ตัวกินมดยักษ์แรกเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871000


สวนสัตว์ไมอามี ที่รัฐไมอามี ประเทศสหรัฐอเมริกาเปิดตัวลูกตัวกินมดยักษ์ (giant anteater) ที่เพิ่งเกิดใหม่ มีชื่อว่าโบวี่ พร้อมกับแม่ของมันในงานจัดแสดงชื่อ อเมซอน แอนด์ บียอนด์ (Amazon and Beyond) โดยตัวลูกน้อยที่มีขนสีดำสลับขาวปกคลุมทั่วร่างกายนั้นกำลังเกาะอยู่บนลำตัวของแม่ ซึ่งตัวกินมดยักษ์เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่รักสันโดษและใช้เวลานอนเปลืองถึง 15 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว.

 

สลด! หญิงนิการากัวดับอนาถ หลังถูกโยนเข้ากองไฟเพื่อไล่ปิศาจออกจากร่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 04:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871608


หญิงสาวชาวนิการากัวเสียชีวิตอย่างน่าสลด 1 สัปดาห์หลังจากถูกนักบวชและผู้ติดตามจับโยนเข้ากองไฟเพื่อไล่ปิศาจออกจากร่าง ก่อนจะนำร่างไปทิ้งไว้ริมแม่น้ำ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงสาวชาวนิการากัววัย 25 ปี ถูกโยนเข้าไปใส่กองไฟเพื่อทำพิธีไล่ปิศาจออกจากร่างกายของเธอตามความเชื่อเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสทั่วร่างกาย และต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลมาตลอดจนกระทั้งเธอเสียชีวิตลงในวันอังคารที่ 2 ก.พ.

นางวิลมา กอนซาเลซ โฆษกหญิงแห่งสำนักงานตำรวจแห่งชาตินิการากัวเปิดเผยในงานแถลงข่าว ว่าเมื่อ 21 ก.พ. นักบวชและกลุ่มผู้ศรัทธารวมตัวกันรอบกองไฟ หลังผู้นำโบสถ์คริสตจักรถิ่นอ้างนิมิตจากพระเจ้าว่า หญิงสาวผู้นี้ซึ่งถูกระบุชื่อว่า วิลมา ทรูชิโย การ์เซีย ต้องได้รับการขับไล่ปิศาจออกจากร่างด้วยไฟ พวกเขาจึงเปลื้องผ้านางการ์เซีย มัดมือเท้า ก่อนโยนเธอลงกองไฟ จนเธอได้รับบาดเจ็บเป็นแผลไฟลวกระดับ 1-2 ทั่วร่างกายกว่า 80%

จากนั้นร่างของเธอถูกนำไปทิ้งไว้ในห้วยใกล้ตลิ่งของแม่น้ำสายหนึ่ง ก่อนที่น้องสาววัย 15 ปีของเธอจะมาพบในอีก 9 ชั่วโมงต่อมา ซึ่งเธอถูกนำตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงมานากัวทันที อย่างไรก็ตาม เธอมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤติมาตลอด ก่อนจะเสียชีวิตในช่วงเช้าวันอังคาร

หลังเกิดเหตุตำรวจได้จับกุมตัวนาย ฮวน เกรโกริโอ รอกคา โรเมโร บาทหลวงของโบสถ์คริสต์นิกายอีแวนเจลิคัล รวมทั้ง เอสเนย์ดา เดล โซกอร์โร โอรอซโก ผู้นำโบสถ์ และคนอีก 3 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ อย่างไรก็ตาม บาทหลวงรอกคา โรเมโร ปฏิเสธว่าไม่มีใครโยนผู้หญิงคนนี้ลงกองไฟ แต่เธอตัดสินใจเผวตัวเองเพราะเธอถูกปิศาจสิง และเธอตกลงไปในกองเพลิงหลังจากปิศาจถูกขับไล่ออกจากร่างของเธอแล้ว

ในเบื้องต้นบาทหลวงรอกคา โรเมโร ถูกระบุว่าเป็นสมาชิกของโบสถ์ ‘Assemblies of God’ ของชาวคริสต์นิกายอีแวนเจลิคัล อย่างไรก็ตาม ทางโบสถ์ออกแถลงการณ์ปฏิเสธเรื่องนี้แล้ว

ทั้งนี้ ตามการสืบสวนของตำรวจ บาทหลวงรอกคา โรเมโร เดินทางมายังบ้านของนางการ์เซียในเมือง โรซิตา ซึ่งห่างจากกรุงมานากัวราว 480 กม. ในวันที่ 15 ก.พ. เพื่อพาเธอไปยังโบสถ์เพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีอาการต่างๆ ที่บ่งชี้ว่าถูกปิศาจเข้าสิง รวมทั้งการใช้มีดสปาร์ตาใล่ทำร้ายคนอื่น โดยนางการ์เซียอยู่ในโบสถ์ตลอดจนถึงวันเกิดเหตุ

การเสียชีวิตของนางการ์เซียทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในกลุ่มสิทธิมนุษยชน ซึ่งออกมาเรียกร้องให้มีการควบคุมการทำพิธีกรรมทางศาสนาในนิการากัวอย่างเข้มงวดขึ้น ขณะที่นาง โรซาริโอ มูริโญ รองนายกรัฐมนตรีนิการากัว แถลงว่า โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างแท้จริง และเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีก

 

โสมขาว-มะกันเริ่มซ้อมรบร่วมประจำปี ไม่สนโสมแดงต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 02:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871520


เกาหลีใต้และสหรัฐฯ เริ่มการซ้อมรบร่วมประจำปีแล้วในวันพุธ โดยไม่สนเสียงต่อต้านจากเกาหลีเหนือ ขณะที่จีนออกมาแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลโสมขาวเตรียมติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพของประเทศเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกาเริ่มการซ้อมรบร่วมประจำปีแล้วในวันพุธที่ 1 มี.ค. เพื่อทดสอบความพร้อมในการป้องกันประเทศจากภัยคุมคามต่างๆ รวมทั้งจากเกาหลีเหนือ ซึ่งต่อต้านการซ้อมรบครั้งนี้ โดยกล่าวหาว่าเป็นการเตรียมการเพื่อทำสงครามกับพวกเขา

การซ้อมรบครั้งนี้ถูกเรียกว่า ‘โฟล อีเกิล’ (Foal Eagle) เกิดขึ้นขณะที่ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีกำลังเพิ่มสูงขึ้น หลังเกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.พ. และจากคำขู่จะโจมตีตอบโต้ในอดีต

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้และกองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้จะดำเนินไปจนถึงสิ้นเดือนเม.ย. แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่ามีทหารในการซ้อมรบครั้งนี้เท่าใด โดยการฝึกซ้อมเมื่อปีก่อนมีทหารสหรัฐฯ เข้าร่วม 17,000 นาย และทหารเกาหลีใต้อีก 300,000 นาย

วันเดียวกัน พลเอก เจมส์ แมตติส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พูดคุยทางโทรศัพท์กับนาย ฮัน มัน-กู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ โดยพลเอกแมตติสแสดงความยินดีที่รัฐบาลโสมขาวลงนามข้อตกลงกับกลุ่มบริษัท ลอตเต เพื่อขอที่ดินสำหรับประจำการระบบยิงสกัดขีปนาวุธพิกัดตำแหน่งสูง ‘ธาด’ (Terminal High Altitude Area Defense- THAAD) ของสหรัฐฯ เพื่อป้องกันภัยจากขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม จีน ซึ่งต่อต้านการติดตั้งระบบธาดในเกาหลีใต้ ออกมาแสดงความไม่พอใจในเรื่องนี้ เนื่องจากเกรงว่าเรดาร์ของระบบธาดจะครอบคลุมถึงดินแดนจีน และเป็นภัยต่อความมั่นคง ขณะที่สื่อของจีนเรียกร้องให้ชาวจีนพร้อมใจกันคว่ำบาตรสินค้าเกาหลี เช่นรถยนต์และโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งจำกัดการนำเข้าสิ่งบันเทิงจากเกาหลีใต้ด้วย

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ พีเพิลส์ เดลี ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนรายงานว่า หากมีการติดตั้งระบบธาด ก็มีความเป็นไปได้ที่จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับเกาหลีใต้

 

พ่อค้ารัฐทมิฬนาฑูห้ามขายโค้ก-เป๊ปซี่ อ้างการผลิตกระทบชาวไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 00:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871500


สมาคมพ่อค้าในรัฐทมิฬนาฑู ทางใต้ของอินเดีย เริ่มการแบนห้ามขายน้ำอัดลมของ โคคา-โคลา และ เป๊ปซี่ แล้ว โดยอ้างว่าใช้น้ำในการผลิตเยอะ กระทบชาวไร่ และอยากสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มพ่อค้าในรัฐทมิฬนาฑูทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย เริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดห้ามขายน้ำอัดลมยี่ห้อ ‘โคคา-โคลา’ และ ‘เป๊ปซี่’ แล้ว ในวันพุธที่ 1 มี.ค. ตามการเรียกร้องของสมาคมพ่อค้า 2 กลุ่มใหญ่ของรัฐ ซึ่งอ้างว่า บริษัทน้ำดำทั้งสองนำน้ำจากแม่น้ำไปใช้ในการผลิตเครื่องดื่มดังกล่าวมากไป ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรน้ำของชาวไร่ในช่วงหน้าแล้ง

สมาคมพ่อค้าทั้งสองคือ สหพันธ์สมาคมพ่อค้าแห่งทมิฬนาฑู (FTNTA) และ สภาสมาคมพ่อค้าทมิฬนาฑู (TNTAF) ระบุด้วยว่า เครื่องดื่มอย่างโคคา-โคลา และ เป๊ปซี่ ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะมีปริมาณน้ำตาลและสารเคมีสูง โดยพวกเขาจะสนับสนุนน้ำอัดลมของอินเดีย และจะกระตุ้นให้มีการขายน้ำผลไม้มากขึ้น พวกเขายังเรียกร้องให้บรรดาห้างสรรพสินค้า, ร้านอาหารและโรงแรม ปฏิบัติตามคำสั่งแบนนี้เพื่อช่วยเหลือธุรกิจท้องถิ่นและชาวไร่

ทั้งนี้ บริษัท โคคา-โคลา และ เป๊ปซี่ ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ว่า สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแห่งอินเดีย (IBA) ออกมาแสดงความผิดหวังต่อการแบนครั้งนี้ ซึ่งพวกเขาระบุว่าขัดต่อหลักพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแรง “โคคา-โคลา และ เป๊ปซี่ 2 บริษัทรวมกัน มีการจ้างงานในรัฐทมิฬนาฑูโดยตรงกว่า 2,000 ครัวเรือน และทางอ้อมอีกกว่า 5,000 ครัวเรือน IBA หวังว่าจะเกิดความเข้าใจ และผู้บริโภคจะได้มีสิทธิ์ในการตัดสินทางเลือกของตัวเอง”

 

ไอซิสขู่ทำให้เลือดนองประเทศจีน ล้างแค้นให้ชาวอุยกูร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 23:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871457


สมาชิกกลุ่มไอซิสที่อ้างว่าเป็นชาวอุยกูร์ ขู่จะเดินทางกลับจีนและทำให้เกิดการนองเลือด เพื่อแก้แค้นที่รัฐบาลแดนมังกรกดขี่ชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมาชิกของกลุ่มติดอาวุธ รัฐอิสลาม หรือ ไอซิส ส่วนที่มาจากชนกลุ่มน้อยมุสลิม อุยกูร์ ในประเทศยืน ประกาศกร้าวจะเดินทางกลับบ้านเกิด และทำให้เลือดนองประเทศจีนเป็นท้องธาร เพื่อแก่แค้นที่กดขี่ชาวอุยกูร์ นับเป็นครั้งแรกที่กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ข่มขู่แดนมังกรโดยตรง

กลุ่มข่าวกรอง ไซต์ (SITE) ของสหรัฐฯ ระบุว่า คำขู่ดังกล่าวถูกระบุอยู่ในคลิปวิดีโอความยาวครึ่งชั่วโมงที่เครือข่ายของไอซิสในภาคตะวันตกของอิรัก เผยแพร่บนโลกออนไลน์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (27 ก.พ.) แสดงภาพของนักรบที่อ้างว่าเป็นชาวอุยกูร์ กล่าวคำพูดข่มขู่ประเทศจีน

“โอ ชาวจีนผู้ไม่เข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด เราคือทหารแห่งคาลิเฟต (รัฐของชาวมุสลิม) และเราจะไปหาพวกคุณเพื่อทำให้พวกคุณเข้าใจด้วยอาวุธของพวกเรา เพื่อทำให้เลือดหลั่งไหลเป็นท้องธาร และแก้แค้นต่อการกดขี่” นักรบไอซิสในคลิปวิดีโอระบุ

ด้านนาย เกิง ฉวง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนระบุในวันพุธว่า เขายังไม่ได้ดูคลิปวิดีโอดังกล่าว แต่กองกำลังก่อการร้ายเตอร์กีสถานแสดงท่าทีเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ เขายังเรียกร้องของความร่วมมือจากนานาชาติในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้านเช่นนี้

ทั้งนี้ ชาวอุยกูร์เป็นชาวมุสลิมชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกของประเทศจีน โดยรัฐบาลจีนกล่าวหากลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวอุยกูร์ที่ถูกขับไล่ออกนอกประเทศว่า เป็นผู้ก่อเหตุความรุนในซินเจียงหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเตือนด้วยว่าคนกลุ่มนี้อาจมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มญิฮาดต่างชาติ ขณะที่ชาวอุยกูร์ปฏิเสธคำกล่าวหาของจีน และอ้างว่าพวกเขาเป็นฝ่ายถูกกดขี่ทั้งทางวัฒนธรรมและศาสนา

 

อั้ยย่ะ! สเปน ตั้ง ‘เซ็กซ์ ซาร์‘ ส่งเสริมมี Sex กระตุ้นอัตราการเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 19:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871366


(ภาพจากยูทุบ wired woo)

รัฐบาลสเปน ร้อนใจ อัตราการเกิดในประเทศต่ำลงเรื่อยๆ ถึงขั้นตั้งตำแหน่งใหม่ ที่เรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ‘เซ็กซ์ ซาร์’ แต่ฟังแล้วต้องฮือฮา มาทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบรณรงค์ให้ชายหญิงในสเปนหันมามีเซ็กซ์ และมีลูกกันมากขึ้น พร้อมกับตั้งผู้หญิงรับตำแหน่งใหม่เอี่ยมนี้เป็นคนแรก

สื่อต่างประเทศรายงานข่าวฮือฮา สเปนประสบปัญหาประชากรลดลง อัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการตายเป็นครั้งแรกเมื่อปีก่อน จนทำให้รัฐบาลสเปน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีมาริอาโน ราฮอย เร่งหาทางแก้ กลัวประชากรในประเทศลดน้อยถอยลงมากเกินไป ถึงขนาดต้องตั้งตำแหน่งใหม่ ที่เรียกกันว่า ‘เซ็กซ์ ซาร์’ (Sex Tsar) มากระตุ้นให้ชายหญิงในประเทศคิดอยากจะมีลูกกันมากขึ้น

ข่าวแจ้งว่า นายกรัฐมนตรี ราฮอยแห่งสเปน ได้แต่งตั้ง นางอาเดลมิรา บาร์เรเรีย ดิซ ซึ่งมีความเก่งกาจด้านประชากรศาสตร์ มาดำรงตำแหน่งกรรมาธิการของรัฐบาล ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเป็นกรณีพิเศษต่อความท้าทาย จากการที่อัตราการเกิดในประเทศลดน้อยลง โดยนางบาร์เรเรีย ดิซ ต้องเผชิญกับงานหนักเต็มสองมือ เพราะจำนวนชาวสเปนที่แต่งงานกันแล้วไม่มีลูกเพิ่มขึ้นมากถึง 3 เท่า โดยตามรายงานของกลุ่มนักคิดด้านสังคมและเศรษฐศาสตร์ ‘Funcas’ ระบุว่า ในช่วงปี 2520 – 2558 มีชาวสเปนที่แต่งงานแล้วไม่มีลูก เพิ่มจาก 1.5 ล้านคู่ เป็น 4.4 ล้านคู่ ในปี 2558

ขณะเดียวกัน จากรายงานของยูโรสแตท ชี้ว่า อัตราการเกิดของสเปนลดลงไปเหลือ แค่ 1.8 นับตั้งแต่ปี 2551 จนทำให้สเปนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำสุดในสหภาพยุโรป เพราะแค่สูงกว่ากรีซ ไซปรัส และโปรตุเกสที่มีอัตราเกิดเมื่อปี 2557 แค่ 1.32 หรือผู้หญิง 1 คน มีอัตรามีลูกแค่ 1.32 ในขณะที่ ไอร์แลนด์ และฝรั่งเศส เป็นประเทศมีอัตราการเกิดสูงสุดอยู่ที่ 2.01 ส่วนสหราชอาณาจักร และสวีเดน ตามมาเป็นอันดับ 2 และ 3 ด้วยอัตราการเกิด 1.92 และ 1.91

 

ออสซี่ฮือฮา เอเลี่ยนมาเยือน!ลูกไฟปริศนาสว่างจ้า ไม่เชื่อ-เครื่องบิน(คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 18:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871322


(ภาพจากยูทูบ:FTC U)

ชาวออสเตรเลีย ยังถกกันไม่จบ ลูกไฟปริศนา สว่างจ้าเคลื่อนผ่านท้องฟ้าในรัฐแทสเมเนีย คืออะไรกันแน่ ผู้คนจำนวนไม่น้อย คิดว่าน่าจะเป็น สัญลักษณ์ของมนุษย์ต่างดาวเยือนโลก ไม่เชื่อว่าจะเป็นเครื่องบิน ตามที่หน่วยงานรัฐออกมาชี้แจง

เมื่อ 1 มี.ค.60 สื่อต่างประเทศรายงานชาวโลกที่สนใจศึกษาติดตามเรื่องเอเลี่ยน มนุษย์ต่างดาว และยูเอฟโอ หรือวัตถุบินกำหนดเอกลักษณ์ไม่ได้ มีเรื่องให้ฮือฮากันอีกแล้ว เมื่อมีลูกไฟปริศนาขนาดใหญ่เคลื่อนผ่านท้องฟ้าของรัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย ช่วงเช้าวันอังคารที่ 28ก.พ. ที่ผ่านมา ก่อนจะหายลับตาไปตรงเส้นขอบฟ้า จนก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า ลูกไฟปริศนานี้คืออะไร เพราะถ้าเป็นอุกกาบาต หรือเทหวัตถุจากนอกโลกแล้ว จะพุ่งลงมาสู่โลกด้วยความเร็วมากกว่านี้ แต่ลูกไฟดวงนี้ถือว่าเคลื่อนตัวช้า

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีประชาชนไม่น้อยเชื่อว่า ลูกไฟประหลาดดังกล่าวที่ปรากฏเหนือท้องฟ้าในรัฐแทสเมเนีย คือ เครื่องบินที่บินผ่านท้องฟ้าช่วงพระอาทิตย์กำลังขึ้น ขณะที่ สำนักงานการเดินอากาศของรัฐบาลออสเตรเลียออกมาชี้แจง ไขปริศนาแล้วว่า ลูกไฟดังกล่าวนี้ ไม่ได้เป็นอะไรนอกเหนือไปจากเครื่องบินที่บินผ่านท้องฟ้าของแทสเมเนีย แต่ดูเหมือน ยังคงมีผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า ลูกไฟดังกล่าว เป็น สัญลักษณ์ของเอเลี่ยนที่มาเยือนโลก

สำหรับผู้คนที่คิดว่าลูกไฟดังกล่าวไม่ใช่เครื่องบิน แย้งว่า ถ้าเป็นเครื่องบินจริง ทำไมมีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงรุนแรงขนาดนี้ ‘นี่ไม่ใช่เครื่องบินเปื้อนเลือด ตื่นกันได้แล้ว ถ้าเป็นเครื่องบินจริงทำไมมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงมากขนาดนี้’ ชาวเน็ตโพสตข้อความทางเฟซบุ๊ก ขณะที่บางคนเขียนลงในเฟซบุ๊กว่า ตามความเห็นของตน วัตถุที่มีไฟลุกนี้ไม่ใช่เครื่องบิน เมันดูเหมือนไม่เคลื่อนไหว เพราะพวกเราจับตาดูมันอยู่ที่นั่น นาน10-15 นาทีเลยทีเดียว

ขณะที่เว็บไซต์ news รายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเรดาร์ ‘Storyful’ วัตถุดังกล่าว น่าจะเป็นเครื่องบินโดยสารของสายการบินเอมิเรตส์จากนครดูไบ มายังเมืองโอ๊คแลนด์ ของนิวซีแลนด์ เพราะบินผ่านเหนือเมืองโฮบาร์ต เมืองเอกของรัฐแทสเมเนีย ตอน 06.30 น.ของเช้า 28 ก.พ.

ชมคลิป ที่นี่

 

โป๊ไปรึเปล่า? เม้าท์ชุด เมลาเนีย ไม่เหมาะมางานทรัมป์กล่าวต่อสภาครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 17:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871252


เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนสวยของสหรัฐฯ โดนวิจารณ์ไม่น้อย หลังปรากฏกายในชุดสีดำ ปักเลื่อมระยับขณะมาร่วมในงาน ปธน.ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกต่อรัฐสภา บางคนบอกไม่เหมาะสม ปักเลื่อมมากเกินไป ไม่นับรวมสนนราคาของชุดนี้กว่า 3.35 แสนบาท

เมื่อ 1 มี.ค.60 สื่อต่างประเทศแอบส่อง เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ในโอกาสที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้เป็นสามีของเธอ กล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรก เมื่อค่ำคืนวันที่ 28 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่น ว่า ชุดที่เมลาเนียสวมใส่มานั้น โดนวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร เนื่องจากชุดเดรสสีดำสนิทติดเลื่อมส่องประกายระยิบระยับ ที่เมลาเนียสวมใส่ ซึ่งออกแบบโดย ไมเคิล คอร์ ดีไซเนอร์ชื่อดังของสหรัฐฯ นั้น ดูเป็นแฟชั่นเกินไป และเป็นประกายระยิบระยับเกินไป สำหรับการแต่งตัวมาร่วมในโอกาสที่ผู้เป็นสามีกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภา นอกเหนือไปจากภาพบางภาพที่ถูกเผยแพร่ออกสื่อ แสดงให้เห็นว่าชุดของเมลาเนียนั้นคอลึกเกินไป

ตามรายงานของเว็บไซต์ ยาฮู นิวส์ เผยว่า เว็บไซต์ของ Michael Kors ระบุราคาเสื้อแจ็กเกตแบบที่เมลาเนียสวมใส่นั้น ราคาตัวละ 4,995 ดอลลาร์ ส่วนกระโปรงตัวละ 4,595 ดอลลาร์ รวมแล้ว 9,590 ดอลลาร์ (ราว 335,650 บาท) ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมค่าภาษีที่ต้องบวกเพิ่มเข้าไปอีก

ขณะที่เว็บไซต์ของ ไทม์ ชี้ว่า ด้วยความที่เมลาเนีย ทรัมป์ ต้องการคงจุดยืนของทรัมป์ สามีที่ชูนโยบาย ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ ทำให้เมลาเนียเลือกที่จะสวมใส่เสื้อผ้าที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชั้นนำชาวอเมริกันอย่างเช่น ไมเคิล คอร์ส ซึ่งเกิดในลอง ไอส์แลนด์ รวมทั้งคาลวิน ไคลน์ และราล์ฟ ลอว์เรน ในโอกาสสำคัญที่ต้องออกงาน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทรัมป์สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ นั้น ดูเหมือนเมลาเนียจะค่อนข้างเก็บตัวไม่ออกงานสังคมเลย และครั้งนี้ถือเป็นการออกงานครั้งที่ 2 ต่อจากการที่เธอต้องให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะแห่งญี่ปุ่นซึ่งเดินทางมาเยือนสหรัฐฯ พร้อมภริยา.

 

สวมเสื้อเกราะ!2 ผู้ต้องหาหญิงคดีสังหารคิม จอง นัมเครียด ขึ้นศาลนัดแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 15:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871152


สองผู้ต้องหาหญิงคดีลอบสังหารคิม จอง นัม สุดเครียด.. ถูกนำตัวขึ้นศาลครั้งแรก ขณะที่ทางการมาเลเซียส่งทีมตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษอารักขาเข้ม รวมทั้งให้สองผู้ต้องหาหญิงสวมเสื้อเกราะกันกระสุน และใส่กุญแจมือ

เมื่อ 1 มี.ค.60 สื่อต่างประเทศเกาะติดคดีดังระดับโลก คิม จอง นัม พี่ชายต่างมารดาของคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือถูกลอบสังหารที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ว่า นางสาวดวน ถิ เฮือง ชาวเวียดนาม อายุ 28 ปี และนางสาวสิติ อิสยาห์ ชาวอินโดนีเซีย อายุ 25 ปี ซึ่งถูกอัยการมาเลเซียตั้งข้อหาก่อฆาตกรรม คิม จอง อึน ด้วยสารพิษทำลายประสาท วีเอ็กซ์ ได้ถูกนำตัวขึ้นศาลชั้นต้นของมาเลเซีย เป็นครั้งแรก เมื่อ 1 มี.ค. ท่ามกลางการควบคุมตัวอารักขาอย่างแน่นหนาโดยทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษของมาเลเซีย

สำหรับการขึ้นศาลครั้งแรกในครั้งนี้ สองผู้ต้องหาหญิงดูเคร่งเครียด และมีการสวมเสื้อเกราะกันกระสุนและถูกสวมกุญแจมือ โดยทนายความของนางสาวดวน ถิ เฮือง กล่าวกับนักข่าวที่ด้านนอกศาลชั้นต้นซีปังว่า ลูกความได้บอกกับตน ยืนยันในความบริสุทธิ์ และปฏิเสธว่าเธอไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเหตุลอบสังหาร เพราะมีคนมาจ้างเธอให้ป้ายของเหลวใส่ใบหน้าของชายชาวเกาหลีเหนือขณะยืนรอเช็กอินที่สนามบิน และเธอคิดว่า เป็นการแกล้งกันเล่นในรายการเรียลลิตี้โชว์ทีวีเท่านั้น

ขณะที่ทนายความยังบอกว่าตอนนี้ นางสาวดวน ถิ เฮือง เศร้าสลดมากเพราะรู้ว่าเธอกำลังเผชิญกับโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต หากศาลตัดสินว่ากระทำผิด ส่วนการขึ้นศาลครั้งต่อไปนั้น มีกำหนดในวันที่ 13 เมษายน ที่จะถึง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

2 หญิงป้ายสารพิษฆ่าคิม จอง นัม คอตก! เจอข้อหาหนัก ก่อฆาตกรรม โทษประหาร

 

ทรัมป์ กล่าวต่อสภาครั้งแรก ยันคำเดิมจะทำอเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 12:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870795


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันจะทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกต่อสภาคองเกรส หลังรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ มาได้เดือนกว่า ขณะที่อดีตผู้นำเม็กซิโก บอกนโยบายของทรัมป์ คือ ‘การสร้างกำแพงขังตัวเอง’

เมื่อ 1 มี.ค. 60 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาชิกสภาคองเกรส ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นครั้งแรก เมื่อค่ำคืนวันอังคารที่ 28 ก.พ.ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเช้าวันที่ 1 มี.ค.ตามเวลาในประเทศไทย หลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐฯ ตั้งแต่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้เดินเข้าสู่ห้องประชุมรัฐสภา ท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับจากสมาชิกรัฐสภา และแขกผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญให้มาร่วมฟังการกล่าวสุนทรพจน์ ขณะที่ ทรัมป์ ยังคงประกาศนโยบายหลักของรัฐบาลภายใต้การนำของเขา คือ ‘การทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง’ รวมถึง การฟื้นฟูจิตวิญญาณของชาวอเมริกัน

นอกจากนั้น ทรัมป์ ยังให้คำมั่นสัญญากับชาวอเมริกันที่จะมีการควบคุมด้านการรับคนเข้าเมือง, การยกเลิกนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้าสมัยรัฐบาลบารัค โอบามา หรือ ‘โอบามาแคร์’, การปราบปรามกลุ่มมุสลิมติดอาวุธหัวรุนแรง ‘รัฐอิสลาม’ หรือไอซิส และการสร้างงานให้แก่ชาวอเมริกันหลายล้านตำแหน่ง


http://www.thairath.co.th/clip/105818

อย่างไรก็ตาม เอพีแจ้งว่า หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์จบลงแล้ว ได้มีปฏิกิริยาจากผู้นำต่างชาติตามมา รวมทั้งอดีตประธานาธิบดีวิเซนเต ฟอกซ์ แห่งเม็กซิโก ที่แสดงความเห็นผ่านทางทวิตเตอร์ ถึงการที่ทรัมป์ยังคงชูจุดยืนจะสร้างกำแพงกั้นชายแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโกว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ ‘สร้างกำแพงขังรอบตัวเขาเอง’ ทั้งนี้ ถึงแม้ทรัมป์จะไม่เอ่ยถึงเม็กซิโกระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรก แต่เขายังคงประกาศจะสร้าง ‘Great Great Wall’ ตามชายแดนสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เพียงแต่ไม่เน้นย้ำให้เม็กซิโกเป็นฝ่ายจ่ายค่าสร้างกำแพงเหมือนก่อน ขณะที่ รัฐบาลเม็กซิโก ยืนยันซ้ำหลายครั้งว่าจะไม่ขอเป็นฝ่ายจ่ายค่าสร้างกำแพงตามนโยบายของทรัมป์