เลาะรั้วเกษตร : พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253187

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพูดถึงงานวันเด็กว่า ปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์งดจัดงาน “เด็กไทย หัวใจเกษตร” หลังจากที่จัดติดต่อกันมา 13 ปี จนมีแฟนคลับซึ่งเป็นเด็กๆ แถวรังสิต ปทุมธานีและบริเวณใกล้เคียงจำนวนนับหมื่นๆ คน ที่รอคอยงานนี้ทุกปี ปีนี้เด็ก คงเหงาไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหน ปรากฏว่าเด็กๆ แห่เข้าไปเที่ยวงานวันเด็กในพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กันหนาแน่น เพราะเป็นสถานที่เคยจัดงาน “เด็กไทย หัวใจเกษตร” มาก่อนในช่วง 10 ปีแรก

การที่กระทรวงเกษตรฯ ใช้พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นสถานที่จัดงานวันเด็ก เพราะต้องการจะโปรโมทให้ประชาชนทั่วไปได้รู้จัก และเข้าไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์กันให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากงานวันเด็กแล้ว ยังมีอีกมากมายหลายงาน เช่น งานสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็หลายครั้ง ตั้งแต่ ครบรอบ 111 ปี จนถึง 119 ปี ก่อนที่จะเปลี่ยนมาจัดที่หน้ากระทรวงเกษตรฯ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ งานวันข้าวและชาวนาไทยก็เคยจัดที่นี่ งานเศรษฐกิจพอเพียง งานไหม งานเกษตรอินทรีย์ ล้วนแต่ใช้สถานที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ทั้งนั้น

หากจะย้อนกลับไปในอดีต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สร้างพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ขึ้นในพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ริมถนนพหลโยธิน ที่ตำบลคลอง 1 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2539 โดยให้กรมชลประทานเป็นผู้ออกแบบอาคารและควบคุมการก่อสร้าง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารเมื่อ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑ์เมื่อ 21 มกราคม พ.ศ. 2545

ด้วยเหตุที่การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ต้องมีคนดูแล มีการบริหารจัดการที่ดี แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้ตั้งอัตรากำลังรองรับกับภารกิจนี้ จึงมีปัญหาด้านการดูแล และบริหารจัดการ ไม่สามารถคงสภาพของการจัดแสดงให้ถาวรได้ ต่อมาในปี พ.ศ.2552 จึงได้แก้ปัญหาโดยการจัดตั้งเป็น สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)

ก่อนที่จะเป็นองค์การมหาชน การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับมอบหมายให้ไปดูแล ปรับปรุง ในส่วนของตน ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ไม่ได้มีงบประมาณ หรือมีผู้รับผิดชอบอย่างจริงจัง ยิ่งกรมป่าไม้แยกออกไปอยู่กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนนี้จึงขาดคนดูแล กาลเวลาผ่านไปสิ่งต่างๆเริ่มทรุดโทรม ประกอบกับการนำเสนอเป็นบอร์ดภาพ และตัวหนังสือมากกว่าการแสดงของจริงตามลักษณะของพิพิธภัณฑ์ ความน่าสนใจจึงน้อยไปสักนิด พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จึงไม่ติดตลาดเท่าที่ควรจะเป็น

ถ้าพูดถึงอาคารสถานที่ ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ดูหรูหรา ทันสมัยดี อาจจะอยู่ห่างจากถนนใหญ่ลึกเข้าไปหน่อย ไม่สะดวกสำหรับชาวบ้านที่จะเดินเข้าไป แต่สิ่งนี้คงไม่ใช่ปัญหา ปัญหาน่าจะอยู่ที่บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์ ตั้งแต่ป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ ที่ดูไม่สง่างาม ไม่สะดุดตาผู้คนที่ผ่านไปมา แถมพื้นที่บริเวณป้ายพิพิธภัณฑ์ยังกลายเป็นวินมอเตอร์ไชค์ และป้ายรถเมล์ รวมทั้งรถเร่ขายอาหารการกินอีก จึงดูไม่เป็นระเบียบ ไม่น่ามอง ไม่สง่างามสมกับเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติฯ ถ้าจัดภูมิทัศน์ตรงนี้ใหม่ให้สวยงาม มีต้นไม้เขียวๆ ดอกไม้สีสดๆ ให้สมเป็นกระทรวงเกษตรฯ น่าจะทำให้สะดุดตาผู้คนที่ผ่านไปมามากขึ้น

แม้ปัจจุบัน สำนักงานพิพิธภัณฑ์จะหารายได้เลี้ยงตัวเอง ด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย แต่นั่นคงเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะวัตถุประสงค์หลักของพิพิธภัณฑ์ คงไม่ใช่เป็นสถานที่จัดกิจกรรม แต่เป็นสถานที่ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้วิถีชีวิตการเกษตรของไทย ผ่านเรื่องราว (Story) และสิ่งที่จัดแสดงทั้งของจริง และของที่จำลองขึ้นมา ถ้าเนื้อหาภายในดี รูปแบบการนำเสนอน่าสนใจ คงเรียกแขกได้ไม่ยาก เพราะสมัยนี้ปากต่อปาก กดไลค์ กดแชร์ กระจายไปอย่างไว

ฝากท่านรัฐมนตรีทั้ง 2 ท่าน ทั้งพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ และ รมช. ชุติมา บุณยะประภัศร ไว้พิจารณา พัฒนาและปรับปรุงสถานที่ให้สวยและสง่างาม ปรับปรุงเนื้อหาและรูปแบบในพิพิธภัณฑ์ให้น่าสนใจ ก็จะเป็นอานิสงส์กับเยาวชนคนรุ่นหลัง ให้เขาภูมิใจกับอาชีพเกษตรกรอย่างที่ท่านพูดอยู่เสมอ

แว่นขยาย

ลดขั้นตอนรับรองแปลงใหญ่ เกษตรฯมุ่งเน้นเปิดกว้าง-ง่ายต่อการเข้าถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253183

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานโครงการเกษตรแปลงใหญ่ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 600 แปลง พื้นที่ 1.538 ล้านไร่ เกษตรกร 96,554 ราย สำหรับในปี 2560 ได้กำหนดเป้าหมายอีกไม่น้อยกว่า 900 แปลง คือ มกราคม 400 แปลง และ พฤษภาคม 512 แปลง รวมทั้งสิ้น 1,512 แปลง ซึ่งในปี 2560 นี้ ต้องมีการปรับลดหลักการที่มีอยู่มาก ซึ่งพบว่าเป็นปัญหา เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจง่ายขึ้น ทั้งนี้ รายงานความสำเร็จที่สามารถตรวจวัดผลผลิตและประเมินผลได้นั้นมี 480 แปลง จาก 600 แปลง คิดเป็น 92% ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างประเมินผลผลิต เนื่องจากยังไม่เก็บเกี่ยว

“การปรับปรุงขั้นตอนการรับรองการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่นั้น ได้ลดขั้นตอนโดยแต่งตั้งคณะทำงานรับรองแปลง Single Command (ประธาน/เกษตรจังหวัด/เลขานุการ) ซึ่งจากเดิมที่ต้องผ่านอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด โดยให้คณะทำงานรับรองแปลงได้รับรองและนำเสนออนุกรรมการฯ เพื่อรับทราบ อีกทั้ง ต้องมีฐานข้อมูลที่ชัดเจนทุกราย เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานแปลงใหญ่ที่ผ่านมามีหลักเกณฑ์ในการดำเนินงานซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดในการขยายพื้นที่ เนื่องจากมีเกษตรกรต้องการเข้าร่วมแปลงใหญ่จำนวนมาก จึงได้มีการหารือร่วมกัน และสรุปหลักการของแปลงใหญ่ ดังนี้ 1.ง่ายต่อการเข้าถึง รวมตัวกันได้ จับเป็นกลุ่มผลผลิตเกษตรชนิดเดียวกัน ดำเนินการได้ทันที 2.ขนาดพื้นที่เหมาะสม ไม่จำกัดขนาดและจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วม 3.พัฒนาให้ถึงเป้าหมาย คือลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ขยายโอกาส 4.พื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri Map สามารถรวมเป็นแปลงใหญ่ได้ และใช้เทคโนโลยีเข้าไปปรับพื้นที่ให้เหมาะสม 5.ยกระดับมาตรฐานผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น 6.แหล่งน้ำ ตามความจำเป็นหรือความเหมาะสม7.กระบวนการกลุ่ม คือ กลุ่มเดิม (สหกรณ์/วิสาหกิจชุมชน) กลุ่มย่อยทำแปลงใหญ่ได้ กรณีไม่มีกลุ่ม จะต้องมีการพัฒนาให้เกิดกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง 8.Economy of scale ตัดสินด้วยเกณฑ์ของแหล่งทุน ขึ้นกับกิจกรรมที่กลุ่มขอรับการสนับสนุน และ 9.ความสมัครใจเป็นสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ และดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และเป้าหมายของแปลงใหญ่

กยท.เชื่อมระบบทะเบียนราษฎร ตรวจสอบข้อมูล‘สวนยางพารา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253184

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. เล็งเห็นความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบข้อมูลเกษตรกร จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง จำนวน 2 ฉบับ ว่าด้วยการขอใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร จากฐานข้อมูลทะเบียนกลางด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยวิธีบริการข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (COUNTER SERVICE) และการขอใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินการตรวจสอบข้อมูลบุคคลในระบบขึ้นทะเบียนเกษตรกรของการยางแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย ผู้ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้แทนผู้ประกอบกิจการยาง โดยทั้ง 2 ส่วนงานต่างสามารถดำเนินการใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกันได้ด้วยการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

นายธีธัช กล่าวต่อว่า การขอใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรจากฐานข้อมูลทะเบียนกลางด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยวิธีบริการข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (COUNTER SERVICE) กยท. จะติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์พร้อมทั้งระบบสื่อสาร เพื่อรับหรือส่งข้อมูลที่ตรวจสอบและเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์พร้อมค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการตรวจสอบข้อมูล และพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถและเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้ และในส่วนของข้อตกลงว่าด้วยการขอใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน นั้น กยท. จะเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ พร้อมค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการขอใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูล จากบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนและยืนยันตัวบุคคลในระบบขึ้นทะเบียนเกษตรกรของ กยท. จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียของ กยท.ต่อไป

เฝ้าระวังเข้ม‘หวัดนก’พื้นที่เสี่ยง l ปศุสัตว์จับตาภาคเหนือ-ใต้/เตือนย้ายสัตว์ปีกไปที่สูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253186

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่องค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organization for Animal Health) หรือ OIE รายงานการระบาดโรคไข้หวัดนกในหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและยุโรป โดยปีที่ผ่านมาพบผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H7N9 จากประเทศจีนและฮ่องกง ทั้งสิ้น 45 ราย เสียชีวิต 13 ราย อีกทั้งจากการรายงานเมื่อวันอังคารที่ 3 มกราคม 2560 พบผู้ป่วยติดเชื้อโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ H7N9 ที่ประเทศฮ่องกงอีก โดยผู้ป่วยดังกล่าวมีประวัติการเดินทางไปยังตลาดร้านค้าสัตว์ปีกมีชีวิต ก่อนที่จะแสดงอาการป่วย

จากสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในต่างประเทศดังกล่าว ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่มีฝนตกกระหน่ำจนเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้และภาคอื่นๆ เช่น ภาคเหนือมีอุณหภูมิลดลงและมีฝนตกในบางพื้นที่ ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก กำชับให้รีบเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกไปยังพื้นที่ปลอดภัย บนพื้นที่สูง ที่ระดับน้ำไม่สามารถท่วมถึงได้ และจัดเตรียมหาวัสดุปูรอง น้ำสะอาด พร้อมอาหารสัตว์ ยาและเวชภัณฑ์ให้เพียงพอ และหมั่นสังเกตอาการป่วยของสัตว์ปีก เน้นย้ำให้เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังโรคในช่วงที่มีพายุฝนอย่างเข้มงวด

สำหรับพื้นที่ที่ไม่ได้ประสบปัญหาอุทกภัย ให้ดูแลในเรื่องการจัดการโรงเรือน มีหลังคาป้องกันลม ฝน ได้เป็นอย่างดี และสามารถป้องกันโรคเข้าสู่ฟาร์มหรือโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก หากเป็นโรงเรือนแบบเปิดจะต้องมีตาข่ายและผ้าใบกันฝนสาด เพื่อป้องกันฝนสาดเข้ามาหาสัตว์เลี้ยง เข้มงวดการจัดการเพื่อป้องกันโรคเข้าฟาร์ม งดให้บุคคลภายนอกเข้าไปในฟาร์ม หากมีความจำเป็น จะต้องเปลี่ยนรองเท้าบู๊ตที่ใช้เฉพาะภายในฟาร์มและเดินผ่านอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้งก่อนเข้าโรงเรือน ห้ามยานพาหนะทุกชนิดเข้าไปในฟาร์มโดยเด็ดขาด หากมีความจำเป็นต้องพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้หลังจากผ่านปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมแล้ว ให้เกษตรกรตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งโรงเรือน อุปกรณ์ต่างๆ และรอบบริเวณฟาร์ม ทำการซ่อมแซมในจุดที่เสียหายให้เรียบร้อย ปรับปรุงสภาพโรงเรือนให้ถูกสุขลักษณะปลอดภัยจากโรคระบาด โดยเร่งทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคโรงเรือน และอุปกรณ์ต่างๆ

ทั้งนี้หากพบเห็นสัตว์ปีกป่วยตายอย่างผิดปกติ โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ อย่านำสัตว์ปีกไปแจกจำหน่าย หรือนำไปประกอบอาหารอย่างเด็ดขาด ขอให้แจ้งเบาะแสกับอาสาปศุสัตว์ ปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ของท่านหรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร 0-9630-11946 ได้ทันที

‘บิ๊กฉัตร’ห่วงชาวใต้ลงพื้นที่ช่วยเกษตรกร จ่อหางบเพิ่ม2พันล้านเยียวยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253118

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560, 13.40 น.

“บิ๊กฉัตร” ห่วงชาวใต้ ทั้งขึ้นฮอฯ ลงเรือ ช่วยเกษตรกรน้ำท่วม ลุ่มน้ำตาปี จ.สุราษฐ์ฯ พูดคุยให้กำลังให้ถึงกระชังปลา  พร้อมยืนยันจ่อหางบกองทุนช่วยเหลือเกษตรกร อีก 2 พันล้านมาเยียวยาเพิ่มเติมอีก ให้กลับสู่อาชีพโดยเร็วที่สุด”

19 ม.ค. 60 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ขึ้นฮอลิคอปเตอร์บินตรวจสภาพพื้นที่เกษตรที่ประสบอุทกภัยและลงเรือกรมประมงแจกถุงยังชืพให้ผู้เลี้ยงปลากระชัง ในลุ่มน้ำตาปี อ.พุนพิน จ.สุราษฐ์ธานี โดยกล่าวกับเกษตรกรว่านายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยพี่น้องชาวใต้ที่กำลังความเดือดร้อน ท่านได้ย้ำให้ทุกหน่วยงานช่วยเหลือตลอด 24 ชม.ซึ่งตนลงมาดูสภาพความเสียหาย เพื่ออยากให้เกษตรกรมีกำลังใจ อย่าเกิดความกดดันกับเหตุการณ์ครั้งนี้ และยืนยันว่าอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเพิ่มเติมแจ้งมาได้ทันที ตนได้สั่งให้รองปลัดฯดูงบกองทุนช่วยเหลือเกษตรกร มีอยู่ 2 พันล้านบาท ดูช่องทางนำมาข่วยเพิ่มทับลงไปอีกนอกจากงบเยียวยาที่ช่วยเฉพาะหน้าทุกรายๆละ3 พันบาท และงบช่วยภัยพิบัติผ่านครม.ไปแล้ว ที่ช่วยทั้งสวนยาง ปาล์ม พืชต่างๆและประมง ซึ่งตนได้เตรียมล่วงหน้า น้ำท่วมจึงไม่กระทบตัวเมือง ทั้งนี้แม่น้ำตาปี ยังมีน้ำปริมาณมากกว่า400 ล้านลบ.ม. ได้สั่งเร่งระบายให้สู่ภาวะปกติสิ้นเดือนนี้ทุกจังหวัด แต่ให้เฝ้าระวังต่อไปที่คาดว่าจะหมดวันที่ 21 ม.ค. แต่ยังคาดการณ์ว่ายังมีฝนต่อไปอีกระยะ และสั่งให้ข้าราชการอย่านั่งที่สำนักงาน ต้องออกไปช่วยประชาชน ไม่มีอะไรไปมือเปล่าไปให้กำลังใจเก็บข้อมูลมาส่งส่วนกลางให้มากที่สุดเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด

“ทุกหน่วยงานต้องสำรวจความเสียหายพื้นที่เกษตรทั้งหมดให้ชัดเจน 3-5 วันต้องจบ หากล่าช้าไปการช่วยเหลือมีปัญหาได้ ให้ประสานทุกจังหวัดเพราะจำเป็นต้องฟื้นฟูภายหลังน้ำลดทันที ซึ่งวันนี้ต้องลงช่วยเร่งระบายสูบน้ำออกจากพื้นที่เกษตรเพื่อไม่ให้เสียหายมากขึ้น ที่สำคัญเรื่องความช่วยเหลือจากรัฐบาล ให้ทุกกรม เจ้าหน้าที่ ลงไปบอกชาวบ้านให้รับรู้ความช่วยเหลือให้ชัดเจน ไม่งั้นเกษตรกรออกมาบอกว่าไม่ได้อะไร พืชไร่ พืชสวน ปลา กุ้ง  มาตรการเพิ่มเติมจากรัฐบาล ธกส. ขณะนี้ กระทรวงจะเพิ่มเติมเข้าไปอีก ใช้เงินกองทุนช่วยเหลือเกษตร มีอยู่ 2 พันกว่าล้านบาท กำลังหาวิธีรองรับ ผมลงมาดูพื้นที่ เพื่อช่วยเงินเฉพาะหน้าทับลงอีก “รมว.เกษตรฯกล่าว

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ประเมินความเสียหายการประมง 12 จังหวัดภาคใต้ 1.68 พันล้านบาท โดยใช้เงินช่วยเหลือเยียวยา สำรวจเบื้องต้นเป็นงบประมาณ 317 ล้านบาท ต้องดูความเสียหายอย่างรอบครอบหลังน้ำลด เบื้องต้นได้รับผลกระทบ 122 อำเภอ สัตว์น้ำเสียหาย 1.8 หมื่นไร่ ปลาในบ่อดิน 9.5 หมื่นตารางเมตร เกษตรกร 2.1 หมื่นราย บ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกร้าม เสียหายด้วยสำรวจหลังน้ำลด กุ้งทะเล 9 พันกว่าไร่ ปลากระชัง 2.5 พันไร่ ส่วนที่น่ากังวลพื้นที่เลี้ยงหอย 1.5 หมื่นไร่ น้ำจืดลงไปมาก 7- 10 วัน หอยจะตาย  ต้องคอยตามว่าตายหรือไม่ และนากุ้งขนาดเล็กเจ้าของใช้เงินกู้เมื่อนากุ้งโดนน้ำท่วมไม่มีเงินต้นทำต่อไป

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่าสวนยาง 7 แสนกว่าไร่ เสียหายจากน้ำท่วม โดยที่จ.สุราษฐ์ 2.9 แสนไร่  เป็นยางกลาง ถึงยางเปิดกรีด น้ำท่วมอยู่ได้ 1 เดือน ซึ่งแนวทางดำเนินการให้คำแนะนำการบำรุงฟื้นฟูต้น ชดเชยให้ปลูกแทน และชดเชยรายได้เฉพาะหน้า รายละ3 พันบาท จะสำรวจพื้นที่เสียหาย ทั้งหมดภายในสิ้นเดือน ม.ค. ดำเนินการปลูกแทน จ่ายเงินเกษตรกรภายเดือนมี.ค. ลดการปลูกในพื้นที่ท่วมซ้ำซาก

ด้านนางโชติกา ดีแสง เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง อ.พุนพิน จ.สุราษฐ์ฯ พายเรือมารับถุงยังชีพจากรมว.เกษตรฯและได้ขอบคุณรัฐบาลนี้ได้ช่วยอย่างเต็มที่ รวมทั้งชลประทาน ในพื้นที่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าทำให้ความเสียหายไม่มากเท่าปี2554

ขณะที่วอร์รูมภัยพิบัติกระทรวงเกษตรฯประเมินความเสียหายเบื้องต้นด้านการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ 12 จ. มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวม 3,733 ล้านบาท เป็นพื้นที่นาข้าว 2.7 แสนไร่ มูลค่า 831 ล้านบาท พืชไร 4.6 หมื่นไร่ 327 ล้านบาท พืชสวนและอื่นๆ735,365 ไร่ มูลค่า2,293 ล้านบาท ปลาบ่อดิน 2.8 หมื่นไร่  กุ้งหอย 9.3 พันไร่ ปลากระชัง 95,116 ตรม. โคกระบือ 412 ตัว สุกร 1,253 ตัว แพะแกะ 431 ตัว สัตว์ปีก 174,536 ตัว

 

รายงานพิเศษ : เตรียมพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงปี’60 ทุ่ม990ล้านซื้อเครื่องบินใหม่เสริมเขี้ยวเล็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253025

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดการซ่อมบำรุงอากาศยานและฝึกบินทบทวนประจำปี เตรียมพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงปี 2560 พร้อมจัดงบ 990 ล้านบาท ซื้อเครื่องบินใหม่เสริมเขี้ยวเล็บ ตั้งเป้าภายใน 5 ปี แก้ภัยแล้งได้กว่า 90% หวังยกระดับหน่วยงานให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีนานาชาติด้านการดัดแปรสภาพตามศาสตร์ของพระราชา เพื่อให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นองค์กรชั้นนำด้านการดัดแปรสภาพอากาศของโลก

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า การปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและบรรเทาสภาวะภัยแล้งของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเริ่มดำเนินการประมาณต้นเดือนมีนาคม-ตุลาคม เป็นประจำทุกปี และหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจก็จะนำเอาอากาศยานทั้งหมดมาทำการซ่อมบำรุง ในปีนี้ได้มีการดำเนินการเริ่มทำการซ่อมบำรุงตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 จนถึง วันที่ 31 มกราคม 2560 โดยมีอากาศยานเข้าซ่อมจำนวน 34 ลำ ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 12 มกราคม 2560 ได้ทำการซ่อมบำรุงอากาศยานเสร็จสมบูรณ์พร้อมบิน จำนวน 12 ลำ เหลือจำนวน 22 ลำ ที่ยังอยู่ในระหว่างการซ่อมบำรุง และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2560 เป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้เมื่ออากาศยานได้รับการซ่อมบำรุงเสร็จสิ้นแล้วก็จะมีการฝึกบินทบทวน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนท่าทางการบินที่สำคัญต่างๆ ทั้งที่ได้ปฏิบัติและไม่ได้ปฏิบัติในช่วงเวลาบินปฏิบัติงานปกติ การบินเมื่ออากาศยานฉุกเฉิน การบินท่าทางสำคัญอื่นๆ และฝึกนักบินใหม่เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับอากาศยานและเตรียมความพร้อมเมื่อขึ้นทำการปฏิบัติการฝนหลวงแก้ภัยแล้งทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2560 กรมฝนหลวงฯ ได้เพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อแก้ปัญหาและบรรเทาภัยแล้ง ด้วยการจัดสรรงบประมาณ 990 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องบินขนาดเล็กรุ่นคาซา และคาราแวน 2 ลำ เพื่อนำมาใช้ในภารกิจ ในขณะที่ในปี 2562 เตรียมจัดซื้อเครื่องบินขนาดเล็กคาราแวนอีก 2 ลำโดยเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2560 กรมฝนหลวงฯ ได้รับมอบเครื่องบินคาราแวนลำใหม่ 1 ลำ เพื่อใช้ปฏิบัติการฝนหลวงแก้ปัญหาและบรรเทาภัยแล้งช่วยเหลือราษฎรและเกษตรกร ขณะเดียวกันยังได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง ที่จังหวัดบุรีรัมย์ และพิษณุโลกซึ่งจะส่งผลให้กรมฝนหลวงฯ มีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้งหมด 7 แห่งทั่วประเทศ

ส่วนในด้านภารกิจช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยนั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้รับนโยบายจากพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่มีสรรพกำลังไปช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ ซึ่งกรมฝนหลวงฯได้ส่งเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินลงไปปฏิบัติการเพื่อช่วยลำเลียงอาหารเข้าสู่พื้นที่ที่รถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้ ประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์ 5 ลำ ไปประจำการที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 1 ลำ สุราษฎร์ธานี 2 ลำ และสงขลา 2 ลำ

“ในแผนปฏิบัติการฝนหลวง 4.0 จำเป็นต้องใช้เครื่องบินทั้งหมด 36 ลำ เพื่อปฏิบัติภารกิจ กรมฝนหลวงฯ จึงได้วางแผนจัดซื้อเครื่องบินเพิ่มในอนาคตเพื่อให้เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาภัยแล้งได้ทันท่วงที โดยเป้าหมายภายใน 5 ปี จะต้องแก้ปัญหาภัยแล้งได้ไม่น้อยกว่า 90% รวมถึงจะยกระดับให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีนานาชาติ ด้านการดัดแปรสภาพตามศาสตร์ของพระราชาเพื่อให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นองค์กรชั้นนำด้านการดัดแปรสภาพอากาศของโลก”อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

เปิดศูนย์ช่วยเหลือ-ฟื้นฟูภาคใต้ ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ระดมจนท.ดูแลผู้ประสบภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253023

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้สั่งการระดมเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรให้การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติ (ด้านพืช) ในภาคใต้ ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่ประสบภัย10 จังหวัด เป็นพื้นที่ที่คาดว่าจะเสียหาย 1,055,090 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 273,372 ไร่ พืชไร่ 46,353 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 735,365 ไร่ และมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 449,524 ราย

นอกจากนี้ ยังได้ตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยด้านการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อเป็นหน่วยประสานการรับบริจาคจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ รวมทั้งรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้ประสบอุทกภัยหรือต้องการความช่วยเหลืออื่นๆ

สำหรับการช่วยเหลือที่ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น ประกอบด้วย 1.การช่วยเหลือเร่งด่วนตามมาตรการช่วยเหลือเยียวยา เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 ครัวเรือนละ 3,000 บาท โดยขณะนี้สำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอ บันทึกข้อมูลในระบบแล้ว จำนวนเกษตรกร 453,571 ครัวเรือนงบประมาณ 1,360.71 ล้านบาท และกรม ได้ตรวจสอบความถูกต้อง สามารถส่งข้อมูลแล้ว จำนวน 7,112 ครัวเรือน วงเงิน 21.34 ล้านบาท

2.สำหรับการช่วยเหลือ กรมส่งเสริมการเกษตรจะสำรวจความเสียหายตามหลักเกณฑ์ การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรตามระเบียบกระทรวงการคลัง ปี พ.ศ. 2556 ซึ่งตามหลักเกณฑ์ กรณีข้าว หากเสียหาย ได้ไร่ละ 1,113 บาท พืชร่
ไร่ละ 1,148 บาท พืชสวน ไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้ แนะนำให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบและคาดว่าพื้นที่จะเสียหาย ถ่ายภาพแปลงเสียหายไว้เป็นหลักฐาน และเร่งมาแจ้งความเสียหาย ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

3.สำหรับการฟื้นฟูพื้นที่ทางการเกษตรที่ประสบปัญหาอุทกภัย ในระยะต่อไป กรมส่งเสริมการเกษตรจะเปิด ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ในพื้นที่ประสบอุทกภัยเป็นสถานที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการฟื้นฟูการเกษตรและอบรมความรู้เพื่อสร้างอาชีพ และผลิตพืชอาหารในการบริโภคในครัวเรือนเบื้องต้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน รวมทั้งกำชับให้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะบูรณาการช่วยเหลือให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงต่อไป

แตกใบอ่อน : ได้เวลาเอาจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253021

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว “กรมควบคุมมลพิษ” ได้ออกมาแถลงสรุปสถานการณ์ “มลพิษ” ในประเทศไทยประจำปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งแม้สถานการณ์โดยภาพรวม อธิบดี “จตุพร บุรุษพัฒน์” จะชี้ว่า ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ทั้งคุณภาพน้ำ ทะเล ชายฝั่ง และอากาศ แต่เมื่อมองไปถึงปัญหามลพิษที่เป็นปัญหาใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่าง “ปัญหาขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย”กลับต้องบอกว่า ยังไม่มีทีท่าสถานการณ์จะกระเตื้องขึ้นมาได้เลย โดยอธิบดีจตุพรได้สรุปข้อมูลเอาไว้อย่างนี้ครับ

ปี 2559 พบว่ามีขยะมูลฝอยชุมชนเกิดขึ้นทั่วประเทศประมาณ 27 ล้านตัน หรือประมาณ 7 หมื่นตันต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 1.9 แสนตัน หรือร้อยละ 0.7 โดยแบ่งเป็นขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร 4.2 ล้านตัน และจังหวัดอื่น 22.8 ล้านตัน ขณะที่ 5 จังหวัด ที่มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นต่อวันมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี นครราชสีมา สมุทรปราการ และ ขอนแก่น

โดยมีขยะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้องเพียง 9.59 ล้านตัน หรือร้อยละ 36 เท่านั้น ขณะที่ 11.69 ล้านตัน หรือร้อยละ 43 ถูกนำไปกำจัดแบบไม่ถูกต้อง และมีขยะเพียง 5.76 ล้านตัน หรือร้อยละ 21 ที่ถูกนำไปคัดแยกเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์

ส่วนของเสียอันตราย 3 ประเภท ได้แก่ ของเสียอันตรายชุมชน กากอุตสาหกรรม และมูลฝอยติดเชื้อ ในปี 2559 พบว่า มีของเสียอันตราย ทั้ง 3 ประเภท เกิดขึ้น 3.5 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นกากอุตสาหกรรมอันตราย 2.8 ล้านตัน แต่ถูกนำไปจัดการอย่างถูกต้องเพียงร้อยละ 35 รองลงมาคือของเสียอันตรายจากชุมชน 6 แสนตัน ส่วนใหญ่เป็นซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนที่เหลือเป็นมูลฝอยติดเชื้อ

ถ้าจะถามผมว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สะท้อนให้เราเห็นถึงอะไรบ้าง

ผมก็คงตอบได้คำเดียว่า เรื่องนี้กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดการปัญหาขยะ

ต้องไม่ลืมว่า “ปัญหาขยะมูลฝอย” เป็นหนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสำคัญค่อน
ข้างมาก

มากจนถึงขนาดประกาศให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ตั้งแต่นาทีแรกๆแห่งการเข้ามาควบคุมการบริหารประเทศเมื่อปี 2557 ก่อนจะลงทุนเขียน “โรดแมป” การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้องานสำคัญ 4 ข้อ คือ 1.การกำจัดขยะมูลฝอยตกค้างสะสมในพื้นที่วิกฤติ 2.การหารูปแบบที่เหมาะสมเพื่อจัดการขยะเกิดใหม่ เน้นการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง 3.จัดมาตรการบริหารจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย และ 4.การสร้างวินัยของคนในชาติมุ่งสู่การจัดการที่ยั่งยืน

ขณะที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ก็มีอันต้องปรับกระบวนทัพการจัดการปัญหาขยะอีกรอบ ภายหลังจากเห็นว่าผ่านมา 2 ปี ทั้ง “วาระแห่งชาติ” ทั้ง “โรดแมป” เรื่องการจัดการขยะแทบจะหาความคืบหน้าอะไรไม่ได้เลย จึงมีการปรับกระบวนทัพการจัดการปัญหาขยะอีกรอบ โดยประกาศขับเคลื่อน “แผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะตามแนวทางประชารัฐ” โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้อย่างสวยหรูว่า จะต้องลดปริมาณขยะมูลฝอยในภาพรวมให้ได้ร้อยละ 5 จากการเกิดขยะมูลฝอยอัตราเฉลี่ยประมาณ 23 ล้านตัน พร้อมกับมอบหมายให้ “กระทรวงมหาดไทย” และ
“กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตและสิ่งแวดล้อม”เป็นแม่งานหลักในการดำเนินงาน

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความจริงแล้วในระดับนโยบายค่อนข้างให้ความสำคัญกับ “ปัญหาขยะ” ค่อนข้างมาก ถ้าไม่เช่นนั้นก็คงไม่ตั้งหน้าตั้งตาเขียนโรดแมปเขียนแผนปฏิบัติการกันให้เสียเวลาแบบนี้แน่ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า พอพ้นจากระดับนโยบายมาสู่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ซึ่งเป็นระดับปฏิบัติ มีการสานต่องานกันมากน้อยขนาดไหน ทำไมการจัดการปัญหาขยะยังไม่คืบ

เมื่อ 10 ปีก่อนเราเคยเห็น กทม. เห็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เห็นหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้จัดการขยะกันมาแบบไหน ทุกวันนี้ก็ยังแทบไม่เปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม การจะมานั่งโทษหน่วยงานรัฐอย่างเดียว ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเท่าไรนัก เพราะเนื้อแท้ของปัญหาขยะที่เกิดขึ้น ความจริงแล้วยังมีสิ่งสำคัญอีกประการที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ “วินัย” และ “สำนึก” ในการทิ้งและจัดการกับขยะ

ต้องยอมรับนะครับว่า สิ่งเหล่านี้พวกเราจำนวนมากยังแทบไม่มี เมื่อก่อนเคยมักง่ายกันมาแบบไหน เดี๋ยวนี้ก็ยังมักง่ายกันแบบนั้น

วันนี้ทุกฝ่ายต้องเอาจริงครับ ต้องเรียนรู้ ต้องรู้จักคัดแยก รู้จักวิธีการลดขยะกันตั้งแต่ต้นทาง

ไม่อย่างนั้น ประเทศไทยไม่รอดแน่

อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขยะคงล้นเมืองแน่นอน

มะลิลา

สศท.12ลุยเพชรบูรณ์ จับตาหอม-กระเทียม เริ่มเก็บเกี่ยว‘ผลผลิต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253018

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จ.เพชรบูรณ์ เป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผักมากมายหลายชนิด โดยเฉพาะหอมแดงและกระเทียม ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จ.นครสวรรค์ (สศท.12) ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลปริมาณการผลิตหอมแดง และกระเทียม ปี 2559/60 ช่วงเดือนธันวาคม 2559 พบว่า หอมแดง มีเนื้อที่เพาะปลูก 3,352 ไร่เพิ่มจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 89 ผลผลิตรวม 7,530 ตัน กระเทียมมีเนื้อที่เพาะปลูก2,025 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 68 ผลผลิตรวม 1,828 ตัน

สำหรับผลผลิตหอมแดง และกระเทียม จะเริ่มเก็บเกี่ยวเดือนมกราคมนี้ และออกตลาดมากที่สุดเดือนกุมภาพันธ์ ร้อยละ 50 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะออกสู่ตลาดใกล้เคียงกับผลผลิตภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้นผลผลิตจะเก็บเกี่ยวออกตลาดพร้อมกันหลายจังหวัดรวมทั้งเพชรบูรณ์ ตลอดช่วงเดือนธันวาคม ถึงมีนาคม ซึ่งหากเกษตรกรเห็นว่าราคาหอมแดง และกระเทียมสด ช่วงเริ่มเก็บเกี่ยวยังไม่เป็นที่พอใจ สามารถมัดจุกแขวน ชะลอการขายผลผลิตไว้ก่อนได้เมื่อผลผลิตภาคอื่นๆ เริ่มออกตลาดลดน้อยลงประมาณเดือนเมษายนเป็นต้นไป คาดว่าราคาจะสูงขึ้น จึงทยอยนำออกขายได้ต่อไป

ไทยเพิ่มเป้าส่งไก่สดตีตลาดโลก เกษตรฯคาดปั้นยอดส่งออกทะลุ7.5แสนตัน9.6หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253024

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นพ.อนันต์ ศิริมงคลเกษมนายกสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย พร้อมคณะผู้บริหารสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย ได้เดินทางเข้าพบเพื่อแสดงความขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สนับสนุนอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ส่งออกอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดเกาหลีใต้และสิงคโปร์อนุญาตนำเข้าไก่สดไทยได้แล้ว จึงนับว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นที่ดีของการส่งออกไก่ไทย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯพร้อมจะเจรจาเพื่อเปิดตลาดสินค้าไก่สดไทยเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้เจรจาผลักดันการส่งออกไก่สดไทยในหลายๆ เวทีอย่างต่อเนื่อง หลังไทยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งกรมปศุสัตว์ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์เพื่อการส่งออก ได้ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาและสร้างความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ของไทยทั้งระบบ ประกอบด้วยการพัฒนาระบบมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานอาหารสัตว์โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ ระบบการป้องกันควบคุมโรค และระบบการตรวจสอบสืบย้อนกลับได้จนถึงระดับฟาร์มจนมีมาตรฐานระดับโลก

“ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ อันดับ 3 ของโลก รองจาก บราซิล และสหรัฐอเมริกา และได้รับความเชื่อมั่นจากหลายๆประเทศอนุญาตให้โรงงานผลิตเนื้อไก่ดิบสดแช่แข็งและเนื้อไก่ปรุงสุกของไทยส่งออกไปสู่ตลาดโลกได้ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น สหภาพยุโรป อาเซียน สาธารณรัฐเกาหลี และล่าสุดประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

สำหรับปริมาณการผลิตและมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกในปี 2559 พบว่า ไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกมากกว่า 720,000 ตัน มูลค่ากว่า 92,000 ล้านบาท ซึ่งปริมาณการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นกว่า 7% เมื่อเทียบกับปี 2558 และคาดการณ์ว่าปี 2560 ประเทศไทยจะมีปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกได้กว่า 750,000ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 96,000 ล้านบาท