หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งหนักสุดในปี 2017 กังขาทิศทางนโยบายทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892226


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร ลดลงมากที่สุดตั้งแต่เข้าสู่ปี 2017 เป็นต้นมา ในขณะที่ความสงสัยเกี่ยวกับความสามารถของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันนโยบายของเขาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 21 มี.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 237.85 จุด หรือ 1.14% ปิดที่ 20668.01 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 29.45 จุด หรือ 1.24% ปิดที่ 2344.02 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 107.70 จุด หรือ 1.82% ปิดที่ 5793.83 จุด

ดัชนีหุ้นใหญ่ทั้ง 3 ของสหรัฐฯ ดิ่งลงหลังประธานาธิบดีทรัมป์ เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อกดดันเหล่าสมาชิกสภาคองเกรส ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการโหวตลงมติเกี่ยวกับร่างกฎหมายสุขภาพใหม่ที่นายทรัมป์สนับสนุน ซึ่งจะนำมาใช้แทนโอบามาแคร์ ในวันพฤหัสบดีนี้ ท่ามกลางความสงสัยว่าเมื่อไรมาตรการลดภาษี และลดข้อบังคับที่เขาสัญญาไว้จะเกิดขึ้นเสียที

ความสงสัยดังกล่าวทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารตกลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวานนี้ ในขณะเดียวกัน ตลาดยังได้รับผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมัน ซึ่งหุ้นกลุ่มบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมด้วย

 

5 เม.ย.เปิดราคาตั๋วร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892187


นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเปิดประมูลโครงการเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์บนรถโดยสารประจำทาง 2,600 คัน สัมปทาน 5 ปี วงเงิน 1,786.59 ล้านบาท เพื่อนำมาเชื่อมโยงกับระบบตั๋วร่วมหรือบัตรแมงมุม บริการบัตรเดียวใช้บริการได้ทุกระบบขนส่ง ตามโครงการของกระทรวงคมนาคม โดยได้เปิดประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Auction ไปแล้วเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ยื่นซองรวม 4 กลุ่มบริษัท โดยทุกกลุ่มที่ยื่นเป็นการรวมตัวกันของบริษัทไทยและต่างประเทศหลายบริษัท และจากการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นพบว่า มีผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ 3 กลุ่มบริษัท จากทั้งหมด 4 กลุ่มบริษัท สำหรับกลุ่มบริษัทที่ตกคุณสมบัติ 1 ราย เพราะไม่เคยมีผลงานด้านระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (e-Ticket) สําหรับรถโดยสารมาก่อน

ทั้งนี้ ขั้นตอนต่อไป ขสมก.จะเปิดให้ 3 กลุ่มบริษัทที่เหลือทำการสาธิตระบบว่า มีการใช้งานได้จริงหรือไม่ ระหว่างวันที่ 23-25 มี.ค. โดย ขสมก.จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบระบบภายในวันที่ 27 มี.ค.นี้ และกำหนดให้ผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดเสนอราคาในวันที่ 5 เม.ย.

“หลังเปิดให้เสนอราคาวันที่ 5 เม.ย. คณะกรรมการจัดซื้อจะพิจารณาว่า รายใดเสนอราคาต่ำสุด โดยนำผลการคัดเลือกเสนอให้คณะกรรมการ ขสมก.พิจารณาอนุมัติ ในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ คาดว่าจะเซ็นสัญญาได้ปลาย พ.ค.นี้ และจะสามารนำรถลอตแรก 100 คัน มาเปิดให้บริการในเดือน ก.ย.”.

 

ผิดกฎหมายผ่อนปรนไม่ได้ควรยุติชั่วคราว ลุยล่อซื้อ-ปรับ-จับอูเบอร์ต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892181


นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก

ล่อซื้อ-ปรับ-จับอูเบอร์ต่อ หลังเจรจาเสร็จ แต่อูเบอร์ยืนยันให้บริการต่อ รองปลัดคมนาคมย้ำควรหยุดชั่วคราวเพื่อความชัดเจน เพราะขณะนี้ผิดกฎหมาย ไม่สามารถผ่อนปรนได้ ไม่หยุดยิ่งทำให้ยาก ขณะที่สมาคมแท็กซี่ระบุ อีกหน่อยแท็กซี่ที่ถูกเพิกถอนใบขับขี่ จะไปขับอูเบอร์หมด เพราะไม่มีการตรวจสอบใดๆ

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า จากที่มีการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาการให้บริการรถที่ผิดกฎหมาย โดยนำรถส่วนบุคคลหรือรถป้ายดำมาวิ่งให้บริการเป็นรถโดยสารสาธารณะ ภายใต้บริการของแท็กซี่อูเบอร์นั้น ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายไทยรองรับ และอูเบอร์เป็นคนเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางออกด้านกฎหมายร่วมกัน ทั้งกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งจะใช้เวลาศึกษา 6-12 เดือนจากนี้ โดยระหว่างรอผลการศึกษา ขอให้อูเบอร์หยุดให้บริการ แต่อูเบอร์ยืนยันว่าจะให้บริการต่อ โดยไม่รอผลการศึกษา ทำให้ทางคณะกรรมการจัดระเบียบรถตู้ ซึ่งมีทั้งทหาร ตำรวจ และ ขบ.ต้องดำเนินให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะการล่อซื้อ จับ ปรับ ตามที่มีการร้องเรียน เพราะขบ.ถือว่าการให้บริการดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

“การเข้ามาตรวจจับรถอูเบอร์ ถือเป็น 1 ในนโยบายจัดระเบียบรถสาธารณะของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งรถตู้โดยสาร รถมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่ ขนาดรถโดยสารสาธารณะที่ถูกกฎหมาย หากปฏิบัติไม่ถูกตามเงื่อนไขข้อบังคับตามกฎหมาย เช่น รถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร, กิริยาวาจาไม่สุภาพ โกงมิเตอร์ ขนส่งทางบกยังเรียกมาตักเตือน ปรับ จับเลย และนี่รถผิดกฎหมาย เพราะนำรถส่วนบุคคลมาให้บริการสาธารณะ หากมีการร้องเรียน ตรวจพบว่าทำผิด ก็ต้องถูกจับแน่นอน”

ด้านนายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานการพิจารณาแก้ไขปัญหาอูเบอร์ กล่าวว่า ในระหว่างที่กำลังหาทางออกร่วมกัน การที่ทางอูเบอร์ยังยืนยันที่จะให้บริการต่อ จะทำให้การเจรจาในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้ายากขึ้น โดยเฉพาะหากผู้ที่เดือดร้อน อันได้แก่ แท็กซี่ถูกกฎหมายไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้คุ้มครอง ก็จะยิ่งทำให้การเจรจายุ่งยากขึ้นแน่

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ขบ.พยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้ และพูดคุยกับอูเบอร์หลายครั้ง เพราะการให้บริการแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่นเป็นเทคโนโลยีใหม่ ซึ่ง ขบ.ก็ยอมรับและออกเป็นประกาศรับรองมาแล้ว แต่ปัญหาของอูเบอร์ในขณะนี้คือใช้รถผิดประเภทกับผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายที่ไม่สามารถที่จะยอมรับหรือผ่อนผันได้ ส่วนแนวคิดเรื่อง Ridersharing หรือการใช้รถร่วมกันแบบคาร์พูลนั้น ยอมรับว่ายังเป็นเรื่องใหม่ ต้องศึกษารายละเอียดหรือเงื่อนไขให้ชัดเจน เชื่อว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 6-12 เดือน

ด้านนายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ กล่าวยอมรับว่า มีผู้ขับขี่รถแท็กซี่บางส่วน ที่มีพฤติกรรมที่ไม่ดี ทั้งปฏิเสธผู้โดยสาร เอาเปรียบในรูปแบบต่างๆ แต่ก็ต้องเห็นใจคนขับดีๆอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนกรณีที่อูเบอร์ยืนยันจะยังให้บริการต่อไปนั้น ทางสมาคมก็ต้องกดดันให้ ขบ.จับปรับ และหากยังไม่ได้ผล ก็จะทำหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช. สั่งระงับห้ามรถที่ไม่ได้รับอนุญาตออกมาวิ่งให้บริการ เพราะถือว่ารถเหล่านี้ เป็นรถที่ผิดกฎหมาย สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือผู้ให้บริการของอูเบอร์เป็นใครก็ได้ แค่ไปขึ้นทะเบียน ไม่ต้องตรวจสอบประวัติ ดังนั้น ต่อไปอาจได้เห็นผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่กระทำความผิด จนถึงขั้นเพิกถอนใบขับขี่รถสาธารณะ ผันตัวไปขับอูเบอร์เพราะใช้ใบขับขี่ส่วนบุคคล ไม่มีการตรวจสอบประวัติ ไม่ต้องขึ้นทะเบียนหรืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ขบ.และไม่มีการทำประกันภัยผู้โดยสาร.

 

“จีน” แชมป์เที่ยวสาดน้ำสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892171


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. คาดว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ปี 2560 ระหว่างวันที่ 13-17 เมษายนนี้ จะมีรายได้ 16,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ 8,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% มีจำนวนนักท่องเที่ยว 470,000 คน เพิ่มขึ้น 10% ส่วนตลาดในประเทศมีรายได้ 8,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% มีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.47 ล้านคน/ครั้ง จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.26 ล้านคน/ครั้ง

สำหรับจำนวนเที่ยวบินเช่าเหมาลำระหว่างวันที่ 13-17 เมษายนนี้ เข้าประเทศไทยมีจำนวนทั้งหมด 28 เที่ยวบิน เข้าภูเก็ต 23 เที่ยวบิน เชียงใหม่ 1 เที่ยวบิน และกระบี่ 4 เที่ยวบิน โดยเป็นเที่ยวบินจากจีนมากที่สุด 22 เที่ยวบิน ส่วนที่เหลือมาจากสหราชอาณาจักรและสวีเดน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาช่วงสงกรานต์คาดว่าจะมีวันพักเฉลี่ย 3 วัน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปราว 17,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% โดยตลาดแอฟริกาและยุโรปมีแนวโน้มการจองเพิ่มขึ้นดีที่สุด มากกว่า 60% รองลงมาเป็นโอเชียเนีย เพิ่มขึ้น 35% และจากอาเซียน เพิ่มขึ้น 18% ใกล้เคียงกับภูมิภาคอเมริกาที่เพิ่มขึ้น 16% และหากแยกเป็นรายประเทศ พบว่า 5 ประเทศที่มีจำนวนยอดจองตั๋วโดยสารเข้ามาช่วงสงกรานต์มากสุด คือ จีน ฮ่องกง เยอรมนี อังกฤษ และออสเตรเลีย และตลาดที่มีอัตราเติบโตของยอดจองเพิ่มมากที่สุด คือ ฮ่องกงเพิ่มขึ้น 140% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่มขึ้น 137% แอฟริกา เพิ่มขึ้น 110% และอิตาลี เพิ่มขึ้น 80% “มั่นใจว่าตลาดในประเทศจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งด้านจำนวนและค่าใช้จ่าย หลังแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้คนไทยกล้าเดินทางมากขึ้น โดยมีการปรับเพิ่มเที่ยวบินภายในประเทศช่วงสงกรานต์มากถึง249 เที่ยวบิน”.

 

ทุ่ม 1.6 หมื่นล้านผุดเมืองสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892166


นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบลงทุน 16,000 ล้านบาท สร้างอาณาจักร “เมืองแห่งสุขภาพ” บนพื้นที่ 140 ไร่ ที่รังสิต ปทุมธานี โดยภายในโครงการจะประกอบด้วยโรงพยาบาล ศูนย์พักฟื้นและฟื้นฟูผู้ป่วย ศูนย์รวมสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพขนาดใหญ่ ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังสร้างบ้านพักภายในโครงการเพื่อให้ผู้สูงวัยได้เข้ามาอยู่อาศัย เฟสแรก 1,300 ยูนิต โดยภายในที่พักได้ออกแบบก่อสร้าง และใช้อุปกรณ์ภายในที่มุ่งเน้นในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก และภายในโครงการจะมีบริการดูแลผู้สูงวัยอย่างครบวงจร มีคลับเฮ้าส์ สปอร์ตคอมเพล็กซ์ สปา สนามไดรฟ์กอล์ฟ สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น เพื่อรองรับการสันทนาการของผู้สูงวัยที่พักในโครงการ รวมทั้งการทำกิจกรรมร่วมกับลูกหลานและครอบครัว นอกจากนี้ยังมีห้องสมุด ห้องสวดมนต์ ห้องนั่งสมาธิ ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดขายที่พักสำหรับผู้สูงวัยได้ภายในกลางปีนี้ “เมืองแห่งสุขภาพนี้ พร้อมรองรับผู้ที่ต้องการมีสุขภาพที่ดี ให้มาใช้บริการ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ป่วย แต่ผู้ที่แข็งแรงดี ก็เข้ามาใช้บริการได้ เพราะที่นี่มีบริการเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างครบวงจร นอกจากการสร้างบ้านพักให้ผู้สูงวัย ที่จะรองรับสังคมผู้สูงวัยให้สูงวัยอย่างมีความสุข คือมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อรองรับประเทศไทยที่ก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุในอนาคต”

นพ.บุญยังกล่าวต่อว่า สำหรับธุรกิจอื่นๆนอกจากธุรกิจโรงพยาบาลที่กลุ่มธนบุรีมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจำนวนมาก โดยมีศูนย์แพทย์เฉพาะทางเช่นศูนย์หัวใจแล้ว ซึ่งมีการเติบโตและมีผู้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเน่ือง โดยมีนโยบายที่จะยกระดับการให้บริการผู้ป่วยให้มีศักยภาพในการรักษาสูงขึ้นเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ส่วนการรับจ้างบริหารโรงพยาบาลทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะการรับจ้างบริหารโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับบริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน ขณะที่จ่ายค่าใช้จ่ายเท่าโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีมาก นอกจากนี้ยังกำลังสร้างโรงพยาบาลศูนย์พักฟื้น ธนบุรี เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นและสามารถออกจากโรงพยาบาลให้มาอยู่ในศูนย์พักฟื้น ซึ่งโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วยได้อีกด้วย ทั้งนี้บริษัทมีเป้าหมายผู้นำในธุรกิจบริการด้านสุขภาพครบวงจร โดยมุ่งเน้นการรักษาพยาบาลและให้บริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานในราคาที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงการบริการได้.

 

‘พาณิชย์’ ดึง 24 บิ๊กเอกชน ปั้นโอทอปไทย ขยายช่องทางตลาดเข้าห้างค้าปลีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892046


‘พาณิชย์’ ดึง 24 บิ๊กเอกชน ช่วยปั้นโอทอปไทย แนะพัฒนาสินค้า ขยายช่องทางตลาด นำร่องคัดเลือกโอทอป 3-5 ดาว 2,380 ราย จับคู่ธุรกิจกระจายสินค้าเข้าห้างค้าปลีก แหล่งท่องเที่ยว และสนามบิน

เมื่อวันที่ 21 มี.ค.60 น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยภายหลังการประชุมเพื่อพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์และขยายช่องทางตลาดโอทอปตามแนวทางประชารัฐว่า ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนส่งเสริมและผลักดันสินค้าโอทอปของไทยให้เป็นที่รู้จัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด จึงได้เชิญภาคเอกชนรายใหญ่ 24 ราย ประกอบด้วย กลุ่มผู้ซื้อ ผู้ค้า และผู้ใช้ จำนวน 14 บริษัท ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัล การบินไทย คิงพาวเวอร์ ซีพี ออลล์ เซ็นทรัล ฟู๊ด รีเทล เดอะมอลล์ กรุ๊ป ตำรับไทยสมุนไพร นารายภัณฑ์ บางจากปิโตรเลียม บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สยามเจมส์ กรุ๊ป สยามพิวรรธน์ เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม และ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง

นอกจากนี้ยังได้ถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดผลิตภัณฑ์ 10 หน่วยงาน ได้แก่ ศูนย์อบรมแพ็ทเทิร์นอุตสาหกรรม แพทเทิร์นไอที สมาคมการตลาดแห่งประเทศไท สมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย สมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้ง (ประเทศไทย) สมาคมผู้ประกอบการสปาไทย, สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมสปาไทย สมาคมสินค้าตกแต่งบ้าน และสมาคมออกแบบสร้างสรรค์ มาร่วมหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นแนวทางการพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์โอทอป รวมทั้งปัญหาจากมุมมองของผู้ประกอบการ

“ภาคเอกชนเห็นพ้องร่วมกันว่าสินค้าโอทอปควรพัฒนาให้มีรูปแบบเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยต้องเน้นคุณภาพมาตรฐาน การผลิตสินค้าต้องมีความต่อเนื่อง เพราะบางครั้งเมื่อสินค้าติดตลาด และผู้บริโภคมีความต้องการมากขึ้น ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามความต้องการ ทำให้สินค้านั้นอาจสูญเสียตลาด และลูกค้าในอนาคตได้ รวมทั้งผู้ผลิตต้องเข้าใจในกลไกตลาดเป็นอย่างดี โดยผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และต้องประยุกต์ให้เข้ากับกระแสสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ผลิตสินค้าตามความต้องการของตนเองที่อยากจะผลิต”

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า กรมจะนำความเห็นและข้อเสนอแนะมาปรับแนวทางการพัฒนาสินค้าโอทอป เบื้องต้นได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์โอทอปจากกลุ่มโอทอป 3-5 ดาว ปี 59 โดยให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ คัดสรรกลุ่มผลิตภัณฑ์โอทอปที่ได้มาตรฐานตามกฎระเบียบทางราชการ 2,380 ราย จากทั้งหมด 8,039 ราย เข้าสู่การคัดสรรสู่ Best OTOP 77 Experience ผลิตภัณฑ์เด่นของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย กลุ่มของใช้ ของที่ระลึก และกลุ่มสมุนไพรที่มิใช่อาหาร จังหวัดละ 1 รายต่อกลุ่ม รวมทั้งสิ้น 308 ราย ที่จะนำร่องการพัฒนาการตลาดและให้เข้าถึงตลาดอย่างยั่งยืน

“จะเจรจาจับคู่ธุรกิจกับช่องทางการตลาดให้โอทอปที่คัดสรรมาแล้วทั้งออฟไลน์ ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านค้าส่ง-ค้าปลีก ร้านจำหน่ายของที่ระลึก สนามบิน แหล่งท่องเที่ยว และออนไลน์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ช่องทางทีวี แคตตาล๊อค ตลอดจนการพัฒนาร้านค้าต้นแบบจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอทอป เพื่อสามารถขยายเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ในรูปแบบของแฟรนไชส์ โมเดล ต่อไป”

 

กรรมการ บจ.สร้างสถิติโดดร่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892161


นางวชิรา ณ ระนอง นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เปิดเผยว่า จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าปี 2559 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) กว่า 600 แห่งได้ใช้เงิน 2,819 ล้านบาท ในการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการ 7,334 คนในการประชุมและอื่นๆ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ใช้เงิน 2,766 ล้านบาท จ่ายค่าตอบแทนกรรมการ 6,296 คน

อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนภาพรวมไม่สูงมากนัก เพราะบางบริษัทจ่ายผลตอบแทนไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะบริษัทที่มีปัญหาในองค์กร หรือประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การจ่ายค่าตอบแทนส่วนใหญ่ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังพบว่าในการประชุมสามัญประจำปี 2559 มีประธานกรรมการไม่เข้าประชุม 36 บริษัท, มีประธานกรรมการตรวจสอบไม่ร่วมประชุม 29 บริษัท และกรรมการเข้าร่วมน้อยกว่า 90% ถึง 115 บริษัท เป็นต้น “ปัจจุบันสมาคมฯได้เป็นผู้ถือหุ้น บจ.ทุกบริษัทตั้งแต่ 1 หุ้นขึ้นไป เพื่อเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นรายบุคคล ขณะเดียวกันทางสมาคมฯได้ร่วมรณรงค์งดแจกของชำร่วย ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกับผู้ถือหุ้นอื่นๆที่ไม่สะดวกในการเข้าร่วมประชุม แต่ทั้งนี้บริษัทจดทะเบียนแต่ละแห่งสามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ตามเหมาะสม เพราะสมาคมฯต้องทำหน้าที่ยกระดับธรรมาภิบาล ให้ตลาดทุนไทยก้าวสู่ระดับสากล”.

 

ดึง 24 บิ๊กเอกชนช่วยปั้น “โอทอป” พัฒนาสินค้าเปิดตลาดจับคู่ธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892157


น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยหลังการประชุมเพื่อพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์และขยายช่องทางตลาดโอทอปตามแนวทางประชารัฐว่า ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนส่งเสริมและผลักดันสินค้าโอทอปของไทยให้เป็นที่รู้จัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด จึงได้เชิญภาคเอกชนรายใหญ่ 24 ราย มาร่วมหารือรับฟังความคิดเห็นแนวทางการพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์โอทอป รวมทั้งปัญหาจากมุมมองของผู้ประกอบการ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ซื้อ ผู้ค้าและผู้ใช้ ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัล, การบินไทย, คิงเพาเวอร์, ซีพี ออลล์, เซ็นทรัล ฟู๊ดรีเทล, เดอะมอลล์ กรุ๊ป, บางจากปิโตรเลียม, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, สยามเจมส์ กรุ๊ป, สยามพิวรรธน์, เอกชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม และเอสซีจี แพคเกจจิ้ง เป็นต้น รวมถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดผลิตภัณฑ์ 10 หน่วยงาน เช่น ศูนย์อบรมแพ็ทเทิร์นอุตสาหกรรม, แพทเทิร์นไอที, สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย, สมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน, สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย, สมาคมทีวีโฮมช็อปปิ้ง, สมาคมผู้ประกอบการสปาไทย, สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เป็นต้น “เอกชนเห็นร่วมกันว่าสินค้าโอทอปควรพัฒนาให้มีรูปแบบเชิงพาณิชย์มากขึ้น เน้นคุณภาพมาตรฐาน การผลิตสินค้าต้องมีความต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ผลิตต้องเข้าใจกลไกตลาด โดยผลิตสินค้าให้ตรงความ ต้องการลูกค้าและต้องประยุกต์ให้เข้ากับกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

น.ส.บรรจงจิตต์กล่าวว่า กรมจะนำข้อเสนอแนะมาปรับแนวทางการพัฒนาสินค้าโอทอป เบื้องต้นได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์โอทอป 3-5 ดาว ปี 59 จำนวน 2,380 ราย จากทั้งหมด 8,039 ราย เข้าสู่การคัดสรรสู่ Best OTOP 77 Experience ที่จะนำร่องการพัฒนาการตลาดและให้เข้าถึงตลาดอย่างยั่งยืน และจะเจรจาจับคู่ธุรกิจกับช่องทางการตลาด ตลอดจนการพัฒนาร้านค้าต้นแบบจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอทอป เพื่อขยายเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์โมเดลต่อไป.

 

กรุงศรีแย้มสินเชื่อรายย่อยอืด ปีนี้ตั้งเป้าโต 11% ต่ำกว่าปีก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892151


นายแดน ฮาร์โซโน่ ประธานกลุ่มลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคลธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อรายย่อยปีนี้โต 11% แบ่งเป็นสินเชื่อเช่าซื้อโต 10% สินเชื่อที่อยู่อาศัยโต 10-11% สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลโต 7-8% ทั้งนี้ การโตของสินเชื่อรายย่อยปีนี้ต่ำกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 15% เนื่องจากอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโตเพิ่มเล็กน้อยจาก 3.2% ในปี 59 เป็น 3.3% ในปีนี้ ขณะที่ยังมีการแข่งขันสูง

สำหรับค่าธรรมเนียมปีนี้ตั้งเป้าโต 5% จากปี 59 ที่ทำได้ 11.7% โดยค่า ธรรมเนียมที่ลดลงได้รับผลกระทบจากการให้บริการอีเพย์เม้นท์ของรัฐบาล ด้านเงินฝากรายย่อยโต 2.2% ธนาคารมีเงินฝากอยู่ที่ 600,000 ล้านบาท และมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) โต 11.7% จากสิ้นปี 59 อยู่ที่ 362,000 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลปีนี้ควบคุมไม่ให้เกิน 2.5% จากสิ้นปี 59 ที่อยู่ 2.21% นอกจากนี้ ธนาคารจะเปิดสาขาที่ร่วมทุนกับพันธมิตรเพิ่มเติมที่ปากเซ สปป.ลาว ในเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ และยังสนใจเปิดสาขาที่เวียดนาม รวมทั้งสนใจศึกษาที่เมียนมา แต่ติดปัญหาที่กฎระเบียบมีความเคร่งครัด.

 

ไม่มีอินบ็อกซ์แล้ว! ผู้ค้าออนไลน์ ต้องแสดงราคาสินค้าและบริการให้ชัดเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 01:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892090


มติบอร์ด กลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ประกาศให้ ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ แสดงราคาของสินค้าและค่าบริการให้ชัดเจน อ่านง่าย บนหน้าเว็บไซต์ สื่อออนไลน์ จะให้อินบ็อกซ์ถามราคาหลังไมค์ไม่ได้แล้ว…

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฉบับที่ 44 พ.ศ. 2560 เรื่องการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2560 ที่ผ่านมา

ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฉบับที่ 44 พ.ศ. 2560 เรื่องการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์

โดยที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้มีมติเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 เห็นควรกําหนดให้มีการกํากับดูแลการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสในการเปรียบเทียบราคาหรือค่าบริการก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการ

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 9 (5) มาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ. 2542 คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการจึงออกประกาศดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ข้อ 2 ในประกาศนี้“ผู้ประกอบธุรกิจ”ได้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าหรือบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์

ข้อ 3 ให้ผู้ประกอบธุรกิจแสดงราคาจําหน่ายค่าบริการรวมถึงประเภทชนิดลักษณะขนาดน้ําหนักและรายละเอียดของสินค้าหรือบริการโดยการเขียนพิมพ์หรือกระทําให้ปรากฏด้วยวิธีอื่นใดในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือระบบออนไลน์ของผู้ประกอบธุรกิจนั้นในลักษณะที่ชัดเจนครบถ้วน เปิดเผยสามารถอ่านได้โดยง่าย การแสดงราคาจําหน่ายสินค้าค่าบริการตามวรรคหนึ่งให้แสดงราคาต่อหน่วยราคา หรือค่าบริการนั้นจะมีตัวเลขภาษาใดก็ได้ แต่ต้องมีตัวเลขอารบิคอยู่ด้วย สําหรับข้อความหรือรายการที่แสดงควบคู่กับราคาจําหน่ายหรือค่าบริการต้องเป็นภาษาไทยแต่จะมีภาษาอื่นด้วยก็ได้

ข้อ 4 กรณีที่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากราคาจําหน่ายสินค้าหรือค่าบริการที่ให้บริการที่แสดงไว้ตาม ข้อ 3 ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องแสดงค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ชัดเจนครบถ้วน และเปิดเผยโดยแสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคาจําหน่ายสินค้าหรือค่าบริการที่ให้บริการ

ข้อ 5 การแสดงราคาจําหน่ายปลีกสินค้าหรือค่าบริการที่ให้บริการตามข้อ 3 ต้องแสดงให้ตรงกับราคาที่จําหน่ายหรือค่าบริการที่ให้บริการความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับกับกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจจําหน่าย หรือให้บริการแก่ผู้ซื้อต่ำกว่าราคาจําหน่ายหรือค่าบริการที่แสดงไว้

ประกาศ ณ วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560

อภิรดี ตันตราภรณ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

อ่านรายละเอียดฉบับเต็ม