หุ้นไทยปิดซื้อขายแดนลบ ร่วง 2.12 จุด ที่ระดับ 1,566.66 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 18:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892952


หุ้นไทยปิดซื้อขายแดนลบ ร่วง 2.12 จุด ปิดที่ระดับ 1,566.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 35,245.30 ล้าน…

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขายในแดนลบ ร่วงลง 2.12 จุด หรือลบ 0.14% ปิดที่ระดับ 1,566.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 35,245.30 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ แตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1,569.99 จุด และต่ำสุดที่ 1,558.00 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน).

 

แบงก์พาณิชย์ทยอยปิดสาขา รองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้า หันมาใช้ออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 18:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892800


ธปท.เผย ตั้งแต่ปี 59 แบงก์พาณิชย์ส่วนใหญ่ทยอยปิดสาขา มากกว่าเปิดสาขา จากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หันมาใช้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้ง พร้อมปรับรูปแบบสาขาให้ลูกค้าเข้าถึงง่าย…

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงช่วงไตรมาส 1 ของปี 2560 พบว่าธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะมีการปิดสาขามากกว่าเปิดสาขา เนื่องจากพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป มีการนำเทคโนโลยีมาให้บริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ ประกอบกับธนาคารพาณิชย์มีการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารพาณิชย์จึงมีการปรับตัวโดยทบทวนจำนวนเครือข่ายที่ตั้งสาขา Relocate และเพิ่มช่องทางการให้บริการผ่านโมบาย แบงก์กิ้ง หรืออินเทอร์เน็ต แบงก์กิ้ง หรือการนำเครื่องอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมได้ด้วยตนเอง ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง มีความสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินทางมาที่สาขา

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังมีการปรับรูปแบบสาขาให้มีขนาดที่เหมาะสม อยู่ในที่ตั้งที่ลูกค้าเข้าถึงง่าย เช่น มีสาขาตามห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ ส่วนพนักงานของธนาคารจะได้รับการอบรม เวียนงาน ให้มีประสบการณ์ และทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ซึ่ง ธปท.ก็มีการติดตามการปรับตัวของธนาคารพาณิชย์ การดูแลลูกค้าและพนักงานให้มีความเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง.

 

ขนส่งฯ แจงม.44 เบี้ยวจ่ายค่าปรับ ต่อภาษีไม่ได้-ไขข้อสงสัยเข็มขัดนิรภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 17:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892847


ขนส่งแจงด่วน!หลัง ออกม.44 คุมเข้มวินัยจราจร มีผลบังคับใบสั่งที่ออกตั้งแต่ 21 มี.ค.เป็นต้นไป หากไม่เสียค่าปรับ ต่อทะเบียนได้แค่ป้ายภาษีชั่วคราว 30 วันเท่านั้น หากเกิน ตร.ส่งฟ้องศาลทันที พร้อมอำนวยความสะดวกตั้งโต๊ะรับชำระค่าใบสั่ง…

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยภายหลังคสช. ออก ม.44 แก้ปัญหาความปลอดภัยรถโดยสาร และคุมเข้มวินัยจราจร ว่า ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายนั้น กรณีการออกใบสั่งรถยนต์ทั่วไป จะมีผลตั้งแต่ใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. 2560 เป็นต้นไป หากประชาชนได้รับใบสั่งและไม่เสียค่าปรับ จะไม่สามารถต่อภาษีได้ตามปกติ เนื่องจากจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก แต่เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายกับประชาชนที่โดนใบสั่ง

ทั้งนี้ กรณีที่ทำผิดกฎหมายจราจร และยังไม่เสียค่าปรับ ในส่วนนี้กรมการขนส่งทางบก จะใช้พื้นที่ของขนส่งเปิดโต๊ะรับชำระค่าปรับแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งหากผู้ต่อภาษีรายใดชำระค่าปรับเรียบร้อยก็สามารถต่อภาษีได้ทันที แต่หากผู้ต่อภาษี ไม่สะดวกชำระค่าปรับทางเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบก จะออกป้ายต่อภาษีชั่วคราว ซึ่งจะมีลักษณะเป็นใบเสร็จ พร้อม แสตมป์ข้อความที่ระบุว่า ใช้เป็นป้ายต่อทะเบียนภาษีชั่วคราว

“หากกรณี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเรียกตรวจสอบรถ ก็สามารถแสดงป้ายดังกล่าวได้ โดยป้ายต่อภาษีชั่วคราวจะมีอายุ 30 วัน และในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวผู้ต่อภาษีต้องไปชำระค่าปรับ ให้ครบถ้วน แต่หากไม่ดำเนินการหลังพ้น 30 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ดำเนินคดีฟ้องร้อง”

อย่างไรก็ตามในวันที่ 23 มี.ค. 60 นี้ทางขนส่งทางบก จะมีประชุมที่กองบังคับการตำรวจทางหลวง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อหารายละเอียด และข้อสรุปร่วมกันในเรื่องของรายละเอียดโดยเร็วของการเชื่อมต่อข้อมูล ระหว่างขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจ เนื่องจากมีการประกาศ ม.44 มีผลบังคับใช้แล้ว ดังนั้นจำเป็นต้องเร่งรัดการดำเนินการให้มีผลสอดคล้องกัน

ส่วนประเด็นการออกประกาศ ม.44 ที่ควบคุมเกี่ยวกับความปลอดภัยของรถโดยสารและรถยนต์ส่วนบุคคลนั้น ในประเด็นรถโดยสารจะมีผลทันที โดยเฉพาะในส่วนของรถตู้โดยสารซึ่งเดิมรถตู้ที่วิ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งปกติจะมี 15 ที่นั่ง และรถตู้วิ่งระหว่างจังหวัดมี 14 ที่นั่ง ในการประกาศ ม.44 ครั้งนี้จะมีผลทำให้รถทั้งสองประเภทจะต้องไปแก้ไขปรับปรุงตัวรถให้มี 13 ที่นั่งเหมือนกัน ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของประกาศ คสช. ต้องการให้มีการนำเบาะท้ายสุดของตัวรถออกไป 1 ที่นั่ง รวมทั้งเบาะกลางระหว่างคนขับกับผู้โดยสารด้านหน้า อีก 1 ที่นั่ง ซึ่งเมื่อเอาออกไป 2 ที่นั่งก็จะมีจำนวนที่นั่งพอดี

สำหรับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว โดยเป้าหมายสำคัญของประกาศ ต้องการให้การบรรทุกผู้โดยสารในรถตู้ มีที่เหลือและเกิดความคล่องตัวในการเปิดประตูด้านหลังกรณีรถเกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยมีการมอบหมายให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นเจ้าพนักงานรับไปดำเนินการ ดังนั้นในส่วนนี้กรมการขนส่งทางบกจะมีการนำประกาศดังกล่าว เข้าหารือในคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลางในการประชุมครั้งต่อไปเพื่อประกาศบังคับใช้กับรถตู้โดยสารทุกคัน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยซึ่งจะต้องมีการติดตั้งในรถโดยสารและรถยนต์ส่วนบุคคลทุกคัน แต่มีข้อสงสัยว่าจะมีผลครอบคลุมถึงรถกะบะที่มีการต่อหลังคาคลุมกะบะด้านหลัง หรือ cab ด้านหลังหรือไม่นั้น ในเรื่องนี้ ชี้แจงว่าประกาศดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะรถที่มีการกำหนดโครงสร้างว่ามีจำนวนกี่ที่นั่งเท่าใด หากรถคันใดมีการต่อเติมที่นั่งเพิ่มเติมหรือเป็นพื้นที่ในรถที่ไม่ได้ถูกระบุเพื่อการใช้สำหรับโดยสาร (ใช้วางสิ่งของ) ก็จะไม่เข้าข่ายตามประกาศดังกล่าว รวมทั้งรถสองแถว ซึ่งตามโครงสร้างไม่สามารถติดเข็มขัดนิรภัยได้สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ก็จะใช้มาตรการควบคุมดูแลความปลอดภัยอื่นๆ มาทดแทน.

 

ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตฯก.พ. ร่วงเดือนที่ 2 กังวลบาทแข็ง-สภาพคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 15:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892691


สิ้นสุดมาตรการกระตุ้นใช้จ่าย ฉุดดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตฯเดือน ก.พ. ร่วงเดือนที่ 2 ผู้ประกอบการกังวลบาทแข็ง ขณะที่เอสเอ็มอี ห่วงสภาพคล่อง จากต้นทุนผลิตปรับตัวสูง คาด 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีเชื่อมั่นฯ จะปรับเพิ่มเล็กน้อย อานิสงส์ส่งออก-ลงทุนรัฐ…

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมในเดือน ก.พ. 60 ว่า อยู่ที่ 86.2 ปรับตัวลดลงจาก 87.2 ในเดือนม.ค. โดยปรับลดเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน จากการชะลอตัวของอุปสงค์และกำลังซื้อ หลังจากสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐในช่วงปลายปี 59 ขณะที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่ากว่าประเทศในภูมิภาค ส่วนผู้ประกอบการ SME กังวลต่อปัญหาสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ ภาวะการแข่งขันและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่งออกที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เห็นว่าการส่งออกของไทยปี 60 มีทิศทางการขยายตัวดี จากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง เห็นได้จากคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศและทำความเย็น ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 100.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 100.4 ในเดือนม.ค. เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่า เศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ดี โดยมีแรงขับเคลื่อนจากภาคการส่งออก การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ

ด้านปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการในเดือนก.พ. พบว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน และสถานการณ์การเมืองในประเทศ ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมัน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า

สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐในเดือนนี้ คือ รักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกการค้าชายแดน โดยเปิดด่านเพิ่มและปรับแก้ไขกฎระเบียบข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคทางการค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน รวมถึงสนับสนุนการขยายฐานส่งออกสินค้า SME และให้ความรู้ผู้ประกอบการในการเข้าถึงช่องทางการตลาดในต่างประเทศและเร่งเจรจาการค้ากับประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเพื่อขยายตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า และมาตรการกีดกันสินค้าที่มิใช่ภาษี.

 

พณ.เชื่อส่งออกไทยปีนี้ฉลุย โตเกิน 3% มีลุ้นเข้าเป้า ‘สมคิด’ 5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892671


พาณิชย์ ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคเริ่มปรับตัว มีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น คาดส่งออกไทยปีนี้จะโตเกิน 3% ใกล้เคียงเป้า 5% ตามที่ ”สมคิด” ต้องการ แต่ยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงกระทบการค้า-ลงทุนโลก ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน…

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ คาดว่า ส่งออกไทยในปีนี้จะสามารถเติบโตได้เกิน 3% อย่างแน่นอน และมีโอกาสเติบโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายไว้ว่าต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ผลักดันการส่งออกปีนี้ให้โตได้ถึง 5% เนื่องจากราคาน้ำมันดิบได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆ ส่งผลให้แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคเริ่มปรับตัวและมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น

นอกจากนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 2 ครั้งภายในปีนี้ ประกอบกับเศรษฐกิจจีนยังทรงตัวและมีโอกาสขยายตัวได้ต่อเนื่องในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในระดับปานกลางจากแรงขับเคลื่อนในประเทศ ทั้งการบริโภคและการใช้จ่าย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะสนับสนุนให้สถานการณ์ส่งออกไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น

ทั้งนี้หากจะผลักดันให้การส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตได้ 5% นั้น มูลค่าการส่งออกในแต่ละเดือนที่เหลืออยู่จะต้องไม่ต่ำกว่า 19,052 ล้านดอลลาร์ แต่หากจะให้การส่งออกเติบโตได้ 4% มูลค่าการส่งออกในแต่ละเดือนต้องไม่ต่ำกว่า 18,837 ล้านดอลลาร์ และหากจะให้การส่งออกเติบโตได้ 3% มูลค่าการส่งออกในแต่ละเดือนจะต้องไม่ต่ำกว่า 18,621 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยเรื่องความไม่ชัดเจนจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในยูโรโซน ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนในด้านอัตราแลกเปลี่ยนและเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับภาวะการค้าและการลงทุนของโลกในระยะต่อไป ซึ่งจะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด โดยค่าเงินบาทในปีนี้คาดจะอยู่ในช่วง 35.50-37.50 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ มีผลทำให้เงินบาทอาจอ่อนค่าลง แต่ประเทศเพื่อนบ้านก็อาจจะอ่อนค่ากว่า ดังนั้นจึงอาจจะไม่ได้เป็นผลดีมากนัก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ จะอยู่ในกรอบ 50-60 ดอลลาร์/บาร์เรล.

 

ทองคำเปิดตลาดขึ้นพรวด 250 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892332


ราคาทองวันที่ 22 มี.ค. เปิดตลาดราคาพุ่ง 250 ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาเพิ่มขึ้น 250 บาท จากเมื่อวานที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 บาท ขายออกบาทละ 20,500 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000 บาท.

 

‘โฟร์โมสต์’ สานต่อแคมเปญ พากลับบ้านสงกรานต์ ปี 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 08:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892280


‘โฟร์โมสต์’ สานต่อแคมเปญเพื่อสังคมแห่งปี ‘โฟร์โมสต์ พากลับบ้าน สงกรานต์สุข ปี3’ แจกตั๋วเดินทางกลับภูมิลำเนา ช่วงสงกรานต์สำหรับ ‘ฮีโร่’ ของครอบครัว แบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ครอบคลุมทุกเส้นทางทั่วไทย

นางสาววิภาดา อัตศรัณย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์นมสำหรับครอบครัว บริษัท ฟรีสแลนด์ คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญที่ทุกครอบครัวไทยจะได้มีโอกาสพบปะหรืออยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แต่สำหรับบางครอบครัวอาจไม่ได้รับโอกาสกลับบ้าน โดยหนึ่งในสาเหตุหลักคือ ไม่สามารถจองตั๋วเดินทางกลับบ้านได้ทัน ซึ่ง โฟร์โมสต์ ร่วมสนับสนุนส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้แข็งแรง จึงได้สร้างสรรค์แคมเปญเพื่อสังคมภายใต้ชื่อ “โฟร์โมสต์ พากลับบ้าน สงกรานต์สุข” โดยกระตุ้นให้ประชาชนที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานคร ได้กลับถิ่นฐานบ้านเกิดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผ่านกิจกรรมมอบตั๋วโดยสาร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยตั้งแต่เริ่มแคมเปญในปี พ.ศ.2558 ได้รับการตอบรับที่ดี โฟร์โมสต์จึงขอสานต่อแคมเปญดีๆ เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

“สำหรับแคมเปญ “โฟร์โมสต์ พากลับบ้าน สงกรานต์สุข ปี3” ในครั้งนี้ มีแนวคิดสำคัญมาจากความเสียสละของหัวหน้าครอบครัวที่ต้องพลัดถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อมาประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวในกรุงเทพมหานคร ฉะนั้นบุคคลเหล่านี้ก็เปรียบเสมือน “ฮีโร่” ของครอบครัว” คุณวิภาดา กล่าว

คุณวิภาดา กล่าวด้วยว่า ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การเนรมิต “โฟร์โมสต์ ฮีโร่ สเตชั่น (Foremost Hero Station)” สถานีขนส่งใจกลางเมือง รถโดยสารปรับอากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟระดับวีไอพี ที่สะอาด พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย โดยจะร่วมส่ง “ฮีโร่” กลับบ้านพร้อมกันทั่วไทย 11 เมษายน 2560 ณ สนามมอเตอร์ สปอร์ต แลนด์ (แดนเนรมิตเก่า) ถนนพหลโยธิน

สามารถลงทะเบียนร่วมรับสิทธิ์ตั๋วเดินทาง ได้ที่ www.ForemostForLife.com/Hero ตั้งแต่วันที่ 17 – 27 มีนาคม 2560 นี้เท่านั้น โดยจะประกาศรายชื่อผ่านทาง Foremost Family Facebook Fanpage ในวันที่ 28 มีนาคม 2560 เวลา 12.00 น. สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทะเบียนได้ที่ Call Center หมายเลข 02-657-5344

 

แห่ร้อง “บริษัทประกัน” สุดแสบ อ้างสารพัดปัญหาไม่ลดเบี้ยรถติดกล้องซีซีทีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892197


ประชาชนแห่ร้องเรียนเสียงระส่ำ! บริษัทประกันหัวหมอ อ้างสารพัดเหตุ เลี่ยงไม่ยอมลดเบี้ยค่าติดกล้องรถยนต์ให้ผู้เอาประกันทันที ด้าน คปภ.ออกเกณฑ์เข้มแจงละเอียดให้ชัดเจนมากขึ้น ลับมีดรอฟันไม่ทำตามปรับครั้งละ 3 แสนบาท ยันกล้องซีซีทีวีทุกประเภทลดได้หมด ทุกประเภทไม่ต้องติดรอบคัน ไม่กำหนดราคาถูกหรือแพง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า มีบริษัทประกันภัยบางแห่งยังไม่ยอมให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ในกรณีผู้เอาประกันมีการติดกล้องวงจรปิด หรือกล้องซีซีทีวี ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 8/2560 เรื่องให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) ที่ติดตั้งกับรถยนต์ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยให้เหตุผลว่า ที่ยังไม่ดำเนินการปรับเบี้ยประกันดังกล่าว เนื่องจากประกาศยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับคุณสมบัติของกล้องวงจรปิดว่าต้องเป็นชนิดไหน หรือเป็นกล้องประเภทใด และบางรายยังแจ้งว่า จำเป็นต้องเป็นกล้องที่มีคุณภาพสูง สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับโทรศัพท์มือถือได้ จึงจะสามารถลดเบี้ยประกันได้ ขณะเดียวกัน ยังมีบางรายที่อ้างว่ายังมีปัญหาเรื่องเอกสารกรมธรรม์ที่ยังเป็นรูปแบบเก่า จึงยังไม่สามารถมอบส่วนลดให้ได้ทันที นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการมอบส่วนลดที่ไม่ชัดเจน โดยอ้างว่ามีการลดจากกรณีนี้ให้แล้ว หรือบางรายนำส่วนลดอื่นๆ มาถัวเฉลี่ยกับส่วนลดติดกล้องรถยนต์ ทำให้ผู้ซื้อกรมธรรม์ได้รับส่วนลดไม่แตกต่างจากเดิม และไม่ได้รับประโยชน์จากส่วนลดจากการติดตั้งกล้องหน้ารถดังกล่าว

ทั้งนี้ นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า คปภ.ได้ออกแนวทางปฏิบัติซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับคำสั่งนายทะเบียนเรื่องให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ติดตั้งกับรถยนต์เพื่อให้การปฏิบัติมีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อลดปัญหาและความไม่เข้าใจต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับการลดเบี้ยประกันกรณีดังกล่าว

โดยมีการระบุให้ชัดเจนขึ้นว่า กรณีกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) ที่ติดตั้งกับรถยนต์นั้น ให้หมายถึงกล้องติดรถยนต์ทุกประเภทที่ใช้ติดตั้งภายในรถยนต์และสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ แต่ไม่รวมถึงอุปกรณ์อื่น เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต มาดัดแปลงเพื่อให้มีลักษณะการใช้งานเช่นเดียวกับกล้องติดรถยนต์ และไม่มีการกำหนดมาตรฐาน คุณภาพ ราคา ของกล้องติดรถยนต์ที่จะได้รับการลดเบี้ยประกัน รวมถึงไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนเพิ่มที่กรมการขนส่งทางบกแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ผู้ทำประกันภัยสามารถติดตั้งระบบกล้องไว้เพียงด้านหน้าของรถยนต์คันเอาประกันภัยก็ได้ ไม่ต้องติดรอบคัน เพียงแต่ให้บริษัทใช้ภาพถ่ายการติดตั้งระบบกล้องมาเป็นเอกสารประกอบในเวลาทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น ขณะเดียวกัน ยังกำหนดให้บริษัทแสดงส่วนลดเบี้ยประกันภัยไว้ในช่องส่วนลดอื่น ในหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์

ทั้งนี้ หากบริษัทประกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง คปภ.มีความผิดมาตรา 90 ตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย มีโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย โดยประชาชนที่พบบริษัทประกัน และนายหน้าขายประกันไม่เสนอส่วนลดให้ สามารถร้องเรียนที่สายด่วน คปภ. หมายเลข 1186 จะมีการตรวจสอบและลงโทษอย่างเด็ดขาด เพราะกฎหมายนี้เป็นการบังคับใช้ ไม่ใช่เป็นการขอความร่วมมือ หากมีการร้องเรียน 10 ราย ก็อาจต้องปรับเป็นเงินสูงสุดถึง 3 ล้านบาท

ส่วนกรณีมีการทำสัญญาประกันภัยและผู้เอาประกันภัยได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทไปแล้ว ก่อนหรือหลังวันที่ 3 มี.ค.60 แต่กรมธรรม์ประกันภัยเริ่มต้นคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.60 เป็นต้นไป หากเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยได้ชำระแล้วนั้น ยังไม่มีการให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยตามคำสั่งนี้ เมื่อผู้เอาประกันภัยได้แจ้งขอส่วนลดภายหลัง บริษัทต้องให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยตามที่คำสั่งกำหนดไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้ทำประกันตรวจสอบการให้ส่วนลดในช่องส่วนลดอื่นในหน้าตารางกรมธรรม์ก่อน เพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง

นายอรัญ ศรีว่องไทย นายทะเบียน และประธานคณะกรรมการกฎหมายและกฎระเบียบ สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า สมาคมฯพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ และได้แจ้งสมาชิกให้มีการปฏิบัติตามคำสั่ง คปภ. โดยมอบส่วนลดตามที่กำหนดระหว่าง 5-10% โดยกำชับหากไม่ปฏิบัติจะไม่เป็นผลดีต่อบริษัทในระยะยาว เพราะส่วนลดเพียงไม่กี่ร้อยกี่พัน จะไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการถูกปรับหรือถูกนำไปร้องเรียนจนทำให้เสียชื่อเสียง.

 

อ้อมแอ้มรับปากรื้อทีโออาร์ทางคู่ ออกตัวไม่เคยแบ่งย่อยซอยงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892196


รฟท.หวั่นผู้รับเหมาทิ้งงานทำป่วน

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการ รฟท. กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ด) เสนอให้ รฟท.แบ่งตอนก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทางให้มากขึ้นเพื่อเปิดทางให้กับผู้ประกอบการรายย่อยนั้น และยกเลิกทีโออาร์เดิม ร่างทีโออาร์ครั้งใหม่ว่า โครงการสร้างทางคู่ 5 เส้นทาง หากต้องเริ่มร่างทีโออาร์ใหม่ ก็คงต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นจึงจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการเพื่อประกวดราคาได้ ส่วนการแบ่งตอนก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทาง จะส่งผลให้การก่อสร้างสามารถดำเนินการไปได้รวดเร็วมากขึ้น

แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากการเข้ามาของผู้รับเหมาหลายเจ้านั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาในขั้นตอนการก่อสร้าง และถ้าหากมีการก่อสร้างแค่เพียงตอนเดียวที่มีปัญหา ก็จะส่งผลกระทบไปทั้งโครงการจนเป็นปัญหากันทีหลัง อย่างไรก็ตาม รฟท.ได้กำหนดมาตรฐานของผู้รับเหมาไว้อยู่แล้วในทีโออาร์ควบคู่ไปกับการเพิ่มเงินจ้างผู้ควบคุมงานเพิ่มขึ้นเพื่อเร่งรัดให้แผนงานก่อสร้างของแต่ละเจ้าเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมจากกระทรวงคมนาคมว่า การดำเนินการตามมติซุปเปอร์บอร์ดดังกล่าว คาดว่ารายละเอียดการแบ่งตอนของการก่อสร้าง จะประกอบด้วย 1.แบ่งช่วงการก่อสร้างเป็นตอน 2.แบ่งส่วนก่อสร้างเช่น ระบบราง งานภาคพื้นดินและงานโครงสร้าง และเพื่อรองรับการแบ่งตอนก่อสร้างดังกล่าว การร่างทีโออาร์ครั้งใหม่ จะต้องกำหนดมาตรฐานของผู้รับเหมาให้ชัดเจน โดยเฉพาะคัดเลือกผู้รับเหมาพิเศษที่มีความพร้อมด้านเครื่องมือและอุปกรณ์การก่อสร้าง รวมถึงตรวจสอบคัดเลือกบริษัทที่ไม่มีประวัติการทิ้งงานและส่งมอบงานไม่ได้จนต้องเกิดการฟ้องร้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดการทิ้งงานจนทำให้โครงการภาพรวมไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การแบ่งตอนย่อยนั้นทำให้ภาพรวมของโครงการมีความเสี่ยงมากขึ้นถ้าผู้รับจ้างไม่มาก่อสร้างตามกำหนดหรือทิ้งงานก็จะทำให้โครงการต้องล่าช้าเพิ่มขึ้นไปอีก หรืออาจถึงขั้นโครงการชะงักไปเลยถ้าเกิดปัญหาฟ้องร้องกันขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของ รฟท.ต้องเพิ่มงบประมาณจ้างควบคุมงานมากขึ้นเพื่อคุมเข้มให้โครงการสามารถก่อสร้างได้ เพราะ รฟท.ยังไม่มีประสบการณ์แบ่งตอนก่อสร้างแบบนี้มาก่อน แต่ยังมั่นใจว่าการแบ่งตอนย่อยในการก่อสร้างรถไฟทางคู่จะกระทบกับมาตรฐานการก่อสร้างไม่มากนัก เนื่องจากบริษัทผู้รับเหมาในไทยที่มีมาตรฐานเพียงพอที่จะรับงานโครงการใหญ่มูลค่าหลัก 100 ล้านบาท หรือ 1,000 ล้านบาทได้ มีจำนวนถึง 50-60 ราย.

 

ยังไม่พอปล่อยกู้เอสเอ็มอี ครม.จัดยากระตุ้นชุดใหม่เพิ่มอีก 1.5 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892192


นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผ่านโครงการสินเชื่อ SMEs Transformation Loan ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) วงเงิน 15,000 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ และกระตุ้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ โดยให้กู้รายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปีในช่วง 3 ปีแรก และปีที่ 4-7 คิดดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ตามที่ ธพว.กำหนด รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 2% ใน 3 ปีแรก

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการประกอบด้วย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและมีปัญหาด้านสภาพคล่อง, ผู้ประกอบการใหม่ (สตาร์ตอัพ) หรือผู้ประกอบการที่มีนวัตกรรม และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ หรือมีแนวโน้มเติบโตเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และเอสเอ็มอี 4.0 เช่น เอสเอ็มอีในกลุ่มธุรกิจนิวเอสเคิร์ฟ และเอสเอ็มอีที่ส่งออกหรือขยายธุรกิจในต่างประเทศ ทั้งนี้ ธพว.ขอเวลา 1 เดือนนับจากวันที่ ครม.อนุมัติโครงการ เพื่อจัดระบบบริหารจัดการก่อนที่จะเปิดให้เอสเอ็มอียื่นขอสินเชื่อ โดยมีกำหนดสิ้นสุดการยื่นขอสินเชื่อ 12 เดือน

ทั้งนี้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะค้ำประกันสินเชื่อตามโครงการให้เอสเอ็มอี ขณะที่จะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เงินงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 2,250 ล้านบาท โดยคาดว่าจะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ประมาณ 3,000 ราย หรือปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยรายละ 5 ล้านบาท รักษาการจ้างงานได้ไม่น้อยกว่า 24,000 คน และสร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ 68,700 ล้านบาท”.