ชูกติกาปราบโกง : เปิดไต๋โครงสร้างรัฐธรรมนูญปูทางเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/740797


พลิกเปิดปฏิทินการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ

หรือเรียกกันว่ากฎหมายลูกซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังยกร่าง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง

ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

กฎหมายลูกเหล่านี้ กรธ.จะต้องออกแบบให้สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และต้องมุ่งหมายให้มีการ “ขจัดการทุจริต ประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ”

กรธ.ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 280 วันนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้ทันในกรอบเวลา 60 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมายลูกแต่ละฉบับ

หาก สนช.พิจารณาไม่เสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด ถือว่า สนช.เห็นชอบตามที่ กรธ.เสนอ

เมื่อที่ประชุม สนช.พิจารณาเสร็จให้ส่งกฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องหรือ กรธ.พิจารณา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง หรือ กรธ.เห็นกฎหมายลูกไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้แจ้งให้ประธาน สนช.ทราบภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมายลูกนั้น

และให้ สนช.ตั้ง กมธ.วิสามัญคณะหนึ่ง 11 คน ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องและ สนช.และ กรธ.ที่คณะ กรธ.มอบหมายฝ่ายละ 5 คน

พิจารณาแล้วเสนอต่อ สนช.ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างเพื่อให้ความเห็นชอบ ถ้าสนช.มีมติไม่ถึง 2 ใน 3 ให้ถือว่าเห็นชอบตามร่างที่ กรธ.เสนอ กรณี สนช.มี “มติไม่เห็นชอบ” ด้วยเสียงเกิน 2 ใน 3 ให้ “ร่างเป็นอันตกไป”

แต่ถ้าสุดท้ายไม่ผ่านชั้น สนช.หลังตั้งคณะ กมธ.วิสามัญร่วมฯ เส้นทางโรดแม็ปจะเดินต่อไปอย่างไร

ไปดูโฉมหน้ากฎหมายลูกฉบับหลักๆและเส้นทางโรดแม็ปมีโอกาสที่จะไม่เป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้

โปรดติดตาม นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.และสมาชิก คสช. ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า การร่างกฎหมายหลายเรื่องอาจจะต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ

โดยเริ่มยกร่างกฎหมายเรียงลำดับ 4 ฉบับแรกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ชุดแรกอาจจะเป็นกฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมาย กกต. ส่วนฉบับไหนจะเริ่มก่อนต้องพิจารณาดูว่า ใครจะต้องเตรียมตัวมากกว่ากัน เพื่อให้เขามีเวลาเตรียมตัวก่อนจะมีการเลือกตั้ง

ชุดที่สองกฎหมายที่มาของ ส.ว. เมื่อเสร็จ 3 ฉบับแรกแล้วก็ตามต่อด้วยกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ภายใน 4 เดือน กฎหมาย 4 ฉบับอาจจะยังออกมาไม่หมด

เพราะกฎหมายฉบับสุดท้าย กรธ.ต้องดูระยะเวลาด้วย เช่น หาก กรธ.กำหนดว่า ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกพรรค 90 วัน กรธ.เขียนกฎหมายก็ต้องเว้นระยะเวลานั้นไว้ด้วย ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของใคร แต่เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์และผลประโยชน์ของผู้สมัครที่จะเข้าสู่การเมือง

หรือหากมีการรีเซ็ตพรรคการเมือง ก็ต้องให้เวลา หรือหากกำหนดจำนวนสมาชิกพรรค 5,000 คน ต้องให้เวลาพรรคการเมืองไปหาสมาชิกพรรคด้วย

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มาถึงวันนี้จะเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองและ กกต.อย่างไร และมีธง มาจาก คสช.หรือไม่ นายมีชัย บอกว่า ไม่เคยมีใครตั้งธงเอาไว้ ที่ผ่านมาจะมีอย่างมากแค่คำขอ ใครขออะไรมาเราก็เอามานั่งคุยกัน

และขณะนี้ กรธ.ยังไม่มีการพูดถึงการเซ็ตซีโร่ และยังตอบอะไรชัดเจนไม่ได้ ขึ้นอยู่ที่เราพิจารณาว่าจะปรับอะไร อย่างไรบ้าง เช่น กรธ.จะปรับ กกต.อย่างไร และเอาอะไรมาแทน

ทาง กรธ.จะออกแบบร่างกฎหมาย กกต.และร่าง กฎหมายพรรคการเมืองอย่างไร เพื่อการจะปฏิรูปให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์และยุติธรรม นายมีชัย บอกว่า เรากำลังคิดถึงบทบาทของ กกต.

อยากให้มีบทบาทลงพื้นที่ไปตรวจสอบตั้งแต่ต้นว่า การเลือกตั้งสุจริตจริงหรือไม่ โดยคิดจะสร้างกลไกให้ กกต.มีเครื่องมือลงไปดูตั้งแต่แรก ถ้าทำแบบนี้การเลือกตั้งจะมีความบริสุทธิ์มากขึ้น

ฉะนั้นต้องทำงานเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ หรือนั่งรอให้คนมาร้อง

หากนั่งรอจนผลการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้วประกาศผล แบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ กกต. เป็นใครก็ได้

ส่วนพรรคการเมือง ทุกคนมีความเห็นและเรียกร้องตั้งแต่ต้น ว่า สมาชิกพรรคต้องมีบทบาทในพรรค ไม่ใช่แค่เจ้าของ นายทุนหรือคนบริจาค เงินเข้าพรรค

ถ้าเราทำได้ พรรคการเมืองจะเป็นพรรคของประชาชน บทบาทจะดีขึ้น แน่นอนว่ามีคนบริจาคเงินเข้าพรรค ก็ต้องทำให้โปร่งใส พรรคการเมืองต้องทำรายรับรายจ่ายให้ชัดเจน

ที่ กกต.เสนอมาว่าพยายามจะลดค่าใช้จ่ายการหาเสียงเลือกตั้ง

เช่น กำหนดจุดปิดป้ายประกาศหาเสียง แนวคิดนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะเสียหาย เพราะทำให้ผู้สมัครมีความทัดเทียมกันในการปิดป้าย

ปัญหาที่กังวลคือความครึกครื้น ความจริงตัวป้ายหาเสียงมันไม่ได้ทำให้เกิดความครึกครื้นเท่าไหร่นัก มันอยู่ที่ “รถหาเสียง” และ “การเปิดเวทีปราศรัย” กกต.ยังพูดไม่ชัดเจน

กรธ.กำลังคิดกันอยู่ อย่างระบบของประเทศญี่ปุ่น ให้มีรถหาเสียงได้แค่คันเดียวสำหรับผู้สมัคร ส.ส.1 คน แบบนี้ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงจะลดลง

แต่มีคนบอกว่าเมื่อค่าใช้จ่ายหาเสียงลดลง จะมีเงินไปซื้อเสียงมากขึ้น ปัญหานี้กำลังคิดกันอย่างหนักว่าจะแก้ไขอย่างไร เพื่ออุดช่องโหว่ แต่ต้องคิดถึงการปฏิบัติด้วย เช่น ห้ามเอาเงินใส่ซองทำบุญ เดี๋ยวก็หาวิธีอื่นจนได้ มันไม่เกิดประโยชน์

เช่นเดียวกันการกำหนดค่าใช้จ่าย 1.5 ล้านบาทต่อผู้สมัคร ส.ส. 1 คน เคยถาม กกต.ว่า ผู้สมัครได้ทำบัญชีส่ง กกต.ใช้จ่ายตามที่กฎหมาย กำหนดจริงหรือ กกต.บอกไม่เชื่อ แต่ก็ปล่อยไป เพราะไม่มีคนร้อง

แปลว่า กกต.ทำงานเชิงรับ หากส่งคนลงไปดูในพื้นที่จริงจัง พอผู้สมัครมายื่นบัญชีค่าใช้จ่าย กกต.มีผลสำรวจอยู่แล้ว ทำให้จริงจังสัก 2-3 ครั้งเท่านั้น คนจะกลัว

นี่คือสิ่งที่ได้คุยกันใน กรธ. แต่ยังไม่รู้ว่าจะเขียนลงไปในกฎหมายลูกอย่างไรดี

แล้วกฎหมายลูกที่เหลือมีฉบับไหนที่น่าเป็นห่วงที่สุด นายมีชัย บอกว่า ที่จะหนักที่สุดคงเป็นกฎหมาย ป.ป.ช. เพราะจะเป็นกลไกที่ทำให้การปราบปรามการทุจริตสำเร็จหรือไม่

หากให้อำนาจ ป.ป.ช.มากอาจจะเป็นดาบสองคม ความยุติธรรมอาจจะไม่เกิด และหากไปเจอคนไม่ดีใน ป.ป.ช.ก็เกิดอันตราย

อำนาจต้องมีพอสมควรและมีกลไกป้องกันหากใช้อำนาจในทางที่ผิด ฉะนั้นเวลาออกแบบกฎหมายอาจต้องทะเลาะกับ ป.ป.ช.ในบางเรื่อง สุดท้ายไม่รู้ว่าจะต้องรื้อโครงสร้าง ป.ป.ช.ได้มากแค่ไหน

ในใจของผมอยากให้ ป.ป.ช.ทำเฉพาะคดีใหญ่ ที่ทุจริตก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก เดือดร้อนกับคนทั่วไป ส่วนคดีเล็กๆส่งไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ทำ

เมื่อตัวใหญ่ๆมันโดน แต่ละปีทำได้สัก 10 คดีก็พอแล้ว รับรองภายในไม่กี่ปีคนก็กลัว ไม่กล้าทำ

ตามขั้นตอนหากที่ประชุม สนช.ไม่เห็นชอบร่างกฎหมายลูกตามที่ กรธ.เสนอไป และนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่วมกันแล้ว ที่ประชุม สนช.ยังไม่เห็นชอบอีก เงื่อนเวลาการร่างกฎหมายจะขยายไปอีกอย่างไร นายมีชัย บอกว่า หากโหวตไม่ผ่าน กรธ.ก็ต้องยกร่างใหม่ คราวนี้จะไม่มีระยะเวลากำหนดแล้ว

ตรงนี้อาจจะนำไปสู่การขยายโรดแม็ปออกไปอีก นายมีชัย บอกว่า คนไม่ได้ทำก็คิดได้

แต่คนที่ทำงานมันก็เหนื่อย ถ้ามันไม่จำเป็นแล้วจะไปเหนื่อยแบบนั้นทำไม ฉะนั้นเวลาที่มีการขอแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายลูกแล้วมันสมเหตุสมผล กรธ.คงไม่ไปยุ่งอะไรมาก แต่หากเป็นเรื่องที่ถ้าปล่อยไปแล้วไม่ได้ตามเป้าหมายของเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ กรธ.คงแก้เฉพาะส่วนที่ตกลงกันไม่ได้ ไม่ได้ยกร่างใหม่

โฉมหน้าประเทศจะเป็นอย่างไรเมื่อกฎหมายลูกมีผลบังคับใช้

นายมีชัย บอกว่า กฎหมายจะเป็นอาวุธ

แต่ขึ้นอยู่ที่คนใช้ หากมีโจรเข้ามา คนใช้ไม่หยิบอาวุธขึ้นมา แต่กลับวิ่งหนี อาวุธก็ไร้ประโยชน์

ฉะนั้นรัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้ปฏิรูป “การศึกษา-บังคับ ใช้กฎหมาย-ตำรวจ” นี่คือหัวใจสำคัญ

หากทำตามกลไกทั้งหมดประเทศชาติจะสงบสุข.

ทีมการเมือง

 

ไฟเขียว“ประยุทธ์” ไฟแดงส.ส. : ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด “อำนาจ ส.ว.”ตั้งนายกฯนอกบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/740126


ย่างเข้าเดือนตุลาคม ฤดูแห่งการเกษียณอำลาชีวิตข้าราชการ

ในบรรยากาศห้วงปลายฤดูฝน ที่ผลจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำป่าท่วมภาคเหนือ น้ำหลากท่วมที่ลุ่มภาคกลาง น้ำท่วมรอการระบายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

จนผู้คนผวา รู้สึกกังวลกับฝันร้ายน้ำท่วมใหญ่ปี 2554

ถึงขั้นรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องออกมาช่วยกันยืนยันว่า รัฐบาลมีแผนบริหารจัดการน้ำอย่างดี สามารถคุมสถานการณ์ได้ ประชาชนไม่ต้องกลัวเหตุการณ์จะซ้ำรอย

ที่สำคัญปริมาณน้ำในเขื่อนหลักๆยังมีน้อย จึงไม่น่าห่วงอะไร

และอีกไม่นาน ประมาณกลางเดือนตุลาคม ฝนตามฤดูกาลก็จะค่อยๆผ่านพ้นไปแล้ว

ที่แน่ๆโดยบรรยากาศของฤดูเกษียณ ใกล้ๆห้วงปลายฤดูฝน มันบ่งบอกวันเวลาเดินทางมาถึงช่วงใกล้สิ้นปี ตามเงื่อนสถานการณ์ทางการเมืองที่เดินไปตามโรดแม็ป คสช.

มีความคืบหน้าต่อเนื่องตามปฏิทินงานที่ล็อกไว้

ในขั้นตอนล่าสุดที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ดำเนินการปรับแก้ไขถ้อยคำตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขส่วนที่เกี่ยวข้องตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272

ไม่ชอบกับผลการออกเสียงประชามติ

และให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการแก้ไขตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวข้องในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ดังนี้

1.ผู้มีสิทธิเสนอขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง คือ สมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

2.กำหนดเวลาและวันเริ่มนับเวลาตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคหนึ่งและวรรคสอง คือ ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้

โดยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการแก้ไขตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับแก้ถ้อยคำปรารภให้สอดคล้องกันต่อไป ภายใน 15 วัน

เทียบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญส่งไปให้ มาตรา 272 ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ตามมาตรา 278 การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการตามมาตรา 159 โดยต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

เว้นแต่กรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88

โดยให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามมาตรา 159 วรรคหนึ่งต่อไป

แปลไทยเป็นไทย จากภาษากฎหมายเป็นภาษาชาวบ้าน

ก็อย่างที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มือกฎหมายของรัฐบาล คสช. อธิบายสรุปเลยว่า จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา คือ เมื่อไม่สามารถหาชื่อนายกรัฐมนตรีจากบัญชีของพรรคการเมืองได้ก็ให้สมาชิกรัฐสภา คือ ส.ส.หรือ ส.ว.เสนอให้ใช้ชื่อจากคนนอก

ซึ่งการเสนอนี้จะต้องมีเสียงเห็นชอบในการเสนอครึ่งหนึ่งของสมาชิกคือ 376 เสียง และเมื่อเสนอครบแล้วว่าจะต้องเอาคนนอกบัญชี แล้วสมาชิกทั้งหมด 750 คน ก็ต้องมาโหวตกัน การโหวตตรงนี้จะต้องได้คะแนนเสียง 2 ใน 3 คือ 501 เสียง

ถึงตรงนี้ก็ยังไม่ได้ชื่อหรือตัวนายกฯ แล้วจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการต่อไป เมื่อมีการยินยอมให้เสนอชื่อคนนอกแล้วก็ต้องมาเริ่มโหวตให้ได้คะแนน 376 เสียง

โดยให้ ส.ส.เป็นคนเสนอแล้วจึงให้ ส.ว.เป็นคนร่วมโหวต

เรื่องของเรื่อง ประเมินขั้นตอนที่สลับซับซ้อน แฝงไว้ด้วยสมการตัวเลขที่แกะรอยตามโจทย์

ขั้นตอนแรก เมื่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาคือ ส.ส.500 คนและ ส.ว.สรรหาอีก 250 คน รวมเป็น 750 คน ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากบัญชีของพรรคการเมืองต่างๆเสนอไว้ โดยใช้เสียงกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียง ถ้าใครได้เสียงถึงก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ในกรณีที่ลงมติเลือกกันแล้วไม่มีใครได้เสียงเกิน 376 เสียง ที่ประชุมไม่สามารถหาคนในบัญชีพรรคการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็มาถึงขั้นตอนที่ 2 ต้องให้สมาชิกกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียง ร่วมลงชื่อเพื่อของดเว้นการเลือกนายกรัฐมนตรีจากในบัญชีพรรคการเมือง

แล้วก็มาถึงขั้นตอนที่ 3 ที่ต้องใช้เสียงสมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 501 เสียง ในการเปิดไฟเขียวให้เลือกนายกรัฐมนตรีจากนอกบัญชีพรรคการเมือง

สุดท้ายขั้นตอนที่ 4 สมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งหรือ 376 เสียง ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีจากนอกบัญชีเพื่อนำไปสู่ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

4 ช็อต 4 ด่าน มีทั้ง “ล็อก” มีทั้ง “เปิดทาง”

แน่นอนว่ากันด้วยสมการตัวเลข นี่คือโจทย์ที่ยากสุดของ ส.ส.ที่จะส่งตัวแทนในบัญชีมายึดเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ด้วยต้นทุนที่ต้องกวาดให้ได้ 376 เสียงจากจำนวน 500 คน

โฟกัสไปที่พรรคเพื่อไทยซึ่งกระแสเป็น “เต็งหนึ่ง” ในสนามเลือกตั้ง คะแนนนิยมยังติดลมบนทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ในทางทฤษฎีมีความเป็นไปได้ที่จะกวาดเสียงขึ้นหลักนั้นได้ อย่างที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ไว้ในการกวาดเสียงเป็นรัฐบาลพรรคเดียว

แต่ในทางปฏิบัติก็อย่างที่เห็น “ด่านสกัด” ยี่ห้อ “ทักษิณ” ตะปูเรือใบวางไว้ตลอดเส้นทาง

ที่สำคัญเลยก็คือสูตรการเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ในรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ถูกออกแบบมาให้จำนวน ส.ส.เขตเลือกตั้ง แปรผกผันกับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

ฮอตฮิตยังไง โอกาสของเพื่อไทยได้ ส.ส.เต็มอัตราก็ไม่เกิน 250 เสียง

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องพูดถึง ตามสถานะของพรรคอันดับสองตลอดกาล วัดตามฐานต้นทุนเก่า งานนี้ได้เกิน 150 เสียงก็เก่งแล้ว

แนวโน้มจึงไม่มีพรรคการเมืองไหนได้เสียงถึงโจทย์สมการที่ตั้งไว้

หนทางเดียวที่จะเป็นไปได้ ก็คือ ส.ส.ทั้งสภาฯ ต้องพร้อมใจกันสวมวิญญาณนักประชาธิปไตย ร่วมแรงกันสานอุดมการณ์นักเลือกตั้งอาชีพ

“หักด่าน” ฝ่าแนวต้านทหาร

แต่ดูตามรูปการณ์ ณ วันนี้ พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์เถียงกันได้ทุกเรื่อง ตั้งท่าโซ้ยกันในทุกประเด็น จ้องเข่นฆ่าล้างบางให้สูญพันธุ์กันไปข้าง

ปลาคนละน้ำ ไม่มีวันญาติดีกันได้

โอกาสที่จะจับมือกันตั้งรัฐบาลจึงยากในระดับเดียวกับการเข็นครกขึ้นภูเขาหิมาลัย

ในสถานการณ์ตรงกันข้าม กับการเปิดทางให้ “นายกรัฐมนตรี” คนนอก นั่ง ฮ.มาเสียบได้ง่ายๆ

ตามโจทย์สมการที่มีเสียง “250 ส.ว.สรรหา” เป็นฐานตั้งต้น แค่ออกแรงหาเสียง ส.ส.อีก 126 เสียง ก็จะได้คะแนนสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสองสภาคือ 376 เสียง ยึดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้สบายๆ

เอาเป็นว่า ณ วันนี้แทบไม่ต้องทาย นายกฯคนต่อไปยังชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ตามโรดแม็ปที่ปูทางไปสู่การเบิ้ลเก้าอี้อีกสมัย และอาจไม่ใช่แค่ 5 ปีตามเงื่อนไขระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน โดยสถานการณ์อาจลากยาวได้ถึง 8 ปี ตามเงื่อนปมที่เปิดช่องให้นับเวลาต่อเนื่องกันได้สมการง่ายๆ เปิดทางให้ “นายกฯลุงตู่” อยู่ที่ว่าเจ้าตัวจะลุยต่อหรือไม่เพราะโจทย์ยากๆ มันอยู่หลังจากนั้นต่างหาก

ประเมินจากปรากฏการณ์ตรงหน้า ฉาก “ละครดราม่าการเมือง” แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเจอกับแรงปะทะกรณีของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกลาโหม น้องชายที่ตกอยู่ในวงล้อม “ตำบลกระสุนตก” กระแสถล่มปมผลประโยชน์ทับซ้อนคนในครอบครัว ถูกย้อนศรเทียบกับโจทย์สำคัญ

“ประยุทธ์” ห่วงน้องได้ “ทักษิณ” ก็รักน้องเหมือนกัน

โดยสถานการณ์ที่กระตุกกระแสการตรวจสอบ “ตีกลับ” สะเทือนคะแนนความโปร่งใสผู้นำ แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องรีบสับ “คัตเอาต์” ยืนยันไม่ปกป้องน้องชาย ผิดว่าตามผิด ช่วยกันไม่ได้

แต่เรื่องของเรื่องกระแสมัน “เข้าเนื้อ” ไปแล้ว

ปมน้องชาย กลายเป็นแผลที่ “บิ๊กตู่” โดนสะกิดเลือดซิบได้ตลอด

ยิ่งในสถานการณ์แบบที่รัฐบาลทหารเปิดฉากไล่ล่าขบวนการทุจริตในกลุ่มอำนาจเก่า ตามเช็กบิลเครือข่ายทุจริตโครงการรับจำนำข้าวไล่ตั้งแต่นักการเมือง ไปยันข้าราชการ พ่อค้า ฯลฯ

กระตุกแรงต่อต้านของพวกจนตรอก ให้รวมหัวหันมาปักหลักสู้

ดูตามเกมแล้ว ปม “ลูบหน้าปะจมูก” จะถูกชูมาเป็นประเด็นย้อนพันคอได้ตลอด

นี่ขนาด “นายกฯลุงตู่” ยังอยู่ในสถานะของผู้นำรัฏฐาธิปัตย์ ถืออำนาจพิเศษเต็มมือ ยังเหนื่อยแบบนี้ แล้วถึงวันที่ต้องสลับฉากไปเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

มีหวังหืดขึ้นคอกว่านี้อีกหลายเท่า

โดยเฉพาะกับความจำเป็นต้องพึ่งเสียงจาก ส.ส. ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลต้องมีเสียงอย่างต่อ 250-300 เสียง เพื่อประกันความปลอดภัย ในยามที่ต้องเจอสถานการณ์เดิมพันในการผ่านกฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ.งบประมาณ หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนฯที่เสียง “ส.ว.สรรหา” อุ้มไม่ได้

นาทีนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องงอนง้อนักการเมืองที่เจ้าตัวตั้งแง่ “รังเกียจ” จิกด่ามาตลอด

โดยอารมณ์หมั่นไส้ เมื่อได้จังหวะเอาคืนกัน

คิวแก้เผ็ด แก้แค้นสั่งสอน มันต้องมีแน่.

“ทีมการเมือง”

 

“หัวขบวน” ก็ยังแหยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739897


ถูกจุดกระแสเป็นประเด็นร้อนฉ่าขึ้นมาอีกครั้ง

ปม “นายกฯคนนอก” ตามการถอดรหัสสัญญาณคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตีกลับร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กลับไปแก้ไขให้ตรงเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติ

ทุบโต๊ะให้แก้เงื่อนไขการปลดล็อกขอใช้ “บัญชีรายชื่อนายกฯคนนอก”

จากเดิมต้องใช้ “เสียง ส.ส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” เป็นการใช้ “เสียงสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา

แปลความเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ คือ การให้ ส.ว.แต่งตั้ง มีเอี่ยวร่วมกับ ส.ส.เปิดทางให้มี “ผู้นำคนนอก” หากที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคการเมืองในรอบแรกได้

เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้ ส.ว.มีสิทธิเข้าร่วมปลดล็อกเสนอชื่อบัญชีนายกฯ คนนอกได้ จากเดิมให้ ส.ส.เป็นฝ่ายตั้งแท่นเสนอเพียงฝ่ายเดียว

ปูทางสูตร “นายกฯคนนอก” ให้เป็นไปได้ง่ายขึ้น

เพิ่มเค้าลางให้ชื่อของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ลอยลำยึดเก้าอี้ผู้นำยาวๆ 8 ปี ภายหลังการเลือกตั้ง มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

นั่นก็เป็นเพียงการคาดการณ์ตามจินตนาการหลอนๆของฝ่ายการเมือง ที่ยังไม่

สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงหรือไม่

แต่ที่เป็นเรื่องจริง และกำลังใส่เกียร์เดินหน้าจริงจังคือ กรณีเช็กบิลทวงค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว สมัยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในฤดูกาล 2555–2556 และ 2556–2557

ไปๆมาๆ เรื่องทำท่าไม่หยุดอยู่แค่การเรียกค่าเสียหาย “อดีตนายกฯปู” 35,600 ล้าน

บาท แต่แฉลบไปถึงผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายให้ถูกวิบากกรรมพ่วงไปด้วย

ตามการแย้มไต๋จาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องไล่บี้หาผู้รับผิดชอบร่วมเฉ่งค่าเสียหายอีก 80% หรือ 1.43 แสนล้านบาท นอกเหนือจากความเสียหาย 20% ที่อดีตนายกฯหญิงต้องรับผิดชอบ

แง้มรายชื่อผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมชดใช้ค่าเสียหาย 1.43 แสนล้านบาท มีทั้งอดีต ครม.รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” 35 คน คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) 24 คน

แค่เฉพาะคณะกรรมการ กขช.อย่างเดียว นอกจากจะมีอดีตรัฐมนตรีกระทรวง

หลายคนแล้ว ยังพ่วงอดีตปลัดกระทรวง อธิบดี ผอ.สำนักงบประมาณ โดนหางเลขร่วมด้วย

และที่อาจพลอยติดร่างแหไปด้วยคือ เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติงานที่ต้องรับผิดชอบโครงการ อาทิ กรมการค้าภายใน องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) รวมถึงภาคเอกชน โรงสี บริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์)

เผลอๆอาจรวมไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่มีโกดังเก็บข้าวรัฐด้วย

ข้าราชการหนาวๆร้อนๆ อยู่ในข่ายโดนหางเลขเป็นทอดๆต้องร่วมควักกระเป๋าเฉ่งค่าเสียหาย กลายเป็น “โดมิโนจำนำข้าว”

แต่ที่ลอยตัว ไม่มีภาระเสี่ยง ก็หัวหน้า คสช. เห็นกันจะๆกรณีไม่เซ็นลงนามทวงค่าเสียหายจำนำข้าว ตั้งท่าโยนให้รัฐมนตรี และข้าราชการเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกันลงชื่อเรียกค่าเสียหายแทน

ส่อซ้ำรอยการเช็กบิลค่าเสียหายโครงการจีทูจีข้าว ที่นายกฯโบ้ยให้ รมว.พาณิชย์ลงชื่อแทน ก่อนลากปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปร่วมลงชื่ออีกต่อหนึ่ง

แม้แต่เบอร์หนึ่ง คสช.ที่ว่าภูมิคุ้มกันแน่นๆ ก็ยังแหยง ไม่กล้าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงต่อการถูกฟ้องกลับภายหลัง

ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ แต่กลับไม่กล้าเซ็นชื่อทวงค่าเสียหายระดับแสนล้าน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ ดูแล้วก็ขัดความรู้สึกคนส่วนใหญ่ไม่ใช่น้อย

นับประสาอะไรกับข้าราชการที่ไม่มีภูมิคุ้มกันติดตัวอะไรเลย แต่ถูกบีบให้ร่วมลงชื่อทวงค่าเสียหาย ต้องไปลุ้นวัดดวงในอนาคตว่า จะถูกเช็กบิลย้อนหลังหรือไม่ หากอำนาจเปลี่ยนมือ

ยิ่งมีตัวอย่างให้เห็นจากโครงการจำนำข้าว ที่ข้าราชการถูกลาก ให้ร่วมชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งที่อยู่ในสถานะต้องปฏิบัติงานตามคำสั่ง ไม่มีอำนาจยับยั้งโครงการ แต่กลับมีมลทินติดตัว

มาถึงยุครัฐบาลทหาร แม้จะมีมาตรา 44 เป็นเกราะป้องกันให้เจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันความปลอดภัยได้ หากมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในอนาคต

ไม่ว่ารัฐบาลพลเรือนหรือทหาร ข้าราชการก็เป็นเบี้ยล่างรับกรรมตามเคย!!!

ทีมข่าวการเมือง

 

เสียงหวอนำทาง 8 ปี?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738776


ถึงตรงนี้แม้ว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.จะไม่สนเสียงอวยเสียงเชียร์

ออกอาการเขิน “ยาหอม” ที่ว่าเหมาะสมกลับมาเป็นนายกฯหลังเลือกตั้ง

ยังไม่ใช่เวลาที่จะตอบเรื่องนี้ เป็นเรื่องของอนาคต

“ขอบคุณที่อวยพรให้เป็นนายกฯคนต่อไป แต่ขอให้เอาไว้ก่อน เอาวันนี้ให้ดีก่อนดีกว่า เพราะถ้าพูดว่าให้เป็นนายกฯต่อ พรุ่งนี้ก็คงโดนถล่มอีก”

แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อ “บิ๊กตู่” ก็ยังติดโผ “เต็งหาม”

โดยเฉพาะเมื่อจับสัญญาณจากกฎกติกาประเทศฉบับใหม่ ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตีกลับร่างรัฐธรรมนูญที่ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ส่งไปให้พิจารณา โดยให้ไปปรับแก้ 2 จุด

เพื่อให้สอดคล้องผลประชามติคำถามพ่วง “5 ปีแรกให้ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกฯ”

โดยให้ปรับแก้มาตรา 272 วรรคสอง กรณีไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอได้ จากเดิมให้

“ส.ส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” มีสิทธิเสนอประธานรัฐสภาเพื่อขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯ จากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง
ให้ปรับเป็น “สมาชิกรัฐสภา” จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งมีสิทธิเสนอ

สรุปให้ระบุให้ชัด เปิดช่อง “ส.ว.แต่งตั้ง” ร่วมวงปลดล็อก เปิดประตู “ผู้นำคนนอก”

ถึงแม้ว่าจะไม่แก้ไขในปมการ “เสนอชื่อ” ที่ยังคงให้ ส.ส.ทำหน้าที่ เพื่อยึดโยงประชาชน

แต่ดูแล้ว เมื่อรวมกระบวนการขั้นตอนโหวตเลือกผู้นำหลังเลือกตั้ง จำนวน 250 ส.ว.เปรียบเปรย ไม่ต่างจาก 1 พรรคใหญ่เลยทีเดียว

และ “ส.ว.ลากตั้ง” ยังได้ร่วมวงโหวตในทุกขยัก

แน่นอน หลังกฎเกณฑ์กติกาใหม่ สำหรับกระบวนการเลือกนายกฯ หรือเสนองดเว้นบัญชีนายกฯ หากต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งจากเสียงรัฐสภา 750 เสียงห้วง 5 ปีแรก นั่นเท่ากับ 376 เสียง

แค่ล็อก ส.ส.ให้เข้าเป้า บวก “แต้มชัวร์” ส.ว.ที่เช็กชื่อเห็นหน้าค่าตากันคร่าวๆแล้ว

กดปุ่มคอนโทรลเกมได้ไม่ยาก

ตามรูปการณ์ที่เห็น เส้นทางสู่ตำแหน่ง “นายกฯในระบบ” ถึงเริ่มมีเสียงเชียร์ “บิ๊กตู่” คัมแบ็กดังกระหึ่ม

ไม่ต่างจากเสียงหวอที่ผู้นำขอให้รถนำขบวนเพลาๆใช้ไซเรน ให้เปิดเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ

ขณะที่เส้นทางสู่ “ผู้นำสง่างาม” ถึงยังมีเวลากว่าจะถึงโรดแม็ปเลือกตั้ง

แต่หน่วยสร้างทาง เปิดหวอนำทางกันอื้ออึง

และที่ว่าชัวร์เข้าไปใหญ่ กับสัญญาณต่อเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นเรื่องเงื่อนเวลา ในการให้ ส.ว.มีส่วนร่วมเลือกนายกฯ 5 ปี

ให้เขียนให้ชัดในเรื่องการนับเวลา ทั้งกรณี “ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ”

และประเด็นยกเว้น “บัญชีนายกฯ” ในระหว่าง 5 ปีแรก

ให้นับตั้งแต่ “วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ” ไป 5 ปี

“เพื่อให้ได้นายกฯบริหารราชการในช่วงเวลาเดียวกัน และสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ สำเร็จบรรลุผลตามแผนยุทธศาสตร์ชาติและเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ”

สรุปตามกฎเกณฑ์กติกาที่จะออกมา นอกจากเปิดช่อง “ผู้นำนอกบัญชี” ยังต้องโฟกัสที่เงื่อนเวลา 5 ปี

หากรัฐบาลใหม่อยู่ครบวาระ 4 ปี ข้ามช็อตหลังเลือกตั้งครั้งต่อไป เข้าสู่ปีที่ 5

เงื่อนไข “ส.ว.เลือกนายกฯ-ผู้นำคนนอก” ก็ยังอยู่

จินตนาการการกลับมาเป็น “ผู้นำในระบบ” ของ “บิ๊กตู่” ก็เข้าล็อกที่ว่า หากอยู่จนครบวาระรัฐสภาก็ยังได้ลุ้นต่อตั๋วอีก 1 สมัย

เป็นผู้นำสง่างามในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างต่ำๆ 5 ปี

และถ้าไม่มีปมพลิกผัน ฉุกเฉิน หรือเหตุเครือข่ายบริวารทำขบวนเป๋ เสียหลักลงข้างทางเสียก่อน

ก็สามารถลากเกมคุมยาวได้ถึง 8 ปีเต็ม

ไม่แปลกที่เวลานี้ เสียงหวอไซเรนนำทางถึงดังอื้ออึง.

ทีมข่าวการเมือง

 

เก่งพ่วงเฮงอีกด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737611


บรรยากาศหวิวๆ นับถอยหลังวันเกษียณสิ้นเดือนนี้

ตามฉากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม

คณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ประจำเดือนกันยายน โดยก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรีได้เชิญปลัดกระทรวงที่ครบเกษียณอายุราชการในปีนี้ จำนวน 15 คน ถ่ายรูปบน

ตึกไทยคู่ฟ้าเป็นที่ระลึก ซึ่งรวมถึง “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายด้วย

ถือเป็นการแสดงความขอบคุณบิ๊กข้าราชการที่ช่วยงานรัฐบาล คสช.มา 2–3 ปี

ขณะเดียวกันก็เป็นอะไรที่สังเกตว่า ระยะนี้รัฐบาล “บิ๊กตู่” มีจังหวะเขย่าวงการข้าราชการแรงๆ

ไม่ว่าจะเป็นรายการเปิดให้บริษัทประกันภัยเข้ามาบริหารจัดการ ควบคุมระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ล้างระบบใหม่ทั้งหมด

เล่นเอาพวกอยู่ในข่ายได้สิทธิรักษาฟรีใจแป้วไปตามๆกัน

ต่อเนื่องกับยุทธการไล่เช็กบิลข้าราชการที่มีเอี่ยวขบวนการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่พบว่ามีข้าราชการระดับปฏิบัติการขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.)เข้าไปเกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างเตรียมเสนอคดีประมาณ 600 ถึง 800 คดี

ถึงขั้นที่พวกถูกขึ้นบัญชีร่วมชดใช้ค่าเสียหายมหาศาล ขู่บอยคอตรัฐบาล

หรือแม้แต่การส่ง “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปนั่งรักษาการตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

กระตุกคลื่นใต้น้ำ ยั่วอาการต่อต้านจากข้าราชการกรมกร๊วก

2–3 คิวติดกันที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เดินหน้ากระตุกแรงกระเพื่อมในหมู่ข้าราชการ ที่เปรียบเปรยกันว่าเป็นพรรคใหญ่สุดของประเทศไทย รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ค่อยกล้าวอแวด้วย

ถึงคราวซวยอาจถึงขั้นทำให้รัฐบาลพลิกคว่ำพลิกหงายได้เลย

แต่อย่างว่า นาทีนี้ “นายกฯลุงตู่” ไม่มีแหยงอะไรง่ายๆอยู่แล้ว เพราะลำพังไม่ใช่แค่มีเกราะกำบังอำนาจพิเศษเท่านั้น

โดยสถานการณ์ของกระแสความนิยมต้นทุนหน้าตักก็อยู่ในระดับที่รับประกันความปลอดภัยได้ ประชาชนส่วนใหญ่เป็นกำแพงให้พิง

ยิ่งเป็นอะไรที่เจ้าตัวก็ไม่ใช่พวกบุ่มบ่ามย่ามใจในอำนาจ

แบบที่เห็นอาการดุๆเข้มๆ สลับกับมุกฮาๆ ยืดได้หดได้ มีอ่อนสลับแข็ง

“นายกฯลุงตู่” รู้จังหวะผ่อนสถานการณ์ไม่ให้ตึงหรือหย่อนเกินไป

ประกอบกับสถานการณ์ที่เหมือนจะเป็นใจ นานๆไปอะไรก็เข้ารูปเข้ารอยโดยอัตโนมัติ

แม้แต่โจทย์ยากสุดตามฟอร์มของรัฐบาลทหาร สถานการณ์ลำบาก ในเงื่อนไขด้านเศรษฐกิจที่เจอกับแรงกดดันอย่างหนักทั้งภายในและภายนอกประเทศ

แทบจะติดล็อก ขยับไม่ออกเลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม โดยรูปการณ์ที่เอาตัวรอดเฉพาะหน้าไปได้แบบวันต่อวัน เดือนต่อเดือน ปีต่อปี มาถึงตรงนี้เศรษฐกิจประเทศไทยก็ยังหมุนไปได้

แบบที่รัฐบาลทหารไม่มี “จุดขาย” ไร้เครดิตความเชื่อมั่นในเชิงบริหาร

แต่ก็มีมุมทดแทนแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ไป “การันตี” กับเวทีโลกได้ ในเชิงศักยภาพทางด้านความมั่นคง รัฐบาล คสช.สามารถคุมสถานการณ์ให้ประเทศไทยสงบ ไร้ความวุ่นวายทางการเมือง

ธุรกิจการค้าก็เดินหน้าต่อไป ทำมาค้าขายกันได้อย่างปกติ

และนั่นก็สะท้อนได้จากสถานการณ์ตัวเลขการส่งออก ล่าสุดดีดกลับมาเป็นบวก

ขณะที่สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่กำลังระส่ำจากการกวาดล้าง “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ตามสัญญาณที่รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ขอความร่วมมือ ทำให้สะเทือนตัวเลขรายได้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ซึ่งก็แค่ระยะสั้นๆ เพราะ “นายกฯลุงตู่” สั่งแล้วให้รีบเคลียร์ไวๆ

และถึงเวลาก็เชื่อว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาเองโดยอัตโนมัติ เพราะชัยภูมิที่ตั้งของประเทศไทยได้เปรียบประเทศอื่นในภูมิภาคใกล้เคียง เส้นทางการบินก็เป็นระยะเหมาะเจาะพอดี ไม่ใกล้ไม่ไกลสำหรับนักท่องเที่ยวจากยุโรป หรือกลุ่มทัวร์จากประเทศเอเชียทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลี

สรุปตามที่ไล่เลียงมานี้ ด้วยยุทธศาสตร์ที่เขี้ยวบวกกับสถานการณ์ที่เข้าทางโดยอัตโนมัติ

เป็นแรงส่งให้ “นายกฯลุงตู่” จัดอยู่ในฟอร์มของผู้นำที่ครบเครื่อง

เก่งไม่พอ มีเฮงแถมอีกด้วย.

ทีมข่าวการเมือง

 

นับถอยหลังตามปฏิทิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736452


ภาพน้ำท่วมมิดคันรถที่เมืองทองธานี ถนนสายหลักหลายสายในเมืองกรุงจมอยู่ใต้น้ำ ฉากเขื่อนเจ้าพระยาเร่งระบายจนน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มภาคกลางในเขตจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ

สถานการณ์น้ำชักจะกระตุกอารมณ์ผวาของชาวบ้าน

ตามปรากฏการณ์ล้อไปกับอารมณ์เครียดๆอาการซีเรียสแบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ไม่มีรอยยิ้มร่วมฉากงานอีเวนต์ก่อนประชุม ครม.เหมือนปกติ

อีกทั้งไม่ยอมหยุดคุยหรือให้สัมภาษณ์นักข่าว แค่กระซิบเบาๆกับเจ้าหน้าที่ว่า “ldquo;เดี๋ยวไปประชุม ครม. คุยเรื่องบริหารจัดการน้ำก่อน”

นายกฯใจจดใจจ่ออยู่กับวาระร้อนๆเรื่องน้ำ

ในขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ต้องรีบบอกประชาชนอย่าตื่นกลัวว่าน้ำจะท่วมใหญ่เหมือนปี 2554

เพราะรัฐบาล คสช.ได้เตรียมแผนการบริหารจัดการน้ำไว้เป็นอย่างดี

รัฐบาล คสช.ตื่นตัว เตรียมตั้งรับ “น้องน้ำ” เต็มที่

เรื่องของเรื่อง ในห้วงจังหวะพอดีกับกระแสที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพิ่งปลุกผี

รื้อฟื้นคดีบริหารจัดการน้ำผิดพลาดทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 มาไล่เช็กบิลอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และแถมฟาดหางไปถึงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ตามล้างตามเช็ดอดีตรัฐบาลพลเรือนเต็มที่

ถ้าขืนทหารรับน้ำไม่ดี ปล่อยน้ำท่วมซ้ำรอย

มันหนีไม่พ้นโดนย้อนศร ย้อนคอหอยเจ็บๆแน่

แต่อย่างไรก็ดี โดยข้อเท็จจริงสถานการณ์มันต่างกันกับปี 2554 ที่น้ำล้นจนทะลักเขื่อน ระบายไม่ทัน รอบนี้แค่น้ำรอการ

ระบายจากฝนตกหนัก ขณะที่น้ำในเขื่อนหลักอย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังอยู่ในปริมาณน้อย อยู่ในวิสัยที่บริหารจัดการได้สบายๆ

รัฐบาลทหารไม่มีทางปล่อยให้พลาดง่ายๆ

“บิ๊กตู่” มีบทเรียนมาแล้วตอนร่วมลุยน้ำกับ “น้องปู”

ยิ่งเป็นอะไรที่มีตัวชี้วัด ตามข้อมูลวงในจากคนระดับแกนนำสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยืนยันเลยว่า

กฎหมายเกี่ยวกับปฏิรูปที่ สปท.เสนอไปถึงนายกฯหลายสิบฉบับ

พล.อ.ประยุทธ์จะเขียนด้วยลายมือตัวเอง เป็นข้อเสนอแนะเพิ่มเติมตอบกลับมาทุกครั้ง

นั่นแสดงว่า มีการอ่านจริง ลงลึกในรายละเอียดจริง

สะท้อนมาตรฐาน “ความตั้งใจ” ในการทำงานของผู้นำการเปลี่ยนผ่านประเทศ

เอาเป็นว่า ณ จุดนี้ยังมองไม่เห็นเหตุอะไรที่จะทำให้รัฐนาวาของ “บิ๊กตู่” กระเพื่อม

และสังเกตว่า จากเริ่มเดิมทีที่ พล.อ.ประยุทธ์นำทีมท็อปบูต คสช.ยึดอำนาจใหม่ๆก็ต้องมี “โรดแม็ป” กำหนดวันเวลาการทำงานออกมาเป็นตัวค้ำประกัน ประกาศพันธสัญญาจะปล่อยเลือกตั้งเดือนนี้ปีนั้น เพื่อลดกระแสกดดันเฉพาะหน้าจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ

แต่ ณ วันนี้สถานการณ์ผ่านมาจนย่างเข้าปีที่ 3 ของรัฐบาลทหาร คสช. ตามรูปการณ์ก็อย่างที่เห็นกัน พล.อ.ประยุทธ์เล่นบท “นายกฯลุงตู่” ผู้น่ารัก สลับฉากบทเฮี้ยบอารมณ์ดุๆ ด้วยอารมณ์ฮาๆ

พลิกเหลี่ยมเซียนการตลาดมาใช้ได้เนียนๆไม่แพ้เซียนการเมืองอาชีพ

ยึดบทเด่นเป็นข่าวรายวัน คนเห็นหน้าจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว

ไม่ใช่แค่คนไทยที่ไม่รู้สึกอะไร ไม่มีการทวงถามวันเลือกตั้ง แม้แต่นานาชาติที่ตั้งแง่รังเกียจรัฐบาลทหารของไทย มาถึงวันนี้ก็อย่างที่เห็น “เจนเนอรัลประยุทธ์” ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.บินไปร่วมประชุมเวทีโลก สหประชาชาติ (ยูเอ็น) อาเซ็ม อาเซียนซัมมิต แทบทุกแมตช์ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา

จับมือทักทายกับประธานาธิบดี “บารัค โอบามา” แห่งสหรัฐฯแบบคนคุ้นเคยไปแล้ว

แนวโน้มรัฐบาลทหาร คสช.ได้แต้มประชามติต่อวีซ่ายาว หนทางสะดวกในการเดินหน้าตามโรดแม็ปไปสู่การเลือกตั้ง จังหวะสลับฉากจากรัฐบาลอำนาจพิเศษไปเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน

โดยเงื่อนเวลาตามปฏิทิน นับจากนี้ไปอีก 18 เดือนไม่ขาดไม่เกินสักเท่าไหร่

น่าจะได้เห็นโฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ ภายใต้นายกฯคนเดิม.

ทีมข่าวการเมือง

 

Korean tourist shoots himself at Phuket gun range

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30309052

Rescue workers rushed the victim to Patong Hospital. Photo: Kritsada Mueanhawong

Rescue workers rushed the victim to Patong Hospital. Photo: Kritsada Mueanhawong
March 14, 2017 14:35
By Phuket Gazette
PHUKET

Firefighters battling multiple Mae Hong Son hotspots

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30309044

March 14, 2017 13:24
By The Nation

Normality returns around Dhammakaya Temple after search ends

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30309039

A vendor prepares grilled chicken for sale on the roadside stall near Dhammakaya Temple in Pathum Thani as life returns to almost normal following the authority's suspension of temple search.

A vendor prepares grilled chicken for sale on the roadside stall near Dhammakaya Temple in Pathum Thani as life returns to almost normal following the authority’s suspension of temple search.
March 14, 2017 12:36
By The Nation

Investigation into uni student’s beating death handed to CSD

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30309038

March 14, 2017 12:23
By The Nation