‘พาณิชย์’หวั่นผู้ค้าเอาเปรียบ ปชช.ช่วงสงกรานต์ เร่งตรวจแหล่งขายสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 เม.ย. 2560 19:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909445


“พาณิชย์” ปูพรมตรวจสถานการณ์ขายสินค้าที่สถานีขนส่ง สนามบิน และแหล่งท่องเที่ยว ป้องกันผู้ค้าฉวยเอาเปรียบประชาชนช่วงสงกรานต์…

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.60 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการดูแลราคาสินค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ออกตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้า โดยเน้นตามสถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และสนามบิน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ได้แก่ สถานีขนส่งหมอชิต เอกมัย สายใต้ใหม่ หัวลำโพง สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และสนามบินภูมิภาคต่างๆ รวมถึงสถานีขนส่งย่อย เช่น นครชัยแอร์ สมบัติทัวร์ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบการจำหน่ายสินค้า บริการ และการปิดป้ายแสดงราคา ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าจนกระทบต่อประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา หรือเดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์

“ขอให้เข้มงวดในการตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการให้ชัดเจน ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะบริการรับฝากของ ค่ารถเข็น ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะมักจะมีปัญหาถูกร้องเรียนโดยตลอดในช่วงที่คนเดินทางช่วงเทศกาล หากพบการกระทำผิด กรมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ” นางนันทวัลย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 10 เม.ย.60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ จะตรวจเยี่ยมการจำหน่ายสินค้าธงฟ้าประชาชน ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง และสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต หลังจากที่ผู้ผลิตได้นำสินค้าในโครงการธงฟ้าประชารัฐมาจำหน่ายให้กับประชาชนที่จะเดินทางกลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์ในราคาถูก ซึ่งมีกำหนดจำหน่ายรวม 3 วัน ตั้งแต่ 9-11 เม.ย.60 ส่วนโครงการธงฟ้าประชารัฐนั้น ประชาชนเริ่มหาซื้อสินค้าในร้านโชห่วย ที่เข้าร่วมโครงการได้แล้วทั่วประเทศกว่า 5,000 ร้านค้า รวมถึงร้านค้าในความส่งเสริมของกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งจะขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพในราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20%.

 

‘พาณิชย์’เตรียมตั้งรับ หลังสินค้าไทยหลายรายการโดนสหรัฐฯสอบขาดดุลการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 เม.ย. 2560 19:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909450


เปิดโผสินค้าไทยหลายรายการ โดนหางเลข มะกันสอบขาดดุลการค้า ทั้งยางและผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ประมง สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าที่ได้รับสิทธิจีเอสพี พาณิชย์ ทยอยถกเอกชนตั้งรับแล้ว…

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ภายหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งผู้บริหาร (Executive Order) ตรวจสอบการขาดดุลของสหรัฐฯ กับ 16 ประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย ที่อาจเกิดจากความไม่เป็นธรรมทางการค้านั้น หากรัฐบาลสหรัฐฯใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า หรือดำเนินการกับทั้ง 16 ประเทศ เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้าแล้ว กระทรวงคาดว่า สินค้าส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ ที่จะได้รับผลกระทบ คือ อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ทั้งนี้เพราะไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวไปจีนจำนวนมาก ซึ่งจีนจะนำมาผลิตเพื่อส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯ โดยจีนเป็นเป้าหมายที่สหรัฐฯ ต้องการจัดการ เพราะได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มากเป็นอันดับ 1 ถึงกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกทั้งสหรัฐฯ ยังมอว่า จีนใช้นโยบายแทรกแซงค่าเงินหยวนให้อ่อนค่า เพื่อหวังผลประโยชน์จากการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงจีนยังทุ่มตลาดสินค้าต่างๆ ในสหรัฐฯ (ขายสินค้าในสหรัฐฯ ราคาต่ำกว่าทุน) จนกระทบต่อภาคการผลิตของสหรัฐฯ หากสหรัฐฯ กีดกันการนำเข้าสินค้าจีน จะทำให้ไทยได้รับผลกระทบด้วย

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าประมง เช่น กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋อง สด และแปรรูป เป็นต้น เพราะไทยไม่มีมาตรฐานด้านแรงงานตามที่สหรัฐฯ กำหนด และใช้แรงงานผิดกฎหมาย แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ จนส่งผลให้สหรัฐฯ จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่ม 2 แบบจับตามอง (Tier 2 Watch List) ตามรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ รวมถึงสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นผลจากการที่ไทยทำการค้าแบบไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ และนำมาซึ่งการถูกสหรัฐฯ จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษด้านทรัพย์สินทางปัญญา (พีดับบลิวแอล) ต่อเนื่องเกือบ 10 ปี และในปีนี้ สหรัฐฯ จะประกาศการทบทวนสถานะเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งไทยหวังว่าสถานะจะดีขึ้นมาอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามอง (ดับบลิวแอล)

ขณะเดียวกัน สินค้าไทยอีกหลายรายการยังอาจถูกสหรัฐฯ ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) เช่น กลุ่มอาหาร และเครื่องเดินทาง ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับพิจารณาต่ออายุได้ทัน ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปี 61 อย่างไรก็ตาม กระทรวงได้เร่งหารือกับผู้ประกอบการแล้ว เพื่อเตรียมแผนรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าไทยไม่ใช่เป้าหมายหลักของการตรวจสอบการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ สำหรับ 16 ประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ในปี 59 ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี เม็กซิโก ไอร์แลนด์ เวียดนาม อิตาลี เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย แคนาดา และไทย โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ราว 18,900 ล้านเหรียญฯ.

 

กรมการขนส่งทางบก ลั่นสแกนเข้มรถโดยสาร-คนขับ ช่วงเทศกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 เม.ย. 2560 16:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909321


กรมการขนส่งทางบก แนะประชาชนใช้บริการรถโดยสาร ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร และจุดจอดที่ราชการกำหนดเท่านั้น เพื่อร่วมตรวจสอบตามมาตรฐานเช็กลิสต์ โดยเฉพาะช่วงเทศกาล พบสภาพรถ คนขับไม่พร้อม ปรับสูงสุดและสั่งเปลี่ยนทันที…

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2560 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ กรมการขนส่งทางบกแนะนำให้ประชาชนใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร และจุดจอดที่ราชการกำหนดรวม 212 แห่งทั่วประเทศ เพื่อความมั่นใจรถโดยสารทุกคันและพนักงานขับรถทุกคนผ่านการตรวจสอบความพร้อมก่อนปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรการ “สแกนรถโดยสาร” จากต้นทาง ซึ่งกรมการขนส่งทางบก ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงาน อาทิ บริษัท ขนส่ง จำกัด ทหาร ตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ท้องถิ่น และกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเข้มข้น จริงจัง ตามรายการตรวจสอบที่กรมการขนส่งทางบกจัดทำขึ้น (Checklist) เช่น ตรวจสอบการติดตั้งระบบ GPS Tracking ในรถตู้โดยสารและรถโดยสารสาธารณะ การติดตั้งเข็มขัดนิรภัยต้องมีครบทุกที่นั่งและสามารถใช้งานได้ จำนวนที่นั่งไม่เกินตามที่กำหนด ตำแหน่งการติดตั้งที่นั่งต้องไม่กีดขวางประตูฉุกเฉิน สภาพยางและล้อต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เป็นต้น

ส่วนพนักงานขับรถตรวจใบอนุญาตขับรถ ตรวจความพร้อมของร่างกาย ไร้สารเสพติดและแอลกอฮอล์เป็นศูนย์ 100% ทั้งนี้ หากพบความบกพร่องที่อาจเกิดอันตรายต่อผู้โดยสาร จะสั่งพ่นห้ามใช้รถ หรือห้ามปฏิบัติหน้าที่ขับรถทันที หากผู้ประกอบการหรือพนักงานขับรถฝ่าฝืนกระทำผิดกฎหมายหรือมีการกระทำผิดซ้ำซาก จะดำเนินมาตรการลงโทษขั้นสูงสุด ถึงขั้นพักใช้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถ พักใช้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง โดยดำเนินมาตรการเข้มข้นตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ตั้งแต่ 5 – 24 เมษายน 2560 และต่อเนื่องตลอดปี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนตลอดทั้งปี

นายสนิท กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกยังเตรียมพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2560 โดยเน้นย้ำให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งจัดบริการและอำนวยความสะดวก และรถจัดเตรียมรถโดยสารสาธารณะ รวมถึงรถเสริมในแต่ละเส้นทางให้เพียงพอกับความต้องการเดินทางของประชาชน ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับอย่างเพียงพอ ไม่ล่าช้า และต้องไม่มีผู้โดยสารตกค้างที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเด็ดขาด โดยรถเสริมทุกคัน ต้องได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขความปลอดภัย และเป็นไปตามเงื่อนไขการให้บริการที่ถูกต้องเป็นธรรมอย่างเคร่งครัด อาทิ เก็บค่าโดยสารในอัตราที่ทางราชการกำหนด รับ-ส่งผู้โดยสาร ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร และต้องแสดงหนังสืออนุญาตไว้ที่ด้านหน้ารถเพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบ

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวอีกว่า นอกจากมาตรการตรวจความพร้อมของรถและคนก่อนออกเดินทางแล้ว ยังกำหนดมาตรการตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะและความพร้อมของพนักงานขับรถ ณ จุดตรวจความพร้อมระหว่างทางบนเส้นทางสายหลักและสายรองทั่วประเทศ จำนวน 14 จุด ใน 11 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร พิษณุโลก ลำปาง นครราชสีมา บุรีรัมย์ ขอนแก่น ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และระยอง โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง หากตรวจสอบพบพนักงานขับรถเสพสารเสพติด ดื่มแอลกอฮอล์ขณะปฏิบัติหน้าที่ ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายทันที และผู้ประกอบการต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย โดยตั้งเป้าลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะให้เป็นศูนย์

นายสนิท กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกยังได้จัดหน่วยเคลื่อนที่ออกตรวจจับความเร็วรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทด้วยกล้องเลเซอร์ในเส้นทางสายหลักเข้า–ออกกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการติดตามรถโดยสารสาธารณะทุกคันผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบกและศูนย์ GPS สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งประชาชนสามารถติดตามได้ผ่าน Application DLT GPS ตลอดช่วงเทศกาล นอกจากนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจความพร้อมของผู้ประกอบการขนส่ง ณ สถานประกอบการทั่วประเทศ โดยตรวจสอบความปลอดภัยของตัวรถโดยสารสาธารณะและอุปกรณ์ส่วนควบ เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนผู้ประกอบการขนส่งและพนักงานขับรถใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในการให้บริการ พร้อมประชาสัมพันธ์มาตรการด้านความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายที่กรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการอย่างเข้มข้นจริงจัง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในระบบรถโดยสารสาธารณะ

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวด้วยว่า หากประชาชนหรือผู้โดยสารพบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ พบการกระทำความผิด เรียกเก็บค่าโดยสารเกินกำหนด หรือมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ โทร. 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/ หรือ ผ่านทาง E-mail ที่ dlt_1584complain@hotmail.com, แอปพลิเคชัน ชื่อว่า “ร้องเรียนรถสาธารณะ”, เฟซบุ๊กเพจ ชื่อ “กตส. กรมการขนส่งทางบก”, LINE ID ในชื่อ “1584dlt” หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง ณ กรมการขนส่งทางบก.

 

ปังเปรี้ยง The Mask Singer ขบถคอนเทนต์ โคลัมบัสแห่งโทรทัศน์ยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908481


หากพูดถึงรายการร้องเพลงที่โด่งดังที่สุดในเวลานี้ รายการแรกที่คนไทยนึกถึงคงหนีไม่พ้น “The Mask Singer หน้ากากนักร้อง” ที่เรตติ้งผู้ชมถล่มทลาย ถึงขนาดเอาชนะ ละครหลังข่าว …หลักไมล์แห่งยุคทีวีอนาล็อก ที่ถูกปักหมุดยึดติดแน่นทนนาน มาตลอดประวัติศาสตร์วงการโทรทัศน์ของประเทศไทย

คอนเทนต์ เพียงหนึ่งเดียว ผู้ผูกขาดช่วงเวลาไพร์มไทม์ ด้วยข้ออ้าง สร้างเงินทองได้สูงสุด

แต่แล้ว The Mask Singer ก็สามารถทำให้ถึงจุดเปลี่ยนเข้าจนได้!

ในฐานะโคลัมบัส ผู้พิชิตโลกใหม่ ในยุคโทรทัศน์ดิจิทัล

The Mask Singer เป็นรายการโทรทัศน์ประเภทเรียลลิตี้เกมโชว์และมิวสิกโชว์ ที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจากประเทศเกาหลีใต้ นำมาทำใหม่ในรูปแบบรายการของประเทศไทย

แต่แน่นอน ส่วนหนึ่งที่ทำให้รายการนี้ฮิตติดลมบนได้ คงเป็นเพราะรูปแบบการนำเสนอที่ฉีกจากรายการประกวดร้องเพลงอื่นๆ ที่เห็นอยู่เกลื่อนจอ เปิดไปช่องไหนก็เจอแต่รายการซำ้ๆ รูปแบบซำ้ๆ จนหน้าเบื่อ ด้วยการใช้หน้ากากปิดบังใบหน้าของผู้ร่วมแข่งขัน จึงเป็นจุดขายของรายการ ที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของคนดู จนตั้งตัวเป็นนักสืบโซเชียล คอยจับผิดและหาตัวตนที่แท้จริงของ ศิลปินภายใต้หน้ากาก ทำให้เกิดเป็นกระแสผลักดันให้รายการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

การผลิตงานเบื้องหลัง และการจัดองค์ประกอบต่างๆ มีคุณภาพ สามารถคิดคอนเทนต์ และผลิตโชว์ต่างๆ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีการเลือกช่องทางสื่อที่นำเสนอได้หลากหลาย

และหมากเด็ดที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การถ่ายทอดสดผ่าน Facebook และ Youtube เพื่อนำคอนเทนต์เสิร์ฟให้ถึงบรรดาชาวเจนฯ วาย ทั้งหลาย ที่นิยมเสพสื่อผ่านโทรศัพท์มือถือและแท็บแล็ต มากกว่าที่จะเปลืองแรงไปเปิดโทรทัศน์ดูให้มันยุ่งยาก ก็ยิ่งทำให้ The Mask Singer กอบโกยยอดผู้ชมได้เป็นกอบเป็นกำ

หรือนี่คือ โมเดลการสร้างคอนเทนต์รูปแบบใหม่ของ วงการโทรทัศน์ ในยุคประเทศไทย 4.0!

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน ไปวิเคราะห์ทุกมุมของรายการร้องเพลงที่โด่งดังที่สุดในประเทศไทย จาก 1. ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขาวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจ้นท์ คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 2. อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด หรือ ขาโหด โค้ดเนมในวงการ และ 3. ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา ประธานกรรมการโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ (มศว.)

ว่าเพราะอะไรกัน… รายการสวมหน้ากากร้องเพลงรายการนี้ มันถึงได้ฮิตนักฮิตหนา ทั้งๆ ที่ ทีวีช่องอื่นๆ กำลังโอดครวญ​เรื่องยอดผู้ชมที่ร่อยหรอ จากทั้งช่องโทรทัศน์ที่มีมากเกินไป และเด็กยุคใหม่หันไปสนใจการเสพสื่อใหม่มากกว่าโทรทัศน์

สื่อโทรทัศน์ ต้องปรับตัว ใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางสื่อสาร

ผศ.สกุลศรี เริ่มต้นวงสนทนานินทารายการสุดฮิตรายนี้ กับทีมข่าวฯ ว่า ทิศทางสื่อปัจจุบันกับการทำงานข้ามสื่อเป็นเรื่องที่ควรทำ สื่อไม่ควรทำงานผ่านช่องทางเดียว เพราะลักษณะของคนดูเปลี่ยนไปแล้ว ส่วนใหญ่เลือกเสพสื่อที่ชอบและสนใจเพียงช่องทางเดียว

การทำรายการโทรทัศน์ก็เช่นกัน รายการ The Mask Singer เป็นกรณีตัวอย่างที่สื่อโทรทัศน์ควรนำไปปรับใช้ การนำเสนอของรายการไม่ได้หยุดอยู่เพียงช่องทางเดียว แต่มีการกระจายไปทางสื่อโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ต่างๆ ทำให้คนเข้าถึงได้มากกว่ารายการที่นำเสนอเพียงสื่อหลักอย่าง โทรทัศน์ แบบรายการร้องเพลงทั่วๆ ไป

หมากเด็ด! ใช้สื่อโซเชียล เปิดปฏิสัมพันธ์คนดู สร้างกระแสหล่อเลี้ยงรายการจนจบซีซั่น

นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ให้ความเห็นกับทีมข่าวฯ ต่อไปว่า รายการ The Mask Singer ให้ความสำคัญกับการปฏิสัมพันธ์คนดูเป็นอันดับแรก เพราะคนดู คือ ส่วนสำคัญในการสร้างกระแสรายการ เห็นได้จาก การสร้างเพจรายการ จะมีแอดมินที่คอยหาภาพ หรือ คลิปวิดีโอเบื้องหลังที่เด็ดๆ ที่คิดว่าคนชอบ รวมทั้งงานของแฟนๆ ที่ชื่นชอบในตัวศิลปินภายใต้หน้ากาก มาลงในเพจอย่างต่อเนื้อง และเมื่อใดที่มีคนมาโพสต์แสดงความคิดเห็น แอดมินจะคอยตอบและปฏิสัมพันธ์กับคนดูตลอด

รวมถึงการ LIVE ผ่าน FACEBOOK เมื่อถึงเบรกพักโฆษณาในโทรทัศน์ ทีมโซเชียลของรายการ ก็จะมีการจัดรายการ “นินทาหน้ากาก” สื่อสารกับคนดูต่อไปอีก เรียกได้ว่าคนดูแทบจะไม่ต้องคิดจะเปลี่ยนช่องหนีไปไหน และที่สำคัญยังมีการให้พิธีกรคอยหยิบยกความคิดเห็นคนดูขึ้นมาพูดถึง

เพื่อให้ คนดู รู้สึกมีตัวตน และเป็นส่วนหนึ่งของรายการด้วย

ต่อยอดคอนเทนต์ เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ สร้างโมเดลไม่ง้อค่าโฆษณา (ก็ได้)

ผศ.สกุลศรี ตอบประเด็นนี้ว่า เมื่อมีกระแสก็ต้องมีรายได้.. ธุรกิจกับสื่อเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะรายได้จากการขายโฆษณาในรายการโทรทัศน์ แต่ในขณะนี้ มีช่องทางสื่อที่เกิดขึ้นใหม่มากขึ้น การขายโฆษณาจึงไม่ได้อยู่แค่สื่อโทรทัศน์เพียงอย่างเดียว มีการโฆษณาระหว่างการ Live โฆษณาใน Facebook และเว็บไซต์ต่างๆ

การทำงานข้ามสื่อในยุคนี้ สิ่งที่ผู้ผลิตรายการต้องคิดคือ จะต้องหารายได้ จากทุกช่องทางสื่อที่นำเสนอรายการได้อย่างไร?

ทุกวันนี้…สื่ออยู่ได้โดยโฆษณามาตลอด แต่ถ้าในอนาคตรายการต่างๆ สามารถหาแนวทางการเพิ่มรายได้ ก็ไม่จำเป็นต้องรอค่าโฆษณาอย่างเดียว รายการ The Mask Singer ก็เหมือนกัน ตอนนี้มีการสร้างแนวทางหารายได้อื่นๆ เช่น การจัดคอนเสิร์ต เป็นต้น

สร้างเงื่อนปม กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นคนดู หมัดน็อกของ The Mask Singer

ผศ.สกุลศรี เผยวิธีการสร้างกระแสรายการ The Mask Singer ว่า การทำรายการมุ่งเป้าไปที่คนดูว่าตอนนี้เรื่องไหนที่คนสนใจ คนดูทายอะไร เลือกใครมากน้อยกว่ากัน แล้วหยิบยกมาใส่ในรายการ เพื่อเป็นสีสันให้ดูว่าความคิดเห็นของคนดูสำคัญ การอยากรู้อยากเห็นของคน คือ องค์ประกอบหลักที่รายการ The Mask Singer ใช้เป็นตัวเคลื่อนกระแส เหมือนเล่นกับความคิด จิตวิทยาคนดู รูปแบบรายการนี้พูดง่ายๆ คือ การสร้างรายการจากความคิดคนดู

เกาหลี ยัง งงเด้ๆ ไทยทำปัง เจ้าของลิขสิทธิ์ถึงกับต้องบินมาดูงาน

ด้าน อาจารย์ธันยวัชร์ เจ้าของโค้ดเนม ขาโหด ให้ข้อมูลประเด็นปรากฏการณ์กระแสรายการ The Mask Singer ว่า ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่สำคัญของรายการนี้คือ ช่อง work point มีรูปแบบไม่เหมือนช่องหลักอย่าง ช่อง 3 5 7 9 เพราะรายการต่างๆ สามารถวางผังรายการใหม่ได้ตลอด รวมถึงรูปแบบของช่องที่ถูกจริตกับคนไทย โดยเน้นความบันเทิง สนุกสนาน

และหากใครยังไม่รู้ รายการนี้ The Mask Singer เวอร์ชั่น Thailand only นี้ ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์แท้ๆ อย่างเกาหลีใต้ ถึงกับต้องบินมาดูงาน รูปแบบการผลิตของประเทศไทยเลย!

ฉะนั้น หากจะถามว่า จุดขายที่สำคัญของรายการคืออะไร?

ส่วนตัวมองว่า 1. ความอยากรู้อยากเห็นของคนดู 2. การเลือกใช้คนสร้างสีสันให้รายการ ทั้งตัวศิลปินและกรรมการ จะเห็นว่ากรรมการที่อยู่ในรายการ The Mask Singer ส่วนใหญ่มาจากรายการ I can see your voice ที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ประชาชนชื่นชอบอยู่แล้ว จึงทำให้รายการน่าติดตาม

ศิลปิน ได้อานิสงส์ มูลค่าเพิ่มโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่สวมหน้ากากร้องเพลง

ขาโหด วิเคราะห์ให้ทีมข่าวฯ ฟังต่อไปว่า รายการ The Mask Singer เป็นรายการแรกที่ ช่อง work point นำมาถ่ายทอดสดผ่านสื่อออนไลน์ ทำให้คนดูเข้าถึงรายการได้มากขึ้น รายได้ของรายการก็เพิ่มขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ค่าโฆษณา ตัวศิลปินเอง ก็จะมีมูลค่าเพิ่มจากรายการนี้ ทุกวันนี้ค่าตัวดารา นักร้องไม่ได้มาจากการออกอัลบั้มเหมือนเมื่อก่อน แต่มาจากการออกอีเวนต์ รายการนี้ทำให้คนรู้จักศิลปินมากขึ้น นำไปสู่การจ้างงานต่างๆ ไม่ใช่แค่นักร้องอย่างเดียว ดารานักแสดงที่แจ้งเกิดจากรายการนี้ อาจมีการจ้างงานร้องเพลงด้วย

เพราะศิลปิน ก็เหมือนสินค้า ยิ่งดัง ยิ่งแพง!

ปังเปรี้ยงระดับแผ่นดินไหวโลกถล่ม season 2 ฟังธงกระแสไม่ตก ศิลปินแห่ขอร่วมตรึม

อาจารย์ธันยวัชร์ เผยว่า การที่กระแสรายการทำให้หน้ากากต่างๆ มีชื่อเสียงเพิ่มมากขึ้น ดูจากเวลาศิลปินที่เคยอยู่ภายใต้หน้ากากไปออกงาน คนดูเยอะจนห้างแทบแตก ซึ่งในประเทศไทยมีไม่กี่คนที่เป็นขวัญใจมหาชนมากขนาดนี้ แต่รายการสร้างศิลปินเหล่านี้ให้มีชื่อเสียงเทียบได้กับ Super star ดัง

เชื่อว่าหลังจากนี้คงมีนักร้องนักแสดงจำนวนมาก ที่อาจออกรายการ The Mask Singer ไม่ว่าจะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ที่ต้องการหวนกลับมามีกระแสอีกครั้ง หรือศิลปินหน้าใหม่ที่ต้องการแจ้งเกิด เมื่อมีศิลปินใหม่ๆ หลากหลายขึ้น รายการก็ยิ่งเป็นที่สนใจ

ผมเชื่อว่า The Mask Singer season 2 ต้องดังกว่าเดิมแน่นอน! ขาโหดฟันธง!

สุดยอดชั้นเชิง รายการทีวียุคใหม่ ใช้ความสงสัยกระตุ้นคนดู 2 รวมเป็น 1

ด้าน ดร.จิตรา ให้ความเห็นกับทีมข่าวฯ ว่า รูปแบบรายการ The Mask Singer ไม่เคยมีมาก่อน จึงทำให้เป็นที่สนใจ แต่ในเชิงจิตวิทยาการให้ผู้เข้าแข่งขันปิดหน้าไว้เป็นการกระตุ้นคนดูให้เกิดความสงสัย โดยหลักพื้นฐานของมนุษย์ จะเกิดความอยากรู้อยากเห็น ความสงสัย คาดเดา นำไปสู่การสืบหาข้อมูลทำให้รายการน่าติดตามอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้คนดูจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับรายการ คล้ายๆ การเสี่ยงดวงที่มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านทางคณะกรรมการ และการตอบคำถามต่างๆ

ในขณะที่รายการอื่นๆ ประชาชนทำได้เพียงนั่งดู ทำหน้าที่เป็นผู้เสพแบบไม่มีส่วนร่วม!

เสน่ห์ The Mask Singer กระตุ้นแขกรับเชิญด้วย set zero เปิดทางแสดงศักยภาพที่แท้จริง

ดร.จิตรา กล่าวต่อว่า โดยปกติแล้วศิลปินจะถูกคนชื่นชมจากภาพลักษณ์ภายนอก และชื่อเสียงที่ถูกสร้างขึ้น การปิดหน้าอยู่ภายใต้หน้ากาก ไม่รู้ว่าเป็นใคร เป็นการ set zero ตัวศิลปิน โดยปราศจากอคติของคนดูและคณะกรรมการ การตัดสินทั้งหมดจึงอยู่ภายใต้ความสามารถ และศักยภาพที่แสดงออกมาแบบไร้ตัวตน ทุกคนเท่าเทียม โดยผู้เข้าแข่งขันจะมีรูปแบบจิตวิทยา ความรู้สึกนึกคิดแบ่งเป็นมุมมอง

1. มุมการสร้างตัวตนให้เห็นถึงศักยภาพ อย่างที่เห็นในรายการว่าผู้เข้าแข่งขันมีทั้งศิลปินดาราทั้งเก่าและใหม่ นักร้องใหม่ก็ต้องการให้คนเห็นถึงความสามารถที่มีอยู่เพื่อต่อยอดอาชีพศิลปินในอนาคต นักร้องรุ่นเก่า ก็ยิ่งต้องพัฒนาศักยภาพตัวเองให้อยู่ในมาตฐานที่เคยเป็น ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่

2. มุมของความใฝ่ฝัน ความต้องการเป็นแต่ไม่มีโอกาสได้เป็น เปลี่ยนจากสิ่งที่เคยทำมาเป็นอีกสิ่งที่สามารถทำได้แต่คนไม่เคยเห็น เช่น ความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักร้อง แต่เข้ามามีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ได้รับบทบาทเป็นนักแสดงได้ดี แต่ไม่มีใครรู้ว่าการร้องเพลงก็เป็นอีกหนึ่งศักยภาพที่สามารถทำได้

3. มุมการลบอคติ และสิ่งที่ถูกตีตรา เป็นการแสดงศักยภาพโดยอาศัยหน้ากากเป็นตัวช่วย แต่เมื่อถอดหน้ากากออกมาจะมีผลอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการเปิดใจของคนดู อย่างที่เห็นเป็นกระแสอยู่ในรายการ การเหยียดเพศ สำเนียงการพูดและการศัลยกรรม เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความสามารถทั้งสิ้น แต่การแสดงศักยภาพที่แท้จริงนั้นอาจทำให้อคติลดลง และมองเห็นความสามารถมากขึ้น ซึ่งมุมมองทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเดียวกันคือ การร้องเพลง

The Mask Singer รายการสะท้อนสังคมไทย

ดร.จิตรา กล่าวต่อว่า อคติ คือ ความรัก โลภ โกธร หลง เป็นการตัดสินคนจากความคิด มองข้ามความสามารถที่แท้จริงเพียงเพราะคำว่า ไม่ชอบ คนจะไม่มีอคติภายใต้หน้ากาก แต่เมื่อเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ถ้าเป็นบุคคลที่ชอบจะเกิดการสนับสนุน และถ้าไม่ชอบ จะมองข้ามข้อดีทั้งหมด จนนำไปสู่การเหยียด และเกลียดชัง ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง การดู The Mask Singer ถือเป็นการสะท้อนปัญหาชีวิตสังคมปัจจุบันที่ชัดเจน หน้ากากในชีวิตจริงก็คือ บทบาทและหน้าที่ของบุคคลที่สามารถเปลี่ยนตามสถานการณ์ต่างๆ ตลอดเวลา โดยคนเรามีบทบาทและหน้าที่หลากหลายในคนๆ เดียว เช่น บทบาทครอบครัว บทบาทการทำงาน บทบาทเพื่อน เป็นต้น

เพราะเมื่อไหร่ที่เราถอดหน้ากาก มันก็มักจะมี หน้ากากอื่น มาสวมต่ออยู่เสมอ

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

*ขอบคุณภาพจาก Facebook : The Mask Singer

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรตติ้งครอบงำสื่อ บีบรายการซ้ำซาก แข่งร้องเพลงเกลื่อนจอ

 

พณ.แนะผู้ส่งออกไทย ตรวจสอบคุณสมบัติผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐฯให้ละเอียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 เม.ย. 2560 21:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908730


พาณิชย์ แนะผู้ส่งออกไทย ตรวจสอบคุณสมบัติผู้นำเข้าสินค้าของตนเองในสหรัฐฯ ให้ละเอียด หลัง  ทรัมป์ ออกคำสั่งพิเศษ เตรียมให้ผู้นำเข้ารายใหม่ และผู้นำเข้าเบี้ยวจ่ายอากรเอดี/ซีวีดี ต้องวางเงินค้ำประกันนำเข้าสินค้าในสหรัฐฯ  หวั่นโยนให้ผู้ส่งออกมีส่วนร่วมรับผิดชอบ และดันต้นทุนส่งออกพุ่ง

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามการประกาศคำสั่งพิเศษ (Executive Order) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด กรณีสั่งการให้ตรวจสอบการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับ 16 ประเทศ รวมถึงไทย โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศว่า ภายในเวลา 90 วันหลังการออกคำสั่งดังกล่าว สหรัฐฯ จะกำหนดให้ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหม่ และไม่มีประวัติการนำเข้ากับศุลกากรสหรัฐฯ, เป็นผู้นำเข้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุดการทุ่มตลาด (เอดี/ซีวีดี) แต่ไม่จ่ายอากรภายในระยะเวลาที่กำหนด และหลีกเลี่ยงการจ่ายอากรนั้น จะต้องถูกทางการสหรัฐฯ กำหนดให้วางเงินประกัน (บอนด์) การนำเข้าสินค้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอากรเอดี/ซีวีดี แต่ขณะนี้ ยังไม่ได้กำหนดรายละเอียดต่างๆ เช่น เก็บอัตราเท่าใด เก็บอย่างไร คาดว่าจะมีการออกประกาศในรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบนโยบายการค้าของสหรัฐฯ เบื้องต้น พบว่า สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการเอดี/ซีวีดี กับประเทศต่างๆ ในหลายสินค้า แยกเป็นการใช้มาตรการเอดี 325 กรณี และมาตรการซีวีดี 121 กรณี โดยใช้กับสินค้าในหมวดผลิตภัณฑ์เหล็ก เคมีภัณฑ์ ยานพาหนะและชิ้นส่วน ยางและพลาสติก อุปกรณ์ไฟฟ้า สิ่งทอ แร่ธาตุ และอาหารที่มีมูลค่าสูง และมีการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวในหลายรายการ ซึ่งหากสหรัฐฯ จะกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องวางบอนด์การนำเข้าสินค้านั้น จะกระทบกับผู้นำเข้าสินค้าบางประเภทจากไทยอย่างแน่นอน

สำหรับสินค้าของไทยที่จะได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ จะเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ เคยใช้เอดี/ซีวีดีกับไทย เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน, ท่อสแตนเลส, ข้อต่อท่อเหล็ก, ท่อเหล็ก, ลวดแรงดึงสูง, ถุงพลาสติกหิ้ว และกุ้งแช่แข็ง รวมถึงสินค้าที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการเอดี/ซีวีดกับประเทศอื่น เช่น จีน ที่ไทยส่งสินค้าวัตถุดิบ หรือกึ่งวัตถุดิบให้ อย่าง ยางรถยนต์ แผงโซลาร์เซลล์ เหล็ก และผลิตภัณฑ์กุ้งแช่แข็ง เป็นต้น

“เพื่อไม่ให้การส่งออกสินค้าไทยดังกล่าว ต้องได้รับผลกระทบโดยไม่จำเป็น กระทรวงพาณิชย์จึงขอให้ผู้ส่งออกไทย ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ที่เป็นผู้นำเข้าสินค้าของตนว่า ไม่เคยเป็นผู้ที่ไม่จ่ายเงินค่าอากรเอดี/ซีวีดีให้สหรัฐฯ หรือเป็นผู้นำเข้ารายใหม่ เพื่อไม่ให้ผู้นำเข้าสินค้าของตนถูกเรียกวางเงินประกันเพิ่ม ซึ่งอาจมีความเสี่ยงที่จะมาเรียกร้องให้ผู้ส่งออกไทยร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายนั้นด้วย นอกจากนี้ การวางเงินประกันอาจเป็นการเพิ่มต้นทุนการส่งออกของไทย หรือการนำเข้าสินค้าจากไทย โดยเฉพาะหากการคืนเงินใช้เวลานาน หรือเกิดกรณีพิพาทกัน”

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า คำสั่งฉบับนี้จะใช้กับสินค้าจากทุกประเทศที่ถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บอากรเอดี/ซีวีดี เมื่อสหรัฐฯ ได้จัดทำรายละเอียดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนออกมาใน 90 วัน สำหรับมาตรการเอดีนั้น เป็นการเก็บอากรเพื่อชดเชยการทุ่มตลาด หลังจากสหรัฐฯ ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า สินค้านำเข้าจากต่างประเทศเพื่อขายในสหรัฐฯ มีการขายในราคาต่ำกว่าทุน จนทำให้ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหาย เช่น ยอดขายและกำไรลดลง ปริมาณการขายลดลง เป็นต้น ส่วนมาตรการซีวีดี เป็นอากรที่เก็บจากการที่ประเทศคู่ค้ามีการอุดหนุนในสินค้านั้นๆ โดยเป็นการอุดหนุนที่ไม่สามารถทำได้ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ)

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามประเมินสถานการณ์กรณีคำสั่งพิเศษของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา และได้หารือกับทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมวางแผนรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของไทย หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการใดๆ กับไทย

 

บิ๊กซี ผนึกกำลัง ชับบ์สามัคคีประกันภัย ออกแคมเปญ “สงกรานต์เดินทางอุ่นใจ บิ๊กซีจัดให้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 8 เม.ย. 2560 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908512


บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ผนึกกำลัง ชับบ์สามัคคีประกันภัย ออกแคมเปญ “สงกรานต์เดินทางอุ่นใจ บิ๊กซีจัดให้” เมื่อซื้อสินค้าทุกแผนกที่บิ๊กซีครบ 999 บาทขึ้นไป ฟรี! ประกันอุบัติเหตุ 30 วัน รับประกันภัยโดย ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เพื่อขอบคุณลูกค้าที่รักของบิ๊กซี ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เริ่มแล้ววันนี้ – 12 เมษายน 60 ที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า บิ๊กซี จัมโบ้ และบิ๊กซี มาร์เก็ต ทั่วประเทศ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.BigC.co.th หรือโทร.1756

 

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา โชว์ยอดขายทะลุเป้ามากกว่า 15,000 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 8 เม.ย. 2560 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908505


บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด ตอกย้ำความสำเร็จด้านผู้นำเทคโนโลยีความเย็น “The Cooling Master” อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสามารถปิดเป้าการขายเครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูบิชิ อีเล็คทริค ประจำปีงบประมาณ 2559 (เม.ย. 2559 – มี.ค. 2560) ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้มากกว่า 15,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 3% หรือโตเท่า GDP ของประเทศ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

นายอนันต์ บรรเจิดธรรม กรรมการและผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและการขาย บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการบริหารงาน และการทำงานอย่างเต็มศักยภาพของพนักงานทุกฝ่าย ตลอดจนความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีให้กับสินค้าและบริการของมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มาตลอด 45 ปี

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ารุกตลาดอย่างต่อเนื่อง และติดตามสถานการณ์ ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ อาทิ การจัดคาราวานโรดโชว์ลงพื้นที่ทั่วประเทศ และการออกโปรโมชั่นแคมเปญฉลองครบรอบ 45 ปี “Happy Twogether” มอบความสุขแบบเป็นคู่ เพียงซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูบิชิ อีเล็คทริค แล้วส่งบัตรรับประกันสินค้ามาร่วมลุ้นเป็นผู้โชคดีร่วมทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เที่ยวญี่ปุ่นสัมผัสความเย็นกับ พรีเซนเตอร์ โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ และลุ้นรางวัลใหญ่ รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น GLA 200 Urban จำนวน 1 รางวัล คู่บัตรเติมน้ำมัน และรถยนต์ Honda City รุ่น S A/T จำนวน 3 รางวัล คู่บัตรเติมน้ำมัน และรางวัลอื่นๆ อีกมากมายรวม 450 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้–31 ตุลาคมนี้

 

แคว้นบริติช โคลัมเบีย ในแคนาดาห้ามบังคับใส่ส้นสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 เม.ย. 2560 04:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909585


เมื่อวันที่ 9 เม.ย. นางคริสตี คลาก นายกรัฐมนตรีแห่งแคว้นบริติช โคลัมเบีย สังกัดพรรครัฐบาลเสรีนิยมแห่งแคนาดา ลงนามร่วมกับนางเชอร์ลีย์ บอนด์ รัฐมนตรีแรงงานแคว้นบริติช โคลัมเบีย ประกาศให้บริษัทเอกชนเลิกใช้กฎข้อบังคับให้พนักงานหญิงต้องใส่รองเท้าส้นสูง เพราะเห็นว่าเป็นอันตรายและเป็นการเลือกปฏิบัติ ที่อาจเสี่ยงทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการใส่รองเท้าส้นสูงแล้วลื่นหกล้ม รวมถึงเป็นอันตรายต่อเท้า ขาและหลังที่ต้องอยู่บนส้นสูงนานๆ ในที่ทำงาน ทั้งนี้ นางคลากยังได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งมุ่งให้เกิดการแก้กฎข้อบังคับในที่ทำงานเพื่อความปลอดภัย รวมถึงรองเท้าทั้งหญิงและชาย

วันเดียวกัน ชาวเนเธอร์แลนด์ราว 2,500 คนในหลายเมืองทั่วประเทศ ชุมนุมเพื่อสนับสนุนสิทธิกลุ่มรักร่วมเพศ หลังคู่เกย์ชายถูกรุมทำร้ายอาการสาหัสเมื่อสัปดาห์ก่อนเพราะเดินจับมือกัน ทั้งนี้ นายอเล็กซานเดอร์ เพชต์โอลด์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยซึ่งเดินขบวนด้วย จุดประเด็นดังกล่าวด้วยการนำรูปโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมติดแฮชแท็ก “ออลเมนแฮนด์อินแฮนด์” ทำให้ทั้งนักการเมือง ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทูตเนเธอร์แลนด์ในหลายประเทศร่วมกิจกรรมการจับมือ อนึ่ง เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายแต่งงานเกย์เมื่อปี 2544.

 

แฮกเกอร์ป่วน! เปิดสัญญาณเตือนภัยดังทั้งเมืองดัลลัส ทำคนแตกตื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 03:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909611


แฮกเกอร์ก่อเหตุเจาะระบบเตือนภัยของเมืองดัลลัส จนทำให้ไซเรนเตือนภัยดังทั่วเมืองเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา จนชาวบ้านแตกตื่นๆ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุแฮกเกอร์เจาะข้อมูลจนทำให้ไซเรนสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินทั้งหมด 156 ตัวในเมืองดัลลัส ในรัฐเท็กซัส ดังขึ้นพร้อมกันในช่วงกลางดึกวันศุกร์ และดังเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความสับสนในหมู่ชาวเมือง

นาง ซานา ไซเยด ผู้อำนวยการจัดการฝ่ายข้อมูลสาธารณะของเมืองดัลลัส กล่าวในงานแถลงข่าวในวันเสาร์ว่า สัญญาณเตือนภัยเริ่มดังขึ้นในเวลา 23:40น. วันศุกร์ และเจ้าหน้าที่สามารถปิดสัญญาณลงได้ในเวลา 1:20น. วันเสาร์ โดยเป็นผลจากการแฮกข้อมูลและดูเหมือนว่าต้นตอจะอยู่ในเมืองดัลลัสนี้เอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนจำนวนมากตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมทั้งโทรแจ้งหน่วยฉุกเฉินด้วยความตื่นตระหนก ซึ่งไซเยดระบุว่าในช่วงเวลา 11:40น. ถึง 3:00น. เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้รับโทรศัพท์ประมาณ 4,400 สาย ขณะที่หลายคนใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการแสดงความกังวลและหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ในเวลาต่อมา สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) ประจำเมืองดัลลัส ทวีตข้อความบนทวิตเตอร์ ยืนยันว่า สัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินในเมืองดัลลัสเกิดจากความขัดข้อง ไม่ได้มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นจริง ขณะที่นาย ไมค์ รอว์ลิงส์ นายกเทศมนตรีเมืองดัลลัส ออกมาให้คำมั่นว่าจะมีการสืบสวนอย่างเต็มรูปแบบเกี่ยวกับเรื่องนี้ และจะระบุตัวแฮกเกอร์ผู้ก่อเหตุและนำตัวมาดำเนินคดีให้ได้

 

ชี้! มือขับรถชนคนในสวีเดนถูกปฏิเสธลี้ภัย-จับผู้ต้องสงสัยรายที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 01:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909581


ตำรวจสวีเดนเผย ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุขับรถบรรทุกชนผู้คนในกรุงสตอกโฮล์มเมื่อวันศุกร์เป็นผู้อพยพที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าลี้ภัยในสวีเดน ขณะที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีนี้เพิ่มอีก 1 ราย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 เม.ย. อ้างการเปิดเผยของตำรวจสวีเดนว่า ชายชาวอุซเบกิสถานผู้ต้องสงสัยก่อเหตุขับรถบรรทุกชนผู้คนในกรุงสตอกโฮล์มเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บอีกนับสิบคนนั้น เป็นผู้อพยพที่ถูกปฏิเสธคำขอลี้ภัย และกำลังหลบเลี่ยงการถูกเนรเทศด้วยการให้ที่อยู่ปลอมกับเจ้าหน้าที่

นายแยน อีเวนส์สัน เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงสตอกโฮล์มเปิดเผยในการแถลงข่าวทางโทรทัศน์ว่า คำขออนุญาตอยู่อาศัยในสวีเดนของผู้ต้องสงสัยวัย 39 ปีรายนี้ถูกปฏิเสธไปเมื่อเดือนมิ.ย. 2016 แต่ตำรวจตามหาตัวเขาไปส่งกลับประเทศบ้านเกิดไม่เจอ เนื่องจากเข้าไม่อยู่ในที่พักตามที่อยู่ที่เขาแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ และถูกตำรวจตามล่าตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา

ด้านนาย โจนาส ไฮซิง จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติสวีเดนระบุว่า ผู้ต้องสงสัยคนนี้ซึ่งเขาไม่เปิดเผยชื่อ มีความคิดฝักฝ่ายกลุ่มหัวรุนแรง

ผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันที่ เซอร์เกลส์ ตอร์ก พลาซา ในกรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันอาทิตย์ เพื่อร่วมพิธีรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุคนร้ายขับรถบรรทุกชนคน

ขณะเดียวกัน คาริน โรแซนเดอร์ โฆษกหญิงสำนักงานอัยการสวีเดนเปิดเผยว่า มีผู้ต้องสงสัยรายที่ 2 ถูกจับกุมตัวฐานอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุขับรถชนคนในกรุงสตอกโฮล์ม และมีคนอีก 4 คนถูกตำรวจควบคุมตัวเอาไว้ โดยจนถึงขณะนี้ตำรวจสอบปากคำผู้ต้องสงสัยและพยานไปแล้วมากกว่า 500 คน

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์เกิดเหตุคนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งเข้าใส่ฝูงชนบนถนนในย่านช็อปปิ้งที่มีผู้คนพลุกพล่านใจกลางกรุงสตอกโฮล์ม และขับรถพุ่งเข้าไปในห้างสรรพสินค้าชื่อว่า ‘อาห์เลนส์’ ด้วย ก่อนที่คนขับจะหลบหนีจากที่เกิดเหตุ

ตำรวจระบุว่า ผู้เสียชีวิต 4 รายประกอบด้วยชายชาวบริติช, หญิงชาวเบลเยียม และชาวสวีเดน 2 คน แต่ไม่มีการเปิดเผยชื่อ ขณะที่จนถึงเมื่อวันอาทิตย์ ผู้บาดเจ็บ 10 ใน 15 คนยังคงต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล รวมทั้งเด็ก 1 คนด้วย ในจำนวนนี้มี 4 คนอาการสาหัส ที่เหลือบาดเจ็บเล็กน้อย