ลดต้นทุนอุตฯยางแห้ง กยท.เปิดคอร์สติวเข้มเทคนิค-เน้นเพิ่มประสิทธิภาพผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253947

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการลดต้นทุนในอุตสาหกรรมยางแห้ง เป็นโครงการที่เปิดให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยางแห้ง และผู้ที่สนใจเข้ารับการอบรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนอันไม่จำเป็นที่เกิดขึ้นในขบวนการผลิตยางในอุตสาหกรรมแห้ง ทำให้อาจสูญเสียโดยไม่จำเป็น การอบรมครั้งนี้จะอบรมเชิงปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้ด้านเทคนิคต่างๆ

ในการผลิตยางแห้ง โดยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในแวดวงอุตสาหกรรมยาง ที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูงในปัจจุบัน โดย กยท. ได้ร่วมกับ ม.อ., สอท. และ สวทช. เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงในรูปแบบของเครือข่ายระหว่างภาคส่วน ที่มีภารกิจการพัฒนายางพาราในด้านต่างๆ อาทิ ด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และด้านบุคลากร ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแวดวงอุตสาหกรรมยางพาราในประเทศ รวมถึงการขับเคลื่อนพัฒนาและแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำของประเทศให้มีความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งหนึ่งในภารกิจหลักของ กยท. คือการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการศึกษาวิเคราะห์วิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมในด้านต่างๆ รวมถึงนโยบายของรัฐที่ต้องการผลักดันให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในขั้นตอนการผลิตของอุตสาหกรรมยางนั้นจึงมีความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมยางภายในประเทศเป็นอย่างมาก

โครงการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการลดต้นทุนในอุตสาหกรรมยางแห้ง จะแบ่งการอบรมเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 25 คน โดยรุ่นแรกจัดอบรมระหว่างวันที่ 16-17 มีนาคม และรุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 23-24 มีนาคม 2560 ณ การยางแห่งประเทศไทย บางเขน กรุงเทพฯ ซึ่งจะอบรมและฝึกปฏิบัติการภายใต้คำแนะนำ และควบคุมดูแลของวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่สนใจสมัครเข้ารับการอบรม หรือขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 09-8910-3411 E-mail rubbertraining@g.psu.ac.th ในวันและเวลาราชการ

เฟ้นเกษตรกรดีเด่นสาขา‘บัญชีฟาร์ม’ สรรหาต้นแบบนำบัญชีเปลี่ยนชีวิต-ชุมชนตามแนวศก.พอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253805

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลงพื้นที่คัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ประจำปี 2560 ค้นหาครูบัญชีต้นแบบ นำบัญชีปรับเปลี่ยนชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนับสนุนและพัฒนาให้อาสาสมัครเกษตรกรด้านบัญชี หรือครูบัญชีอาสา เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการทำหน้าที่เป็นวิทยากรหลัก วิทยากรผู้ช่วย สอนแนะกระตุ้นการเรียนรู้และติดตามผลการจัดทำบัญชีของเกษตรกร เพื่อขับเคลื่อนการถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจมาอย่างต่อเนื่องโดยปัจจุบันมีครูบัญชีที่ขึ้นทะเบียนและปฏิบัติงานกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จำนวน 6,540 คนทั่วประเทศ ซึ่งในแต่ละปีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะคัดเลือกครูบัญชีที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรควบคู่กับการนำบัญชีไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จนสามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ในการวางแผนประกอบอาชีพ และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เครือข่ายในชุมชนให้เข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน และพึ่งพาตนเองได้ เพื่อคัดเลือกให้เป็นครูบัญชีดีเด่นระดับประเทศต่อไป

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการลงพื้นที่พิจารณาคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ระดับประเทศ ประจำปี 2560 โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจากความคิดริเริ่ม และความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงานด้านบัญชีฟาร์ม ผลงานและความสำเร็จของผลงานด้านบัญชีฟาร์ม ทั้งปริมาณและคุณภาพ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ โดยเห็นผลงาน จากการปฏิบัติงานของครูบัญชีอาสาที่ได้แนะนำการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพแก่ผู้ที่สนใจ พร้อมทั้งร่วมทำกิจกรรมต่างๆ กับชุมชนและหน่วยงานราชการ โดยได้บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย ไปปรับใช้ในการดำรงชีวิต

“กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการค้นหาบุคคลที่มีผลงานทางการเกษตรดีเด่นและการนำบัญชีต้นทุนอาชีพมาปรับเปลี่ยนชีวิตตนเองและชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งสามารถเป็นแบบอย่างให้กับประชาชนในพื้นที่ ในด้านการบันทึกบัญชีจนประสบความสำเร็จ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้จากการประกอบอาชีพ และสามารถนำความรู้ด้านบัญชีมาถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกร นักเรียน และประชาชนที่สนใจทั่วไป และได้น้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้นำมาปฏิบัติเป็นแบบอย่างเพื่อให้ชีวิตในครอบครัวอยู่อย่างพอเพียง ไม่เป็นหนี้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ จากการประกอบอาชีพ และช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของส่วนรวม ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ บำเพ็ญประโยชน์ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีต่อบุคคลให้ยึดถือนำมาปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีผลงานดีเด่น ได้ทำงานด้วยความอุตสาหะ มานะ พยายามและพร้อมที่จะแข่งขันกันสร้างผลงานให้ปรากฏต่อสาธารณชน และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ยกย่องเชิดชูประกาศเกียรติคุณของเกษตรกรดีเด่นให้ปรากฏและยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติงานของบุคคลอื่นต่อไป” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

ส่องเกษตร : เกษตรแฟร์-ทำกินตามพ่อสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253800

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

สุดสัปดาห์นี้ 28 มกราคม จะเป็นวันตรุษจีน เทศกาลปีใหม่ของพี่น้องคนจีนทั่วโลก รวมทั้งคนไทยเชื้อสายจีน ก็ต้องขอกล่าวคำอวยพรตามธรรมเนียม “-ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้-คิดหวังสิ่งใดขอให้สมหวังสมปรารถนาในปีใหม่นี้ มีแต่ความสุขมั่งคั่ง โชคดีร่ำรวยตลอดปี”

มาพร้อมๆ กับช่วงเทศกาลตรุษจีนเกือบทุกปี ก็จะมีงานใหญ่ประจำปีที่ถือเป็นงานสำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และสำคัญต่อวงการเกษตร ที่ผมอยากเชิญชวนไม่ว่าจะเป็นคนไทยแท้, คนไทยเชื้อสายจีนหรือเชื้อสายใดก็ตาม ให้ไปเที่ยวชมกัน นั่นคือ “งานเกษตรแฟร์” ซึ่งในปีไก่-ระกา 2560 นี้ จะจัดขึ้นในช่วงตั้งแต่ 27 มกราคมนี้ จนถึง 4 กุมภาพันธ์

ท่านอาจารย์จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงงานเกษตรแฟร์ปีนี้ว่า จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ทำกินตามคำพ่อสอน” เพื่อน้อมนำศาสตร์พระราชาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานให้คนไทยเป็นเวลายาวนาน มาใช้เป็นแนวปฏิบัติในการทำงาน การดำรงชีพ ดังปรากฏให้เห็นชัดเจน คือ โครงการพระราชดำริต่างๆ กว่า4,000 โครงการ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ หลักการทรงงาน ตลอดจนพระราชดำรัส พระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานให้หน่วยงาน คณะบุคคลและมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์มากว่า 70 ปี อยากให้นำสิ่งที่พระองค์ทรงสอน ทรงทำเป็นตัวอย่างนี้ มาบูรณาการและเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นๆ เพื่อให้ประเทศชาติได้พัฒนาอย่างยั่งยืน และประชาชนคนไทยได้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

อาจารย์จงรักกล่าวอีกว่า “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีนักวิจัย นักวิชาการที่ได้สร้างศาสตร์แห่งแผ่นดินมายาวนาน และพัฒนาเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ มากมาย เพื่อถ่ายทอดให้ประชาชน เกษตรกร ได้นำไปปรับใช้ในการดำรงชีพหรือแก้ไขปัญหาให้ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เช่น การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ หลากหลายสาขา โดยนำศาสตร์พระราชากับศาสตร์แห่งแผ่นดินมาบูรณาการและเชื่อมโยงกับศาสตร์ชุมชน ศาสตร์สากล เช่น ผลงานวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆ เครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยให้เกษตรกรได้นำไปประยุกต์ใช้ประกอบอาชีพ การแนะนำให้ความรู้ แก้ไขปัญหาให้เกษตรกรช่วงเกิดวิกฤติ การส่งเสริมอาชีพตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น”….

ใครสนใจไปเที่ยวชมงานนี้กันแล้ว ผมขอเป็นไกด์เขียนถึงไฮไลท์สำคัญๆ เช่นโซนนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่จัดแสดงบนอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ เกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจต่างๆ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้านการเกษตร ฐานข้อมูลสืบสานปณิธานองค์มหาภูมิพลมหาราช ซึ่งรวบรวมผลงานวิจัยและองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัย เป็นต้น

ที่เด่นๆ ยังมีโซน 104 นวัตกรรม “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ทำกินตามคำพ่อสอน” เป็นผลงานที่ประดิษฐ์คิดค้นโดยนักวิจัย 59 ผลงาน กับอีก 45 ผลงานวิจัยที่ได้รับการพัฒนาหรือต่อยอดแล้ว รวมเป็น 104 ผลงานนวัตกรรมใหม่ๆใน 9 ด้าน เช่น ด้านวิศวกรรม ด้านการเกษตร การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนและเศรษฐกิจพอเพียง ด้านเกี่ยวกับน้ำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนด้านทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ประกอบการภายใต้ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ แอพพลิเคชั่น นิล 4.0 พลังงานที่ยั่งยืน, เครื่องสีข้าวครัวเรือนพร้อมพา, วัสดุก่อสร้างจากเปลือกไข่เหลือทิ้ง EMARBLE, เครื่องทำน้ำค้าง, เอนไซม์ขอดเกล็ดปลา, 5 ทศวรรษเกษตรที่สูงตามรอยพ่อหลวง, ชุดปลูกผักปลอดภัยระบบประหยัดพลังงาน เป็นต้น

นอกจากนี้ก็ยังมีการประกวดด้านพืช เช่น กล้วยไม้ตัดช่อ กล้วยไม้ (ต้น) ผลไม้ ไม้ประดับ ประกวดด้านสัตว์เลี้ยง เช่น แพะ ไก่พื้นเมือง ไก่แจ้ ปลากัด สุนัขพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งการประกวดวาดภาพ การสาธิตสุดยอดนวัตกรรม และที่ผู้คนที่นิยมมางานเกษตรแฟร์ แน่นอนก็เพื่อมาเลือกชมเลือกซื้อผลิตผล, ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, ต้นไม้ อุปกรณ์การเกษตร ฯลฯ ตลอดจนการช็อปและชิมอาหารอร่อยๆ กว่า 10 โซน

ก็ต้องย้ำทิ้งท้ายว่า ไม่ควรพลาดจริงๆ สำหรับงานนี้!

สาโรช บุญแสง

เคลื่อนงานเกษตรบุรีรัมย์ สศก.มุ่งเน้นพัฒนา‘ศกอ.’สู่วิทยากรมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253804

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) ร่วมกับหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ จัดการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ จ.บุรีรัมย์ เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

โดยที่ประชุมได้พิจารณาถึงแนวทางการดำเนินงาน ซึ่งปีงบประมาณ 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญด้านต่างๆ กับการส่งเสริมกิจกรรม ปัจจัย องค์ความรู้ ให้แก่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และกลุ่มเกษตรกรในโครงการการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่

ในการนี้ สศก. รับผิดชอบการดำเนินงานเพื่อร่วมขับเคลื่อน ได้แก่ การฝึกอบรมและการติดตามประเมินผลศูนย์ ศพก. ในภาพรวม โดยจะเน้นพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) เพื่อเป็นวิทยากรให้แก่ ศูนย์ ศพก. มีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ศกอ. เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งการสัมมนาในปีนี้จะมีการจัดอบรมแก่ ศกอ. ทั้ง 5 ภาคทั่วประเทศอย่างเข้มข้น โดยจะเริ่มครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2560

ในส่วนของโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จ.บุรีรัมย์ มีเกษตรกรที่รวมตัวกันในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชน คือ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านสี่เหลี่ยมเจริญ ซึ่งได้แจ้งความประสงค์สมัครเข้าร่วมโครงการการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ (โคเนื้อ) มีพื้นที่การผลิต 35 ฟาร์ม รวมจำนวนโคเนื้อทั้งสิ้น 480 ตัว ทั้งนี้ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) ได้มีมติเห็นชอบให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังกล่าว สามารถเข้าร่วมโครงการได้ และจะนำเสนอให้คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์พิจารณาต่อไป

สภาเกษตรกรยันต้องช่วยเหลือ สวนยางน้ำท่วมไร้เอกสารสิทธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253802

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งทำให้สวนยางพาราของเกษตรกรเกิดความเสียหายจำนวนมาก โดยมีพื้นที่ได้รับความเสียหาย 6-7 แสนไร่ โดยคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ จะเร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเข้าถึงการช่วยเหลือตามระเบียบและมาตรการของกยท.ต่อไป

ทั้งนี้ กยท.ได้ออกระเบียบแนวทาง โดยแบ่งความช่วยเหลือตามอายุของต้นยาง ได้แก่ ต้นยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปีครึ่ง จะได้รับการจัดงวดงานใหม่ในสวนปลูกแทน เป็นค่าแรงขุดหลุม พันธุ์ยาง ปุ๋ย ในการปลูกซ่อม โดยจะเสนอของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลมาชดเชยในส่วนที่เกษตรกรได้ดำเนินการไปแล้วแต่เกิดความเสียหาย หลังจากนั้นจะจ่ายเงินตามปกติ ต้นยางมีอายุ 2 ปีครึ่ง แต่ไม่เกิน 7 ปี ให้จัดงวดงานภายในงวด และนำเงินคงเหลือในงวดที่ผ่านมารวมกับค่าเงินค่าแรงและวัสดุในงวดถัดไป อีก 1 งวดมาจ่ายให้ก่อน ต้นยางมีการเปิดกรีดแล้วเสียหาย จนเสียสภาพสวน ให้ขอรับการปลูกแทนตามระเบียบ กยท. จำนวนไร่ละ 16,000 บาท ภายใต้กรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรร ซึ่งเบื้องต้นได้ข้อสรุปว่าจะขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลในการปลูกทดแทนวงเงิน 455 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรนำไปฟื้นฟูสวนยางร่วมกับเงินช่วยเหลือที่รัฐบาลให้รายละ 3,000/ไร่ โดยเป็นสวนยางที่ได้ขึ้นทะเบียนกับทาง กยท.ไว้แล้ว ซึ่งปัจจุบันมี 1.4 ล้านราย ด้านของเกษตรกรที่ปลูกยางในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ จะต้องเสนอให้ความช่วยเหลือเพราะได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยเช่นเดียวกัน

เผย’ในหลวง ร.10’ทรงห่วงใยน้ำท่วมใต้ มอบองคมนตรีลงพื้นที่เยี่ยมปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253748

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560, 13.18 น.

“บิ๊กฉัตร เผย ร.10 ทรงห่วงใยสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ มอบให้องคมนตรีลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชน พร้อมประสานแนวทางรัฐบาลทรงรับสั่งให้แก้ไขปัญหาอุทกภัยตามในหลวงร.9 ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริไว้เมื่อปี2531”

24 ม.ค. 60 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่10 ทรงห่วงใยสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ทรงมอบให้องคมนตรีแต่ละท่านลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชน และ ประสานแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ซึ่ง พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ องคมนตรี รับมอบดูแล จ.สงขลา และ พัทลุง โดยท่านลงพื้นที่เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 60

“เมื่อวานนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ ประสานชลประทาน รับทราบข้อมูลด้านปริมาณฝนตั้งแต่ต้น ธ.ค. 59 พื้นที่น้ำท่วมจากภาพถ่ายดาวเทียม Gistda อำเภอที่น้ำท่วมในปัจจุบัน สิ่งกีดขวางทางน้ำ เช่น ถนน ท่อลอด สะพาน เป็นต้น โครงการแก้ปัญหาระยะยาวใน จ.สงขลา และ จ.พัทลุง

ซึ่งส่วนหนึ่ง พล.อ.ดาว์พงษ์ ได้นำรับสั่งของพระองค์ท่าน ให้ดำเนินการแก้ปัญหาตามที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริไว้ ซึ่งทรงพระราชทานเมื่อปี 2531 โดยในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงเน้นงานน้ำแบบในหลวง ร.9 ซึ่งกรมชลประทาน รายงานโครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่ ว่าได้ดำเนินการตามรับสั่ง”รมว.เกษตรฯกล่าว

‘สมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานเสบียงอาหารสัตว์ เพื่อช่วยเเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253746

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560, 13.13 น.
“สมเด็จพระเทพฯพระราชทานเสบียงอาหารสัตว์ 40 ตันช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประสบอุทกภัยภาคใต้  กรมปศุสัตว์ เร่งลำเลียงขึ้นรถไฟขบวนพิเศษ รวม 250 ตัน ส่งถึงพื้นที่ 4 จ. ด้านปศุสัตว์จ.นครศรีธรรมราช ประกาศขอรับบริจาคเงิน อาหารสัตว์ หลังอาหารสัตว์จากหน่วยงานไม่เพียงพอ ยังขาดแคลนวิกฤติหนักใน8 อ.”

24 ม.ค. 60 นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หลายพื้นที่ภาคใต้ประสบอุทกภัยขาดเสบียงอาหารสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ร่วมมือกันในการสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทีประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยการจัดรถไฟขบวนพิเศษเพื่อลำเลียงและขนย้ายเสบียงสัตว์ รวม 250 ตัน 12,500 ฟ่อน ซึ่งประกอบด้วย เสบียงสัตว์พระราชทานภายใต้โครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จำนวน 40 ตัน 2,500 ฟ่อน และเสบียงสัตว์ของกรมปศุสัตว์ จำนวน 200 ตัน 10,000 ฟ่อน จากสถานีรถไฟปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มายังสถานีปลายทางในพื้นที่ประสบภัย ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา โดยมีพิธีปล่อยรถไฟขบวนแรกเมื่อวันที่ 23 ม.ค. เวลา 10.00 น.ในส่วนของพัทลุงได้มีการแจกเสบียงสัตว์ในวันที่ 24 ม.ค. เวลา 08.30 น.

ด้านนายณรงค์ สุทธิสังข์ ปศุสัตว์จังหวัดพัทลุง ได้มอบหมายให้นางนวรัตน์ พลูช่วย นักวิชาการสัตว์บาลชำนาญการ นางจรุณี ดำช่วย เจ้าพนักงานสัตวบาลชำนาญงาน ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์พัทลุง นายอวยชัย แสงศักดิ์ชัย ปศุสัตว์อำเภอควนขนุน เป็นตัวแทนรับมอบเสบียงสัตว์ดังกล่าว ของพัทลุง จำนวน 28,000 กก. 1,440ฟ่อนโดยทางปศุสัตว์จังหวัดพัทลุง ได้พิจารณาแจกจ่ายช่วยเหลือสัตว์ของเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อนมากที่สุดเป็นลำดับแรก

นายธนวัฒน์ พันธุ์สนิท รักษาการในตำแหน่งปุศสัตว์จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในพื้นที่นครศรีธรรมราช ยังประสบปัญหาด้านเสบียงอาหารสัตว์อยู่มาก โดยเฉพาะในพื้นที่ 8 อำเภอพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ที่ยังมีภาวะน้ำท่วมขัง ซึ่งแม้ทางราชการโดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ และ  จังหวัดนครศรีธรรมราช จะพยายามสนับสนุนเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ ดังนั้น สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงขอเชิญชวนร่วมกันบริจาคอาหารสัตว์สำหรับ(โค-กระบือ-แพะ) หรือ บริจาคเงิน เพื่อจัดหาหญ้า ฟาง อาหารผสมสำเร็จรูป(TMR.) เพื่อช่วยบรรเทา คลี่คลายปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร อีกระยะหนึ่ง สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร.075-356254 , 075-356454 โทรสาร 075-356065

 

กยท.ชี้การประมูลยางในสต๊อก ไม่ดึงราคายาง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253721

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560, 09.20 น.

กยท.รายงานสถานการณ์ตลาดซื้อขายยางพารามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ เปรียบเทียบกับในห้วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา และพบว่ายังเป็นไปตามกลไกการตลาดปกติโดยมีปัจจัยเสริมจากการที่ประเทศผู้ผลิต 3 รายใหญ่ของโลก จับมือลดการส่งออก และส่งเสริมการใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้น

24 ม.ค.60 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ในรอบปีที่ผ่านมา หลายประเทศที่เป็นผู้ปลูก/ผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก เช่น ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ เวียตนาม มีผลผลิตโดยรวมลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากนโยบายการลดอุปทานยางพาราร่วมกันของ 3 ชาติผู้ผลิตหลัก คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย รวมกว่า 6 แสนตัน เป็นมาตรการสำคัญที่ทำให้ปริมาณยางพาราในตลาดโลกลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งยกระดับราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้นได้ในระดับหนึ่ง ประกอบกับสถานการณ์ราคายางภายในประเทศไทยขณะนี้ พบว่า มีการขยับราคาขึ้นเป็นระยะๆ ทั้งยางก้อนถ้วย ยางแผ่นดิบชั้น 3 ยาง F.O.B.ที่ส่งออก ซึ่งส่วนหนึ่งมีผลมาจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางหลักของประเทศ ขณะนี้ได้รับผลกระทบในการกรีดยางประมาณกว่า 500,000 ไร่ ทำให้ไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาด โดยจากการประมาณการ คาดว่าประเทศไทยจะมีปริมาณยางที่ส่งออกลดลงอีกประมาณ 400,000 ตัน หรือ ประมาณ 8.8 % และคงใช้เวลาจนถึงเดือนมีนาคมกว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย รวมถึงภาคอื่นๆ โดยส่วนใหญ่กว่า 50% ของพื้นที่ได้หยุดกรีดยางแล้ว และเกือบทั้งหมดจะหยุดกรีดยางในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทำให้ผลผลิตของประเทศลดลงเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อประเมินผลความเชื่อมโยงเรื่องการดำเนินการระบายยางในโครงการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กับการขึ้นลงของราคาพบว่าไม่มีผลโดยตรงเพราะเป็นการระบายยางเก่าในช่วงที่ตลาดโลกยังคงมีความต้องการผลผลิตยางใหม่เป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน คุณภาพของยางของโครงการก็มีความต่างกัน ไม่สามารถแข่งขันด้านคุณภาพกับผลผลิตยางที่ออกมาใหม่ได้ จึงไม่มีผลต่อราคาประจำวันในตลาดการซื้อขายยางแต่ละตลาดอย่างแน่นอน เช่น ยางที่เพิ่งประมูลขายออกไปเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้ซื้อยังต้องมีต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการนำไปปรับคุณภาพใช้เป็นวัตถุดิบร่วมกับยาง STR 20 เป็นส่วนใหญ่ จึงไม่มีผลต่อราคายางในตลาด ทั้งในอีก 2 – 3 เดือนข้างหน้าอย่างแน่นอน

ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี ราคายางอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ซึ่งคาดว่าราคาจะลดลงประมาณกิโลกรัมละ 2 – 3 บาท เพราะประเทศผู้ซื้อจะหยุดการทำงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงงานที่รับซื้อยางพารา แรงงาน ตลอดจนระบบขนส่งต่างๆ แต่ก็จะขยับราคาสูงขึ้นอีกครั้ง เมื่อผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีน

เปิดรับดีลเลอร์ปลอดสารพิษ ‘ไทยกรีน อะโกร’ดันแบรนด์5เสือจุลินทรีย์คลุมทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253661

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายมนตรี บุญจรัส ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ภายใต้บริษัท ไทยกรีน อะโกร จำกัด เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาภาพรวมของชมรมอยู่ในเกณฑ์ดี โตขึ้นจากเดิมประมาณ 10% ปัจจัยหลักมาจากก้าวสำคัญที่ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ชีวภาพปราบโรคแมลงศัตรูพืช หรือ 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพของไทย ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร รวมถึงผ่านการทดสอบความเป็นพิษ (LD50) ว่าไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม พร้อมมาตรฐานการผลิต (QC) ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกลอต ซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่ในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย ให้เป็นที่ยอมรับในเรื่องความปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ภายใต้แนวคิดอาหารปลอดภัยจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ซึ่งชมรมได้เล็งเห็นปัญหาเหล่านี้มานาน ปีนี้จึงได้ปรับยุทธศาสตร์ทางการตลาดเชิงรุกครั้งใหญ่ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัยไร้สารพิษ ในรูปแบบดีลเลอร์ทั่วประเทศ เพียงจังหวัดละ 1 ราย สำหรับนักธุรกิจที่สนใจมีใจรักและศักยภาพพร้อมเท่านั้น และจากภาพรวมทั้งหมดคาดว่าจะส่งผลให้องค์กรเติบโตขึ้นในปีนี้ถึง 30%

“ปีนี้ชมรม เตรียมผลักดันผลิตภัณฑ์ 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพอย่างเต็มตัว หลังจากผ่านมาตรฐานต่างๆ ตามที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด โดยเราเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศที่ผ่านการรับรองนี้ จึงอยากให้เกษตรกรไทยเปิดใจลองใช้ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสัญชาติไทย พัฒนาโดยคนไทย เพื่อเกษตรกรไทย และสู่แปรงนาเรือกสวนของไทย เพราะสามารถนำไปใช้ทดแทนโดยไม่ต้องพึ่งพาสารพิษแม้แต่หยดเดียว รวมถึงไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เกษตรกรที่สนใจสามารถร่วมทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อความมั่นใจในสินค้าได้จากแปลงสาธิตของดีลเลอร์ทั่วประเทศ” นายมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ให้บริการด้านการเกษตรปลอดสารพิษแบบครบวงจร ทั้งการผลิต วัตถุดิบ เทคโนโลยี และการส่งเสริมความรู้ด้านวิชาการแก่เกษตรกร ก่อตั้งมากว่า 18 ปี ปัจจุบันมีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ทั่วภูมิภาค 20 แห่ง มีกลุ่มตัวแทนจำหน่ายกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ และกำลังเปิดรับสมัครดีลเลอร์ทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่จำหน่ายและกระจายผลิตภัณฑ์ของชมรม สำหรับนักธุรกิจที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดที่โทรศัพท์ 0-2986-1680-2 หรือ http://www.thaigreenagro.com

รักษ์เกษตร : การดูแลกำจัดศัตรูต้นถั่วเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253662

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมปลูกถั่วเขียวครับ ขอความรู้เรื่องโรคของถั่วเขียว การปราบและกำจัดศัตรูพืชด้วยครับ

จักรพรรณ์ สมบูรณ์พงษ์

อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

คำตอบ ในระยะที่ต้นถั่วเขียวกำลังเจริญเติบโต อาจจะมีแมลงศัตรูพืชบางชนิดเข้าทำลาย ซึ่งแตกต่างกันไปตามฤดูกาล และท้องถิ่น เช่น จะมีพวกเพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น ดูดกินน้ำเลี้ยงในช่วงที่มีอากาศแล้ง และจะมีพวกหนอนกัดใบ ดอก และฝักอ่อน ในช่วงที่มีฝนตก ควรจะตรวจดูแปลงถั่วเขียว เมื่อเห็นว่ามีแมลงระบาด ก็ใช้ยาหรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีป้องกันกำจัดจากเจ้าหน้าที่เกษตรในท้องถิ่น กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ข้อคำแนะนำพอสรุปได้ดังนี้

โรคของถั่วเขียว และการป้องกันกำจัด

1.โรคใบจุดสีน้ำตาล ระบาดฤดูฝนมักเกิดกับถั่วเขียวอายุตั้งแต่ 2 สัปดาห์ หลังการงอกและระบาดมากช่วงออกดอก จนถึงระยะที่ใกล้เก็บเกี่ยว ลักษณะของโรคคือ ใบเป็นจุดสีน้ำตาล มีลักษณะค่อนข้างกลม ตรงกลางแผลมองเห็นเป็นเส้นใยสีเทา ขนาดแผลเส้นผ่าศูนย์กลาง 1–5 มม. อาจมีลักษณะเป็นวงสีเหลืองรอบแผลขณะขยายตัว เมื่อแผลชิดกันจะมีสีน้ำตาล ผลของโรคคือ ทำให้ฝักลีบ และมีขนาดเล็ก ป้องกันกำจัด โดยการฉีดสารเคมีพวกท็อกซิน เคลซีน หรือเบนเลท 6-12 กรัม หรือ1-2 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่นเมื่อถั่วอายุประมาณ 30 วัน หลังงอก และฉีดพ่นทุกๆ 14 วัน

2.โรคราแป้ง  ระบาดฤดูหนาวถึงฤดูแล้ง โดยเฉพาะช่วงที่มีอากาศเย็น สปอร์จะได้รับความชื้น และเติบโตสร้างเส้นใยดูดกินน้ำเลี้ยงจากผิวใบของถั่ว ทำให้ใบแห้ง ลักษณะที่พบมักเกิดตามใบล่าง โดยมีเส้นใยของราสีขาวคล้ายผงแป้งบนใบถั่ว ต่อมาใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง และแห้งตาย ต้นถั่วเขียวจะแคระแกร็น หากเกิดโรคในระยะออกดอกหรือติดฝัก จะทำให้ผลผลิตน้อยลง การป้องกันกำจัด ทำได้หลายวิธี เช่น การกำจัดวัชพืชในแปลง การปลูกถั่วเขียวสลับกับพืชอื่นในระหว่างแถว ส่วนการใช้สารเคมี จะใช้สารพวกเบนเลท อัตรา 6-12 กรัม ต่อน้ำ20 ลิตร ฉีดพ่น เมื่อถั่วเขียวอายุ 30 วัน หลังงอก และฉีดซ้ำทุกๆ 14-15 วัน

3.หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว  เกิดจากหนอนแมลงที่วางไข่ 50-100 ฟอง/ตัว ในระยะต้นกล้าหลังงอกใหม่ เมื่อฟักตัวเป็นหนอน จะเข้ากัดกินเนื้อเยื่อตามใบ และลำต้น ทำให้ต้นถั่วตาย หากเป็นต้นถั่วโตแล้ว หนอนจะเจาะกินลำต้นบริเวณยอด ทำให้ยอดเหี่ยวตาย การป้องกันกำจัด หว่านฟูราดาน อัตรา 3-5 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนหรือหลังปลูก หรือฉีดพ่นด้วยสารโมโนโครโตฟอส 15-20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หลังการงอก 7 วัน

4.เพลี้ยอ่อน พบระบาดมากในฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วง โดยเพลี้ยจะเข้าดูดกินน้ำเลี้ยงตามยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อน ทำให้ยอดหงิกงอ ดอกร่วง ฝักร่วงและต้นแคระแกร็น การป้องกันกำจัด ทำได้โดยการฉีดพ่นด้วยสารโมโนโครโตฟอสอัตรา 25-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

5.เพลี้ยไฟ พบระบาดมากในช่วงฝนทิ้งช่วง และแดดร้อน โดยเข้าดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนยอด และดอก ทำให้ยอดหงิกงอ ใบแห้ง ดอกร่วง ฝักอ่อนร่วงหรือลีบ ไม่ติดเมล็ด การป้องกันกำจัด โดยวิธีฉีดพ่นด้วยสารโมโนโครโตฟอส อัตรา 25-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

4.หนอนเจาะฝัก พบระบาดในปลายฤดูฝน หรือฤดูแล้ง การป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่นโมโนโครโตฟอส อัตรา 40-50ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

5.มอดถั่ว เป็นแมลงที่เข้าทำลายเมล็ดถั่วในระยะที่อยู่ในฝัก สามารถติดไปกับเมล็ดในช่วงการเก็บเกี่ยว ทำให้มีการแพร่พันธุ์ และกัดกินเมล็ดขณะเก็บในถุงกระสอบ การป้องกันกำจัด โดยการคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีพวกมาลาไธออนผงหรือสารอลามอน หากต้องการเก็บไว้นาน ส่วนเมล็ดที่เก็บไว้บริโภคนั้น ไม่ควรคลุกสารเคมีใดๆ แต่สามารถป้องกันได้โดยการคลุกด้วยน้ำมันถั่วเหลือง ประมาณ 3-5 ซีซี/เมล็ด 1 กิโลกรัม

การป้องกันกำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงาน เป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อเกษตรกร และคุณภาพของถั่วเขียวมากที่สุด เนื่องจากไม่ต้องเสี่ยงอันตรายจากสารเคมี และผลที่อาจเกิดกับต้นถั่วของสารเคมี เกษตรกรอาจใช้จอบถากกำจัดวัชพืชตามแนวแถวให้หมด โดยอาจต้องทำการกำจัด 1-2 ครั้ง ตลอดอายุการปลูก ในช่วง 10-14 วัน หลังปลูก และ 30-40 วัน หลังปลูก ก็จะดีนะครับ

‘นาย รัตวิ’