได้มอบให้ กฟผ.และ ปตท. เจรจาเลื่อนกำหนดการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากผู้ผลิตก๊าซฯแหล่งยาดานา จากแผนเดิมช่วงวันที่ 1-4 มี.ค.นี้ ซึ่งหากหยุดจ่ายก๊าซฯช่วงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อค่าเอฟที 0.25 สตางค์ (สต.) ต่อหน่วย โดยเลื่อนเป็นช่วงวันที่ 20-23 ก.พ. ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงจากกำหนดเดิม เนื่องจากตรงกับวันหยุดยาว ตลอดจนราคาน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซล ลดลงจากที่ประมาณการไว้มาก ทำให้ผลกระทบต่อค่าเอฟทีต่ำกว่าที่คาดการณ์เดิมไว้ที่ 0.25 สต. เป็น 0.07 สต.ต่อหน่วย ซึ่งเรคกูเลเตอร์จะนำไปคำนวณค่าเอฟทีที่จะเรียกเก็บงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. ให้สะท้อนตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง.