มก.ลั่นระฆังเริ่มงาน‘เกษตรแฟร์’ เผยแพร่‘ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ทำกินตามคำสอนพ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254432

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ได้จัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 27 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา หลักการทรงงาน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งโครงการพระราชดำริต่างๆ มาบูรณาการและเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นๆมาถ่ายทอดให้ประชาชน เกษตรกร ได้นำไปปรับใช้ในการดำรงชีพ หรือแก้ไขปัญหาให้กับชุมชน สังคม และประเทศชาติ

โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจได้แก่ 1.นิทรรศการ “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ทำกินตามคำพ่อสอน” เป็นนิทรรศการเพื่อเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจต่างๆ ฐานข้อมูลสืบสานปณิธานองค์มหาภูมิพลมหาราช ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมผลงานวิจัยและองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัย 2.นวัตกรรม “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ทำกินตามคำพ่อสอน” ได้คัดสรรผลงาน 104 ผลงาน 9 โซน เช่น ด้านวิศวกรรม การเกษตรและการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ด้านน้ำมาเผยแพร่

3.การสาธิตผลงานนวัตกรรม เช่น เครื่องผลิตก้อนเห็ดเกษตรสกลนคร 1 เครื่องโรยเมล็ดโรยดินบนถาดเพาะกล้าแบบอัตโนมัติ การเลี้ยงไส้เดือน เทคโนโลยีที่เหมาะสมในระบบเกษตรและเศรษฐกิจพอเพียง ระบบเฝ้าข้าวเพื่อความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจ และวางแผนการตลาดเพื่อเกษตรกร เป็นต้น 4.การฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น ที่สามารถนำออกไปประกอบเป็นอาชีพเสริมทั้งด้านเกษตร อาหาร ศิลปะ เช่น การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน การทำเกษตรอินทรีย์ การทำจุลินทรีย์ การทำปุ๋ยไข่-ปุ๋ยจานด่วน การปลูกมะนาวนอกฤดูผัก-โครงการหลวงดองปรุงรสบรรจุขวด เฉาก๊วยนมสด-น้ำผึ้งจิตรลดา การทำดอกดาวเรือง กุหลาบ กล้วยไม้ ลิลลี่

5.การจำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์ จากการประกวดในงานเกษตรแฟร์ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหาร และไม่ใช่อาหาร ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ชนะการประกวด Thailand Green Design Awards 2017 ผลิตภัณฑ์จาก KU Farm Ku Outlet 6.กิจกรรมการจำหน่ายของชมรม สโมสร และร้านอาหารของนิสิตคณะต่างๆ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมบนเวทีกลาง และ 7.ตลาดนัด เปิดพื้นที่ให้กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร มาจำหน่ายสินค้า เช่น ข้าวสาร มะขามหวาน ผลิตภัณฑ์แปรรูป หอม กระเทียมต้นไม้ อุปกรณ์ทางการเกษตร นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและของเด่นจาก 8 ตลาดน้ำ

เร่งระบายน้ำท่วมขังที่ลุ่มภาคใต้ ‘กรมชล’ระดมเครื่องมือกู้สถานการณ์สู่ภาวะปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254431

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัยสาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยประชาชนภาคใต้ที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม จึงมอบหมายให้กรมชลประทานนำเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ ติดตั้งเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้สถานการณ์น้ำปัจจุบันคงเหลือพื้นที่น้ำท่วมขังในที่ลุ่มต่ำบางแห่ง ซึ่งกรมชลประทาน ยังคงเดินหน้าระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยจ.สุราษฎร์ธานีระดับน้ำในแม่น้ำตาปีบริเวณ อ.เคียนชา และอ.พุนพิน มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง คงเหลือน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ประมาณ 16,500 ไร่ คิดเป็นปริมาณน้ำ ประมาณ40 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะลดลงตามระดับน้ำในแม่น้ำตาปี กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 32 เครื่อง คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 3-4 วัน

ส่วนที่ จ.นครศรีธรรมราช พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตอนล่าง มีปริมาณน้ำคงเหลือในพื้นที่ประมาณ 551 ล้านลูกบาศก์เมตร มีแนวโน้มลดลงแล้ว รวมเครื่องจักรเครื่องมือที่กรมชลประทานได้ส่งไปสนับสนุนการระบายน้ำในเขตจ.นครศรีธรรมราช มีดังนี้ เครื่องสูบน้ำ
จำนวน 113 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 69 เครื่อง และกองทัพเรือได้สนับสนุนเรือผลักดันน้ำ 60 ลำ สำหรับเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด

ในพื้นที่ จ.สงขลา ยังคงมีน้ำท่วมขังที่ลุ่มต่ำริมทะเลสาบสงขลา บริเวณอ.ระโนด อ.กระแสสินธุ์ อ.สทิงพระ และอ.สิงหนคร แนวโน้มน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง พื้นที่น้ำท่วมส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตรว่างเปล่า ประมาณ 37,000 ไร่คงเหลือปริมาณน้ำท่วมขัง ประมาณ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 18 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 11 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่องสำหรับ จ.นราธิวาสระดับน้ำที่สะพานลันตู อำเภอสุไหงโก-ลก สูงกว่าระดับตลิ่ง 1.06 เมตร โดยได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง เร่งระบายน้ำร่วมกับสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าอีก 6 สถานี

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ กรมชลประทาน ยังคงเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง รวมเครื่องจักร เครื่องมือ ที่ได้จัดส่งเข้าไปติดตั้งช่วยเหลือการระบายน้ำในพื้นที่ภาคใต้ ดังนี้ เครื่องสูบน้ำออกปฏิบัติการ 180 เครื่อง สำรองไว้ 447 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำออกปฏิบัติการ 112 เครื่อง สำรองไว้ 51 เครื่อง สถานีสูบน้ำถาวร 11 สถานี และรถขุดตัก 15 คัน สำรองไว้ 85 คัน

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมฝนหลวงฯครบ4ปี ‘ยุทธศาสตร์ 20 ปี ตามศาสตร์พระราชา นำพาฝนหลวง 4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254434

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ครบรอบ ปีที่ 4 “ยุทธศาสตร์ 20 ปี ตามศาสตร์พระราชา นำพาฝนหลวง 4.0” โดยมีกิจกรรมในงานประกอบด้วยพิธีสงฆ์ พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พิธีพราหมณ์ และพิธีไหว้ศาล พิธีรับมอบแจกันดอกไม้จากแขกผู้มีเกียรติ โครงการสัมมนา เรื่องแผนยุทธศาสตร์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 20 ปีและความรู้พื้นฐานด้านภารกิจฝนหลวง และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) โดยมี ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และนายชัยรัตน์ เกื้ออรุณ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารคอยต้อนรับ

พร้อมกันนี้ ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้แถลงนโยบายการดำเนินงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ว่า การประเทศไทยได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือไทยแลนด์ 4.0 ในอีก 20 ปีข้างหน้า ที่จะมีการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เพื่อปรับแก้ จัดระบบ ปรับทิศทาง และสร้างแนวทางพัฒนาให้ประเทศมีความเจริญ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีการเตรียมความพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็น ฝนหลวง 4.0 ขับเคลื่อนองค์กรให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ในอีก 20 ปีข้างหน้า ที่ตั้งเป้าหมาย หรือวิสัยทัศน์องค์กรไว้ว่า “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นองค์กรชั้นนำในระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชา ภายในปี 2579”

อตก.ลุยเมืองเพชร ระดมสินค้าเกษตร เปิดตลาดคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254430

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยว่า อ.ต.ก.ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนระบบตลาด และระบบกระจายสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน เชื่อมโยงตลาดในทุกระดับ โดยบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สหกรณ์บริการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพชรบุรี จำกัด, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ร่วมจัดงาน “ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก.จังหวัดเพชรบุรี” ที่สหกรณ์บริการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพชรบุรี จำกัด อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ระหว่างวันที่ 28 มกราคม -2 กุมภาพันธ์

“ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก.จังหวัดเพชรบุรี” เป็นตลาดสำหรับเกษตรกร เพื่อพัฒนาให้เป็นตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ โดยภายในงานมีการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรผู้ปลูกกว่า 100 ราย และจัดกิจกรรมการสาธิตฝึกอบรมด้านการเกษตร การให้ความรู้ด้านสินค้าเกษตรปลอดภัย การรับรองมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่5 กรมวิชาการเกษตร โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00-22.00 น.

เลาะรั้วเกษตร : ขึ้นทะเบียนสารเคมี..เรื่องที่วนๆไปไม่จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254104

281225166

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลเหนือความจริง หลายคนตกเป็นเหยื่อของโซเชียลมีเดีย โดยไม่คาดคิดและไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตาแกรม ทวีตเตอร์ ข่าวสารแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีการตรวจสอบ กลั่นกรอง ถึงความถูกต้อง ขอแชร์ไปก่อน ผิดถูกค่อยว่ากัน แต่ความเป็นจริงคนเชื่อไปแล้วตั้งแต่ข่าวแรก ข่าวแก้ก็หืดขึ้นคอสำหรับคนที่ถูกกล่าวหา…และยิ่งแก้ดูเหมือนยิ่งต่อความยาวสาวความยืด เพราะมีสื่อบางสายเอาไปต่อยอดได้อีก น่าเห็นใจ….คนที่ตกเป็นข่าว (ลบ) เสียจริง

มหากาพย์สารเคมีตอนล่าสุด คือ เรื่องของการขึ้นทะเบียนสารเคมี ที่บังเอิญมีแหล่งข่าวเอามาเปิดเผยถึงผลการประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ที่มีอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นประธาน เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมอนุมัติในหลักการทั้งหมด 50 คำขอ จากคำขอขึ้นทะเบียนสารเคมีทั้งหมดที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการกว่า 4,000 คำขอ และมีการกำหนดไว้ว่าคณะอนุกรรมการจะพิจารณาอนุมัติให้ได้เดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 200-1,000 คำขอ จนกว่าจะครบตามคำขออนุญาตขึ้นทะเบียนสารเคมีที่มีอยู่ในขณะนี้กว่า 4,000 คำขอดังกล่าว

คนเอามาเปิดเผยต้องเป็นคนที่อยู่ในวงการ รู้ขั้นตอนของการขึ้นทะเบียนสารเคมีเป็นอย่างดี อาจจะเล่าแบบตัวเองเข้าใจ แต่คนฟัง ฟังแบบคนนอกวงการ ไม่เข้าใจลึกซึ้ง เวลาเอามาเขียนเป็นข่าวเผยแพร่ก็เขียนแบบเข้าใจเอาเองซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนจากความจริง

ยิ่งประเด็นจับแพะชนแกะ เอาเรื่องของการขึ้นทะเบียนสารเคมี ว่าสวนทางกับนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าคนเขียนเข้าใจผิด เพราะ 2 เรื่องนี้ เกี่ยวข้องกันน้อยมาก

เกษตรอินทรีย์ ก็ส่วนเกษตรอินทรีย์ ใครอยากทำก็ทำไป เกษตรอินทรีย์ใช้สารเคมีไม่ได้ ก็ไม่ต้องใช้สารเคมี แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามคนอื่นเขาไม่ให้ใช้สารเคมีไปด้วย การผลิตพืชเพื่อการค้าในปริมาณมากๆ พื้นที่ปลูกเป็นร้อย เป็นพันไร่ ถ้าจะผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์คงต้องลงทุนสูง ถ้าเกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืชขึ้นมา สารธรรมชาติคงเอาไม่อยู่ มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียผลผลิต รวมทั้งพืชที่ไม่ใช่อาหาร การปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ก็ไม่จำเป็นเท่าพืชอาหาร

แม้แต่พืชอาหารเอง ในระยะหลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เอง ก็ยังยอมว่า ถ้าอินทรีย์ไม่ได้ (เพราะเกษตรอินทรีย์ไม่ง่ายอย่างที่คิด) ก็เน้นที่ความปลอดภัย พืชปลอดภัย คือใช้สารเคมีได้ แต่ใช้ให้ถูกต้อง และต้องไม่มีพิษตกค้างในผลผลิต ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่วนที่ใครจะไปสุ่มเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์แล้วพบว่า มีสารพิษตกค้างอยู่บ้างก็ถือว่าผู้ผลิตไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค ก็ต้องจัดการตามกฎระเบียบกันไป ส่วนหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานที่ให้การรับรองอาหารปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น มกอช. กรมวิชาการเกษตร และ อย. ก็ต้องหมั่นตรวจสอบอย่าละเลย อย่าปล่อยให้คนที่ไม่มีหน้าที่สุ่มไปตรวจสอบ แล้วเอามาบอกว่าที่นั่นที่นี่มีผลผลิตที่มีสารพิษตกค้าง มันหักหน้ากันชัดๆ

ย้อนกลับมาเรื่องการขึ้นทะเบียนสารเคมี ที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ พยายามชี้แจงว่า 50 คำขอที่ว่านั่น เป็นคำขอที่เคยอนุญาตไว้ก่อนแล้ว แต่มีผู้ประกอบการรายอื่นประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนสารชนิดเดียวกัน ที่ประชุมจึงพิจารณาและสรุปว่า 1) รับขึ้นทะเบียน 9 รายการ 2) ชะลอการขึ้นทะเบียน 3 รายการ เนื่องจากผู้ประกอบการนำไปทดลองประสิทธิภาพกับพืชที่ไม่ใช่อาหาร 3) ผ่านความเห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนได้ถ้าผ่านการตีความของกฤษฎีกาอีก 36 รายการ และ4) ชะลอการขึ้นทะเบียน 2 รายการ เพราะมีข้อมูลว่าทำให้มีศัตรูพืชระบาดมากขึ้น

ถามว่าเข้าใจคำชี้แจงดังกล่าวไหม ในฐานะคนนอกวงการตอบเลยว่า เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง พร้อมกับมีคำถามเกิดขึ้นตามมามากมาย เพราะไม่ทราบขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนสารเคมี และขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติ ทางที่ดีกรมวิชาการเกษตรน่าจะทำ ชาร์จ หรือ อินโฟกราฟิก หรือสื่ออื่นใด ที่จะแสดงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสารเคมี ขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติ เหมือนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯทำชาร์จงานตามนโยบายบนกระดาษ A4 แล้วบอกให้ผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ นำไปชี้แจง ลูกน้องให้เข้าใจเพียงแค่ยกกระดาษ A4 เท่านั้น

งานนี้อาจจะยากกว่าการพิจารณาขึ้นทะเบียนสารเคมีอีกนะ..สิบอกไห่

ดันพรบ.ชาวสวนผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254108

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสว่าง ชื่นอารมณ์ ประธานคณะกรรมการด้านพืชสวน สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนอันดับหนึ่งของโลก มีการส่งออกไปยังต่างประเทศมูลค่ามากกว่าแสนล้านบาทต่อปี แต่เกษตรกรชาวสวนผลไม้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพยากจน รายได้ไม่เพียงพอต่อการครองชีพ ทั้งที่ราคาผลไม้ที่ส่งออกมีราคาสูง แต่ราคาผลไม้เกษตรกรขายได้ราคาต่ำ มีความแตกต่างกับราคาที่ส่งออกไปต่างประเทศมาก สมควรต้องพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนผลไม้ให้พัฒนาการผลิต การแปรรูป การเข้ามีส่วนร่วมในตลาดและส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปขององค์กรชาวสวนผลไม้ เพื่อวางแผนเกษตรกรรมและรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกร สนับสนุนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการกำหนดนโยบายและวางแผนการพัฒนาผลไม้ไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มศักยภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปเพื่อเกษตรกรชาวสวนผลไม้อย่างแท้จริง นำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรกรรมและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัติว่าด้วยองค์กรชาวสวนผลไม้ พ.ศ…….

“พืชทุกตัวถ้ามี พ.ร.บ.กำกับดูแล มีกฎหมายรองรับ ควบคุม เพื่อให้อยู่ในลู่ทางที่ถูกต้องตรงกับลักษณะเฉพาะของแต่ละชนิดสินค้าเกษตร โดย พ.ร.บ.ฉบับนี้มี 4 หมวด 26 มาตรา การแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่ผ่านมาเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียวไม่คิดแก้ปัญหาในระยะยาว เมื่อมีกฎหมายรองรับก็จะดำเนินการได้ดีกว่า โดยจะนำเสนอร่าง พรบ.ฉบับนี้สู่การประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติในวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ เพื่อนำเสนอรัฐบาลต่อไป”

สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปีการผลิต 2560 ผลไม้จะออกสู่ตลาดในเดือนมีนาคมเป็นต้นไป นายสว่างระบุว่า คณะกรรมการมีแนวคิดในการหาลู่ทางการระบายผลผลิตให้มากที่สุด เช่นการเสนอให้จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าใน 5 จังหวัดภาคอีสาน และหาลู่ทางส่งออก ซึ่งได้หารือกับ พลเอกณพล คชแก้ว ที่ปรึกษาหัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาลโดยได้รับคำแนะนำเพื่อดำเนินการนำผลผลิตไปแสดงที่ศูนย์จัดแสดงสินค้าที่ประเทศจีนในนามขององค์กรซึ่งสภาเกษตรกรแห่งชาติจะให้การสนับสนุนต่อไป

ยึด‘ปลอดภัย’ขึ้นทะเบียนสารเคมี เกษตรฯย้ำใช้หลักวิชาการพิจารณา-ชี้ผลล่าสุดสอบตกระนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254109

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า วัตถุอันตรายถูกควบคุมโดย พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 กำหนดให้มีคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน และได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร โดยมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธาน เพื่อควบคุมกำกับดูแลการใช้วัตถุอันตรายให้เป็นไปตามหลักวิชาการ และปลอดภัย เพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภค โดยวัตถุอันตรายจำแนกเป็น 4 ชนิด คือ

ชนิดที่ 1 ได้แก่ วัตถุอันตรายที่การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด, ชนิดที่ 2 ได้แก่ วัตถุอันตรายที่การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ต้องขอขึ้นทะเบียน และแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อน, ชนิดที่ 3 วัตถุอันตรายที่การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ต้องขอขึ้นทะเบียนและต้องได้รับใบอนุญาต และชนิดที่ 4 ได้แก่ วัตถุอันตรายที่ห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง โดยปัจจุบันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 และ 3 ที่ผ่านการขึ้นทะเบียน 302 ชนิดสาร รวม 9,526 ทะเบียน และมีการออกประกาศวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 แล้ว 98 ชนิด ซึ่งในอดีตมีคำขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายสะสมอยู่มากกว่า 4,000 คำขอ

นายสุวิทย์กล่าวต่อว่า ได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย โดยลำดับแรก ให้ความสำคัญกลุ่มวัตถุอันตรายที่มีความปลอดภัย ได้แก่ สารสกัดจากธรรมชาติ สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช และกลุ่มสารเคมีที่มีผลการทดสอบประสิทธิภาพในพืชอาหาร มีข้อมูลความเป็นพิษน้อย ตามหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก เพื่อสนองตามนโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลำดับที่ 2 เป็นสารเคมีที่จำเป็นต้องใช้แต่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ในกลุ่มแรก โดยใช้ข้อมูลการประเมินความเสี่ยงอันตรายและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจภายใต้หลักวิชาการ 3 ข้อ คือ ข้อมูลพิษวิทยา ผลการทดลองประสิทธิภาพ และผลการวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้การประชุมคณะอนุกรรมการ กำหนดให้มีการประชุมเป็นวาระปกติเดือนละ 2-3 ครั้ง โดยพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนครั้งละ 50-90 คำขอ ซึ่งการประชุมครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 19 มกราคม เป็นการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย 50 คำขอ แต่มีคำขอผ่านการพิจารณารับขึ้นทะเบียนเพียง 9 คำขอ ไม่ผ่าน 41 คำขอ เนื่องจากผลการทดลองประสิทธิภาพไม่ได้ทำในพืชอาหาร เป็นสารที่มีข้อมูลว่าก่อให้เกิดการระบาดเพิ่มของศัตรูพืช และอีกจำนวนหนึ่งผ่านความเห็นในหลักวิชาการโดยให้รับขึ้นทะเบียนได้ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความให้สามารถใช้ผลการทดลองประสิทธิภาพร่วมได้ อย่างไรก็ตามทั้งหมดเป็นคำขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่เคยอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนไว้ก่อนแล้ว แต่มีผู้ประกอบการรายอื่นประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนสารดังกล่าวด้วย

“การพิจารณาขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร คณะอนุกรรมการ ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มวัตถุอันตรายที่มีความปลอดภัย ได้แก่ สารสกัดจากธรรมชาติ สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช และกลุ่มสารเคมีที่ใช้ในพืชอาหาร มีข้อมูลความเป็นพิษน้อย ส่วนที่เหลือพิจารณาตามลำดับการยื่นคำขอโดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์ที่สำคัญ 3 ข้อ คือข้อมูลพิษวิทยา ผลการทดลองประสิทธิภาพ และผลการวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ ซึ่งการขึ้นทะเบียนครั้งล่าสุดไม่ได้เป็นการขึ้นทะเบียนสารใหม่แต่เป็นสารเดิมที่เคยให้ขึ้นทะเบียนไว้ก่อนแล้ว เพื่อเป็นการคุ้มครองเกษตรกรซึ่งยังมีความจำเป็นต้องใช้โดยต้องใช้ตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับพืชเศรษฐกิจบางชนิดในประเทศไทย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ดัชนีราคาสินค้าเกษตรขยับ7.2 สศก.จับตา‘อ้อยโรงงาน-มันสำปะหลัง’ออกตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253946

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภาพรวมราคาสินค้าเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนธันวาคม 2559 พบว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.35 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาสูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ปาล์มน้ำมัน ราคาสูงขึ้นเนื่องจากมีมาตรการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ส่งผลให้มีควาต้องการใช้น้ำมันปาล์มมากขึ้น สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาลดลงเนื่องจากมีการนำเข้าข้าวสาลี มาทดแทนมันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

หากเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2559 ภาพรวมดัชนีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.24 สินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าเดือนที่ผ่านมา มันสำปะหลัง ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการมีความต้องการซื้อเพื่อส่งมอบ กุ้งขาวแวนนาไม ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าเดือนที่ผ่านมา รวมทั้งมีความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ไข่ไก่ ราคาลดลงเนื่องจากสภาวะอากาศที่เอื้ออำนวยทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ทั้งนี้ เดือนมกราคม 2560 คาดว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะลดลงเมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2559 เนื่องจากอ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง ราคาลดลงจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนพฤศจิกายน 2559 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.49 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ธันวาคม 2558) สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ปาล์มน้ำมัน สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไก่เนื้อ และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ดัชนีผลผลิตลดลง ร้อยละ 32.67 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา มันสำปะหลัง และ ไข่ไก่ สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนในเดือนมกราคม 2560 คาดว่า ดัชนีผลผลิตจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2559 เนื่องจากผลผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นช่วงปลายฤดูกาล

ทั้งนี้ ในส่วนของภาพรวมรายได้ วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกร ในเดือนธันวาคม 2559 เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2558 ร้อยละ 18.64 เป็นผลมาจากดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.35 และดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.49

ชงอย.ทบทวนตำรับยา‘Colistin’ ปศุสัตว์สั่งห้ามใช้ในฟาร์ม-จำกัดช่องทางกระจาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253948

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่มีการรายงานทางวิชาการเกี่ยวกับการดื้อยาต้านจุลชีพ โดยเฉพาะการตรวจพบยีนดื้อยา Colistin MCR-1 นั้น กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการมาตรการต่างๆ โดยมีการเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพในฟาร์มสุกรและสัตว์ปีก มีการสุ่มเก็บตัวอย่างอวัยวะภายในและเนื้อสัตว์ 6,000 ตัวอย่าง/ปี เพื่อตรวจหาสภาวะการดื้อยาต่อเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ในปี 2559 ผลสรุปเบื้องต้นพบว่า ยังไม่พบปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพต่อยา Colistin จากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด รวมทั้งกรมปศุสัตว์ได้มีหนังสือแจ้งไปยังภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ควบคุมและลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ โดยเฉพาะ Colistin โดยให้ใช้ในกรณีจำเป็นเท่านั้น ไม่ให้ใช้ในการควบคุมหรือป้องกัน

นอกจากนี้ยังได้ประสานไปยัง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการพิจารณาทบทวนทะเบียนสูตรตำรับยาและข้อบังคับใช้ยา Colistin ให้เหมาะสม จำกัดช่องทางการกระจายยาโดยเฉพาะเภสัชเคมีภัณฑ์จะต้องไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในฟาร์ม ซึ่งอาจจะอนุญาตให้นำไปผลิตเป็นยาบรรจุเสร็จในโรงงานเท่านั้น จำกัดปริมาณการขายยา Colistin ให้ลดลงอย่างน้อย 70% ทั้งยังประสานไปยังสัตวแพทยสภา และสมาคมที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลให้สัตวแพทย์ เป็นผู้พิจารณาการใช้ยาอย่างรอบคอบ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อว่า กรมปศุสัตว์บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้ใช้ยาสัตว์และอาหารสัตว์ที่ผสมยาหรือสารต้องห้ามที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยปี 2559 มีการจับกุมดำเนินคดีกว่า 100 ราย มีการยึดยา Colistin เถื่อนที่เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์ด้วย ซึ่งปัจจุบันในการเลี้ยงสุกรยังมีการใช้ยาปฏิชีวนะในลูกสุกรเพื่อป้องกันหรือควบคุมไม่ให้เกิดโรค กรมปศุสัตว์ ร่วมมือกับภาคเอกชนในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำให้จัดทำระบบการเลี้ยงที่สามารถป้องกันโรคได้ เพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจและลดการใช้ยาปฏิชีวนะ และได้ร่วมกับภาคเอกชนในการศึกษาวิจัยและทดลองภาคสนามในการใช้สมุนไพร Probiotic Prebiotic หรือสารจากธรรมชาติมาทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งผลการวิจัยมีแนวโน้มว่าสามารถใช้ในการป้องกันควบคุมโรคได้ ทั้งยังได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนปฏิบัติการ การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 เพื่อป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยา และกำกับดูแลการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมในภาคอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง โดยกรมปศุสัตว์จัดทำโครงการร่วมกับองค์กรสากล เช่น องค์กรอาหารและการเกษตรแห่งประชาชาติ (FAO) ในการวิเคราะห์และจัดการความเสี่ยงของเชื้อดื้อยาในกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์และโครงการอื่นๆ เพื่อเป็นการซักซ้อมและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้อง ที่สำคัญกรมปศุสัตว์เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับยา (พ.ร.บ.ยา 2510) เพื่อให้สามารถในการกำกับดูแลเภสัชเคมีภัณฑ์ไม่ให้เข้าไปในฟาร์มได้ และการขายยาสัตว์บางชนิดต้องขายยาให้ผู้มีใบสั่งซื้อมาจากสัตวแพทย์ และได้ควบคุมการนำยาปฏิชีวนะไปผสมในอาหารสัตว์

“แม้ว่าปัจจุบันยังไม่เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา Colistin แต่กรมปศุสัตว์ จะดำเนินการตามมาตรฐานอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะสามารถยับยั้งการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียต่อยา Colistin ได้ ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ยังมีสัตวแพทย์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในรูปแบบสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มอย่างเพียงพอในการกำกับดูแล มีฟาร์มมาตรฐาน โรงฆ่าสัตว์ที่ถูกสุขอนามัย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทางปศุสัตว์มีความสะอาดปลอดภัยต่อผู้บริโภค” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

แตกใบอ่อน : ‘ถ่านหิน’มาแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253944

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังจาก “สับขาหลอก” ชาวบ้านมาหลายเดือน ในที่สุดรัฐบาล…ไม่ใช่สิ ที่จริงต้องเป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คนเดียวต่างหาก เพราะสามารถสั่งซ้ายหันขวาหันในรัฐบาลได้ทั้งหมด ก็เปิดหน้าไพ่หงาย “ธาตุแท้” ของตัวเองออกมาให้เห็นเกี่ยวกับปัญหาโครงการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ในภาคใต้

เพราะฟังจากน้ำเสียง “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ก็คงไม่แคล้วว่า ในที่สุด “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ที่ชาวบ้านชาวช่องทั้งหลายกำลังคัดค้านไม่เห็นด้วยอยู่ในขณะนี้ เตรียมได้แจ้งเกิดในไม่ช้านี้แน่ๆ

พล.ท.สรรเสริญแกบอกว่า ระหว่างการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศว่าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะต้องมีความชัดเจนภายใน 1 เดือนนี้ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อพิจารณาเดินหน้าโครงการดังกล่าว ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา

“นายกรัฐมนตรีกำชับว่า ปัจจุบันสถานการณ์และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีข้อกังวลกันในอดีตสามารถแก้ไขได้ รวมถึงการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานในภาคใต้มีความจำเป็นในทุกๆด้าน เช่น พลังงานชีวมวล ลม แสงแดด น้ำมัน ก๊าซ หรือ ถ่านหิน ดังนั้นจะต้องมีการกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ พีดีพี ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการใช้พลังงาน ไม่ควรพึ่งพาพลังงานก๊าซในสัดส่วนที่มากเกินไป”

ส่วนกรณีที่มีภาคประชาชน กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่พากันออกมาคัดค้าน เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบหลายๆ เรื่องที่จะตามมานั้น ตามน้ำเสียงของ “เสธ.ไก่อู” ที่อ้างคำพูดของนายกฯ แกบอกว่า คนพวกนี้เป็นแค่เพียง “เสียงส่วนน้อย” โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ความจริงแล้วประชาชน “ส่วนใหญ่” ในพื้นที่ ต้องการเห็นการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจทั้งการใช้พลังงานภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม ในด้านภาคการผลิตและการบริการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงไม่สามารถที่จะจำกัดการใช้พลังงานได้ จำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

ดังนั้นโครงการนี้จะต้องมีการเดินหน้า!!

มาถึงขั้นนี้แล้ว ผมคงไม่มีอะไรจะไปเถียงหรือคัดง้างกับรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป เพราะเข้าใจว่าที่ผ่านมา ชาวบ้านทั้งในกระบี่และเทพา รวมถึงภาคประชาชน นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน จำนวนมาก ก็ผลัดกันออกมาแสดงจุดยืนและพยายามให้ข้อมูลกับ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับรู้ถึงผลดีผลเสียของการตะแบงสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่มามากจนไม่รู้จะมากยังไงแล้ว

ในเมื่อมีธงว่าจะเอาให้ได้

และในเมื่อคิดว่าคนเหล่านี้เป็นแค่ “เสียงส่วนน้อย”

ก็เอาเลยครับ ประกาศออกมาเลย จะได้รู้กันไปว่าแท้ที่จริงรัฐบาลและคสช.เคยเห็นหัวชาวบ้านกันบ้างหรือไม่