400,000 schoolgirls to be vaccinated against human papilloma virus

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30310318

March 26, 2017 09:50
By The Nation
2,430 Viewed

บขส.แน่น! คนแห่กลับต่างจังหวัด ฉลองสงกรานต์ ทะลักกว่า1.2ล้านแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 09:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910845


บขส. เผยช่วง 10 วัน ประชาชนหลั่งไหลเดินทางกลับต่างจังหวัด ฉลองสงกรานต์ที่บ้านเกิดกันเนืองแน่น ใช้บริการรถบขส.แล้วกว่า 1.2 ล้านคน คาด 11 เม.ย. คนยังเดินทางทะลักไม่ต่ำ 1.5 แสนคน

ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. วันที่ 11 เม.ย.60 เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัดหรือ บขส.เผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์มีประชาชนได้เดินทางมาใช้บริการที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก โดยในวันที่ 10 เม.ย 60 มีผู้โดยสารใช้บริการรถ บขส. และรถร่วม บขส. จำนวน 134,025 คนโดย บขส.ได้เสริมเที่ยววื่ง จำนวน 1,369 เที่ยว จากเที่ยววิ่งปกติ จำนวน 6,455 เที่ยว รวมเที่ยววิ่ง 7,866 เที่ยว ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1-10 เม.ย. ที่ผ่านมา  บขส.ได้ให้บริการผู้โดยสารเดินทางทั้งทางรถบขส.และรถร่วมบขส. ไปแล้วกว่า 1.2 ล้านคน และคาดว่า ในวันนี้ (11 เม.ย.60) จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการถึงประมาณ 150,000 คน

 

นักลงทุนเชื่อมั่นหุ้นไทยลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910706


ชี้ซีเรีย-เกาหลีเหนือปัจจัยเสี่ยงใหม่โลก

สภาธุรกิจตลาดทุน เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า ลดลง 18.06% เหตุกังวลกระแสเงินทุนผันผวน จากนโยบายการเงินสหรัฐฯ จับตาความตึงเครียดในซีเรีย และคาบสมุทรเกาหลี ปัจจัยเสี่ยงใหม่เศรษฐกิจโลก ด้านคลัง-พาณิชย์ ยอมรับ ราคาน้ำมัน-ทองคำพุ่งรับสหรัฐฯบุกซีเรีย แต่ยังไม่กระทบไทย

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีอยู่ที่ 90.33 ลดลง 18.06% จากการสำรวจครั้งก่อนที่อยู่ที่ 110.24 เพราะนักลงทุนกังวลกระแสเงินทุน (ฟันด์ โฟลว์) ที่ยังผันผวน โดยพบว่า กลุ่มนักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ มีความเชื่อมั่นลดลงจากระดับร้อนแรง มาอยู่ที่ระดับซบเซา ส่วนกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับตัวจากระดับร้อนแรง มาอยู่ที่ระดับทรงตัว สำหรับปัจจัยที่ส่งผลลบต่อความเชื่อมั่น มาจากการไหลเข้า-ออกของเงินทุน, นโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ และการเมืองทั้งในและต่างประเทศ ส่วนปัจจัยบวก คือนโยบายการลงทุนภาครัฐ และการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ

สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าลงทุนมากที่สุด ได้แก่ หมวดธนาคาร เพราะราคาหุ้นยังต่ำ และได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐ รองลงมาคือ รับเหมาก่อสร้างและพลังงาน ขณะที่หมวดที่ไม่น่าลงทุนคือ เงินทุนและหลักทรัพย์ เพราะปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ซบเซา โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดทุน น่าจะมาจากการที่ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ที่เริ่มฟื้นตัว, มาตรการการคลัง, การลงทุนภาครัฐ, เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่เริ่มไหลเข้า และการส่งออกที่ฟื้นตัว ส่วนปัจจัยที่ต้องระวังคือ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ ที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบภาคส่งออกของไทย และปัจจัยในประเทศ เช่น ความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบลงทุน “ความตึงเครียดคาบสมุทรเกาหลี และการโจมตีซีเรียอาจเป็นความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลก ที่ต้องระมัดระวัง และจับตา”
ด้านนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CLSA กล่าวว่า ครึ่งหลังของปีนี้ ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแตะระดับ 1,700 จุด เพราะนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในไทย หลังนโยบายประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่สามารถทำได้หลายประเด็น ส่งผลให้นักลงทุนไร้ความเชื่อมั่น และที่ผ่านมา ต่างชาติขายหุ้นไทยพอสมควรแล้ว ขณะนี้ถึงเวลากลับเข้ามาลงทุน “ไตรมาส 3 และ 4 กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่จะมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และราคาหุ้นที่ไม่แพงเกินไป จะทำให้มีการเข้าซื้อหุ้นมากขึ้น ขณะที่ความรุนแรงในซีเรีย เบื้องต้น จะทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น กระตุ้นความน่าสนใจหุ้นกลุ่มพลังงาน”

ส่วนนายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร กล่าวว่า หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยวันที่ 16-31 มี.ค.กว่า 18,000 ล้านบาท หลังจากวันที่ 1-14 มี.ค. ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 12,000 ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสแรก ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 6,371 ล้านบาท ส่วนความตึงเครียดในซีเรียและทะเลจีนใต้ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า จะกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า การส่งออกหรือไม่อย่างไร

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯและซีเรีย ขณะนี้ยังไม่กระทบโดยตรงกับไทย แต่ยอมรับว่ามีผลทางจิตวิทยา แต่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยยังเข้มแข็ง รองรับปัญหาจากปัจจัยภายนอกได้ เห็นได้จากค่าเงินบาทยังแข็งค่าเมื่อเทียบเงินสกุลอื่น และดุลการค้ายังเกินดุล โดย ณ วันที่ 10 เม.ย. ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 34.63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จะทำให้ราคาน้ำมันและทองคำสูงขึ้น ซึ่งราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันของไทยจะสูงขึ้น แต่หากสงครามยืดเยื้อ การค้า การลงทุนโลกจะชะลอตัว.

 

ปลดล็อกเกณฑ์บ้านประชารัฐ หวังประชาชนพาเหรดจับจอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910702


นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่าขณะนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับหลักเกณฑ์โครงการบ้านประชารัฐ ธนารักษ์ โดยจะเสนอให้ ครม.ยกเลิกเงื่อนไขที่กำหนดว่า ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ ต้องเป็นการซื้อบ้านหลังแรกเท่านั้น แต่ยังคงเงื่อนไขเดิมคือ ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการต้องมีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน หาก ครม.เห็นชอบ จะทำให้ประชาชนที่จองบ้านประชารัฐ ธนารักษ์เฟสแรก 600 ยูนิต ที่จังหวัดเพชรบุรี ได้รับประโยชน์ด้วย ซึ่งปัจจุบันมียอดจองโครงการมากถึง 1,000-2,000 ราย แต่เมื่อตรวจสอบสิทธิ์บ้านหลังแรกแล้ว มีผู้ผ่านคุณสมบัติประมาณ 100 ราย

“โครงการบ้านประชารัฐ ธนารักษ์ อนุมัติสินเชื่อไปเพียง 100 ราย ส่วนที่เหลือ ได้ขอให้ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ชะลอการพิจารณา เพื่อรอมติ ครม. หากปลดล็อกไม่ต้องเป็นบ้านหลังแรกได้แล้ว ธนาคารทั้ง 2 แห่งจะเริ่มพิจารณาสินเชื่ออีกครั้ง และที่สำคัญ กรมอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมโครงการบ้านประชารัฐ ธนารักษ์เฟส 2 อีก 3 แห่งคือ บนถนนพระราม 3 กรุงเทพฯ ปทุมธานี และเชียงใหม่ คาดว่า จะเสนอเข้า ครม.หลังจากแก้ไขหลักเกณฑ์บ้านหลังแรกแล้ว สาเหตุที่ สศค. แก้ไขหลักเกณฑ์บ้านหลังแรก เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีบ้านของตนเองอยู่แล้ว แต่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น เป็นเจ้าบ้านบนที่เช่า หรือบ้านอยู่ในชุมชนแออัดเป็นต้น จึงต้องการมีบ้านหลังใหม่”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว มีแรงฉุดจากสถานการณ์ซีเรีย-กังวลเลือกตั้งฝรั่งเศส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 06:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910796


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันจันทร์ แม้ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น จากความไม่แน่นอนจากคำถามมากมายเกี่ยวกับสถานการที่เกิดขึ้นในโลกเช่น สงครามซีเรีย…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 10 เม.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 1.92 จุด หรือ 0.01% ปิดที่ 20658.02 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 1.62 จุด หรือ 0.07% ปิดที่ 2357.16 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 3.12 จุด หรือ 0.05% ปิดที่ 5880.93 จุด

เมื่อวันจันทร์ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.6% ช่วยหนุนหุ้นบริษัทกลุ่มปิโตรเลียม ขณะที่ เทสลา มอเตอร์ หุ้นขึ้น 3.3% หลังมูลค่าตลอดแซงหน้าเจเนอรัล มอเตอร์ แม้ว่ายอดขายรถและรายได้จะยังน้อยกว่าก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ถูกขัดขวางโดยคำถามทางการเมืองมากมาย รวมทั้งความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในซีเรีย หลังจากสหรัฐฯ ยิงจรวดโจมตีฐานทัพอากาศ จนเริ่มบาดหมางกับรัสเซีย และความกังวลในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่กำลังจะมาถึงท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่กำลังมาแรงในยุโรป

 

ญี่ปุ่นเหนียวแน่นขยายลงทุนในไทย ฐานผลิต “ซิลิโคนส์” ป้อนตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910695


นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้อนุมัติให้ส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการผลิตผลิตภัณฑ์ซิลิโคนส์ ชนิดพิเศษ ซึ่งจัดเป็นเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemical) ของบริษัท ชินเอทสุ ซิลิโคนส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยเป็นการขยายลงทุนครั้งที่ 3 ของบริษัท หลังจากมีการลงทุนในประเทศไทยมาแล้วตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ด้านเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ สำหรับการส่งออกใหญ่ที่สุดของบริษัท

สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นการผลิตผลิตภัณฑ์ซิลิโคนส์ชนิดพิเศษจำนวน 2 ชนิด โดยซิลิโคนส์เหลวชนิดแรก เป็นชนิดที่ปรับปรุงด้วยกลุ่มอะมิโน จะใช้งานเป็นส่วนผสมหลักในการผลิตน้ำยาปรับผ้านุ่ม ที่มีคุณสมบัติพิเศษทำให้เส้นใยมีความนุ่มได้นานขึ้น ลดรอยยับบนผ้าหลังผ่านกระบวนการซัก ช่วยป้องกันไม่ให้ผ้าเหลือง และซิลิโคนส์เหลวชนิดที่สอง เป็นชนิดที่ปรับปรุงด้วยพอลิอีเทอร์ ใช้งานเป็นส่วนผสมสำคัญในการผลิตเครื่องสำอาง โดยเป็นชนิดที่หายาก มีประสิทธิภาพที่ทำให้น้ำกับน้ำมัน เข้ากันได้ดี มีคุณสมบัติให้ความรู้สึกนุ่ม ลื่น กันน้ำ และสามารถติดอยู่บนผิวได้นาน รวมถึงป้องกันแยกชั้นของเครื่องสำอาง เช่น ครีมรองพื้น ครีมกันแดด โลชั่นทาผิว

“บริษัทได้ขยายการลงทุนในไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยการผลิตซิลิโคนส์ชนิดพิเศษทั้ง 2 ชนิดครั้งนี้มีปริมาณรวมกัน 9,000 ตันต่อปี เงินลงทุน 2,200 ล้านบาท จะทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ และมีขนาดใหญ่กว่าการผลิตที่ญี่ปุ่น รวมถึงเกิดการจ้างงาน และใช้วัตถุดิบเคมีภัณฑ์จากในประเทศคิดเป็นมูลค่า 352 ล้านบาทต่อปี”

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในโครงการสหกิจศึกษา (WiL) เป็นความร่วมมือจากสามภาคส่วน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) บริษัทเอกชน และสถาบันการศึกษา ตามโครงการจะสนับสนุนการผลิตกำลังคนระดับ ปวส. และระดับปริญญาโท ที่มีคุณภาพป้อนให้กับภาคอุตสาหกรรม ในรูปแบบของจัดการศึกษาและการเรียนรู้การทำงานในสถานประกอบการ ทั้งในส่วนของการผลิตและการวิจัยและพัฒนา โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด จังหวัดระยอง เข้าร่วมโครงการ.

 

เวียนวนแก้ปมดาวเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910690


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2560 นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เพื่อหารือถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้มีความเป็นเอกภาพ เนื่องจากภารกิจของ กสทช.และดีอี เกี่ยวข้องกันในหลายส่วนงาน อาทิ กิจการดาวเทียม โครงการการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม เป็นต้น

นายพิเชฐกล่าวว่า ประเด็นปัญหาดาวเทียมนั้น จะตั้งทีมงานเพื่อมาศึกษารายละเอียดให้เกิดความรอบคอบและเป็นไปตามกฎหมาย “กรณีกิจการดาวเทียมนั้น เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ซึ่ง กสทช.และดีอี ก็ต้องทำงานร่วมกัน โดยจะตั้งทีมศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหา การวางแผนเพื่อพัฒนากิจการดาวเทียมของประเทศ ส่วนข้อถามที่ว่าในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปลี่ยน รมว.มา 3 คนแล้ว แต่ปัญหาดาวเทียมยังไม่ได้รับการแก้ไขนั้น ผมขอให้ยึดศาสนาพุทธเป็นหลัก โดยไม่ต้องมองอดีต ให้มองปัจจุบัน และให้รอดูการทำงานที่จะเกิดขึ้น”
นายฐากรกล่าวว่า ปัญหาดาวเทียมนั้น ได้เสนอแนะทางออกให้กับ รมว.ดีอี แล้วว่า ควรออกมาตรการทางปกครอง คือการเรียกเก็บเงินค่าวงตำแหน่งวงโคจรเพิ่มเติม สำหรับดาวเทียมดวง 7 และ 8

จากบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ส่วนจะจัดเก็บในอัตราเท่าใดนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงดีอี แต่หากไทยคมไม่ยินยอม ก็ให้ยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองได้ เพื่อให้ความชัดเจน และให้ได้ข้อยุติปัญหาคาราคาซังของกิจการดาวเทียม ขณะเดียว กัน กสทช.พร้อมจะโอนเงิน 15% ของรายได้ให้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) คาดว่าจะดำเนินการได้ในเร็วๆ นี้ เพื่อดีอีจะได้มีเงินงบประมาณในการดำเนินการ อีกทั้งยังได้แจ้ง รมว.ดีอีให้ทราบว่า ภายในปีนี้จะมีความชัดเจนเรื่องแผนการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 2600 เมกะเฮิรตซ์ด้วย.

 

ยอดจองรถมอเตอร์โชว์พุ่งทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910687


นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานจัดงานบางกอกมอเตอร์โชว์ อันเป็นงานมอเตอร์โชว์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เปิดเผยว่า งานบางกอกมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ประสบความสำเร็จตามที่คาดไว้ มีผู้เข้าชมงาน 1.57 ล้านคน ยอดจองรถยนต์และรถจักรยานยนต์มีจำนวนรวม 35,022 คัน แบ่งออกเป็นรถยนต์ 31,000 คัน รถจักรยานยนต์ 2,892 คัน รถไฟฟ้าขนาดเล็กเพื่อการพาณิชย์ 1,130 คัน

“ยอดจองรถยนต์ซึ่งพบว่าผลจากการเริ่มทยอยปลดล็อกรถยนต์คันแรก ที่ห้ามซื้อขายในช่วง 5 ปีแรกที่ครอบครองรถ รวมถึงภาคการเกษตร ที่มีแนวโน้มปรับตัวไปในทางที่ดี ทำให้สถานการณ์ตลาดรถยนต์เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้กลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงรถเพื่อการพาณิชย์ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค แม้มีข่าวเกี่ยวกับการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยในการใช้ของรถเพื่อการพาณิชย์ แต่รถยนต์กลุ่มนี้ก็ได้รับความสนใจจากลูกค้า โดยมีสัดส่วนยอดจองอยู่ที่ 20-30% ขณะที่รถในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลาง และรถยนต์หรูสัญชาติตะวันตก ได้รับความนิยมจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมากเช่นกัน”

นายกฤษฎา ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือออดี้ ไทยแลนด์ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ออดี้ กล่าวว่า บริษัทสามารถทำยอดจองรถยนต์ได้ถึง 184 คัน เนื่องจากได้นำเสนอรถออดี้หลายรุ่น เพื่อตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกลุ่มต่างๆในราคาที่เหมาะสม ตั้งแต่ 2 ล้านบาทไปจนถึง 18 ล้านบาทต่อคัน ซึ่งภายในงานรถยนต์ออดี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะออดี้ ทีที รถสปอร์ตคูเป้ที่ยังคงเป็นดาวเด่นของออดี้.

 

“ซีไอเอ็มบีไทย” ชี้คนแห่ซื้อบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910670


นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สินเชื่อรายย่อยไตรมาส 1 ที่ผ่านมาของธนาคารเติบโตเกือบ 10% ถือเป็นการเติบโตที่ดีเกินคาด ส่งผลให้ยอดสินเชื่อตลอดทั้งปีนี้จะสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยสัญญาณการปล่อยสินเชื่อที่ดีขึ้น เกิดจากเศรษฐกิจแม้ว่าการเติบโตแต่ละปีจะต่ำ แต่เป็นการเติบโตที่สะสม ทำให้มนุษย์เงินเดือนต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น ขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมที่แม้มีการปิดกิจการอยู่บ้าง แต่ก็เป็นผลกระทบแบบเฉพาะเจาะจง ต่างกับช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่มีผลกระทบทั้งภาคอุตสาหกรรม ทำให้มีโรงงานปิดกิจการจำนวนมาก

ขณะที่เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารมียอดปล่อยสินเชื่อบ้านอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เดือนละ 1,200 ล้านบาท สัญญาณความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว หากมีความต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบจะต้องระดมเงินฝากเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ธนาคารได้เดินหน้าเพิ่มช่องทางบริการ โดยได้ยื่นขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขอเปิดให้บริการสาขาในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น อีก 1-2 แห่ง โดยเลือกจุดที่เป็นชุมชนชานเมือง ใกล้นิคมอุตสาหกรรม คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 2 นี้.

 

อ.ส.ค. เจาะไข่แดงผลิตนมยึด “เออีซี” ปักธงกัมพูชาก่อนตะลุยแดนเสือเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910662


นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ตลาดนมในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตสูงมาก โดยปี 2559 อ.ส.ค.ส่งออกผลิตภัณฑ์นมยูเอชที ไทย-เดนมาร์คไปยังประเทศกัมพูชา ลาว และพม่า มีมูลค่ารวม 1,068 ล้านบาท โดยกัมพูชาถือเป็นตลาดส่งออกหลัก มีมูลค่าส่งออกมากถึง 796 ล้านบาท คิดเป็น 74.54% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

“ปีนี้ อ.ส.ค.คาดว่าช่องทางจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านจะเติบโตมากขึ้น โดยตั้งเป้าส่งออกรวม 1,100 ล้านบาท โดยเฉพาะตลาดกัมพูชา อ.ส.ค.ตั้งเป้าส่งออก 70-80% ของเป้าหมายรวม หรือประมาณ 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 22% โดยพร้อมลุยทำการตลาดในกัมพูชาอย่างครบวงจร เตรียมจัดแคมเปญ เรด คาวนิว้าว ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภครู้จักนมของ อ.ส.ค.มากขึ้น พร้อมยกระดับตำแหน่งตราสินค้า มีความเป็นพรีเมียมมากขึ้น”
นอกจากนี้ อ.ส.ค. ยังมีแผนขยายตลาดส่งออกไปมาเลเซีย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนสุดท้าย คือ ส่งเอกสารรับรองเพิ่มเติมจากกรมปศุสัตว์ให้มาเลเซียพิจารณาอนุญาตนำเข้า คาดว่าใน 2-3 เดือนข้างหน้าจะสามารถส่งออกนมได้ ในอนาคต อ.ส.ค.คาดว่ามาเลเซียจะเป็นประตูส่งออกสินค้าขยายไปสู่ตลาดสิงคโปร์ บรูไน และอินโดนีเซีย รวมถึงกลุ่มประเทศมุสลิมอื่นๆด้วย.