วางระบบส่งน้ำคลองโพธิ์ กรมชลเร่งก่อสร้าง-ขยายพื้นที่ชลประทาน7.6หมื่นไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252560

วันจันทร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังจากกรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นอ่างฯขนาดกลางความจุ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แล้วเสร็จเมื่อปี 2556 นั้น ขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำเพื่อจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้ตามศักยภาพรวมประมาณ 76,000 ไร่ ซึ่งจะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ถึง 25 หมู่บ้าน 7 ตำบล 3 อำเภอ ซึ่งระบบส่งน้ำประกอบด้วย ฝายทดน้ำ อาคารทดน้ำ คลองส่งน้ำซ้าย-ขวา ระยะทางรวม 269 กิโลเมตร โดยจะแบ่งการก่อสร้างเป็น 2 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 เป็นการก่อสร้างฝายทดน้ำเขาหัวแดง และอาคารทดน้ำบ้านตลิ่งสูง ซึ่งอยู่ทางด้านท้ายอ่างฯและได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กำลังก่อสร้างคลองส่งน้ำความยาวรวม 84 กิโลเมตร พร้อมอาคารประกอบฝั่งขวา โดยได้ก่อสร้างไปแล้ว 15 กิโลเมตร สามารถเปิดพื้นที่ชลประทานได้ 6,000 ไร่ คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2562 ขยายพื้นที่ชลประทานได้รวม 27,200 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ อ.ชุมตาบง จ.นครสวรรค์ และ อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี

ระยะที่ 2 จะเริ่มก่อสร้างในปี 2560-2563 ความยาว 185 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ อ.ชุมตาบง และ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ จะสามารถเปิดพื้นที่ชลประทานใหม่ได้อีก 48,800 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างประกวดราคา

ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กล่าวต่อว่า ปกติในลำน้ำคลองโพธิ์เดิมมีฝายทดน้ำในลำน้ำ แต่เนื่องจากไม่มีอ่างเก็บน้ำด้านบนเป็นแหล่งน้ำต้นทุน ทำให้การส่งน้ำเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น พอมีอ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ ซึ่งในฤดูแล้งที่ผ่านมาสามารถกักเก็บน้ำต้นทุนได้ 50 ล้านลบ.ม. ก็สามารถส่งน้ำลงมาช่วยสนับสนุนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศในลำน้ำได้ ถ้ามีระบบส่งน้ำสมบูรณ์ พื้นที่ในลุ่มน้ำคลองโพธิ์ก็จะมีความมั่นคงด้านน้ำเพิ่มขึ้นชัดเจน

คพ.ติวเข้มจัดการน้ำเสียชุมชน แก้ปัญหาด่วนพื้นที่เสื่อมโทรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252559

วันจันทร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากชุมชนมีประมาณ 9.59 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เกิดขึ้นจากชุมชนเมืองระดับเทศบาล (2,440 แห่ง) ประมาณ 3.48 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน พื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบล (5,335 แห่ง) ประมาณ 5.25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และพื้นที่กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาประมาณ 0.86 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีการลงทุนในการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชนจนถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2559) เป็นจำนวนเงินประมาณ 83,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 101 แห่ง เป็นระบบฯ ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จจำนวน 96 แห่ง ชำรุด 8 แห่ง กำลังก่อสร้าง 2 แห่ง และชะลอโครงการ 3 แห่ง (จังหวัดสมุทรปราการ เทศบาลเมืองนครพนม และเทศบาลเมืองชุมพร) ปัจจุบันระบบบำบัดฯ ใช้งานได้ 88 แห่ง มีน้ำเสียเข้าเพียง 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 14.6 ของน้ำเสียชุมชน

สำหรับพื้นที่ชุมชนที่ต้องได้รับการจัดการเร่งด่วน ได้แก่ พื้นที่วิกฤติคุณภาพน้ำ พื้นที่เขตควบคุมมลพิษ พื้นที่คุ้มครอง
สิ่งแวดล้อม จังหวัดแหล่งท่องเที่ยว พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก สามารถคิดเป็นปริมาณน้ำเสียชุมชนประมาณ 5.87 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานํ้าเสียจากชุมชนซึ่งเป็นสาเหตุสําคัญประการหนึ่งที่ทําให้คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เสื่อมโทรม คพ. จึงได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเตรียมความพร้อมการจัดการน้ำเสียชุมชนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เร่งด่วน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมการจัดการน้ำเสียจากชุมชนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เร่งด่วน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นและปัญหาอุปสรรคของการจัดการน้ำเสียชุมชน

ขยายเป้าเกษตรแปลงใหญ่3ล้านไร่ เกษตรฯเปิดผลสำเร็จปี’59ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต4.2พันล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252562

วันจันทร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. เตรียมเสนอแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ หลังประสบอุทกภัยตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2559 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้สวนยางพาราของเกษตรกรในพื้นที่ 11
จังหวัดภาคใต้เกิดความเสียหายอย่างหนัก โดยจากการสำรวจล่าสุดมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเสียหายจำนวน 95,789 ราย มีพื้นที่เสียหายรวม 739,926 ไร่ ซึ่ง กยท. ได้ดำเนินการออกระเบียบแนวทางการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง โดยแบ่งความช่วยเหลือตามอายุของต้นยาง ได้แก่ กรณีต้นยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปีครึ่ง จะได้รับการจัดงวดงานใหม่ในสวนปลูกแทน
เป็นค่าแรงขุดหลุม พันธุ์ยาง ปุ๋ย ในการปลูกซ่อม โดยจะเสนอของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลมาชดเชยในส่วนที่เกษตรกรได้ดำเนินการไปแล้วแต่เกิดความเสียหาย หลังจากนั้นจะจ่ายเงินตามปกติ กรณีต้นยางมีอายุ 2 ปีครึ่ง แต่ไม่เกิน 7 ปี ให้จัดงวดงานภายในงวด และนำเงินคงเหลือในงวดที่ผ่านมารวมกับค่าเงินค่าแรงและวัสดุในงวดถัดไป อีก 1 งวดมาจ่ายให้ก่อน กรณีต้นยางมีการเปิดกรีดแล้วเสียหาย จนเสียสภาพสวน ให้ขอรับการปลูกแทนตามระเบียบ กยท. จำนวนไร่ละ 16,000 บาท ภายใต้กรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรร

ทั้งนี้ กยท. ได้ยื่นเสนอของบสนับสนุนจากรัฐบาลในเบื้องต้น จำนวน 455 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเสียหาย โดยอาศัยระเบียบการยางแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน พ.ศ.2558 มาตรา 49 (2) พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ในการปลูกแทนต้นยางที่มีความทรุดโทรมเสียหาย เพื่อเยียวยาพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในเบื้องต้น

นอกจากนี้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย จะพิจารณานำเงินงบประมาณจากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49 (5) จำนวน 398 ล้าน เพื่อช่วยเหลือในส่วนเงินสวัสดิการชาวสวนยาง 3,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อเยียวยาค่าครองชีพเกษตรกรชาวสวนยางที่เสียโอกาสในการกรีดยางในช่วงน้ำท่วม ซึ่งเป็นสวนยางที่ได้ขึ้นทะเบียนกับทาง กยท. ไว้แล้ว โดยปัจจุบันมีจำนวนทั้งหมด 1.4 ล้านราย

เกษตรบูรณาการ : งานเข้าตั้งแต่ต้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252563

วันจันทร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

251598

หลังการฉลองเทศกาลปีใหม่ในปีไก่ มาไม่กี่วัน ต้องบอกว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ต้องเรียกว่างานเข้า อันเนื่องมาจากปัญหาฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งปีนี้ชาวใต้ต้องทุกข์ระทมไม่น้อยอันเนื่องจากน้ำท่วมมากกว่าทุกปี ซึ่งสร้างความเสียหายแทบทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ งานนี้ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ  “พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ”ได้สั่งการเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทุกกรม โดยเฉพาะกรมชลประทาน ไปจนถึงกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนเป็นการเร่งด่วน

นอกจากนั้นยังได้สั่งการให้ทุกกรม ตั้งแต่ กรมประมง ปศุสัตว์ การยางแห่งประเทศไทย ที่ดูแลชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ เข้าสำรวจความเสียหาย และหาทางช่วยเหลือเกษตรกรให้เร็วที่สุด โดยจะต้องไม่รอให้น้ำลดแล้วถึงมาทำงาน ซึ่งบอกตรงๆ ว่ายุคนี้ต้องเร็วไม่ใช่ล่าช้าอืดอาดซึ่งจะไม่ทันการ เพราะท่านรัฐมนตรีบอกตรงว่า หลังปีใหม่ทุกคนต้องทำงานที่ไวขึ้น มิฉะนั้น อาจโดนมาตรการขั้นเด็ดขาด งานนี้ต้องบอกว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ให้ความร่วมมือร่วมใจของข้าราชการหลายกรมที่เจ้ากรมลงพื้นที่ร่วมกันช่วยเหลือเกษตรกร และประชาชนในพื้นที่ภาคใต้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ต้องบอกว่าทำงานหนักเป็นพิเศษ เพราะต้องขนเสบียง อาหารสัตว์ไปให้การช่วยเหลือปศุสัตว์ที่ขาดแคลนอาหารจากภาวะน้ำท่วม ขณะที่กรมอื่นๆ ทั้งกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และอีกหลายกรมต่างระดมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยการบัญชาการเองโดยรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” งานนี้ต้องขอปรบมือให้ และขอบคุณแทนพี่น้องชาวใต้จริงๆ ขอรับท่าน ซึ่งทั้งหมดแม้งานเข้าแต่ต้นปี แต่ต้องบอกว่า ยกแรก เรื่องความร่วมไม้ร่วมมือถือว่า สอบผ่าน

มาอีกเรื่องที่เป็นเรื่องดีๆ ที่เด็กตั้งหน้าตั้งตารอคอย หลังเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของปี 2560 งานของเด็กว่าด้วยเรื่องกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ก็เช่นเคยเหมือนทุกปี ที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องมีของแจกเด็กๆ เพื่อให้ความสุขกับเด็กๆ ซึ่งปีนี้กระทรวงเกษตรฯก็ร่วมกันจัดกิจกรรมวันเด็กที่สนามเสือป่า งานนี้ก็มีการแจกของเล่นกันแบบไม่อั้น ตั้งแต่สมุดดินสอ ไปจนถึงจักรยานสำหรับเด็กก็สนุกกันไป และได้ของกลับบ้านกันทุกคน โดยปีนี้นายกฯลุงตู่ของเด็กๆ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ได้ให้ คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2560 ว่า “เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” จะมั่นคงขนาดไหน ก็คงแล้วแต่หนูๆ น้องๆ ว่าจะเลือกเดินทางไหน ซึ่งที่สุด ต้องบอกว่า เด็กเหมือนผ้าขาวจะให้เป็นสีอะไร ก็คงจะแล้วแต่เบ้าหลอม กันหละขอรับท่าน

มาถึงเรื่องดีๆ อีกเรื่อง และต้องขอขอบพระคุณ ผู้มีอุปการคุณ ทุกท่านรวมคุณลุงปลัด “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” แทนลูกหลาน กระจอกข่าวชาวกระทรวงเกษตรฯ ที่เดินทางมามอบทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ ที่จะเป็นอนาคตของชาติ ที่จะก้าวไปสู่ผู้ใหญ่ในวันหน้าให้มีการศึกษาที่ดีขึ้น โดยปีนี้ทางสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมวันเด็กขึ้นที่อาคาร 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และได้มีการมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ พร้อมกับแจกของเล่นให้กับลูกหลาน และได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งต้องขอปรบมือให้อีกเช่นกัน … ขอบคุณครับ

ราชดำเนิน

กรมปศุสัตว์ร่วมกับซีพีเอฟ เร่งบรรเทาทุกข์เกษตรกรใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252369

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560, 19.31 น.

กรมปศุสัตว์ รับมอบอาหารสำเร็จรูป ไข่ไก่ และน้ำดื่ม จากซีพีเอฟ เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนและพี่น้องเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

เมื่อวันที่ 12 ม.ค.60 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ตระหนักถึงความเดือนร้อนของพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ จึงได้ร่วมกับองค์กรภาคเอกชนอย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่สนับสนุนอาหารสำเร็จรูปพร้อมน้ำดื่ม เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ถูกน้ำท่วมบ้านเรือนอย่างฉับพลัน และเส้นทางสัญจรถูกตัดขาด

“กรมปศุสัตว์ระดมความช่วยเหลือ แก่พี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัดมาอย่างต่อเนื่อง โดยหลายองค์กรให้การสนับสนุนเพื่อให้กรมฯสามารถนำอาหารน้ำดื่มไปมอบให้ถึงในพื้นที่ประสบภัยขอขอบคุณซีพีเอฟที่ร่วมสนับสนุนภาระกิจของกรมฯในครั้งนี้” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

นายประเสริฐ อนุชิราชีวะ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจสาขาต่างประเทศ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟสนับสนุนกรมปศุสัตว์ในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวใต้ผู้ประสบอุทกภัย ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์ข้าวปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน (รีทอร์ต) 3,300 ซอง ไข่สมุนไพร 4,000 ฟอง และน้ำดื่ม 20,000 ขวด และก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟได้ผนึกกำลังจากทุกหน่วยงานทั้งสำนักงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในพื้นที่ภาคใต้ นำโดยผู้บริหารและพนักงานซีพีเอฟจิตอาสาจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งธุรกิจสัตว์บกและสัตว์น้ำ ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ของพี่น้องประชาชนชาวใต้อย่างเต็มที่

 

‘บิ๊กฉัตร’สั่งเร่งพร่องน้ำลุ่มปากพนัง เตรียมพร้อมรับมือฝนรอบใหม่-มก.รับบริจาคช่วยผู้ประสบภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252203

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางลงลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ใน จ.นครศรีธรรมชาติ และ จ.ตรัง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ และการให้ความช่วยเหลือที่ องค์การบริหารส่วนตำบลช้างซ้าย อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ก่อนเดินทางต่อไปยังบ้านชะเมา หมู่ 6 ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อพบปะเกษตรกรเลี้ยงโค และสวนยางพารา เพื่อมอบถุงยังชีพและเสบียงสัตว์ จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังศาลากลางจังหวัดตรัง เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำท่วม และการก่อสร้างระบบผันน้ำเลี่ยงเมือง และตรวจเยี่ยมจุดก่อสร้างระบบผันน้ำเลี่ยงเมืองของ จ.ตรัง

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้มีสถานการณ์หนักที่สุด คือ จ.นครศรีธรรมราช เนื่องจากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน มี 2 พื้นที่ คือ อ.เมือง ซึ่งน้ำมาจากเทือกเขาหลวง ไหลผ่านคลองท่าดี ลงทะเลแต่คลองเล็กระบายไม่ทัน ส่วนอีก
พื้นที่ คือ ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งครอบคลุมหลายอำเภอ มีมวลน้ำรอการระบาย ประมาณ 800 ล้าน ลบ.ม. จึงสั่งการให้กรมชลประทานประสานกับจังหวัดติดตั้งและดูแลเรื่องไฟฟ้าในการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 3 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้แล้วเสร็จภายใน 7-10 วัน ก่อนที่ฝนรอบใหม่ที่คาดการณ์จะมาในช่วงวันที่ 20 ม.ค.นี้

“มาตรการเร่งด่วนขณะนี้ คือ เร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุด โดยเพิ่มเติมจุดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อระบายออกทะเลให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน ต้องพิจารณาเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งด้วย พร้อมทั้งจัดทำแผนระยะกลางและระยะยาวในการแก้ปัญหา เช่น การผันน้ำเลี่ยงเมือง ซึ่งเริ่มทำแล้วที่หาดใหญ่ และ ตรัง กำลังจะดำเนินการที่นครศรีธรรมราช ในส่วนลุ่มน้ำปากพนัง บางส่วนได้ทำแล้วมีแผนแล้ว 3 แห่ง ยังขาดอีก 1 แห่ง เนื่องจากติดปัญหาที่ดิน ดังนั้น ทางจังหวัดต้องช่วยเจรจากับประชาชนในพื้นที่ และพิจารณาจัดทำคลองระบายน้ำเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำทั้งหน้าฝนและหน้าแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

ขณะที่มาตรการช่วยเหลือทั้งระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้า และการฟื้นฟู เยียวยานั้น ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ 11 ท่านประจำในพื้นที่ภาคใต้ 11 จังหวัดเพื่อบูรณาการทำงานกับจังหวัดในการจัดทำแผนฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งเบื้องต้นขณะนี้ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์เพิ่มทีมเฉพาะกิจจากส่วนกลางกว่า 200 นาย ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือให้สัตว์กลับที่โดยเร็ว และแนะนำการทำคอกสัตว์ให้ปลอดเชื้อ ป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดด้วยในส่วนของพืชให้หน่วยในกระทรวงเกษตรฯ จะเข้าไปดูผลกระทบของพืชโดยเฉพาะพืชสวน เช่น ปาล์ม ยาง ในพื้นที่น้ำท่วม แนะนำเกษตรกร วางแผนการฟื้นฟู รวมทั้งบางพื้นที่อาจจะต้องวางแผนการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตร วงรอบการเพาะปลูก การเร่งรัดเบิกจ่ายเงินตามระเบียบทางราชการต่างๆ จะต้องดำเนินการโดยเร็ว

ด้าน ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชื่อบัญชี “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วยเอื้อเพื่อชาวใต้” เลขที่บัญชี 069-2-60966-2 เพื่อรับบริจาคเงินจากผู้มีจิตศรัทธาและประชาชนทั่วไปนำไปช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดภาคใต้

นอกจากนี้ สภานิสิต องค์การบริการองค์การนิสิต และกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังได้เปิดรับบริจาคสิ่งของ เครื่องอุปโภคและบริโภค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยผู้มีจิตศรัทธาสามารถนำมาบริจาคได้ที่ อาคารเทพศาสตร์สถิตย์ เวลา 09.00-18.00 ทุกวัน

ดร.จงรัก กล่าวด้วยว่า สำหรับความช่วยเหลืออื่นๆ มหาวิทยาลัยได้อนุมัติให้ความช่วยเหลือนิสิตที่ประสบภัยพิบัติเป็นค่าครองชีพเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน โดยนิสิตจะต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่รัฐบาลประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ และเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของบิดามารดาหรือผู้มีรายได้หลักเลี้ยงดูครอบครัว ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการศึกษา และการดำรงชีพของนิสิต โดยนิสิตที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อและยื่นคำร้องได้ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองกิจการนิสิต ชั้น 1 อาคารระพี สาคริก

โรคระบาดสตรอเบอร์รี่ เกษตรฯเตือน‘ราแป้ง-แอนแทรคโนส’ทำลายผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252201

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่ ในระยะนี้มีอากาศเย็น อุณหภูมิลดต่ำลง บางพื้นที่มีลมแรง และช่วงเช้ามักมีน้ำค้าง จึงขอให้เฝ้าระวังการระบาดของ 2 โรค คือ โรคราแป้ง และโรคแอนแทรคโนส สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของสตรอเบอร์รี่ สำหรับโรคราแป้ง จะพบเชื้อรามีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายผงแป้งขึ้นกระจัดกระจายตามส่วนต่างๆ ของพืช เมื่ออาการรุนแรงจะทำให้เกิดแผลใต้ใบสตรอเบอร์รี่เปลี่ยนเป็นสีม่วง และใบบิดม้วนขึ้น ถ้าเป็นที่ผลจะทำให้ผลมีขนาดเล็กและสีไม่สม่ำเสมอกัน เกษตรกรต้องหมั่นดูแลและบำรุงรักษาต้นสตรอเบอร์รี่ให้มีความแข็งแรง สมบูรณ์ และควรหมั่นตรวจตรากำจัดวัชพืชในแปลงปลูก หากพบโรคให้รีบเก็บใบหรือส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที จากนั้นพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช สารเบโนมิล 50%ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 6 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน

ส่วนโรคแอนแทรคโนส มักพบอาการบนไหล จะมีแผลเล็กสีม่วงแดงขยายลุกลามตามความยาวสายไหล ต่อมาแผลที่ขยายยาวจะเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล ทำให้เกิดรอยคอดของไหลบริเวณที่เป็นแผล ไหลจะแห้งและตายในที่สุด อาการบนผล พบแผลฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อรอบขอบแผลสีซีด แผลยุบตัวลง หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่จนทำให้ผลเน่า และในสภาพที่มีอากาศชื้นอาจพบกลุ่มสปอร์สีส้มของเชื้อราอยู่บริเวณแผล และยังสามารถพบอาการของโรคได้ที่ใบ ก้านใบ โคนต้นและรากได้อีกด้วย

สำหรับแนวทางในการป้องกันกำจัด เกษตรกรต้องตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช สารฟลูโอไพแรม+สารไตรฟลอกซีสโตรบิน 25%+25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร กรณีพบโรคเริ่มระบาดให้งดการให้น้ำแบบ พ่นฝอย ควรให้แบบระบบน้ำหยด และหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตสตรอเบอร์รี่แล้ว ให้เก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และเลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค

ลุยยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร เร่งสร้างการรับรู้มาตรการด้านความปลอดภัยแก่ประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252200

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งจะต้องสร้างการรับรู้และความตระหนักให้แก่ประชาชนให้ได้ทราบถึงมาตรฐานการรับรองความปลอดภัยต่างๆ ว่า หน่วยงานใดเป็นผู้รับรอง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน เช่น หากเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็จะเรียกว่าสินค้าปลอดภัย แต่ถ้าเป็นการรับรองสินค้าอินทรีย์ เรียกว่า

ออร์แกนิกไทยแลนด์ หรือแม้แต่มาตรฐานการรับรองระดับต่างๆ เช่น GAP หรือ สินค้า Q เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องสร้างสถานที่สำหรับขายสินค้าเพื่อหาตลาดให้กับสินค้าเหล่านั้น รวมทั้งมีการตรวจติดตามสินค้าเกษตร โดยมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดจากหน่วยงานราชการด้วย

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดคำจำกัดความเกี่ยวกับสินค้าเกษตรไว้ 2 ประเภท ได้แก่ เกษตรปลอดภัย หรือ เกษตรที่ได้รับรองมาตรฐาน Good Agricultural Practice
(GAP) คือ “การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสําหรับการผลิตพืชเพื่อเก็บเกี่ยวผลิตผลสําหรับใช้เป็นอาหาร เช่น พืชผัก ไม้ผล
พืชไร่ พืชเครื่องเทศ พืชสมุนไพร ทุกขั้นตอนของการผลิตในระดับฟาร์มและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งมีการบรรจุ และ/หรือรวบรวม ผลิตผลเพื่อจําหน่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ผลิตผลที่ปลอดภัย มีคุณภาพเหมาะสมในการบริโภค โดยคํานึงถึงสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน”

ด้าน นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดหาสถานที่สำหรับจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร โดยได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2560 โดยจะมีการเปิดตลาดที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หน่วยงานราชการ และภาคเอกชนจัดตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก. ของดีเมืองเพชรบุรี การปรับปรุงพื้นที่ Mini อ.ต.ก. ขอนแก่น Mini อ.ต.ก. สงขลา ให้เป็นตลาด อ.ต.ก. แบบถาวร และจะเปิดตลาด อ.ต.ก. กทม. เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการบริหารสินค้าเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ยังจะจัดพื้นที่ในตลาด อ.ต.ก. ให้กับ Young Smart Farmer นำสินค้าหมุนเวียนมาจำหน่ายอีกด้วย

“วิปสนช.”ยัน 7 สนช.ลาถูกต้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262310


หมอเจนต์ ศิรธรานนท์, หมอเจตน์ ยัน 7 สนช.ลาถูกต้อง, 7 สนช.ลาหยุด, ข่าวการเมือง คมชัดลึก, วิป, ยัน, ถูกต้อง, วิปสนชยัน, สนชลาถูกต้อง, วิปสนช, มีชัย

การเมือง  : 28 ก.พ.60

“วิปสนช.”ยัน 7 สนช.ลาถูกต้อง

“วิปสนช.”ยัน 7 สนช.ลาถูกต้อง ฟุ้งข้อบังคับการประชุมเข้มกว่าร่างรธน.ฉบับ “มีชัย” ระบุเหตุลาเกินเกณฑ์ ถูกหักเงิน 40,000 บาท

                28 ก.พ.60 –  ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(วิปสนช.) กล่าวถึงกรณี 7 สมาชิกสนช. ลาการประชุม ว่า จากการตรวจสอบของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภายืนยันว่า สมาชิกทั้ง 7 คนลาประชุมถูกต้อง เนื่องจากประธานสนช.ได้อนุมัติการลาแล้ว ซึ่งการลามี 2 แบบ คือ 1.การลาที่เกี่ยวข้องกับกิจการของสภา และ2.การลาที่เกี่ยวข้องกับงานประจำของแต่ละสมาชิก ซึ่งสนช.ทั้ง 7 คนได้อนุมัติลาอย่างถูกต้อง  ดังนั้นการลงมติจึงไม่ได้นับ เพราะถือว่าลาแล้ว รวมทั้งยังเป็นไปตามข้อบังคับของสนช. นอกจากนี้ 7 สมาชิกยังไม่ได้ถูกหักเงินเพิ่มจำนวน 40,000 บาท เพราะได้ลาอย่างถูกต้อง

นพ.เจตน์ กล่าวว่า ตามมาตรา 111 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังรอโปรดเกล้าฯ กำหนดว่าหากขาดประชุม 1 ใน 4 ของจำนวนวันประชุม ถือว่าขาดสมาชิกภาพ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากประธานรัฐสภา ซึ่งถือว่าข้อบังคับของสนช.เข้มกว่า เนื่องจากได้กำหนดว่าหากลงมติ ไม่ถึง 1 ใน 3 ของจำนวนครั้งที่มีการแสดงตน เพื่อลงมติทั้งหมด ภายใน 90 วัน ถือว่าสนช.ขาดสมาชิกภาพ

เมื่อถามว่าข้อบังคับสนช. อนุญาตให้สมาชิกลาได้แบบไม่จำกัด หากประธานสนช.อนุญาต นพ.เจตน์ ชี้แจงว่า ถ้าไม่จำเป็นสมาชิกก็ไม่ต้องการลา เพราะถ้าลาเกินกว่าที่กำหนดก็จะมีเงินเพิ่ม จำนวน 40,000 บาท คุมอยู่อีกชั้น หากลาเกินจะถูกหักเงินจำนวนดังกล่าว

 

“นายกฯ”สั่งสตง.ตรวจสอบงบดูงานต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262305


สตง., งบดูงานต่างประเทศ, นายกฯ, สั่ง, สตง, ตรวจสอบ, ดูงาน, ต่างประเทศ

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 28 ก.พ.

“นายกฯ”สั่งสตง.ตรวจสอบงบดูงานต่างประเทศ

“นายกฯ”สั่งสตง.ตรวจสอบงบดูงานต่างประเทศทุกหลักสูตร ใช้เงินคุ้มหรือไม่ เน้นมีประโยชน์คุ้มค่า พร้อมสรุปรายงานส่งด้วย

        28 ก.พ. – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม.ถึงกรณีที่สำนักงานตรวจเงินเผ่นดิน (สตง.) จะมีการตรวจสอบงบประมาณไปดูงานต่างประเทศขององค์กรอิสระต่าง ๆ ว่า ขณะนี้กำลังให้ตรวจสอบอยู่ ซึ่งต้องตรวจสอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรขององค์กรไหนก็ตาม จะต้องไปดูว่ามันเหมาะสมหรือคุ้มค่าหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีเลยก็คงไม่ใช่ เพราะถ้ามีแล้วเกิดประโยชน์ก็ควรมี แต่จะมีอย่างไร ต้องประหยัดงบประมาณแค่ไหน อย่างไร และไปทำจริงหรือไม่

“หลัง ๆ ผมได้กำชับเสมอว่าไปไหน มาไหนต้องสรุปรายงานให้ผมทราบ เพราะการไปดูงานบางทีผมก็นำมาใช้ เช่นไปดูงานที่ญี่ปุ่น ไปดูเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขาไปดูมาแล้ว ก็มาเล่าให้ผมฟัง ผมจะได้เอาไปให้เขาพิจารณาว่าเราควรจะทำอย่างไร หรือจะประยุกต์อย่างไรให้เข้ากับเรา ซึ่งหลายคณะก็รายงานกลับมา ส่วนเรื่องการใช้เงินว่าคุ้มหรือไม่ ก็ให้สตง.เป็นผู้ตรวจสอบเอง เนื่องจากมันมีหลายหลักสูตรและเกิดขึ้นมานานแล้วด้วย ตอนนี้เราต้องมาตีกรอบกันว่าควรจะทำอย่างไร จะได้ชัดเจนขึ้น จะบอกว่าไม่ให้ดูอะไรกันเลยมันก็ลำบากเพราะหลายประเทศเขาก็มีการดูกันอยู่” นายกฯ กล่าว