ทองคำเปิดตลาดลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,750

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มี.ค. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891205


ราคาทองวันที่ 21 มี.ค. เปิดตลาดราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,150 ขายออกบาทละ 20,250 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 ขายออกบาทละ 20,750 บาท

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาคงที่จากเมื่อวานที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,150 บาท ขายออกบาทละ 20,250 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 บาท ขายออกบาทละ 20,750 บาท.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ จากแรงฉุดกลุ่มธนาคาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มี.ค. 2560 07:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891146


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันจันทร์ หลังหุ้นบริษัทกลุ่มธนาคารลดลง จากความกังขาว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถออกมาตรการผ่อนคลายข้อบังคับให้ภาคธนาคารในเร็วๆ นี้หรือไม่…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 20 มี.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 8.76 จุด หรือ 0.04% ปิดที่ 20905.86 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 4.78 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 2373.47 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 0.53 จุด ปิดที่ 0.01% ปิดที่ 5901.53 จุด

ธนาคารเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์กระแสความคาดหวังในนโยบายหนุนการเติบโตทั้งการลดภาษีและลดข้อบังคับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สัญญาเอาไว้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มธนาคารลดลงทั้งหมดในวันจันทร์ จากแรงกดดันที่การออกมาตรการปฏิรูปข้อบังคับไม่คืบหน้าตามที่คาด

โดยธนาคาร เวลส์ ฟาร์โก ลดลงมากที่สุด 1.8% หลังจากเปิดเผยว่า ยอดลงทะเบียนบัตรเครดิตใหม่ลดลงจากปีก่อนถึง 55% จากปัญหาบัญชีปลอม

 

“ไลน์” มุ่งสู่ศูนย์รวมจักรวาล คนไทยดาวน์โหลดสติกเกอร์ทะลัก 500 ล้านชุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891095


นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ ไลน์ (Line) ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปีนี้ไลน์ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเวลาในการใช้ไลน์ให้มากขึ้น จากปัจจุบันเฉลี่ยประมาณคนละ 70 นาทีต่อวัน รวมทั้งกระตุ้นให้มีการใช้บริการต่างๆบนไลน์ ได้มากเท่าเทียมกับบริการแชต (สนทนา) บริการยอดนิยมของไลน์ ซึ่งมีผู้ใช้ในไทยอยู่ทั้งสิ้น 41 ล้านราย

ทั้งนี้ ปัจจุบันฐานผู้ใช้งานไลน์ในไทย ซึ่งมี 41 ล้านรายนั้น ถือเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น เข้ามาให้บริการในไทยตั้งแต่ปี 2557 และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันนอกจากบริการแชตแล้ว ไลน์ยังแตกแขนงธุรกิจให้บริการครอบคลุมหลากหลาย ได้แก่ ไลน์เกม, ไลน์แมน-บริการส่งอาหาร, ไลน์ทีวี, ไลน์เพย์-ช่องทางชำระสินค้าและค่าบริการ, ไลน์ทูเดย์-บริการข่าวสาร เป็นต้น

นายอริยะกล่าวว่า ไลน์มีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางของบริการหลากหลาย ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตร เพราะไลน์ไม่สามารถทำทุกอย่างเองได้ แต่มีแพล็ตฟอร์มที่เข้าถึงผู้ใช้ถึง 41 ล้านคน โดยล่าสุดได้เปิดตัวบริการใหม่เพิ่มเติมในปีนี้ ครอบคลุมด้านการเงิน หุ้น บริการเรียกแท็กซี่ และค้นหาร้านอาหาร “เราพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกคน และการมาของไลน์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมาแข่งกับคนทำธุรกิจเดิม แต่มาเพิ่มทางเลือกในการทำธุรกิจ ขณะนี้เทคโนโลยีมันเข้าไปฝังอยู่ในทุกอย่างแล้ว จะบอกว่าไม่เข้าใจไม่ได้แล้ว ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุค”

นายอริยะยังกล่าวอีกว่า ไลน์พร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎหมายไทย เนื่องจากทำธุรกิจในไทย ซึ่งปัจจุบันไลน์เป็นบริษัทไทย จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ในนามบริษัทไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) ตั้งแต่ปี 2557 มีการเสียภาษีถูกต้อง รวมทั้งพร้อมที่จะนำไลน์ทีวีเข้าสู่ระบบ หากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องการจัดระเบียบบริการทีวีบนแอพพลิเคชั่นอย่างที่ไลน์ทีวีทำอยู่

โดยปัจจุบันไลน์ทีวีเริ่มทำรายได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 ที่ผ่านมา ขณะนี้ไลน์ทูเดย์ ซึ่งให้บริการข่าวสารในแต่ละวันนั้น น่าจะรับรู้รายได้ได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีนี้ ส่วนรายได้หลักของไลน์ ยังอยู่ที่การขายสติกเกอร์ ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมามีการดาวน์โหลดสติกเกอร์ไลน์ในไทยไปทั้งสิ้น 500 ล้านชุด.

 

ประกาศไม่หยุดให้บริการ ประชุม “อูเบอร์” สุดอลวนไปคนละทาง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891092


กระทรวงคมนาคมมึนหารือ “อูเบอร์” ขอร้องให้หยุดบริการ ระหว่างรอข้อสรุปที่ชัดเจน ก่อนแถลงข่าว “อูเบอร์” ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ขณะที่อูเบอร์สวนหมัดไม่หยุดให้บริการ เพราะไม่ผิดกฎหมาย เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ ขณะที่ผู้ประกอบการแท็กซี่เสนอให้ใช้ ม.44 จัดการด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ ได้เดินทางเข้ามายื่นหนังสือต่อนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม โดยนายวิฑูรย์กล่าวว่า ต้องการให้ ขบ.บังคับใช้กฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหารถแท็กซี่ที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากที่ผ่านมามีการนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการเป็นรถโดยสารสาธารณะ ที่ปัจจุบันมีวิ่งให้บริการ 50,000 คัน ส่งผลกระทบต่อคนขับแท็กซี่ที่ลงทะเบียนกับ ขบ. ทำให้มีการแย่งผู้โดยสาร รายได้ของรถแท็กซี่ที่ถูกกฎหมาย ลดลง 30% ทั้งนี้ เครือข่ายสหกรณ์ไม่ได้ต่อต้านการนำแอพพลิเคชั่น Smart Taxi มาใช้ แต่ต้องการให้การให้บริการเป็นไปอย่างถูกต้อง เครือข่ายสหกรณ์ฯพร้อมร่วมมือกับแอพพลิเคชั่น Smart Taxi แต่ต้องรอให้ ขบ. แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น กล้องวงจรปิด และมิเตอร์รูปแบบใหม่ ที่ใช้บัตรประจำตัวคนขับสแกน เพื่อยืนยันตัวตนก่อนออกให้บริการ

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวหลังการประชุมร่วมกับนางเอมี่ กุลโรจน์ปัญญา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายรัฐสัมพันธ์สื่อสารองค์กร ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (อูเบอร์) และตัวแทนจากมณฑลทหารบกที่ 11 เพื่อแก้ไขปัญหาการให้บริการที่ผิดกฎหมาย โดยนำรถส่วนบุคคลหรือรถป้ายดำมาวิ่งให้บริการเป็นรถโดยสารสาธารณะ หรือรถป้ายเหลือง ว่าที่ประชุมมีมติร่วมกันที่จะให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำระบบบริการร่วมเดินทาง (Ride-sharing) ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการเดินทางของอูเบอร์ ที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้บนสมาร์ทโฟนมาให้บริการแท็กซี่ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่รองรับระบบดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษาและสรุปผลได้ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี

“ผมยังตอบไม่ได้ว่าผลการศึกษาเป็นอย่างไร หากเห็นว่าเหมาะสม ก็ต้องจัดให้เป็นบริการในรูปแบบใหม่ ซึ่งในอนาคตต้องมีการแก้ไขกฎหมาย และออกมาตรการกำกับเกี่ยวกับมาตรฐานคนขับ ตัวรถ การทำประกันภัย รวมทั้งการเสียภาษีในการทำธุรกิจ ระหว่างที่กำลังศึกษา ได้ขอให้อูเบอร์ยุติการให้บริการ ซึ่งอูเบอร์ได้แจ้งว่า พร้อมยุติการให้บริการ”

นางเอมี่ กุลโรจน์ปัญญา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายรัฐสัมพันธ์สื่อสารองค์กร ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (อูเบอร์) กล่าวว่า ได้ตกลงร่วมกันเฉพาะประเด็นให้มีการศึกษาความเหมาะสมร่วมกันเท่านั้น ไม่ได้รับปากว่าจะยุติการให้บริการ และจะเดินหน้าให้บริการต่อไป เพราะอูเบอร์ไม่ได้ผิดกฎหมาย เพียงแต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ มีกฎหมายรองรับ สามารถให้บริการได้

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปตรงกันว่า การให้บริการในรูปแบบที่อูเบอร์ให้บริการ ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายไทยรองรับ ดังนั้นต้องใช้เวลา 6—12 เดือนในการศึกษา แต่ขอให้อูเบอร์ระงับการให้บริการไว้ก่อน แต่เมื่อยืนยันว่ายังไม่หยุดให้บริการ คณะกรรมการจัดระเบียบรถตู้ก็ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ยังไม่ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาใช้ เพราะ กฎหมายที่มีอยู่เพียงพอจะบังคับใช้ได้

นายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ กล่าวว่า ขอเสนอให้ใช้มาตรา 44 เพื่อสั่งให้รถผิดกฎหมายเหล่านี้หยุดวิ่งให้บริการทันที.

 

ชง “อภิศักดิ์” เคาะประกันคนจน คลังจ่ายเบี้ยให้คนละ 99 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891091


นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลจะทำประกันอุบัติเหตุให้แก่ผู้มีรายได้น้อยโดยจะเสนอประกันภัยแบบจ่ายเบี้ยประกันคนละ 99 บาท โดยกระทรวงจะออกเงินซื้อกรมธรรม์ให้ ขณะนี้ออกแบบรายละเอียดกรมธรรม์ไว้แล้ว ซึ่งต้องรอให้การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบวันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค.นี้ เสร็จสิ้นก่อน เพื่อจะได้ทราบจำนวนผู้มีสิทธิที่ชัดเจน “ขณะนี้ได้ข้อสรุปเรื่องค่าชดเชยแล้ว ถ้าความเสียหายเกิดขึ้น เวลาผู้เอาประกันภัยประสบอุบัติเหตุต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล จะต้องนอนรักษาตัวจนกว่าจะหายนั้น จะได้รับเงินชดเชยวันละ 300 บาท แต่คงต้องรอให้ลงทะเบียนเสร็จก่อน จากนั้นจะเสนอให้ รมว.คลังพิจารณา ซึ่งต้องประเมินว่าใช้งบประมาณเท่าไร และประชาชนต้องการหรือไม่”

นอกจากนี้ นายสมชัยในฐานะประธานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ยังกล่าวในงานครบรอบ 9 ปี กองทุนประกันชีวิต-กองทุนประกันวินาศภัยว่า ปัจจุบัน กองทุนประกันชีวิตมีเงินกองทุนกว่า 4,000 ล้านบาท และกองทุนประกันวินาศภัยมีอยู่กว่า 3,000 ล้านบาท โดย 2 กองทุนนี้มีบทบาทสำคัญมากในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกัน โดยกรณีบริษัทประกันภัยถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรือล้มละลายแล้วไม่มีเงินชำระหนี้ให้ผู้เอาประกัน ทั้ง 2 กองทุนจะจ่ายเงินชดเชยแทนบริษัทล้มละลายไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย รวมถึงพัฒนาธุรกิจประกันให้มีความยั่งยืน มีเสถียรภาพ.

 

กะเทาะแนวคิด บิ๊กบอส บลจ.กสิกรไทย บริหารเงินล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876350


หากพูดถึงกองทุนรวมหลายๆ คน จะนึกภาพกองทุน LTF-RMF 2 คู่หูที่ช่วยลดภาษีให้กับมนุษย์เงินเดือน หากขยับมาอีกนิดก็จะนึกถึงกองทุนตราสารหนี้ ที่ลงทุนเพียงสั้นๆ แต่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงินไว้ในธนาคาร และสิ่งที่ต่อมาซึ่งผู้คนจะนึกถึง คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่หลายๆ ค่ายถือเป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิย์

และหนึ่งใน บลจ.ที่หลายคนคุ้นหู และหลายคนเป็นลูกค้าอยู่นั้นก็คือ “บลจ.กสิกรไทย” ซึ่งปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (Asset Under management) อยู่ที่ถึง 1.24 ล้านล้านบาทถือเป็น บลจ.ที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในวงการ แยกเป็นกองทุนรวม 9.86 แสนล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) 21.2% กองทุนสำรองเลี้ยงชีพถึง 1.64 แสนล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 16.8% และกองทุนส่วนบุคคล 0.9 แสนล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 12.1% (ข้อมูล ณ 31 ธ.ค. 2559)

ทั้งนี้ การรักษาความเป็นผู้นำและการบริหารงานในยุคดิจิตอลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะวันนี้ คู่แข่งที่เป็น บลจ.ด้วยกันเองต่างงัดกลยุทธ์เด็ดๆ ออกมาสู้ นอกจากนี้ ยังมีช่องทางการจัดจำหน่ายกองทุนใหม่ๆ ก็เข้ามาร่วมในศึกครั้งนี้ด้วย ซึ่งยังไม่รวมการก่อกำเนิดบรรดาฟินเทคต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในแวดวงการเงินและการลงทุน

ดังนั้น วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาผู้อ่านทุกๆ คน ไปพูดคุย แลกเปลี่ยนกับ “วศิน วณิชย์วรนันต์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทยรวมไปถึงกลยุทธ์ความสำเร็จในธุรกิจ การบริหารงาน ก้าวย่างต่อไปและทิศทางของ บลจ.กสิกรไทยในยุคที่อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

ภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนยุคไทยแลนด์ 4.0

หากมองในมุมของผู้ลงทุนจะเห็นนักลงทุนหลากหลายแบบ ยกตัวอย่างนักลงทุนออนไลน์ นักลงทุนที่ชอบการลงทุนผ่านรูปแบบเดิม และก็มีนักลงทุนที่ชื่นชอบแบบผสมผสาน นอกจากนี้ เราก็ยังมองเห็น Artificial Intelligence (AI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ได้เห็นการลงทุนที่แข็งแกร่ง (robust investment) การลงทุนแบบ passive fund ที่มีการแข่งขันมากกว่า Active Fund เป็นต้น

การลงทุนมีหลายแบบ ผลตอบแทนต่างกัน

การคัดสรรผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือการผสมผสานการลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญและเป็นโจทย์อุตสาหกรรม การมองหากองทุนใหม่ หรือ การออกแบบกองทุนในรูปแบบใหม่ๆ เป็นหน้าที่ของ บลจ.ซึ่งความซับซ้อนเหล่านี้ นักลงทุนอาจทำความเข้าใจได้ยาก

ที่ผ่านมา บลจ.กสิกรไทยได้ดีไซน์กองทุนที่มีนโยบายการลงทุนซับซ้อนให้ง่ายขึ้น และเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Risk protection) ยกตัวอย่างง่ายๆ เปรียบเทียบเหมือนการขับรถยนต์ คนก็ขับไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครถามว่า ระบบเบรกเอบีเอส หยุดได้ในระยะ 10 เมตรหรือไม่ ซึ่งเหมือนการลงทุนในกองทุนรวม บลจ.หน้าที่ดีไซน์การลงทุนออกแบบเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเพื่อตอบโจทย์การลงทุนให้กับนักลงทุน เป็นต้น

ในอนาคตจะเห็นรูปแบบการลงทุนผ่าน AI มากขึ้น ซึ่งต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับอนาคตข้างหน้า เราไม่สามารถรอให้เปลี่ยนก่อนแล้วค่อยปรับ เราคาดหวังว่าสิ่งที่บลจ.กสิกรไทยทำไม่ช้าเกินไปเมื่อเทียบกับตลาด

เปิดหมดเคล็บลับบริหารงานมูลค่ากว่าล้านล้าน

หลังจากรับตำแหน่งซีอีโอเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือนสิ่งที่ตั้งโจทย์ใหญ่ก่อนคือ ทำบริการ เราเป็นบริษัทจัดการกองทุนที่ต้องตอบโจทย์กับตลาดและสร้างความภูมิใจให้กับทีมงานอย่างไรได้บ้าง คือ ทุกวันตื่นเช้าขึ้นมา ทีมงานของเราต้องรู้สึกอยากทำอะไรที่ท้าทาย และสนุก ได้ทำอะไรขึ้นมาใหม่ๆ เมื่อมากำหนดโจทย์การเป็นผู้นำการตลาดในยุคถัดไปและสร้างสิ่งที่มีความหมายกับคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ผู้มาลงทุน ตัวเรา อย่างไรได้บ้าง

เมื่อได้ภาพเหล่านี้ ก็เริ่มดึงเอาเรื่องของลูกค้าเป็นที่ตั้ง และมองดูปัจจัยอื่นๆ และสิ่งที่สำคัญเราต้องดูตัวเราเอง เห็นปัญหา เห็นการเปลี่ยนแปลงจึงตั้งโจทย์กว้างๆว่า “ทำอย่างไรให้การลงทุนง่ายขึ้น” ก็กลับมาดูคำว่า “ง่ายขึ้นอย่างไร” จากนั้น จะพบโจทย์ว่า 1. บลจ.กสิกรไทย มีกองทุน 150 กองทุน นักลงทุนก็เลือกยาก เพราะแต่ละกองมีนโยบายการลงทุนไม่เหมือนกัน และ 2.ลงทุนแล้วจะไปถึงตรงไหน ดีไม่ดี นักลงทุนก็ไม่รู้ จึงพัฒนาปัจจัยต่างๆ ไปตอบโจทย์กว้างๆ ที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะการทำเรื่องลงทุนให้เป็นเรื่องง่ายนั้นเอง

วัฒนธรรมองค์กรสำคัญต้องสร้างให้กล้าคิดใหม่

ต้องบอกก่อนว่า วัฒนธรรมในองค์กรเป็นสิ่งสำคัญ ต้องตั้งคำถาม ต้องสร้างสภาพแวดล้อม ให้ทีมงานเพื่อให้กล้าบอกแนวคิดใหม่ๆ หลายคนบอกว่าจังหวะนี้ ยากนะ หลายคนจะบอกอีกว่า อันนี้ ไม่โอเค หรือ จะคิดไปทำไม อันนี้เป็นหน้าที่ของคนอื่น

สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญ จะทำอย่างไรให้แนวคิดดีๆ ไม่ถูกตีตกไป และไม่ให้ฟุ้งเกินไป พร้อมให้ทำได้จริง เหล่านี้ ต้องใช้ทีมสปิริตอย่างมาก โดยเริ่มตั้งแต่ทีมงานผู้บริหารลงไป หากว่าผู้บริหารไม่เห็นองค์รวม การสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation) ก็เกิดยาก หรือบางคนจะมองออกผลิตภัณฑ์ไปใครมีหน้าที่ก็ขายไป แต่หากเรามองในอีกแง่มุมหนึ่งถ้าผู้ลงทุนซื้อแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่เขาคาดหวังเขาก็ด่าเราอยู่ หากทำให้เขาเห็นภาพใหญ่การสร้างวัฒนธรรมที่ดีจะทำให้เรื่องดีๆ เกิดขึ้น

โชคดีของผมมากทีม บลจ.กสิกรไทยเก่งมาก พวกเขามีฝัน ผมมีหน้าที่ดึงฝันของเขาขึ้นมา สิ่งที่ทีมงานเคยทำมาก่อนดีมากแล้ว จึงให้โจทย์สำคัญๆ คือ ต้องชนะ 3 อย่างคือ 1. ผู้จัดการกองทุนต้องบริหารกองทุนให้ชนะเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) สม่ำเสมอที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ 2.ต้องชนะคู่แข่ง 3. ต้องชนะในลูกค้า ถ้ามีองค์ประกอบครบทั้ง 3 อย่าง ยั่งยืนแน่ๆ และต้องทำให้ครบวงจรไม่ควรให้น้ำหนักข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป

ธุรกิจต้องคำนึงถึงลูกค้าต้องได้ประสบการณ์ที่ดี

การรักษามาร์เก็ตแชร์ 21.2% และมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ 1.24 ล้านล้านก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยต้องคำนึงถึงลูกค้า โจทย์เราคือ ต้องการให้ลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการให้ลูกค้าบรรลุวัตถุประสงค์ของการลงทุน โดยกองทุนจะไม่มีความหมายอะไรเลย หากนักลงทุนไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์การลงทุน

ทั้งนี้ หากพูดถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินจริงแล้วๆ ส่วนใหญ่อยากได้ผลลัพธ์ ซึ่งหากแยกภาคออกมาจะพบว่าคนส่วนใหญ่ชอบบริการ เรายึดแนวทางที่ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่เคยให้โจทย์เรื่องลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเมื่อนำการให้บริการมาผนวกกับผลิตภัณฑ์ที่คัดสรรมาแล้ว สิ่งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญและเป็นจุดแข็งของ บลจ.กสิกรไทย

การทำผลิตภัฑณ์ทางการเงินให้เข้าถึงง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และไม่ยุ่งยาก จึงเป็นที่มาของการออกแบบและจัดทำเครื่องมือ อาทิเช่น Fund Navigator การลงทุนตามวัตถุประสงค์ My Port Simulator การจำลองพอร์ตการลงทุน หรือ Retirement Plan การคำนวณแผนเกษียณอายุ รวมไปถึง K-My PVD แอปพลิเคชันลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ K-Mutual Fund แอปพลิเคชันลูกค้ากองทุนรวม เพื่อเป็นบริการเสริม ให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายๆ.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 5 เดือน “สมชัย” ชี้สะท้อนเศรษฐกิจไทยดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891086


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ช่วงเช้าวานนี้ (20 มี.ค.) ค่าเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 5 เดือน ที่ 34.66 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 34.850 บาทต่อดอลลาร์ฯ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.60 ขณะที่นักค้าเงิน กล่าวว่า มีเงินทุนไหลกลับเข้ามา หลังจากที่สัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่ได้ส่งสัญญาณเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย เหมือนอย่างที่นักลงทุนบางส่วนคาดไว้

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยขณะนี้ กำลังมีทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ภาระหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ในระดับที่ต่ำ เชื่อว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เป็นการสะท้อนถึงทิศทางเศรษฐกิจของไทยที่กำลังดีขึ้น “ภาครัฐและภาคธุรกิจรับรู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่า เงินทุนเคลื่อนย้ายในปีนี้จะมีความผันผวน ซึ่งอาจกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน เชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าสกุลเงินอื่นๆมากนัก”

ส่วนนางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธปท.ในฐานะโฆษก ธปท. กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นถือเป็นความผันผวนระยะสั้นๆ ขณะที่ตลาดการเงินบางตลาดปิดทำการ และเมื่อพิจารณาประเทศคู่แข่งพบว่า เป็นภาวะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลในภูมิภาค โดยอัตราแลกเปลี่ยนประเทศอื่นๆแข็งค่าขึ้นเช่นกัน เช่น ไต้หวัน เกาหลี ส่วนทิศทางค่าเงินบาท แม้นโยบายการเงินของเฟดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางของดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ แต่นักลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ ไม่ควรวางใจ ควรติดตามข้อมูลข่าวสาร และการคาดการณ์ของตลาด รวมถึงบริหารและป้องกันความเสี่ยงด้วย

ขณะที่ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ หลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 0.75-1.00% และประเมินว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ ส่วนการประชุมผู้นำด้านการเงินของกลุ่ม G-20 สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะชี้นำตลาดอัตราแลกเปลี่ยน คาดว่าทางการของไทยอาจเข้าดูแลตลาดเป็นระยะ เพื่อลดความผันผวนจากการดิ่งลงอย่างรวดเร็วของดอลลาร์ฯเมื่อเทียบกับเงินบาท.

 

รื้อทีโออาร์รถไฟรางคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891077


นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ด) เปิดเผยภายหลังการประชุมซุปเปอร์บอร์ดว่า ที่ประชุมมีมติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ยกเลิกร่างเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) งานก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง เพราะซุปเปอร์บอร์ดมีข้อเสนอดีกว่าข้อเสนอที่ ร.ฟ.ท.เสนอในการปรับปรุงร่างทีโออาร์ 4 แนวทาง โดยจะเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ของ ร.ฟ.ท.พิจารณาร่วมกันในวันที่ 22 มี.ค.นี้

“ทีโออาร์เก่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากข้อเสนอของซุปเปอร์บอร์ด เพราะทีโออาร์เก่ายังไม่ได้ประกาศผู้ชนะการประมูล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ในการเข้าร่วมการประมูลเท่านั้น จึงทำให้โอกาสที่จะมีการฟ้องร้องกันในภายหลังไม่น่าเกิดขึ้นได้”

สำหรับการยกเลิกทีโออาร์เก่านั้น จะทำให้การประมูลรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง ล่าช้าไปราว 1-2 เดือน เพราะแผนงานเดิมกำหนดว่า จะประกาศผู้ผ่านคุณสมบัติในช่วงต้นเดือน มี.ค.นี้ แต่หากต้องกลับมานับหนึ่งใหม่ การก่อสร้างจะล่าช้าไปบ้างแต่ไม่นานถึง 6-7 เดือน ที่สำคัญ แผนงานในอนาคตที่จะก่อสร้างรถไฟทางคู่อีก 9 สาย สามารถใช้ร่างทีโออาร์นี้เป็นต้นแบบได้ ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาในการทำงานเร็วขึ้น

“ร่างทีโออาร์ใหม่ ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะซุปเปอร์บอร์ดไม่ต้องการสั่งให้บอร์ด ร.ฟ.ท.ดำเนินงานตามที่ซุปเปอร์บอร์ดสั่งทุกอย่าง เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ แต่ต้องการความร่วมมือเพื่อผลักดันให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไปได้ โดยซุปเปอร์บอร์ดเห็นว่า ควรแยกย่อยสัญญาเป็นหลายๆฉบับ เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง และในต่างจังหวัด สามารถชนะการประมูลงานครั้งนี้ได้ แต่การแยกย่อยสัญญาก็มีความเป็นห่วงว่าการตรวจรับงานอาจเล่าช้า จึงต้องหารือกับ ร.ฟ.ท.อย่างใกล้ชิด”.

 

“บิ๊กตู่” เตรียมใช้มาตรา 44 แก้ 3 กฎหมายทำธุรกิจในไทยเสร็จ พ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891075


ก.พ.ร.ชง “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 เร่งรัดแก้ไขกฎหมายอำนวยความสะดวกทำธุรกิจในไทย ให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือน พ.ค.นี้ หวังปีนี้ “เวิลด์แบงก์” จัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจในไทยดีขึ้น จากปีก่อนรั้งอันดับ 46

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ (มินิคาบิเนต) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้หารือเรื่องการปรับปรุงการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจในไทย ซึ่งรัฐบาลจะเร่งรัดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ขณะนี้มีกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว 3-4 ฉบับ และจะเร่งรัดให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือน พ.ค.นี้ ส่วนกฎหมายที่ยังค้างการพิจารณาจะเร่งรัดให้เร็วที่สุด

ด้านนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวว่า ได้เสนอแนวทางเร่งรัดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 5 ฉบับ เพื่อให้ทันต่อการประเมินผลการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เดือน พ.ค.นี้ โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 57 ผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว คือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม โดยให้มีผลบังคับใช้เดือน พ.ค.นี้ ก่อนที่เวิลด์แบงก์จะมาเก็บข้อมูล

“รองนายกฯสมคิดต้องการให้อันดับของไทยดีขึ้นมาอยู่ในช่วง 30-39 จากปีก่อนอยู่ที่ 46 ของโลก จึงต้องเร่งรัดให้กฎหมายมีผลในทางปฏิบัติ และเสนอให้ใช้มาตรา 44 เพราะหากใช้วิธีปกติ จะใช้เวลาอีก 3-4 เดือน ซึ่งการใช้มาตรา 44 จะใช้วิธีการออกเป็นประกาศในส่วนที่ต้องการให้แก้ไขให้สอดคล้องกับการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ โดยวันที่ 24 มี.ค.นี้ จะหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวิลด์แบงก์ได้จัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของไทยปี 59 อยู่อันดับ 46 จาก 190 ประเทศ ดีขึ้น 3 อันดับจากปี 58 ที่อยู่อันดับ 49 ส่วนปี 60 ธนาคารโลกจะมาเก็บข้อมูลความยากง่ายในการทำธุรกิจในไทยเดือน พ.ค.นี้ และจะประกาศผลเดือน ต.ค.นี้ โดยกฎหมาย 3 ฉบับที่ ก.พ.ร.เสนอให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 คือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดการคุ้มครองผู้ลงทุนเพื่อให้มีการกำหนดวิธีการหาข้อยุติในสถานการณ์ขัดแย้ง ที่มีการแบ่งจำนวนผู้ถือหุ้นอย่างเสมอกัน และกำหนดให้คุ้มครองนักลงทุนรายย่อย เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมั่นใจว่าจะได้รับการจ่ายเงินในเวลาที่กำหนด เป็นต้น

ส่วนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน จะแก้ไขให้ยกเลิกข้อกำหนดที่ให้บริษัทต้องส่งสำเนาข้อบังคับการทำงานให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยให้มีผลทันทีเมื่อนายจ้างประกาศใช้ จากเดิมที่นายจ้างต้องส่งสำเนาและข้อบังคับภายใน 7 วัน นับตั้งแต่ประกาศข้อบังคับ และให้นายจ้างเก็บสำเนาข้อบังคับนั้นไว้เองตลอดเวลา ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม จะแก้ปัญหาการชำระภาษี และรองรับการขยายเวลาการส่งเงินสมทบออนไลน์ เพื่อจูงใจให้กับผู้ประกอบการชำระเงินสมทบผ่านออนไลน์ และให้กำหนดว่า เมื่อมีเหตุสุดวิสัย หรือ เหตุจำเป็นอื่นให้ต้องเลื่อนการจ่ายเงินสมทบ รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ ครม. จะขยายเวลา หรือเลื่อนเวลานั้นออกไปตามความจำเป็น.

 

นักวิชาการแนะรัฐดัน ‘สตาร์ทอัพ’ หน้าใหม่ ดึงผู้ประกอบการลุยตลาด CLMV

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มี.ค. 2560 04:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891002


นักวิชาการมธ.มองเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังขยายตัวต่อเนื่อง แนะรัฐผลักดัน ‘สตาร์ทอัพ’ หน้าใหม่โดยเฉพาะกลุ่มผลิตอาหาร การเกษตร การท่องเที่ยว ให้มีบทบาทมากขึ้น พร้อมดึงผู้ประกอบการเปิดตลาดการค้าการลงทุนในกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม อินเดีย แอฟริกา

ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 60 ยังคงมีการเติบโตที่ขยายตัวมากกว่าปีก่อน โดยขยายตัวร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่แล้ว เนื่องจาก ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น นโยบายการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการช็อปช่วยชาติที่กระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนแรงขับเคลื่อนในภาคการส่งออกของไทยที่ฟื้นตัว จากมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้น ในสินค้า ประเภท อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าโภคภัณฑ์ และยางพารา

ทั้งนี้มาตรการจัดเก็บภาษีเพิ่มในหลายกลุ่มประเภทภาษี อาจส่งผลในระยะสั้นต่อการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือนในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยรัฐบาลควรพิจารณาความเหมาะสมของจังหวะเวลาในการปรับขึ้นภาษีดังกล่าวหาต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา

นอกจากนี้ไทยยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายเงินทุนไทยไปยังต่างประเทศและจัดการกับความผันผวนจากการที่เฟด หรือธนาคารกลางสหรัฐฯปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่อาจส่งผลระทบต่อค่าเงินบาท สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวไทยต้องหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการภาครัฐใหม่เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

แนะไทยขยายการค้า-การลงทุนไป CLMV อินเดีย แอฟริกา

ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชา การบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์ และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า ในส่วนของสถานการณ์ต่างประเทศที่อาจกระทบต่อไทยนั้น ปัจจัยแรกจะเป็น การดำเนินนโยบายอเมริกาต้องมาก่อน (America First) ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งหวังให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานในสหรัฐอมริกา ผ่านการกระตุ้นด้วยเครื่องมือเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจ

อาทิ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารของสหรัฐเพื่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตขึ้นภายในประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้ากับจีนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า ตลอดจนการ เน้นการเจรจาข้อตกลงทางค้าแบบทวิภาคี เพื่อรักษาอำนาจต่อรองทางค้า เป็นต้น

โดยนโยบายดังกล่าว จะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อมูลค่าการส่งออกของไทยที่ลดลงตามมา เนื่องจากสินค้าของไทยที่ส่งไปเป็นวัตถุดิบแก่จีนจะได้รับผลกระทบเป็นโดมิโน่ โดยปัจจุบันประเทศไทยส่งสินค้าไปเป็นสินค้าวัตถุดิบในประเทศจีนกว่า 76,589.6 ล้านบาท โดยสินค้าจำพวก Supply Chain ของไทยที่ส่งออกไปจีน อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เม็ดพลาสติก ไม้ เคมีภัณฑ์ ยางพารา และอาหารแปรรูป เป็นต้น

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คาดเดาทั้งหมด เพราะปัจจุบันจีนกำลังเข้าสู่รอบการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อเลือกตำแหน่งสำคัญทางการเมืองใหม่ในไม่ช้านี้ ซึ่งผู้นำจีนเองคงต้องการรักษาและขยายฐานอำนาจทางการเมืองเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศภายใต้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง สำหรับ 5 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้จีนเองคงไม่ต้องการที่จะใช้มาตรการตอบโต้รุนแรงซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าการลงทุนและกลับมาเป็นปัญหาเชิงลบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศได้ ดังนั้นมีโอกาสที่ประเทศจีนจะผ่อนปรนมากขึ้นเพื่อประคับประคองสถานการณ์เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ และเศรษฐกิจโลก

โดยตอนนี้ทั่วโลกกำลังจับตาการเยือนสหรัฐฯอย่างเป็นทางการของสีจิ้นผิงในช่วงเดือนเมษายนนี้ว่าจะมีผลออกมาไปในทิศทางใด รูปแบบของการค้าการลงทุนของโลกจะมุ่งสู่ทิศทางใด หากความร่วมมือสองประเทศเป็นผลจะเกิดผลดีกับไทยอย่างแน่นอน โดยภาคอุตสาหกรรมจะได้ อนิสงค์จากการลงทุนที่จะเกิดขึ้น

ดร.สุทธิกร กล่าวอีกว่า ทิศทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน มีแนวโน้มเป็นเศรษฐกิจแบบทวิภาคีมากขึ้น เนื่องมาจากการเจรจาทางการค้าแบบพหุภาคีทำให้บางประเทศได้รับประโยชน์ไม่เท่าเทียมกัน อาทิเช่น สหรัฐฯถอนตัวจากทีพีพี หรือ การตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวอาจทำให้สหรัฐอเมริกาเสียเปรียบทางเศรษฐกิจในความคิดของรัฐบาลทรัมป์ในปัจจุบัน ซึ่งต่างจากการเจรจาตกลงแบบทวิภาคีจะสามารถตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้าการลงทุนได้ชัดเจนมากกว่า

“ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยเราต้องเน้นกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาการค้าการลงทุนกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งจีน ไปสู่การขยายการค้าการลงทุนกับประเทศขนาดเล็กที่เติบโตเร็ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV หรือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม แม้กระทั่งอินเดียและแอฟริกา ซึ่งประเทศเหล่านี้จะเป็นเครื่องยนต์หลักเครื่องใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในยุคนี้”

แนะรัฐปรับตัวรับยุคสตาร์ทอัพดันผู้ประกอบการหน้าใหม่

ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า สถานการณ์ของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการจะในอยู่ในภาวะ ซึม อันเนื่องจากปัจจัยภายนอกประเทศเพราะภาคธุรกิจส่วนใหญ่พึงพาการส่งออกต่างประเทศเป็นหลัก แต่มั่นใจว่าประเทศไทยไม่อยู่ภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจแน่นอน

โดยกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะ ซึม ดังกล่าวคือกลุ่มธุรกิจที่เน้นการส่งออกในกลุ่มประเทศที่มีความไม่แน่นอน ได้แก่ จีน อเมริกา และยุโรป ซึ่งการส่งออกสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบกล่าว จะส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย เนื่องจาก ผู้ประกอบการณ์จำเป็นจะต้องตัดชั่วโมงโอที ตลอดจน การลดการจ้างงาน

อย่างไรก็ตามสำหรับแนวทางการแก้ปัญหานั้น ผู้ประกอบการควรขยายการลงทุนทางธุรกิจไปในแถบประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มประเทศ CLMV กำลังเป็นฐานเศรษฐกิจหลักที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาภูมิภาคเหล่านี้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเฉลี่ย 6-8% ต่อปี โดยที่ผ่านมา บริษัทชั้นนำไทยได้พยายามมองหาลู่ทางการค้าและการลงในลงทุน ในประเทศแถบเอเชียมาโดยตลอด

นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพอยู่แล้วสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสผ่านการ เล่นตามเกมของสหรัฐฯ ด้วยการไปซื้อบริษัทข้ามชาติอเมริกา โดย ผลิตสินค้าส่งออกภายใต้แบรนด์ของอเมริกา ภายใต้เจ้าของที่เป็นคนไทย ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดเรื่องมาตรการกำแพงภาษีของสินค้าต่างประเทศในสหรัฐอเมริกาได้

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่เป็นตัวชูโรงและโอบอุ้มตัวเลขของธุรกิจไทยในปี 2560 ยังคงเป็นธุรกิจประเภทบริการและการท่องเที่ยว โดยรัฐต้องให้ความสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยงทั้งตลาดในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ตลอดจนต้องวางรากฐานในการส่งเสริม กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในปี 2560 หรือ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 3,600 ล้านบาท

ทั้งนี้รัฐควรมีการจัดตั้ง สมาร์ทเอเจนท์ (Smart Agent) ขึ้น ก็จะช่วยผลักดันให้เกิดกลุ่มธุรกิจรายใหม่ในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้นอันสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0

สำหรับกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต ได้แก่ สตาร์ทอัพด้านการผลิตอาหารและการเกษตรและด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่เข้มแข็งของประเทศไทยที่จะสามารถนำมาต่อยอดได้.