“ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา” ภารกิจชาติ…กอบกู้วิกฤตการศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 07:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/498227

"ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา" ภารกิจชาติ...กอบกู้วิกฤตการศึกษาไทย

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม, ธเนศน์ นุ่นมัน

สิ่งที่ถูกคาดหวังจากทุกรัฐบาล คือ การได้เห็นการศึกษาของชาติเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จและประกาศจะปฏิรูปประเทศในทุกด้าน

ทว่า 3 ปีของรัฐบาล คสช.กลับไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย จะมีก็เพียงในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ฉบับประชามติ ที่กำหนดในมาตรา 261 ว่า “ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดยมีหน้าที่จัดทำข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย”

30 พ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.ได้มีมติแต่งตั้งกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา จำนวน 25 ราย มีวาระการทำงาน 2 ปี โดยให้ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งดูจะเป็นความหวังในการปฏิรูปการศึกษาที่กลายเป็นแรงเฉื่อยในทุกยุค

ก่อนมารับตำแหน่ง ศ.นพ.จรัส มีบทบาทด้านการศึกษาทั้งปัจจุบันและอดีตมากมาย เช่น เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการ ในอดีตเคยเป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสภาจุฬาฯ รวม 10 ปี หรือจะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกวุฒิสภา ที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลก ที่ปรึกษายูเนสโก ฯลฯ

ในวัย 85 ปี ศ.นพ.จรัส ยังคงกระฉับกระเฉง ช่วงหนึ่งของการสนทนาได้ขอบคุณทีมงานโพสต์ทูเดย์ที่มาพูดคุยเรื่องปฏิรูปการศึกษา เพราะเห็นว่าสื่อต้องมีบทบาทช่วยได้มาก เราถามไปว่า มารับตำแหน่งนี้เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช่ไหม คำตอบกลับตรงกันข้าม หากแต่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นผู้ทาบทามให้มาทำงานใหญ่ครั้งนี้

“คุณหมอธีระเกียรติ มาทาบทามผม ผมก็คิดอยู่นาน ท่านพูดสั้นๆ คำเดียวว่า ผมขอพึ่งบารมีของอาจารย์ ให้มาทำงานตรงนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะเป็นคนมีบารมีอิทธิพลอะไรหรอก ท่านหมายถึงบารมีจากงานด้านการศึกษาที่ผมเคยทำมามากกว่า

…ถามว่ากังวลไหม ก็กังวล กลัวจะทำไม่ได้ กลัวว่าจะทำไม่สำเร็จมาเสียตอนแก่ แต่ผมยอมมารับตำแหน่งโดยไม่ได้คิดว่ามาทำเพื่อตัวเอง แต่ตระหนักว่า ภาระที่รับมา คือ อนาคตของชาติขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับการศึกษา ถ้าเราไม่แก้เราจะแพ้ประเทศอื่นยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ แต่จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมคนเดียว ยังมีส่วนสำคัญจากคณะกรรมการอิสระฯ ทั้ง 25 คน และคนอื่นๆ จากหลากหลายอาชีพที่เราไปเชิญมาพูดคุยกันในอนาคต”

ศ.นพ.จรัส กล่าวว่า ปัจจุบันการศึกษาไทยมีปัญหาหลายเรื่องที่ต้องแก้ ซึ่งคณะกรรมการไม่ได้มาทำงานตรงนี้เล่นๆ สังคมคาดหวังมาก และก็มีกรอบเวลาการทำงานชัดเจน คณะของเรามีอายุ 2 ปี บางเรื่องต้องทำให้เสร็จใน 1 ปี แต่ใน 2 ปีนี้ จะต้องทำภาระงานทั้ง 5 ด้าน คือ 1.วางแนวทางการศึกษาปฐมวัย 2.เสนอแนะกลไกระบบการผลิตคัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครู 3.ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดการเรียนการสอนทุกระดับ 4.ศึกษาแนวทางหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 5.ร่างกฎหมายจัดตั้งกองทุน เป้าหมายของทั้ง 5 เรื่องนั้นนำไปสู่เรื่องที่เกี่ยวโยงกัน ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรก็ต้องมาคิดกัน

ศ.นพ.จรัส ระบุว่า สิ่งที่กรรมการอิสระฯจะต้องทำ คือ นำปัญหาและข้อเสนอมาหารือกัน โดยจะแตกแขนง ครอบคลุมปัญหาการศึกษา
ทั้งระบบ แต่สิ่งที่ได้มานั้นอาจจะส่งต่อให้รัฐบาลใหม่จะนำไปใช้ ที่สำคัญข้อเสนอของคณะกรรมการต้องไม่เพ้อฝัน แต่ต้องปฏิบัติจริงให้ได้

“ก่อนหน้านี้ มีการทดลองวิธีการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาการศึกษาเป็นจำนวนมาก มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว แต่สิ่งที่เป็นปัญหาหนักที่สุด คือ เรื่องคุณภาพการศึกษา ซึ่งเราคงเน้นไปที่ผลสัมฤทธิ์ ถัดมาคือ เรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายสูงสุดในการแก้ปัญหารอบนี้”

ศ.นพ.จรัส กล่าวว่า ปัญหาการศึกษาที่มีอยู่นั้น ไม่สามารถที่จะใช้คำตอบเดียวในการแก้ปัญหา ที่ผ่านมาเราบริหาร “ความเหมือนกัน” แต่ไม่ได้บริหารความหลากหลาย จากนี้ต้องมาคิดกันว่า จะจัดการเรื่องความหลากหลายได้อย่างไร ไม่ว่า ครู การเรียนการสอน เพราะการศึกษาไม่ได้จบแค่เพียงการศึกษาภาคบังคับ รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ ว่าต้องยืดการศึกษาให้มีตลอดชีวิต จึงต้องมีการศึกษาที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ตั้งแต่วัยอนุบาลจนถึงผู้สูงอายุ

“ปัญหาคือเราไม่มีข้อมูลว่าประชากรของเรามีการศึกษาเป็นอย่างไร มีหน่วยงานที่เก็บข้อมูลเรื่องนี้หลายหน่วยงาน แต่ข้อมูลที่มีนำมารวมกันไม่ได้ เพราะอยู่กันคนละฐาน เมื่อเอามารวมกัน ก็ซ้อนกันไปซ้อนกันมา เรียกได้ว่า ข้อมูลการศึกษาของคนคนหนึ่งอยู่ในฐานที่ไม่เหมือนกัน เช่น เรื่องของความสามารถศักยภาพการทำงานของแต่ละคน พบว่ามีไม่ตรงกัน เมื่อจะปรับการศึกษาให้ตอบโจทย์ ก็เลยไม่รู้ว่าจะปรับอย่างไร ถ้าจะปฏิรูปจริง เราต้องมีระบบข้อมูลเรื่องนี้”

อีกปัญหาที่มีมากในทัศนะของ ศ.นพ.จรัส คือ การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ที่ไม่มีระบบที่วัดศักยภาพที่แต่ละคนมี ทั้งศักยภาพในการหาความรู้ หรือศักยภาพสำคัญด้านอื่น ในการเลือกชีวิต ในการปรับตัวเอง นำมาซึ่งใครอยากเรียนอะไรก็ได้ แต่ระบบที่มี ต้องมีหน้าที่วัดศักยภาพ ไม่วัดแค่การท่องจำ เราต้องปล่อยเสรีในการให้โรงเรียนจัดการศึกษา แล้ววัดกันที่ศักยภาพของเด็ก การศึกษาต้องสร้างตรงนี้ให้ได้ เรื่องนี้กรรมการจะช่วยกันหากลไกมาช่วยดูแล

ศ.นพ.จรัส บอกว่า เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ต้องมาคิดกัน คือ ทุนที่เข้ามาจัดการความเหลื่อมล้ำ ร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนที่จะใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ทางการศึกษา เช่น ผู้พิการ คนเร่ร่อน เพื่อพัฒนาคุณภาพ ซึ่งเรื่องนี้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า จะนำเงินที่รัฐจัดสรรจากระบบภาษีมาใส่ในกองทุนนี้

“ผมรู้สึกว่า ข้อนี้ก็เหมือนกับกองทุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แต่เป็น สสส.ด้านการศึกษา ต่อไปต้องดูว่าจะมีกฎหมายมารองรับการใช้เงินจากกองทุนนี้อย่างไร เน้นเรื่องประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของทุน ต้องให้ครอบคลุมกับคนทุกกลุ่ม”

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือแก้ปัญหาไม่ว่ากองทุนที่จะมีขึ้น หรือกฎหมายที่จะออกมา คงไม่พอ ทั้งหมด ต้องเปลี่ยนความคิดคนให้เห็นความสำคัญของความเหลื่อมล้ำ หรือความยุติธรรมในสังคมด้วย ซึ่งภาครัฐต้องสนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นปรับโรงเรียนในต่างจังหวัดที่มีความจำเป็น รวมถึงวิธีการเรียนการสอน เครื่องมือเครื่องใช้ มันคงแก้ทั้งหมดไม่ได้ แต่มันต้องแก้ให้มันดีขึ้น

ปัญหาหนึ่ง คือ การวัดผลสัมฤทธิ์ ศ.นพ.จรัส วิพากษ์ว่า ที่ผ่านมาเราวัดผลโรงเรียนด้วยการ Input เช่น มีครู โรงเรียน หนังสือเท่านี้ แต่ไม่ได้วัดว่า นักเรียนจบมาแล้วมีความสามารถแค่ไหน วัดแค่เรื่องความจำตามการสอบโอเน็ต เมื่อครูต้องสอนตามโอเน็ต ก็ต้องไปเก็งข้อสอบ แล้วกวดวิชา ระบบมันทำให้เกิดอย่างนั้น ดังนั้น ต้องวัดผลสัมฤทธิ์ของเด็กให้ได้ เพราะผลตรงนี้มันถึงวัดคุณภาพการศึกษาได้

ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ยกตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา เช่น ฟินแลนด์ เม็กซิโก คิวบา เกาหลีใต้ โดยเฉพาะที่บราซิลที่เปลี่ยนโรงเรียนให้กลายเป็นโรงเรียนของชุมชน มีกรรมการโรงเรียน ประกอบไปด้วย ครู ผู้ปกครอง และท้องถิ่น เข้ามาช่วยกันจัดการกันเองว่า ควรจะเรียนอย่างไร โดยรัฐให้เสรีภาพในการจัดการหมด ซึ่งรูปแบบนี้ไทยควรนำมาเป็นแบบอย่าง

“ภาคเอกชน กับภาครัฐ ท้องถิ่น เราต้องให้เกิดความหลากหลายมีส่วนร่วมกับการศึกษา การเรียน การสอน ไม่ใช่ดูแค่โครงสร้างว่า กระทรวงมีกี่กรม ดังนั้น ต่อไปแต่ละโรงเรียน ควรเอาผู้ปกครองเข้ามามีบทบาทในโรงเรียนนี่คือกลไกที่ต้องเกิดขึ้นในอนาคต

การแก้ปัญหาการศึกษาจะสำเร็จไหมจากนี้ เพราะไม่ว่าจะกี่รัฐบาลก็ไม่ให้ความสำคัญ? ศ.นพ. จรัส ตอบว่า

“ผมตอบแทนกรรมการทุกคนได้ว่า มีความมุ่งมั่นจะแก้ให้ได้ และถ้าเที่ยวนี้แก้ไม่ได้ ประเทศไปไม่ไหวแน่ๆ เพราะขณะนี้เราแพ้ประเทศอื่นมาเยอะ หลายประเทศแซงเรา มาเลเซียแซงแล้ว เวียดนามกำลังจะแซง ก็ไม่รู้เขมรจะแซงเราอีกหรือเปล่า ดังนั้น ถ้าเราไม่แก้ปัญหาการศึกษา เราแพ้แน่ ศักดิ์ศรีของประเทศก็ถูกใครแซงไปเยอะ ทั้งที่ประเทศไทยมีมา 700 ปี มีทุกอย่าง ประเทศตะวันตกก็เห็นว่า เรามีข้อดีมาก โดยเฉพาะจุดแข็งจากวัฒนธรรมไทย สถาบันพระมหากษัตริย์ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่รัชกาลที่ 9 ทรงให้เป็นคำตอบทุกอย่างกับโลกในยุคที่ฟุ่มเฟือยในปัจจุบัน”

ศ.นพ.จรัส ฝากทิ้งท้ายว่า ไม่ใช่คณะกรรมการชุดนี้ที่ต้องขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาฝ่ายเดียว แต่คนทั้งประเทศต้องช่วยกัน ตอนนี้มันเป็นวิกฤตจนชินชาแล้ว ดังนั้น ต้องปลุกทุกฝ่ายให้เห็นถึงความตระหนักที่ต้องแก้

 

“พลิกวิกฤตศรัทธาตำรวจ ต้องกระจายอำนาจสู่ประชาชน” ผศ.พ.ต.ท. ดร. กฤษณพงค์ พูตระกูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 19:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/498097

"พลิกวิกฤตศรัทธาตำรวจ ต้องกระจายอำนาจสู่ประชาชน" ผศ.พ.ต.ท. ดร. กฤษณพงค์ พูตระกูล

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“ปฏิรูปตำรวจ” กลายเป็นคำพูด ความตั้งใจ และความคาดหวังที่ทุกคนได้รับฟังมาอย่างต่อเนื่อง

แนวคิดต่างๆ ถูกนำเสนอผ่านสื่อ แต่ยังไม่มีเรื่องใดผ่านกระบวนการพิจารณาจากผู้มีอำนาจอย่างลึกซึ้ง จนนำไปสู่การปฏิบัติที่สามารถเปลี่ยนแปลงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อตำรวจ ลดปัญหาอาชญากรรมและพัฒนากระบวนการยุติธรรมได้สำเร็จ

วันนี้ ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต, ที่ปรึกษาสำนักงานควบคุมยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNOCD) และอดีตอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะมาเปิดเผยหนทางสู่การปฏิรูปตำรวจ จากแนวคิดและความสำเร็จในหลากหลายประเทศทั่วโลก

“ถึงเวลาเปลี่ยนตำรวจให้เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน และมีความเป็นมืออาชีพเเล้ว”  นายตำรวจหนุ่มหมายมั่น

กระจายอำนาจสู่ประชาชน

โดยทั่วไปแล้ว โครงสร้างการบริหารงานของตำรวจทั่วโลกมีอยู่ 3 ระบบ ได้แก่ ระบบรวมศูนย์อำนาจ กระจายอำนาจ และผสมผสาน สำหรับประเทศไทย องค์กรตำรวจมีการบริหารงานในลักษณะรวมศูนย์อำนาจ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ที่กำหนดให้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ เสนอว่า ถึงเวลาที่ต้องกระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลางสู่ระดับภูมิภาคหรือในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่างตำรวจและประชาชนมากขึ้น โดยอาจจัดตั้งคณะกรรมการตำรวจระดับภาคหรือระดับท้องถิ่น ซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการจากภาคประชาชน โมเดลดังกล่าวทำให้ประชาชนและตำรวจรับรู้ข้อจำกัดของกันและกัน จนนำไปสู่การแก้ปัญหาอาชญากรรมและเพิ่มความศรัทธาต่อเจ้าหน้าที่

“คณะกรรมการภาคประชาชน ถูกคัดเลือกมาจากหลายๆ ภาคส่วน ทั้งส่วนราชการอย่างผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทนจากผู้พิพากษา ตัวแทนอัยการ นักสิทธิมนุษยชน ภาคประชาชนซึ่งมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ เช่น พ่อค้า นักธุรกิจ เกษตรกร นักวิชาการ คณะกรรมการภาคประชาชน จะทำงานควบคู่กันไปกับตำรวจกองบัญชาการภาค ร่วมกันปรึกษาหารือ หาทางออกของปัญหา ตลอดจนทำหน้าที่ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจในพื้นที่ด้วย”

การกระจายอำนาจเพื่อให้ตำรวจใกล้ชิดประชาชน จำเป็นต้องมาพร้อมกับระบบการคานอำนาจระหว่างจังหวัด ภูมิภาค และท้องถิ่น

“ไม่ต้องกลัวว่าการกระจายอำนาจจะทำให้เกิดแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพล เพราะสามารถวางกลไก ระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็งได้ คณะกรรมการระดับจังหวัด ภูมิภาค ส่วนกลาง และท้องถิ่น เต็มไปด้วยคนจากหลากหลายภาคส่วน สามารถออกแบบได้ โอกาสล็อบบี้นั้นยากมาก”

ยกระดับตำรวจ ทุกคนต้องมีส่วนร่วม

เมื่อกระจายอำนาจไปสู่ภาคประชาชนแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน  โดยประเทศพัฒนาแล้วมีตำแหน่งที่เรียกว่าผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ (Auxiliary police) คอยทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง แบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่มืออาชีพ

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ เล่าว่า ประเทศอังกฤษเคยมีอาสาสมัครตำรวจเหมือนในประเทศไทย ก่อนจะยกเลิกในเวลาต่อมา หลังจากเห็นว่ามีส่วนหนึ่งใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง โดยพัฒนามาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ มีการฝึกอบรม ให้ค่าตอบแทนที่ชัดเจน และมีระบบการตรวจสอบการทำหน้าที่ ขณะที่ในประเทศสิงค์โปร์ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาทำหน้าที่ที่ตำรวจไม่ทำ เช่น ตรวจตรากระเป๋า อุปกรณ์อันตรายในงานคอนเสิร์ตหรือมหกรรมกีฬาขนาดใหญ่ และปล่อยให้ตำรวจมืออาชีพมีเวลาไปดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างการก่อการร้าย

“ต่างประเทศเขาสร้างระบบ ทำให้คนอยากเข้ามาช่วยงานตำรวจ อย่างอังกฤษ มีการกำหนดหลักเกณฑ์ เช่น สัปดาห์หนึ่งต้องทำงาน 20 ชั่วโมง แต่งตัวเหมือนตำรวจเพื่อให้คนเกิดความยำเกรงและเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ คนทั่วไปดูไม่ออก มีอำนาจใจการจับกุม ใช้ปืนไฟฟ้าเป็นอาวุธในการป้องกันและต่อสู้ อาจมีค่าตอบแทนตามสมควร

ผมลองคุยกับผู้ช่วยท่านหนึ่ง เขาบอกว่าภูมิใจที่ได้ทำงาน ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แถมยังเห็นว่างานตรงนี้ได้ส่งเสริมอาชีพหลักของตัวเองด้วย โดยเฉพาะการพัฒนาภาวะผู้นำ”

ในมุมมองของนักวิชาการด้านอาชญาวิทยา ประเทศไทยสามารถทำเรื่องแบบนั้นได้ โดยนำงบประมาณค่าจ้างผู้ช่วยมาจากภาษีท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น กทม. ผู้ช่วยตำรวจที่ผ่านระบบการคัดเลือก ฝึกอบรมและประเมินผล อาจทำหน้าที่ ตรวจตราดูแลการขับขี่รถย้อนศร บนทางเท้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เป็นหน้าที่เล็กน้อย เพื่อให้ตำรวจมืออาชีพไปทำหน้าที่อื่น

“คนพวกนี้เข้ามาเเล้ว หากทำไม่ดีเองจะจัดการอย่างไร ขอตอบว่า เราสามารถสร้างระบบตรวจสอบการทำงานและประเมินผลได้ ที่สำคัญไม่ต้องมานั่งกังวลว่า เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะแข่งขันเติบโต เลื่อนตำแหน่งเป็นยศอะไรด้วย เพราะเขาจะเป็นแค่ตำแหน่งผู้ช่วยนี่แหละ”

 

 

ตำรวจมืออาชีพต้องมีอุปกรณ์พื้นฐานที่เพียบพร้อม

เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ในการทำงานที่ขาดแคลน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนารวมไปถึงลดทอนความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อตำรวจ

“ตำรวจไทยแทบต้องซื้อทุกอย่างเองหมด เสื้อเกราะขอรับบริจาคจากวัดหรือมูลนิธิ  ไม่มีความพร้อมในการทำงาน ออกไปจับยาเสพติด 10 คน มีเสื้อเกราะใส่แค่ 3 ตัว คนไหนเสี่ยงมากก็ได้ใส่ ผิดกับเมืองนอก อย่างอังกฤษเคยมีตำรวจไปจับคนร้ายแล้วพลาดถูกคนร้ายใช้มีดแทง ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นตำรวจทั้งเกาะอังกฤษใส่เสื้อเกราะหมดเลย”

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ บอกว่า ทุกการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพรัฐในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน พูดง่ายๆ ว่า ถ้าตำรวจยังดูแลตัวเองไม่ได้ รัฐก็ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของประชาชนได้

อีกกุญแจสำคัญในการพัฒนาคือ การจัดเก็บข้อมูล ปัจจุบันระบบฐานข้อมูลยุติธรรมทางอาญาของตำรวจ อัยการ ศาล และหน่วยงานพัฒนาพฤตินิสัย มีลักษณะต่างจัดเก็บไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่เชื่อมโยง และไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การยกระดับจำเป็นต้องพัฒนาระบบการใช้ข้อมูลกลางเพื่อช่วยเหลือในการวิเคราะห์และนำมาใช้ประโยชน์

ข้อมูลจากกองกำกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ปี 2556 ชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนประชากรในประเทศไทยต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมีประมาณ 305 ต่อ 1 นักวิชาการด้านอาชญาวิทยา บอกว่าไม่ใช่ปัญหา ใกล้เคียงกับประเทศอังกฤษและสิงคโปร์ แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ตำรวจทำงานได้ดีกว่าคือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

“อังกฤษขึ้นชื่อเรื่องการใช้กล้องสอดส่องพฤติกรรมคนในพื้นที่ทั่วไปมากที่สุดในโลก โดยมีการเก็บข้อมูลพบว่า คนๆ หนึ่งตั้งแต่ออกจากบ้าน เช้ายันค่ำกระทั่งกลับเข้าบ้าน เขาจะถูกจับภาพโดยกล้องวงจรปิดเฉลี่ย 300 ภาพต่อคนต่อวัน”

 

 

เปลี่ยนระบบการคัดเลือกและฝึกอบรม

ระบบการคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับราชการตำรวจถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพของผู้ปฏิบัติงาน

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ เล่าว่า วิธีการคัดเลือกตำรวจของประเทศเยอรมันเน้นให้ความสำคัญเรื่องจิตวิทยา ความคิด และทัศนคติของผู้สมัครมาก

“บ้านเราสอบข้อเขียน ตรวจร่างกาย สอบสัมภาษณ์จากคณะกรรมการ 4-5 คน แต่เยอรมันมีเพิ่มเติมอีกคือการเน้นระบบคัดเลือกที่วัดเจตคติ และความคิดผู้สมัคร โดยการสอบเป็นกลุ่มผ่านโจทย์ที่ท้าทาย มีกล้องวงจรปิดคอยจับพฤติกรรมและการตัดสินใจ

ตัวอย่างเช่น โจทย์บอกว่าหากคนร้ายหลบหนีไปทางนั้น พวกคุณจะทำอย่างไร และปล่อยให้ผู้สมัครถกเถียงกัน ระหว่างถกเถียงจะถูกบันทึกวิดีโอไว้ ภาพทั้งหมดจะถูกส่งไปให้คณะกรรมการที่ประกอบไปด้วย นักจิตวิทยา ตำรวจผู้มีประสบการณ์สูง ผู้ชำนาญการในแต่ละสาขา เพื่อช่วยกันตัดสินว่า คนๆ นี้สมควรจะเข้ามาเป็นตำรวจหรือไม่”

นอกจากกระบวนการคัดเลือกแล้ว การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอของผู้รับราชการ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ บอกว่า ตำรวจในหลายประเทศมีการฝึกอบรมทุกๆ 6 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อประเมินผลว่า คุณยังทำหน้าที่ได้ดีในสายงานคุณหรือไม่ พัฒนาแนวคิดหรือวิธีปฏิบัติเท่าทันกับการพัฒนาของคนร้ายและอาชญากรรมในยุคปัจจุบันหรือไม่

“หากคุณเป็นตำรวจสายสืบสวน ทบทวนดูสิว่า ความเข้าใจข้อกฎหมายคุณเป็นอย่างไร เจอเคสแบบนี้สามารถไปจับเขาได้ไหม คนร้ายต่อสู้จะทำอย่างไร รวมถึงสอดแทรกเรื่องคุณธรรมจริยธรรมไปตลอดการฝึกอบรม โดยประเทศสิงคโปร์เน้นมากเรื่องการกระทำผิดของตำรวจ มีตัวอย่างบทลงโทษให้เห็นในการอบรม เพื่อให้เห็นตัวอย่างที่ไม่ถูกต้อง แต่บ้านเราตั้งแต่จบออกมาสิบปีผ่านไป ไม่เคยอบรมอีกเลย จนกระทั่งเกษียณเลยก็มี เพราะงบไม่มีหรือขาดแคลนคนทำงานจนไม่มีเวลา

“ปัจจุบันตำรวจจราจรหลายพื้นที่บอกเอง อยากให้วิทยากรมาอบรมด้านกฎหมายจราจรให้ เป็นเรื่องที่แปลกมาก เขาบอกอยากมีความรู้ เพราะเวลาไปทำงาน ถูกประชาชนถาม เถียง โต้กลับ อยากจะเถียงเรื่องกฎหมายกลับบ้าง”

ทั้งนี้ระบบงานตำรวจในประเทศพัฒนาแล้ว มีลักษณะที่แตกต่างจากระบบงานตำรวจในเมืองไทยหลากหลายประเด็น

อาจารย์กฤษณพงค์ มองว่า ระบบงานตำรวจต้องลดความเป็นทหารลงเปลี่ยนเป็นระบบงานตำรวจลักษณะเสรีนิยม ทั้งในแง่วิธีคิด การปฏิบัติตามนโยบายรัฐ ลำดับชั้นยศที่น้อยลง เพื่อลดช่องว่างระหว่างตำรวจกับประชาชน การปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดและการรักษาความสงบเรียบร้อย เช่นเดียวกันกับการให้บริการสาธารณะ ตำรวจจะต้องเปลี่ยนมุมมองในการให้บริการ โดยมองว่าประชาชนเป็นผู้รับบริการหรือลูกค้า

“ระบบงานตำรวจแบบทหารจะเน้นการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ การแสดงกำลังและมองฝ่ายตรงกันข้ามคือศัตรู ตรงกันข้ามกับระบบงานตำรวจในรูปแบบเสรีนิยมที่จะมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติโดยยึดหลักกฎหมายและความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อชุมชนและสังคม ตำรวจก็คือพลเมือง พลเมืองก็คือตำรวจ เป็นหุ้นส่วนกันและกันในการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมและรักษาความสงบเรียบร้อยของชุมชน”

นักวิชาการหนุ่มยังแนะนำว่า ถึงเวลาที่ประเทศต้องพัฒนาระบบความโปร่งใสในการทำงาน ด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการพิจารณาคดี เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจและวางใจกันมากขึ้น รวมถึงลดการใช้ดุลยพินิจซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งเช่นหลายกรณีในปัจจุบัน

 

ประชาชนมีสิทธิบริหารและแต่งตั้งโยกย้าย

การบริหารงานบุคคลเป็นเรื่องสำคัญที่ ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ บอกว่า มีผลกระทบต่อขวัญกำลังใจในการทำหน้าที่ หากปฏิรูประบบตำรวจด้วยการกระจายอำนาจ คณะกรรมการภาคประชาชนส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะมีส่วนร่วมต่อการเติบโตตามสายงานของตำรวจ ส่งผลให้การโยกย้ายตำแหน่ง มีความเป็นธรรม เกิดการยอมรับจากทุกฝ่ายมากขึ้น เนื่องจากถูกคานอำนาจจากทั้งรัฐบาล ภูมิภาค จังหวัด และท้องถิ่น

“ตำรวจคนไหนทำงานให้กับประชาชน แก้ปัญหาอาชญากรรมได้ดี คนนี้จะได้รับการสนันสนุนเรื่องตำแหน่ง เราต้องสร้างรูปแบบที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม โดยประชาชนมีส่วนสะท้อน ประเมินผลได้ว่า ตำรวจคนนี้ทำงานดีเหมาะสมที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง วิธีการเช่นนี้ทำให้ตำรวจแข่งขันกันด้วยการทำงาน อย่างเอฟบีไอของสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับทุกคดีไม่เฉพาะแค่ที่สื่อสนใจเหมือนบ้านเรา”

เขา เล่าเรื่องในอดีตทิ้งท้ายให้ฟังว่า เมื่อ 60 ปีก่อน ภายหลังเยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อาชีพตำรวจกลายเป็นอาชีพที่คนในประเทศเกลียดมากที่สุดพอๆ กับนักการเมือง แต่ปัจจุบันพวกเขาทำให้ตำรวจกลายเป็น 1ใน 3 อาชีพที่ประชาชนศรัทธาและอยากเป็นมากที่สุด เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนในหลากหลายประเทศทั่วโลก

“อย่าให้ความผิดพลาดในอดีตส่งต่อถึงคนรุ่นถัดไป ต้องจบในเจเนอเรชั่นนี้ อย่าให้คนรุ่นหลานมาถามว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว คนรุ่นพ่อทำอะไรกัน”

หนทางปฏิรูปตำรวจไปสู่ความเป็นมืออาชีพนั้นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคน ขอปิดท้ายด้วยประโยคสุดคลาสสิคจาก เซอร์โรเบิร์ด พีล (Sir Robert Peel) ผู้ก่อตั้งตำรวจนครบาลแห่งกรุงลอนดอนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของตำรวจอังกฤษ

“ตำรวจคือประชาชน และประชาชนคือตำรวจ”  (the police are the public and the public are the police)

 

หมายเหตุ-ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ “การป้องกันอาชญากรรมในทศวรรษหน้ากับการพัฒนาระบบงานตำรวจ” ของ ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล สำนักพิมพ์มติชน

70 ปี “แพทย์จุฬาฯ’” สู่ศูนย์กลางสุขภาพครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2560 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/497982

70 ปี "แพทย์จุฬาฯ’" สู่ศูนย์กลางสุขภาพครบวงจร

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นสององค์กรทางการแพทย์ที่มีความสำคัญต่อประเทศมาอย่างยาวนาน เป็นทั้งสถาบันผลิตบุคลากรการแพทย์ที่มีชื่อเสียง รวมถึงเป็นแหล่งผลิตผลงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อประเทศจำนวนมาก และยังเป็นหน่วยงานที่คอยดูแลรักษาผู้ป่วยปีละหลายล้านคน

ภายใต้การบริหารของ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผู้ที่เติบโตมาจากรั้วสถาบันคุณภาพแห่งนี้จากเมล็ดพันธุ์ ปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ ฉายภาพอนาคตของสองสถาบันการแพทย์ที่สำคัญแห่งนี้ว่า ในปี 2560 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จะมีอายุครบรอบ 70 ปี ในวันที่ 11 มิ.ย. หลังจากก่อตั้งมาในปี 2490 เป็นคณะแพทยศาสตร์แห่งที่ 2 ของประเทศ ต่อจากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ทำประโยชน์เพื่อสังคมมาอย่างมากมาย ตั้งแต่พัฒนาระบบการเรียนการสอนเพื่อผลิตบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงบุกเบิกเรื่องการพัฒนาแพทย์ชนบทให้เข้ามาเรียนในสถาบันแห่งนี้ ตลอดจนคิดค้นงานวิจัยที่มีประโยชน์อีกมาก

“ช่วงที่ผ่านมาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ยังคงเดินตามหลักการที่เป็นสถาบันต้นแบบทางการแพทย์ที่มีคุณธรรมด้วยคุณภาพมาตรฐานระดับสากลให้เป็นไปตาม 3 เป้าหมายหลัก คือ 1.สร้างคน เน้นการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและคุณธรรมเหมาะสมกับสังคมไทย 2.สร้างนวัตกรรมงานวิจัยมาพัฒนาวงการแพทย์ ให้มีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้น และ 3.สร้างมาตรฐานด้านการรักษาพยาบาลให้เป็นเลิศ มุ่งดูแลผู้ป่วยทุกระดับของประเทศ”

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ ระบุว่า บทบาทของคณะฯ แบ่งออกเป็น 3 หลักใหญ่ คือ 1.ด้านการเรียนการสอน 2.การค้นคว้าวิจัย และ 3.การบริการทางการแพทย์ โดยการเรียนการสอนขณะนี้มองว่า ต้องทำให้ผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญทั้งในเนื้อหาวิชาและทักษะในการสื่อสารระดับนานาชาติให้มากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อต้องก้าวสู่เวทีนานาชาติ แต่อีกด้านก็ไม่ทิ้งขนบธรรมเนียมความเป็นไทย โดยเฉพาะเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมแก่ผู้เรียน

ส่วนการปรับปรุงรูปแบบการสอนให้ทันเทคโนโลยียุคศตวรรษที่ 21 ได้มีการนำระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นของคณะฯ คือ มีศูนย์ฝึกผ่าตัด และศูนย์แห่งนี้ยังได้คิดค้นองค์ความรู้ใหม่ซึ่งถือว่าเป็นแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชีย ที่สามารถคิดค้นทำให้อาจารย์ใหญ่มีรูปร่างสมบูรณ์เสมือนคนปกติ

ขณะที่การพัฒนางานบริการเพื่อแก้ปัญหาความหนาแน่นของผู้ป่วยที่มาใช้บริการ ขณะนี้กำลังเร่งก่อสร้างอาคารบริการทางการแพทย์หลังใหม่ขึ้นมาชื่อ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ เป็นอาคารรักษาพยาบาลที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีขนาดใหญ่ติด 1 ใน 10 ของโลก ภายในอาคารหลังดังกล่าวเมื่อสร้างเสร็จจะช่วยแบ่งเบาปัญหางานด้านการให้บริการได้มาก เพราะสามารถรองรับผู้ป่วยในได้ถึง 1,300 เตียง จากทั้งหมด 1,400 เตียงที่มีอยู่ปัจจุบัน

สำหรับการรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ขณะนี้โรงพยาบาลจุฬาฯ มีอาคาร ส.ธ. ซึ่งอาคารหลังนี้เป็นต้นแบบศูนย์ความเชี่ยวชาญรองรับประชากรผู้สูงอายุ โดยจะตั้งแผนกค้นคว้าวิจัยแนวทางการดูแลผู้สูงอายุในหลากหลายรูปแบบ อาทิ ศูนย์ต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุที่สามารถคัดกรองหาโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคในผู้สูงอายุ เพื่อจะได้ทราบและหาทางแนะนำป้องกัน เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน

นอกจากนั้น จะมีการส่งเสริมเรื่องการดูแลผู้สูงอายุภายในครอบครัว โดยจะมีการพัฒนาหลักสูตรให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุแก่สมาชิกในครอบครัว และทางโรงพยาบาลจะคอยติดตามดูแลควบคู่กันไป เพื่อทำให้ผู้สูงอายุไม่ต้องมาโรงพยาบาลเป็นประจำ แต่สามารถดูแลตนเองได้ที่บ้าน

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาฯ มองว่า เมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ปัญหาอีกอย่างคือมักจะมีโรคอื่นตามมา โดยเฉพาะโรคมะเร็ง จึงมีแผนพัฒนาศูนย์มะเร็งขึ้นมา เบื้องต้นขณะนี้คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยโรคมะเร็งระดับโลกอย่าง MD Anderson ในการส่งแพทย์ไปฝึกอบรมและคาดว่าอนาคตโรงพยาบาลจุฬาฯ จะมีศูนย์ดูแลเฉพาะโรคมะเร็งและศูนย์ดูแลสุขภาพอื่นๆ

อีกด้าน แผนบริหารจัดการคนป่วยไม่ให้หนาแน่นจนเกินไป จะมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลเครือข่ายเพื่อประสานรับช่วงส่งต่อหรือหมุนเวียนการดูแลผู้ป่วยที่อาการยังไม่ถึงขั้นวิกฤต เพื่อจะได้ไม่ต้องมาโรงพยาบาลจุฬาฯ หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะคิดว่าการเข้ามารักษาในโรงเรียนแพทย์ ควรเป็นผู้ป่วยที่มีอาการหนักและเป็นโรคที่ซับซ้อน ทั้งนี้หากทำได้เชื่อว่าจะทำให้การบริหารทรัพยากรที่มีอยู่เป็นไปอย่างเหมาะสมเต็มที่ในการดูแลรักษาผู้ป่วย

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ ย้ำว่า ปัจจุบันคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้วางเป้าหมายให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาล โดยเน้น 3 แนวทาง คือ สร้างบัณฑิตที่จบออกไปให้มีพหุศักยภาพ พร้อมกับพัฒนาแพทย์ทั่วไปให้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรองรับการพัฒนาของโลก และสร้างนวัตกรรมให้ได้มาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต แต่ทั้งหมดจะต้องทำควบคู่ไปกับทำให้บุคลากรของสถาบันเป็นผู้มีคุณธรรม มีความรู้ทางภาษาที่ดีเพื่อมุ่งสู่ความเป็นนานาชาติในอนาคต เพราะเชื่อว่าด้วยพื้นที่ตั้งของจุฬาฯ น่าจะได้เปรียบต่อการเป็นศูนย์กลางสุขภาพทางการแพทย์ครบวงจรของประเทศไทยในอนาคต

สำหรับสถานการณ์ที่สังคมมองว่าอนาคตบุคลากรการแพทย์จะมีจำนวนมากถึงขั้นอาจล้นตลาดนั้น ศ.นพ.สุทธิพงศ์ ฉายภาพว่า การทำงานของบุคลากรการแพทย์ไทยในปัจจุบันทำงานหนักมาก เพราะคนหนึ่งต้องทำหลายหน้าที่ ตั้งแต่สอนหนังสือ คิดค้นงานวิจัย ทำงานบริการ

ทั้งนี้ หากเทียบกับแพทย์ในต่างประเทศ ระบบการทำงานของแพทย์จะถูกแบ่งหน้าที่แต่ละบุคคลแบบเบ็ดเสร็จ เรื่องนี้จุฬาฯ กำลังพยายามจัดการระบบให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ทำตามความถนัดของตนเอง เพราะคิดว่าหากทำให้บุคลากรทำงานกับสิ่งที่ไม่ถนัดจะยิ่งเป็นการฝืนความรู้สึกของบุคลากร

“หมอบางคนแทบไม่ได้นอน เพราะต้องทำงานหนักมาก บางครั้งนอกจากต้องทำงานในเวลาเมื่อถูกตามให้มาผ่าตัดกลางดึก ก็ต้องออกมา เช้าก็กลับไปทำงานต่อ เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้เหนื่อยมาก และเกิดเป็นปัญหาขึ้นอย่างในปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าอนาคตบุคลากรการแพทย์อาจมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมือง ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรวงสาธารณสุข ต้องทำให้แพทย์อยากกระจายตัวออกไปพื้นที่ต่างจังหวัด ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้รู้สึกว่าพร้อมและมีความสุขที่จะออกไป ดังนั้นควรส่งเสริมเรื่องแพทย์ครอบครัวให้ได้รับการยอมรับจากสังคม โดยเริ่มจากทำหลักสูตรให้ดี เพราะขณะนี้ความเชื่อมั่นของประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับแพทย์เฉพาะทางมากกว่าจากนั้นควรทำให้แพทย์มีความก้าวหน้าทางอาชีพ ถึงแม้เงินจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ครอบครัวอยู่ได้ ดังนั้นเรื่องค่าตอบแทนของแพทย์ไม่ควรทำให้เหลื่อมล้ำกันมากจนเกินไป

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า จะมุ่งมั่นทำให้คณะแพทย์ จุฬาฯ เป็นต้นแบบทางการแพทย์แก่หน่วยงานอื่นเพื่อนำไปเป็นแนวปฏิบัติใช้ในยุคที่โลกต้องพัฒนา

 

สุเทพยันวางมือการเมือง เดินหน้าหนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/497578

สุเทพยันวางมือการเมือง เดินหน้าหนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ไม่แปลกที่อดีตผู้จัดการรัฐบาล ที่เคยสร้างประวัติศาสตร์การเมือง รวมเสียงพรรคร่วมจนผลักดัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาแล้วหนหนึ่ง จะถูกจับตาอีกครั้ง เมื่อออกโรงเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย จังหวะเดียวกับ​ที่ 8 กปปส.กลับคืนถิ่นประชาธิปัตย์

ลุงกำนัน หรือ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เวลานี้เหลือเพียงแค่ตำแหน่ง ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน ​ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ ไล่เรียง​ตั้งแต่ประเด็นเรื่อง กปปส.กลับพรรคประชาธิปัตย์ ที่อธิบายว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะกลับไปทำหน้าที่นักการเมืองตามเดิม ไม่ใช่ความพยายามเข้าไปเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคเพราะประชาธิปัตย์มีสมาชิกเป็นล้าน คนของ กปปส. 8 คนที่เข้าไปจะทำอะไรได้

“ผมไม่กลับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้น เพื่อนๆ น้องๆ ของผมจะกลับไปพรรคประชาธิปัตย์​ก็เป็นสิทธิที่เขาจะกลับไป  ผมไม่เข้าไปกำกับ แทรกแซง วุ่นวาย ผมมีเรื่องที่ผมต้องทำ ทั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษา ชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง บ้านพักคนชรา ทำโครงการบวชพระทุกเดือน มีงานของผมอยู่”

ก่อนจะออกตัวว่าทำอะไรตรงไปตรงมา เพราะวางมือแล้ว ไม่มีการเข้าไปแทรกแซง สั่งการ ให้คำปรึกษาอะไรภายในพรรค ทุกวันนี้ทำหน้าที่ตัวแทนมวลมหาประชาชน พูดทำอะไรในฐานะประชาชน เปิดเผยไม่ต้องปิดบังใคร รวมทั้งประกาศ สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์​ ​เป็นนายกรัฐมนตรี

“เราเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ​กล้าหาญ ไว้ใจได้ เป็นคนที่จงรักภักดี ซื่อสัตย์​สุจริต กล้าออกมารับผิดชอบบ้านเมือง มองย้อนกลับไป 2556-2557  ถ้า พล.อ.ประยุทธ์​ไม่มีความกล้าเพียงพอออกมายึดอำนาจ ไม่เอาตัวเองแบกรับภาระปกป้องรักษาประเทศ ก็สงสัยว่าสถานการณ์บ้านเมือง จะเลวร้ายกว่านี้เยอะ”​

สุเทพ อธิบายว่า เวลานี้ยังไม่เห็นว่ามีใครเหมาะสมเท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะมารับหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อจากเดิมที่ทำไว้แล้ว 3 ปี ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีผลงานหลายอย่างที่หากเป็นรัฐบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้งอาจทำไม่ได้ ​

ล่าสุดกับ 4 คำถาม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาหยั่งกระแสสังคม สุเทพ มองว่า ออกมาถูกจังหวะ และเหมาะสม ไม่ใช่เรื่องของการเตรียมการขยับโรดแมป อีกทั้งยังเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามกรอบที่กำหนด เพราะหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ กลไกต่างๆ ก็เดินหน้าทั้งเรื่องทำกฎหมายลูกที่ทั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ​และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังเร่งดำเนินการ ​​ไม่มีใครมาดึงเกม

“อย่าออกมาปั่นกระแสเลื่อนการเลือกตั้ง ​เชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะเดินตามโรดแมป ​ยกเว้นมีระเบิดกันทุกวันก็อีกเรื่อง บ้านเมืองไม่สงบจัดเลือกตั้งไม่ได้ สำหรับพวกผมถ้ายังมีการก่อเหตุกันอยู่ก็จะเรียกร้องอย่าเลือกกันเลย ผมเคยเจอในสมัยเป็นรองนายกฯ ฝ่ายมั่นคง คนออกมายิงตูมตาม เผาบ้านเผาเมือง ​ต้องอพยพไปกรมทหารราบ 11 เหตุการณ์อย่างนั้นไม่อยากให้เกิดอีก”

สุเทพ ขยายความประเด็น 4 คำถาม ของ พล .อ.ประยุทธ์ ว่า ออกมาในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทั้งประเทศตระหนักถึงภาระหน้าที่กับการแก้ปัญหาประเทศชาติ  เช่น การเลือกตั้งแล้วจะได้รัฐบาลมีธรรมาภิบาลหรือไม่ ตรงนี้เป็นหน้าที่ที่ประชาชนต้องใช้ดุลพินิจตั้งแต่วันนี้ ​ซึ่งต้องถือเอาเรื่องนี้เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ​ต้องการให้การเมืองวันข้างหน้าเป็นการเมืองของประชาชน เพราะการเมืองที่แล้วมาไม่ใช่การเมืองของประชาชน ​เป็นการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ ดังนั้น พรรคการเมืองต้องเป็นของประชาชนก่อน ส่วน พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่ กรธ.เสนอ​แม้บางส่วนจะยังไม่ถูกใจ แต่ภาพรวมก็เป็นหนทางทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน

สำหรับ​เรื่องทุนประเดิม ​เดิมอาศัยเงินจากกลุ่มทุน การทำงานการเมืองจึงหนีไม่พ้นเพื่อประโยชน์นายทุน ดังนั้นเงินพรรคการเมืองที่ใช้ต้องมาโดยบริสุทธิ์  แต่ส่วนตัวข้องใจที่ กรธ.กำหนดเก็บเงินจากสมาชิกพรรคปีละ 100 บาท ที่น้อยเกินไป ควรจะเป็นวันละ 1 บาท หรือปีละ 365 บาท หากจ่ายน้อยไป ก็ต้องไปเอาเงินทุนจากที่อื่น นายทุนก็จะมาครอบงำพรรคอีก ​

“​สมมติเก็บเงินจากสมาชิกที่จ่ายได้ 100 ล้านบาท รัฐบาลจ่ายให้เท่ากันอีก 100 ล้านบาท พรรคการเมืองก็บริหารได้  ดังนั้นไม่ต้องเอามาจากท่ี่อื่นก็ไม่ติดหนี้บุญคุณใคร ทำงานอิสระ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ต้องทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนในการบริหารพรรค ไม่ใช่ให้การตัดสินใจอยู่แค่หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค 20-30 คน ​ทั้งเรื่องการเลือกกรรมการบริหาร การส่งคนลงสมัครต้องให้สมาชิกตัดสินใจ”

ทั้งนี้ เรื่องเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากกำหนดให้บริจาคให้พรรคการเมืองได้คนละ 10 ล้านบาท สมมติครอบครัวมี 5 คน  บริจาคกันทั้งหมดรวม 50 ล้านบาท รวม 4 ปี 200 ล้านบาท  ก็จะทำให้ครอบครัวนี้มีอิทธิพลเหนือพรรคการเมือง ดังนั้นต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าได้เท่าไหร่ อย่างนิติบุคคลไม่ควรเกิน 5 แสนบาท และต้องนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมรายงานต่อที่ประชุมใหญ่

ส่วนเรื่องประเด็นการตั้งพรรคนอมินีนั้น ลุงกำนัน​อธิบายว่า เป็นที่มาถึงต้องกำหนดให้พรรคมีสมาชิก 1 แสนคน ต้องเสียค่าบำรุงพรรคตามกรอบ สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้น หากใครจะตั้งพรรคนอมินี 5 พรรค ก็ต้องทำให้ได้ดังนี้ คือ มีสมาชิกเป็นเจ้าของพรรค 1 แสนคน จ่ายเงินค่าสมาชิก จ่ายแทนกันไม่ได้ ไม่งั้นติดคุกถ้าทำได้อย่างนี้เขาจะตั้งกี่พรรคก็ได้

ย้อนกลับมาคำถามข้อ 3 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องทำให้การเลือกตั้งมีธรรมาภิบาล คำนึงถึงอนาคตประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ หากทำไม่ได้ก็จะเหมือนที่ผ่านมา คือ การเลือกตั้งเป็นแค่พิธีกรรมเข้าสู่การยึดครองอำนาจรัฐ ซึ่งจะต้องทำไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การเลือกตั้งจึงต้องทำเมื่อเกิดความพร้อม เกิดการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ที่สำคัญ ส่วนที่ยังทำไม่เสร็จก็ทำต่อไป

ส่วนคำถามสุดท้ายข้อที่ 4  หากนักการเมืองมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ​สมควรเข้ามาสู่การเลือกตั้งหรือไม่ ​ส่วนตัวเห็นว่า​ คนทั้งประเทศต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วนตัวจึงอยากให้คำถามทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นการปลุกให้ประชาชนตื่นตัวกับภาระหน้าที่ของประชาชนเตรียมดูแลประเทศ ​

สุเทพ บอกว่า นี่เป็นจุดยืนตั้งแต่แรกเมื่อออกมาเดินขบวนว่าต้องมีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งต้องทำให้เสร็จหากไล่ดูความคืบหน้าก็จะพบการดำเนินการที่ผ่านมา ทั้ง พ.ร.บ.กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งมีแนวคิดเลิก กกต.จังหวัด เปลี่ยนเป็นผู้ตรวจนั้น  เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ก็ต้องมีกลไกอื่น เช่น ศาลเลือกตั้ง ที่จะต้องไปว่ากันในรายละเอียด

“ที่สำคัญคือกฎหมายที่ออกมา​ต้องทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่มีการซื้อขายเสียง ใช้อิทธิพล เอาตำแหน่งหน้าที่เข้าไปช่วย ที่ผ่านมาผมฟ้อง กกต.​ยังติดคุกอยู่เดี๋ยวนี้ เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันทำให้ได้ตัวแทนประชาชนที่ได้รับความไว้วางใจเข้าไปทำหน้าที่แทนเขาจริงๆ ไม่ใช่ประมูลตำแหน่ง สส.หรือโกง​ทุจริต เลือกตั้งได้เข้ามา”​​

รวมไปถึงเรื่องการปฏิรูปการบริหารแผ่นดิน อย่างเรื่องผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนตัวเห็นว่าต้องทำให้เป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีอำนาจบังคับบัญชาราชการทั้งหมดในจังหวัด ทำแผนพัฒนาจังหวัด ​สอดคล้องยุทธศาสตร์​การพัฒนาชาติ และอยู่ในระยะเวลาทำแผนเสร็จ คือ 4 ปี ​

สุเทพ อธิบายว่า หากยังไม่พร้อมที่จะเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เหมือนแต่งตั้งรัฐมนตรี และให้ยึดโยง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้ง ต้องเป็นคนที่จังหวัดยอมรับโดยให้สภาจังหวัดเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ เหมือนประธานาธิบดีแต่งตั้งรัฐมนตรี​ก็ต้องถามวุฒิสภา​

กรณีการปฏิรูปตำรวจ ที่มีแนวคิดจะให้ไปขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม ตรงนี้ไม่ใช่​การปฏิรูป แต่ต้องปรับปรุงโครงสร้าง วิธีบริหารใหม่ ให้ตำรวจเป็นตำรวจประชาชน ดูแลประชาชนได้ ที่แล้วมาตำรวจพยายามจัดองค์กรเลียนแบบกองทัพ มีแม่ทัพภาค ​รวมอำนาจไว้ส่วนกลาง ซึ่งไม่จำเป็น อีกทั้งเห็นด้วยกับการที่จะให้ตำรวจไปขึ้นกับจังหวัด เพื่อสะดวกในการดูแลประชาชน

เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ได้ยินรัฐมนตรีว่าการตอบคำถามบอกว่า ต้องสร้างอาชีวศึกษา ให้เกิดประโยชน์ ​มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีครูอยู่แล้วตามโรงงานต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐมนตรีเก่ง มองเห็นปัญหา เพราะหากรออีก 5 ปีไปสร้างครู ก็จะไม่ทันการณ์ เรื่องนี้ควรจะไปเชื่อมโยงกับประชารัฐ กับปฏิรูปการศึกษา และสอนเรื่องศาสนาศีลธรรมควบคู่กันไป

สุเทพ อธิบายว่า การออกมาตั้งคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงนี้จึงถือเป็นการถูกต้อง เหมาะสมที่ทำให้เกิดการปฏิรูป ​​ปลุกให้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิด รวมไปถึงถ้าประชาชนจำนวนมากคิดตรงกันว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ก็ต้องหาคนที่มีความคิดเหมือนกันไปลงเลือกตั้ง มี สส.สนับสนุน ให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เดินหน้าปฏิรูปประเทศ หรือจะใช้วิธีไหนก็ต้องมาช่วยกันคิด

 

ระดมสมอง “หลุมดำ…พลังงานไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997232

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง

เร่งรัฐเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียม ปตท.สผ.-เชฟรอน ซุ่มรอดูเงื่อนไข

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา นักศึกษาหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ (วพม.4) สถาบันวิทยาการพลังงาน ได้จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “หลุมดำ…พลังงานไทย” โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีนายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระ นายคุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และนายศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองแผนงานเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมเสวนา โดย พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า พลังงานเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งทุกฝ่ายต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อเดินหน้านโยบายพลังงานให้เพียงพอต่อความ ต้องการใช้พลังงานของประเทศ

ด้านนายพรายพลกล่าวถึงการเปิดประมูลแหล่งบงกช-เอราวัณ ซึ่งเป็นแหล่งเก่าที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 65-66 ว่า ภาครัฐควรใช้วิธีการประมูลแบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี โดยกำหนดผลตอบแทนภาครัฐและจูงใจการลงทุนเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน และควรเร่งเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมรอบ 21 โดยเร็วที่สุด เพราะรัฐได้ประโยชน์ทั้งภาษี ค่าภาคหลวง และเกิดการลงทุนต่อเนื่องคิดเป็นมูลค่าราว 100,000 ล้านบาทต่อปี

ขณะที่นายศุภลักษณ์กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯ กำลังหาทางที่จะยืดอายุการผลิตของแหล่งบงกช-เอราวัณ ให้รักษาระดับการผลิตในอัตราปัจจุบันให้นานที่สุด เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมล่าช้ากว่าแผนเดิมมาก ซึ่งล่าสุดได้เจรจากับผู้รับสัมปทานทั้ง 2 ราย คือบริษัท ปตท.สผ.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ปตท.สผ. และบริษัท เชฟรอน (ประเทศไทย) ให้คงกำลังผลิตเดิม ไปจนถึงปี 2562-2563 จากเดิมจะต้องลดกำลังการผลิตลงในปี 2561 ส่วนนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิง กล่าวว่า กำลังหารือกับกรม สรรพากรเพื่อหาช่องทางจูงใจให้เอกชนร่วมยืดอายุแหล่งผลิตออกไป เช่น การนำค่าเสื่อมจากการลงทุนแหล่งปิโตรเลียมไปหักค่าใช้จ่ายภายใน 5 ปี หรือจะนำหักค่าใช้จ่ายในแหล่งผลิตอื่นได้หรือไม่

ด้านนายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนคำนึงถึงมากที่สุดคือ เสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงาน ดังนั้น ภาครัฐต้องวางแผนรองรับการใช้พลังงานของประเทศให้เพียงพอ ซึ่งในอนาคตภาครัฐต้องเตรียมพร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งจากรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV และโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงและรถไฟทางคู่

ขณะที่ฝั่งผู้สนใจประมูลสัมปทาน นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) กล่าวว่า ปตท.สผ.อยู่ระหว่างรอดูเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) แหล่งปิโตรเลียมรอบที่ 21 ว่าจะมีรูปแบบอย่างไร แต่ยืนยันว่าจะยื่นประมูลอย่างแน่นอน

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร เชฟรอน กล่าวว่า บริษัทฯขอดูเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) ก่อนว่าจะเป็นรูปแบบใด ซึ่งคาดว่ากระทรวงพลังงานจะประกาศภายในเดือน ส.ค.2560 นี้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าบริษัทจะยังคงลงทุนในประเทศไทยเป็นเวลา 100 ปี จากปัจจุบันลงทุนในไทยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ปี.

 

คลังอึ้ง คนไทยจน-แก่-พิการอื้อ แถมหนี้นอกระบบทุกหย่อมหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997254

ระดมจ้างนักศึกษาสำรวจพวกมั่วนิ่ม

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยได้ส่งข้อมูลการตรวจสอบรายชื่อประชาชนที่ลงทะเบียน เพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐ ประจำปี 2560 เรียบร้อยแล้ว พบมีจำนวนประชาชนที่มีความยากจนมากที่สุด โดยเข้าข่าย 4 ด้าน คือ ชราภาพ ยากจน พิการและเป็นหนี้นอกระบบจำนวน 4,000 คน คนกลุ่มนี้รัฐจะให้ความช่วยเหลือก่อนเป็นอันดับแรก และใช้เงินช่วยเหลือมากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถประกอบอาชีพ หรือช่วยเหลือตัวเองได้

“กระทรวงการคลังจำเป็นต้องจำแนกกลุ่มคนออกชัดเจน เพื่อนำมาตรการหรือการให้ความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มบุคคลนั้นๆ ได้ถูกต้องตรงเป้าหมาย ซึ่งผลจากการลงทะเบียนผู้ที่มีรายได้น้อย 14.1 ล้านคนพบกลุ่มที่ 1 คือคนยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี มีอยู่ประมาณ 7-8 ล้านคน กลุ่มที่ 2 คนชรามีประมาณ 8 ล้านคนที่รับเบี้ยผู้สูงอายุและในจำนวนนี้มีประมาณ 4 ล้านคนที่ยากจน โดยมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี กลุ่มที่ 3 คนพิการ 445,000 คน และกลุ่มที่ 4 ติดหนี้เงินกู้นอกระบบ 1.3 ล้านคน โดยมาตรการที่จะให้ความช่วยเหลือยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน แต่มีข้อเสนอ เช่น รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี เป็นต้น ส่วนจะมีสวัสดิการอื่นๆ เพิ่มหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินและจำนวนคนที่จะรับสวัสดิการจากรัฐ”

นอกจากนี้ ผลตรวจสอบข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยยังระบุว่า ยอดลงทะเบียน 14.1 ล้านคน มีประชาชนที่มีเงินฝากหรือทรัพย์สินเกินกว่า 100,000 บาท แต่ยังลงทะเบียนขอรับสวัสดิการจากรัฐบาล หรือพวกมั่วนิ่มประมาณ 700,000 คน และยังมีอีก 40,000 คน ที่ไม่มีตัวตน เช่นเสียชีวิต ลงทะเบียนซ้ำสองรอบสามรอบ เป็นต้น ขั้นตอนต่อไปสำนักงานสถิติแห่งชาติ จะว่าจ้างนักศึกษาทั่วประเทศ 70,000 คน ลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงอีกเป็นครั้งที่ 2.

 

แจงข้อมูลตู้เอทีเอ็มโดนสกิมมิ่ง “ของจริง” แต่ใช้ป้องกัน-ดูแลลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997240

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีข้อมูลรายละเอียดเรื่องตู้เอทีเอ็มที่ได้ถูกแก๊งมิจฉาชีพทำสกิมมิ่ง (Skimming) และมีการส่งต่อข้อมูลต่อๆกันผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งเป็นข้อมูลตู้เอทีเอ็มของธนาคารไทยพาณิชย์นั้น ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า การส่งหนังสือเวียน เรื่องตู้เอทีเอ็มที่มีข้อสงสัยว่าจะถูกทำสกิมมิ่งนั้นเป็นการดำเนินงานปกติของที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งที่เป็นของสมาชิกชมรมบัตรเอทีเอ็ม ที่จะมีการแบ่งปันข้อมูลผ่านชมรมบัตรเอทีเอ็ม เพื่อป้องกันและยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเมื่อธนาคารแห่งใดสงสัยว่าตู้จะโดนสกิมมิ่ง ก็จะมีการส่งข้อมูลต่อๆกันให้สมาชิกของชมรมบัตรเอทีเอ็มทุกรายรับทราบ เพื่อให้ธนาคารผู้ออกบัตรเอทีเอ็มตรวจสอบและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

โดยในกรณีที่เมื่อมีการแจ้งข้อมูลเรื่องทุจริต หรือความผิดปกติ ธนาคารพาณิชย์จะมีการตรวจสอบว่า ลูกค้ารายใดไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ตู้เอทีเอ็มดังกล่าวบ้าง หากมีการใช้ตู้เอทีเอ็มในช่วงนั้นและอาจจะเกิดความเสียหายได้ ธนาคารผู้ออกบัตรเอทีเอ็มจะมีการแจ้งลูกค้าให้เปลี่ยนบัตรใหม่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยของข้อมูล แต่ถ้าหากบัตรเอทีเอ็มถูกดูข้อมูลไปกระทำทุจริต เช่น การโดนดึงเงินออกจากบัญชี ธนาคารผู้ออกบัตร จะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของชมรมบัตรเอทีเอ็ม.

 

สคบ.โชว์คดีฟ้อง “คุ้มครองผู้บริโภค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997229

พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แถลงผลงาน สคบ. เดือน เม.ย.-มิ.ย.2560 มีผู้ร้องเรียน 3 ประเภท 2,417 เรื่อง แบ่งเป็น อสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย 826 เรื่อง สินค้าบริการ 974 เรื่อง สินค้าอุปโภคและบริโภค 617 เรื่อง โดย สคบ.แก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้ 284 ราย คิดเป็นเงิน 24.53 ล้านบาท

นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า มี 4 เรื่องที่เป็นไฮไลต์การทำงานของ สคบ. โดย 2 เรื่องแรกคณะกรรมการ สคบ.มีมติให้ดำเนินคดีแพ่งกับบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เจ้าของโรงพยาบาลกรุงเทพ และดำเนินคดีแพ่งกับโรงพยาบาลพญาไท 2 เพื่อบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาเช่นเดิม พร้อมทั้งบังคับให้ชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย เนื่องจากในปี 2544 บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการได้ทำสัญญากับผู้บริโภค 99 ราย ในโครงการไลฟ์พริวิเลจคลับ โดยให้ผู้บริโภคนำทองคำน้ำหนัก 200 บาท มาจ่ายไว้ และมีค่าใช้จ่ายเพียงครั้งละ 100 บาท เมื่อเข้ารับบริการรักษาพยาบาล แต่ต่อมาในปี 2559 บริษัทฯได้แจ้งหยุดโครงการนี้ ส่วนโรงพยาบาลพญาไท 2 มีการทำสัญญากับผู้บริโภคในโครงการ พญาไท อัลติเมต ทรัสต์ ในปี 2551 วงเงิน 1.5-2 ล้านบาทต่อราย รวม 19 ราย ต่อมาปี 2560 โรงพยาบาลได้แจ้งยกเลิกและพร้อมคืนเงินเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ย มีผู้บริโภค 4 รายยอมรับเงื่อนไข

ส่วนเรื่องที่ 3 สคบ.มีมติให้ดำเนินคดีแพ่งกับบริษัท ทรู ฟิตเนส จำกัดและกรรมการ ได้แก่ นายแพทริค จอห์น วี อวี้ เซง นายอดิศักดิ์ นฤเปรมปรีดิ์ นายภานุวัฒน์ แพรัตกุล น.ส.ศศิธร มูลใจทราย เพื่อบังคับคืนเงินแก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย กรณีทรูฟิตเนสปิดให้บริการ ซึ่งมีผู้มาร้องเรียนกับ สคบ.แล้ว 930 ราย ค่าเสียหาย 48.2 ล้านบาท ซึ่งแม้บริษัทจะปิดให้บริการแต่สามารถเรียกทรัพย์คืนจากกรรมการบริษัทได้ เรื่องที่ 4 ได้ปราบปรามสินค้าที่มีคำสั่งห้ามขาย ห้ามให้บริการบารากุและบุหรี่ไฟฟ้า โดยจับกุมผู้ลักลอบได้ 48 แห่ง รวมมูลค่าของกลางกว่า 4 ล้านบาท.

 

เริ่มลอยตัวก๊าซแอลพีจี 1 ส.ค. ยันราคาไม่ขยับขึ้น-ดูแลคนจนไม่เปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997225

กบง.เคาะลอยตัวแอลพีจีเต็มรูปแบบครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย เริ่ม 1 ส.ค.นี้ ปล่อยราคาตามตลาดโลก ขณะที่รัฐกำหนดอ้างอิงรายเดือนเท่านั้น ยกเว้นเกิดปัญหากับระบบเศรษฐกิจ ยันลอยตัว แล้วราคาไม่ขึ้น-ดูแลผู้มีรายได้น้อยเช่นเดิม ตรึงราคาเดือน ก.ค.ที่ 20.49 บาทต่อ กก.

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ว่า กบง.เห็นชอบในหลักการแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซแอลพีจี (LPG) ทั้งระบบ มีผลตั้งแต่ 1 ส.ค.นี้เป็นต้นไป เพื่อรองรับอนาคตที่ไทยจะต้องนำเข้าก๊าซมากขึ้นจากข้อจำกัดแหล่งการผลิตในประเทศที่แนวโน้มจะลดลง อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวรัฐยังคงดูแลผู้ใช้แอลพีจีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยคงเดิม

โดย กบง.มีมติให้ยกเลิกการกำหนดแอลพีจีหน้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน และโรงอะโรเมติกส์ ยกเลิกการกำหนดราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซแอลพีจี พร้อมยกเลิกการกำหนดอัตราเงินส่งเข้า หรือชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากทุกส่วนของการผลิต ยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ เพื่อให้ตลาดก๊าซแอลพีจีมีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ แต่ยังคงให้ สนพ. ติดตามและประกาศเฉพาะราคาอ้างอิงเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำกับดูแลราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีในประเทศ รวมทั้งให้ สนพ.มีกลไกการติดตามสถานการณ์ ราคานำเข้าก๊าซแอลพีจีและต้นทุนโรงแยกก๊าซอย่างใกล้ชิดเป็นรายเดือน ซึ่งหากราคาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

“ตามที่คาดการณ์ไว้ในเดือน ส.ค. กองทุนฯคงไม่มีการอุดหนุนราคาเลย จากที่ขณะนี้อุดหนุนอยู่ที่ประมาณ 12 สต.ต่อกิโลกรัม (กก.) ซึ่งเท่ากับเป็นราคาที่ไม่มีการอุดหนุนใดๆ ดังนั้น เมื่อมีการลอยตัวเชื่อว่าราคาขายปลีกเองก็จะไม่ขึ้นแน่นอนแต่จะลงหรือไม่ต้องอยู่ที่ตลาดโลก ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนบัญชีแอลพีจีก็ยังจะทำหน้าที่ดูแลราคาขายปลีกแอลพีจีในช่วงเฉพาะกรณีที่วิกฤติราคาจนกระทบเศรษฐกิจเท่านั้น ก็เหมือนกรณีน้ำมัน”

ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การลอยตัวราคาแอลพีจีครั้งนี้ นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของไทยที่ดำเนินนโยบายเปิดเสรีนำไปสู่การลอยตัวราคา สะท้อนต้นทุนตลาดโลกแท้จริงครบทั้งหมด น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) และแอลพีจี “ขอย้ำว่าการดูแลกลุ่มผู้มีรายได้น้อยสำหรับแอลพีจียังคงเดิม แต่อาจจะมีการโยกไปอยู่ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือบัตรคนจนแทน แต่เงินทางกองทุนน้ำมันส่วนบัญชีแอลพีจีก็ยังโอนไปอยู่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกรมบัญชีกลางอยู่คงได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ ส่วนทิศทางราคาแอลพีจีตลาดโลกระยะยาว ยังเชื่อว่าจะไม่สูงนักและการแข่งขันมากขึ้น โดยระดับการค้าส่งเริ่มแล้ว และระดับค้าปลีกในส่วนของขนส่งแข่งขันมาก ส่วนในภาคครัวเรือนมี 3 กลุ่มหลักคือ ปตท. สยามแก๊ส และเวิลด์แก๊ส” นายทวารัฐกล่าว

สำหรับราคาแอลพีจีในเดือน ก.ค.60 กบง.ได้เห็นชอบคงราคาขายปลีกแอลพีจีที่ 20.49 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) แม้ว่าต้นทุนจากการคำนวณจะลดลง 1.4262 บาทต่อ กก.โดยได้ลดอัตราการโดยปรับลดอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ลง 1.4262 บาทต่อ กก.จากเดิมกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 1.5469 บาทต่อ กก. เป็นชดเชย 0.1207 บาทต่อ กก. ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค.เป็นต้นไป โดยขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนบัญชีแอลพีจีอยู่ที่ 6,448 ล้านบาท.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 07/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997192