เช็คเสียง สนช.ยังกำกึ่ง ตั้ง “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268354

คมชัดลึก, สนช., ยังก้ำกึ่ง, เช็ค, เสียง, ยัง, กึ่ง, ตั้ง, บรรษัท, น้ำมัน, แห่งชาติ, เช็คเสียง, สนชยังกำกึ่ง, บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

เสียงสนช.ยังกำกึ่ง ตั้ง บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ อาจแก้เป็นกำหนดให้ ครม. ตั้งกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ และรูปแบบการตั้งแทน

  นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) เปิดเผยว่า การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….และร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ของสนช.จะเดินหน้าไปตามกระบวนการปกติ โดยไม่จำเป็นต้องถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกมาก่อนแต่อย่างใด เนื่องจากทุกอย่างผ่านการพิจารณาของวิปสนช.แล้วและเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ  ยืนยันว่าการที่มีการบัญญัติมาตรา 10/1 เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC ) ไม่ได้เป็นการสอดไส้ตามที่มีบางฝ่ายกล่าวหา เพราะแม้คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะได้บัญญัติเข้าไป อันเป็นการแก้ไขเกินหลักการตามที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นการแก้ไขเกินกว่าหลักการแต่อย่างใด

รายงานข่าวจากสนช.แจ้งว่า   สมาชิกสนช.จำนวนมากได้สอบถามประเด็นดังกล่าวกับผู้รู้โดยเฉพาะกรรมาธิการ ซึ่งมีความเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่าย คือทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยคงต้องรอฟังเหตุผลของคณะกรรมาธิการฯซึ่งจะมีการชี้แจงในวันที่ 30 มี.ค. แต่ก็เห็นว่าการตั้งบรรษัทน้ำมันฯเป็นประเด็นที่ครม.ได้มีมติเห็นชอบแล้ว รวมทั้งที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายก็เห็นด้วยแล้ว ทั้งนี้ในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานกมธ.จะขอชี้แจงเรื่องการเพิ่มเติมการตั้งบรรษัทน้ำมันฯ  นอกจากนี้ยังมีการเสนอทางออกเรื่องนี้โดยอาจมีการปรับถ้อยคำจากเดิมที่กำหนดให้มีการจัดบรรษัทน้ำมั่นแห่งชาติเมื่อมีความพร้อม มาเป็นการกำหนดให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการตั้งคณะกรรมการศึกษาถึงความเป็นไปได้และรูปแบบของการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งการแก้ไขในลักษณะนี้จะมีความชัดเจนมากกว่าการไปกำหนดพิจารณาเมื่อมีความพร้อมที่ไม่มีขอบเขตการดำเนินการที่แน่นอน

คปพ.โต้นายกฯ เข้าใจผิดเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268341

บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ, คปพ., โต้, นายกฯ, เข้าใจผิด, เรื่อง, บรรษัท, น้ำมัน, แห่งชาติ, คปพโต้นายกฯ, อยากให้นายกเห็นประโยชน์ของประชาชนมากกว่ากลุ่มทุน

คปพ.โต้ นายกฯ เข้าใจผิดเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ พร้อมยื่นหนังสือคัดค้าที่สภาพรุ่งนี้ 8 โมงเช้า

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลาฯ แยกคอกวัว เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) โดยนายธีระชัย ภูวนาทนรานุบาล น.ส.รสนา โตสิตระกูล  ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แถลงกรณีการพาดพิงของนายกรัฐมนตรีต่อภาคประชาชน และเรื่องนายกรัฐมนตรีติดหลุมพรางกับดักของกลุ่มทุนพลังงาน โดยนายปานเทพ กล่าวว่า ตามที่นายกฯให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนพาดพิงกลุ่ม คปพ. กดดันตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ และเตรียมนำม็อบมาล้อมทำเนียบหรือรัฐสภานั้น พวกเราเห็นว่านายกฯกำลังไม่เข้าใจและเข้าใจผิดอยู่หลายเรื่อง ทั้งนี้ การตั้งบรรษัทน้ำมันไม่ใช่เพราะ คปพ. กดดัน แต่เกิดขึ้นจากรายผลการศึกษาของคณะกรรมมาธิการวิสามัญศึกษาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ซึ่งเป็นรายงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า จำเป็นต้องตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

นายปานเทพ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ภาคประชาชนไม่รับกฎหมายฉบับนี้ เพราะไม่มีการกำหนดระยะเวลาการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เพื่อรับโอนทรัพย์สินปิโตรเลียมในแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณที่ใกล้หมดสัญญาสัมปทาน มีมูลค่า 2 แสนล้านบาทต่อปี จึงต้องตั้งองค์กรของรัฐเพื่อรับโอนทรัพย์สินก่อนการประมูลรอบต่อไป หากไม่ทันจะทำให้ชาติสูญเสียอธิปไตยเหนือแหล่งปิโตรเลียมหลายสิบปี รวมถึงไม่ระบุว่าจะมีการประมูลผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดต่อรัฐ ไม่มีการแก้ไขผลการศึกษาของ สนช. เช่น การเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจ ลดหย่อนค่าภาคหลวง ภาษี ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษได้อย่างกว้างขวาง ไม่มีราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้าง และยังไม่มีบทบัญญัติในการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทางกลุ่ม คปพ. จะเดินทางยื่นหนังสือคัดค้านกฎหมายดังกล่าว ต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันที่ 30 มี.ค. เวลา 08.00 น.

นายปานเทพ กล่าวต่อว่า คปพ.ขอชี้แจงเหตุผลต่อนายกฯที่ประเทศไทยต้องมีบรรษัทน้ำมัน ว่า หน้าหน้าที่ของบรรษัทน้ำมัน คือ รับโอนทรัพย์สินจากทุกแหล่งที่หมดสัญญาสัมปทาน รับโอนระบบท่อก๊าซเพื่อหยุดการผูกขาด เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง และขายปิโตรเลียมตามสิทธิ์ที่รัฐได้จากระบบแบ่งปันผลผลิตและจ้างผลิต แต่การจะใช้ ปตท. ทำหน้าที่แทนบรรษัทนั้นไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นเอกชนและต่างชาติถือหุ้นเกือบครึ่ง หรือจะใช้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็ไม่คล่องตัว เพราะติดระเบียบราชการ

ทั้งนี้บรรษัทน้ำมันควรมีทุกภาคส่วนเข้ามาจัดการ ต้องรวมถึงฝ่ายทหารด้วย การที่มีทหารเข้ามาร่วมดูแลด้วยนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะน้ำมันถือเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญของชาติ  แต่ไม่ใช่ให้ทหารเป็นหลัก ควรต้องมีองค์ประกอบที่หลากหลายเพื่อการถ่วงดุลอำนาจ ส่วนการตรวจสอบควรต้องมี สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง) ผู้ตรวจการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และภาคประชาชน เข้ามาร่วมด้วย

“อยากให้นายกเห็นประโยชน์ของประชาชนมากกว่ากลุ่มทุน” นายปานเทพกล่าว

“มัลลิกา”ชี้สังคมให้น้ำหนัก“หม่อมอุ๋ย”เกินควร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268340

มัลลิกา เรืองกฤติยา, บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ, มัลลิกา, ชี้, สังคม, ให้, น้ำหนัก, หม่อม, อุ๋ย, เกินควร, หม่อมอุ๋ย

“มัลลิกา”ชี้สังคมให้น้ำหนัก “หม่อมอุ๋ย” เกินควร ขออย่ามองกมธ.ปิโตเลียมด้านลบเกินไป

             29 มี.ค. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงประเด็นปัญหาเรื่องพลังงานว่าสังคมให้น้ำหนัก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี มากจนเกินควรและมองทหารกรรมาธิการฯหนุนบรรษัทปิโตเลียมในทางร้ายเกินไป เป็นเพราะขาดความรู้พื้นฐานเรื่องพลังงาน ซึ่งเรื่องการปิโตรเลียมมีสองมุมมองคือมุมมองธุรกิจเศรษฐกิจแบบนักลงทุนและผู้ถือหุ้นกับมุมมองด้านสมบัติชาติและความมั่นคง โดย 6 ทหารเขาหนุนตั้งบรรษัทปิโตรเลียม เขาคิดไม่ผิดเพียงแต่อนาคตเราไม่ทราบเท่านั้นเอง เพราะการปิโตรเลียมของเราขึ้นกับสัมปทานเอกชนมาตลอด

การวางอนาคตโดยการเตรียมการจัดตั้งบรรษัทฯโดยไม่ได้กำหนดเวลาแต่ให้เกิดการศึกษาให้พร้อมก่อนนั้น ก็ถือเป็นเรื่องดีรอบคอบดี เพราะการตั้งบริษัทฯไม่ได้เกี่ยวข้องกับการวางอำนาจว่าทหารหรือผลประโยชน์เพราะอนาคตตั้งบรรษัทได้ก็ไม่รู้ทหารพวกนี้จะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าขอตัดเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนออกไปได้เลย พวกเขาคิดเรื่องผลประโยชน์ชาติและมุมมองความมั่นคงต่างหาก เพราะประเทศเราพึ่งบริษัทต่างชาติมาตลอดชีวิตเราแต่ปัจจุบันเราโตแล้ว  และการเขียนกฎหมายไว้ว่าให้ศึกษาจนเกิดความพร้อมแล้วค่อยตั้งนั้นก็ไม่รู้ว่าชาตินี้จะศึกษาอีกเท่าไร จะว่าไปก็ตั้งยากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเสียอีก

“เรื่องพลังงาน คือความมั่นคงของชาติจริง ๆ และที่ผ่านมาทรัพยากรด้านนี้ก็ถูกใช้แบบความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของข้าราชการไทยกับผลประโยชน์นักการเมืองไทยมาหลายยุคแล้ว ถ้าเราไม่เตรียมการไว้เผื่ออนาคตแล้วเราจะเอาอนาคตด้านการปิโตเลียมไทยขุดเจาะแท้จริงเท่าไรก็ไม่รู้ผูกขาดไว้กับสัมปทานให้เขาทำอย่างเดียวหรือ”นางมัลลิกากล่าว

“คนใช้ได้ประโยชน์ แต่คนทั้งประเทศเสียประโยชน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268315

รถไฟฟ้าสีน้ำเงิน, ขยายสัญญา, ค้าน, ยื่นหนังสือ, เตรียม, ศรีสุวรรณ จรรยา, คนใช้, ได้ประโยชน์, แต่, ทั้ง, ประเทศ, เสีย, ประโยชน์, คนใช้ได้ประโยชน์, คนใช้ได้ประโยชน์ แต่คนทั้งประเทศเสียประโยชน์, ศรีสุวรรณ

“ศรีสุวรรณ” เตรียมยื่นหนังสือขอ ครม. ทบทวนมติ ขยายสัญญารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ระบุคนใช้ได้ประโยชน์ แต่คนทั้งประเทศเสียประโยชน์

             19 มี.ค. 2560 –   นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบผลเจรจาเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย โดยไม่ปรับสัญญาเดิม และขยายสัญญาไปถึงปี 2592 ว่า ในเรื่องนี้ผู้โดยสารที่ใช้รถไฟฟ้าสายสีนำเงินก็จะได้ประโยชน์ เนื่องจากมีการตรึงราคาค่าโดยสารอยู่ที่ 16-24 บาท ซึ่งไม่ได้เก็บค่าโดยสารเพิ่ม แต่คนที่เสียผลประโยชน์คือคนไทยทั้งประเทศ เนื่องจากการต่อสัญญาครั้งนี้มีเงื่อนไขว่า รายได้จากค่าค่าโดยสาร ทางบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM จะต้องจ่ายให้กับ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในรูปแบบของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว เช่นว่าวิ่งรถมีรายได้ 100 บาท หักค่าใช้จ่ายไป 95 บาท ก็เอา 5 บาทที่เหลือมาแบ่งผลประโยชน์กัน ซึ่งตนว่าไม่ยุติธรรมกับคนไทยทั้งประเทศ เพราะบริษัทที่เดินรถก็จะคิดค่าใช้จ่ายต่างๆไปก่อน เป็นไปได้ที่เขาจะเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น แล้วเอารายได้ที่เหลือน้อยนิดมาแบ่งกับรัฐบาล ซึ่งตนเห็นว่านี่คือเงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า เรื่องนี้อาจจะไม่เห็นผลกระทบโดยตรงในทันที แต่จะเป็นผลโดยอ้อม เนื่องจากรัฐบาลจะไม่มีเงินจากการให้บริการรถไฟฟ้า ซึ่งการขยายเส้นทางใหม่ก็ทำได้ยาก ทำให้ต้องดึงเงินส่วนกลางก้อนใหญ่ ที่ต้องเอาไปใช้ช่วยเหลือประชาขนในหลายๆเรื่อง ให้กับ รฟม. ดำเนินการขยายเว้นทาง และที่สำคัญการต่อสัญญาไปอีก 20 ปีทำให้ไม่เกิดการแข่งขันของผู้ประกอบการ ทำให้บริษัท BEM เป็นเหมือนเสือนอนกิน อาจจะให้บริการไม่ค่อยดีแบบเช้าชามเย็นชามก็ได้

จากนี้ผมจะเคลื่อนไหวโดยจะจะไปยื่นหนังสือเพื่อให้ ครม.ทบทวนมติดังกล่าว โดยคาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า

“อกนิษฐ์” ลั่น 11 กมธ.ไม่มีเอี่ยวผลปย.ด้านพลังงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268294

คมชัดลึก, สอดไส้, สนช., พล.อ.สกนธ์, ผลประโยชน์, รองนายกฯ, หม่อมอุ๋ย, ผูกมัด, พ.ร.บ.ปิโตรเลียม, บรรษัทน้ำมัน, อกนิษฐ์, ลั่น, กมธ, ไม่มี, เอี่ยว, ด้าน, พลังงาน, การให้สัมปทาน

“อกนิษฐ์” ยันตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ในร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม รับฟังทุกภาคส่วน ย้ำไม่ได้เขียนผูกมัดให้ตั้งทันที

          29 มี.ค.60 – พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ โฆษกกรรมาธิการการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวถึง การบัญญัติมาตรา 10/1 ให้จัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ในร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในวันที่ 30 มี.ค. ว่า ตั้งแต่สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประเทศไทยเคยหาแหล่งพลังงาน ได้เจอหลุมแก๊สในอ่าวไทย ตอนนั้นจึงมีคำว่า “โชติช่วงชัชวาลแล้วประเทศไทย” จากนั้นมีการหาบริษัทมาลงทุน แต่ไม่มีกฎหมายจึงได้ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 เริ่มใช้บังคับจนถึงปัจจุบัน 40 ปี ในพ.ร.บ.ฉบับนั้น มาตรา 22(14) พูดไว้เรื่องเดียวคือ “การให้สัมปทาน” ที่ใช้กันมาตลอด แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ทั่วโลกมีทั้งใช้วิธีสัมปทาน การแบ่งปันผลผลิต และจ้างบริการ ปีก่อนที่ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม จะเข้าสู่การพิจารณา ทางสนช.ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปิโตรเลียม ดำเนินการศึกษาทางวิชาการ รับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ซึ่ง น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสปช. ก็เข้าร่วมด้วย ผลออกมาต้องมีทั้งการสัมปทาน แบ่งปันผลผลิต และจ้างบริการ นอกจากนั้น ผลการศึกษาระบุ จะต้องมีการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจตรงนั้น หลังจากกมธ.ศึกษาแล้วจึงส่งไปยังรัฐบาล

พล.อ.อกนิษฐ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานกมธ.ได้พาคณะที่มีทั้งทหารและพลเรือนไปพบ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯขณะนั้น เพื่อชี้แจงผลการศึกษา จากนั้นรัฐบาลได้เสนอร่างมา มี 3 วิธีการคือ การสัมปทาน แบ่งปันผลผลิต จ้างบริการ เหมือนที่เราศึกษา ทุกอย่างก็ทำตามขั้นตอน และยังมีการถามถึงการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ไปยังครม.ถึง 2 ครั้ง ครม.ก็ยังยืนยันตั้งได้ แต่เมื่อมีความพร้อม โดยให้มีหน่วยงานเข้ามาศึกษาว่าลักษณะควรเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่ากฎหมายบังคับใช้แล้วตั้งวันนี้พรุ่งนี้ได้จะจัดได้เลย หากเขียนไปว่าให้มีการตั้งขึ้นมาทันทีทั้งที่ยังไม่รู้ว่ารูปร่างหน้าตาของบรรษัทเป็นอย่างไรก็จะเป็นการผูกมัด จึงต้องเขียนแบบกลางๆ ส่วนการปฏิบัติก็อยู่ที่รัฐบาลจะไปทำอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าการร่างกฎหมายจะให้ถูกใจคนทั้งประเทศไม่ได้

“เหมือนกับการปลูกบ้านที่ต้องมีการออกแบบก่อน หากเขียนแล้วรัฐบาลทำไม่ได้ หรือบังคับไม่ได้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร หรือล๊อคหมดทุกอย่างก็ทำไม่ได้มันผิดกฎหมาย แต่ที่แน่นอนคือเห็นควรให้มีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ และหลายประเทศก็มีการตั้งและก็มีการบริหารที่แตกต่าง เช่น  ประเทศมาเลเซียก็มีบรรษัทน้ำมันแห่งขาติ แต่ไม่รู้ว่าเขาบริหารอย่างไรถึงขาดทุนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราบริหารแล้วจะไม่สำเร็จเหมือนเขา” พล.อ.อกนิษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ที่มีการมองว่ากรมพลังงานทหารจะเข้ามาร่วมบรรษัทด้วยนั้น พล.อ.อกนิษฐ์ กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะกฎหมายนี้รักษาการณ์โดยรมว.พลังงาน ส่วนกรมพลังงานทหารขึ้นอยู่กับกระทรวงกลาโหม มีไว้เพื่อเตรียมการเรื่องพลังงานสำหรับป้องกันประเทศ ไม่ใช่ธุรกิจ ซึ่งเป็นคนละบทบาทหน้าที่กัน และไม่กังวลที่กลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะมาชุมนุมคัดค้านร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะวิถีประชาธิปไตยย่อมมีความเห็นแตกต่างหลากหลาย ถือว่าเป็นความงดงาม ความหลากหลายในระบอบประชาธิปไตย

ส่วนที่เกรงว่าจะมีคนมีส่วนได้เสียมาร่วมบรรษัทฯในอนาคตนั้น พล.อ.อกนิษฐ์ กล่าวว่า ขอให้ดูรายชื่อคณะกรรมการพิจารณา อย่างตนไม่ได้มีหุ้นในปตท.สักบาทเดียว ไม่เคยคิดจะลงทุนด้านนี้ จึงกล้ายืนยันแทนกรรมาธิการทั้ง 11 คนว่าไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องนี้ ทุกคนทำด้วยความหวังดี และคนที่มาวิพากษ์วิจารณ์ก็หวังดีต่อประเทศชาติทั้งนั้น ไม่มีใครคิดทำลาย

“ยืนยันว่าการออกกฎหมายนี้มาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติทั้งนั้น เมื่อกฎหมายออกมาบังคับใช้แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไปศึกษาว่ารูปร่างหน้าตาควรเป็นอย่างไร ซึ่งผมไม่กังวลว่าผลออกมาแล้วจะผิดเพี้ยนหรือไม่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าหากภาคการเมืองปกติเข้ามาแล้วโอกาสนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ และที่มาของมาตรา 10/1 ก็มาจากการรับฟังความเห็นของประชาชน แต่ต่อไปการเมืองจะมีการแทรกแซงหรือไม่เป็นเรื่องของอนาคต ไปคาดการณ์ไม่ได้” พล.อ.อกนิษฐ์ กล่าว

พล.อ.สกนธ์ กล่าว่า ตนเป็น 1 ใน 6 สนช. ที่ผลักดันให้มีการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ แต่การผลักดันไม่ใช่ อยู่ดีจะทำ เรื่องนี้ไม่ได้มีการสอดไส้แต่อย่างใด ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกันหลายฝ่าย ทั้งในกรรมาธิการด้วยกันเอง ซึ่งก็มีทั้งอยากให้มีและไม่อยากให้มีการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติแต่สุดท้ายก็สรุปให้มี ซึ่งเราก็เสนอไปยังรัฐบาล  ทุกอย่างทำตามขั้นตอน ส่วนม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาคัดค้านและกล่าวว่ามี  6 สนช.ผลักดันเรื่องนี้จริงๆ แล้วตนไม่เคยรู้จักม.ร.ว.ปรีดิยาธร ไม่รู้กินยาอะไรมาจากไหนถึงได้ออกมาแบบนี้ อย่างไรก็ตามร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมถือว่าจบในชั้นกรรมาธิการฯแล้ว ต่อไปก็เรื่องของที่ประชุมใหญ่สนช.จะดำเนินการอย่างไร  ส่วนตัวไม่ได้กดดันอะไร และก็ไม่เคยกลัวใคร.

“มาร์ค”แนะนายกฯใช้โอกาสปฏิรูปพลังงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268281

อภิสิทธิ์, บรรษัทน้ำมัน, มาร์ค, แนะ, นายกฯ, ใช้, โอกาส, ปฏิรูป, พลังงาน

“มาร์ค”แนะไขปมบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ต้องเพิ่มความชัดเจนกรอบเวลาตั้งองค์กรบริหารทรัพย์สิน ไม่ขัดมีกม.เพิ่มอีกติงนายกฯอย่าคิดตัดรำคาญใช้โอกาสปฏิรูปพลังงาน

        29 มี.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับ คือร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เพิ่มประเด็นการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเอาไว้ในบทเฉพาะกาลที่ 10/1 ว่า สาเหตุที่มีการทำกฎหมายพลังงานใหม่ทั้งหมดเพราะกำลังเปิดทางเลือกให้ประเทศว่าแทนที่จะมีระบบสัมปทานอย่างเดียว ที่แม้จะมีข้อดีแต่ก็มีจุดอ่อนอยู่มากจึงเปิดทางเลือกให้มีระบบแบ่งปันผลผลิต การจ้างสำรวจการผลิต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างองค์กรที่ทำงานด้านพลังงานทั้งหมด จึงไม่แปลกใจว่าทำไมมีเสียงเรียกร้องให้มีการตั้งองค์กรหนึ่งขึ้นมา เพียงแต่สิ่งที่ปรากฏในร่างกฎหมายนั้นหากฟังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ​ และหัวหน้า คสช. กล่าวเรื่องนี้ เหมือนกับเขียนไว้เพื่อตัดรำคาญ มีการเรียกร้องก็ใส่ไว้ แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าองค์นี้จะเกิดเมื่อไหร่ หน้าตาเป็นอย่างไร อำนาจหน้าที่เป็นอย่างไร

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่าปัญหาในขณะนี้คือ เวลาคืนสัมปทานต้องมีองค์กรมาทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินที่ได้คืนมา ในกรณีที่ต้องแบ่งปันผลผลิตก็จำเป็นต้องมีอีกองค์กรหนึ่งขึ้นมา ในขณะที่รัฐบาลระบุว่า ปตท.สามารถทำทุกอย่างได้ก็มีปัญหาในเรื่องการผูกขาด เช่นท่อก๊าซที่ต้องแยกออกมาให้มีการดูแลต่างหาก เพราะปตท.ไม่ได้ถือหุ้นโดยรัฐบาลร้อยเปอร์เซ็นต์ทำงานเหมือนธุรกิจ แม้แต่การเอาสื่อมวลชนไปดูงานต่างประเทศเหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์องค์กร ทั้ง ๆ ที่เป็นประเด็นนโยบายสาธารณะซึ่งหมิ่นเหม่มากต่อเรื่องจรรยาบรรณทั้งในส่วนของรัฐวิสาหกิจและสื่อมวลชนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องแก้

“ในความเห็นผมควรมีการเพิ่มเนื้อหาสารถให้ชัดว่าต้องมีองค์กรขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ว่าจะเกิดขึ้นภายในเมื่อไหร่ ให้ทันกับการเปิดทางเลือกให้ประเทศ โดยอาจไม่ต้องเขียนรายละเอียดทั้งหมดเพราะอาจทำให้กฎหมายล่าช้า แต่เขียนให้มีกรอบเวลา หลักการให้ชัดว่าอำนาจขอบเขตขององค์กรที่จะทำงานในแต่ละด้านควรกำหนดอย่างไร เช่น คนที่ดูแลเรื่องผูกขาดคือท่อก๊าซ ไม่ควรทำงานแบบธุรกิจ แต่คนจะทำงานในแบบสำรวจผลิตก็อาจจะต้องมีลักษณะที่มีทักษะในทางธุรกิจบ้าง วันนี้เราสุดโต่งทางใดทางหนึ่งไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนลอย ๆ แบบนี้หรือคิดว่าจะสร้างบรรษัทยักษ์ใหญ่ขึ้นมาแล้วมีปัญหาการเมืองแทรกแซงผูกขาดแต่เราจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ เพราะการต่อต้านบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นมาตอนนี้เป็นการสะท้อนถึงการแสดงอำนาจของกลุ่มทุนที่มีการผูกขาดอยู่ในปัจจุบันอย่างชัดเจน เราไม่ควรปล่อยให้เป็นแบบนี้ ผมอยากให้รัฐบาลจริงจังเรื่องการปฏิรูประบบพลังงาน โดยใช้เรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูปโครงสร้างระบบพลังงาน ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงเดือนในการปรับปรุงเฉพาะหมวดเกี่ยวกับองค์กรการกำกับดูแลด้านพลังงานให้ดี หรืออาจจะมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่งเข้ามาก็จะเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายควรจะยอมรับ แต่ถ้าเขียนแบบนี้ผมมองไม่เห็นว่าจะเกิดการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานได้อย่างไร ในขณะที่ความขัดแย้งยังดำรงอยู่เหมือนเดิม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในการพิจารณาร่างกฎหมายปิโตรเลียมทั้งสองฉบับของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ วันที่ 30 มี.ค.นี้ กรรมาธิการฯมีสิทธิที่จะรับกลับไปแก้ไขเพิ่มเติมได้อยู่แล้วเป็นกระบวนการของสภา เพราะหลักการของกฎหมายฉบับนี้คือต้องการแก้กฎหมายเดิมเพื่อเปิดทางไปสู่ระบบอื่นที่ไม่ใช่สัมปทาน การที่ต้องมีองค์กรมารองรับทางเลือกใหม่นั้น ส่วนตัวไม่เห็นว่าเป็นการขัดหลักการ แต่ความเหมาะสมว่าจะอยู่ในกฎหมายฉบับนี้หรือมีอีกฉบับหนึ่งก็สามารถพิจารณาได้ แต่ควรมีความชัดเจนไม่ใช่เขียนไปแล้วสุ่มเสี่ยงทั้งสองทางคือ ทางหนึ่งไม่เกิดเลย แล้วทางเลือกเกี่ยวกับระบบแบ่งปันผลผลิตต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดเลย หรือเขียนลอยเกินไปอาจนำไปสู่การสร้างบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีปัญหาในประเทศอื่น ซึ่งกลุ่มทุนเอามาอ้างอยู่ในขณะนี้ก็ไม่ดี จึงเห็นว่ามีทางสายกลางตามที่ตนได้เสนอไปแล้ว

ส่วนที่มีการระบุว่าในหลักการไม่มีคำว่า บรรษัทพลังงานแห่งชาติอยู่จะกำหนดให้มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติไม่ได้ เพราะขัดหลักการนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าตนออกกฎหมายมีหลักการว่าต้องการจะป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ต้องเขียนหรือไม่ว่าต้องมีสำนักงานหรือมีองค์กรที่ดูแลด้านการฟอกเงินทั้งหมดเอาไว้ในหลักการ ดังนั้นการที่เขาไปบัญญัติให้มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติจึงไม่ได้ฝืนหลักการหรือไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แต่ถ้าเห็นว่ากฎหมายจัดตั้งองค์กรไม่ควรจะอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ ก็เขียนให้มีการจัดตั้งขึ้นโดยออกกฎหมายภายในระยะเวลาเท่าไหร่ แล้วเขียนกรอบกว้าง ๆ ไว้ ซึ่งไม่คิดว่าขัดหลักการ

ปรับครม.หลังสงกรานต์เรื่องเลอะเทอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268216

คมชัดลึก, ปรับครม., กฎหมายลูก, รธน., ท้องถิ่น, เลือกตั้ง, บิ๊กป้อม, ปรับ, ครม, หลัง, สงกรานต์, เรื่อง, เลอะเทอะ, ประวิตร

“ประวิตร” ยันจัดเลือกตั้งท้องถิ่น เป็นเพียงเรื่องสมมติ ชี้ ต้องรอ รธน.-กฎหมายลูก บอกปรับ ครม.หลังสงกรานต์ เรื่องเลอะเทอะ

         29 มี.ค.60 – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม กล่าวปฏิเสธถึงกระแสข่าวการเตรียมจัดการเลือกตั้งในท้องถิ่น ว่า ตนไม่เคยระบุเช่นนั้น เพียงแต่สมมติ ว่าน่าจะมีเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งก็ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะกฎหมายลูกยังไม่ออก ส่วนจำเป็นต้องใช้ ม.44 หรือไม่นั้นไม่สามารถทำได้ ทุกอย่างต้องรอรัฐธรรมนูญ หากรัฐธรรมนูญออกก็ต้องว่าไปตามนั้น ส่วนกรณีจะมีการออกกฎหมาย เรื่องการยึดทรัพย์หากมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบเพราะไม่ใช่นักการเมือง ทุกอย่างต้องรอกฎหมายออกมาว่าเป็นอย่างไร ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าจะเดินตามโรดแมปและกฎหมายทุกอย่าง

พล.อ.ประวิตร ยังปฏิเสธข่าวการปรับ ครม. หลังสงกรานต์นี้ โดยระบุว่าผู้สื่อข่าวคิดกันไปเอง และขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะปรับครมเป็นเรื่องเลอะเทอะ.

“มาร์ค”ชี้ 4 จุดอ่อนร่างกฎหมายป.ป.ช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268215

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, มาร์ค, ชี้, จุดอ่อน, ร่างกฎหมาย, ปปช, มาร์คชี้, จุดอ่อนร่างกฎหมายปปช

“มาร์ค”ชี้ 4 จุดอ่อน ร่างกฎหมายป.ป.ช.หวั่นคนไม่กล้างร้องเรียนทุจริตเพราะต้องลงชื่อกำกับ ชี้กองทุนจัดสรรร่วมกับ รบ. เสี่ยงเกิดผบประโยชน์ทับซ้อน

         29 มี.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้มอบหมายให้นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายของพรรค ติดตามการสัมมนาและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และถ้ามีความจำเป็นก็จะเสนอความเห็นเป็นเอกสารต่อกรธ.ด้วย

ทั้งนี้ตนสนับสนุนประเด็นที่กรธ.พยายามทำเพื่อแก้ปัญหาเรื่องขั้นตอนมากเกินไปและต้องการลดงานของ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งแต่อยากเสนอให้มีการแยกประเภทเรื่องที่มีการร้องเรียน เช่น ผู้ที่ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งระดับไหน หากดำรงตำแหน่งระดับสูง เป็นนักการเมืองก็ควรใช้ระบบที่ให้กรรมการป.ป.ช.ไปเป็นประธานอนุกรรมการฯหรือดูแลสำนวนด้วยตัวเอง ส่วนกรณีการร้องเรียนผู้ดำรงตำแหน่งในระดับที่ต่ำลงมาจะใช้เจ้าหน้าที่ทำก็ไม่เป็นไร แต่น่าจะมีการแบ่งตามระดับตำแหน่ง และมูลค่าความทุจริตไม่อยากให้ทิ้งเรื่องการใช้อนุกรรมการที่ต้องมีหนึ่งในกรรมการป.ป.ช.เข้าไปร่วมด้วย เพราะการให้เจ้าหน้าที่ไปทำโดยคนภายนอกไม่มีทางรับรู้เลยว่า เจ้าหน้าที่มีที่มาที่ไปอย่างไรก็เป็นเรื่องอันตราย แต่ถ้าไม่มีระบบแยกคดีที่มีความสำคัญออกมาปล่อยให้เจ้าหน้าที่ธรรมก็อาจเกิดความไม่เป็นธรรมได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงในร่างกฎหมายนี้ 4 ประเด็น คือ 1.เดิมเวลาคนร้องเรียนเรื่องการทุจริตไม่ต้องเปิดเผยชื่อแต่กฎหมายใหม่บอกว่าการกล่าวหาใครต้องเซ็นต์ชื่อระบุว่าผู้กล่าวหาคือใคร ซึ่งในปัจจุบันมีคนจำนวนมากทราบเรื่องการทุจริตแต่ไม่กล้าร้องเรียน เพราะกลัวว่าจะรู้ว่าใครเป็นคนร้องและถูกคนมีอำนาจที่ทุจริตกลั่นแกล้งเล่นงาน การบังคับว่าการกล่าวหาต้องเปิดเผยชื่อ ลงลายมือชื่อ จะทำให้มีเรื่องจำนวนมากไปไม่ถึงป.ป.ช.สุดท้ายจะทำให้การปราบปรามการทุจริตทำได้ยากขึ้น

2.มีการขยายอำนาจป.ป.ช.มากเกินไป ที่แปลกใจคือถึงขั้นว่า ป.ป.ช.จะได้รับการยกเว้นจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน วัตถุระเบิด ยุทธภัณฑ์ ซึ่งตนคิดว่าป.ป.ช.ไม่ควรสร้างจนมีลักษณะเหมือนตำรวจ ทหาร และนึกไม่ออกว่าทำไมป.ป.ช.ต้องมีอาวุธ ยุทโธปกรณ์อยู่ด้วย และการมีเช่นนี้จะนำไปสู่อะไร โดยเห็นว่าหน้าที่ป.ป.ช.คือต้องดูเรื่องการสืบสวน สอบสวน ไต่สวนการทุจริตมากกว่า

3.ในกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีเรื่องกองทุนป.ป.ช.บูรณาการงบประมาณด้านการปราบปรามการทุจริตของรัฐบาล ส่วนนี้เองตนมีข้อห่วงใยว่าการให้ประธานป.ป.ช.ไปนั่งเป็นประธานกรรมการร่วมกับนายกรัฐมนตรีในกองทุนดังกล่าวโดยมีรัฐมนตรีอีกหลายคนอยู่ในคณะ ทำงานเรื่องงบประมาณร่วมกันไม่น่าจะเป็นผลดี เพราะคนที่อยู่ในครม.หรือวงราชการคือคนที่ต้องถูกตรวจสอบจาก ป.ป.ช. ถ้าต้องทำงานร่วมกันเรื่องงบประมาณจะเกิดความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความเกรงใจ ผลประโยชน์ขัดกัน หรือสร้างความเป็นเครือข่ายขึ้นมา และตัวกองทุนก็พูดเรื่องการมีสินบนซึ่งเป็นอันตรายเพราะระบบสินบนของหลายหน่วยงานในขณะนี้มีปัญหาอยู่มาก ซึ่งป.ป.ช.กับฝ่ายบริหารต้องมีระยะห่าง แม้แต่ในรัฐธรรมนูญตนก็ไม่เห็นด้วยที่กำหนดว่าการร้องเรียน ป.ป.ช.ต้องผ่านประธานรัฐสภา ซึ่งปกติเป็นคนฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว ความจริงควรเหมือนเดิมที่สามารถฟ้องศาลได้เลย ซึ่งในอดีตก็มี ป.ป.ช.ชุดหนึ่งถูกฟ้องและศาลฎีกาฯตัดสินว่ามีความผิดด้วยที่ทำสำเร็จได้เพราะฝ่ายค้านสามารถไปฟ้องตรงแต่เมื่อกำหนดให้ฟ้องผ่านประธานสภาก็อาจเกิดปัญหาที่ประธานสภาไม่ส่งไปยังศาล ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า 4.อยากให้กระบวนการปราบปรามการทุจริตสามารถใช้ประโยชน์จากภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งนี้นิยามคำว่าผู้เสียหายยังแคบไป เพราะในความเป็นจริงประชาชนคือผู้เสียหายจากการทุจริตทั้งสิ้น จึงควรระบุให้ประชาชนคือผู้เสียหายสามารถร้องเกี่ยวกับการทุจริตได้เพราะเป็นผู้เสียภาษี ส่วนที่ห่วงว่าจะทำให้เกิดการร้องเรียนไม่สิ้นสุดนั้น ตนคิดว่าเรื่องนี้หากร้องแบบไม่มีสาระ ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็จำหน่ายเรื่องได้อยู่แล้ว ไม่คิดว่าเสียเวลา เพราะที่ผ่านมา ป.ป.ช.เองก็รับหลายเรื่องที่ผู้ร้องไม่มีอะไรเลยนอกจากการตัดข่าวหนังสือพิมพ์ ดังนั้นการให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายจึงไม่ใช่เรื่องที่จะสร้างภาระให้กับ ป.ป.ช.จึงควรเปิดกว้างในส่วนของนิยามคำว่าผู้เสียหาย และเห็นว่าในร่างกฎหมายดังกล่าวยังมีการใช้ประโยชน์จากงานวิชาการ การทำงานขององค์กรภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามาเชื่อมโยงน้อยเกินไป อยากให้ปรับปรุงเพราะกฎหมายมีความสำคัญมาก เนื่องจากตามโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. ถือเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ปัญหาเรื่องการใช้อำนาจในทางไม่ชอบ

“ประวิตร” เมินแรงต้านจัดซื้อเรือดำน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268204

กองทัพ, โครงการ, คมชัดลึก, ปีงบประมาณ 60, เร่งรัด, ปลัด กห., ครม., ประวิตร, เมิน, แรง, ต้าน, จัดซื้อ, เรือดำน้ำ, บิ๊กป้อม

“บิ๊กป้อม” เผยโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำอยู่ในมือ ปลัด กห. เช็คความเรียบร้อย ก่อนส่งเข้า ครม. ชี้ ไม่ต้องเร่งรัด แต่ต้องอยู่ในปีงบประมาณ 60

          29 มี.ค 60 – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดซื้อเรือดำน้ำหลังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ได้ผ่านการตรวจสอบโครงการดังกล่าวแล้วว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังไม่ถึงตน แต่อยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมที่จะเป็นผู้พิจารณาในเรื่องรายละเอียดทั้งสัญญา รวมถึงเรื่องอื่นๆที่กองทัพดำเนินการมาว่าถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ และยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องเร่งรัด เนื่องจากทำวันนี้เรือดำน้ำก็ไม่ได้พรุ่งนี้ ส่วนปัญหาเรื่องงบประมาณนั้นสามารถยืดเวลาออกไปได้ แต่ไม่ให้เกินปีงบประมาณ2560

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวยืนยันอีกว่า ไม่รู้สึกต่อกระแสต่อต้านการจัดซื้อเรือดำน้ำ เนื่องจากตนทำตามทุกอย่างเป็นเรื่องของความมั่นคงและเคยชี้แจงไปหมดแล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีการอธิบายมานานแล้วกว่า 10 ปีและยืนยันว่า ทำตามความต้องการของเหล่าทัพ ตามแผนพัฒนาของเหล่าทัพและเป็นการใช้งบประมาณของเหล่าทัพเองในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์

เมื่อถามว่า หากสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมส่งเรื่องมาให้ท่านจะส่งเข้า ครม.หรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ เลขา ครม.ว่าจะบรรจุวาระดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม.เมื่อไหร่ ส่วนจะเป็นวาระจรหรือวาระปกตินั้นตนไม่ทราบ แต่ก็ทุกอย่างก็ต้องยึดตามกฎหมายขั้นตอน

เมื่อถามว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำถือว่าเป็นความสำเร็จในยุคนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกับความสำเร็จ ยืนยันทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการของเหล่าทัพ

ด้าน พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า เรือดำน้ำถึงมือแล้ว ส่วนจะสามารถส่งเข้า ครม.ได้ทันสัปดาหน้าหรือไม่นั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างดูร่างสัญญาให้เรียบร้อย ก่อนจะส่งเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่ออนุมัติต่อไป.

“บิ๊กป้อม” ถก จีบีซี กัมพูชา ปัดหารือเขาพระวิหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268198

“บิ๊กป้อม” ควง ผบ.เหล่าทัพ ถก จีบีซี กัมพูชา ปัดหารือเขาพระวิหาร-จัดกำลังตามคำสั่งศาลโลก ชี้ 2 ประเทศพูดกันเข้าใจ ไม่สน “วีระ” ถูกประชาชนกันไม่ให้เข้าพื้นที่

          29 มี.ค. 60 – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม พร้อมคณะ เดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 12 ณ จังหวัดเสียมราฐ กัมพูชา ระหว่าง  29 – 30 มี.ค.60 ร่วมกับ พล.อ.เตียบันห์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กัมพูชา โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธสาท ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนถึง นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การเดินทางไปในครั้งนี้ไม่ได้มีการพูดคุยในเรื่องเขาพระวิหาร ทั้งในและนอกรอบ ยืนยันความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาดีอยู่แล้ว ส่วนการดำเนินการตามมติของศาลโลกนั้นในการจัดวางกำลังในพื้นที่นั้น ยังไม่มีการพูดคุยกัน ซึ่งขณะนี้เราก็พูดคุยกับกัมพูชารู้เรื่องทุกอย่าง อย่างไรก็ตามการเดินทางไปดังกล่าวเป็นการประชุมตามวาระ

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงกรณี นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายต้านคอรับชั่น ถูกประชาชนในพื้นที่ขอความร่วมมือให้ออกจากพื้นที่หลังเดินทางลงพื้นที่พิสูจน์ การตั้งบ่อนกาสิโน บริเวณจุดผ่ายแดนด่านช่องสายตะกู ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ว่า ก็แล้วแต่ เป็นเรื่องของนายวีระ ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่มีอะไร ประชาชนในพื้นที่เขารู้อยู่แล้ว ว่าอะไรเป็นอะไร ส่วนกรณีที่มีรถสามล้อ พ่อค้าแม่ค้า ไปขอร้องนายวีระไม่ให้เข้าพื้นที่นั้น ตนไม่ทราบ แต่เขาไม่อยากให้มีผลกระทบต่อการค้าขายกันในพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมดังกล่าว เป็นเวทีให้คณะกรรมการทั้งสองประเทศ ได้พบปะ พูดคุยสรุปความก้าวหน้าและทบทวนการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา และร่วมกันพิจารณาเสริมสร้างความร่วมมือในการดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน พร้อมทั้งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นควบคู่กันไป ซึ่งที่ผ่านมา ความร่วมมือด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศได้มีพัฒนาการร่วมกันอย่างแน่นแฟ้น ด้วยมิตรภาพที่มีความใกล้ชิด จริงใจระหว่างกัน ส่งผลให้ชายแดน ไทย – กัมพูชา มีความสงบสุข มั่นคงและได้รับการพัฒนาร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น.