ธปท.ชี้บทเรียนผิดนัดชำระหนี้ตราสารหนี้ ถือเป็นเรื่องราวดีๆให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจดจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910657


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายงานนโยบายการเงิน ฉบับเดือน เม.ย.ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานเรื่อง “พัฒนาการของตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและนัยต่อเสถียรภาพระบบการเงิน” ระบุว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในช่วงที่ผ่านมา ตลอดจนการผิดนัดชำระหนี้ของตั๋วแลกเงิน (B/E) ประเภทที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ของผู้ออกตราสารบางรายในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จากข้อมูลได้ระบุว่าพัฒนาการในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินของไทย เนื่องจากมีขนาดเล็ก มีสัดส่วนเพียง 7.4% ของมูลค่าตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งหมด ขณะที่มูลค่าของตราสาร ตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ผิดนัดชำระหนี้คิดเป็นเพียง 0.08% ของมูลค่าตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งหมด นักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในตลาดนี้มีศักยภาพและอยู่ในวงจำกัด ที่มีศักยภาพรองรับความเสี่ยงได้ และหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตลาดสามารถแยกแยะตราสารตามระดับความเสี่ยงได้ดีขึ้น ถือเป็นพัฒนาการที่ดีที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาหนี้ระยะสั้นของภาคธุรกิจที่สูงเกินไป ขณะที่ผู้ออกตราสารหนี้ก็ควรระมัดระวังความเสี่ยงจากการใช้หนี้ระยะสั้นเป็นแหล่งเงินทุน ฯลฯ.

 

พลิกเกมดึงต่างชาติเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910655


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ให้ความร่วมมือสนับสนุนวงโคลด์เพลย์จากอังกฤษจัดคอนเสิร์ต “อะ เฮด ฟูล ออฟ ดรีมส์ ทัวร์” เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่กรุงเทพฯ สามารถจำหน่ายบัตรให้กับผู้ชมต่างประเทศได้ 30,000 ที่นั่ง ถือว่าได้ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยว และตรงกับกลุ่มเป้าหมายของ ททท.ที่วางกลยุทธ์เจาะตลาดคุณภาพ เนื่องจากพบว่าผู้ชมส่วนใหญ่ไม่ได้มาเพื่อการดูคอนเสิร์ตเท่านั้น แต่ใช้ช่วงเวลาว่างก่อนและหลังคอนเสิร์ตเดินทางท่องเที่ยวในไทย

“ททท.วางกลยุทธ์ในการเลือกคอนเสิร์ตระดับโลก เพื่อให้มีผู้ชมที่จะติดตามมาชมในไทย รวมถึงร่วมกับแผนการทัวร์คอนเสิร์ตในภูมิภาคของผู้จัดคอนเสิร์ตระดับโลก เช่น การจัดทัวร์ของโคลด์เพลย์ ก็มีการเลือกประเทศเพื่อนบ้านคือ ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์เท่านั้น ทำให้เป็นโอกาสในการดึงดูดผู้ชมจากอาเซียนและเอเชียใต้เข้ามาในไทย เพราะไทยมีจุด แข็งเหนือฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ คือ การมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ที่พักคุณภาพสูงในราคาที่จับจ่ายได้”

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาและส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้รับรองให้น้ำพุร้อนของไทย 2 แห่ง ได้แก่ น้ำพุร้อนแจ้ซ้อน จังหวัดลำปางและน้ำพุร้อนน้ำเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ให้เป็นน้ำพุร้อนที่นักท่องเที่ยวสามารถมาท่องเที่ยวและลงเล่นน้ำได้ และกระทรวงการท่องเที่ยวฯจะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ประชาสัมพันธ์ให้ทั้งสองแห่งกลายเป็นน้ำพุร้อนชื่อดังมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ เทียบชั้นน้ำพุออนเซ็น ในประเทศญี่ปุ่น.

 

ขนส่งฯ เปิดงานส่งคนกลับบ้านช่วงสงกรานต์ เน้นย้ำความปลอดภัยสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 00:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910581


รมว.คมนาคม เปิดกิจกรรม “ส่งคนกลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2560” ใช้พื้นที่ขนส่งทางบก เป็นสถานีขนส่งผู้โดยสารเป็นกรณีพิเศษ ลดความแออัดและปัญหาจราจรที่หมอชิต ยัน เน้นย้ำความปลอดภัยสูงสุด

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ส่งคนกลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2560” ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 6 กรมการขนส่งทางบก ตามโครงการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2560 โดยมี พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด นายสาคร รุ่งสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ 2 นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ร่วมตรวจเยี่ยมการอำนวยความสะดวกและมอบของที่ระลึกแก่ประชาชนที่มารอขึ้นรถเดินทางกลับภูมิลำเนา ณ กรมการขนส่งทางบก ซึ่งใช้พื้นที่เป็นสถานีขนส่งผู้โดยสารเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างวันที่ 10-12 เมษายน 2560 เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนลดความแออัดและปัญหาจราจรติดขัดบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจตุจักร(หมอชิต) รวมทั้ง การบริหารจัดการด้านการให้บริการรถขนส่งมวลชนและรถแท็กซี่เพื่อไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้าง

นายสนิท เปิดเผยว่า กิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกนี้ จัดขึ้นทุกปีตามนโยบายกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนมักเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพื่อกำกับดูแลรถโดยสารสาธารณะให้มีความพร้อม ทั้งสภาพตัวรถและพนักงานขับรถ มุ่งเน้นให้ผู้ใช้รถใช้ถนนและพนักงานขับรถตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสุข ความสะดวก และปลอดภัย โดยได้รับความร่วมมือจาก “พี สะเดิด” ศิลปินจากแกรมมี่โกลด์ ร่วมรณรงค์ด้วย พร้อมกันนี้ ยังจัดเจ้าหน้าที่ตรวจการขนส่งทางบก อำนวยความสะดวกบริการประชาชน บริหารจัดการรถโดยสารสาธารณะให้เพียงพอ ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ทั้งที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร และจุดเชื่อมต่อหลักต่างๆ ที่มีประชาชนใช้บริการ พร้อมเพิ่มเจ้าหน้าที่สายด่วน 1584 เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากการใช้บริการรถสาธารณะตลอด 24 ชั่วโมง

ในด้านความปลอดภัยกรมการขนส่งทางบก มุ่งเน้นการรณรงค์เชิงป้องกัน โดยคุมเข้มสแกนรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถตามมาตรฐานความปลอดภัย (Checklist) ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารและจุดจอดรถ 212 แห่งทั่วประเทศ โดยดำเนินมาตรการเข้มข้นตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ตั้งแต่ 5-24 เมษายน 2560 และต่อเนื่องตลอดปี รวมถึงจุดบริการร่วมคมนาคมอีก 14 จุด ใน 11 จังหวัดทุกภูมิภาค รวมถึงบริหารจัดการเสริมรถ เพิ่มเที่ยวให้บริการ เพื่อไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้างที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร หากพบรถโดยสารไม่ปลอดภัย ไม่พร้อมใช้งาน จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดและสั่งห้ามใช้รถทันที พร้อมนำรถคันใหม่มาเปลี่ยน หากพบพนักงานขับรถมีสภาพไม่พร้อมหรือมีความผิด จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุด ทั้งปรับ พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถและสั่งห้ามปฏิบัติหน้าที่ทันที พร้อมจัดพนักงานขับรถคนใหม่มาปฏิบัติหน้าที่แทน

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินมาตรการเชิงป้องกันต่างๆ ในทางคู่ขนาน บริหารจัดการรถโดยสารสาธารณะด้วยระบบ GPS Tracking ควบคุมพฤติกรรมการใช้ความเร็วด้วยกล้องเลเซอร์ในเส้นทางต่างๆ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดทุกกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ทั้งพนักงานขับรถและผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการควบคุมการให้บริการต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการเดินรถอย่างเคร่งครัด ห้ามเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด ห้ามบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง ห้ามใช้ความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ทุกครั้งก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ใช้บริการ.

 

นักลงทุนไทย-เทศ ชอบที่ดินภูเก็ต พบ70% ซื้อลงทุนทำธุรกิจรับท่องเที่ยวโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 20:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910485


นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต ชี้ราคาที่ดินบนเกาะปี 60 ยังดี แม้ขยับน้อยกว่าปี 58-59 แต่ยังคงเนื้อหอมจากนักลงทุนทั้งไทย-เทศ พบกว่า 70% ซื้อเพื่อลงทุนทำธุรกิจรองรับการท่องเที่ยวเติบโต

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 60 นายธนูศักดิ์ พึ่งเดช นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ จ.ภูเก็ต-รองประธานหอการค้าภูเก็ต เปิดเผยถึงราคาที่ดินในพื้นที่ภูเก็ตในปัจจุบันว่า ในปี 2560 ราคาที่ดินในจังหวัดยังคงไม่ได้ขยับราคามากนัก ถ้าเปรียบเทียบตั้งแต่ปี 2558-2559 ที่ผ่านมา แต่ในปี 2559 และปี 2560 ที่ดินมีการซื้อขายหรือเปลี่ยนมือกันได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ สามารถแบ่งสัดส่วนเป็น 70% และ 30% ซึ่งในกลุ่ม 30% นั้นเป็นกลุ่มที่ซื้อที่ดินเก็บ เพื่อเก็งกำไรระยะยาว ส่วนอีก 70% เป็นกลุ่มนักธุรกิจที่ลงทุนสร้างสถานประกอบการ โรงแรม รีสอร์ต เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่ยังคงเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบันที่ดินในเขตนครภูเก็ตจะอยู่ที่สนนราคาไร่ละ 10-30 ล้านบาท แต่หายากมาก เนื่องจากที่ดินเปล่าแทบนับผู้ครอบครองได้ ซึ่งล้วนเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยว ส่วนที่ดินในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น หาดป่าตอง กะทู้นั้น จะมีพื้นที่ 2 ถนน คือ ทวีวงศ์ และ ราษฎร์อุทิศ 200 ปี ยังคงเป็นที่ต้องการของนักลงทุนด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยจะอยู่ที่สนนราคาไร่ละ 100-200 ล้านบาท ซึ่งก็ยังคงหาได้ยากเช่นกัน ขณะที่พื้นที่ใน ต.ฉลอง อ.เมือง จะอยู่ที่สนนราคาไร่ละ 10-20 ล้านบาท”

นายธนูศักดิ์ กล่าวว่า การเจริญเติบโตของภูเก็ตนั้น มีองค์ประกอบหลักจากการท่องเที่ยว โดยมีปัจจัยเสริมกรณีรัฐบาลได้เพิ่มสาธารณูปโภค เช่น ทางลอด รถไฟรางเบา การขยายสนามบิน เป็นต้น ทำให้นักลงทุนต่างมองระยะยาว ส่งผลให้ที่ดินในพื้นที่ต่างๆ ยังคงเติบโตและมีความต้องการจากกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ในพื้นที่ภูเก็ตยังคงก้าวเดินอย่างมั่นคงและมั่งคั่งต่อไป.

 

ฟังให้ชัด! คมนาคม ยันไม่ขึ้นค่าโดยสารรถตู้ หลังปรับเบาะเหลือ 13 ที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 19:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910465


‘พิชิต’ ยืนยัน คมนาคมไม่มีนโยบายขึ้นค่าโดยสาร โดยเฉพาะรถตู้ที่ถูกปรับเบาะเหลือ 13 ที่นั่ง เผยปัจจุบันค่าโดยสารจะคำนวณมาจากราคาน้ำมัน ไม่ได้คำนวณจากที่นั่ง

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 60 นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตอนนี้รถตู้โดยสารสาธารณะได้ติดระบบจีพีเอส ครบ 100% เต็มแล้ว ส่วนภาพรวมการติดตั้งระบบจีพีเอสทั้งระบบ ขณะนี้อยู่ที่ 90% เนื่องจากมีรถบางส่วนได้ทำการหยุดวิ่ง จึงไม่ได้ติดตั้งระบบจีพีเอส

ส่วนการปรับเปลี่ยนเบาะที่นั่งรถตู้โดยสารสาธารณะให้เหลือ 13 ที่นั่ง ตามประกาศ การขนส่งทางบก ขณะนี้ถือว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งผู้ประกอบการรถตู้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งในส่วนข้อห่วงใยของประชาชนที่กังวลว่า เมื่อเบาะที่นั่งรถลดลงแล้ว ผู้ประกอบการจะปรับขึ้นค่าโดยสารนั้น ขอยืนยันว่า ขณะนี้กระทรวงฯ ไม่มีนโยบายที่จะให้มีการปรับขึ้นค่าโดยสารแต่อย่างใด เนื่องจากค่าโดยสารที่ใช้ในปัจจุบันมาจากการคำนวณต้นทุนในเรื่องของน้ำมัน ไม่ได้คำนวณจากที่นั่ง

“กระทรวงคมนาคม ขอยืนยันว่า ขณะนี้จะไม่มีการอนุญาตให้ปรับขึ้นค่าโดยรถตู้แน่นอน เนื่องจากค่าโดยสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมาจากการคำนวณต้นทุนของน้ำมัน ไม่เกี่ยวกับเบาะที่นั่ง และผมเชื่อว่าในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นเทศกาลสงกรานต์ ผู้ประกอบการ ก็น่าจะได้ประโยชน์และกำไรเพิ่มขึ้นจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล”

นายพิชิต กล่าวอีกว่า จากสถิติอุบัติเหตุเทศกาลสงกรานต์เมื่อปี 2559 พบว่ามีคนไทยเสียชีวิต 442 คน อายุเฉลี่ยระหว่าง 25-35 ปี บาดเจ็บ 3,656 คน รวมทั้งปีมีอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีสาเหตุหลัก จากการเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว ง่วงแล้วขับ ขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด ไม่สวมหมวกกันน็อก การฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร กินยา ขอร้องผ่านไปยังประชาชนที่จะเฉลิมฉลองในสงกรานต์นี้ ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เมาก็อย่าขับเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง และเพื่อนร่วมทาง หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม ยังได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง บขส. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รวมทั้งผู้ประกอบการรถร่วมบริการ ต้องเข้มงวดและกวดขันกับพนักงานขับรถให้ปลอดจากแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ 0 มิลลิกรัม การขับรถเร็ว การโทรศัพท์ระหว่างขับ หากพบพนักงานขับรถมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน จะมีการลงโทษสถานหนักถึงขั้นไล่ออก ตัดเงินเดือน หรือพักงาน

“ผู้ขับขี่รถสาธารณะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบชีวิตผู้อื่นเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานในการขับขี่รถที่สูงกว่าผู้ขับขี่ทั่วไป การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้เพียงเล็กน้อย ถือเป็นเจตนาที่จะละเมิดกฎแห่งความปลอดภัย ถือเป็นความผิดสำเร็จ แล้วดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ ผิดกฎหมายขนส่งโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

 

คมนาคมเข้ม สั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องขนส่ง ดูแลความปลอดภัยช่วงสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 19:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910411


คมนาคมเข้ม สั่งทุกหน่วยงานในสังกัดโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งเดินทางของประชาชน ดูแลความปลอดภัยช่วงเทศกาลสงกรานต์

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 10 เม.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเดินทางไปต่างจังหวัดที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ ​(จตุจักร) หรือ หมอชิตใหม่ ยังคงคึกคัก มีประชาชนทยอยเดินทางมารอซื้อตั๋วโดยสาร เพื่อขึ้นรถกลับภูมิลำเนา หรือออกไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. สรุปจำนวนผู้โดยสารเดินทางล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. มีผู้โดยสารใช้บริการสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่ง คือ หมอชิตใหม่, สายใต้ใหม่ และเอกมัย จำนวน 65,801 คน โดยในวันนี้ (10 เม.ย.60) บขส. ประมาณการจำนวนผู้โดยสารเดินทางไว้ที่ 157,000 คน เที่ยวรถวิ่งเสริมประมาณ 1,200 เที่ยว และรถเที่ยววิ่งปกติประมาณ 6,000 เที่ยว รวมเที่ยววิ่งในวันนี้ประมาณ 7,200 เที่ยว

กรมท่าอากาศยานพร้อมรองรับเดินทางของประชาชน

นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ท่าอากาศยานในสังกัด ทั้ง 28 แห่ง เตรียมพร้อมให้บริการ รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลการเดินทางของประชาชนในระหว่างวันที่ 5-18 เมษายน 60 โดยเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกผู้โดยสาร เช่น เก้าอี้พักรับรอง ต้องเพียงพอกับปริมาณของผู้โดยสาร และเน้นย้ำให้ทุกท่าอากาศยานทำความสะอาดในทุกพื้นที่ของท่าอากาศยาน

นอกจากนั้นยังได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่ให้บริการรถสาธารณะ รถรับ – ส่งผู้โดยสาร ที่ท่าอากาศยาน ให้บริการผู้โดยสารอย่างเพียงพอทุกเที่ยวบิน รวมทั้งกำชับเรื่องอัตราค่าบริการให้เป็นไปตามมาตรฐาน และปฏิบัติตามนโยบายกระทรวงคมนาคม

กรมเจ้าท่า เข้มงวดเดินทางทางน้ำช่วงสงกรานต์

นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่าได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางน้ำ 7 ศูนย์ พร้อมด้วยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางน้ำสาขา 42 ศูนย์ เรือตรวจการณ์พร้อมเจ้าหน้าที่ออกตรวจตามจุดสำคัญทั่วประเทศ รวมกำลังพล 560 คน เรือรักษาการณ์จำนวน 7 ลำ

นอกจากนี้ ได้ตั้งจุดประชาสัมพันธ์และเจ้าหน้าที่ประจำท่าเทียบเรือที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น หากพบกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือต้องการความช่วยเหลือและสอบถามข้อมูล สามารถแจ้งเหตุหรือติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางน้ำ กรมเจ้าท่า สายด่วน 1199 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อเร่งประสานงานให้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที.

 

แมกโนเลีย ควอลิตี้ จัดงานเปิดตัว Whizdom 101 Innovative Lifestyle Complex

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 10 เม.ย. 2560 18:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910377


เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2560 แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) จัดงานเปิดตัว Whizdom 101 Innovative Lifestyle Complex ณ โครงการ Whizdom 101 โดยมีคุณวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ CEO MQDC และคุณสุทธา เรืองชัยไพบูลย์ ผู้อำนวยการบริหาร MQDC พร้อมด้วยผู้บริหาร MQDC ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนที่มาแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก อีกทั้งงานนี้ยังได้ Whizdom Brand Ambassadors สุดฮอตทั้ง 2 คนอย่างคุณหมาก ปริญ สุภารัตน์ และคุณญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาร่วมแสดงในไฮไลต์โชว์เปิดตัวอีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการ Whizdom 101 พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการประมาณกลางปี 2561

การบินไทย จับมือ บางกอกแอร์เวย์ส เปิดเที่ยวบินร่วม 15 เส้นทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910126


การบินไทย ลงนาม บางกอกแอร์เวย์ส เปิดเที่ยวบินร่วม หรือ Codeshare 15 เส้นทาง มั่นใจผู้เดินทางสะดวก สร้างความเข้มแข็งธุรกิจสายการบินของคนไทย

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 60 นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทย และ บางกอกแอร์เวย์ส ได้ร่วมลงนามในสัญญาความร่วมมือระหว่างกันบนเที่ยวบินร่วม (Codeshare) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายเส้นทางการบิน รองรับการขยายช่องทางการขาย และเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารในการเดินทางเชื่อมโยงเส้นทางการบินของสายการบินทั้ง 2 แห่ง

ทั้งนี้ การบินไทยและบางกอกแอร์เวย์ส ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันมายาวนานกว่า 20 ปี โดยการลงนามความร่วมมือแบบเที่ยวบินร่วมในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจสายการบินของคนไทยแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งจะสามารถนำรายได้และนำนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศ ตลอดจนส่งเสริมจุดแข็ง ตามนโยบายเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคอาเซียนด้วย

ด้าน นายพุทธิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญสนับสนุนให้ 2 สายการบิน มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันบางกอกแอร์เวย์ส ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือเที่ยวบินร่วมกับสายการบินชั้นนำกว่า 22 สายการบิน

ส่วน การบินไทย ในฐานะสายการบินแห่งชาติ มีเส้นทางการบินครอบคลุมกว่า 61 จุดหมายปลายทางทั่วโลก และ บางกอกแอร์เวย์ส ก็เป็นสายการบินที่มีเส้นทางบินเข้าสู่ภูมิภาคครอบคลุมมากกว่า 12 จุดหมายปลายทางในประเทศ และ 16 จุดหมายปลายทางในต่างประเทศ รวมทั้งจะมีการพัฒนาเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ ต่อไป

สำหรับการลงนามความร่วมมือเที่ยวบินจะแบ่งเป็นเที่ยวบินที่ทำการบินโดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ในส่วนของเส้นทางบินภายในประเทศ 10 เส้นทางบินได้แก่ เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพ-สมุย กรุงเทพ-เชียงใหม่ กรุงเทพ-เชียงราย กรุงเทพ-ภูเก็ต กรุงเทพ-กระบี่ กรุงเทพ-ลำปาง กรุงเทพ-สุโขทัย กรุงเทพ-ตราด เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน และสมุย-ภูเก็ต

ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศ 4 เส้นทางบิน ได้แก่ เส้นทางบินไป-กลับ กรุงเทพ-ดานัง กรุงเทพ-หลวงพระบาง กรุงเทพ-มัลดีฟส์ และกรุงเทพ-เสียมราฐ ส่วนเส้นทางบินที่ทำการบินโดยสายการบินไทย ได้แก่ เส้นทางบินระหว่างประเทศ เส้นทางบินไป-กลับ กรุงเทพ-สิงคโปร์ และเส้นทางในอนาคตอื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา

 

หุ้นไทยปิดตลาด ปรับลด 2.34 ดัชนีอยู่ที่ 1,581 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910337


หุ้นไทยปิดตลาดปรับลด 2.34 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,581.19 จุด มูลค่าการซื้อขาย 30,617.02 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 10 เม.ย. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวขึ้นลดลง 2.34 จุด เปลี่ยนแปลง -2.34% ดัชนีอยู่ที่ 1,581.19 จุด มูลค่าการซื้อขาย 30,617.02 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,583.04 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,576.99 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

 

กกร.หวั่นคำสั่งทรัมป์ กระทบการค้า-ลงทุน จับตาดอลลาร์ ดันบาทแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 15:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910187


กกร. หวั่นคำสั่งทรัมป์ สร้างความไม่แน่นอนต่อการค้า-ลงทุน ทำสินค้าส่งออกไทยบางหมวดรับผลกระทบ จับตาทิศทางค่าเงินดอลลาร์ ส่งผลบาทแข็ง ยังคงประมาณการจีดีพีปีนี้ที่ 3.5-4.0%…

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า การประกาศคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรื่องการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งมีไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่ถูกระบุว่าเกินดุลกับสหรัฐฯ นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญ และอาจจะสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางการค้าและการลงทุนในระยะข้างหน้าได้ แม้ขณะนี้จะยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนก็ตาม

ทั้งนี้จากการประเมินผลกระทบในเบื้องต้นต่อไทย มีรายการสินค้าส่งออกที่อาจจะเข้าข่ายได้รับผลกระทบทางตรง อาทิ จากประเด็นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (AD/CVD) รวมทั้งสินค้าส่งออกที่ไทยใช้สิทธิ GSP ของสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ อาจจะพิจารณาทบทวน ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า, กลุ่มอาหาร, เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์, ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ สินค้าส่งออกของไทยในบางหมวดก็ยังอาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตในกรณีที่ประเทศคู่ค้าอย่างญี่ปุ่นและจีนถูกตอบโต้ทางการค้าจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ขนาดของผลกระทบคงจะขึ้นอยู่กับระดับของมาตรการที่สหรัฐฯ จะนำออกมาใช้ ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป

นอกจากประเด็นด้านการค้ากับสหรัฐฯ แล้ว ยังคงต้องติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมทั้งสถานการณ์การเมืองในยุโรป หลังจากช่วงที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างๆ จากการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และตลาดเริ่มไม่แน่ใจต่อการผลักดันนโยบายของนายทรัมป์

“ทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็วในเดือนมีนาคม ซึ่งการออกมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย น่าจะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทไว้ได้บ้าง แต่อัตราแลกเปลี่ยนยังคงมีแนวโน้มที่จะผันผวนสูง ทำให้ผู้ประกอบการยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังมีความไม่แน่นอน แต่ กกร.เห็นว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะยังทยอยฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2560 โดยมีการใช้จ่ายของภาครัฐ การขยายตัวของการท่องเที่ยว และการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนั้น กกร. จึงยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ไว้ที่ 3.5-4.0% และคาดว่าการส่งออกจะขยายตัว 1.0-3.0% ตามเดิม.