“กวิน อินเตอร์เทรด” รุกจัด 3 งานใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996108

ดึงต่างชาติแบรนด์ดังมาให้เลือกลงทุน

นายกวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดเผยว่า จัด 3 งานแสดงใหญ่นานาชาติ แฟรนไชส์ อาหารและเครื่องดื่ม และค้าปลีกระหว่างวันที่ 13-16 ก.ค.60 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ พื้นที่แสดง 15,000 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด “One Stop Shop Franchise/ Hotel/ Retail Solutions” คาดดึงผู้ซื้อประมาณ 30,000 คนจาก 40 ประเทศ ตั้งเป้ายอดซื้อขายรวมกว่า 450 ล้านบาท

ทั้งนี้ งานทั้ง 3 ประกอบด้วย Thailand Franchise & Business Opportunities 2017 (TFBO) ปีที่ 13 ซึ่งเป็นงานแสดงแฟรนไชส์นานาชาติใหญ่ที่สุดในอาเซียน งาน Thailand Retail, Food & Hospitality Services (TRAFS 2017) ปีที่ 11 หรืองานแสดงนานาชาติอันดับ 1 อุปกรณ์ วัตถุดิบ ของใช้ โรงแรม Fine Dining ภัตตาคาร ร้านอาหาร กาแฟ เบเกอรี่และไอศกรีม และงาน ASEAN Retail 2017 ปีที่ 2 งานแสดงนานาชาติสำหรับธุรกิจค้าปลีก มีผู้แสดงเกือบ 350 บริษัท 600 บูธ สินค้ากว่า 850 แบรนด์ รวมถึง Country Pavilions จาก 5 ประเทศ

นายกวิน กล่าวว่างานแสดงทั้ง 3 เป็นงานแสดงเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่รวมธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่มสำหรับโรงแรมและบริการทางด้านอาหาร และธุรกิจค้าปลีกไว้ในที่เดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อ/นักลงทุนประมาณ 30,000 คนจาก 40 ประเทศ ที่คาดว่าจะมาชมงาน งาน TFBO 2017 มีผู้เข้าร่วมแสดงถึง 150 บริษัทเกือบ 200 แบรนด์ จาก 10 ประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยและเทศเลือกพิจารณาลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์หลากหลายโดยมีแบรนด์แฟรนไชส์ที่มาจากต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น ฯลฯ

 

ธ.ก.ส.กดปุ่มโอนเงินชาวนา ลอตต่อไปแจกอีก 4 หมื่นราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996055

นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ล่า สุด ธ.ก.ส.จ่ายเงินให้แก่โครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 หรือเงินไร่ละ 1,000 บาท ณ วันที่ 29 มิ.ย.2560 ธ.ก.ส.ได้โอนเงินให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศแล้ว 3,873,289 ราย เป็นเงิน 32,154 ล้านบาท ส่วนโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/2560 ณ วันที่ 29 มิ.ย.2560 เกษตรกร ได้รับเงินไปแล้ว 3,739,899 ราย เป็นเงิน 31,653 ล้านบาท “กรณีที่สมาพันธ์เกษตรกรและชมรมชาวนาจังหวัดสงขลาร้องเรียนว่า ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือนั้น จากการเร่งตรวจสอบข้อมูลพบว่า ส่วนใหญ่เกษตรกรมาขึ้นทะเบียนหลังจากสิ้นสุดโครงการแล้ว และมีบางส่วนที่ข้อมูลยังไม่ถูกต้อง ทำให้ต้องตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องตรงกัน ซึ่งคาดว่า มีเกษตรกรจะได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกดังกล่าว 40,000 ราย ซึ่งขณะนี้ ธ.ก.ส.ได้เร่งดำเนินการเสนอเรื่องขอความเห็นชอบไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะเกษตรกรภาคใต้มีจำนวนมากที่สุด เนื่องจากในช่วงนั้นมีเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้เกษตรกรตกหล่นการสำรวจ โดย ธ.ก.ส.ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้กระทรวงการคลังรับทราบแล้ว เพื่อรอเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไปโดยเร็ว”.

 

ธ.ก.ส.กดปุ่มโอนเงินชาวนา ลอตต่อไปแจกอีก 4 หมื่นราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996055

นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ล่า สุด ธ.ก.ส.จ่ายเงินให้แก่โครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 หรือเงินไร่ละ 1,000 บาท ณ วันที่ 29 มิ.ย.2560 ธ.ก.ส.ได้โอนเงินให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศแล้ว 3,873,289 ราย เป็นเงิน 32,154 ล้านบาท ส่วนโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/2560 ณ วันที่ 29 มิ.ย.2560 เกษตรกร ได้รับเงินไปแล้ว 3,739,899 ราย เป็นเงิน 31,653 ล้านบาท “กรณีที่สมาพันธ์เกษตรกรและชมรมชาวนาจังหวัดสงขลาร้องเรียนว่า ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือนั้น จากการเร่งตรวจสอบข้อมูลพบว่า ส่วนใหญ่เกษตรกรมาขึ้นทะเบียนหลังจากสิ้นสุดโครงการแล้ว และมีบางส่วนที่ข้อมูลยังไม่ถูกต้อง ทำให้ต้องตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องตรงกัน ซึ่งคาดว่า มีเกษตรกรจะได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกดังกล่าว 40,000 ราย ซึ่งขณะนี้ ธ.ก.ส.ได้เร่งดำเนินการเสนอเรื่องขอความเห็นชอบไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะเกษตรกรภาคใต้มีจำนวนมากที่สุด เนื่องจากในช่วงนั้นมีเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้เกษตรกรตกหล่นการสำรวจ โดย ธ.ก.ส.ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้กระทรวงการคลังรับทราบแล้ว เพื่อรอเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไปโดยเร็ว”.

 

การบินไทยรับ โบอิ้ง787จอดซ่อม กระเทือนรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996170

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการขาดแคลนเครื่องยนต์อะไหล่เครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ที่ต้องจอดซ่อมทั้ง 6 ลำ ส่งผลกระทบต่อการให้บริการการบินอย่างมาก…

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการขาดแคลนเครื่องยนต์อะไหล่เครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ที่ติดตั้งเครื่องยนต์โรลส์รอยซ์รุ่น TRENT-1000 ทำให้เครื่องบินดังกล่าวของการบินไทยต้องจอดรถซ่อม 6 ลำว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความจริงและมีปัญหามาตั้งแต่ 1 ก.ค.ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเฉพาะที่การบินไทยเท่านั้นแต่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกที่ใช้เครื่องบินรุ่นนี้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ทางฝ่ายช่างได้ใช้วิธีสลับเครื่องยนต์หมุนเวียนเพื่อให้เครื่องบินใช้งานได้ล่าสุดสามารถนำเครื่องดังกล่าวมาใช้งานแล้ว 3 ลำ แต่ปัญหาอะไหล่จะซ่อมแก้ไขได้หมดเป็นปกติภายในเดือน ก.ย.นี้

ทั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อการให้บริการการบินอย่างมากโดยต้องหยุดให้บริการเส้นทางบิน นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่นส่วนเส้นทางบินสิงคโปร์ และ นิวเดลี ประเทศอินเดียต้องมีการเลื่อนเที่ยวบิน โดยการบินไทยต้องนำเครื่องจากสายการบินไทยสมายล์มาบินเสริม นอกจากนั้นทางบริษัทโรลส์รอยส์ได้แสดงความรับผิดชอบที่จะชดเชยค่าเสียเวลา ค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับการบินไทย โดยขณะนี้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกำลังประเมินค่าเสียโอกาสทางการบินอยู่

ด้านเรืออากาศเอก มนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จำกัด เปิดเผยว่า การบินไทยได้จัดทำแผนบริหารจัดการเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบจากกรณีที่การบินไทยต้องถอดเครื่องยนต์เครื่องบินโบอิ้ง 787 ที่มีอยู่จำนวน 6 ลำไปซ่อมที่ประเทศสิงคโปร์แล้ว ขณะนี้ได้ซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว 1 ลำ ส่วนอีก 5 ลำ ที่เหลือนั้นจะแบ่งการซ่อมและติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเดือน ก.ค. จะถอดเครื่องเก่าและนำเครื่องใหม่เข้ามาติดตั้ง จำนวน 3 ลำ และในเดือน ส.ค.จะซ่อม 2 ลำสุดท้าย โดยจะซ่อมเสร็จ ทั้ง 5 ลำ ในเดือน ส.ค. และกลับมาบินได้ปกติในเดือน ก.ย.

 

“สบพ.” รับมือ! หลังปลดธงแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996103

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (เอ็มโอยู) สำหรับการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศ ระหว่าง สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่า การลงนามครั้งนี้เป็นความร่วมมือต่อเนื่องภายหลังจากที่สบพ.ได้ลงนามร่วมกับกองทัพเรือ ในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมฯ ณ สนามบินอู่ตะเภา และครั้งนี้เป็นการลงนามร่วมมือกับการบินไทยในการร่วมกันพัฒนา และผลิตบุคลากรด้านการบิน โดยเฉพาะด้านการซ่อมบำรุงอากาศยาน ให้มีองค์ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ได้มาตรฐานสากลให้สอดคล้องตามแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เพื่อเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาค

พล.ร.ต.ปิยะ อาจมุงคุณ ผู้ว่าสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) กล่าวว่า ขณะนี้สบพ.ผลิตนักบินได้ประมาณปีละ 80-120 คน ซึ่งไม่อาจเพียงพอต่อความต้องการในอนาคตอันใกล้ หากไทยได้รับการปลดล็อกธงแดงจากองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) จะส่งผลให้ตลาดด้านการบินขยายตัวมากขึ้น ดังนั้น จึงเตรียมเสนอไปยังกระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรี ในการของบประมาณ 900 ล้านบาท เพื่อขยายศูนย์ฝึกการบินแห่งที่ 2 ให้สามารถผลิตนัดบินได้เพิ่มขึ้นเป็น 150 คน โดยเบื้องต้นมองไว้ที่บริเวณ จ.ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ และตาก เนื่องจากไม่ใช่จังหวัดที่มีสนามบินหลัก ทำให้ไม่ติดปัญหาการขึ้นลงของเครื่องบิน และปริมาณการจราจรทางอาการยังไม่หนาแน่น.

 

กทบ.เทงบแก้หนี้คนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996050

นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เปิดเผยว่า นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ได้สั่งการให้ สทบ. ประสานงานกับกระทรวงการคลังและสถาบันการเงินของรัฐ จัดทำโมเดลแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเสนอรัฐบาล เบื้องต้นมีแนวทางจะให้กองทุนหมู่บ้านเข้าไปซื้อหนี้นอกระบบ และรับเป็นเจ้าหนี้แทนชาวบ้านโดยจะใช้เงินจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้กองทุนหมู่บ้านวงเงิน 40,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 5% ต่อปี ซึ่งขณะนี้ใช้ไปแล้วประมาณ 15,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ กทบ.ได้เห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน และชุมเมืองแห่งชาติว่าด้วยการบริหารโครงการเพิ่มศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ 2560 วงเงิน 15,000 ล้านบาท จ่ายเงินเข้ากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งละ 200,000 บาท คาดว่าจะเริ่มอนุมัติและเบิกจ่ายเงินให้กับชุมชนต่างๆ ได้ภายในวันที่ 25 ก.ค.นี้ และสามารถเบิกจ่ายเงินได้ไม่น้อยกว่า 90% หรือประมาณ 64,000 กองทุนได้ในเดือน ส.ค.ส่วนอีก 10% จะอนุมัติได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ โดยขณะนี้มีกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศที่เสนอโครงการเข้ามาให้พิจารณาแล้วกว่า 90% ของจำนวนกองทุนหมู่บ้านทั้งหมด 79,593 กองทุนและจะปิดรับการเสนอโครงการในวันที่ 31 ก.ค.นี้.

 

แนะรัฐคุยทุกสมาคมวิชาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996100

นายกภัตตาคารชี้ให้รวมปัญหาแรงงานแก้ได้จริง

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคาร กล่าวว่า ในบรรดาร้านอาหาร 300,000 แห่งทั่วประเทศ คาดว่าร้านอาหารที่จ้างแรงงานถูกต้องตามกฎหมายมีเพียง 40,000-50,000 แห่งเท่านั้น การที่รัฐบาลออกมาตรา 44 มาการยืดเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไปอีก 6 เดือนช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารตั้งหลักได้ มีส่วนดีที่ให้ทุกธุรกิจไม่ช็อกและหยุดชะงักไปทันทีทันใดแบบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ เช่น ร้านอาหารที่มีแรงงานถูกต้องพลอยเปิดร้านไม่ได้ไปด้วย เพราะร้านแก๊สและร้านน้ำแข็งที่ใช้แรงงานต่างด้าวส่งของ โทรมาแจ้งว่าแรงงานกลัวเลยหนีไปหมดแล้ว ไม่มีคนมาส่งของให้ นอกจากนั้น การผ่อนผัน คงช่วยได้บ้างแต่ไม่ทั้งหมดเพราะระยะเวลาที่แรงงานต่างด้าวกบับไปจัดทำเอกสารที่ประเทศต้นทางนานมาก

“รัฐบาลไปออกกฎหมายที่ใช้กับสถานการณ์จริงไม่ได้ เหมือนตอนที่ออกกฎหมายห้ามคนนั่งท้ายรถกระบะ แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่า เพราะทำให้ธุรกิจหยุดชะงักเลย ไม่มีการสอบถามความเห็นของผู้ประกอบธุรกิจเลย”

ทั้งนี้ ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดอยากให้รัฐบาลรับฟังปัญหาของแต่ละสมาคมวิชาชีพเพื่อได้รับทราบปัญหาและร่วมกันหาทางออกที่แท้จริง เพราะปัญหามีหลายประเภททั้งแรงงานที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาตอะไรเลย ซึ่งในส่วนนี้ก็สนับสนุนผลักดันออกนอกประเทศ หรือมีกรณีที่ใบอนุญาตแล้ว แต่ทำงานผิดประเภท หรือไม่ได้ทำงานกับนายจ้างคนเดิม และ ไม่ได้ทำงานในพื้นที่ที่แจ้งไว้ ซึ่งแต่ละธุรกิจก็ต้องไปรวบรวมปัญหามา เพราะปัญหาบางเรื่องอาจต้องให้เจรจากันระดับรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ต้องให้ผู้นำประเทศได้คุยกัน ซึ่งเป็นระดับสูงกว่าการรับผิดชอบของกระทรวงแรงงาน

นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ยังอยากย้อนกลับไปถามรัฐบาลว่ารัฐบาลได้ออกกฎหมายฉบับนี้ซึ่งมีผลกระทบมากมาทำไมและรัฐบาลก็ยังใช้มาตรา 44 เปลืองมาก ส่วนที่ผ่อนผันเวลาให้อีก 6 เดือนนั้นก็ยังเชื่อว่าแก้ปัญหาไม่ได้ และจะนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานแน่นอน เพราะวิธีการปฏิบัติ ในการ ทำให้แรงงานที่ลักลอบเข้ามา ได้กลายเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย มีขั้นตอนที่ยุ่งยากมาก.

03-บินไทยรับโบอิ้ง787กระเทือนรายได้

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการขาดแคลนเครื่องยนต์อะไหล่เครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ที่ติดตั้งเครื่องยนต์โรลส์รอยซ์รุ่น TRENT-1000 ทำให้เครื่องบินดังกล่าวของการบินไทยต้องจอดรถซ่อม 6 ลำว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความจริงและมีปัญหามาตั้งแต่ 1 ก.ค.ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเฉพาะที่การบินไทยเท่านั้นแต่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกที่ใช้เครื่องบินรุ่นนี้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ทางฝ่ายช่างได้ใช้วิธีสลับเครื่องยนต์หมุนเวียนเพื่อให้เครื่องบินใช้งานได้ล่าสุดสามารถนำเครื่องดังกล่าวมาใช้งานแล้ว 3 ลำ แต่ปัญหาอะไหล่จะซ่อมแก้ไขได้หมดเป็นปกติภายในเดือน ก.ย.นี้

ทั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อการให้บริการการบินอย่างมากโดยต้องหยุดให้บริการเส้นทางบิน นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่นส่วนเส้นทางบินสิงคโปร์ และ นิวเดลี ประเทศอินเดียต้องมีการเลื่อนเที่ยวบิน โดยการบินไทยต้องนำเครื่องจากสายการบินไทยสมายล์มาบินเสริม นอกจากนั้นทางบริษัทโรลส์รอยส์ได้แสดงความรับผิดชอบที่จะชดเชยค่าเสียเวลา ค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับการบินไทย โดยขณะนี้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกำลังประเมินค่าเสียโอกาสทางการบินอยู่

ด้านเรืออากาศเอก มนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จำกัด เปิดเผยว่า การบินไทยได้จัดทำแผนบริหารจัดการเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบจากกรณีที่การบินไทยต้องถอดเครื่องยนต์เครื่องบินโบอิ้ง 787 ที่มีอยู่จำนวน 6 ลำไปซ่อมที่ประเทศสิงคโปร์แล้ว ขณะนี้ได้ซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว 1 ลำ ส่วนอีก 5 ลำ ที่เหลือนั้นจะแบ่งการซ่อมและติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเดือน ก.ค. จะถอดเครื่องเก่าและนำเครื่องใหม่เข้ามาติดตั้ง จำนวน 3 ลำ และในเดือน ส.ค.จะซ่อม 2 ลำสุดท้าย โดยจะซ่อมเสร็จ ทั้ง 5 ลำ ในเดือน ส.ค. และกลับมาบินได้ปกติในเดือน ก.ย.

 

โรงงานขยายกิจการพุ่งรับอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996043

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยถึงยอดจดประกอบกิจการและขยายกิจการ 6 เดือนแรกของปี 2560 (ม.ค.-มิ.ย.60) ว่า ในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ มียอดจดประกอบโรงงานและขยายกิจการรวม 2,469 โรงงาน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา มียอดรวม 2,442 โรงงาน ด้านการจ้างงานเพิ่มขึ้น 151,223 คน จากปีที่ผ่านมา มียอดรวม 97,238 คน ส่วนเงินลงทุนลดลงเล็กน้อยมียอดรวม 218,551 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมามียอดรวม 228,654 ล้านบาท

“ยอดจดประกอบกิจการและขยายกิจการ แบ่งเป็นการประกอบกิจการใหม่ 2,024 โรงงาน คิดเป็นวงเงินลงทุน 126,416 ล้านบาท และการขยายกิจการ 445 โรงงาน วงเงินลงทุน 92,134 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากการขยายตัวของจำนวนโรงงานในช่วงครึ่งปีแรก ยังคงน่าพอใจแม้การขยายตัวของวงเงินลงทุนอาจไม่มากเท่าครึ่งปีแรกของปี 2559 โดยอุตสาหกรรมที่อัตราการเติบโตสูงสุด 5 อันดับแรกคือ อาหาร โลหะ พลาสติก อะโลหะ และยานยนต์”

สำหรับเดือน มิ.ย.2560 มีโรงงานประกอบกิจการ 395 โรงงาน ก่อให้เกิดการจ้างงาน 16,193 คน คิดเป็นเงินลงทุน 26,979.67 ล้านบาท ขณะที่ การขยายกิจการคิดเป็น 77 โรงงาน คิดเป็นเงินลงทุน 19,493.03 ล้านบาทรวมการจดประกอบกิจการและขยายกิจการเดือน มิ.ย.2560 อยู่ที่ 472 โรงงาน เพิ่มขึ้น 12 โรงงาน จากเดือน มิ.ย.59 ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลัง เชื่อว่าการขอจดประกอบกิจการและขยายกิจการน่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมีความมั่นใจหลังจากรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีความชัดเจนขึ้น

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า จากการที่ สสว.ได้เข้าร่วมคลินิก SME สัญจรตามแนวประชารัฐร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือ อันดับ 1 คือ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รองลงมาเป็นเรื่องการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ คุณภาพ/มาตรฐาน เทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาองค์ความรู้

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ.ได้ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำใกล้ชิดโดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย.2560 ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง จะมีปริมาณฝนตกหนักเพิ่มขึ้นกว่าค่าปกติ จึงเตรียมพร้อมให้กับทุกนิคมทั่วประเทศโดยเฉพาะในเขตพระนครศรีอยุธยา ส่งทีมให้มีการตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรับมือ.

 

กนง.ปรับลดการลงทุนภาครัฐเหตุล่าช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996085

สั่งจับตาเงินร้อนไหลเข้า

ส่งออกดีมาก แต่รายได้เศรษฐกิจไทยยังไม่ดีขึ้น รัฐลงทุนล่าช้า ส่งผลให้ ธปท.ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้แค่ 0.1% คาดขยายตัวได้ 3.5% กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% อีกรอบหลังคงต่อเนื่องยาวนานมา 26 เดือน หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สั่งจับตาเงินร้อนระยะสั้นยังทะลัก และแรงงานต่างด้าว

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพการเงินในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรอายุ 1 วัน ไว้ที่ 1.5% ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่อง 26 เดือน หรือ 2 ปี 2 เดือน โดยนโยบายการเงินยังควรอยู่ในระดับผ่อนคลายต่อไป แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวชัดเจน แต่ยังไม่กระจายตัวไปทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีส่วนหนึ่งไม่สามารถรับมือการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม จากการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น จากปัจจัยด้านกำลังซื้อที่ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ ธปท.ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 3.4% เพิ่มขึ้นเป็น 3.5% และปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีหน้าขึ้นเป็น 3.7% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.6% โดย ธปท.ปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกปีนี้ จากที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.2% ขึ้นเป็น 5% แต่ปรับลดประมาณการการส่งออกปีหน้าจากที่คาด 2% ลงเหลือ 1.7%

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า ในส่วนของภาครัฐด้านการใช้จ่ายนั้น ธปท.ประมาณการการขยายตัวไว้ที่ 2.2% ทรงตัวเท่ากับประมาณการในครั้งก่อน แต่ในส่วนของการลงทุนภาครัฐนั้น ธปท.ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวลงเหลือ 7.7% จาก 11.8% ในครั้งก่อน เนื่องจากการลงทุนภาครัฐยังมีความล่าช้า โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า ส่งผลต่อเนื่องถึงการลงทุนภาคเอกชนที่รอโครงการรัฐ ทำให้ภาพรวมยังไม่ฟื้นตัว โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ 1.7% เท่านั้นในปีนี้ ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะโต 2.4%

“ธปท.ได้ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐาน คาดจะเติบโตได้เพียง 0.8% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.2% และลดการประมาณการเงินเฟ้อพื้นฐานลงเหลือ 0.6% จาก 0.7% ในการประมาณการครั้งก่อน ทั้งนี้ ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีนี้หลุดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปีนี้ที่ 1%-4% และเป็นการหลุดเป้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 3”

นายจาตุรงค์ยังกล่าวถึงในส่วนของภาคต่างประเทศนั้น การกลับมาที่เร็วขึ้นของนักท่องเที่ยวจีนทำให้ ธปท.คาดการณ์ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีปีนี้ไว้ที่ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อน 400,000 คน ส่งผลดีต่อดุลบริการบริจาค ในขณะที่ดุลการค้าเกินดุลต่อเนื่องตามการส่งออกที่ดีกว่าการนำเข้า ทำให้ ธปท.ประมาณการว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปีนี้จะทำลายสถิติสูงสุดอีกครั้ง โดยเกินดุล 39,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะเกินดุล 36,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยประเมินการขยายตัวของการส่งออกในปีนี้ไว้ที่ 10.9% สูงขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 7.2%

ทั้งนี้ ประเด็นที่ กนง.มีความเป็นห่วงและสั่งให้มีการติดตามเป็นพิเศษ มีด้วยกัน 2 เรื่องคือ ให้ติดตามการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้น ซึ่งมีความผันผวนสูงมาก จากปัจจัยในต่างประเทศ ส่งผลให้เงินระยะสั้นเข้าต่อเนื่อง โดยมาตรการการลดวงเงินพันธบัตรระยะสั้นของที่ทำต่อเนื่องมา 4 เดือน ได้ช่วยลดการพักของเงินระยะสั้นจากต่างประเทศได้บ้าง แต่ยังมีเงินไหลเข้ามาในไทยต่อเนื่อง ขณะที่อีกประเด็นที่ กนง.ให้จับตาคือ สถานการณ์แรงงานต่างด้าวที่ต้องปรับตัวรับกับกฎหมายใหม่ที่ออกมา แม้จะมีการเลื่อนการบังคับใช้ไป แต่ก็ต้องติดตามว่าจะมีแรงงานต่างด้าวไหลกลับออกไปมากหรือน้อยเท่าไร และจะกระทบกับผลิตภาพโดยรวมของระบบหรือไม่.

 

ต่อลมหายใจ “เฟซบุ๊ก-ยูทูบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996013

“สมคิด” หวั่นกระทบ “บิ๊กตู่” เยือนสหรัฐฯ

“สมคิด” สายตรงสั่งบอร์ด กสทช.อุ้ม “เฟซบุ๊ก-ยูทูบ” ไม่ต้องลงทะเบียนในวันที่ 22 ก.ค.นี้ หวั่นกระทบนายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ กลางเดือน ก.ค.นี้ ด้าน “ประสงค์” อธิบดีกรมสรรพากร ยันอัตราภาษี e-Business เก็บหัก ณ ที่จ่าย ยังไม่มีข้อสรุป รอลุ้น ครม.ไฟเขียว

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.ที่มี พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี เป็นประธาน มีมติให้คณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top (โอทีที) หรือแอพพลิเคชั่น ทีวี ไปจัดทำร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลบริการโอทีทีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนนำมาเสนอบอร์ด กสทช.ให้เห็นชอบและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) เพื่อออกเป็นประกาศบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการไม่เกิน 90 วัน หรือมีผลบังคับใช้ก่อนวันที่ 30 ก.ย.60 นี้

ทั้งนี้ จากมติดังกล่าว ทำให้คำสั่งของคณะอนุกรรมการโอทีที ที่ประกาศให้เฟซบุ๊กและยูทูบ ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการโอทีทีในไทยภายในวันที่ 22 ก.ค.2560 ต้องยกเลิกไปก่อน จนกว่าจะร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลบริการโอทีที จะมีผลบังคับใช้และจะกำหนดเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนบริการโอทีทีอีกครั้ง

“บอร์ด กสทช.ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมงในการถกเถียงในประเด็นการกำกับบริการโอทีที โดยกรรมการ กสทช.ทุกคนเห็นด้วยที่จะกำกับบริการโอทีที ให้เป็นไปอย่างถูกต้องภายใต้กฎหมายไทย แต่สิ่งที่คณะอนุกรรมการโอทีที ได้ดำเนินการมานั้น ยังไม่ครบถ้วน ยังมีช่องว่างในการดำเนินการ เพราะไม่ได้รับฟังความคิดเห็น ไม่ได้วิเคราะห์ผลดี ผลเสีย และผลกระทบทางเศรษฐกิจ และยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะนำมากำกับบริการโอทีทีเป็นการเฉพาะ จึงกลายเป็นจุดอ่อนเป็นช่องว่าง มีการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก และต้องสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนด้วย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อกังวลที่ พล.อ.อ.ธเรศ นำมาแจกในที่ประชุมบอร์ดครั้งนี้ ประกอบด้วย หนังสือคัดค้านจากผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา และสมาพันธ์อินเตอร์เน็ตแห่งเอเชีย หรือ The Asia Internet Coalition (AIC) ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือที่มีสมาชิกประกอบด้วย เฟซบุ๊ก กูเกิล ทวิตเตอร์ ยาฮู ไลน์ เป็นต้น ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางการกำกับบริการโอทีที ที่กำหนดให้เฟซบุ๊ก ยูทูบ ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ มาลงทะเบียนบริการโอทีที ภายในวันที่ 22 ก.ค.นี้ รวมถึงข่าวจากสื่อมวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดระเบียบโอทีที

ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ประสานงานมายังสำนักงาน กสทช. เพื่อขอให้หยุดการให้ข่าวเกี่ยวกับโอทีทีด้วย เนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อการเยือนสหรัฐฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้ เช่นเดียวกับนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก็ได้เข้าพบประธานบอร์ด กสทช.เช่นเดียวกัน เพราะกังวลว่าจะกระทบต่อการเยือนสหรัฐฯ ของนายกฯ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีข้อกังวลเกี่ยวกับกรณีการห้ามบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯซื้อโฆษณาบนเฟซบุ๊กและยูทูบ เพราะไม่มาลงทะเบียน จึงได้ประสานงานมายัง กสทช.เช่นเดียวกัน

ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ในวันที่ 11 ก.ค.นี้ จะเป็นวันสุดท้ายที่กรมสรรพากรจะปิดการรับฟังความเห็นจากประชาชนบนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร กรณีเสนอร่างประมวล รัษฎากรเก็บภาษีธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) หรือภาษีธุรกิจออนไลน์ หลังจากนั้นกรมสรรพากรจะสรุปความเห็นและเสนอร่างกฎหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

“กรมสรรพากรยังไม่สามารถสรุปอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่จะจัดเก็บจาก e-Business ได้ แม้ว่าในการยกร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่าเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เพราะปัจจุบันอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรมสรรพากรจัดเก็บอยู่ที่ 15% อยู่แล้ว และยังต้องหารือกับสถาบันการเงินด้วยว่าจะหักภาษีและนำส่งให้แก่กรมสรรพากรได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้มีวิธีการ และขั้นตอนที่ยุ่งยากเหมือนกัน และที่สำคัญกฎหมายดังกล่าวยังต้องผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ครม. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย”

ขณะที่ น.ส.สายใย สระกวี โฆษกกูเกิล ประเทศไทย กล่าวว่า กูเกิลประเทศไทยยืนยันว่ามีการจ่ายภาษีให้กับประเทศไทยอย่างถูกต้อง ในฐานะสำนักงานตัวแทนด้านการขายและการตลาดของกูเกิล หากภาครัฐต้องการเก็บภาษีเพิ่มเติม ก็จำเป็นต้องไม่ให้มีการจัดเก็บซ้ำซ้อน “ต้องอธิบายว่ารายได้ของกูเกิลประเทศไทยนั้น ถูกส่งไปยังสิงคโปร์ สำนักงานในไทยเป็นเพียงตัวแทนด้านการขายและการตลาด ซึ่งมีพนักงานประมาณ 30 คน”

ส่วนการให้ความเห็นเกี่ยวกับอัตราการจัดเก็บภาษี รวมทั้งความเหมาะสมนั้น ตอบได้แต่เพียงว่าขณะนี้สำนักงานกูเกิลที่สิงคโปร์กำลังศึกษาเรื่องนี้โดยละเอียด และรอความชัดเจนจากภาครัฐของไทย.