ก.เกษตรฯ จัดงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2560 02:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997269

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 12 ภายใต้แนวคิด “สืบสานภูมิปัญญา พัฒนามาตรฐานหม่อนไหม”

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 12 ประจำปี 2560” โดยมี นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับในปี 2560 กำหนดจัดงานระหว่าง วันที่13-17 ก.ค.2560 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “สืบสานภูมิปัญญา พัฒนามาตรฐานหม่อนไหม” โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่9 นิทรรศการผ้าตรานกยูงพระราชทาน จัดแสดงผลิตภัณฑ์หม่อนไหมที่ชนะการประกวด นิทรรศการพันธุ์หม่อนสกลนคร 85 นิทรรศการ “ของแปลกไหม” เช่น ผ้าไหมเหลืองสิรินธร ผ้ายีนส์ไหมไทย ชามูลไหม ผ้าย้อมมูลควาย นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตกิจกรรมหม่อนไหมและร้านจำหน่ายผ้าไหมที่ได้มาตรฐาน กว่า 200 ร้าน จากทั่วประเทศ

 

ราคาสินค้าเกษตรกดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดใน 5 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2560 21:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996884

ม.หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย. ลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และต่ำสุดในรอบ 5 เดือน หลังสินค้าเกษตรสำคัญราคาดิ่ง…

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย. 2560 ที่สำรวจจากประชาชนตัวอย่างทั่วประเทศ 2,251 คน ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และต่ำสุดในรอบ 5 เดือนนับจากเดือนก.พ. 2560 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย.2560 อยู่ที่ 74.9 ลดจาก 76.0 ในเดือนพ.ค.2560 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 52.9 ลดจาก 53.7 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 84.1 ลดจาก 85.3 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 63.3 ลดจาก 64.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 70.0 ลดจาก 70.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 91.5 ลดจาก 92.7

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีปรับลดลงทุกรายการมาจากราคาพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ทรงตัวในระดับต่ำ เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน สับปะรดโรงงาน และหลายรายการลดลงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้กำลังซื้อในหลายจังหวัดทั่วประเทศขยายตัวในระดับต่ำ และไม่คล่องตัว ขณะเดียวกันผู้บริโภคกำลังกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ทรงตัวในระดับสูง และกังวลรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบในเชิงลบต่อการส่งออก และเศรษฐกิจไทยในอนาคต แม้มีปัจจัยบวกหลายประการ ก็ไม่สามารถทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นได้ ทั้งมูลค่าการส่งออกเดือน พ.ค.ที่เพิ่มขึ้น 12.70% สูงสุดในรอบ 52 เดือน ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศลดลง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น ค่าเงินบาทแข็งค่า สะท้อนว่าเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าในประเทศ

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังฟื้นตัวขึ้นไม่มากนัก และยังกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนสูง ราคาพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ยังคงเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นโดยรวม เพราะทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดซึมตัวลงรัฐบาลควรเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ และเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐให้เป็นรูปธรรมครอบคลุมทั้งประเทศ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการใช้จ่ายประชาชนดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้.

 

วงเสวนา “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน” หนุนก่อสร้าง เปลี่ยนโครงสร้าง ศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2560 19:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996999

วงเสวนา “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน หนุนก่อสร้างสร้าง เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ นำความเจริญให้ประเทศ สู่ ไทยแลนด์ 4.0”

ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันที่ 6 ก.ค. สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน นำโดยนายชัยวัฒน์ วณิชวัฒนะ นายกสมาคม จัดเสวนา “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน : ประโยชน์ร่วม ที่ต้องเร่งผลักดัน” โดยมีนายพิษณุ เหรียญมหาสาร ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ และอดีตทูตพาณิชย์ประจำกรุงปักกิ่ง นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย และ นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีสายงานวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้

นายประภัสร์ กล่าวว่า รถไฟความเร็วสูง ทำให้วิธีการเดินทางของคนจะเปลี่ยนหมด หากกรุงเทพฯไปเขาใหญ่ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง เชื่อว่า คนรวยจะเริ่มขยับขยายออกมายังต่างจังหวัดมากขึ้น เกิดการพัฒนาทั้งประเทศ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างกระจุกอยู่แต่กรุงเทพฯ และควรพัฒนาต่อเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้คนมีเงินที่ชอบเดินทางด้วยรถไฟมาใช้บริการ ทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลตกลงใจทำแน่นอน อยากให้ส่งคนไปดูงานก่อสร้าง งานซ่อมบำรุง รถไฟความเร็วสูงที่จีน ทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย เพื่อนำสิ่งที่ได้นำมาต่อยอดในไทย

นายพิษณุ กล่าวว่า จากการเคยไปอยู่ที่จีนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในฐานะทูตพาณิชย์ พบว่า เมื่อก่อนนั้นรถไฟเขายังไม่พัฒนา แต่หลังปี 2533 จีนเริ่มมีเงินมากขึ้นจากการค้า นำเข้าเทคโนโลยีชั้นนำจากหลายประเทศมาเรียนรู้และต่อยอด แล้วพอมานั่งรถไฟอีกครั้งตนได้เห็นการพัฒนาที่มากขึ้น เพราะฉะนั้น อยากให้ปรับมุมมองที่มีต่อจีน เสียใหม่ กับข้อสงสัยที่ว่า ทำไมรัฐบาลต้องเลือกจีน ตนมองว่า ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลเลย แต่ฝากเรื่องทุกครั้งที่มีการเจรจาเรื่องรถไฟ ตัวแทนที่ไปคุยควรมีหลักรู้เขา รู้เรา ด้วย

ด้าน นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า ประโยชน์ของรถไฟความเร็วสูง คือ ที่ได้เงินจากการท่องเที่ยว รถไฟความเร็วสูงจอดที่ไหน ความเจริญอยู่ที่นั่น เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ เป็นสัญญาณเริ่มของไทยแลนด์ 4.0 อย่างไรก็ดี เรื่องการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ ข่าวที่ออกมากจากหลายๆ สื่อ ที่เกี่ยวกับโครงการนี้ข้อมูลไม่เคยตรงกัน การขับเคลื่อนโดยที่คนยังไม่เข้าใจ ย่อมทำให้เกิดเสียงคัดค้านกันในทุกวันนี้

คาดเงินสะพัด 6.2 พันล้าน วันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา สูงสุดรอบ 6 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2560 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996910

ม.หอการค้าไทยเผยโพลวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา คาดเงินสะพัด 6.2 พันล้านบาท สูงสุดรอบ 6 ปี ยัน ทุจริตเงินทอนวัด ไม่มีผลการทำบุญของปชช.

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยประเมินว่าจะมีเงินสะพัดถึง 6,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.78% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือว่าสูงสุดในรอบ 6 ปี เพราะประชาชนคาดหวังว่า เศรษฐกิจจะดีขึ้น ประกอบกับหยุดยาว 3 วัน ทำให้มีบางส่วนออกไปท่องเที่ยวมากขึ้น จึงทำให้จับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นด้วย หรือมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 5,355 บาท

ทั้งนี้ ในเทศกาลสำคัญทางศาสนา ประชาชนยังคงทำบุญมากถึง 91% และส่วนใหญ่ 60.6% ตอบว่าจะใช้เงินเพื่อทำบุญเพิ่มขึ้น หรือเฉลี่ยคนละ 5,355 บาท สูงกว่าปีก่อนหน้าที่เฉลี่ยคนละ 4,649 บาท โดยใช้เงินเดือน กับเงินออมมาทำบุญ ทั้งการใส่บาตร ถวายสังฆทาน ทำทาน บริจาค ถวายเงิน ถวายของ แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่ง ที่วางแผนจะไปท่องเที่ยวนอกสถานที่ แล้วทำบุญไปด้วย ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้การท่องเที่ยวมีบรรยากาศคึกคักตามไปด้วย

นางเสาวณีย์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการทุจริตเงินทอนวัดนั้น พบว่า ไม่มีผลต่อพฤติกรรมการทำบุญของประชาชน โดยส่วนใหญ่ยังคงไปทำบุญที่วัดตามเดิม เพราะศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐจะแก้ปัญหาการทุจริตเงินทอนวัดต้องตรวจสอบย้อนกลับช่องทางการเงินรวมของภาครัฐ รวมทั้งมีบทลงโทษที่หนักสำหรับการทุจริตคอร์รัปชันตลอดจนปลูกฝังและสร้างจริยธรรมให้กับข้าราชการ.

 

หุ้นไทยไม่ฟื้น จบวันลบ 5.38 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2560 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996922

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 5.38 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,569.64 จุด มูลค่าการซื้อขาย 47,609.45 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานการเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยช่วงครึ่งวันบ่าย พบว่า ปิดตลาดดัชนีลดลง 5.38 จุด อยู่ที่ 1,569.64 เปลี่ยนแปลง -0.34% มูลค่าการซื้อขาย 47,609.45 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).

 

ดอกไม้ราคาพุ่งเกือบเท่าตัว รับเข้าพรรษา เหตุฝนตก-ดอกไม้เน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2560 16:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996867

แม่ค้าขายดอกไม้โอด เข้าพรรษาปีนี้ดอกไม้หายาก ดอกไม้ช้ำ หลังฝนตกต่อเนื่อง ราคาดอกบัวตกดอกละ 5 บาท ส่วนกล้วยไม้-กุหลาบ แพงขึ้นเท่าตัว

วันที่ 6 ก.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษาที่กำลังจะถึงนี้ พบว่าดอกไม้ เช่น ดอกบัว, ดอกมะลิ และ ดอกดาวเรือง เป็นต้น ที่พุทธศาสนิกชนจะนำเข้าวัดนั้นมีราคาแพงขึ้น เนื่องจากมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวไม่มาก

จากการสอบถามเกษตรกร เปิดเผยว่า ช่วงนี้ฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วม ทำให้กอบัวถูกน้ำท่วม จึงไม่มีดอก เนื่องจากบัวเก็บดอกไม่ชอบน้ำมากเหมือนบัวสายที่ใช้สำหรับรับประทาน ประกอบกับดอกบัวที่พ้นน้ำเมื่อถูกฝนตกใส่กลีบบัวจะช้ำ ไม่สวยงาม ทำให้ช่วงเข้าพรรษานี้แทบไม่สามารถเก็บดอกบัวส่งแม่ค้าได้ โดยมีราคาส่งดอกละ 1 บาท 50 สตางค์

ขณะที่ นางสมหญิง เกิดปลั่ง อายุ 34 แม่ค้าขายดอกไม้ในตลาดศูนย์การค้า จ.กำแพงเพชร เปิดเผยว่า ดอกบัวปีนี้แทบจะหามาขายไม่ได้ ต้องสั่งมาจากจังหวัดข้างเคียง แต่ก็มีไม่มากเช่นเดียวกัน ดังนั้นราคาจึงแพงขึ้น จากเดิมที่เคยขายกำละ 10 ดอก ราคา 30 บาท ก็ขึ้นเป็น 50 บาท ส่วนดอกดาวเรืองตกดอกละ 1 บาท 30 สตางค์ เดิมราคาดอกละไม่เกิน 50 สตางค์ ส่วนดอกมะลิราคาขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 400 บาท ดอกรักซึ่งไม่น่าแพงก็ขึ้นไปถึงกิโลกรัมละเกือบ 300 บาท รวมทั้งกล้วยไม้และดอกกุหลาบก็แพงขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้ดอกไม้ช้ำและเน่าเสีย ร้านขายดอกไม้แทบจะไม่มีกำไร.

 

PF เผยแผนครึ่งปีหลัง มั่นใจโกยยอดขายและรายได้ตามเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 6 ก.ค. 2560 10:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996480

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กางแผนการดำเนินงานครึ่งปีหลัง มั่นใจผลงานดีมากกว่าครึ่งปีแรก ทั้งยอดขายและรายได้ เตรียมการรุกตลาดคอนโดแบบเข้มข้น ขยายกลุ่มเป้าหมาย เสริมด้วยยอดขายจากลูกค้าต่างชาติ ครึ่งปีแรกเปิดโครงการใหม่ไปแล้ว 7 โครงการ รวมมูลค่า 5,812 ล้านบาท ครึ่งปีหลัง เดินหน้าลุยเปิด 8 โครงการใหม่ ทำเลใหม่ รวมมูลค่า 14,178 ล้านบาท พร้อมแผนร่วมทุนกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ คาดจะมีรายได้หลายทาง ส่งผลให้หนี้สินต่อทุนเหลือ 1.6 เท่า

นายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 ว่า บริษัทมีแผนงานที่จะส่งผลให้การดำเนินงานดีมากขึ้นกว่าครึ่งปีแรก ทั้งด้านยอดขายและรายได้ ในส่วนของยอดขาย ครึ่งปีแรกบริษัททำยอดขายจากโครงการแนวราบได้ใกล้เคียงกับเป้าที่วางไว้ แม้ว่ายอดขายจากโครงการคอนโดมิเนียมจะต่ำกว่าเป้า ดังนั้นจึงมีแผนรุกตลาดคอนโดอย่างเข้มข้น เพื่อเพิ่มยอดขายในครึ่งปีหลัง ทั้งจากโครงการ “เมโทรสกาย บางซื่อ-ประชาชื่น” ที่ได้รับผลบวกจากการเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าสถานีเตาปูนและบางซื่อ ทำให้สามารถขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังย่านจตุจักรและพหลโยธิน ซึ่งเป็นแหล่งอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ และอยู่ห่างจากโครงการเพียง 4 สถานีรถไฟฟ้า มั่นใจว่าจะสามารถแข่งขันได้ด้วยราคาที่จูงใจ ในราคาต่อตารางเมตรไม่ถึงแสนบาท นอกจากนี้ ยังมี “ไอคอนโด ศาลายา” ที่จะได้รับผลจากแผนพัฒนาศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา ให้เป็นโรงพยาบาลศิริราชแห่งที่ 2 ซึ่งจะทำให้ทำเลศาลายาคึกคักขึ้น เป็นทั้งแหล่งการศึกษา การลงทุน การรักษาพยาบาล ของคนในทำเลตะวันตกของกรุงเทพฯ พร้อมกันนี้ จะมีการเปิดตัว “เมโทรลักซ์ พหล-สุทธิสาร(2)” ซึ่งเป็นทำเลที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จึงมีการเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่องเป็นโครงการที่สองในทำเลดังกล่าว

โครงการคอนโดมิเนียมของบริษัทในกลุ่มยังได้รับความสนใจจากลูกค้าต่างประเทศ โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มียอดขายจากต่างชาติเข้ามาในโครงการ “เมโทรลักซ์ เอกมัย-พระราม 4” แล้วกว่า 200 ล้านบาท และยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง คาดว่าครึ่งปีหลังจะมียอดขายจากลูกค้าต่างประเทศมาเสริมใน 5 โครงการของบริษัท ทั้งทำเล เอกมัย-พระราม 4, บางซื่อ-ประชาชื่น, พหล-สุทธิสาร, สุขุมวิท, รัชดา และจะทำยอดขายจากต่างประเทศได้อีก 1,000 ล้านบาท ในส่วนของแกรนด์ แอสเสทฯ คาดว่าจะมียอดขายจากต่างประเทศเข้ามาเช่นกันอีก 300 ล้านบาท ทำให้มียอดขายคอนโดมิเนียมที่มาจากลูกค้าต่างชาติทั้งกลุ่มรวม 1,500 ล้านบาท

ครึ่งปีแรกบริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่เป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ 6 โครงการ มูลค่า 4,742 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 1,070 ล้านบาท ครึ่งปีหลัง ยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 8 โครงการ มูลค่า 14,178 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม 4 โครงการ มูลค่า 6,868 ล้านบาท และโครงการแนวราบ 4 โครงการ มูลค่า 7,310 ล้านบาท สำหรับโครงการแนวราบ ครึ่งปีหลังจะมีการเปิดทำเลใหม่ คือ กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่ของบริษัท โดยจะเปิดตัวพร้อมกัน 3 โครงการ ทั้งบ้านเดี่ยวระดับบน “เพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ”, บ้านเดี่ยวระดับกลาง “เพอร์เฟค เพลส” และทาวน์โฮม “เดอะ เมทโทร” อีกทั้งยังมีแบบบ้านใหม่ออกมาครบในทุกแบรนด์ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกที่มีแบบบ้านใหม่ในระดับบนราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป โดยยังคงมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้ง SCG และ AIS เพื่อนำไปใช้กับแบบบ้านใหม่ที่จะเปิดตัว เพื่อให้เป็นบ้านนวัตกรรมที่จะทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับความสะดวกสบายและประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น

ในส่วนของรายได้นั้น นายชายนิด เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังบริษัทจะมีรายได้เพิ่มเข้ามาอย่างเป็นสาระสำคัญประมาณ 8,600 ล้านบาท โดยจะมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) รวม 5,400 ล้านบาท จากโครงการแนวราบและจากโครงการคอนโดมิเนียม เมโทร สกาย บางซื่อ-ประชาชื่น, เมโทรลักซ์ รัชดา, เมโทรลักซ์ เอกมัย-พระราม 4, เดอะไฮด์ สุขุมวิท 11 และ เดอะไฮด์ สุขุมวิท 13 ในส่วนของธุรกิจโรงแรม มีการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา มูลค่า 1,740 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 นอกจากนี้แล้ว บริษัทยังจะมีรายได้จากการขายที่ดินและทรัพย์สินเพิ่มอีกจำนวน 1,500 ล้านบาท จากที่ได้รับในช่วงครึ่งปีแรกจำนวน 700 ล้านบาท โดยจะมาจากการขายที่ดินบริเวณร่มเกล้าและลาดพร้าว รวม 1,200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ภายในไตรมาส 3 และจะมีการขายหุ้นศูนย์การค้า “ดารา ฮาเบอร์” ศรีราชา มูลค่า 300 ล้านบาท ให้กับกลุ่มธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ นอกเหนือจากรายได้ที่เข้ามาในหลายๆ ทาง จะส่งผลให้หนี้สินของบริษัทลดลงอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทจะลดลงเหลือ 1.6 เท่าในครึ่งปีหลัง

ในส่วนการร่วมทุนกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศนั้น บริษัทฯ มีแผนความร่วมมือทั้งกับบริษัทในประเทศไทย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ คาดจะสามารถสรุปผลได้ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 นายชายนิด กล่าวสรุป

 

ซื้อเมื่อวานวันนี้ก็กำไรแล้ว!!! ทองไทยเปิดตลาดขึ้น 100 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2560 10:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996408

ทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เวลา 09.26 น. วันที่ 6 ก.ค. 2560 ราคาทองขึ้น 100 บาท ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,700 ขายออกบาทละ 19,800 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,344.16 ขายออกบาทละ 20,300 บาท

วันที่ 6 ก.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ราคาทองขึ้น 100 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,700 บาท ขายออกบาทละ 19,800 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,344.16 ขายออกบาทละ 20,300 บาท.

 

‘ธนาคารที่ดิน’ เปิดมิติใหม่ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประสบปัญหาด้านที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2560 08:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996293

เสริมความรู้!! ธนาคารที่ดิน เปิดมิติใหม่ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ใช้ในการเป็นแหล่งทุนในการกระจายการถือครองที่ดิน เพื่อป้องกันการสูญเสียสิทธิ ในการบริหารจัดการที่ดิน ที่ประสบปัญหาด้านที่ดิน – ให้เช่าที่ดิน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินได้อย่างเต็มศักยภาพ…

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.60 นายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน กล่าวถึง สถาบันการบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.54 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อดำเนินการจัดตั้งธนาคารที่ดินเป็นหน่วยงานประเภทองค์การมหาชน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นแหล่งทุนและดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในการถือครองที่ดิน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการกระจายการถือครองที่ดิน การป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเต็มศักยภาพหรือภารกิจใดๆ ที่เป็นการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในเรื่องที่ดิน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติ

โดยจะดำเนินการระดมทุนจากภาครัฐ ภาคเอกชนด้วยวิธีการต่างๆ ตามบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดเพื่อใช้เป็นทุนในการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน และสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงจัดทำและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิและการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ผู้ไร้ที่ดินทำกิน ผู้จะสูญเสียสิทธิในที่ดิน โดยประสานข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการถือครองที่ดินของประชาชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน ไม่เพียงเท่านั้น ธนาคารที่ดินยังมีหน้าที่กระจายสิทธิในที่ดินเอกชนโดยการขอซื้อหรือเช่าระยะยาวเพื่อนำไปจัดสรรให้กับเกษตรกรและผู้ยากจน ให้สินเชื่อเพื่อแก้ไขปัญหากรรมสิทธิ์ในที่ดินจากการจำนองและขายฝาก พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดในที่ดินที่เจ้าของที่ปล่อยทิ้งร้าง หรือใช้ที่ดินไม่เต็มศักยภาพ เพื่อให้เกษตรกรและผู้ยากจน สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน อันจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศต่อไป

ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ย้ำว่า ขณะนี้ได้เร่งรัดโครงการแก้ปัญหาเกษตรกรและผู้ยากจนที่กำลังจะสูญเสียสิทธิในที่ดินจากการจำนองหรือขายฝากและคดีความใกล้ถึงที่สุด หรือที่ดินใกล้หลุดจำนองซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรไม่ให้สูญเสียสิทธิในที่ดินทำกินให้สามารถคงสิทธิในที่ดินจากปัญหาการจำนอง การถูกบังคับคดี และการขายฝาก รวมทั้งจัดซื้อที่ดินที่มีศักยภาพและเหมาะสมสำหรับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพื่อช่วยให้เกษตรกรและผู้ยากจนได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง

“ธนาคารทั่วไปเป็นแหล่งทุนที่ทำให้เกิดการกระจุกตัวในเรื่องของที่ดิน แต่ธนาคารที่ดินจะมีความแตกต่างจากธนาคารทั่วไป คือ จะเป็นแหล่งทุนที่ทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม” นายสถิตย์พงษ์ กล่าวย้ำ

 

ผุดศูนย์ซ่อมเครื่องบินอู่ตะเภา “เจ้าจำปี” เทียบชั้นระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996058

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยความคืบหน้าการลงทุนสร้างศูนย์ซ่อมอากาศยาน (Maintenance Repair and Overhaul) หรือ MRO ที่สนามบินอู่ตะเภา ตามนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีว่า กำลังศึกษารูปแบบและรายละเอียดการร่วมลงทุนรวมถึงกฎระเบียบต่างๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ แต่สัดส่วนการร่วมลงทุนโดยเฉพาะแอร์บัสจะดูรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้เปิดกว้างให้นักลงทุนที่สนใจสามารถเข้าร่วมลงทุนได้ ไม่ใช่เฉพาะแอร์บัสเท่านั้น โดยจะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากรร่วมกัน เพื่อให้ศูนย์ซ่อมของไทยเป็นศูนย์ซ่อมฯที่ได้มาตรฐานโลก

ร.อ.ท.รณชัย วงศ์ชะอุ่ม หัวหน้าโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน บริษัท การบินไทย กล่าวว่า คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 500 ไร่ ส่วนรูปแบบลงทุนนั้นแอร์บัสและการบินไทยจะไปศึกษาราย ละเอียดหลังจากได้ลงนามศึกษาการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งภาคพื้นเอเชียเมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือน ต.ค.นี้ หลังจากนั้นจะสรุปแผนทั้งหมดอีกครั้ง ก่อนลงนามเซ็นสัญญาร่วมทุนกับแอร์บัสอย่างเป็นทางการในเดือน มี.ค. 61 โดยศูนย์นี้จะรับซ่อมเครื่องบินรุ่นใหม่ อาทิ แอร์บัสเอ 350 แอร์บัสเอ 380 เป็นต้น ปีละ 50-60 ลำ คาดว่าจะมีรายได้ปีละ 1,200 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายว่าปี 2564 จะเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานอันดับ 1 ของโลก.