กสทช. จัดสัมมนาบล็อกเชน ถอดบทเรียนจากรัฐบาลเอสโทเนีย มุ่งสู่ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มี.ค. 2560 03:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891022


สำนักงาน กสทช. ติดอาวุธความรู้เทคโนโลยีใหม่ ‘บล็อกเชน’ จัดเวทีถอดบทเรียนความสำเร็จจากกรณีศึกษารัฐบาลเอสโตเนีย มุ่งสู่รัฐบาล 4.0 ทั้งในด้านอุตสาหกรรมการเงินและรัฐบาลดิจิตอล…

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลในหลายประเทศพยายามใช้เทคโนโลยีสารสนเทศขับเคลื่อนประเทศ เพื่อก้าวเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยการปฏิวัติการทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องระหว่างภาครัฐและเอกชนให้ทันสมัย เพื่อสร้างความสะดวกสบาย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนในสังคม โดยประเทศที่ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้เกิดรัฐบาลดิจิตอล ด้วยการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนขณะนี้คือประเทศเอสโตเนียที่สามารถสร้างระบบการปกครอง และการทำงานของรัฐบาลขึ้นมาใหม่ทั้งหมด จนได้ชื่อว่าเป็นประเทศชั้นนำด้านรัฐบาลดิจิทัลที่ดีที่สุดในโลก

ประธาน กสทช. กล่าวว่า เอสโตเนียเป็นกรณีศึกษาของประเทศที่ใช้บล็อกเชน พัฒนาระบบราชการของประเทศในรูปแบบเดิมไปสู่รัฐบาลดิจิทัล ซึ่งหลายประเทศต่างพยายามศึกษาและใช้เทคโนโลยีเพื่อปลดล็อกอุปสรรคและปัญหาการเข้าถึงบริการของรัฐ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) จึงได้จัดงานสัมมนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนในหัวข้อ “เทคโนโลยีบล็อกเชนกับรัฐบาลดิจิทัล : กรณีศึกษารัฐบาลเอสโตเนีย” (Blockchain Technologyand Digital Government: Estonia case study) โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากเอสโตเนียที่เป็นผู้ดำเนินการดังกล่าวมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างไทยและเอสโตเนีย

“เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นหัวใจของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ 4 ในยุคดิจิตอลบนพื้นฐานของความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว ผมเชื่อว่าบล็อกเชนมีศักยภาพเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเงินและรัฐบาลได้ ในเรื่องนี้ กสทช. พร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมดิจิตอล เชื่อว่าการให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสารยุคใหม่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ บล็อกเชนเป็นเรื่องใหม่ของโลก ซึ่งเราต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถหลีกหนีเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ที่กำลังเปลี่ยนองค์กร ประเทศ และโลกใบนี้ได้ ในทางกลับกันนี่จะเป็นการจุดประกายความคิดและการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับคนในประเทศของเราสามารถนำไปประยุกต์ใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเองและธุรกิจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้ไทยเป็นประเทศแห่งดิจิตอลตามนโยบายของรัฐบาล” พล.อ.อ.ธเรศ กล่าว

สำหรับวิทยากรจากเอสโตเนียที่มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ครั้งนี้ เป็นผู้มีประสบการณ์โดยตรงในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้งานในการสร้างรัฐบาลดิจิตอล รวมทั้งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง The Cyber Defence Unit of the Estonian Defence League ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ รองประธานกรรมการบริษัท European Cybersecurity Organisation (ECSO) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสนับสนุนเทคโนโลยีบล็อกเชน และกรรมการผู้จัดการบริษัท e-Estonia Showroom ผู้เชี่ยวชาญด้าน e-Government ความปลอดภัยทางไซเบอร์ การตลาดและการสร้างแบรนด์.

 

แรงงานจับมือญี่ปุ่น พัฒนาอุตฯยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ ชิ้นส่วนอากาศยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มี.ค. 2560 00:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/890957


กระทรวงแรงงาน จับมือญี่ปุ่น พัฒนา 3 อุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ ชิ้นส่วนอากาศยาน เพื่อรองรับความต้องการแรงงานที่มีคุณภาพในอนาคต

เมื่อวันที่ 20 มี.ค.60 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกับจังหวัดทตโตริ ประเทศญี่ปุ่น ในการส่งเสริมการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของประเทศไทยและจังหวัดทตโตริ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และชิ้นส่วนอากาศยาน

โดยที่จังหวัดทตโตริเป็น 1 ใน 9 จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จากกระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการ แห่งประเทศญี่ปุ่น ให้ดำเนินโครงการพัฒนาบุคลากรฟื้นฟูภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรให้มีความสอดคล้องกับรูปแบบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ที่การฝึกอาชีพในลักษณะรูปแบบเดิมของรัฐ ไม่สามารถรองรับได้ ซึ่งทั้ง 3 สาขาจังหวัดทตโตริจะมีความโดดเด่นและเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ

นายธีรพล กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเน้นไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหลักเนื่องจากประเทศไทยมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์อย่างต่อเนื่อง จึงตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของอาเซียนหรือเป็นแนวหน้าในระดับเอเชีย โดยที่รัฐบาลได้กำหนดให้อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต

แต่ในปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ประสบปัญหาขาดแคลนกำลังแรงงานในเชิงปริมาณและคุณภาพ ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมีส่วนในการสนับสนุนในการแก้ปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการสานสัมพันธ์ที่ดี

ทั้งนี้ที่ผ่านมาทั้งสองหน่วยงานมีการร่วมมือกันตั้งแต่การแลกเปลี่ยนบุคลากรฝึก พัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมด้านอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ ศึกษาดูงาน เป็นต้น กพร.จะดำเนินการผ่านสถาบันพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ (AHRDA) และบริษัท เด็นโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด

นอกจากนั้นจะเพิ่มเติมความร่วมมือในกลุ่มอุปกรณ์การแพทย์ และชิ้นส่วนอากาศยาน ตามยุทธศาตร์ชาติ 20 ปีด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ตลอดจน ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคน 20 ปี ของกระทรวงแรงงาน เพื่อให้มีความพร้อมสู่ไทยแลนด์ 4.0.

 

LANXESS วางเป้าขยายตลาดในไทย ด้วยผลิตภัณฑ์ สำหรับฆ่าเชื้อไข้หวัดนก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 20 มี.ค. 2560 20:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/890780


แลงเซส (LANXESS) ผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สารเคมี จากประเทศเยอรมนีประกาศผลสำเร็จทางธุรกิจของปี 2559 และวางเป้าหมายขยายตลาดในเมืองไทยมากขึ้นในปีนี้ ด้วยผลิตภัณฑ์ยาฆ่าเชื้อ สำหรับฆ่าเชื้อไข้หวัดนกในการเลี้ยงสัตว์ปีก

คุณจอร์จ บาร์เบย์ กรรมการผู้จัดการของ LANXESS AG เนื่องในโอกาสที่ได้มาเยือนประเทศไทยในงาน VIVAsia 2017 ได้กล่าวเปิดเผย ถึงผลประกอบการของกลุ่มบริษัทโดยรวมในปี 2559 ที่สูงขึ้นเหนือความคาดหมายในทุกส่วนธุรกิจ แม้ยอดขายรวมจะลดลงจากปี 2558 จาก 7.9 พันล้านยูโรไปเป็น 7.7 พันล้านยูโร แต่กำไรสุทธิกลับเพิ่มขึ้นเป็น 192 ล้านยูโรจาก 165 ล้านยูโรในปีก่อนหน้า ปัจจัยสำคัญคือ ต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง การปรับองค์กรและกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินกลยุทธ์ควบรวมกิจการกับ 2 ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่สัญชาติอเมริกันคือ Clemours และ Clemtura และได้มีการแยกธุรกิจยางสังเคราะห์ไปตั้งบริษัท ARLANXEO โดยร่วมทุนกับบริษัท Saudi Aramco และผลประกอบการของปี 2560 นี้เพียงไตรมาสแรกยังคงออกมาค่อนข้างสดใสด้วยผลกำไรที่เพิ่มขึ้นถึง 20% เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2559

คุณจอร์จ บาร์เบย์ ยังเน้นว่า ที่แลงเซสคุณภาพหมายถึง ความรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมและสังคม รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการยึดมั่นคุณภาพเป็นศูนย์กลางในการนำเสนอผลิตภัณฑ์

“เรามีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายสำหรับหลายๆ อุตสาหกรรม ซึ่งตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านทั้งในเรื่องประสิทธิภาพการใช้งาน สุนทรียภาพ ความคงทน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เรายินดีที่ได้มีโอกาสที่จะได้ใช้ความสามารถของเราช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย ด้วยคุณภาพที่เพียบพร้อมอยู่ในผลิตภัณฑ์ การบริการอย่างมืออาชีพ และบริการการช่วยเหลือลูกค้าหลังการขายของเรา” คุณบาร์เบย์กล่าวเสริม

ทั้งนี้ แลงเซส ได้นำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ MPP มาจัดแสดงในงาน VIVAsia 2017 และเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Virkon™ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับเพิ่มความปลอดภัยทางชีวภาพให้แก่สุขภาพของสัตว์เลี้ยงเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ Virkon™ S ซึ่งเป็นสารฆ่าเชื้อที่ใช้ในการทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกในการเลี้ยงสัตว์ปีก โดยใช้ผสมน้ำในสัดส่วนเพียง 1:100 และออกฤทธิ์ได้แม้ในสภาพอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็น ภายใต้การดูแลของ MPP ผลิตภัณฑ์ จะถูกพัฒนาเฉพาะเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ออกฤทธิ์เร็ว ยืดหยุ่นและสะดวกในการใช้งาน และเป็นโซลูชั่นที่ก้าวนำสมัยในการยับยั้งการติดเชื้อเหมาะสำหรับใช้ในธุรกิจการเลี้ยงสัตว์เชิงพาณิชย์ สถานพยาบาลสัตว์และเกษตรกรทั่วไป.

 

พณ. อัดกิจกรรม มี.ค.-พ.ค. ดันส่งออก หวังเป้าทั้งปีโต 5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มี.ค. 2560 17:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/890685


พาณิชย์ อัดกิจกรรมดันส่งออกระยะ 3 เดือน ตั้งแต่ มี.ค.-พ.ค.60 หวังดันเป้าทั้งปีโต 5% เร่งเจาะตลาดเป็นรายประเทศ เน้นอาเซียน จีน อินเดีย รัสเซีย และซีไอเอส มุ่งเข้าสู่เมืองรอง พร้อมดันเอสเอ็มอีค้าขายผ่านออนไลน์มากขึ้น…

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้จัดทำแผนผลักดันการส่งออกระยะ 3 เดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค.-พ.ค.60 เพื่อผลักดันมูลค่าการส่งออกไทยในปีนี้ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 5% จากปีก่อน โดยจะมุ่งทำตลาดเชิงรุกบุกเจาะตลาดเป็นรายประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้ประกอบการไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าผ่านการใช้นวัตกรรม การหาลู่ทางออกไปลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงการผลักดันธุรกิจบริการ เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศ และการผลักดันให้มีการค้าขายระหว่างประเทศผ่านออนไลน์

สำหรับการเร่งรัดขยายตลาดเชิงรุก จะเน้นการเจาะลึกตลาดเป็นรายประเทศ โดยจะเริ่มจากตลาดอาเซียน และขยายสู่ประเทศพันธมิตรของอาเซียน เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย และซีไอเอส (ประเทศที่เคยเป็นสหภาพโซเวียต) โดยเน้นเจาะตลาดเมืองรอง ผ่านช่องทางจำหน่ายที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่และวัฒนธรรมการบริโภคยุคสังคมเมือง รวมถึงการสร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) โดยการนำคณะผู้บริหารและนักธุรกิจไทยเดินทางไปเจาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงอย่างต่อเนื่อง เช่น ญี่ปุ่น ลาว เป็นต้น

นอกจากนี้ จะเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมส่งออก ด้วยการส่งเสริมให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดี พัฒนาตราสินค้าของตนเองให้ออกสู่ตลาดสู่ต่างประเทศ และสร้างนักออกแบบไทยให้มีศักยภาพ โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น กิจกรรมสร้างศักยภาพแบรนด์ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) สตาร์ทอัพ เป็นต้น

“กระทรวงยังมีแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมรายคลัสเตอร์ โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาให้คำแนะนำเป็นรายกลุ่มสินค้า เช่น กลุ่มเกษตรและอาหาร ที่จะผลักดันโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก สินค้าอาหาร และสินค้าฮาลาล”

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ จะเน้นส่งเสริมขยายการค้าและการลงทุนเชิงรุก โดยเน้นตลาด V4 ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนภาคเหนือ (เช็ก ฮังการี สโลวาเกีย และโปแลนด์) และส่งเสริมนักธุรกิจไทยแสวงหาโอกาส และดำเนินธุรกิจในยุโรป เช่น เยอรมนี เดนมาร์ก สวีเดน ส่วนธุรกิจบริการ จะให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจบริการเป้าหมาย เช่น การให้บริการด้านสุขภาพ อุตสาหกรรมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ขณะเดียวกัน จะผลักดันเอสเอ็มอีทำการค้าผ่านออนไลน์ให้มากขึ้น เพราะมูลค่าการค้าขยายตัวกว่า 15-20% ต่อปี โดยมีเว็บไซต์ thaitrade.com เข้ามาสนับสนุน.

 

หุ้นไทยปิดซื้อขายแดนบวก ปรับขึ้น 2.56 จุด ซื้อขาย 35,790.37 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มี.ค. 2560 17:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/890726


หุ้นไทยปิดซื้อขายแดนบวก ปรับขึ้น 2.56 จุด ปิดที่ 1,563.54 จุด มูลค่าซื้อขาย 35,790.37 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขายในแดนบวก ขยับขึ้น 2.56 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 1,563.54 จุด มูลค่าซื้อขาย 35,790.37 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวก แตะระดับสูงสุดที่ 1,568.29 จุด ต่ำสุดที่ 1,561.79 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน), และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน).

 

สหพัฒน์ฯ ประเมินเศรษฐกิจปีนี้โตต่อเนื่อง ตั้งเป้ายอดขายมาม่า ขยับ 10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มี.ค. 2560 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/890616


สหพัฒน์ฯ ชี้กำลังซื้อเริ่มฟื้น ดันยอดขายมาม่าปีที่ผ่านมาโต 5% ส่วนปีนี้ตั้งเป้าขยายตัว 10% ขณะที่ยอดขายรวมปีนี้ตั้งเป้าที่ 3.3 หมื่นล้าน แต่กังวลปัจจัยเสี่ยงภัยแล้งรุนแรง พร้อมรุกหนักซื้อขายออนไลน์…

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวต่อเนื่อง คาดโตมากกว่า 3.2% โดยยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” ปีที่ผ่านมาเติบโต 5% จากการทำการตลาด และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดีขึ้น ส่วนปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 10% แต่กังวลปัจจัยเสี่ยงปีนี้คือสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งหากรุนแรงอาจจะกระทบกำลังซื้อภาคการเกษตร

ส่วนยอดขายรวมในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 33,000 ล้านบาท เติบโต 0.5% เพิ่มจากปี 2559 ที่มียอดขายรวม 32,815 ล้านบาท ซึ่งยอมรับว่ายอดขายปีนี้คงไม่ถึง 10% แต่ตั้งใจรุกตลาดให้ยอดขายเติบโตถึง 10% ซึ่งที่ผ่านมาเคยทำยอดขายได้เติบโตสูงกว่าเป้าหมาย โดยปี 2559 ที่ผ่านมา ยอดขายโตถึง 13.2% จากเป้าหมาย 10% โดยปีนี้มี 2 ผลิตภัณฑ์ คือ กะทิอร่อยดี และ ไนกี้ ที่เปลี่ยนนโยบายแยกตัวไปจำหน่ายเอง ทำให้รายได้ปีนี้หายไป

นอกจากนี้บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น และบริษัทออกผลิตภัณฑ์กู๊ดเอจ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าสูงอายุ รวมถึงปีนี้จะพัฒนาระบบการซื้อขายผ่านออนไลน์ โดยทุ่มงบ 52 ล้านบาท ทำศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับการซื้อขายผ่านออนไลน์ที่สูงขึ้นจากปี 2559 โต 158% และจะเพิ่มหน่วยรถขายสินค้าของสหพัฒน์ฯ ตามต่างจังหวัด เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ เพื่อเพิ่มยอดขาย จากปัจจุบันมีรถขายสินค้าอยู่ 220 คัน พร้อมทั้งกำลังพิจารณาขยายศูนย์กระจายสินค้าในศรีราชา ชลบุรี ปัจจุบันมีพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร ให้เป็น 50,000 ตารางเมตร โดยเบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบลงทุน 600 ล้านบาท.

 

เนสท์เล่งัดแคมเปญวอร์มอัพรับวันใหม่ กระตุ้นคนไทยกินอาหารเช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มี.ค. 2560 16:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/890607


“เนสท์เล่” เดินหน้าปลุกตลาดอาหารเช้า เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “วอร์มอัพ รับวันใหม่” กระตุ้นคนไทยเริ่มต้นวันใหม่ด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่มีโภชนาการเหมาะสม…

นางออดรีย์ เลียว ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า เนสท์เล่ยึดมั่นในการเพิ่มพูนคุณภาพชีวิต เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดีสู่อนาคตให้กับชาวไทย จึงได้จัดแคมเปญ เนสท์เล่ วอร์มอัพ รับวันใหม่ขึ้น โดยเริ่มต้นจากการที่มองเห็นว่า ช่วงเวลาตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่เร่งรีบ โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีเด็กในวัยเรียน คุณแม่ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนไปส่งลูกๆ และจัดการตัวเองก่อนไปทำงาน นอกจากนั้นยังพบว่าส่วนใหญ่นิยมทานอาหารเช้าแบบง่ายๆ แทนอาหาร อุ่นๆ ปรุงใหม่ๆ ในตอนเช้า เนสท์เล่ในฐานะผู้ช่วยที่คุณแม่ไว้วางใจ ตระหนักถึงภารกิจนี้ ยามเช้าอันท้าทาย และมุ่งมั่นสนับสนุนให้ทุกครอบครัวเริ่มต้นวันอย่างอบอุ่น ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่อร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้เกิดขึ้น

นางสาวพัทนัย เหลืองตระกูล ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ได้สำรวจพฤติกรรมยามเช้าของคุณแม่จำนวน 500 คน ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และพบว่า ประเด็นสำคัญช่วงเช้าแม้จะต้องเร่งรีบ แต่คุณแม่ส่วนใหญ่ยังทุ่มเทเวลาให้กับการเตรียมอาหารเช้าสำหรับสมาชิกในครอบครัวก่อนจะดูแลตัวเอง ขณะที่คุณแม่ 98% รู้ถึงความสำคัญของอาหารเช้า จึงเป็นเหตุผลหลักที่คุณแม่พยายามจะเตรียมอาหารให้ลูกในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยพบว่า มีคุณแม่เพียง 54% ที่สามารถทำอาหารเช้าให้ลูกได้ทุกวัน เนื่องจากภารกิจต่างๆ และเวลาที่จำกัด ซึ่งอาหารเช้าที่คุณแม่นิยมเตรียมให้ลูกๆ คือโจ๊ก ข้าวต้ม หรืออาหารเช้าแบบอเมริกัน แต่ที่น่าสนใจคือ คุณแม่ของเด็กในวัยประถมศึกษาตอนปลาย 7-12 ปี ส่วนใหญ่จะนิยมให้ลูกทานข้าวเหนียวหมูปิ้งถึง 50% และขนมปังเบเกอรี่ 48% ซึ่งอาจมีคุณค่าทางโภชนาการไม่เพียงพอ

“เชื่อมั่นว่าแคมเปญนี้จะส่งเสริมให้ทุกครอบครัวเปลี่ยนช่วงเวลาเร่งรีบให้เป็นช่วงเวลาคุณภาพ ด้วยการเตรียมอาหารเช้าที่อร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการให้กับลูกๆ ใช้เวลาในยามเช้าร่วมกันอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันอบอุ่นให้กับทุกครอบครัว และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับเรื่องดีๆ ตลอดวัน” นางสาวพัทนัย กล่าว

ทั้งนี้ แคมเปญวอร์มอัพ รับวันใหม่ กระตุ้นคนไทยเริ่มต้นวันใหม่ด้วยกลยุทธ์การวอร์มอัพสไตล์ 3 อ. ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มที่มีโภชนาการเหมาะสม การออกกำลังกาย เพื่อความกระฉับกระเฉงและการมีสุขภาพดี และเติมความอบอุ่น ด้วยการพูดคุยสานสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว พร้อมเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการวอร์มอัพตลอดปี 2560 อาทิ มัลติแบรนด์โปรโมชั่นรวมผลิตภัณฑ์ของเนสท์เล่ที่ให้ทั้งความอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมกิจกรรมสื่อสารการตลาดเพื่อเข้าถึงแม่ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการวอร์มอัพครอบครัวทุกมิติ รวมถึงข้อมูลความรู้และเคล็ดลับด้านโภชนาการผ่านสื่อต่างๆ ทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ สื่อดิจิตอลและสื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย.

 

ทองคำเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มี.ค. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/890020


ราคาทองวันที่ 20 มี.ค. เปิดตลาดราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายออกบาทละ 20,300 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.26 ขายออกบาทละ 20,800 บาท

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาคงที่จากเมื่อวันที่ 18 มี.ค. ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 บาท ขายออกบาทละ 20,300 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.26 บาท ขายออกบาทละ 20,800 บาท.

 

รัฐหน้าตื่น! เร่งดันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ผุดซุปเปอร์พีพีพีฟาสต์แทรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/889840


“อุตตม” เซ็นคำสั่งตั้งอนุกรรมการ ดูแนวทางร่นระยะเวลาโครงการลงทุนที่เรียกว่า “ซุปเปอร์ พีพีพี ฟาสต์แทรค” เพื่อให้ การลงทุนในอีอีซีเกิดขึ้นรวดเร็ว

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากที่นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางการเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของโครงการอีอีซี สำหรับโครงการที่มีรูปแบบการลงทุนลักษณะร่วมภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) โดยส่วนตัวได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอนุกรรมการชุดนี้ มีเป้าหมายการทำงานหลัก คือหาแนวทางขับเคลื่อนให้การลงทุนในรูปแบบพีพีพีเร็วขึ้นเป็น “ซุปเปอร์ พีพีพี ฟาสต์แทรค” ซึ่งจะใช้เวลาสั้นกว่าในระบบพีพีพี ฟาสต์แทรคปกติ 9 เดือน

สำหรับโครงการที่จะเข้ามาอยู่ในการพิจารณานั้นมีอยู่หลายโครงการ โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการที่จะต้องลงทุนอยู่แล้ว เช่น โครงการภายในสนามบินอู่ตะเภา ที่มีโครงการที่จะลงทุนแบบพีพีพีอยู่ 5-6 โครงการ เช่น ทางวิ่งใน (รันเวย์) ในสนามบิน อาคารผู้โดยสาร กิจกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) เขตปลอดอากร (Free Zone) นอกนั้นก็มีโครงการอื่น เช่น โครงการท่าเรือแหลมฉบัง รถไฟความเร็วสูง โดยใน 1-2 สัปดาห์นี้คาดว่าจะมีการประชุมอนุกรรมการชุดนี้นัดแรกได้

“โครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่ทุกหน่วยงานทราบว่าต้องทำอยู่แล้ว ดังนั้นการเตรียมการไปพร้อมกัน แทนที่หน่วยงานหนึ่งทำแล้วค่อยส่งไปอีกหน่วยงานหนึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ ซึ่งจะช่วยย่นเวลาลงมาจาก 9 เดือนได้ ซึ่งจะเหลือกี่เดือนนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการ แต่แนวทางผลักดันนั้นตอนนี้มีไกด์ไลน์ไว้พอสมควรแล้ว ทั้งหมดจะเพิ่มความมั่นใจได้ว่าโครงการหลักจะเริ่มเดินหน้าลงทุนได้ในปีนี้”

พล.ร.ต.วรพล ทองปรีชา ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานอู่ตะเภา เปิดเผยว่า สนามบินอู่ตะเภาจะเปิดเทอร์มินอลใหม่ ภายในเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 3 ล้านคนทันที และเมื่อเอาระบบเทคโนโลยีมาช่วย เช่น ระบบเช็กอินด้วยตัวเอง จะสามารถรองรับได้ถึง 5 ล้านคน โดยยังไม่ต้องสร้างเทอร์มินอลเพิ่ม อย่างไรก็ตาม มีแผนร่วมกับรัฐบาลที่จะเดินหน้าขยายความสามารถในการรองรับผู้โดยสารให้รองรับผู้โดยสารให้ได้ถึง 15 ล้านคน ภายใน 5 ปี ซึ่งจะต้องสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ใหม่ พร้อมกับอาคารเทอร์มินอลใหม่ ซึ่งจากการประชุมร่วมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี อยากเร่งให้มีการประมูลเร็วที่สุดในเดือน ส.ค.นี้

“นับเป็นโชคดีของสนามบินอู่ตะเภาที่อยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ทำให้ต่อไปจะมี พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ดูแลการลงทุนและการใช้พื้นที่ที่มีขั้นตอนรวดเร็วขึ้น ขณะที่การดำเนินโครงการขยายสนามบินและสร้างให้สนามบินอู่ตะเภากลายเป็นเมืองการบิน ที่มีศูนย์ซ่อมเครื่องบิน คาร์โก้ ทางรัฐบาลจะใช้วิธีการให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐในรูปแบบพีพีพี ฟาสต์แทรค ในพื้นที่อีอีซี โดยซึ่งรองนายกฯสมคิดระบุว่า จะใช้เวลาเร็วกว่าพีพีพี ฟาสต์แทรคปกติ ขณะที่ทางสนามบินอยู่ระหว่างจ้าง เอกชนทำแผนแม่บทจะสมบูรณ์ในต้นปีหน้า”

ทั้งนี้ ตั้งแต่รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าจะยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 3 รองจากสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ได้ทำให้มีผู้โดยสารมาใช้บริการสนามบินอู่ตะเภาเพิ่มขึ้น 70% โดยในปี 2559 มีผู้โดยสารกว่า 700,000 คน มีเที่ยวบินกว่า 8,000 เที่ยว จากที่ ในปี 2557 มีผู้ใช้บริการเพียง 150,000 คน และเพิ่มเป็น 170,000 คน ในปี 2558 โดยจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นมากเนื่องจากสายการบินไทยแอร์เอเชียมาใช้สนามบินอู่ตะเภาบินไปหลายเส้นทางในลักษณะของเที่ยวบินประจำ จากเดิมที่มีแค่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เส้นทางเกาะสมุย-อู่ตะเภา และเครื่องบินเช่าเหมาลำ และสิ้นเดือนนี้แอร์เอเชียเปิดอู่ตะเภา-ภูเก็ต และอู่ตะเภา-อุบลราชธานี.

 

“นมวัวแดง” ลุ้นขึ้นชั้น “แบรนด์แห่งชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/889836


นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า เพื่อพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค (นมวัวแดง) ให้ก้าวสู่แบรนด์นมแห่งชาติและเป็นแบรนด์ที่ติดอยู่ในใจของคนไทย (Top Of Mind) ภายใน 5 ปี อ.ส.ค.วางเป้าหมายทำยอดขายในตลาดทั้งในและต่างประเทศให้ได้ปีละไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท โดย อ.ส.ค.ได้เดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับเครื่องฆ่าเชื้อระบบยูเอชที ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และศึกษาดูงานเกี่ยวกับการผลิตเครื่องบรรจุภัณฑ์แบบไฮสปีด และเครื่องท้ายไลน์บรรจุกระป๋องลง ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งทั้งสองประเทศถือเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมนมชั้นนำของโลก เนื่องจากมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตผลิตภัณฑ์นมที่ทันสมัย

“อ.ส.ค.จึงมีแผนส่งบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและบุคลากรด้านพัฒนาวิจัยผลิตภัณฑ์ไปศึกษาเทคนิคและเทคโนโลยีด้านการผลิตในประเทศชั้นนำ เพื่อนำความรู้มาพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถกระบวนการผลิตนมไทย-เดนมาร์คให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในเบื้องต้นจะส่งคนไปศึกษาเทคโนโลยีเพิ่มเติมการใช้เครื่องบรรจุภัณฑ์แบบไฮสปีดที่เยอรมนี เนื่องจากปัจจุบัน อ.ส.ค.ยังใช้เครื่องมือได้ไม่เต็มศักยภาพ”

นายณรงค์ฤทธิ์กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าเครื่องจักรดังกล่าวมีศักยภาพรองรับในการผลิตผลิตภัณฑ์นมได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะนมยูเอชที แต่ยังสามารถสร้างนวัตกรรมตัวผลิตภัณฑ์นม เพื่อแตกไลน์สินค้าใหม่ๆ อาทิ การทำการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่นำส่วนผสมของเนื้อผลไม้ ผัก เมล็ดธัญพืชที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ เพื่อใช้ผสมในน้ำนม เป็นต้น สำหรับกระบวนการดังกล่าวจะช่วยสร้างโอกาสให้ อ.ส.ค.มีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์คู่แข่ง ซึ่งขณะนี้ อ.ส.ค.อยู่ในขั้นศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ ตอบสนองคนรุ่นใหม่ในอนาคต.