เลาะรั้วเกษตร : นิทานลุงตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280538

281225166

เลาะรั้วเกษตร : นิทานลุงตู่

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รัฐมนตรีว่าการ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะรายงานผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรอบ 3 ปี ผ่านโซเชียลมีเดียโดยระบุว่า เป้าหมายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ คือยกระดับให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความภูมิใจในอาชีพด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตในภาพรวมและพัฒนาคุณภาพของผลผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ยังบอกด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปีนี้ GDP ภาคเกษตรขยายตัวอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในปีนี้ GDP จะขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 5 ปี การส่งออกสินค้าเกษตรจะสูงกว่า 4 แสนล้านบาท

พร้อมกันนี้ยังคุยต่อไปอีกว่า การทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ในยุคนี้ เป็นยุคปฏิรูปการเกษตรให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยจัดทำแผนที่เกษตร ซึ่งพบว่ามีการปลูกพืชไม่เหมาะสมกับพื้นที่กว่า 16 ล้านไร่ดำเนินการให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพืชปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ไปแล้วกว่า 4 หมื่นไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม 1,000-2,000 บาทต่อไร่

จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร หรือ ศพก. 882 ศูนย์ พร้อมกับขยายผลให้มีศูนย์เครือข่ายหรือศูนย์ย่อยเพิ่มขึ้นอีก 8,219 ศูนย์ ใช้เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรไปแล้ว กว่า 3.5 แสนราย มีการส่งเสริมการผลิตแบบแปลงใหญ่ได้จำนวน 2,138 แปลง พื้นที่กว่า 3 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมกว่า 2 แสนราย พร้อมกันนี้ได้อ้างการประเมินผลของสภาพัฒน์ ว่า ผลจากการส่งเสริมการผลิตแบบแปลงใหญ่นี้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 992-1,565 บาทต่อไร่ ซึ่งรวมเป็นเงินกว่า 4,800 ล้านบาทต่อปี

มีการริเริ่มโครงการโคบาลบูรพา ที่จังหวัดสระแก้ว โดยเอาพื้นที่นาที่ไม่เหมาะสมประมาณ 1 แสนไร่ ไปเลี้ยงโคเนื้อ 3 หมื่นตัว จัดทำธนาคารแพะ 3,200 ตัว ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้กว่า 6 หมื่นบาทต่อปีดีกว่าปลูกข้าว นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการปลูกพืชในระบบ GAP และเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย์ซึ่งทำรายได้ให้เกษตรกรสูงกว่าการปลูกพืชในระบบปกติทั่วไป…

รายงานผลงานที่กล่าวมาเต็มไปด้วยตัวเลข จะด้วยเพื่อยืนยันผลงาน หรือเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือก็ตาม ทำให้คิดถึง นิทานเรื่อง “มดน้อย”ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่า เป็นนิทานที่ลุงตู่เล่าในการประชุม ครม. (เท็จจริงประการใด ไม่ยืนยัน) เรื่อง มีอยู่ว่า มดน้อยมาทำงานแต่เช้า ลงมือทำงานทันที สร้างผลงานมากมาย มีความสุขกับการทำงาน ส่วนสิงโตผู้เป็นหัวหน้า แปลกใจที่มดน้อยทำงานได้ โดยไม่ต้องควบคุม จึงคิดว่า ขนาดหัวหน้าไม่ต้องควบคุมมดน้อยยังทำงานได้ดีขนาดนี้ ถ้ามีคนควบคุมมดน้อยต้องทำงานดีขึ้นแน่ สิงโตจึงจ้างแมลงสาบมาเป็นหัวหน้ามดน้อย

แมลงสาบมีความสามารถในการเขียนรายงาน จึงตั้งระบบลงเวลาทำงาน โดยใช้ระบบตอกบัตร ขณะเดียวกันแมลงสาบต้องการเลขานุการมาช่วยเขียน และพิมพ์รายงาน ชงกาแฟ เดินเอกสาร ส่งจดหมาย และคอยจับผิดมดน้อย แมลงสาบจึงจ้างควายมาเป็นเลขานุการส่วนตัว สิงโตปลื้มกับการทำงานของแมลงสาบมาก แมลงสาบจึงถือโอกาสขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ติดตั้งอินเตอร์เนต ขอเครื่องพิมพ์ เพื่อทำงานให้สิงโต ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีแผนก IT สิงโตจึงจ้างเห็บมาเป็น IT Manager /ฝ่ายเห็บก็ของบประมาณจ้างทีมงาน และซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม

ฝ่ายมดน้อยเริ่มเบื่อระบบงานแบบใหม่นี้มาก เพราะต้องมานั่งเขียนรายงานทำให้เพิ่มภาระงานเอกสาร ซึ่งมีมากอยู่แล้ว และต้องประชุมโน่นนี่เสียเวลาทำงานไปมาก แมลงสาบเห็นมดน้อยทำงานช้าลงเพราะต้องเขียนรายงาน จึงคัดเลือกตัวทากมาเป็นหัวหน้าแผนก กำกับดูแลและจดรายงาน เพราะทากทำงานได้เชื่องช้าจึงดูเหมือนว่าเป็นผู้ที่รอบคอบ ขณะเดียวกันแผนกงานของมดน้อยก็กลายเป็นแผนกที่ซึมเศร้า
ไร้เสียงหัวเราะ แต่ละคนก็หัวเสียง่ายตัวทากจึงของบทำการสำรวจสภาพการทำงานที่เหมาะสม แล้วสรุปว่า แผนกของมดน้อยทำงานแย่ลง

สิงโตเห็นด้วย จึงจ้างตัวเงินตัวทองมาเป็นที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาวิธีบริหารจัดการ ตัวเงินตัวทองสรุปว่า แผนกของมดน้อยมีคนมากเกินไปเลยทำให้งานออกมาไม่ดีเสนอให้ปลดมดน้อย โดยให้เหตุผลว่ามดน้อยขาดแรงจูงใจ และทัศนคติไม่ดี

ตอนจบของนิทาน มีปริศนาถามว่า ผู้เขียนเรื่องนี้คือใคร มดน้อย ตัวเงินตัวทอง ตัวทาก เห็บ ควาย แมลงสาบ สิงโต หรือ กบในกะลา

เลือกตอบกันเองนะท่าน…ว่าแต่ขึ้นต้นผลงานของกระทรวงเกษตรฯ แต่มาจบที่นิทานลุงตู่ได้ไง…

แว่นขยาย

แปลงใหญ่‘ยางชุม’โชว์ความเข้มแข็ง เน้นพึ่งตนเอง-จัดการพื้นที่เป็นระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280541

x

แปลงใหญ่‘ยางชุม’โชว์ความเข้มแข็ง เน้นพึ่งตนเอง-จัดการพื้นที่เป็นระบบ

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวสุจิตรา จันทะศิลา ประธานแปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกพริกเพื่อการแปรรูป บ้านโนนติ้ว ต.โนนคูณ อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า จากสถานภาพการผลิตพริกในเขต อ.ยางชุมน้อย พบว่าเกษตรกรประสบปัญหาในการผลิต โดยเฉพาะขาดการจัดการที่เหมาะสม ส่งผลให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่ำ จึงได้เกิดการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่ในลักษณะกลุ่มผู้ปลูกพริก เพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรมยาเมื่อปี 2556 และได้ดำเนินการมาเรื่อยจนถึงปี 2558 ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน พร้อมกับดำเนินการพัฒนาคุณภาพพริกโดยการใช้เทคโนโลยีการผลิตและการจัดการที่เหมาะสม ตั้งแต่การปลูก การดูแลรักษา และเทคนิคพิเศษด้านการตัดแต่งกิ่ง ปักค้าง และอื่นๆ เพื่อให้ได้พริกปลอดภัยและเหมาะสมที่มีลักษณะตามความต้องการของตลาด

แต่ด้วยการดำเนินงานที่ยังขาดสภาพคล่องด้านเงินทุน แม้ว่าจะเป็นกลุ่มผลิตพริกคุณภาพ แต่ก็ไม่สามารถขยายกิจการให้รองรับกับความต้องการของตลาดได้ ซึ่งต่อมาในปี 2559 จึงได้เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร พร้อมกันนั้นก็ได้มีการเขียนแผนธุรกิจขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดในการพัฒนาตั้งแต่ภาคการผลิตไปจนถึงการตลาด ได้แก่ การจัดซื้อปัจจัยการผลิต การปรับปรุงอาคารโรงเรือนสำหรับเก็บและแปรรูปผลผลิต การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นการทำเกษตรที่เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำไปพร้อมๆ กัน ปัจจุบันตลาดมีการขยายตัวมีความต้องการพริกคุณภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อใช้ในหลายๆ อุตสาหกรรม กลุ่มจึงได้มีการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์พริกให้ตรงกับความต้องการของตลาดขึ้นมา ทำให้ลดต้นทุนในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ลงไป รวมถึงมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและสามารถควบคุมได้ ลดการใช้สารเคมี ผลิตพริกนอกฤดูพร้อมกับวางแนวทางการผลิตพริกในอนาคตไปสู่ระบบอินทรีย์ต่อไป

ทั้งนี้จากการได้รับสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากโครงการแปลงใหญ่ในวงเงิน 8,000,000 บาท ทำให้กลุ่มสามารถดำเนินกิจการที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น จากแนวโน้มการขยายตัวของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น โดยเริ่มจากสามารถขยายพื้นที่การปลูกพริกได้ครอบคลุม 3 ตำบลในพื้นที่ อ.ยางชุมน้อย ซึ่งการเลือกใช้พื้นที่ที่มีความห่างไกลกันก็เป็นหนึ่งในวิธีบริหารจัดการผลผลิตเพื่อลดความเสี่ยง หากพืชเกิดโรคระบาดก็จะสามารถควบคุมผลผลิตได้ โดยไม่กระทบกับพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้สามารถวางแผนบริหารจัดการผลผลิตของสมาชิกได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ในส่วนของการพัฒนาพันธุ์พริกของกลุ่ม ขณะนี้กลุ่มสามารถพัฒนาสายพันธุ์ที่ตอบโจทย์ตลาดได้หลากหลายอุตสาหกรรมมากขึ้นตามไปด้วย อาทิ อุตสาหกรรมยา พริกสด พริกแห้ง เป็นต้น

รายงานพิเศษ : สศก.โชว์ตัวเลขดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปี’60เพิ่ม15% ผู้ปลูกมังคุดเฮรับรายได้สูงกว่าพืชทุกตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280542

รายงานพิเศษ : สศก.โชว์ตัวเลขดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปี’60เพิ่ม15% ผู้ปลูกมังคุดเฮรับรายได้สูงกว่าพืชทุกตัว

รายงานพิเศษ : สศก.โชว์ตัวเลขดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปี’60เพิ่ม15% ผู้ปลูกมังคุดเฮรับรายได้สูงกว่าพืชทุกตัว

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้ทำการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 พบว่ามีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งด้านผลผลิต และราคาที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่รายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งปีแรก โดยวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2560 พบว่า ภาพรวมรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นจากปี’59 ที่ 142.42% เพิ่มขึ้นเป็น 163.79% คิดเป็นสัดส่วนรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้นถึง 15.01% ซึ่งเกิดจากปัจจัยของสภาพอากาศเอื้ออำนวยและเกษตรกรมีการบริหารจัดการแปลงที่ดีขึ้น ทำให้ผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น นำไปสู่ค่าเฉลี่ยด้านดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดิม 103.69%เพิ่มเป็น 113.73% หรือเพิ่มขึ้น 9.68% จากปีที่ผ่านมา โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมันทุเรียน เงาะ มังคุด และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนด้านดัชนีราคาก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 137.35% เป็น 144.02% คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 4.86%

หากวิเคราะห์รายหมวดสินค้าสำคัญ พบว่า หมวดพืชผล สร้างรายได้ให้เกษตรกรมากที่สุด โดยขยายตัว จากช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 ที่ 135.10% ครึ่งปี 2560 อยู่ที่ 164.03 เพิ่มขึ้นถึง 21.42% รองลงมาคือ หมวดประมง ขยายตัวจาก 185.39% เป็น 176.93% หรือเพิ่มขึ้น 17.81% แต่หมวดปศุสัตว์ มีการหดตัวลดลงจากปีก่อนที่ 185.39% เหลือ 176.93% ลดลง 4.56% เนื่องจากปัญหาโรคระบาดในสัตว์ปีกและสุกรในบางพื้นที่ ทั้งนี้สินค้าสำคัญที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่ มังคุด ทุเรียน ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา อ้อยโรงงาน กุ้งขาวแวนนาไม เงาะ และ ปาล์มน้ำมัน

โดยมังคุด สร้างรายได้ให้เกษตรกรโดดเด่นที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ซึ่งมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 116.39% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตมังคุดปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.28% เนื่องจากสภาพอากาศมีความเย็นเหมาะสม และดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 84.50% เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ ทุเรียน ที่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนมีรายได้เพิ่มขึ้นอยู่ในค่าเฉลี่ย 79.29% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตทุเรียนปรับตัวเพิ่มขึ้น 42.91% จากสภาพอากาศปีนี้มีความเย็นเหมาะสม ส่งผลให้ออกดอกได้มากขึ้น ในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 25.46% เพราะปริมาณผลผลิตทุเรียนกว่า 60% ของทุเรียนทั้งประเทศส่งออกไปยังต่างประเทศทั้งจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเวียดนาม

ส่วนข้าวเปลือกเจ้า รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกเจ้า ช่วงครึ่งปีแรก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 71% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้น 88.81% ซึ่งเป็นข้าวนาปรังที่ปลูกในเขตชลประทานไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ส่วนดัชนีราคาปรับตัวลดลง 3.84% ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ด้านยางพารา รายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ปรับตัวเพิ่มขึ้น 53.28% เป็นผลมาจากดัชนีราคายางพาราปรับตัวเพิ่มขึ้น 55.86% เนื่องจากกลุ่มผู้ส่งออกยาง 3 ประเทศ ทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ได้กำหนดนโยบายควบคุมปริมาณการส่งออก ส่วนดัชนีผลผลิตปรับตัวลดลง 1.66% ซึ่งเกิดจากช่วงที่ผ่านมา สภาพอากาศทางภาคใต้ของประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย มีฝนหนักอย่างต่อเนื่องและเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่สำคัญของการปลูกยาง

ขณะที่อ้อยโรงงาน พบว่ารายได้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยโรงงาน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 45.31% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตอ้อยโรงงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.88% จากคุณภาพผลผลิตอ้อยในปีการผลิต 2559/60 อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประกอบกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านกระบวนการผลิตน้ำตาลของโรงงานทุกแห่งส่งผลดีต่อผลผลิตน้ำตาลทราย ในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 34.70% จากราคาน้ำตาลทรายโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ได้ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำตาล ส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายได้ปรับตัวสูง ส่วนของปาล์มน้ำมัน รายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.04% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปาล์มน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.72% เนื่องจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ส่วนดัชนีราคาปรับตัวลดลง 6.70% ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น และ กุ้งขาวแวนนาไม รายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.81% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไมปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.16% จากสภาพอากาศปีนี้มีความเหมาะสม และได้แก้ไขปัญหาโรคกุ้งตายด่วน (EMS) รวมทั้งมีการปรับโครงสร้างฟาร์มโดยมีการจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ ในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.93% เนื่องจากผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย

“จะเห็นได้ว่าตัวเลขภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ในแต่ละด้านมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ไม่ว่าจะเป็นรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง 15% ผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นในค่าเฉลี่ยเกือบ 10% และดัชนีราคาเพิ่มขึ้นเกือบ 5% ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัยทั้งด้านสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำฝนอยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ยปกติ การบริหารจัดการน้ำชลประทานที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรมีการผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นด้วยทั้งนี้ สศก. คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งปีหลังก็จะยังอยู่ในทิศทางที่เป็นบวกเช่นเดียวกับช่วงครึ่งปีแรก” นางสาวจริยา กล่าวทิ้งท้าย

เดินหน้าปล่อยสินเชื่อแปลงใหญ่ ตั้งเป้า77จังหวัด2,000แห่ง สร้างความมั่นคงภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280540

x

เดินหน้าปล่อยสินเชื่อแปลงใหญ่ ตั้งเป้า77จังหวัด2,000แห่ง สร้างความมั่นคงภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 อนุมัติโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้เกษตรกรในแปลงใหญ่สามารถนำไปพัฒนากิจกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการผลิต ด้านการตลาด ที่จะนำไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และมีการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายการให้สินเชื่อแปลงใหญ่ รวมทั้งสิ้น 2,000 แปลง ในพื้นที่ 77 จังหวัด

โดยเกณฑ์ให้การสนับสนุนสินเชื่อโครงการ ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประกอบไปด้วย สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ที่เข้าร่วมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยแปลงใหญ่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด ให้ความเห็นชอบโครงการและแผนธุรกิจกลุ่มที่เสนอขอรับการสนับสนุนสินเชื่อ ตามแนวทางเงื่อนไขของโครงการ จากนั้นก็จะดำเนินการยื่นเรื่องให้กับ ธ.ก.ส. เพื่อดำเนินการสนับสนุนสินเชื่อแก่สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน แปลงละไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี คิดอัตราดอกเบี้ย 0.01% ทั้งนี้ กลุ่มต้องมีสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการอย่างน้อย 15 คนขึ้นไป

สำหรับความคืบหน้าในขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อแล้ว จำนวน 18 แปลง 12 จังหวัด วงเงินกู้อนุมัติ 88,253,460 บาท แบ่งเป็นข้าว 5 แปลง พืชไร่ 1 แปลง ปาล์มน้ำมัน 2 แปลง ลำไย 2 แปลง ทุเรียน 2 แปลง กาแฟ 1 แปลง พริก 1 แปลงโคขุน 2 แปลง ปลา 2 แปลง เพื่อนำเป็นค่าใช้จ่าย และหรือเป็นค่าลงทุนในการพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เช่น จัดหาปัจจัยการผลิต จัดหาและหรือพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในแปลง จัดหาและหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จัดหาเครื่องมือ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ทางการเกษตร เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรวบรวมผลผลิต และอื่นๆ เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานดังกล่าวคาดว่าจะสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรได้ตรงจุด และตรงกับความต้องการของเกษตรกร ภายใต้การดำเนินงานที่มุ่งเน้นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เน้นการทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เกิดความมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง” นายสำราญ กล่าว

แตกใบอ่อน : เรื่องดีๆไม่รีบทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280330

807934531

แตกใบอ่อน : เรื่องดีๆไม่รีบทำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าครับว่าตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาทุกครั้งเวลาที่พูดถึงวิกฤติพลังงานในบ้านเราทีไร ทั้งรัฐบาลกระทรวงพลังงาน หรือแม้แต่การไฟฟ้า ก็มักจะมาบ่นๆๆ ให้ประชาชนคนทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ ฟังอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า อนาคตวิกฤติพลังงานในบ้านเราน่าเป็นห่วงสักแค่ไหน ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ รวมถึงค่าไฟฟ้า จะพุ่งขึ้นไปสูงยังไง ก่อนจะตบตูดต่อท้ายบอกให้เราทุกคนช่วยกันประหยัด

แต่พอจะมีใครสังเกตบ้างหรือเปล่าครับว่า ประโยคคำพูดเหล่านี้ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีๆ ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม เมื่อก่อนเคยถาม เคยบ่น กันยังไงเดี๋ยวนี้ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่อย่างนั้น

สถานการณ์ที่ผ่านมา มันเหมือนกับว่า ทั้งรัฐ ทั้งเรา ต่างคนต่างรู้ถึงปัญหาดี แต่ก็ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมอะไรกันสักอย่าง โดยเฉพาะในระดับนโยบาย ไม่ว่าจะผ่านมากี่รัฐบาลก็ร้อบแบะๆ กันมาตลอด “พลังงานทางเลือก” บ้านเรามันถึงไม่โตกันเสียที

แล้วก็ไม่ใช่แค่ไม่โตกันเปล่าๆ ทุกวันนี้ยังต้องมานั่งเถียง นั่งสู้กันอีกกับ“โรงไฟฟ้าถ่านหิน” จนผมเองก็อดสงสัยและแอบคิดในใจว่า รัฐาลในบ้านเราเขามีอะไรซ่อนไว้อยู่ข้างหลังกันบ้างหรือเปล่าเพราะไม่เห็นจะยอมสนับสนุนพลังงานทางเลือกกันจริงๆ จังๆ เสียที

ไม่ต้องดูที่ไหนไกลครับ เอาแค่เรื่อง “โซลาร์รูฟท็อป” หรือระบบเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้าบนหลังคา ถ้าดูกันดีๆ ก็จะเห็นว่า คนที่กุมนโยบายเรื่องนี้ในบ้านเรามีอาการอิดๆ ออดๆ กันขนาดไหนกับการสนับสนุนเรื่องนี้ ทั้งที่ชาวบ้านและใครๆ ต่อใครก็พากันออกมาร้องแรกแหกกระเชอให้รัฐช่วยสนับสนุนเรื่องนี้กันให้เต็มสูบ เพราะมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม และมีความเหมาะสมจริงๆ กับสภาพอากาศอย่างบ้านเราที่ร้อนจนแดดเผากันเปรี้ยงๆๆอยู่แทบทุกวี่ทุกวันขณะที่ต้นทุนราคาอุปกรณ์ติดตั้ง ก็ยิ่งมีแต่จะลดลงเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์หรือคุ้มทุนได้มากขึ้นเร็วขึ้น

ดังนั้นจึงทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วแบบนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราจะไปมัวกลัวอะไรอยู่

ยิ่งถ้ารัฐบาลออกมาประกาศปาวๆๆว่า จะเข็นประเทศไทยให้เป็น “Thailand 4.0” จะผลงานวิจัย นวัตกรรม และการคิดค้นเทคโนโลยี นำพาบ้านเมืองให้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายใน 20 ปี ก็ยิ่งต้องบอกว่า รัฐบาลต้องรีบตื่นลืมตาขึ้นมาลงมือปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงๆ ได้แล้ว เพราะถ้ามัวแต่นั่งนึก นอนฝัน เอาแต่พูดอยู่อย่างนี้ก็ไร้ประโยชน์ครับ

ดูอย่างประเทศอินเดียโน่นสิ พัฒนาพลังงานทางเลือกเสียจนสามารถสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ระดับโลกไปแล้ว

ที่วันนี้ผมต้องมาเขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่อะไรนะครับ มันทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ผู้ใหญ่ในรัฐบาลก็มัวแต่มะงุมมะงาหราคิดอะไรทำอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ ดึงเกมกันไปดึงเกมกันมา เหมือนมองไม่เห็นปัญหา ทีจะซื้อเรือดำน้ำ เครื่องบิน รถถัง นี่ไวจัง…3 ปีมานี่ ล่อเข้าไปกี่หมื่นล้านแล้ว ได้นับบ้างหรือเปล่า

แต่พอมาถึงเรื่องพลังงาน ซึ่งถ้าจะให้พูดแบบกำปั้นทุบดินก็ต้องบอกว่า เรื่องนี้มันก็เรื่องความมั่นคงของคนไทยเหมือนกัน กลับเหมือนแกล้งโยนให้ชาวบ้านมานั่งเถียงกับการไฟฟ้า เถียงกับกระทรวงพลังงานอยู่นั่นแหละว่าจะเอา-ไม่เอา “ถ่านหิน” ทั้งที่ก็รู้ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า จริงๆ บ้านเรายังมีพลังงานทางเลือกอะไรอีกบ้างที่ทำได้

อยากจะโปร อยากจะศึกษา “ถ่านหิน” ก็ศึกษาไปสิครับ ทำไปเลย และทำให้รู้แน่ว่าไอ้ที่จะไปสร้างที่แถบ “อันดามัน” หรือที่อื่นๆ น่ะมันดีจริงหรือเปล่า มันได้ความคุ้มค่ามากกว่าที่จะเสียไปหรือเปล่า

แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดประตู“ทางเลือก” อื่นๆ ให้กับประชาชนเขาด้วย

อย่าคิดเอาแต่จูงจมูกหรือชี้นิ้วสั่งให้ซ้ายหันขวาหัน เหมือนคนไทยไม่มีสมองอย่างเด็ดขาด

เรื่องดีๆ ไม่รีบทำ ระวังเดี๋ยวชาวบ้านเขาจะคิดบ้างว่า ที่หวงก้างกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะกลัวค่าไฟถูกแล้วผลประโยชน์ของใครมันจะหายไปนะครับ

มะลิลา

เดินหน้าตั้งอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบข้อมูลหนี้สิน‘เกษตรกร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280331

x

เดินหน้าตั้งอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบข้อมูลหนี้สิน‘เกษตรกร’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานอนุกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบและยืนยันข้อมูลหนี้สินเกษตรกร กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยว่า ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 26/2560 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ให้มีคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ มีความก้าวหน้าโดยได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลหนี้สินเกษตรกร ซึ่งได้เริ่มดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน และจัดทำแผนสนับสนุนคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลหนี้สินเกษตรกรในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ โดยได้ดำเนินการประชุมทางไกลพร้อมทั้งให้คำแนะนำในการจัดทำแผนการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ซึ่งเริ่มผลักดันให้มีการสนับสนุนงบดำเนินการจาก กฟก. และมีการสำรวจข้อมูลหนี้จากทั้งตัวเกษตรกรและเจ้าหนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.-24 ส.ค. นี้ คาดว่ามีบางจังหวัดได้เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น ภูเก็ต ตรัง นครปฐม ระยอง เป็นต้น และหากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการเร่งดำเนินการร่วมกันอย่างเต็มที่ การรวบรวมข้อมูลดังกล่าวอาจจะแล้วเสร็จก่อนกำหนด

ด้าน นายกมล ศักดิ์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยสำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน (สกร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานอำนวยการจัดทำข้อมูลหนี้สินเกษตร ณ อาคาร 3 ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การกำกับดูแลของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในระดับจังหวัดและอำเภอ ซึ่งจะดำเนินการรวบรวมปัญหา/ข้อแก้ไขในการปฏิบัติงาน และเสนอคณะอนุกรรมการ พิจารณาต่อไป

โปรยเมล็ดพันธุ์ป่าต้นน้ำทั่วประเทศ ‘ฝนหลวง’ร่วม7หน่วยงานสืบสานพระราชปณิธาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280337

โปรยเมล็ดพันธุ์ป่าต้นน้ำทั่วประเทศ ‘ฝนหลวง’ร่วม7หน่วยงานสืบสานพระราชปณิธาน

โปรยเมล็ดพันธุ์ป่าต้นน้ำทั่วประเทศ ‘ฝนหลวง’ร่วม7หน่วยงานสืบสานพระราชปณิธาน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร 28 กรกฎาคม 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดทำโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ ภายใต้แนวคิด “9 วัน สู่วันมหามงคล 65 วัน สืบสานพระราชปณิธาน” เป็นการคืนผืนป่าเพื่อสานต่อพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อเพิ่มความชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้

“การโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศในพื้นที่แหล่งต้นน้ำบริเวณพื้นที่เดินเท้าเข้าถึงยากหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ได้ ทั้งนี้ มีหน่วยงานร่วมรับผิดชอบดำเนินการ 7 หน่วยงาน และภาคประชาชน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมชลประทาน กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา มณฑลทหารบกที่ 15 จ.เพชรบุรี และมณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมการปกครอง และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรวมถึงเกษตรกร อาสาสมัครฝนหลวงและประชาชนทั่วไป เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำ และแหล่งอาหารสัตว์ป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและพื้นที่ผืนป่าทั่วประเทศอย่างยั่งยืน เป็นการสร้างความสมบูรณ์และกำหนดพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าไม่ให้อพยพออกจากป่ามาสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่การเกษตร เพิ่มพื้นที่ผืนป่าในแหล่งต้นน้ำของเขื่อนต่างๆ เป็นการทำงานเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐ และประชาชนทั่วไป ทำให้เกิดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า โครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศ โดยได้มีการเตรียมความพร้อมการปั้นเมล็ดพันธุ์พืช ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกับกองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2จ.นครราชสีมา มณฑลทหารบกที่ 31 จ.นครสวรรค์ และมณฑลทหารบกที่ 15 จ.เพชรบุรี เพื่อเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชสำหรับใช้โปรยในโครงการดังกล่าว ซึ่งมีชนิดเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้ในโครงการและพื้นที่เป้าหมายการโปรยทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ได้แก่ ภาคกลาง โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 10 ชนิด ได้แก่ กัลปพฤกษ์ กาฬพฤกษ์ ขี้เหล็ก แดง มะค่าแต้ พฤกษ์ ราชพฤกษ์ (คูน) สาธร (กระเจาะ) สีเสียด(สีเสียดแก่น) และอะราง (นนทรีป่า)ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ไผ่รวก และพะยูง ภาคใต้โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ประดู่ (ตีปีก) และมะค่าโมง

นายสุรสีห์กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่า ทั่วประเทศไทย ในปีนี้ได้เริ่มดำเนินการระยะที่ 1 เมื่อเดือนเมษายน – กรกฎาคม 2560 ในการเตรียมเมล็ดพันธุ์ จากนั้นระยะที่ 2 ปฏิบัติการโปรยเมล็ดพันธุ์ ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม – กันยายน 2560 สำหรับระยะสุดท้าย จะเป็นการประเมินผล ในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2560 และจะมีพิธีเปิดโครงการในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560ณ เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ซึ่งได้รับเกียรติจาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด

เร่งปั้นสหกรณ์‘Smart Officer’ ประจำทุกอำเภอสร้างความเข้มแข็งกลุ่มเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280334

x

เร่งปั้นสหกรณ์‘Smart Officer’ ประจำทุกอำเภอสร้างความเข้มแข็งกลุ่มเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ได้การจัดฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนานักส่งเสริมสหกรณ์ระดับอำเภอสู่การเป็น Smart Officer” ให้กับนักส่งเสริมสหกรณ์ประจำอำเภอทั่วประเทศ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจงานด้านต่างๆ อาทิ การกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ที่ดีตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ ระเบียบ และข้อบังคับของสหกรณ์ แนวทางการพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง การส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร และการส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้นักส่งเสริมสหกรณ์ประจำอำเภอมีความรู้ทางวิชาการและความเชี่ยวชาญ สามารถบริหารจัดการงานและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดีและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งอย่างมั่นคง

“นักส่งเสริมสหกรณ์ต้องทำงานกับประชาชนในระดับพื้นที่ ต้องทำงานในเชิงสังคม ทั้งสหกรณ์ในภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตรล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งหมด เพราะมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน ในอนาคตกรมตั้งเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงสหกรณ์ในภาคการเกษตรและนอกภาคเกษตรเข้าด้วยกัน โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรจะเป็นแหล่งกระจายสินค้าคุณภาพดีจากสหกรณ์การเกษตรสู่สมาชิกและประชาชนทั่วไปได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังมีภารกิจในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ ซึ่งกรมได้ออกเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน และอยู่ระหว่างการจัดทำคู่มือ เพื่อให้นักส่งเสริมสหกรณ์นำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน สิ่งสำคัญคือ นักส่งเสริมสหกรณ์ควรวิเคราะห์สถานภาพของสหกรณ์ที่อยู่ในความดูแล เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการทำงาน สามารถให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ได้ว่ายังต้องพัฒนาในด้านใดหรือต้องปรับปรุงส่วนใดที่ยังบกพร่องให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้น เป้าหมายของการพัฒนาสหกรณ์ไม่ได้มุ่งหวังการแสวงหากำไร แต่ต้องพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง สามารถดูแลสมาชิกให้อยู่ดีกินดีมีความสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งจะส่งผลทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อระบบสหกรณ์ในที่สุด” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เกาะติดส่งออกชายแดน ‘มุกดาหาร-นครพนม’เข้มปราบลักลอบค่าเนื้อสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280332

x

เกาะติดส่งออกชายแดน ‘มุกดาหาร-นครพนม’เข้มปราบลักลอบค่าเนื้อสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร และ นครพนม ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า ภาพรวมการส่งออกในปี 2560ที่ผ่านด่านกักสัตว์มุกดาหาร มีการส่งออกโคเนื้อเพิ่มขึ้นในขณะที่การส่งออกสุกรขุน ลูกสุกร และแพะเนื้อลดลง โดยช่วงมกราคม-มิถุนายน มีการส่งออกโคเนื้อ 11,694 ตัว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 50 และมีการส่งออกสุกรขุน 650 ตัว ลดลงร้อยละ 86 และส่งออกลูกสุกร 4,770 ตัว ลดลงร้อยละ 61

ด้านการส่งออกแพะเนื้อมีจำนวน 250 ตัว ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 97 ของปริมาณการส่งออกแพะเนื้อทั้งหมด เนื่องจากมีการปรับค่าธรรมเนียมการส่งออก ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2559 ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 17 ตุลาคม 2559 ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมในการส่งออกแพะเนื้อ ปรับจากตัวละ 45 บาท ขึ้นเป็นตัวละ 250 บาท

สำหรับสถิติการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านด่านกักสัตว์นครพนม พบว่า ปัจจุบันมีการส่งออกโคเนื้อ กระบือ ชิ้นส่วนไก่ สุกรขุน และ ลูกสุกร โดยในเดือนมกราคม-มิถุนายน มีการส่งออกโคเนื้อ 33,252 ตัว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 3 ของปริมาณการส่งออกโคเนื้อทั้งหมด เช่นเดียวกับกระบือ มีการส่งออก จำนวน 8,612 ตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ของปริมาณการส่งออกกระบือทั้งหมด

ทั้งนี้ การดำเนินการของด่าน พบว่า นอกจากการเข้มงวดไม่ให้มีการส่งออกโคกระบือเพศเมียแล้ว ยังได้มีการเข้มงวดในการห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในโคเนื้อด้วย โดยให้ด่านกักกันสัตว์สุ่มตรวจปัสสาวะโคขุนบนยานพาหนะที่เคลื่อนย้ายด้วยชุดทดสอบภาคสนาม (Strip test) ซึ่งหากพบผลบวก หรือสงสัยว่ามีสารเร่งเนื้อแดงในปัสสาวะ จะอายัดโคขุนทั้งหมดไว้ที่ด่านกักกันสัตว์ไม่ให้เคลื่อนย้ายไปพื้นที่อื่นอย่างน้อย 21 วัน หรือจนกว่าจะตรวจไม่พบสารเร่งเนื้อแดง เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยจะต้องดำเนินการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคและเป็นการสนับสนุนการส่งออกรองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯเปิด‘วอร์รูม’โครงการ9101 ปูพรมขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนทั่วปท.ตามรอยเท้าพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280136

x

เกษตรฯเปิด‘วอร์รูม’โครงการ9101 ปูพรมขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนทั่วปท.ตามรอยเท้าพ่อ

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตร ขับเคลื่อนโครงการ “9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและชุมชนด้วยการนำหลักการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9ได้พระราชทานไว้มาเป็นต้นแบบดำเนินการ โดยให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ และเครือข่าย 8,219 แห่ง เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน

โดยการดำเนินงานของชุมชนภายใต้กรอบโครงการทั้งหมดมี 8 ด้าน คือ ต้องเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที มีประโยชน์ต่อชุมชน และความยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการหรือกิจกรรมในลักษณะของการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้า ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช, ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์, ด้านการจัดการศัตรูพืช,ด้านฟาร์มชุมชน, ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, ด้านปศุสัตว์,ด้านประมง, ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน และด้านการเกษตรอื่นๆ ซึ่งชุมชนที่จะมาขอดำเนินกิจกรรมจะต้องรวมตัวไม่น้อยกว่า 10 คน/กิจกรรม/โครงการ และต้องมีการจ้างแรงงานเกษตรกรในชุมชนไม่น้อยกว่า 50% ของวงเงินงบประมาณ ยกเว้นกรณีจำเป็นอาจให้มีการจ้างได้ 30% แต่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโครงการระดับอำเภอ มีนายอำเภอเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของโครงการ ทั้งนี้จะต้องเบิกจ่ายงบประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 50% ภายในเดือนกรกฎาคม และที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจะต้องเบิกจ่ายภายในเดือนสิงหาคมปีนี้ โดยที่ค่าใช้จ่ายจะใช้งบอุดหนุน ประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท จำนวน 9,101 ชุมชน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มอบหมายรองอธิบดีและผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตรเร่งติดตามการดำเนินการในพื้นที่ หากพบปัญหาจะระดมทีมเข้าไปช่วยเหลือทันที และเปิด War room สำนักงานโครงการ 9101ฯ ทั้งในระดับส่วนกลางและระดับจังหวัด เพื่ออำนวยการในการบริหารจัดการได้อย่างทันท่วงที หากพบปัญหาสามารถแจ้งเหตุตรงถึงคณะทำงาน