ติวเข้มนักส่งเสริมสหกรณ์ระดับอำเภอ สร้าง‘Smart Officer’เคลื่อนนโยบายรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290241

x

ติวเข้มนักส่งเสริมสหกรณ์ระดับอำเภอ สร้าง‘Smart Officer’เคลื่อนนโยบายรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายเสนอ ชูจันทร์ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรม หลักสูตร “การพัฒนานักส่งเสริมสหกรณ์ระดับอำเภอสู่การเป็น Smart Officer”รุ่นที่ 6 พร้อมทั้งบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สู่การพัฒนาสหกรณ์” เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้และแนวทางปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้ประสานราชการกับอำเภอตามภารกิจของกรม และสามารถที่จะนำความรู้ที่ได้รับไปสู่การปฏิบัติงานส่งเสริม และกำกับดูแลสหกรณ์ที่อยู่ในความรับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามคุณลักษณะของ Smart Officer โดยมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมกว่า 100 คน

ทั้งนี้ตามนโยบายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะหน่วยงานในระดับพื้นที่ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดประชาชน จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งบุคลากรในพื้นที่จะต้องเข้าใจแนวทางการดำเนินงาน วิธีปฏิบัติงาน และการประสานการดำเนินงานกับทุกภาคส่วนได้เป็นอย่างดี และยังควรได้รับการเสริมสร้างให้มีคุณลักษณะเป็นSmart Officer ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้แต่งตั้งให้มีผู้ที่ทำหน้าที่ในการประสานงานราชการกับอำเภอ เพื่อให้การปฏิบัติงานส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในความรับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อำเภอที่รับผิดชอบ และขับเคลื่อนโครงการ/กิจกรรมตามแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ และเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

เปิดผลสำเร็จสหกรณ์เดินรถกระทุ่มแบน ยึด‘เศรษฐกิจพอเพียง-บัญชีครัวเรือน’ช่วยสมาชิกอยู่ดีกินดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290245

x

เปิดผลสำเร็จสหกรณ์เดินรถกระทุ่มแบน ยึด‘เศรษฐกิจพอเพียง-บัญชีครัวเรือน’ช่วยสมาชิกอยู่ดีกินดี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สหกรณ์เดินรถกระทุ่มแบน จำกัด เป็นสหกรณ์บริการที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้ไม่ได้มีจำนวนสมาชิกมากนัก แต่ด้วยสมาชิกถูกปลูกจิตสำนึกด้านอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงการจัดทำบัญชีครัวเรือน และความสามัคคีปรองดอง การเชื่อมโยงเครือข่าย ทำให้สามารถช่วยเหลือสมาชิกให้อยู่ดี กินดี มีความสุข และออกไปให้บริการสังคมอย่างภาคภูมิใจ

สหกรณ์เดินรถกระทุ่มแบน จำกัดจัดตั้งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2523 สมาชิกแรกตั้ง 204 คน ตั้งอยู่ที่ 438/51-52 ตำบลตลาดกระทุ่มแบน อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ปัจจุบันมีคณะกรรมการดำเนินการ 11 คน เจ้าหน้าที่สหกรณ์ 2 คน สามารถบริหารจัดการจนทำให้การดำเนินงานของสหกรณ์ประสบความสำเร็จและมีผลกำไรต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2557 มีปริมาณธุรกิจ 13.15 ล้านบาท ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ 11.42 ล้านบาท จัดหาสินค้ามาจำหน่าย 0.23ล้านบาท และการรับฝากเงิน 1.06 ล้านบาท เงินปันผล 0.22 ล้านบาท เงินเฉลี่ยคืน 0.92 ล้านบาท ในรอบปีบัญชีล่าสุดได้รับการจัดชั้นคุณภาพการควบคุมภายในของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อยู่ในระดับดีมาก

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยจัดโครงการต่างๆ เพื่อให้สมาชิกมีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดี เช่น โครงการรอบรู้เรื่องสหกรณ์ เพื่อปูพื้นฐานให้สมาชิกเข้าใจอย่างถ่องแท้ในอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ และยังประสานความร่วมมือกับกรมขนส่งทางบกจัดอบรมสมาชิกเกี่ยวกับการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยลดอุบัติเหตุ โครงการเงินสัจจะออมทรัพย์ เพื่อให้สมาชิกได้มีเงินออม โดยสหกรณ์ให้ความรู้ด้านบริหารเงินส่วนบุคคลและการจัดทำบัญชีครัวเรือน การวางแผนการใช้จ่ายเงินหลังการออมได้เพียงพอและเหมาะสมให้แก่สมาชิก

ที่ผ่านมา สหกรณ์ฯ ได้สนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ มากมาย เช่น การจัดสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกและครอบครัวสมาชิก ทั้งด้านการอบรม การดูงานเพื่อพัฒนาบุคคลภายใน สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล ช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภัยพิบัติ และยังมีกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์แก่สังคมด้วย เช่น การสนับสนุนการทำกิจกรรมทอดกฐินพระราชทานกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ การให้บริการรถรับ-ส่งนักเรียนและประชาชนทั่วไปโดยไม่เก็บค่าบริการเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล การร่วมมือกันลดการใช้น้ำ ใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นเพื่อลดโลกร้อน การปลูกป่าชายเลน ปลูกป่าทดแทน เป็นต้น

รายงานพิเศษ : กรมพัฒนาที่ดินกับความก้าวหน้า งานขับเคลื่อนนโยบาย‘กระดาษ A4’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290247

รายงานพิเศษ : กรมพัฒนาที่ดินกับความก้าวหน้า งานขับเคลื่อนนโยบาย‘กระดาษ A4’

รายงานพิเศษ : กรมพัฒนาที่ดินกับความก้าวหน้า งานขับเคลื่อนนโยบาย‘กระดาษ A4’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ) ได้วางแนวทางการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปภาคการเกษตรไทยร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ครบวงจร มีการนำนวัตกรรมแบบอัจฉริยะมาใช้ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการตลาด ยกระดับมูลค่าด้วยคุณภาพมาตรฐานสินค้าการเกษตร ประหยัดทรัพยากรน้ำ มีการใช้พื้นที่การเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อสนองนโยบายประชารัฐ โดยแนวคิดการยกกระดาษ A4 ให้ทุกหน่วยงานทำงานแบบบูรณาการ สามารถทำงานขับเคลื่อนตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระดาษ A4 เปรียบเหมือนพื้นที่การเกษตรของไทย 149 ล้านไร่ ที่มีอยู่จำกัดในปัจจุบัน ซึ่งจะมีการพัฒนาหรือทำอย่างไรที่จะทำให้เกษตรกรไทยไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ นั่นคือ การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น มีความภาคภูมิใจในอาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้มั่นคง โดยเร่งดำเนินงานตามนโยบายที่สำคัญ 9 เรื่อง (13 แผนงาน) ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) แปลงใหญ่ Zoning by Agri-Mapมาตรฐานสินค้าเกษตร เกษตรอินทรีย์ เกษตร GAP เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน ธนาคารสินค้าเกษตร แผนผลิตข้าวครบวงจร การจัดหาที่ดินทำกินของ ส.ป.ก. และระบบส่งน้ำ กระจายน้ำ น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือสินค้าเกษตรมีคุณภาพ มีตลาดรองรับ สามารถลดต้นทุนได้ 20% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20%

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรม ได้เร่งดำเนินการขับเคลื่อนงานตามนโยบายที่สำคัญใน 6 เรื่อง จาก 13 แผนงาน ประจำปี’60 ได้แก่ 1. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (ศพก.) อำเภอละ1 ศูนย์ 882 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยได้จัดทำจุดเรียนรู้การพัฒนาที่ดิน เพื่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินเพื่อช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรประชาชนผู้สนใจทั่วประเทศ ดำเนินการได้ครบตามแผนงาน 882 ศูนย์ / 2. โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2560 พื้นที่เป้าหมาย1,000 แปลง (พืช สัตว์ ประมง) ในพื้นที่ 77 จังหวัด กรมให้การสนับสนุนกิจกรรมปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อผลิตพืชแต่ละชนิด 910 แปลง (ยกเว้นแปลงสัตว์-ประมง รวม 90 แปลง) ดังนี้ แปลงนาข้าว รวม 519 แปลง 68 จังหวัด รวม1,251,194 ไร่ เกษตรกร 88,992 ราย แปลงพืชไร่ รวม 150 แปลง 40 จังหวัด รวมพื้นที่ 246,630 ไร่ เกษตรกร 16,103 ราย แปลงไม้ผลไม้ยืนต้น รวม 174 แปลง 51 จังหวัด รวมพื้นที่ 416,994 ไร่เกษตรกร 21,493 รายแปลงพืชผัก รวม 67 แปลง 52 จังหวัด รวมพื้นที่ 26,991 ไร่เกษตรกร 5,821 ราย/3.โครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-map) แผน 100,000 ไร่ ดำเนินงานได้ 34,371.75 ไร่ (34.37%)/4. มาตรฐานสินค้าเกษตร เป็นการเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่เกษตรกรเพื่อตรวจวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดิน การให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน แผน 700 ตัวอย่างดำเนินงานได้ 640 ตัวอย่าง (91.43%) เกษตรอินทรีย์ แผน 10,150 ไร่ดำเนินงานได้ 14,176.75 ไร่ (139.69%)

5.การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน) นำเกษตรกรศึกษาดูงานแปลงต้นแบบ เป้าหมาย 6,292 ราย และสนับสนุนปัจจัยการผลิตพื้นฐาน เป้าหมาย 2,008 แปลง ดำเนินงานได้ 1,832 ราย / 6. โครงการธนาคารสินค้าเกษตร เป้าหมาย 80 แห่ง ดำเนินงานได้ครบ 80 แห่ง ผลิตปุ๋ยหมักพระราชทาน ครบเป้าหมาย 2,682 ตัน ผลิตน้ำหมักครบเป้าหมาย 759,500 ลิตร / 7. การผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร (ปอเทือง) ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ ไถเตรียมดิน เป้าหมาย 194,510.27 ไร่ (100%) ไถกลบเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด (3 ใน 4 ของพื้นที่) เป้าหมาย 145,830.67 ไร่ ดำเนินงานได้ 124,347.44 ไร่ เก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์และไถกลบ (1 ใน 4 ของพื้นที่)เป้าหมาย 5,841,552 กิโลกรัม ดำเนินการได้ 116,690.20 กิโลกรัม ดำเนินการแล้วเสร็จและผลการดำเนินงานไม่ได้ตามเป้าหมายเนื่องจากปัญหาภัยแล้งมีโรคแมลงและหนอนระบาด / 8. โครงการจัดที่ดินทำกินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินในเขตปฏิรูป (ส.ป.ก.) ดำเนินการใน 6 ขั้นตอน ได้แก่ การรับข้อมูลขอบเขตพื้นที่โครงการจาก ส.ป.ก. เป้าหมาย 21 แปลง ดำเนินงานได้ 21 แปลง การวิเคราะห์ข้อมูลดิน การใช้ที่ดิน และความเหมาะสมของดินต่อการปลูกพืช เป้าหมาย 12 แปลง ดำเนินการได้ 10 แปลง การจัดทำร่างแนวทางการใช้ที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. เป้าหมาย 12 แปลง ดำเนินงานได้ 10 แปลง การพิจารณาและตรวจสอบแนวทางการใช้ที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. / ประสานงานและจัดส่งรายงานให้ ส.ป.ก. จังหวัด ติดตามและรายงานผลการดำเนินงานของโครงการ เป้าหมายอย่างละ 12 แปลง ดำเนินงานได้ อย่างละ 7 แปลง

9.การพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำ (1) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ เป้าหมาย 187 แห่ง ดำเนินงานได้ 174 แห่ง / แหล่งน้ำขนาดเล็ก เป้าหมาย 149 แห่ง ดำเนินงานได้ 138 แห่ง / ระบบท่อส่งน้ำ เป้าหมาย 38 แห่ง ดำเนินงานได้ 36 แห่ง และมีเงินเหลือจ่ายสามารถดำเนินโครงการเพิ่มเติมอีก 47 แห่ง ดำเนินงานได้ 36 แห่ง (โดยเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็ก เป้าหมาย 40 แห่ง ดำเนินงานได้ 29 แห่ง / ระบบท่อส่งน้ำเป้าหมาย 7 แห่ง ดำเนินงานได้ 6 แห่ง (2) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำชุมชน เป้าหมาย 7 แห่ง ดำเนินงานได้ 5 แห่ง (3) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน เป้าหมาย 44,000 บ่อ ดำเนินงานได้ 44,000 บ่อ และมีเงินเหลือจ่ายสามารถดำเนินโครงการเพิ่มเติมอีก 2,967 บ่อ ดำเนินงานได้ 2,888 บ่อ / 10. Smart Farmer เป้าหมาย 82,744 ราย ดำเนินงานได้ 82,744 ราย แบ่งการจัดฝึกอบรมหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน 74,558 ราย หมอดินอาสาประจำตำบล 7,213 ราย หมอดินอาสาประจำอำเภอ 896 ราย หมอดินอาสาประจำจังหวัด 77 ราย / 11. Smart Office เป้าหมาย 1,367 ราย ดำเนินงานได้ 1,406 ราย โดยแบ่งเป็น (1) โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรเป็น Smart Office (ภายในกรม) เป้าหมาย 1,201 ราย ดำเนินงานได้ 1,211 ราย (2) โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรเป็น Smart Office (ภายนอกกรม) เป้าหมาย 166 ราย ดำเนินงานได้ 195 ราย / 12. มาตรฐานสินค้าเกษตร เกษตรกรมีการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน มีการผลิตและใช้ปัจจัยการผลิตที่ได้มาตรฐานอย่างยั่งยืน เป้าหมาย 700 ตัวอย่าง ดำเนินงานได้ 640 ตัวอย่าง

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินได้มุ่งเน้นการพัฒนาที่ดินในพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการเพาะปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรกรรม หรือการจัด Zoning การทำวิจัยเพื่อการพัฒนาที่ดิน ทั้งด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุง แก้ไขดินที่มีปัญหา รวมทั้งปฏิบัติการพัฒนาที่ดินและการอนุรักษ์น้ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้นำไปปรับใช้ เพื่อการพัฒนาการเกษตรให้เป็นไปอย่างยั่งยืนต่อไป

ประตูระบายน้ำคลองจินดา มณีจินดาแห่งสวนผลไม้และกล้วยไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290315

ประตูระบายน้ำคลองจินดา  มณีจินดาแห่งสวนผลไม้และกล้วยไม้

ประตูระบายน้ำคลองจินดา มณีจินดาแห่งสวนผลไม้และกล้วยไม้

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560, 21.16 น.

ผืนแผ่นดินระหว่างแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลองคือสวนผลไม้และสวนกล้วยไม้ผืนใหญ่ของประเทศไทยในเขตที่ราบภาคกลาง

ส่วนเชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลองคือคลองดำเนินสะดวก ทั้งเพื่อเป็นเส้นทางสัญจรและเป็นเส้นเลือดใหญ่ให้กับพื้นที่เพาะปลูก 5 อำเภอ ของจังหวัดสมุทรสาคร ราชบุรี และสมุทรสงคราม

ดั้งเดิมมาปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเค็มทะลัก ไม่ค่อยเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นด้วยความสมบูรณ์ของแม่น้ำเจ้าพระยาที่แตกสาขาเป็นแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลองที่รับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ และ เขื่อนวชิราลงกรณ ส่งลงมาจ่ายแจกและไล่น้ำเค็ม และไม่ค่อยมีสิ่งปลูกสร้างที่ขวางทางน้ำมากนัก

ปี 2557-2559 เกิดภาวะแห้งแล้ง ไหนจะขาดแคลนน้ำจนส่งลงมาผลักดันน้ำเค็มได้น้อย น้ำเค็มจึงคงทะลักขึ้นสร้างความเสียหายให้กับสวนเกษตรในพื้นที่เหล่านี้มากมาย

คลองจินดา ต.บางช้าง อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นคลองขุดสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ปากคลองเป็นแม่น้ำท่าจีน อยู่ด้านเหนือและขนานกับคลองดำเนินสะดวกในแนวตะวันตก-ตะวันออก  แต่สั้นกว่าเพียง 14 กิโลเมตรก็ตันเพราะชนกับถนนสายพระประโทน-บ้านแพ้ว แต่มีคลองเชื่อมคลองดำเนินสะดวกในแนวเหนือ-ใต้ ได้แก่ คลองเจ็ดริ้ว คลองเขื่อนขันธ์ และคลองตาปลั่ง

คลองจินดาจึงมีความสำคัญ เพราะเมื่อถูกน้ำเค็มกระทบ ก็พลอยกระเทือนถึงคลองดำเนินสะดวก หรือน้ำหลากก็หลากลงคลองดำเนินสะดวกเช่นกัน

จึงเป็นที่มาของโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองจินดา ซึ่งเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 โดยนายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานในพิธีเปิด โดยกล่าวว่า ประตูระบายน้ำคลองจินดาจะเป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำให้เกษตรกรมีความมั่นคงด้านน้ำยิ่งขึ้น ไม่ว่าน้ำเค็ม น้ำท่วม และการขาดแคลนน้ำ ในฤดูแล้งที่น้ำเค็มหนุนเข้ามาก็จะปิดบาน และจะเปิดบานเมื่อน้ำหลากจากด้านเหนือลงมา พร้อมทั้งกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร

“ที่น่าดีใจมาก ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เพิ่งลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำหรือ JMC กรมชลประทานก่อสร้าง ปตร.คลองจินดา ก็จะมอบการบริหารจัดการน้ำให้ JMC ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้ใช้น้ำ ฝ่ายปกครอง และกรมชลประทาน ได้ร่วมบริหารกันต่อไป เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

นายสัญชัยกล่าวอีกว่า ปากคลองสำคัญๆ ต่อไปต้องศึกษาและใช้อาคารชลประทานอย่างประตูระบายน้ำในการแก้ไขปัญหาน้ำเช่นกัน เมื่อ ปตร.คลองจินดา แล้วเสร็จและเปิดใช้งานต่อไปอาจต้องนำเกษตรกรในพื้นที่เดือดร้อนมาดูงานก็จะเห็นประโยชน์ของการมีประตูระบายน้ำปากคลอง และเข้าใจถึงความจำเป็นในการพัฒนา เพราะ ปตร.คลองจินดา เองก็ใช้เวลาหลายปีกว่าบรรลุความตกลงใจของเกษตรกรได้

นายณรงค์ ลีนานนท์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเสริมว่า การก่อสร้างครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรในพื้นที่อย่างดี  โดยเจ้าของที่ดินทั้งสองฝั่งคลองยินยอมให้กรมชลประทานเข้ามาใช้พื้นที่ในการก่อสร้างโดยไม่คิดมูลค่า นับเป็นความร่วมมือที่ดีและก่อเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่ดังกล่าวเป็นสวนไม้ผล และสวนกล้วยไม้ ซึ่งต้องกังวลใจจากน้ำเค็มรุกล้ำขึ้นมาทุกปี

ในขณะที่นายประพิศ จันทร์มา ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานก่อสร้าง ปตร.คลองจินดา กล่าวว่า ปตร.คลองจินดา ประกอบด้วยประตูระบายน้ำขนาด 6×6  เมตร จำนวน 2 ช่อง และประตูเรือสัญจรขนาด 6×6 เมตร จำนวน 1 ช่อง และกำแพงป้องกันน้ำท่วมยาว 40 เมตร พร้อมสถานีสูบน้ำอัตราสูบ 3 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จำนวน 6 เครื่อง บริเวณปากคลองจินดา ซึ่งจะใช้สูบน้ำออกในกรณีน้ำเหนือหลากลงคลองจินดา

“ปตร.คลองจินดา จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในคลองจินดามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และไม่ต้องลงทุนใช้บิ๊กแบ๊กปิดคลองกั้นน้ำเค็มทุกฤดูแล้ง และจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ 16,500 ไร่ทีเดียว”

โครงการนี้แม้จะเป็นโครงการของกรมชลประทาน แต่มีลักษณะคล้ายโครงการประชารัฐที่มีความร่วมมือของหลายภาคส่วน นอกจากเกษตรกรแล้ว บริษัทก่อสร้างยังช่วยเร่งรัดงานก่อสร้างจนแล้วเสร็จก่อนสัญญาอีกด้วย

ทางด้านนายทรงวิทย์ เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาแหล่งน้ำชลประทานขนาดกลางที่ 11 กล่าวว่า  จุดเด่นอีกประการของ ปตร.คลองจินดา คือรูปแบบอาคารที่ออกแบบให้ทันสมัยขึ้น แทนที่จะเป็นบันไดตรงสูงลิ่วก็เป็นบันไดยักเยื้อง เช่นเดียวกับหลังคาอาคารก็ออกแบบให้มีรูปโค้งคล้ายกระแสน้ำ ไม่แข็งเหมือนในอดีต

ปตร.คลองจินดา เป็นส่วนหนึ่งของระบบชลประทานในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลอง และอ่าวไทย ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานอยู่ เนื่องจากเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก น้ำแล้งซ้ำซาก รวมทั้งน้ำเค็มรุกล้ำ

ประกอบด้วยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา (คบ.) 15 โครงการ ประกอบด้วย คบ.ทุ่งวัดสิงห์ คบ.พลเทพ คบ.ท่าโบสถ์ คบ.กระเสียว คบ.สามชุก คบ.ดอนเจดีย์ คบ.โพธิ์พระยา คบ.สองพี่น้อง คบ.บางเลน คบ.พนมทวน คบ.กำแพงแสน คบ.นครปฐม คบ.นครชุม คบ.ดำเนินสะดวก คบ.ราชบุรีฝั่งซ้าย มีพื้นที่รวม 9,508,971 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ จ.อุทัยธานี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี  นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร

รายงานพิเศษ : สร้างผู้นำสหกรณ์ต้นแบบ สู่‘Young Smart Cooperative Directors’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290054

รายงานพิเศษ : สร้างผู้นำสหกรณ์ต้นแบบ สู่‘Young Smart Cooperative Directors’

รายงานพิเศษ : สร้างผู้นำสหกรณ์ต้นแบบ สู่‘Young Smart Cooperative Directors’

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายที่จะพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer เป็นเพื่อนคู่คิดเพื่อให้เกษตรกรไทยมีความพร้อม ความรู้ ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร สอดคล้องกับวิถีชีวิต และลักษณะการประกอบอาชีพของแต่ละบุคคล มีการให้ความสำคัญในการใช้องค์ความรู้ และข้อมูลในการตัดสินใจ มีการนำเทคโนโลยี ภูมิปัญญา และวิธีการปฏิบัติที่ดีมาใช้ หรือพัฒนา โดยตระหนักถึงคุณภาพและปริมาณความต้องการของตลาด รวมถึงความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เล็งเห็นว่าการที่จะทำให้สมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเกษตรกรเกิดความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดการรวมกลุ่มช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามวิธีการสหกรณ์ มีความรู้ในด้านต่างๆ ที่เหมาะสม อาทิ ความรู้ในเรื่องการเกษตรที่ตนทำอยู่ มีข้อมูลที่จะใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการผลิตและการตลาด รวมทั้งมีความตระหนักถึงคุณภาพของสินค้าเกษตรที่ตนผลิตและความปลอดภัยต่อผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้า และท้ายที่สุดมีความภูมิใจในอาชีพเกษตร สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ไปยังสมาชิกเกษตรกรรายอื่นได้

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า กรมส่งสริมสหกรณ์ จึงได้จัดกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรสู่เกษตรกรปราดเปรื่อง ซึ่งจะเกิดผลดีอย่างมากกับสมาชิกสหกรณ์การเกษตร โดยมีแนวความคิดในการสร้างผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ในสหกรณ์ภาคการเกษตรให้ได้รับการสนับสนุนเป็น Young Smart Cooperative Directors ควบคู่สู่วิถีการเป็น Smart Farmer ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป สำหรับบุคลากรสำคัญในสหกรณ์การเกษตรที่จะขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวในสหกรณ์คือคณะกรรมการดำเนินการ ประธานกลุ่ม เลขานุการกลุ่มและสมาชิกชั้นนำของสหกรณ์ โดยเฉพาะที่ยังมีอายุไม่มากนักจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตร และเป็นผู้ที่จะได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์จากสมาชิกรุ่นก่อน ตลอดจนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมใหม่ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืนและสามารถขยายผลไปสู่สมาชิกรายอื่นต่อไป

ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงมีแนวคิดในการสร้างผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ในสหกรณ์เพื่อเป็น Young Smart Cooperative Directors ได้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์กรมส่งเสริมสหกรณ์ 20 ปี ที่จะพัฒนากลุ่มสมาชิกสหกรณ์ต้นแบบ และการพัฒนาผู้นำสหกรณ์ (Smart Leadership Development) เพื่อให้มีความรู้ด้านการบริหารจัดการสหกรณ์ บนพื้นฐานการทำเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง และในด้านยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ภายใต้การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในสหกรณ์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ให้สามารถสร้างและพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์นำมาใช้ในการดำเนินงานสหกรณ์ ตลอดจนยุทธศาสตร์การสร้างความยั่งยืนด้วยภูมิปัญญาสหกรณ์ ซึ่งผู้นำสหกรณ์รุ่นใหม่นี้จะเป็นผู้ที่ได้รับการปลูกฝังให้มีแนวคิดด้านการดำเนินงานที่ดีภายใต้ระบบสหกรณ์ ทั้งนี้ เพื่อให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำสหกรณ์ที่มีคุณภาพ Smart Cooperative Directors สำหรับการพัฒนาผู้นำสหกรณ์ยังเป็นการสนับสนุนการเป็น Smart Farmer อันจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของประเทศด้วย

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “โครงการสร้างผู้นำต้นแบบสู่ Young Smart Cooperative Diirectors” เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ในสหกรณ์ ให้สามารถเป็นสมาชิกชั้นนำ ประธานกลุ่ม เลขานุการกลุ่ม ตลอดจนคณะกรรมการสหกรณ์ที่เข้าใจในระบบสหกรณ์ สามารถเป็นผู้นำต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียง มีความรู้ด้านนวัตกรรมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ ตลอดจนสามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง ยั่งยืนต่อไป โดยกลุ่มเป้าหมาย เป็นบุคลากรสหกรณ์ที่เป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ประธานกลุ่ม/เลขานุการกลุ่ม/สมาชิกสหกรณ์ชั้นนำในสหกรณ์ภาคการเกษตรที่มีอายุไม่เกิน 50 ปี และเป็นผู้ที่ทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ และมีความพร้อมสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดขยายผลความสำเร็จสู่สมาชิกสหกรณ์รายอื่นได้ โดยเนื้อหาการอบรมจะเกี่ยวกับการพัฒนาผู้นำสหกรณ์รุ่นใหม่ การสร้างความมั่นคงทางอาชีพของเกษตรกร และแนวทางการพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ เมื่อผ่านการอบรมแล้วผู้เข้ารับการอบรมจะต้องนำองค์ความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดต่อ และขยายผลไปยังสมาชิกสหกรณ์คนอื่นๆ

“กรมส่งเสริมสหกรณ์ คาดหวังว่า โครงการนี้จะทำให้เกิดผู้นำสหกรณ์ต้นแบบรุ่นใหม่ที่มีองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพ และสร้างความมั่นคงทางอาชีพตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถถ่ายทอดขยายผลความสำเร็จสู่สมาชิก และเป็นผู้นำที่มีแนวคิด มีองค์ความรู้ มีคุณธรรมในการบริหารงานสหกรณ์ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์เข้มแข็งสามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพและการดำรงชีวิตของสมาชิกได้อย่างมั่นคง ยั่งยืนต่อไป” นายกัณวีย์ กล่าวทิ้งท้าย

จังหวัดสระแก้วเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับการจัดแปลงที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. ตามคำสั่ง หน.คสช. ที่ 36/2559 โดยนำมาพัฒนาพื้นที่ให้มีความพร้อมสำหรับทำกินและพักอาศัย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน การยึดคืนพื้นที่ ปรับพื้นที่/ก่อสร้างถนน สำรวจตรวจสอบความเหมาะสมของที่ดินในการทำการเกษตรโดยใช้ Agri-Map การพัฒนาแหล่งน้ำ สนับสนุนการเลี้ยงโคเนื้อ ส่งเสริมอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ระหว่างรอการเลี้ยงโคเนื้อ ส่งเสริมการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์ สนับสนุนแหล่งน้ำบาดาล ก่อสร้างที่พักอาศัย คัดเลือกเกษตรกร และอำนวยความสะดวกไฟฟ้า/น้ำประปา นับเป็นการทำงานเชิงบูรณาการอย่างแท้จริง และเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีมอบเอกสารที่ดิน ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคำสั่ง หน.คสช. ที่ 36/2559

ซึ่งได้นำมาจัดสรรให้เกษตรที่ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จำนวน 303 ราย 3,342 ไร่ 10 แปลง โดยมอบให้แก่ประธานสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกสูง อรัญประเทศ วัฒนานคร และวังน้ำเย็น รวมทั้งสิ้น 4 สหกรณ์ พร้อมมอบบ้านจำลองและ ปัจจัยการผลิตให้แก่ผู้แทนสมาชิกสหกรณ์อำเภอโคกสูง จำนวน 4 ราย ซึ่งในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินสระแก้วได้ร่วมวางแผนดำเนินการใช้ข้อมูลแผนที่Agri-Map ตรวจสอบความเหมาะสมของดินและให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิต (เมล็ดพันธุ์ปอเทือง) สำหรับมอบให้แก่กลุ่มสมาชิกสหกรณ์นำไปปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ณ พื้นที่หมู่ที่ 14 ตำบลหนองม่วง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

จากมาตรการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรมพัฒนาที่ดินได้มีร่วมวางแผนดำเนินการ โดยใช้ข้อมูลแผนที่ทรัพยากรดินและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์สภาพดินปัญหาต่างๆ และวางแนวทางการจัดการพื้นที่เพื่อการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เป็นเครื่องมือบริหารจัดการจัดทำข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับการวางแผนและประเมินผลการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) โดยนำข้อมูลขอบเขตแปลงที่ยึดคืนจาก ส.ป.ก. ใช้ในการวางแผนข้อมูลดินและแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน

พร้อมด้วยคำแนะนำเบื้องต้น และจัดส่งให้ ส.ป.ก. จังหวัด ไปร่วมประชุมพิจารณาแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินกับ คทช. จังหวัด พร้อมส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ให้มีความรู้ความเข้าใจและทำการเก็บตัวอย่างดินเพื่อการตรวจวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และเห็นความสำคัญของตรวจวิเคราะห์ดินก่อนการเพาะปลูกพืช เพื่อให้ทราบว่าในดินมีธาตุอาหารสำคัญอะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับการเพาะปลูกพืช จะต้องทำการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีการใดให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืช เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรรายย่อยได้ลดต้นทุนการผลิต โดยกรมพัฒนาที่ดินจะให้การสนับสนุนเกษตรกรด้านปัจจัยการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านองค์ความรู้การพัฒนาที่ดิน เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดชนิดต่างๆ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โสนแอพฟริกัน ถั่วมะแฮะ และอื่นๆ สำหรับปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน วัสดุปูน เช่น โดโลไมท์ ปูนมาร์ล ปูนหินฝุ่นบด เพื่อการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยว-ดินกรด ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรีย์ สารเร่ง พด. ชนิดต่างๆ เพื่อใช้ช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต รวมทั้งการแจกจ่ายพันธุ์กล้าหญ้าแฝกสำหรับปลูกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมต่อไป

แจงสี่เบีย : ‘สระแก้ว’อีกหนึ่งต้นแบบใช้‘Agri-Map’จัดสรรที่ทำกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290051

x

แจงสี่เบีย : ‘สระแก้ว’อีกหนึ่งต้นแบบใช้‘Agri-Map’จัดสรรที่ทำกิน

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จังหวัดสระแก้วเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับการจัดแปลงที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. ตามคำสั่ง หน.คสช. ที่ 36/2559 โดยนำมาพัฒนาพื้นที่ให้มีความพร้อมสำหรับทำกินและพักอาศัย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน การยึดคืนพื้นที่ ปรับพื้นที่/ก่อสร้างถนน สำรวจตรวจสอบความเหมาะสมของที่ดินในการทำการเกษตรโดยใช้ Agri-Map การพัฒนาแหล่งน้ำ สนับสนุนการเลี้ยงโคเนื้อ ส่งเสริมอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ระหว่างรอการเลี้ยงโคเนื้อ ส่งเสริมการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์ สนับสนุนแหล่งน้ำบาดาล ก่อสร้างที่พักอาศัย คัดเลือกเกษตรกร และอำนวยความสะดวกไฟฟ้า/น้ำประปา นับเป็นการทำงานเชิงบูรณาการอย่างแท้จริง และเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีมอบเอกสารที่ดิน ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคำสั่ง หน.คสช. ที่ 36/2559

ซึ่งได้นำมาจัดสรรให้เกษตรที่ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จำนวน 303 ราย 3,342 ไร่ 10 แปลง โดยมอบให้แก่ประธานสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกสูง อรัญประเทศ วัฒนานคร และวังน้ำเย็น รวมทั้งสิ้น 4 สหกรณ์ พร้อมมอบบ้านจำลองและ ปัจจัยการผลิตให้แก่ผู้แทนสมาชิกสหกรณ์อำเภอโคกสูง จำนวน 4 ราย ซึ่งในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินสระแก้วได้ร่วมวางแผนดำเนินการใช้ข้อมูลแผนที่Agri-Map ตรวจสอบความเหมาะสมของดินและให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิต (เมล็ดพันธุ์ปอเทือง) สำหรับมอบให้แก่กลุ่มสมาชิกสหกรณ์นำไปปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ณ พื้นที่หมู่ที่ 14 ตำบลหนองม่วง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

จากมาตรการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรมพัฒนาที่ดินได้มีร่วมวางแผนดำเนินการ โดยใช้ข้อมูลแผนที่ทรัพยากรดินและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์สภาพดินปัญหาต่างๆ และวางแนวทางการจัดการพื้นที่เพื่อการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เป็นเครื่องมือบริหารจัดการจัดทำข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับการวางแผนและประเมินผลการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) โดยนำข้อมูลขอบเขตแปลงที่ยึดคืนจาก ส.ป.ก. ใช้ในการวางแผนข้อมูลดินและแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน

พร้อมด้วยคำแนะนำเบื้องต้น และจัดส่งให้ ส.ป.ก. จังหวัด ไปร่วมประชุมพิจารณาแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินกับ คทช. จังหวัด พร้อมส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ให้มีความรู้ความเข้าใจและทำการเก็บตัวอย่างดินเพื่อการตรวจวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และเห็นความสำคัญของตรวจวิเคราะห์ดินก่อนการเพาะปลูกพืช เพื่อให้ทราบว่าในดินมีธาตุอาหารสำคัญอะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับการเพาะปลูกพืช จะต้องทำการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีการใดให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืช เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรรายย่อยได้ลดต้นทุนการผลิต โดยกรมพัฒนาที่ดินจะให้การสนับสนุนเกษตรกรด้านปัจจัยการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านองค์ความรู้การพัฒนาที่ดิน เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดชนิดต่างๆ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โสนแอพฟริกัน ถั่วมะแฮะ และอื่นๆ สำหรับปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน วัสดุปูน เช่น โดโลไมท์ ปูนมาร์ล ปูนหินฝุ่นบด เพื่อการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยว-ดินกรด ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรีย์ สารเร่ง พด. ชนิดต่างๆ เพื่อใช้ช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต รวมทั้งการแจกจ่ายพันธุ์กล้าหญ้าแฝกสำหรับปลูกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมต่อไป

พด.เร่งสนับสนุนปลูก‘พืชปุ๋ยสด’ ช่วยจัดหาเมล็ดพันธุ์-ส่งทีมดูแล n ยืนยันผล‘ลดต้นทุน-บำรุงดินดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290052

x

พด.เร่งสนับสนุนปลูก‘พืชปุ๋ยสด’ ช่วยจัดหาเมล็ดพันธุ์-ส่งทีมดูแล n ยืนยันผล‘ลดต้นทุน-บำรุงดินดี’

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสดและไถกลบ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินและบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ก่อนทำนารอบใหม่ในพื้นที่เป้าหมาย 22 จังหวัด ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 ถึง มิถุนายน 2561 ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกแล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน 200,000 ไร่

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบให้ดำเนินโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 23,763 ราย เพื่อลดอุปทานข้าวเปลือกด้วยการปลูกพืชปุ๋ยสดทดแทนในนาข้าว เพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงบำรุงดิน ช่วยตัดวงจรศัตรูพืชจากการพักดิน (ลดรอบการทำนา) โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อไถกลบครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ กรมพัฒนาที่ดินช่วยจัดหาเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดเป็นเมล็ดพันธุ์ต้นทุนสนับสนุนให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการไร่ละ 5 กก. และถ่ายทอดความรู้เรื่องการเตรียมดิน การปลูก การดูแลรักษาพืชปุ๋ยสด

โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ต้องไม่นำพื้นที่ดังกล่าวไปทำนาปรังในฤดูกาลผลิตปี 2561 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถึง 30 เมษายน 2561 ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าให้ความรู้กับเกษตรกรเกี่ยวกับการไถเตรียมดิน ดูแลรักษา และไถกลบพืชปุ๋ยสดในระยะเวลา 45-60 วัน เพื่อปรับโครงสร้างของดินช่วยให้ดินมีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น โดยรัฐจะสนับสนุนค่าไถเตรียมดินให้ไร่ละ 500 บาท และค่าไถกลบไร่ละ 500 บาท ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการเบิกจ่ายเงินผ่าน ธ.ก.ส. หากเกษตรกรเจ้าของแปลงมีรถไถเป็นของตนเอง สามารถดำเนินการเองได้ หรือรวมกลุ่มกันจัดหารถไถมาเตรียมดิน กรณีไม่สามารถดำเนินการได้กรมพัฒนาที่ดินจะจัดจ้างรถไถมาดำเนินการให้ ซึ่งหลังสิ้นสุดโครงการ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต ปรับปรุง
บำรุงดิน และเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินได้เป็นอย่างดี เมื่อเกษตรกรปลูกในพื้นที่ก็จะกลายเป็นโรงปุ๋ยในแปลงนาได้ทันที

ส่องเกษตร : อันตราย…สหรัฐฯบีบไทยนำเข้าหมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290050

449007

ส่องเกษตร : อันตราย…สหรัฐฯบีบไทยนำเข้าหมู

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกำลังจะไปเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของประเทศ ตามคำเชิญของประธานาธิบดี“โดนัลด์ ทรัมป์”ภายในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

ที่จริงเรื่องเยือนสหรัฐฯนี้ ถูกทีมงานโฆษกรัฐบาลคสช.ตีปี๊บมาตั้งแต่เดือนเม.ย.แล้ว โดยระบุว่า ประธานาธิบดี “ทรัมป์” โทรศัพท์สายตรงมาเชิญพล.อ.ประยุทธด้วยตนเอง ตอนแรกคาดจะได้ไปช่วงก.ค.แต่จนแล้วจนรอด กำหนดวันเวลาที่แน่นอนก็ไม่คลอดเสียที กระทั่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เห็นท่าสหรัฐฯคงล้มเลิกแผนให้ผู้นำไทยไปเยือนแล้ว…แต่ทีมงานรัฐบาล คสช.ก็ยืนยันไม่ล้มเลิกเพียงแต่ยังจัดตารางเวลาที่สะดวกด้วยกันทั้งสองฝ่ายไม่เรียบร้อยกระทั่งต้นส.ค.ที่ผ่านมา นายกฯบิ๊กตู่ก็ยืนยันเองว่าจะไปเยือนสหรัฐฯช่วงต.ค.นี้ ซึ่งมีข่าวว่าน่าจะไม่เกินกลางเดือน เพื่อกลับมาทันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9

แม้ตอนนี้จะรู้แน่แค่ไปเดือนต.ค.ยังไม่ระบุช่วงวันที่เท่าไหร่ แต่นายกฯบิ๊กตู่และรัฐบาลคสช.ก็ให้ความสำคัญกับการไปเยือนอย่างเป็นทางการครั้งนี้มาก เพราะเท่ากับเป็นการยกระดับความยอมรับต่อรัฐบาลคสช.อย่างมีนัยสำคัญ หลังจากสหรัฐฯได้ลดความสัมพันธ์ต่อไทยนับตั้งแต่ คสช.รัฐประหาร 22 พ.ค.2557 โดยไม่ยอมให้ผู้นำรัฐบาล คสช.เข้าสหรัฐฯ รวมทั้งกดดันให้เร่งคืนประชาธิปไตย จนช่วงหลังนี้ ถึงเริ่มผ่อนคลาย เพิ่งยอมให้นายกฯบิ๊กตู่เดินทางไปสหรัฐฯเพื่อประชุมสหประชาชาติได้

อย่างไรก็ตามท่าทีที่เปลี่ยนไปของสหรัฐฯย่อมไม่ใช่เรื่องที่คำนึงถึงความสัมพันธ์อันยาวนานที่มีต่อไทยเป็นหลัก แต่เป็นเพราะเรื่องผลประโยชน์ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคงและเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ฉะนั้นการที่ผู้นำไทยไปพบปะเจรจากับ“ทรัมป์” ย่อมมีหลายเรื่อง หลายเงื่อนไขที่สหรัฐฯต้องการที่จะให้ไทยตกลงปฏิบัติตามต่อไป เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯตามนโยบายของ“ทรัมป์”

แล้วก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและคนในแวดวงธุรกิจหมูของไทยพากันหวั่นวิตกจนรวมตัวกันไปยื่นหนังสือต่อนายกฯบิ๊กตู่ที่ทำเนียบรัฐบาล และเคลื่อนไหวไปยังกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่นคือเรื่องที่มีข่าวว่าสหรัฐฯต้องการให้ไทยเปิดตลาดนำเข้าชิ้นส่วนสุกรจากสหรัฐฯ เพื่อลดปัญหาการขาดดุลการค้าที่มีต่อไทยมหาศาล…กลายเป็นประเด็นร้อนที่องค์กรของผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศนำโดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้รวมพลังคัดค้านเต็มที่ ด้วยเหตุผลสำคัญเพื่อปกป้องอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและปกป้องความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภคชาวไทย

ทั้งนี้ เพราะสหรัฐฯเป็นผู้เลี้ยงหมูอันดับ 1 ของโลกมีต้นทุนการเลี้ยงต่ำกว่าไทยเกือบเท่าตัว ถ้าดัมพ์ชิ้นส่วนหมูในส่วนหัว ขาและเครื่องใน เข้ามาขายไทยเหมือนที่ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เจอมาแล้ว ราคาหมูไทยจะอยู่ไม่ได้ ซึ่งไทยมีผู้เลี้ยงหมูรายย่อย-รายกลางถึง 75% จะขาดทุนหนักจนเลิกเลี้ยง หมดอาชีพแน่นอน

ที่สำคัญฟาร์มสุกรทั้ง 100% ของสหรัฐฯมีการใช้สารเร่งเนื้อแดง (แร็คโตปามีน) เพราะใช้ได้ถูกกฎหมาย ขณะที่สารดังกล่าวต้องห้ามเด็ดขาดตามกฎหมายไทย 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 กับพ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์การจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้กวดขัดเข้มงวดจับกุมและลงโทษหนักกับผู้เลี้ยงที่ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง เพราะเป็นสารที่เสี่ยงก่อให้เกิดมะเร็ง…

ดังนั้น หากปล่อยให้นำเข้าชิ้นส่วนสุกรสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่จะก่อปัญหาความเสี่ยงต่อสุขภาพผู้บริโภคไทยเท่านั้น ยังส่งผลกระทบหนักต่อภาพลักษณ์“ครัวโลก”ของไทย จนเสียหายต่อการส่งออกสินค้าอาหารไทยด้วย เพราะทั้งสหภาพยุโรป,ญี่ปุ่น,จีนและรัสเซียที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ต่างก็มีมาตรฐานห้ามเรื่องสารเร่งเนื้อแดง

ความจริงสหรัฐฯกดดันให้ไทยนำเข้าชิ้นส่วนสุกรมาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ด้วยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมพลังต่อต้าน รวมทั้งท่าทีกระทรวงเกษตรฯที่ยืนยันไม่เห็นด้วย จึงทำให้สหรัฐฯกดดันไทยไม่สำเร็จ หนนี้ก็มีข่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้ชงข้อมูลทางวิชาการเรื่องการใช้สารเร่งเนื้อแดงของสหรัฐฯให้นายกฯก่อนบินไปอเมริกาแล้ว…ดังนั้นทุกฝ่ายก็หวังว่า นายกฯบิ๊กตู่จะเจรจากับ“ทรัมป์”โดยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติ ผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นหลัก อย่าได้จำนนต่อแรงกดดันของสหรัฐฯ

ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคสช.เคยทำได้ดีในการรับแรงกดดันของสหรัฐฯมาแล้ว ครั้งนี้ก็ขอให้ยืนหยัดให้สมศักดิ์ศรีต่อไป

โชว์ผลงาน‘สหกรณ์เกษตรเวียงสา’ บริการจัดการแบบเครือข่ายใยแมงมุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290053

x

โชว์ผลงาน‘สหกรณ์เกษตรเวียงสา’ บริการจัดการแบบเครือข่ายใยแมงมุม

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรเวียงสา จำกัด จังหวัดน่าน เป็นสหกรณ์การเกษตรดีเด่นอีกแห่งหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในเรื่องของการพัฒนาระบบการบริหารจัดการองค์กรแบบมีส่วนร่วม ที่จะเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์เป็นหลัก ทำให้สมาชิกรู้สึกถึงความเป็นเจ้าขององค์กร มีความเชื่อมั่นในหลักการสหกรณ์ สหกรณ์ใช้วิธีดำเนินการบริหารสหกรณ์ด้วยการคัดเลือกผู้นำกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน เรียกว่า “กรรมการบริหารกลุ่ม” เป็นตัวแทนสมาชิก มีการกระจายอำนาจจากกรรมการบริหารชุดใหญ่ 15 คน สู่กรรรมการบริหารกลุ่ม 5 คน โดยมอบอำนาจให้กรรมการกลุ่มดำเนินการด้านต่างๆ เช่น การรับสมัครสมาชิกใหม่ การพิจารณาเงินกู้ รวมถึงด้านสวัสดิการของสหกรณ์ด้วย เรียกได้ว่าเป็นการทำงานแบบเครือข่ายใยแมงมุม มีการทำงานเป็นทีม ส่งผลให้กรรมการบริหารกลุ่มมีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนมากขึ้น พัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากการช่วยเหลือสมาชิกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว สหกรณ์การเกษตรเวียงสา จำกัด ยังมีโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนสมาชิกและประชาชนในชุมชนอำเภอเวียงสา ได้แก่ โครงการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันเหลือใช้และสบู่ดำ โครงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน โดยได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนสามอาชีพ เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรธรรมชาติ และศูนย์การเรียนรู้ด้านสหกรณ์ สอนให้สมาชิก คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น รวมทั้งส่งเสริมการใช้ทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งเป็นการประหยัดบนพื้นฐานของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย การนำวัสดุเหลือใช้มาทำปุ๋ยไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“จากความสำเร็จของสหกรณ์ฯ ได้ขยายไปสู่เยาวชนในโรงเรียนสังกัดอำเภอเวียงสา โดยการรณรงค์ให้เยาวชนเหล่านั้นมีความรู้ และความเข้าใจในอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ปลูกฝังให้ตระหนักถึงคุณค่าสหกรณ์ และการออม นำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของนักเรียนให้เดินทางสายกลาง บนพื้นฐานการมีวินัยในการใช้จ่ายเงินแบบพอประมาณ นำไปสู่การมีชีวิตที่สมดุลด้วยการมีรายรับมากกว่ารายจ่าย มีเงินออม อันส่งผลให้เกิดความมั่งคงของชีวิตและครอบครัวอย่างยั่งยืน โดยขณะนี้มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจำนวน 44 โรงเรียนแล้ว” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เกษตรฯเบิกจ่ายงบทะลุ7หมื่นล. เร่งปั้นผลงานยกมาตรฐานผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/289845

x

เกษตรฯเบิกจ่ายงบทะลุ7หมื่นล. เร่งปั้นผลงานยกมาตรฐานผลิต

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2560 กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานราชการในสังกัด ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 90,050.07 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 70,386.45 ล้านบาท คิดเป็น 78.16% โดยแยกตามประเภทหมวดรายจ่ายงบประมาณ ประกอบด้วย รายจ่ายลงทุน ได้รับจัดสรรงบประมาณ 46,032.31 ล้านบาท เบิกจ่ายได้ 33,428.04 ล้านบาท หรือ 72.62% มีผลดำเนินงานที่สำคัญ อาทิ ระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 0.102 ล้านไร่ เพิ่มความจุ 381.22 ล้าน ลบ.ม. ก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน 44,000 บ่อ ปรับปรุงพื้นที่และจัดทำระบบส่งน้ำในไร่นา

ด้านรายจ่ายประจำในส่วนของงบดำเนินงานไม่รวมบุคลากร 18,709.28 ล้านบาท เบิกจ่ายได้ 14,832.38 ล้านบาท หรือ 79.28% มีผลการดำเนินงานที่สำคัญ อาทิ ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีการรวมกลุ่ม 2,512 แปลง พื้นที่ 3.39 ล้านไร่ เกษตรกร 247,770 ราย 73 สินค้า ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ถึง 1,000 แปลง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เกษตรกรได้รับการอบรม 44,100 ราย จัดตั้งเครือข่าย ศพก. 10,492 ศูนย์ เพื่อให้บริการเกษตรกร โครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (โซนนิ่ง) ปรับเปลี่ยนพื้นที่ 157,701 ไร่ 53 จังหวัด โดยเฉพาะข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) เป็นอ้อยโรงงาน เลี้ยงโคเนื้อ เลี้ยงปลานิล เลี้ยงกบในกระชัง เกษตรผสมผสาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และหม่อนไหม เป็นต้น

โครงการเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรได้รับรองการทำเกษตรอินทรีย์ 8,341 ราย 308,000 ไร่ มีพื้นที่ได้รับการส่งเสริม 59,082 ไร่ รวมเป็นพื้นที่สะสม 308,000 ไร่ โดยพื้นที่ยโสธรโมเดล ดำเนินการถ่ายทอดความรู้ให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกร 3,986 ราย สนับสนุนปัจจัยการผลิต 158 ราย ได้รับการรับรองมาตรฐาน 2,600 ราย และในพื้นที่ทั่วไปถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร 9,759 ราย สนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร 320 ราย ได้รับการรับรองมาตรฐาน 17,952 ราย

โครงการธนาคารสินค้าเกษตร จัดตั้งธนาคารสินค้าเกษตร 7 ประเภท จำนวน 228 แห่ง เกษตรกรได้รับประโยชน์ 34,657 ราย ลดต้นทุน/รายจ่าย 536.86 ล้านบาท และเพิ่มรายได้รวม 91.97 ล้านบาท การจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จัดที่ดินทำกิน 30,264 ราย 354,966 ไร่ การจัดที่ดินชุมชน 11,963 ราย 6,979 ไร่ มาตรฐานสินค้าเกษตร ตรวจรับรองฟาร์ม 107,717 แปลง/ฟาร์ม และอยู่ระหว่างตรวจรับรองอีกกว่า 100,000 แปลง/ฟาร์ม คาดว่าทั้งปีได้ไม่น้อยกว่า 250,000 แปลง/ฟาร์ม รวมปริมาณผลผลิตที่ได้มาตรฐานไม่น้อยกว่า 600,000 ตัน เพื่อขับเคลื่อนงานมาตรฐานครบวงจร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน