ยามาฮ่า สุดฮอต!! ยอดขายอันดับ 1 ทุบสถิติทะลุ 1,151 คัน ในงาน Motor Show 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 10 เม.ย. 2560 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910152


ยามาฮ่าสุดฮอต!! หลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด Yamaha QBIX ออโตเมติกเจเนอเรชั่นใหม่ สไตล์ดิจิตอล ที่มาพร้อมฟีเจอร์ที่โดดเด่นเต็มคัน และ Yamaha YZF-R6 รถซูเปอร์สปอร์ตคลาส 600 ซีซี ที่ทุกคนรอคอย ในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38” โดยได้รับความสนใจจากผู้ขับขี่ชาวไทยเป็นอย่างมาก ทำให้บูธ “Yamaha-Beyond The Limits” สุดคึกคักเนื่องจากมีผู้สนใจเดินทางเข้ามาสัมผัส และจองรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้อย่างต่อเนื่องทุกวัน นอกจากนี้ Yamaha M-SLAZ และ Yamaha AEROX รวมถึงบิ๊กไบค์ยามาฮ่า Yamaha MT-09 ก็ได้รับความสนใจจนทำให้มียอดจองและจำหน่ายที่ดีไม่แพ้กัน ส่งผลให้ยอดจอง และจำหน่ายของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม – 9 เมษายน 60 ที่จัดงานครั้งนี้ มียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับ 1 โดยมียอดรวมทั้งหมดจำนวน 1,151 คัน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ถึงความร้อนแรงของรถจักรยานยนต์ยนต์ยามาฮ่าได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าออโตเมติกรุ่นใหม่ล่าสุด Yamaha QBIX หรือรถยามาฮ่าบิ๊กไบค์ รวมถึงรุ่นอื่นๆ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าใกล้บ้าน หรือติดตามความเคลื่อนไหว และข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่

Website : www.qbixsociety.com, www.yamaha-motor.co.th
Facebook : Yamaha Society Thailand
Instagram : Yamaha Society Thailand
Youtube : Yamaha Society Thailand

สำหรับงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ซึ่งในปีนี้ กระแสของรถจักรยานยนต์ใน Motorcycles Zone ถือได้ว่าร้อนแรงสุดๆ

โดยอันดับที่ 1 Yamaha ที่ได้แรงหนุนจากการเปิดรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ Yamaha QBIX และ Yamaha YZF-R6 พร้อมกับโปรดักส์ให้เลือกอีกหลากหลายรุ่น ทำยอดจองนำโด่ง สรุปยอด 1,151 คัน

อันดับที่ 2 Kawasaki 575 คัน
อันดับที่ 3 Honda 450 คัน
อันดับที่ 4 Motoplex 369 คัน
อันดับที่ 5 BMW 237 คัน
อันดับที่ 6 GPX 234 คัน
อันดับที่ 7 Suzuki 200 คัน
อันดับที่ 8 Triumph 188 คัน
อันดับที่ 9 Harley 178 คัน
อันดับที่ 10 Ducati 174 คัน
อันดับที่ 11 Royal Enfield 168 คัน
อันดับที่ 12 Scomadi 118 คัน

 

สะพัด! เตรียมปลด ผู้ว่าการ กทพ.เจ้าตัวมึน ยันผลประเมินฉลุย ทำงานตามแผน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 15:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910100


ลือหึ่ง! บอร์ด กทพ.เตรียมปลด “ณรงค์ เขียดเดช” เจ้าตัวมึนข่าวมาจากไหน ระบุผลประเมินผ่านฉลุย-งานเดินตามแผน เชื่อแค่เข้าใจผิด แหล่งข่าวคมนาคม เผยถูกหมายหัวนานแล้ว โดยมี “1 อดีต-2 รอง” ร่วมกันล็อบบี้ สร้างเรื่องงัดข้อบอร์ด หวังยึดอำนาจคุมการทางฯ แทน

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากแหล่งข่าวภายในการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีกระแสข่าวว่าจะมีการปลด นายณรงค์ เขียดเดช ออกจากตำแหน่งผู้ว่าการ กทพ. เนื่องจากแนวทางการทำงานที่ไม่ตรงกันระหว่าง นายณรงค์ กับคณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ. ที่มี พล.อ.วิวรรธน์ สุชาติ เป็นประธาน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการส่งต่อข้อความในกลุ่มไลน์ของพนักงาน กทพ.ฝ่ายกรรมสิทธิ์ที่ดินว่า นายณรงค์ จะยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งในวันนี้ (10 เม.ย.)

โดย นายณรงค์ ได้เปิดเผยถึงกระแสข่าวดังกล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่ทราบข้อเท็จจริง และยืนยันว่ายังไม่ได้ยื่นใบลาออกแต่อย่างใด จึงคาดว่าเป็นข่าวที่คลาดเคลื่อน ทั้งนี้ หลายวันก่อนตนก็เพิ่งทราบเรื่องจากพนักงาน กทพ.ที่มาพบ และให้กำลังใจว่ามีกระแสข่าวจะปลดตน ก็ยังแปลกใจอยู่ว่าต้นตอของข่าวมาจากไหน เนื่องจากที่ผ่านมาแม้มีข้อติดขัดระหว่างฝ่ายบริหารกับทางฝ่ายนโยบายบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องปกติของหน่วยงานระดับนี้ และอาจจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำในการตรวจสอบซึ่งกันและกัน อีกทั้ง ผลประเมินการทำงานในตำแหน่งของตน ก็ออกมาค่อนข้างดี ตลอดจน KPI (ตัวชี้วัดผลงาน) ของ กทพ.ที่เพิ่งสรุปไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2560 ไปก็ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจเช่นกัน

“จริงๆ ในฐานะคนทำงาน จะให้ไปอยู่ตรงไหนก็คงขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา แต่ด้วยผลการประเมินส่วนตัว และ KPI หน่วยงานสิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ก็อยู่ในระดับมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่น่าจะมีเหตุมาปลดผมในตอนนี้” นายณรงค์ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีกระแสข่าวการปลดนายณรงค์ออก พนักงานและลูกจ้าง กทพ.จำนวนหนึ่งก็ได้รวมตัวกันมอบดอกไม้ และให้กำลังใจนายณรงค์มาครั้งหนึ่งแล้ว โดยมีการชูป้ายสนับสนุนการทำงาน และเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตของนายณรงค์ด้วย

ด้านแหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำหรับแนวคิดในการปลดนายณรงค์มีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่นายณรงค์ได้รับการสรรหาเข้ามาเป็นผู้ว่าการ กทพ.เมื่อเดือน ม.ค. 2559 โดยมีข่าวว่าบอร์ดจะใช้เหตุผลว่า นายณรงค์ ไม่ผ่านผลประเมินการทำงานตั้งแต่ช่วงแรก แต่เมื่อผลประเมินออกมาก็ปรากฏว่านายณรงค์ได้คะแนนมากถึง 4.8 จากคะแนนเต็ม 5 กระแสข่าวจึงหายไประยะหนึ่ง ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์กันว่าความพยายามอยากให้ นายณรงค์ ออกจากตำแหน่งนั้น มาจากความร่วมมือของอดีตผู้ว่าการฯ รายหนึ่ง ที่ยังมีอิทธิพลในหน่วยงานอยู่ ร่วมด้วยรองผู้ว่าการฯ ปัจจุบันอย่างน้อย 2 ราย ที่ได้มีการล็อบบี้ผ่านบอร์ด กทพ.มาเป็นระยะๆ และพยายามหาเหตุผลมาโจมตีนายณรงค์แต่ก็ยังไม่เป็นผล ก่อนหน้านี้มีการยื่นเรื่องร้องเรียนผู้ว่าการ กทพ. แต่เมื่อผลสอบออกมาก็ไม่สามารถเอาผิดกับนายณรงค์ได้ จนล่าสุดมีการเสนอให้ผู้มีอำนาจกดดันนายณรงค์ให้ลาออกจากตำแหน่ง

แหล่งข่าว เปิดเผยต่อว่า โดยเฉพาะระดับรองผู้ว่าการฯ รายหนึ่งที่คาดว่าจะได้ทำหน้าที่รักษาการผู้ว่าการฯ หากนายณรงค์หลุดจากตำแหน่ง ก็หวังเข้ามากุมอำนาจ และทำให้ตัวเองพ้นผิดจากกรณีที่นายณรงค์ได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และพิจารณาหาผู้รับผิดทางละเมิด จากกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ กทพ.ชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทเอกชน เกี่ยวกับการยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่อย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงถึงรองผู้ว่าการฯที่ดูแลเรื่องนี้ จึงอาจจะมีความพยายามในการขึ้นตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการฯ เพื่อตัดตอนเรื่องที่ตัวเองถูกสอบสวน คล้ายกับที่ก่อนหน้านี้ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ กทพ.จ่ายค่าเสียหายให้แก่เอกชนผู้รับเหมาหลายล้านบาท กรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการติดตั้ง Bridge Expansion Joint (รอยต่อเพื่อการขยายตัวบนสะพาน) ซึ่งรองผู้ว่าฯ รายเดียวกันดึงเรื่องไว้ จนไม่มีการยื่นอุทธรณ์ ทำให้ กทพ.เสียหาย และเรื่องอยู่ในขั้นตอนสอบสวนของทาง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในขณะนี้ด้วย ขณะที่ รองผู้ว่าการฯ อีกรายนั้นก็ต้องการสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่าการฯแทนนายณรงค์ ผ่านการผลักดันของอดีตผู้ว่าการฯ รายหนึ่ง

แหล่งข่าว เปิดเผยอีกว่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าแนวทางการทำงานของนายณรงค์นั้น ค่อนข้างจะเห็นต่างกับแนวนโยบายของบอร์ด กทพ. โดยเฉพาะในส่วนของ พล.อ.วิวรรธน์ ประธานบอร์ดอยู่บ้าง อย่างกรณีโครงการทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท ที่บอร์ด กทพ.เห็นว่าล่าช้า ไม่สามารถนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการได้ทันในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทั้งที่จริงแล้วเรื่องนี้ผ่าน กทพ.ไปนานแล้ว แต่ที่ล่าช้าเพราะถูกดึงเข้าเป็นโครงการในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศ (กองทุนรวม) หรือ Thailand Future fund (TFF) จึงต้องรอขั้นตอนพิจารณาของทางคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานงบประมาณ อย่างละเอียด นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เอกชนรายหนึ่งเสนอจะให้ใช้ที่ดิน และออกงบประมาณจัดสร้างทางขึ้นลงทางด่วนเฉลิมมหานครให้บริเวณราบบ่อนไก่ ถ.พระราม 4 ซึ่งเดิม กทพ.ก็มีโครงการอยู่แล้ว แต่เป็นจุดที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งไม่สามารถก่อสร้างได้เนื่องจากพื้นที่แคบ ทางผู้ว่าการ กทพ.ก็เห็นดีด้วย เพราะต้องการแก้ไขปัญหาปริมาณรถสะสมตรงบริเวณ ถ.พระราม 4 ต่อเนื่อง ถ.วิทยุ และ ถ.เพชรบุรี อยู่แล้ว และเมื่อมีเอกชนมาเสนอทั้งที่ดินและงบประมาณ ก็คิดว่าเป็นประโยชน์แก่ กทพ. และการแก้ไขปัญหาจราจร เนื่องจากผู้ใช้ทางด่วนสามารถตัดลง ถ.วิทยุ ได้เลย ไม่ต้องมาสะสมที่ ถ.พระราม 4 เหมือนปัจจุบัน แต่ทางประธานบอร์ด กทพ.มีความเห็นแย้งว่า หากให้เอกชนเข้ามาลงทุนให้ก็จะถูกมีข้อครหาว่าเป็นการเอื้อเอกชนรายดังกล่าว ที่กำลังมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในบริเวณนั้น ซึ่งทางผู้ว่าการ กทพ.ก็รับฟังทางประธานบอร์ด กทพ. จึงยังไม่ได้ข้อยุติในกรณีนี้

“เรื่องทางด่วนพระราม 3 เหมือนพยายามหาเหตุว่าผู้ว่าฯ ณรงค์ทำงานล่าช้า แต่จริงๆ แล้วเรื่องมาค้างอยู่ที่กระทรวงคมนาคมหลายเดือนแล้ว เพื่อรอความเห็นจาก สศช.กับทางสำนักงบประมาณ ขณะที่เรื่องด่านผ่านทางที่เอกชนจะสร้างให้ ที่ผู้ว่าฯ ณรงค์สนับสนุน เพราะ กทพ.มีโครงการอยู่เดิม แต่เมื่อบอร์ดตั้งข้อสังเกตว่าอาจถูกมองว่าเอื้อประโยช์เอกชนนั้น ก็รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน จึงไม่น่าจะมีความขัดแย้งอะไร” แหล่งข่าว ระบุ.

 

ช็อปก่อนกลับบ้าน พาณิชย์เปิดร้านธงฟ้าที่หมอชิต สายใต้ใหม่ หัวลำโพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910042


‘พาณิชย์’ เปิดตัวโครงการ ‘ธงฟ้าประชารัฐ’ นำสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20% จำหน่ายที่หมอชิต สายใต้ใหม่ และหัวลำโพง ก่อนเริ่มจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีก 6,056 แห่งทั่วประเทศ ปลายเดือน เม.ย.นี้ หวังลดค่าครองชีพให้กับคนไทยแบบถาวร

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดตัวโครงการ “ธงฟ้าประชารัฐ” โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะขายในโครงการประชารัฐ ซึ่งมีราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20% มาจำหน่ายให้แก่ประชาชนที่เดินทางในช่วงก่อนวันหยุดต่อเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ณ สถานีขนส่งฯ หมอชิต สถานีขนส่งฯ สายใต้ใหม่ และสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 เม.ย. 60 และจะเริ่มจำหน่ายสินค้าธงฟ้าประชารัฐผ่านช่องทางร้านค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการในช่วงปลายเดือน เม.ย. 60 ต่อไป

สำหรับการเปิดตัวโครงการดังกล่าว เป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่กำลังจะเดินทางกลับภูมิลำเนา ที่จะได้ซื้อของถูกกลับไปฝากญาติพี่น้อง โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จำนวน 18 สินค้า 48 รายการ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก แชมพู บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง เป็นต้น โดยมีราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20%

“หลังจากเปิดตัวครั้งนี้แล้ว กระทรวงจะเปิดจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ในร้านค้าปลีกที่อยู่ในการส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 5,454 แห่ง ร้านค้าในการส่งเสริมของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ระยะแรก 500 แห่ง จากที่มีอยู่ 19,000 แห่ง ร้านค้าศูนย์สาธิตการตลาดในการส่งเสริมของกรมพัฒนาชุมชน ระยะแรก 102 แห่ง จากที่มี 790 แห่ง รวมร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในระยะแรก 6,056 แห่ง รวมทั้งจะมีร้านค้าปลีกอื่นๆ ที่จำหน่ายสินค้าของผู้ผลิตสินค้าป้อนโครงการนี้ทั้ง 5 ราย เข้าร่วมโครงการด้วย”

นายสนธิรัตน์ กล่าวต่อว่า ในช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในตรวจสอบและติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบราคาสินค้าและบริการ รวมทั้งรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการตามสถานีขนส่งและสถานีรถไฟทั่วประเทศ เช่น ผู้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ให้บริการรับฝากของบริการรถเข็นสัมภาระ จะต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ เพื่อป้องปรามมิให้ฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าและคิดค่าบริการสูงเกินสมควร

“ถ้าพบการกระทำผิด ประชาชนสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และถ้าพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคามีโทษปรับ 10,000 บาท กรณีจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า และปฏิเสธการจำหน่าย ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

 

บางจากฯ ยุค 4.0 เปลี่ยนเป็น “บางจาก คอร์ปอเรชั่น” มุ่งสู่กลุ่มบริษัทนวัตกรรม
สีเขียวชั้นนำในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 10 เม.ย. 2560 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910070


นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก 
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่อนุมัติให้แก้ไขชื่อบริษัท จาก “บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)” ภาษาอังกฤษ “The Bangchak Petroleum Public Company Limited” เปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ ภาษาไทย เป็น “บริษัท บางจาก 
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” และชื่อภาษาอังกฤษ เป็น “Bangchak Corporation Public Company Limited” โดยได้รับอนุมัติการจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2560 เป็นต้นไป ซึ่งสถานที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ และโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ยังคงเป็นสถานที่เดิม รวมทั้งตราสัญลักษณ์บริษัท (โลโก้) และชื่อย่อหลักทรัพย์ ยังคงใช้เป็น “BCP”

“ปัจจุบัน บางจากฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 32 การเปลื่ยนชื่อบริษัทในครั้งนี้เป็นการปรับภาพลักษณ์ขององค์กร และสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากไม่เพียงดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูปเท่านั้น แต่ในอนาคตจะขยายธุรกิจออกไปครอบคลุมทั้งธุรกิจต่อเนื่อง และธุรกิจที่สนับสนุนธุรกิจหลักที่มีการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมขั้นสูง เรามีการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม Bangchak Initiative Innovation Center : BIIC ใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนาปี 2560 กว่า 300 ล้านบาท เพื่อต่อยอดธุรกิจชีวภาพ ธุรกิจสีเขียว ซึ่งจะขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนเศรษฐกิจยุค 4.0 โดยมุ่งสู่กลุ่มบริษัทนวัตกรรมสีเขียวชั้นนำในเอเชีย” นายชัยวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ จะขยายธุรกิจชีวภาพ (BIO Product) และธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติที่ประกอบด้วยการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) และเหมืองลิเธียม ให้เป็นตัวขับเคลื่อนเพิ่มเติมในการเติบโตของบางจากสู่การเป็นบริษัทชั้นนำ จากเดิมที่มีกลุ่มธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม คือ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น กลุ่มธุรกิจตลาด และกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ บริหารโดยบริษัท บีซีพีจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท บางจากฯ ที่มีการลงทุนในประเทศไทย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์

สำหรับเป้าหมายการสร้างรายได้ คาดว่าจะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) ของธุรกิจชีวภาพ และธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ ขยายตัวร้อยละ 20 ต่อปี การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้จำเป็นต้องหาธุรกิจที่สร้างรายได้ เพื่อให้มีความเติบโตตามแผน ซึ่งจะมาจากธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่
ต่อยอดจากการผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลในปัจจุบัน และธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

ปัจจุบัน บริษัท บางจากฯ ได้พัฒนานวัตกรรมต่อยอดธุรกิจไบโอฟูเอล และไบโอดีเซลบี 100 ในโครงการผลิตภัณฑ์ชีวภาพ หรือผลิตภัณฑ์ PCM ซึ่งเป็นสารส่วนประกอบของฉนวนเก็บความร้อนที่จะคลายความร้อนในช่วงเย็นถึงกลางคืน แต่จะถนอมความร้อนในช่วงกลางวัน สำหรับขายในประเทศที่มีอากาศหนาว

มีเป้าหมายเน้นผลิตเพื่อขายในประเทศญี่ปุ่น คาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 2 ของปีนี้ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนเป็นโครงการนำร่องเพื่อขยายไปสู่เชิงพาณิชย์ รวมทั้งมีแผนจะตั้งโรงงานผลิต PCM เชิงพาณิชย์ที่จังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อต่อยอดการลงทุน ซึ่งบางจากฯ มีพื้นที่อยู่ประมาณ 500 ไร่ โดยได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐสนับสนุน ภายใต้โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง อีกทั้ง ยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาสาหร่าย เพื่อผลิตเป็นส่วนประกอบของอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์ยาด้วย ที่สามารถรองรับนโยบายด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ (Biotech)

นอกจากนี้ บริษัท บางจากฯ จะขยายธุรกิจ Energy Storage นำแร่ลิเธียมมาเป็นวัตถุดิบ เพื่อใช้สำหรับการกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และส่งไฟฟ้าขาย โดยจะทยอยเข้าไปซื้อหุ้นในเหมืองแร่ลิเธียมของบริษัท Lithium Americas Corp. หรือ LAC ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตรอนโต ประเทศแคนาดา ที่ดำเนินโครงการเหมืองลิเธียมในประเทศอาร์เจนตินาและประเทศสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นอีก จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณร้อยละ 16.4 โดยจะพิจารณาการเข้าซื้อเพิ่มหลังจากที่เหมืองแร่ลิเธียมทำการผลิตในช่วงปี 2562 แล้ว ด้วยกำลังผลิต 25,000 ตันต่อปี ในระยะแรก เนื่องจากสร้างผลตอบแทนค่อนข้างดี เพราะมีต้นทุนการผลิตที่ประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อตัน แต่มีราคาขายอยู่ที่ 20,000 บาทต่อตัน โดยมีตลาดใหญ่อยู่ที่ประเทศจีน

 

10 เมษายน วันสุดท้าย! ยื่นภาษี ปี 59 ผ่านเน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 10:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909815


เตือนผู้มีรายได้ ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ผ่านอินเทอร์เน็ต วันนี้ (10 เม.ย.) วันสุดท้าย…

วันที่ 10 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ถือเป็นวันสุดท้าย ที่กรมสรรพากรเปิดให้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ผ่านอินเทอร์เน็ต ปีภาษี 2559 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 10 เมษายน 2560

สำหรับโครงสร้างภาษีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้มีรายได้ไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี, รายได้ 150,001-300,000 บาทต่อปี เสียภาษี 5%, รายได้ 300,001-500,000 บาทต่อปี เสียภาษี 10%, รายได้ 500,001-750,000 บาทต่อปี เสียภาษี 15%, รายได้ 750,001-1 ล้านบาทต่อปี เสียภาษี 20%, รายได้ 1-2 ล้านบาทต่อปี เสียภาษี 25%, รายได้ 2-4 ล้านบาทต่อปี เสียภาษี 30% และตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 35% แต่กฎหมายใหม่ ผู้มีรายได้ 2-5 ล้านบาท เสียภาษี 30% และตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 35% โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.60 เป็นต้นไป.

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 10:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909781


ราคาทองไทยเปิดตลาดคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายบาทละ 20,600 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายบาทละ 21,100…

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100

 

ชาวไทยในลอนดอน จัดงานสงกรานต์คึกคัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910777


ชาวไทยในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จัดงานเทศกาลสงกรานต์ที่วัดไทย มีผู้ไปร่วมงานกันคึกคักประมาณ 1,500 คน ชาวต่างชาติประทับใจการแสดงวัฒนธรรมไทย และชื่นชอบอาหารไทยต่อเข้าคิวซื้อกันยาวเหยียด…

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2560 ผู้สื่อข่าวไทยรัฐรายงานจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ว่า ชาวไทยในกรุงลอนดอน และพระภิกษุสงฆ์วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ได้ร่วมกันจัดงานเทศกาลสงกรานต์ ในชื่องาน“สุขสันต์วันสงกรานต์” เมื่อวันที่ 9 เมษายน เป็นการจัดงานล่วงหน้าเนื่องจากตรงกับวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุด โดยมีพระครูประภัศธรรม หรือหลวงตาล้อม เจ้าอาวาส เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนางลดาวัลย์ พวงสังวาลย์ วิลสัน เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมกันนี้นางธนิดา เตะโชควิวัฒน์ อัครราชทูตฝ่ายการศึกษา ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ได้ไปเป็นประธานเปิดงานร่วมกับนายมาร์ติน หัวหน้าตำรวจเขตวิมเบิลดัน มีชาวไทยและชาวต่างประเทศจากกรุงลอนดอนและเมืองใกล้เคียงไปร่วมงานกันอย่างคึกคัก

สำหรับบรรยากาศในงาน มีการจัดให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศได้สงฆ์น้ำพระพุทธรูปและพระภิกษุสงฆ์ เพื่อเป็นศิริมงคล ร่วมทั้งรดน้ำขอพรผู้สูงอายุตามประเพณีไทย จากนั้นร่วมชมการแสดงบนเวที เร่ิมด้วยนักเรียนโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดพุทธปทีป ขับร้องเพลงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในเพลง“พระราชาในนิทาน” และเพลง“รักเมืองไทย” การแสดงนาฏศิลป์และวัฒนธรรม จากศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมไทย ณ วัดพุทธปทีป, ชมรมไทย แดนซ์ อะคาเดมี่,กลุ่มคิงส์ ออฟ ฮาร์ท และสมาคมแม่บ้านไทยในแบล็คเนลล์ เป็นที่ประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน พร้อมทั้งสนุกสนานกับการประกวดหนูน้อยสงกรานต์

นอกจากชมการแสดงบนเวทีแล้ว ชาวต่างประเทศยังชื่นชอบกับอาหารไทยและสินค้าไทยที่ไปออกร้าน ต่างเข้าคิวกันยาวเหยียดเพื่อซื้ออาหารที่ชื่นชอบ และแยกย้ายไปนั่งรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ตลอดเช้าถึงเย็นมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1,500 คน.

อังกฤษจ่อเริ่มมาตรการปรับคุณภาพอากาศ ลดการใช้ดีเซล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2560 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910712


รัฐบาลอังกฤษเตรียมประกาศปรับปรุงคุณภาพอากาศและกำหนดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ตัวการก่อมลพิษทางอากาศ ตามคำสั่งศาลสูงเมื่อช่วงสิ้นปีกลาย โดยนายซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน เตรียมออกคำสั่งห้ามใช้รถแท็กซี่ดีเซลนับตั้งแต่ปี 2561 และเริ่มทยอยจัดเก็บภาษีใหม่กับผู้ใช้ทั่วประเทศ

มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ยอดขายรถดีเซลในอังกฤษลดลง 1% เทียบกับตลาดรถดีเซลทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น 6% แต่การใช้น้ำมันเบนซินกลับเพิ่มขึ้น 11.5% ส่งสัญญาณว่าผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไปใช้รถเบนซิน.

 

คิดเที่ยว เมืองดูไบ ต้องรู้! เคลียร์ชัดๆ กฎหมายห้ามคนแปลงเพศเข้าประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906837


“ท่านค้าาาาา เขาไม่ให้หนู เข้าประเทศ”

เสียงครวญจากสาวประเภทสองท่านหนึ่ง ที่แจ้งมาถึง เรือโทโกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เข้าทำการกักตัว ก่อนส่งตัวกลับประเทศ

ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็สืบเนื่องมาจาก เจ้าของเสียงโอดครวญดังกล่าว มีการผ่าตัดแปลงเพศ! จึงทำให้ เพศสภาพ ณ ปัจจุบัน ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในหนังสือเดินทาง

ทันทีที่ทราบข่าว ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี จึงเร่งประสานให้ความช่วยเหลือ ขณะที่ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้รีบโพสต์แจ้งคำเตือนผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ถึงชาวไทยแลนด์แดนสยาม ที่กำลังงวยงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทราบทันทีโดยทั่วกันว่า…

ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี ได้ประกาศเกี่ยวกับชายแปลงเพศ หรือ แต่งหญิง ว่า การแปลงเพศ หรือ แต่งหญิง นั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของประเทศ หากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ของ ยูเออี ตรวจพบ จะถูกกักตัวที่สนามบิน และส่งกลับประเทศไทยโดยทันที หรือ หากตรวจพบในภายหลัง จะถูกกักขังไว้ในสถานีตำรวจเรือนจำชั่วคราว ก่อนที่จะส่งกลับประเทศ ในลำดับต่อไป
       
จึงขอให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศยูเออี ทุกท่าน โปรดระมัดระวังการแต่งตัวหรือลักษณะท่าทางที่อาจเสี่ยงต่อการถูกจับกุม!

ย้ำอีกครั้ง ห้ามบุคคลแปลงเพศ หรือแต่งกายไม่ตรงกับเพศสภาพ ที่ระบุในหนังสือเดินทาง เดินทางเข้าประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ หรือหากตรวจพบภายหลัง จะถูกจับกุม และส่งตัวกลับทันที

อย่าเพิ่งเลิกคิ้ว ทำหน้างวยงง ชวนสงสัย ทำตาโตเท่าไข่ห่านขนาดนั้น แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์

ทำใจให้ร่มๆ แล้วมารับฟังเหตุผลให้ครบถ้วนกระบวนความเสียก่อน ค่อยระเบิดอารมณ์ผ่านคีย์บอร์ด เพราะในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีข้อมูลรอบด้าน มาให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สังเคราะห์ไปพร้อมๆ กัน

ใจเย็นๆ กันสักนิด ฟังเหตุฟังผลกันเสียหน่อย เพราะโลกเรา…เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม การยอมรับและให้เกียรติในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเท่านั้น จึงจะทำให้โลกของเราสงบสุข อีกทั้งการจะเดินทางไปเยือนประเทศที่มีวัฒนธรรมแตกต่างนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ การให้ความเคารพในกฎเกณฑ์ของประเทศนั้นๆ

เราจึงจะสามารถเรียกตัวเองได้ว่า เป็นแขกบ้านแขกเมืองที่ดี

เอาละ! เกริ่นมาเนิ่นนานบานเบอะ เข้าเรื่องกันเสียที!

เหตุไฉน ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่กำลังอยู่ระหว่างการพลิกโฉมจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ ไปสู่มหานครศูนย์กลางแห่งการค้าและการลงทุนของโลกแห่งใหม่ โดยเฉพาะที่เมืองดูไบ เมืองใหญ่ของ UAE ที่เต็มไปด้วยอาคารล้ำสมัย หรูหรา ราคาสุดแสนแพง ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว

ซึ่งควร…ที่จะพร้อม อ้าแขนรับ แขกบ้านแขกเมืองจากทั่วทุกมุมโลก  

จึงห้าม … เหล่าบุคคลข้ามเพศ ที่มีการแปลงเพศแล้ว หรือแต่งกายไม่ตรงกับเพศของตัวเอง เดินทางเข้าประเทศ

การกระทำเช่นนั้น อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง กระนั้นหรือ?

ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รับเกียรติจาก เรือโทโกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE มาเป็นผู้ไขคำตอบ ในทุกข้อสงสัย ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว

“ผมขอยืนยันว่า ประเทศ UAE มิได้รังเกียจ หรือห้ามเพศที่สาม เดินทางเข้าประเทศนะครับ” ท่านทูตโกเมศ ยืนยันกับทีมข่าวฯ ด้วยเสียงดังฟังชัด

เพียงแต่…..สำหรับ เพศที่สาม เวลาจะเดินทางเข้าประเทศ UAE จะต้องแต่งกายให้ตรงกับเพศของตัวเอง และจะต้องระมัดระวังกิริยาอาการ มีความสำรวม หรือมีการแสดงออกที่เหมาะสม เวลาเดินทางไปในที่สาธารณะในประเทศของเขา

และที่สำคัญ … ต้องไม่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศมาก่อน!

หรือ หากจะสรุปง่ายให้เข้าใจ ก็คือ หากคุณไม่ใช่บุคคลที่ปรากฏตรงตามหนังสือเดินทาง ก็จบเลย!

จับจริง ส่งกลับจริง เดือน มี.ค. โดนมาแล้ว 1 ราย 

สำหรับมาตรการไม่ยินยอม ให้บุคคลที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง เดินทางเข้าประเทศ UAE นั้น ผมขอยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง และเบื้องต้นพบว่ามี คนไทย ถูกผลักดันให้กลับประเทศ จากมาตรการดังกล่าวแล้ว โดยเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามี 1 ราย ที่ถูกส่งตัวกลับ

จนเป็นที่มาของ เสียงครวญที่ว่า … “ท่านค้าาาาา เขาไม่ให้หนูเข้าประเทศ”

เอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี สนทนากับทีมข่าวฯ ต่อไปว่า เบื้องต้น สำหรับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนตัวอยากอธิบายให้ชัดเจนแบบนี้ว่า

เพศสภาพไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง เจ้าบ้านย่อมเกิดความสงสัย จะเข้ามาทำอะไรกันแน่? 

ข้อที่ 1 การอนุญาตให้บุคคลใดเข้าประเทศ เป็นสิทธิของประเทศนั้นๆ ที่จะอนุญาต หรือไม่อนุญาต ก็ได้

ข้อที่ 2 ในเชิงของความมั่นคง ของแต่ละประเทศ การตรวจพบบุคคลที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการแปลงเพศแล้ว ต้องเข้าใจประเทศของเขาด้วยว่า …

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง อาจเกิดความเข้าใจผิดได้ ยกตัวอย่างเช่นในกรณีของคนไทยรายล่าสุดนั้น เท่าที่ทราบ หน้าหนังสือเดินทาง ระบุชัดเจนว่า เป็นผู้ชาย แต่เมื่อเวลาไปแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ปรากฏว่า เจ้าตัวมีลักษณะทางกายภาพ และการแต่งกายเป็นผู้หญิง ซึ่งตรงกันข้ามกับหนังสือเดินทางโดยสิ้นเชิง

กรณีแบบนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง อาจเข้าใจได้ว่า บุคคลนั้น เดินทางเข้าประเทศโดยมีเจตนาที่ไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ดี สำหรับบรรดาสาวห้าวทั้งหลาย สบายใจได้ไม่มีปัญหา เพราะหากลักษณะทางกายภาพตรงตามหนังสือเดินทางก็สามารถเข้าประเทศได้ ส่วนการแต่งกาย จะสวมกางเกง หรือกระโปรง ก็สามารถทำได้ เพียงแต่ระมัดระวังว่า ต้องแต่งกายให้มิดชิด เช่น ต้องสวมกระโปรงยาว เสื้อปกปิดมิดชิด เมื่อเดินทางไปตามที่สาธารณะต่างๆ ในประเทศ

ข้อที่ 3 ซึ่งเป็นข้อสำคัญที่สุด ที่คนไทยควรศึกษาก่อนที่จะเดินทางไป ก็คือ

ประเทศ UAE ถือเป็นหนึ่งในประเทศมุสลิม ที่มีการใช้กฎหมายยึดโยงกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ฉะนั้นแม้การเลือกเพศสภาพ อาจจะเป็นสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งแต่ละคนอาจมีความคิดในเรื่องเพศที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับประเทศ UAE รวมถึงประเทศส่วนใหญ่ในดินแดนตะวันออกกลาง ที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น ประเด็นดังกล่าว ถือว่าขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีรวมถึงกฎหมายในบ้านเขา

ฉะนั้น คนที่จะเดินทางเข้าไป จึงต้องให้ความเคารพตามกฎเกณฑ์ที่บังคับใช้ภายในประเทศของเขา เช่นเดียวกัน

การันตี กฎหมายนี้ ใช้กับบุคคลทุกสัญชาติ ไม่ได้เพ่งเล็งเฉพาะคนไทย 

ท่านทูตโกเมศ กล่าวกับทีมข่าวฯ​ ต่อไปว่า ขอยืนยันว่า มาตรการดังกล่าว มิได้มุ่งเน้นการตรวจสอบ หรือกีดกัน เพียงเฉพาะบุคคลเพศที่สาม ที่เป็นคนไทยเท่านั้น เพราะมาตรการดังกล่าว ทาง UAE นำมาใช้กับ บุคคลทุกสัญชาติ

และที่สำคัญ อย่าคิดเสี่ยงเด็ดขาด!

ประเภทตอนอยู่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ยอมแต่งกายเป็นผู้ชาย แต่พอเข้าเมืองมาได้แล้ว จะไปเที่ยวที่ไหน เลยกลับมาแต่งเป็นผู้หญิงอีกครั้ง แบบนี้ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจศาสนา ตรวจพบ ก็อาจจะถูกตักเตือนเรื่องการแต่งกาย หรือผลักดันให้กลับประเทศทันที ได้เช่นกัน

เตือน ไปประเทศโลกมุสลิม กิริยาการแสดงออกกับคนรัก ในที่สาธารณะต้องสำรวม

ส่วนตัวผมเอง ก่อนที่จะเดินทางมาทำหน้าที่ในประเทศใด ก็ต้องมีการทำการบ้าน ศึกษาถึงวัฒนธรรมและประเพณีของประเทศนั้นๆ อยู่ก่อนเสมอ สำหรับประเทศ UAE นั้น อยากขอเตือนคนไทยที่จะเดินทางมาประเทศนี้ ว่า การแสดงกิริยาโดยเฉพาะกับคนรักนั้น ต้องระมัดระวัง และสำรวม อย่าแสดงออกถึงความรักที่เกินพอดี ตามสถานที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลถือศีลอด หรือรอมฎอน ของศาสนาอิสลาม

ที่ผ่านมา ในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของ UAE หรือเมืองดูไบ เมืองใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ จะมีป้ายเตือนติดอยู่ตามร้านค้า และห้างสรรพสินค้าใหญ่ เพื่อเตือนบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติในเรื่องนี้เอาไว้อยู่เสมอๆ

และในช่วงรอมฎอนนั้น ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง ที่จะรับประทานอาหาร หรือ ดื่มน้ำ ให้ชาวมุสลิมพบเห็น ส่วนตัวผมเอง แม้กระทั่งเป็นทูต ในขณะที่นั่งรถประจำตำแหน่งมาทำงาน ก็ยังไม่กล้าที่จะดื่มน้ำบนรถ เวลาที่แล่นผ่านไปยังสถานที่สาธารณะต่างๆ เลย

เพราะเกรงว่า จะเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ที่คนไทยควรรู้เอาไว้หากจะเดินทางมาประเทศนี้ ก็คือ บางสถานที่ โดยเฉพาะสถานที่สำคัญทางศาสนา รวมถึงบุคคลในประเทศ UAE ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด หากไม่ได้รับอนุญาต!

ปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีประชากรประมาณ 9 ล้านกว่าคน แต่ในจำนวนนี้ มีชาว UAE จริงๆ เพียง ร้อยละ 11 เท่านั้น ที่เหลือเป็นชาวต่างชาติที่มาจากประมาณ 200 เชื้อชาติ แต่ชาวท้องถิ่นส่วนใหญ่ ยอมรับคนไทย รักคนไทย และชอบมาเที่ยวประเทศไทยมาก จึงไม่แปลกที่เมื่อปีที่ผ่านมา จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากถึง 1.3 แสนคน

ขณะเดียวกัน มีคนไทยอยู่ในประเทศ UAE ประมาณ 9,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานฝีมือ เช่น เชฟทำอาหาร และพนักงานโรงแรม เพราะแรงงานฝีมือของเราได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก

สุดท้าย เรือโทโกเมศ อยากขอฝากไปถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยทุกคน ผ่านทีมข่าวฯ ว่า

“หากจะเดินทางไปประเทศไหน ต้องให้ความเคารพในกฎเกณฑ์ของประเทศนั้นๆ ถึงจะเรียกว่า เป็นแขกผู้มาเยือนที่ดี และหากจะให้ดี ควรจะมีการศึกษาข้อมูลก่อนที่จะเดินทางไปประเทศนั้นๆ หรืออย่างน้อย สอบถามทางไปสถานทูตไทยประจำประเทศนั้นๆ เพื่อหาข้อมูลก่อน ก็จะเป็นผลดี”

เอาละ เราฟังข้อเท็จจริงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ในมุมของกฎหมายไปแล้ว คราวนี้ เราไปฟังถึงมุมมองของศาสนาอิสลาม ที่มีต่อบุคคลข้ามเพศกันบ้างดีกว่า เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อความหลากหลายทางความคิดและความเชื่อ ในสังคมมนุษย์เรา เพราะเราต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ซึ่งผู้ที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เชื้อเชิญมาอธิบายความ กับ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ในวันนี้ ก็คือ ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ นักวิชาการด้านตะวันออกกลางศึกษา

โลกอิสลาม มองการเบี่ยงเบนทางเพศ เป็นเรื่องที่สามารถปรับปรุงได้ 

โดย อาจารย์จรัญ ได้เลกเชอร์สรุปสั้นๆ ให้เข้าใจว่า สำหรับศาสนาอิสลาม เชื่อว่า การเบี่ยงเบนทางเพศ เป็นเรื่องที่สามารถปรับปรุงได้ ไม่ใช่เรื่องของความผิดปกติทางฮอร์โมน และขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูในครอบครัวเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ก็ยังไม่เห็นด้วยกับการอยู่กินของคนเพศเดียวกัน เพราะเกรงว่า…จะไม่สามารถรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์เอาไว้ได้

ฉะนั้น สำหรับบางประเทศที่ใช้หลักคำสอนของศาสนาอิสลามมาเป็นกฎหมาย จะมีบทลงโทษที่รุนแรงกับบุคคลข้ามเพศเป็นอย่างมาก…

โดยในบางประเทศ อาจจะมีโทษหนัก ถึงขั้น ประหารชีวิต ด้วยซ้ำไป หากพิสูจน์ได้ว่า … มีการครองคู่ระหว่างบุคคลเพศเดียวกันจริง

ส่วนการที่ศาสนาอิสลาม ห้ามแปลงเพศ นั้น เป็นเพราะต้องการรักษาธรรมชาติของมนุษย์ ที่ได้รับมาจากพระเจ้าเอาไว้ ฉะนั้น แนวคิดของศาสนาอิสลาม ที่มีต่อเรื่องนี้ จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เพราะถือว่าเป็นคำสอนที่มาจากศาสดา และปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน

เชื่อ UAE ใช้มาตรการดังกล่าว หวังปรามคนรุ่นใหม่ อย่าอิงโลกตะวันตกมากจนเกินไป 

สำหรับเรื่องที่ประเทศ UAE ห้ามบุคคลที่มีการแปลงเพศ เดินทางเข้าประเทศนั้น ส่วนตัวยังไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น และยังไม่เคยได้รับทราบมาก่อนว่า จะมีประเทศใดในโลกอิสลาม ออกมาตรการดังกล่าวมาบังคับใช้

เพราะที่ผ่านมา จากประสบการณ์ส่วนตัว ก็ยังคงพบเห็น บุคคลข้ามเพศ เดินทางเข้า-ออก ในประเทศโลกมุสลิมเป็นปกติดีอยู่

ทั้งนี้ ส่วนตัวยอมรับว่า ค่อนข้างแปลกใจพอสมควร ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศมุสลิม ที่เปิดกว้างพอสมควรเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย คูเวต บาห์เรน ที่เคร่งครัดในเรื่องคำสอนทางศาสนาอิสลามเอามากๆ

เรื่องที่เกิดขึ้น จึงอาจมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันว่า ฝ่ายศาสนาในประเทศ UAE อาจจะมองว่า คนในประเทศเริ่มจะเปิดกว้างในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการอิงไปกับโลกตะวันตกมากจนเกินไปแล้ว

จึงต้องมีการป้องปรามเอาไว้ก่อน ก็เป็นได้! ศ.ดร.จรัญ กล่าวทิ้งท้าย

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

 

สลด! มือปืนยิงครูดับ คาห้องเรียนก่อนฆ่าตัวตายที่ร.ร.ประถมแคลิฟอร์เนีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 05:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910767


เกิดเหตุมือปืนยิงครูผู้หญิง อดีตภรรยา เสียชีวิตคาห้องเรียนของโรงเรียนประถมในพื้นที่ทางใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่คนร้ายจะฆ่าตัวตาย เหตุการณ์นี้ยังมีเด็กวัย 8 ขวบ โดนคมกระสุน ดับ 1เจ็บ1

เมื่อ 11 เม.ย.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชายคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงกราดยิงภายในห้องเรียนของโรงเรียนประถม ‘นอร์ท พาร์ค’ ในเมืองซาน เบอร์นาร์ดิโน ทางใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้ครูผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นอดีตภรรยาของชายผู้นี้เสียชีวิต และมีเด็กนักเรียนถูกกระสุนได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2 คน ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา 1 คน จากนั้น มือปืนได้ยิงปลิดชีพตัวเอง

เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 10:30น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมือปืนเดินทางเข้าไปในโรงเรียนแห่งนี้ในฐานะบุคคลภายนอกที่เข้ามาติดต่อ และซ่อนปืนเอาไว้ ขณะที่นาย จาร์ร็อด เบอร์กวน ผู้บัญชาการตำรวจเมืองซาน เบอร์นาร์ดิโน ระบุว่าคดีนี้เป็นคดีที่มือปืนตั้งใจมาก่อเหตุยิงเป้าหมายก่อนจะฆ่าตัวตาย เขายืนยันด้วยว่า ผู้ต้องสงสัยถูกยิงล้มลงแล้ว และไม่มีภัยคุกคามมากไปกว่านี้

หลังเกิดเหตุมีการอพยพผู้คนออกจากโรงเรียนทันที โดยนักเรียนถูกพาขึ้นรถบัสไปยังวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่อยู่ไม่ไกลกัน จากนั้นตำรวจจึงเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งหมดจะถูกพาไปยังโรงเรียนมัธยมข้างเคียงเพื่อพบกับครอบครัวที่ไปรออยู่แล้ว

ด้านร้อยเอก รอน มาส กล่าวในการแถลงข่าวว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังพยายามยืนยันตัวมือปืนและหญิงที่เสียชีวิต เพื่อสืบหาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ก่อนไม่นานต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดเผยว่า ครูผู้หญิงที่ถูกยิงเสียชีวิต ชื่อ คาเรน อีเลนี สมิธ เคยเป็นอดีตภรรยาของนายเซดริค แอนเดอร์สัน วัย 53 ปี  มือปืนชายที่ก่อเหตุฆาตกรรมสุดสะเทือนใจผู้นี้