Large vessels banned from fishing during spawning season

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30310080

Experts say that protecting young fish is essential, because it can help replenish fish stocks to later be harvested by the fishing industry. Photo: Kritsada Mueanhawong

Fishermen using nets with larger meshing holes will be allowed to continue fishing. Photo: Kritsada Mueanhawong

March 23, 2017 18:07
By Phuket Gazette
PHUKET

Ancient Buddha statue fragments found in Nakhon Ratchasima

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30310059

March 23, 2017 16:33
By The Nation

Military to transfer military cache suspects to police

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30310058

File photo: Police chief Pol Gen Chakthip Chaijinda inspects seized weapons.

File photo: Police chief Pol Gen Chakthip Chaijinda inspects seized weapons.
March 23, 2017 16:13
By The Nation

Australian sentenced for girlfriend’s jet-ski death in Phuket

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30310057

Emily Jayne Collie, 20, was killed in a jet-ski collision with her boyfriend. Photo: Facebook/Emily Jayne Collie

Emily Jayne Collie, 20, was killed in a jet-ski collision with her boyfriend. Photo: Facebook/Emily Jayne Collie
March 23, 2017 16:07
By Phuket Gazette
PHUKET

Committee to spend one month promoting power plants in South

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30310056

File photo

File photo
March 23, 2017 16:04
By The Nation

ระวังลูกหลงโดนจีนทุ่มตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909576


ม.หอการค้าไทยเตือนรัฐรับมือผลข้างเคียง

สินค้าไทย 5 แสนล้านจ่อโดนลูกหลงมะกัน ด้านอธิการบดี ม.หอการค้าไทยชี้ “ทรัมป์” อย่ามองแต่ขาดดุลการค้า 16 ประเทศอย่างเดียว ต้องมองถึงผลประโยชน์ของมะกันที่ลงทุนทั่วโลก ชี้แม้มะกันขาดดุลการค้าแต่รายได้จากการส่งออกเข้ากระเป๋าทุน

มะกันหมดเชื่อไทยคงไม่โดนยาแรง เหตุไทยส่งออกสินค้าจำเป็นแนะรัฐบาลไทยตั้งรับสินค้าจีนทุ่มตลาดด้วย
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งพิเศษให้ตรวจสอบสาเหตุการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯกับ 16 ประเทศรวมถึงไทยว่า ในความเป็นจริงสหรัฐฯขาดดุลการค้ามานานเกินกว่า 30 ปีแล้ว เพราะสหรัฐฯไม่ได้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค จึงต้องนำเข้าจำนวนมาก อย่างไรก็ตามในทางเศรษฐกิจ ไม่ได้พิสูจน์ว่าการขาดดุลการค้าจะบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะยุคนี้การจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางการค้า ไม่ใช่ดูที่ดุลการค้าอย่างเดียว ต้องดูที่การลงทุนด้วย ซึ่งทุนสหรัฐฯได้เข้ามาลงทุนในไทยมหาศาล

“มองว่า กรณีนี้เป็นเรื่องของการหาเสียงที่นายทรัมป์จะเน้นผลประโยชน์ของอเมริกา (America First) มาตั้งแต่แรกเป็นการแก้ปัญหาของประเทศแบบนักธุรกิจเอาแค่ตัวเองรอด ประเทศรอด ไม่มองถึงภาพรวมที่ผ่านมาว่าสหรัฐฯออกไปหาประโยชน์ในโลกนี้เท่าไรแล้ว เขาคิดว่าขาดดุลประเทศอื่นๆ แต่รายได้จากการส่งออกกลับเข้าบริษัทข้ามชาติสหรัฐฯที่ลงทุนประเทศอื่น แม้แต่ทรัมป์เองก็ไปลงทุนในต่างประเทศ ถ้าทรัมป์ใช้นโยบายกีดกัน ประเทศนี้จะต้องถูกบิดเบือนไม่มีการค้าเสรีอีกต่อไป”

อย่างไรก็ตามมองว่าที่ไทยติดร่างแห แต่ไม่ได้เป็นประเทศเป้าหมายที่สหรัฐฯต้องการจัดการ แต่ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ไทยจะต้องเร่งรีบแก้จุดอ่อนที่เป็นประเด็นปัญหากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และปัญหาแรงงาน แต่สิ่งที่ไทยไม่ได้ทำคือการใช้นโยบายค่าเงินอ่อน เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้ากับสหรัฐฯ

สำหรับสินค้าไทยที่อาจได้รับผลกระทบครั้งนี้ เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน, ยานยนต์และส่วนประกอบ, ยางพาราและผลิตภัณฑ์, อัญมณีและเครื่องประดับ, อาหารทะเล ซึ่งจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงจากการส่งออกไปสหรัฐฯโดยตรง และผลกระทบทางอ้อมเพราะไทยส่งออกสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จไปจีน หากสหรัฐฯใช้มาตรการกีดกันการนำเข้ากับจีน ขณะเดียวกัน ไทยอาจได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดสินค้าของจีนด้วย

“ถ้าสหรัฐฯกีดกันการนำเข้าจากจีน จะทำให้จีนต้องหาตลาดส่งออกอื่นทดแทนสหรัฐฯ และอาจนำสินค้าเหล่านั้นมาขายแบบทุ่มตลาด (ขายต่ำกว่าทุน) ในประเทศอื่นรวมถึงไทย ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตสินค้าไทยได้รับผลกระทบ รัฐบาลต้องเตรียมแผนรับมือให้ดี นอกจากนี้ เป้าหมายอันดับรองๆลงไปคือญี่ปุ่น เยอรมนี เม็กซิโก เวียดนาม ซึ่งไทยต้องดูว่าสินค้าของประเทศเหล่านี้อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของไทยอย่างไร ถ้าโดนเล่นงานก็เหมือนไทยโดนด้วย”
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า ได้มีการจับตาสินค้าส่งออกของไทย

8 กลุ่ม ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ได้แก่ สินค้าประเภทอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สัตว์น้ำ ยาง และล้อรถยนต์ เครื่องประดับและอัญมณี ผลไม้กระป๋อง อุปกรณ์ถ่ายภาพ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วน และยางธรรมชาติ โดยคิดเป็นมูลค่าส่งออก 14,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 5.1 แสนล้านบาท หรือ 6.8% ของการส่งออกไทยทั้งหมด

“ทั้ง 8 กลุ่มเป็นสินค้าที่สหรัฐฯขาดดุลกับไทยมากและมีการนำเข้าจากไทยเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับการนำเข้าสินค้าชนิดนั้นทั้งหมด โดยรูปแบบการใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับไทย อาจมาในรูปแบบต่างๆ อาทิ การขึ้นภาษีนำเข้า การกำหนดโควตานำเข้า”.

 

ยกเครื่องกฎหมายศุลกากรใหม่ฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909572


นายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานร่วมคณะกรรมการประชารัฐด้านกฎหมายและคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเอกชนต่างพอใจกับการที่รัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายกรมศุลกากรจนทำให้การทำธุรกิจมีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจได้ดี ได้คล่องตัวขึ้น ทำให้เอกชนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นด้วย เชื่อว่าจะมีผลต่อการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ในเดือน พ.ค.นี้ด้วย

ขณะเดียวกันการที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายอีอีซียิ่งทำให้ภาคเอกชนมั่นใจมากขึ้นว่ารัฐบาลจะผลักดันเรื่องนี้ให้เดินหน้าแน่นอนที่สำคัญอีอีซีถือเป็นการลงทุนในอนาคตของไทยอย่างแท้จริงที่เกิดขึ้นจริงๆ โดยมีความชัดเจนทั้งในเรื่องของพื้นที่ ขอบเขต และปริมาณการลงทุน ซึ่งทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลทั้งไทยและภูมิภาค
นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ในเร็วๆนี้จะชี้แจงรายละเอียดร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ศุลกากรฉบับใหม่ซึ่งได้นำกฎหมายศุลกากรต่างๆ รวม 24 ฉบับ มารวมเป็นฉบับเดียว หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา คาดว่ากฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในปี 2560 ซึ่งจะทำให้กฎหมายศุลกากรมีความทันสมัย คล่องตัว สะดวกกับการใช้งาน เหมาะสมกับการค้าระหว่างประเทศ และปรับปรุงให้มีมาตรฐานสากลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายศุลกากรจะไม่กระทบรายได้ในการจัดเก็บรายได้ภาษีศุลกากร แต่เน้นเพิ่มความโปร่งใสของอำนาจเจ้าพนักงาน ซึ่งได้ปรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสินบนรางวัลใหม่ โดยลดเพดานสินบนเหลือ 20% ของมูลค่าอากร และกำหนดไม่เกิน 5 ล้านบาท.

 

ตู้ออนไลน์ “บุญเติม” ติดลมบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909570


นายสมชัย สูงสว่าง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) “FSMART” ผู้นำช่องทางการชำระเงินผ่าน “ตู้เติมเงินออนไลน์บุญเติม” ที่มีเครือข่ายมากที่สุดอันดับ 1 ของประเทศ เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการทบทวนปรับเป้าหมายจำนวนตู้เติมเงิน

บุญเติมเพิ่มขึ้นเป็น 122,000 ตู้ จากเดิม 120,000 ตู้ เช่นเดียวกับยอดเติมเงินที่บริษัทปรับขึ้นเป็น 32,000 ล้านบาท จากเดิม 30,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มจากปีก่อน 32.5% และ 36.9% ตาม
ลำดับ โดยการทบทวนเป้าหมายใหม่ดังกล่าว เนื่องจากบริษัทสามารถติดตั้งตู้เติมเงินได้ครบ 100,000 ตู้ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเร็วกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ แต่เป็นไปตามแผนขยายจำนวนตู้ให้ครอบคลุมมากที่สุด

ทั้งนี้ จำนวนตู้ที่เพิ่มขึ้นส่วนมากยังคงมาจากตัวแทนบริการในแต่ละจังหวัดที่มีศักยภาพในการขยายการติดตั้ง นอกจากนี้ บริษัทยังขยายตู้เติมเงินบุญเติมไปตามร้านสะดวกซื้อต่างๆ อาทิ เซเว่น-อีเลฟเว่น, แฟมิลี่มาร์ท, ลอว์สัน, เทสโก้ โลตัส, เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส, บิ๊กซี, ท็อปส์, โฮมโปร, ซุปเปอร์เซฟ เป็นต้น รวมไปถึงการเจรจาเพื่อติดตั้งตู้ในอาคารและโครงการต่างๆที่สนใจในการช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้นด้วย.

 

อุทธรณ์ศาลปกครองฯ ขสมก.ดิ้นไม่เอารถ NGV

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909060


มึนๆ…มึนตึ้บ เป็นใครใครก็มึนจะไม่ให้มึนได้งั้ย? ขนาด “ศาลปกครองกลาง” ท่านห่วงใยประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ มีคำสั่งให้ “องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)” ตรวจรับรถยนต์โดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ที่ได้วางเงินประกันสูงสุดจำนวน 390 คันออกมา…

…ให้ “บริการสาธารณะ” และ เพื่อ “ประโยชน์” ของ ขสมก.

แต่กระแสข่าวที่แพร่สะพัดออกมาให้คนในแวดวงได้รู้กันในวงกว้างไม่ค่อยสู้ดีกับความรู้สึกเท่าใดนัก เมื่อ นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.กลับแสดงท่าทีตรงข้ามกับคำสั่งศาล

เหมือนไม่รู้ว่าประชาชนคนกรุงเทพฯ กว่า 1,500,000 คนที่ต้องใช้รถเมล์ทุกเช้าค่ำ ต้องอดทนรอคอยรถเมล์ใหม่มากว่า 14 ปีแล้ว

ต่างมีคำถามเดียวกัน…ผ่านมาถึงวันนี้ ยังจะให้ชาวบ้านรอไปถึงไหน?

ด้วยท่าทีที่น่าฉงน…เพราะทันทีที่ได้รับคำสั่งศาลฯ ท่านก็ได้ ระดมสรรพกำลังกรรมการด้านกฎหมายของ ขสมก.พร้อมด้วยตัวแทนจากสำนักอัยการสูงสุด เพื่อหารือแนวทางยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

“หากศาลยืนตามการพิจารณาของศาลชั้นต้น คือให้ ขสมก.รับรถเมล์เอ็นจีวี ขสมก.ก็จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ถึงแม้ว่า ขสมก.จะบอกเลิกสัญญาไปแล้วก็ตาม” …สุ้มเสียงที่กล่าวด้วยความงุนงง

ก็จะไม่ให้…งงงวย…ยกกำลังสองกันได้ยังไง…ถ้าไปพลิกดูในคำสั่งศาล ระบุชัดๆว่า “เมื่อตรวจรับมอบรถแล้วให้ ขสมก.ต้องปฏิบัติตามสัญญาต่อไป” แต่ดูเหมือนใครบางคนยังเวียนว่ายอยู่ในอ่าง ออกอาการเพ้อจะยกเลิกสัญญาให้ได้

ดูๆไปอดสงสัยไม่ได้ว่า ท่านปักธงที่จะยกเลิกสัญญา…เพื่อปูพรมเปิดทางให้มีการเปิดประมูลใหม่อีกรอบหรืออย่างไรกัน?

ซ้ำร้าย…ว่ากันว่ายังมีการอ้างถึงสาเหตุที่คำสั่งออกมาเช่นนี้ เป็นเพราะ “ผู้บริหาร ขสมก. ซึ่งรวมถึงอดีตผู้อำนวยการ ขสมก. ที่ได้เข้าชี้แจงต่อศาลก่อนหน้านี้นั้น ระบุไว้ 2 ประเด็น คือ

หนึ่ง…ไม่ได้ชี้ชัดว่าแหล่งกำเนิดรถเมล์เอ็นจีวีที่ถือเป็นสาระสำคัญเพื่อบอกเลิกสัญญาเบสท์ริน

และสอง…ไม่ได้ชี้ชัดว่าคุณสมบัติของตัวรถเมล์เอ็นจีวีเป็นสาระสำคัญในการบอกเลิกสัญญา ดังนั้น ตนจะเร่งหารือกับฝ่ายกฎหมายเพื่อต่อสู้ต่อไป”

ตายๆๆๆๆๆๆ…ตายสถานเดียว อนาคต ขสมก.ดับมืดดำบอดแล้ววันนี้…ประชาชนต้องห้อยโหนโจนทะยานอยู่บนซากรถเมล์เน่าๆต่อไปอีกนานแค่ไหน แล้วอีกกี่ปีกี่ชาติ ขสมก.ถึงจะลืมตาอ้าปากได้ หรือจะต้องขาดทุนดอกเบี้ยบานไม่หุบอีกต่อไปแบบไม่รู้อนาคตเช่นนี้

เมื่อความหวังดีจากศาลฯถูกแปรเปลี่ยนกลายเป็นเรื่องฟ้องร้องต้องต่อสู้ให้ตายกันไปข้าง จนลืมภาระหน้าที่หลักของ “ขสมก.” คือ “การให้บริการสาธารณชน” ไม่ใช่ตั้งตนเป็นเจ้าสำนักกฎหมายรับจ๊อบตามสั่ง

ความคิดเช่นนี้…ตรงข้ามกับความต้องการของประชาชน แถมยังทำร้ายความรู้สึกของพนักงาน ขสมก.กว่า 8,000 ชีวิต ที่ต้องทุกข์ทรมานเสี่ยงภัยขับรถเมล์สมัยเจ้าคุณปู่…ตุเรงๆๆไปตายเอาป้ายหน้า

สถานการณ์ความคืบหน้าที่เกิดขึ้นกรณีรถเมล์เอ็นจีวีลอตใหม่…ใหม่ชนิดแกะกล่องที่ตั้งตารอเป็นของขวัญคนกรุงรับปีใหม่มาตั้งแต่ปลายปี 2559 เป็นเช่นนี้ ทำให้ นายวีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) ถึงกับหมดสิ้นความอดทน

เมื่อไม่นานมานี้ สวมอารมณ์แบบกินดีหมี บุกเข้ายื่นหนังสือถึง นายสมศักดิ์ ห่มม่วง และ นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม

พร้อมยืนยันเสียงหนักแน่นด้วยว่า “ไม่เห็นด้วยเลยที่รักษาการ ขสมก.จะอุทธรณ์ ในเมื่อคำสั่งศาลปกครองออกมาก็ชัดเจน พนักงาน ขสมก.กว่าแปดพันกว่าคน ต้องการใช้รถใหม่แทนรถเมล์เก่า ซึ่งใช้มานานแล้ว อายุแต่ละคันไม่ต่ำกว่า 20 ปี ขอให้ผู้บริหารฯห่วงใยชีวิตพวกเราด้วยเถอะครับ”

วีระพงษ์ บอกอีกว่า คำสั่งศาลปกครองกลางที่ให้ ขสมก.รับรถเมล์เอ็นจีวีที่วางเงินประกันภาษีแล้วออกจากอารักขากรมศุลฯแล้วนั้นถือว่า ขสมก.ได้ประโยชน์เต็มและยังเป็นประโยชน์กับการให้บริการสาธารณะอีกด้วย แล้วแบบนี้ท่านจะอุทธรณ์ไปทำไม?

ขสมก.เสียหายอะไรบ้าง? พวกเราทุกคนอยากรู้จริงๆ

เมื่อศาลท่านพิจารณามีคำสั่งออกมาแบบนี้ พวกท่านผู้บริหารทั้งหลายตั้งแต่บอร์ดคณะกรรมการตรวจรับ คณะกรรมการร่าง ทีโออาร์ หรือคณะกรรมการร่างสัญญา…พวกท่านต้องกลัวอะไรอีก?

“หรือพวกท่านเชื่อข่าวลือ…กลัวอำนาจที่อยู่เหนือ ขสมก.ที่มีผู้ไม่หวังดีเอามาปล่อยข่าว มันไม่มีจริงหรอก คนปล่อยข่าวนั่นแหละมีเจตนาที่ไม่ดีต่อองค์กรของพวกเรา…ท่านปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลนะครับ ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งนักการเมือง”

พี่น้อง ขสมก.ผู้ใช้แรงงานทุกคน อยากให้ผู้บริหารทุกท่านทุกคณะเข้าใจว่า พวกท่านคือผู้ทรงคุณวุฒิที่ผ่านการสรรหาจากรัฐบาล พวกท่านเป็นที่พึ่งของพนักงาน ขสมก.ทุกชีวิต ขอให้พวกท่านใช้ความรู้ความสามารถพัฒนา ขสมก.ให้เจริญก้าวหน้า มุ่งเน้นการให้บริการสาธารณะเป็นหลัก

ขออย่าไปกังวลต่ออำนาจนอกองค์กร ขออย่าไปยึดติดกับตำแหน่งหรือเก้าอี้…ไม่ใช่จะตัดสินใจอะไรที…ต้องเอียงหูฟังผู้มีอำนาจที ขสมก.ควรเป็นตัวของตัวเองได้แล้ว

“ผมเชื่อว่าเมื่อท่านตัดสินปัญหาด้วยความรู้ความสามารถจริงๆแล้ว องค์กรของเราจะเดินหน้าและได้รับคำชื่นชมจากประชาชน อันเป็นจุดประสงค์หลักของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านต้องเห็นคุณงามความดีของพวกท่านอย่างแน่นอน”

วีระพงษ์ บอกว่า เราได้รถเอ็นจีวี ก็เหมือนเราได้มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยขึ้น การใช้งานก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ความปลอดภัยทั้งพนักงานและประชาชนก็มั่นใจขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น

“พนักงานทุกคนมีกำลังใจที่จะทุ่มเททำหน้าที่ ขสมก.มีรายได้จากการให้บริการมากขึ้น ได้รับคำชื่นชมจากประชาชนที่มาใช้ ขวัญกำลังใจพนักงานก็มีแน่นอน”

ถึงตรงนี้อยากถามผู้บริหารทุกท่านว่า แบบนี้ไม่ใช่หรือที่พวกเราชาว ขสมก.ทุกคนฝันถึง โปรดอย่าต่อความยาวสาวความยืดอีกต่อไปเลย…เรื่องนี้ควรจบได้แล้ว

วีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) ฝากความหวังทิ้งท้ายเพื่อคืนความสุขประชาชน “คนกรุงเทพ” ผู้หาเช้ากินค่ำ ยืนๆ…นั่งๆ…ชีวิตผูกพันอยู่กับ “บริการรถเมล์ ขสมก.”

 

พณ.นัดถกผู้ผลิต-ห้างค้าปลีก เคาะวันจัด ‘รวมใจช่วยไทยลดรับเปิดเทอม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 เม.ย. 2560 21:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909492


พณ.นัดผู้ผลิต ห้างค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ถกเคาะวันจัด “รวมใจช่วยไทยลดรับเปิดเทอม” รวม 18 วัน ตั้งแต่ 27 เม.ย.-14 พ.ค.นี้ นำชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนลดราคา 20-80% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ผู้ปกครอง…

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2560 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับผู้ผลิต ผู้จำหน่ายเครื่องแบบนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ห้างค้าปลีกค้าส่งและห้างสรรพสินค้า ที่จะร่วมกันจัดทำโครงการ “รวมใจ ช่วยไทย ลดรับเปิดเทอม” ระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-14 พ.ค.60 โดยจะนำสินค้าเครื่องแบบนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนมาลดราคาให้กับผู้ปกครอง ตั้งแต่ 20-80% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองที่จะหาซื้อเครื่องแบบนักเรียนให้กับบุตรหลาน

ทั้งนี้ ทางห้างค้าส่งค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า ได้แจ้งว่า จะจัดกิจกรรมและลดราคาพร้อมกันทั้งประเทศ ในสาขาของห้างทุกสาขา แต่บางห้างจะมีกิจกรรมพิเศษในช่วงเดียวกันนี้ด้วย เช่น ซูเปอร์สปอร์ต จัดแคมเปญเอาเป้เก่ามาแลกเป้ใหม่, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต จะเริ่มลดราคาก่อนตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. ส่วนห้างโรบินสัน ให้ผู้ปกครองนำชุดนักเรียน กระเป๋า รองเท้าเก่า มาบริจาค เพื่อส่งไปให้เด็กด้อยโอกาสและเด็กต่างจังหวัดต่อไป ซึ่งผู้บริจาคจะได้คูปองราคา 100 บาท เพื่อนำไปซื้อสินค้า

ขณะที่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรายใหญ่ เช่น น้อมจิตต์, สมอทอง, สมใจนึก พร้อมที่จะปรับลดราคาให้เป็นพิเศษในช่วงดังกล่าว ส่วนศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ แจ้งว่า จะปรับลดราคาสินค้าทุกรุ่นลง 10% เพราะปกติจำหน่ายในราคาถูกกว่าร้านค้าทั่วไปอยู่แล้ว แต่จะมีสินค้าราคาพิเศษ ซึ่งเป็นสินค้าไม่ครบไซส์ หรือเหลือเศษ เช่น เสื้อ กางเกง โดยจะจำหน่ายเพียงตัวละ 30-60 บาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงจัดกิจกรรมลดราคาชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน กรมได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและห้าง ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงเดียวกันนี้ด้วย เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครอง ซึ่งจะมีทั้งสินค้าในกลุ่มอาหารเครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน และสินค้าอื่นๆ เช่น เครื่องเขียน เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เช่น สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย, สมาคมเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงานไทย ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เช่น กลุ่มซีพี, กลุ่มไทยเบฟ, กลุ่มสหพัฒน์ เป็นต้น ผู้ผลิตผู้จำหน่ายชุดนักเรียน เช่น ร้านศึกษาภัณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการ, ร้านน้อมจิตต์, สมใจนึก และร้านสมอทอง รวมทั้งร้านจำหน่ายเครื่องเขียนและอุปกรณ์ และห้างค้าปลีกค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ เช่น กลุ่มเซ็นทรัล, เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร, เดอะมอลล์, เซเว่นอีเลฟเว่น, แฟมิลิมาร์ท, ลอว์สัน เป็นต้น.