เกษตรฯจ่อชงงบกว่า4พันล้านช่วยใต้ เสนอโรดแม๊พแก้ปัญหา3ระยะถึงปี63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253015

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560, 16.47 น.

18 ม.ค. 60 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ขณะนี้มีจังหวัดที่สถานการณ์น้ำท่วมได้คลี่คลายแล้ว 6 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ระนอง ปัตตานี กระบี่ นราธิวาส และ ชุมพร ส่วนจังหวัดที่ยังมีปัญหาน้ำท่วม ได้แก่ พัทลุง สงขลา ตรัง สุราษฎร์ธานีนครศรีธรรมราช และประจวบคีรีขันธ์

สำหรับแนวทางการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโรดแม๊พช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ปี 2560 โดยแบ่งเป็น 3 ระยะคือ 1.ระยะเร่งด่วน วันที่ 17-31 ม.ค. 2560 2.ระยะสั้น เดือน ม.ค. – ก.ย. 2560 และ 3.ระยะยาว ปี 2560-2563 โดยมีแนวทางในการฟื้นฟูมีทั้งการฟื้นฟูหลังน้ำลดระยะเร่งด่วนการฟื้นฟูซ่อมสร้างการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ และ การฟื้นฟูพัฒนาให้ดีกว่าและปลอดภัยกว่าเดิม ขณะนี้คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ รวมทั้งทุกหน่วยงาน ระดมเข้าสำรวจและช่วยเหลือเกษตรกรล่วงหน้าแล้ว

ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้ากระทรวงเกษตรฯ จะของบประมาณเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยขอจัดสรรจากงบกลาง วงเงิน 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้ในการเยียวยา ชดเชยดอกเบี้ย การซ่อมแซมระบบชลประทาน ความช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ กาจัดหาวัตถุดิบให้เกษตรกรเพื่อนำไปประกอบอาชีพใหม่ ค่าน้ำม้น ค่าเบี้ยเลี้ยง และ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ส่วนงบซ่อมแซมระบบชลประทาน เบื้องต้นได้รวบรวมความเสียไว้ 900 กว่าล้าน ซึ่งยังไม่ชัดเจนให้รอเข้าครม.หลังน้ำลด

ส่วนงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรเฉพาะหน้า 3,000 บาทต่อครัวเรือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการตรวจสอบตามระเบียบที่ปรับปรุงแก้ไขของสำนักงบประมาณ เพื่อให้การจ่ายเงินเป็นไปอย่างรัดกุม หากกระทรวงการคลังส่งเรื่องกลับมา ทางกระทรวงเกษตรฯ ก็จะส่งเรื่องเบิกจ่ายไปที่สำนักงบประมาณต่อไป

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในพื้นที่ภาคใต้ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 20 มกราคม นี้ ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งทางกรมชลประทานก็ได้เตรียมความพร้อมในการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำสำรอง พร้อมทั้งวางแผนการระบายน้ำออกสู่ทะเล เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่เกิดจากฝนซึ่งจะเพิ่มขึ้นใหม่ ซึ่งหลังจากวันที่21 ม.ค.ไปแล้วฝนจะลดน้อยลงและสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติทุกจังหวัดภายในสิ้นเดือนนี้

ปศุสัตว์แจงสาเหตุ น้ำท่วม‘ควาย’ตาย ย้ำเร่งช่วยเหลือแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252851

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีมีการนำเสนอข่าวควายในทะเลสาบสงขลาทยอยล้มตาย หลังลอยคอจากน้ำท่วมสูงเป็นเวลาหลายวัน จึงได้ทำการตรวจสอบกับ สำนักงานปศุสัตว์เขต 9 จ.สงขลา พบว่า ควายที่เลี้ยงในทุ่งพรุทะเลน้อย เป็นควายที่มีวิถีอยู่กับน้ำอยู่กับทะเลสาบ ปกติเจ้าของควายจะปล่อยออกกินหญ้าในทุ่งหญ้าป่าพรุในช่วงเช้าและควายจะกลับเข้าคอกเองในช่วงเย็น ลูกควายที่ตายมี 2 กรณี คือ ลูกควายเล็กที่ร่างกายอ่อนแอ เมื่ออพยพเคลื่อนย้ายจากทะเลสาบขึ้นมามาอาศัยบนถนนเพื่อหนีน้ำท่วม จึงถูกเหยียบจากควายตัวใหญ่ รวมทั้งสภาพคอกพักสัตว์ชั่วคราวมีขนาดเล็กคับแคบ ส่วนอีกกรณีเป็นลูกควายหย่านมในช่วงที่น้ำกำลังท่วมสูงขึ้น เป็นน้ำระบายมาจากพัทลุง มาออกทะเลสาบสงขลา ทำให้ลูกควายเหล่านี้ดำน้ำลงไปกินหญ้าลำบากและเหยียบไม่ถึงพื้นดิน ประกอบกับคลื่นลมแรงทำให้สำลักน้ำและบางส่วนตายได้

อย่างไรก็ตาม สำนักงานปศุสัตว์เขต 9 ได้ลงพื้นที่ฉีดยาบำรุง วิตามิน และรักษาสัตว์ป่วยในพื้นที่แล้ว รวมทั้งได้สร้างคอกสัตว์ชั่วคราว จัดหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการดูแลรักษาด้านสุขภาพสัตว์ ส่งหญ้าและอาหารสัตว์อย่างต่อเนื่องแล้ว

สหกรณ์พร้าววางฐานแปลงใหญ่ ใช้มาตรฐานGAPเดินหน้าผลิตข้าวสร้างความมั่นใจผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252853

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปรับโครงสร้างการผลิตข้าวโดยใช้รูปแบบ “นาแปลงใหญ่” เพื่อแก้ปัญหาระยะยาวให้กับชาวนาให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดย กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ผ่านระบบสหกรณ์ ซึ่งปีนี้จะขยายพื้นที่แปลงใหญ่อีก 400 แปลง โดยพื้นที่ของ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของภาคเหนือ ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศว่า เป็นข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพแห่งหนึ่ง ปัจจุบันยังประสบความสำเร็จในการดำเนินงานรูปแบบ “นาแปลงใหญ่” ที่มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรผ่านการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรพร้าว สามารถผลิตข้าวได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการปลูกไปจนถึงการตลาด ปริมาณ 6 พันตันต่อปี

นางสุรีรัตน์ จอมแปง ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ได้ดำเนินโครงการผลิตข้าวครบวงจรผ่านโครงการส่งเสริมระบบแปลงใหญ่ โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร โครงการตลาดเฉพาะ โครงการธนาคารข้าวและโครงการ Motor Pool โดยมีพื้นที่การปลูกข้าว 12,000 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมกว่า 800 ราย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
โครงการแปลงใหญ่ กับ โครงการส่งเสริมครบวงจรของสหกรณ์ ซึ่งในส่วนของพื้นที่นาแปลงใหญ่นั้นได้คัดเลือกเกษตรกรพื้นที่ต้นน้ำเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ 435 ราย ในพื้นที่ 6,710 ไร่ ซึ่งสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 2 โครงการต้องได้มาตรฐาน GAP ทุกแปลง โดยการตรวจสอบมาตรฐานแปลงจะดำเนินการโดยกรมการข้าว ในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน พร้อมกันนี้จะมีการประกันราคาข้าว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรที่มีใบรับรอง GAP ซึ่งแปลงที่ได้รับรอง GAP จะได้รับส่วนต่างราคาข้าวเพิ่มอีก กิโลกรัมละ 1 บาท ในอัตราไร่ละไม่เกิน 650 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ พร้อมทั้งช่วยเหลือในส่วนอื่นอีกซึ่งทำให้สมาชิกไม่กังวลในการเข้าร่วมโครงการของสหกรณ์

ส่องเกษตร : ฟื้นฟูสวนยางคืนความสุขหลังน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252854

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พี่น้องคนไทยทางภาคใต้ร่วม 12 จังหวัดต้องประสบกับอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ตั้งแต่ช่วงปีใหม่ 2560 ที่ผ่านมา โดยผจญกับน้ำท่วมใหญ่ไปแล้วถึง 2 รอบ และช่วงเวลานี้ก็มีสิทธิที่จะเจอรอบที่ 3 จากฝนที่ตกหนักมาระลอกล่าสุด สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตผู้คนกว่า 25 ศพที่แตกดับไปกับสายน้ำ แล้วยังเศรษฐกิจที่ย่อยยับมหาศาล ทั้งทรัพย์สินและพื้นที่การเกษตร

ภาคการเกษตร พืชเศรษฐกิจหลักสำคัญๆ ของภาคใต้ มีการประเมินกันเบื้องต้นว่า ได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านจนถึงหลักแสนล้านบาทเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง“ยางพารา”ที่คาดว่า พื้นที่สวนยางถูกน้ำท่วมนับล้านไร่ เสียหายหลายหมื่นล้านบาท นอกจากนั้นก็มีปาล์มน้ำมันถูกน้ำท่วมนับแสนไร่,ฟาร์มกุ้ง-หอย-ปู-ปลา หลายหมื่นไร่ รวมถึงนาข้าวกว่า 2.5 แสนไร่ เป็นต้น

น้ำท่วมครั้งนี้ ทั้งน่าเสียใจและยังน่าเสียดายอย่างมากแทนพี่น้องเกษตรกรภาคใต้โดยเฉพาะชาวสวนยางพาราในพื้นที่จมน้ำ เพราะนับเป็นการเสียโอกาสอย่างยิ่งจากราคายางพาราที่กำลังอยู่ในภาวะ“ขาขึ้น”

ผมเองเพิ่งเขียนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ถึงการ “เจาะสินค้าเกษตรไทยปี 2560”ในส่วน 5 สินค้าเกษตรหลักสำคัญที่ศูนย์วิเคราะห์ TMB -ธนาคารทหารไทยได้ยกให้เป็นปีที่ยางพาราจะ “รีเทิร์น”กลับมา“รุ่ง” อีกครั้ง หลังจากที่เป็น “ดาวร่วง”มาหลายปี โดยราคายางแผ่นดิบชั้น 3 ได้ร่วงลงไปสู่จุดต่ำสุดเมื่อต้นปี 2559 เหลือแค่ กก.ละ 30 บาทต้นๆ แต่ช่วงปลายปี 2559 ราคาก็กระเตื้องขึ้นมาเกือบ 60% จากต้นปี

ขณะที่แนวโน้มในปี 2560 ราคายางพารายังจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากหลายปัจจัยบวก ทั้งปัจจัยในประเทศที่รัฐบาลมีมาตรการปรับโครงสร้างการผลิตและการใช้ยาง เช่น สนับสนุนให้ใช้ยางในประเทศมากขึ้นและลดพื้นที่ปลูกยางเพื่อลดผลผลิต เป็นต้น ส่วนปัจจัยภายนอกประเทศจากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกกลับมาเป็น“ขาขึ้น”อีกครั้งตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ก็นับเป็นผลบวกต่อราคายางพาราในตลาดโลกให้พุ่งตามขึ้นมาด้วย

จากราคายางแผนร่มควันชั้น 3 ปิดตลาดเมื่อสิ้นปี 2559 ณ วันที่ 30 ธันวาคม ที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ที่กก.ละ 76.19 บาท พอเปิดตลาดปีใหม่ 2560 ราคาก็ยังไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่ 4 มกราคม อยู่ที่ กก.ละ 76.49 บาท มาถึงวันจันทร์ที่ 16 มกราคม ราคาได้ขึ้นมาถึงกก.ละ 88.21 บาทแล้ว

การที่ราคายางพุ่งขึ้นมากในช่วงไม่ถึง 2 สัปดาห์ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากปัญหาน้ำท่วมด้วย เพราะผลผลิตยางในภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ ลดหายไปจำนวนมาก เฉพาะที่นครศรีธรรมราช พื้นที่ปลูกยางแหล่งใหญ่ของภาคใต้จังหวัดเดียว ผลผลิตยางที่ออกสู่ตลาดก็หายไปวันละหลายหมื่นตัน จากการที่น้ำท่วม กรีดยางไม่ได้ แล้วยังผลผลิตยางที่เก็บไว้เดิมของเกษตรกรถูกกระแสน้ำพัดจมหายไปอีกมากด้วย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการที่ผู้ประกอบการบางส่วนแห่ซื้อตุนยางเก็บเข้าสต๊อกเพิ่ม เพราะเหลือเวลากรีดยางในช่วงนี้อีกไม่กี่สัปดาห์ ก็จะหมดรอบ หยุดกรีดยางแล้ว จึงเก็งว่าราคายังจะเพิ่มได้อีก

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย(สยยท.)ระบุว่า ปกติผลผลิตยางของภาคใต้จะออกมามากที่สุดช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม คิดเป็นปริมาณราว 5 แสนตันต่อเดือน และขณะนี้ราคากำลังดีมากเฉลี่ยเกินกก.ละ 80 บาท แต่หากจากนี้ไปจนถึงมีนาคม ต้นยางที่จมน้ำได้รับความเสียหาย จนไม่สามารถกรีดให้น้ำยางได้ จะกระทบรายได้ชาวสวนยางภาคใต้หายไปไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท ก็จะทำให้เศรษฐกิจและกำลังซื้อของภาคใต้หายไปอย่างมาก

ทาง สยยท.จึงได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงพล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เสนอแนวทางให้กยท.เร่งฟื้นฟูสวนยางหลังน้ำลดแล้ว โดยให้ระดมเจ้าหน้าที่ออกตรวจสวนยางทุกพื้นที่ ที่สำคัญต้องให้กรมวิชาการเกษตร เข้ามาแนะนำการบำรุงฟื้นฟูต้นยางให้ถูกต้อง โดยเฉพาะสวนยางที่ยังมีน้ำท่วมขัง ทำให้ต้นยางใบร่วงติดโรคได้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยางทั้งหลายในกระทรวงเกษตรฯ ต้องเร่งลงพื้นที่ เร่งช่วยฟื้นฟูสวนยาง เพื่อคืนโอกาสให้ชาวสวนยางได้กรีดยางขายในจังหวะที่ราคากำลังดีนี้ด้วย นี่ถือเป็นภารกิจ“คสช.คืนความสุข”จริงๆนะครับ

สาโรช  บุญแสง

สั่งพร้อมรับมือน้ำถล่มใต้รอบใหม่ l เผยพื้นที่การเกษตรเสียหายล้านไร่-เดือดร้อน4แสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252848

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าระหว่างวันที่ 16-18 มกราคม จะมีฝนมากขึ้นในภาคใต้ กรมชลประทาน จึงได้วางแผนรองรับสถานการณ์ ดังนี้ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระดับน้ำในคลองขนาน คลองบางสะพานใหญ่ บริเวณถนนเพชรเกษมต่ำกว่าตลิ่ง 4.50 ม. ยังคงติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่พร้อมแก้ปัญหาในทันที จ.สุราษฎร์ธานี เนื่องจากมีมวลน้ำอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งจะไหลมายัง อ.เมือง อยู่ตอนล่างของแม่น้ำตาปี ได้ระบายน้ำ ผลักดันน้ำ และพร่องน้ำรอ ขณะนี้แม่น้ำตาปีช่วง อ.เมือง ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งมาก ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง และกองทัพเรือติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 26 เครื่อง มีความพร้อมรับน้ำใหม่ทั้งมวลน้ำเก่า และฝนตกใหม่ ขณะที่ จ.ตรัง แม้ระดับน้ำลดลงต่ำกว่าตลิ่งแล้วแต่ยังคงเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมแก้ปัญหา

จ.นครศรีธรรมราช มวลน้ำในลุ่มน้ำปากพนังมีน้อยกว่า 500 ล้าน ลบ.ม. ลดลงจากวันที่ 9 มกราคม ไปกว่า 500 ล้าน ลบ.ม. โดยน้ำที่ยังค้างอยู่จะต้องสงวนบางส่วนไว้ใช้ รักษาระบบนิเวศ และกันน้ำทะเลรุกพื้นที่ 200 ล้าน ลบ.ม. จึงเหลือน้ำที่ต้องการระบายออก 300 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งน่าจะทันกับมวลน้ำฝนรอบใหม่

“ขอยืนยันรัฐบาลว่ารัฐบาลนี้ได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยมีการวางแผนเตรียมการ ทำงานบูรณาการทุกหน่วยงาน การบูรณาการทำงานอย่างหนักจากทุกหน่วยงาน ระดมสรรพกำลัง ระดมเครื่องมือ เครื่องผลักดันน้ำ เครื่องจักรหนัก เครื่องสูบน้ำ เร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง หากมีฝนมาเติม เพื่อลดความเดือดร้อนให้มีน้อยที่สุด พร้อมทั้งเร่งกำหนดมาตรการเยียวยาฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ขอให้ประชาชนให้ความเชื่อมั่นและติดตามข่าวสารโดยใกล้ชิด” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พื้นที่ประสบภัย 12 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง ระนอง สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และประจวบคีรีขันธ์ คาดว่าจะได้รับกระทบ ด้านพืช เกษตรกร 449,524 ราย พื้นที่ รวม 1,055,09 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 273,372 ไร่ พืชไร่ 46,353 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 735,365 ไร่ ด้านประมง เกษตรกร 24,361 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงที่คาดว่าจะเสี่ยหาย 39,292 ไร่ กระชัง 107,718 ตรม. ด้านปศุสัตว์ เกษตรกร 190,149 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ ได้แก่ โค-กระบือ สุกร แพะ แกะ และสัตว์ปีก รวม 8,868,410 ตัว แปลงหญ้า 18,843 ไร่

รายงานพิเศษ : มอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดาผู้สื่อข่าวสายเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252855

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จัดกันอย่างต่อเนื่องมานานหลายปีกับงานมอบทุนการศึกษาให้กับบุตร-ธิดา ของบรรดาผู้สื่อข่าวสายเกษตร โดยสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ซึ่งจะจัดทุกเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมทุกปี หรือวันเด็กแห่งชาตินั่นเอง เพื่อเป็นทุนการศึกษาและเป็นขวัญกำลังใจให้กับเด็กๆ ที่จะเป็นอนาคตของชาติในภายภาคหน้า จำนวน 50 ทุน ทุนละ 5,000 บาท ณ ห้องประชุมธีระ สูตะบุตร อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาเกษตรศาสตร์

สำหรับในปี 2560 นี้ ได้รับเกียรติจาก นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานในการมอบทุนดังกล่าว พร้อมกับให้โอกวาทแก่บรรดาเด็กๆ ทั้งหลาย นอกจากนี้ ยังมีผู้ใหญ่ใจดี ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรต่างๆ ร่วมสนับสนุนทุนการศึกษา และอาหารคาว หวาน ให้กับบรรดาเยาวชนของชาติ และผู้มาร่วมงานได้อิ่มหมีพลีมันกันแบบไม่อั้น ไม่ว่าจะเป็น เบทาโกร CPF ข้าวตราฉัตร ธ.ก.ส. กรมการข้าว สยามคูโบต้า ฯลฯ ทำให้กิจกรรมดังกล่าวสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

 

กยท.จับมือ2หน่วยงานรัฐ เพิ่มประสิทธิภาพช่วยเหลือเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252833

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560, 16.10 น.

กยท.จับมือ สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง นำเทคโนโลยีการอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน และใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรจากฐานข้อมูลทะเบียนกลาง (COUNTER SERVICE) เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรเตรียมพร้อมช่วยเหลือชาวสวนยางให้ครอบคลุม

17 ม.ค.60 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดย ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. และ สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง โดยมีนายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการขอใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรจากฐานข้อมูลทะเบียนกลางด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยวิธีบริการข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (COUNTER SERVICE) และการขอใช้โปรแกรมสำหรับสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อนำมาใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องและยืนยันตัวบุคคลในระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรของการยางแห่งประเทศไทย ทั้งเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้แทนสถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบกิจการยาง ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ การยางแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท.ได้เล็งเห็นความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบข้อมูลเกษตรกร จึงได้นำเทคโนโลยีที่ประเทศไทยได้จัดทำขึ้นเพื่อบันทึกข้อมูลประชาชนของประเทศ โดยมีสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานและดูแลรับผิดชอบข้อมูลดังกล่าว กยท.จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจำนวน 2 ฉบับ ว่าด้วยการขอใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรจากฐานข้อมูลทะเบียนกลางด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยวิธีบริการข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (COUNTER SERVICE) และการขอใช้โปรแกรมสำหรับสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินการตรวจสอบข้อมูลบุคคลในระบบขึ้นทะเบียนเกษตรกรของการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย ผู้ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้แทนผู้ประกอบกิจการยาง ซึ่งทั้งสองส่วนงานต่างสามารถดำเนินการใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกันได้ ด้วยการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

อย่างไรก็ตาม การขอใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรจากฐานข้อมูลทะเบียนกลางด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยวิธีบริการข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (COUNTER SERVICE) กยท. จะติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์พร้อมทั้งระบบสื่อสาร เพื่อรับหรือส่งข้อมูลที่ตรวจสอบและเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์พร้อมค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการตรวจสอบข้อมูล และพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถและเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้ และในส่วนของ ข้อตกลงว่าด้วยการขอใช้โปรแกรมสำหรับสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน นั้น กยท. จะเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ พร้อมค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการขอใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูล จากบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน และยืนยันตัวบุคคลในระบบขึ้นทะเบียนเกษตรกรของ กยท.จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียของ กยท. ขณะเดียวกันยังเป็นฐานข้อมูลที่นำไปใช้ในการช่วยเกษตรกรชาวสวนยางได้ทันท่วงทีกรณีเกิดภัยพิบัติที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเกิดขึ้นด้วย

 

ไฟเขียวเปิดตลาดนำเข้าถั่วเหลือง ครม.อนุมัติ3ปีซ้อนภายใต้กรอบWTOไม่จำกัดปริมาณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252693

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่4 มกราคม 2560 เห็นชอบการเปิดตลาดนำเข้าถั่วเหลือง 3 ปี ภายใต้กรอบ WTO โดยให้นำเข้าไม่จำกัดปริมาณ ในอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 0 ซึ่งมีเงื่อนไขให้ผู้มีสิทธินำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองต้องรับซื้อเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศจากเกษตรกรทั้งหมดในราคาที่กำหนดตามชั้นคุณภาพ โดยปรับราคารับซื้อขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจากปี 2559 กิโลกรัมละ 2 บาท ทุกชั้นคุณภาพ

สำหรับการเปิดตลาดนำเข้าถั่วเหลือง เป็นไปตามมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชที่มีรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง) เป็นประธาน โดยผู้มีสิทธินำเข้ามี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้นำเข้าเพื่อสกัดน้ำมัน ได้แก่ สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว 2. ผู้นำเข้าเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ได้แก่ สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออก สมาคมผู้ค้าสินค้าเกษตรกับประเทศเพื่อนบ้าน และสมาคมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป และ 3.นำเข้าเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารได้แก่ บริษัท กรีนสปอต จำกัด บริษัท แลคตาซอย จำกัด บริษัท ไทยเทพรสผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท แดรี่ พลัส จำกัด บริษัท ไทยชิม จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด คิคโคเคน บริษัทอาหารสากล จำกัด (มหาชน) บริษัท นอร์ธเทอร์น ฟู้ด คอมเพล็กซ์ จำกัด บริษัท บุญเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท โทฟุซัง จำกัด บริษัท อุเมะโนะฮานะ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สหชลพืชผล จำกัด บริษัทหยั่น หว่อ หยุ่น จำกัด บริษัท ซิตี้ฟูดจำกัด บริษัท อินทัชธนกร จำกัด และบริษัท ตอยยีบันฟู้ดส์ จำกัด

ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิ์นำเข้าข้างต้น ต้องรับซื้อเมล็ดถั่วเหลืองจากเกษตรกรภายในประเทศตามชั้นคุณภาพในราคาไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำที่กำหนด โดยเมล็ดถั่วเหลืองต้องมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 13 ของน้ำหนักมีการกำหนดขนาด สี สิ่งเจือปน เมล็ดเสียและเมล็ดแตก จำแนกออกเป็น 3 ชั้นคุณภาพ ได้แก่ เกรดสกัดน้ำมัน เกรดผลิตอาหารสัตว์ และเกรดแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร ในราคากิโลกรัมละ 17.50 บาท 17.75 บาท และ 19.75 บาท ณ ไร่นา ตามลำดับ และบวกเพิ่มให้กิโลกรัมละ 0.75 บาท สำหรับการรับซื้อ ณ หน้าโรงงาน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองมักจะขายโดยไม่คัดเกรด จึงขอให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับการจัดการคัดแยกคุณภาพเมล็ดถั่วเหลือง เพื่อให้ได้ตามชั้นคุณภาพที่กำหนด ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และผลตอบแทนมากขึ้น

รักษ์เกษตร : เกษตรในเมือง ทางเลือกบรรเทาโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252691

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม เกษตรในเมือง มีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทา และแก้ไขปัญหาโลกร้อน ได้อย่างไรบ้างครับ

ศุภกฤต เศรษฐีวัฒนา

อ.เมือง จ.เชียงใหม่

คำตอบ หลายประเทศ “เกษตรในเมือง”ได้รับการยอมรับและถูกผนวกเป็นนโยบายในการพัฒนาเมือง โดยเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในที่ดิน การจัดการของเสีย การจัดการมลภาวะ การใช้พลังงาน การพัฒนาภูมิทัศน์ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของเมือง ด้วยการใช้พื้นที่รกร้าง พื้นที่ว่าง รวมถึงอาคารสูง ตึกแถว คอนโดมิเนียม สำนักงาน ทำสวนผักคนเมือง ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก รวมถึงปลูกดอกไม้

เกษตรในเมือง ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่โลกกำลังเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหาร จากสาเหตุต่างๆ การทำเกษตรในเมือง ไม่ว่าจะเป็นการทำสวนผักในชุมชน หรือการปลูกผักกินเองที่บ้าน ก็ถือเป็นหลักประกันสำคัญ ที่แม้ว่าอาหารจะขาดแคลน หรือราคาแพงขึ้นเพียงใด ก็ยังมีอาหารที่ปลอดภัยไว้กินอย่างพอเพียง อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย

เกษตรในเมือง ช่วยสร้างพื้นที่สีเขียว ลดโลกร้อน และลดการใช้พลังงาน พื้นที่สีเขียว จะมีส่วนช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดภาวะโลกร้อน การปลูกผักบนดาดฟ้า หรือหลังคา สามารถช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ ซึ่งมีส่วนช่วยลดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศได้

เกษตรในเมือง เป็นแหล่งสำรองอาหารในยามฉุกเฉิน ในสถานการณ์น้ำท่วม เส้นทางถูกตัดขาด อาหารขาดแคลน เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ถ้าหากได้ปลูกผักไว้ทั้งบนระเบียง บนดาดฟ้า หรือทำเป็นสวนลอยฟ้า สวนแนวตั้ง ก็จะเป็นแหล่งอาหารสำรองไว้กินได้

เกษตรในเมือง ช่วยสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเป็นธรรม ตลอดจนสุขภาพของคนเมือง ต้องร่วมกันขับเคลื่อนเกษตรในเมือง เพื่อสร้างห่วงโซ่อาหารที่เป็นธรรมของคนเมือง ทั้งในเรื่องการผลิต การขนส่ง การตลาด และการบริโภค ซึ่งได้รับความไม่เป็นธรรมจากระบบการค้าอาหารสมัยใหม่ ที่ตกอยู่ในอำนาจของบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงการขับเคลื่อนเรื่องเกษตรในเมือง สิทธิในการเข้าถึงอาหารของกลุ่มคนจนเมือง เพื่อยกระดับอธิปไตยด้านอาหาร

เกษตรในเมือง ช่วยประหยัด ลดรายจ่าย สร้างงาน และสร้างรายได้ให้กับครอบครัว บ้านหรือชุมชน หากที่มีผลผลิตเหลือจากกินเองแล้ว ก็สามารถแบ่งขาย สร้างรายได้เสริมได้ นำไปสู่การสร้างอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น การแปรรูปอาหาร หรือทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ไว้จำหน่ายได้อีกทางหนึ่ง

เกษตรในเมือง ช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การรักษาความสะอาดการกำจัดขยะมูลฝอย การมีสวนสาธารณะจึงลดน้อยลง การทำเกษตรในเมือง ถือเป็นการช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพไว้ได้ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเรารู้จักนำพันธุ์ผักพื้นบ้านที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือมักจะถูกแทนที่ด้วยผักจีนเพียงไม่กี่ชนิด ก็จะเป็นการช่วยอนุรักษ์พันธุกรรมไว้ได้อีกทางหนึ่ง สามารถเรียกนก และแมลงให้เข้ามา ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศน์ให้ดีขึ้น

เกษตรในเมือง ช่วยลดระยะทางในการขนส่งอาหาร และลดพลังงานในการเก็บรักษา อาหารที่ซื้อกินกันในเมืองต้องขนส่งมาไกล ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่ง เป็นการสูญเสียพลังงาน ทั้งในการเดินทาง และการเก็บรักษา เสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง ยังก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ปัญหาโลกร้อนตามมาการทำเกษตรในเมือง จึงมีส่วนช่วยอย่างมากที่จะลดระยะทางในการขนส่งอาหาร ลดพลังงานในการเก็บรักษา และลดมลภาวะ อันก่อให้เกิดโลกร้อนตามมาอีกด้วย

เกษตรในเมือง ช่วยลดขยะ และทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การทำเกษตรในเมือง มีส่วนช่วยทำให้เมืองสามารถจัดการกับขยะอินทรีย์ เศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ รวมถึงกิ่งไม้ ใบไม้ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปัจจุบันก็เริ่มมีโครงการคัดแยกกิ่งไม้และนำไปบดย่อย เพื่อหมักทำปุ๋ยอยู่ สามารถนำมาใช้ทำปุ๋ย และหมุนเวียนกลับไปใช้ปลูกผักได้  หรืออาจมีการเลี้ยงสัตว์ พวกไส้เดือน หรือหมูช่วย เพื่อช่วยกำจัดขยะอินทรีย์ จะได้ปุ๋ยจากมูลสัตว์ รวมทั้งภาชนะเหลือใช้ต่างๆยังสามารถนำมาทำเป็นที่ปลูกผักได้อย่างคุ้มค่าอีกด้วย

รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันผลักดันเกษตรในเมือง ให้เป็นนโยบายสาธารณะ ด้วยการรวมพลังของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนที่อยู่ในเมือง ร่วมกันผนึกกำลัง และทำเรื่องเกษตรในเมืองให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ จะช่วยทำให้เมืองน่าอยู่ และคนในเมืองมีคุณภาพชีวิต ทั้งเรื่องอาหารการกิน สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น ควรช่วยกันสร้างองค์ความรู้ การปฏิบัติจริงในการปลูกพืชผักสวนครัวไร้สารเคมี พัฒนาผลผลิตที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ในสังคมที่ดี ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน หน่วยงาน และประเทศ โดยมีกิจกรรมการปลูกผัก หรือการทำเกษตรในเมือง เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ ทำให้คนได้ร่วมกันเรียนรู้ ทำกิจกรรม และแบ่งปันกัน

นาย รัตวิ

ตั้งศูนย์ช่วยเกษตรกรน้ำท่วมใต้ เตือนเก็บหลักฐานแปลงเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252692

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสงกรานต์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ส่งผลให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบด้านการเกษตร 12 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง ระนอง สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และประจวบคีรีขันธ์ มีเกษตรกร 444,685 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหายแยกเป็น ข้าว 272,183 ไร่ พืชไร่ 26,09 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 694,388 ไร่ รวม 992,680 ไร่

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งศูนย์ติดตามและแก้ไข ปัญหาภัยพิบัติการเกษตร เพื่อช่วยเหลือและติดตามปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับนโยบาย พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ด้านการเกษตร” ที่ได้รับผลกระทบ ประจำแต่ละอำเภอ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว รับแจ้งการขอรับความช่วยเหลือ โดยให้เกษตรตำบลประจำศูนย์ และมีเครือข่าย อกม. ช่วยขับเคลื่อนปฏิบัติงานในพื้นที่ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เร่งรัดให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย กรณีได้รับผลกระทบ (ครัวเรือนละ 3,000 บาท) ขณะนี้แต่ละจังหวัด ได้เร่งส่งรายชื่อ ให้กระทรวงเกษตรฯ เพื่อรวบรวม อนุมัติงบประมาณ ในการช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

สำหรับการสำรวจความเสียหายตามหลักเกณฑ์ การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรตามระเบียบกระทรวงการคลัง ปี พ.ศ.2556 ซึ่งตามหลักเกณฑ์ กรณีข้าว หากเสียหาย ได้ไร่ละ1,113 บาท พืชไร่ ไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบและคาดว่าพื้นที่จะเสียหาย ถ่ายภาพแปลงเสียหายไว้เป็นหลักฐานด้วย