ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบเมืองข้าว(1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280135

449007

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบเมืองข้าว(1)

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมเป็นประธาน พิจารณาเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเกษตรโดยเฉพาะข้าว โดยเสนอให้กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดต้นแบบ ในการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อจัดตั้ง“เขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองข้าว”

คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินหรือ กขป.นั้น รัฐบาลตั้งขึ้นมา 6 คณะด้วยกัน เพื่อเร่งรัดปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งคณะที่ 5 ที่“บิ๊กป้อม” เป็นประธาน ดูแลการปฏิรูปหลายด้าน ทั้งเรื่องความมั่นคง,ลดความเหลื่อมล้ำ, การเกษตร,ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเรื่องที่เป็นวาระเร่งด่วนและการแก้ไขปัญหาการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

ข้อเสนอให้กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดต้นแบบ “เมืองข้าว” นี้ มีวัตถุประสงค์ผลิตข้าวเชิงอุตสาหกรรมครบวงจรตามแนวทางที่สปท.-สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เสนอยุทธศาสตร์การปฏิรูปข้าวตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และสนับสนุนการผลิตข้าวแปลงใหญ่ ใช้แนวทางสหกรณ์

เรื่องนี้นับเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจยิ่ง ผมจึงขออนุญาตนำรายงานของสปท.ดังกล่าวมาเผยแพร่ โดยเป็นรายงานชื่อว่า“นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์..Rice City Pilot Project : Kalasin Province” ในฉบับสรุปสำหรับผู้บริหาร ซึ่งคงจะต้องกินเนื้อที่คอลัมน์นี้ต่อเนื่องสัก 2-3 ตอน…

มาเริ่มดูรายงานชิ้นนี้กันเลยครับ

……………………………….

การแก้ปัญหาข้าวของประเทศเกี่ยวข้องกับเกษตรกร 3.5 ล้านครัวเรือน ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพยากจน เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดน้อยถอยลงเมื่อเทียบกับประเทศซึ่งเป็น ผู้ส่งออกข้าว อีกทั้งด้านปัจจัยการผลิตของไทยมีต้นทุนสูง แรงงานขาดแคลน ปัญหาดินเสื่อมโทรม การเข้าถึงแหล่งน้ำ โดยกว่าร้อยละ 75 ของพื้นที่เกษตรไม่สามารถเข้าถึงระบบชลประทาน

จากสภาวะดังกล่าวอนาคตข้าวไทยในลักษณะเกษตรกรรมพื้นฐาน 1.0 อาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ จำเป็นที่จะต้องมีการขับเคลื่อนปฏิรูปข้าว ทั้งโครงสร้างในลักษณะองค์รวม ด้วยการเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตข้าวด้วยการส่งเสริมการทำนาเกษตรแปลงใหญ่เชิงภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร อีกทั้งจะต้องมีการส่งเสริมโรงสีข้าวสมัยใหม่ที่เป็นอุตสาหกรรม 4.0 อุตสาหกรรมแปรรูปข้าว การเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมการผลิตสมัยใหม่ การต่อยอดกับงานวิจัยเชิงพาณิชย์ โดยต้องนำเกษตรกรชาวนาเข้ามาเป็นศูนย์กลางของการปฏิรูปตลอดห่วงโซ่คุณค่าข้าว ซึ่งจะท้าให้เกิดการขับเคลื่อนแก้ปัญหาข้าวอย่างบูรณาการในลักษณะ “Farm to Table”

บนบริบทแห่งการเปลี่ยนแปลง อนาคตข้าวไทยอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา เนื่องจากการเพิ่มพื้นที่และอุปทานข้าวทั้งของประเทศไทยและประเทศต่างๆที่นับวันจะสูงขึ้น ในช่วงที่ ผ่านมาปริมาณข้าวส่วนเกินของโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.20 แต่ปริมาณการส่งออกข้าวของโลกกลับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 9.53 ทั้งนี้ ในช่วงตั้งแต่ปี 2554 ขีดความสามารถการแข่งขันข้าวไทย ในตลาดโลกลดลงอย่างชัดเจน มีประเทศส่งออกทั้งจากภูมิภาคและนอกภูมิภาคเข้ามาแข่งขันด้านราคา เช่น อินเดียซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก ขณะที่เวียดนามมีศักยภาพทั้งด้านราคาและคุณภาพที่จะเข้ามาเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดส่งออกของไทย นอกจากนี้ประเทศที่เป็นผู้ส่งออกสำคัญ เช่น ปากีสถาน สหรัฐอเมริกา เมียนมาร์ กัมพูชาซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของไทยลดลงจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20

จากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านการเกษตร ใน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ พบว่า การแข่งขันข้าวในอนาคตจะทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะลดน้อยถอยลง

การขับเคลื่อนปฏิรูปข้าวจะต้องมีการ เชื่อมโยงห่วงโซ่ข้าวตลอดทั้งระบบ (Rice Value Chain) หลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา ทิศทางข้าวต้องมุ่งไปสู่การผลิตข้าวคุณภาพ เช่น ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าววิตามิน ข้าวอินทรีย์ ข้าวปลอดสารพิษ ข้าวสำเร็จรูป ฯลฯ เกี่ยวข้องกับกระบวนการควบคุมการผลิต และการมีมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งหมด เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปโครงสร้างข้าวไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

หมดสัมปทานพื้นที่คอลัมน์ตอนนี้แค่นี้ก่อน สัปดาห์หน้าว่ากันต่อครับ

สาโรช บุญแสง

‘ฝนหลวง’ปฏิบัติการคืนผืนป่า บินโปรยเมล็ดพันธุ์ต้นน้ำทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280137

x

‘ฝนหลวง’ปฏิบัติการคืนผืนป่า บินโปรยเมล็ดพันธุ์ต้นน้ำทั่วปท.

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร บูรณาการร่วมกันหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ กรมชลประทาน กองทัพบก กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมการปกคลอง และกรมการปกคลองส่วนท้องถิ่น จัดทำโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศหลังการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน ในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ ภายใต้แนวคิด “9 สัปดาห์ สู่วันมหามงคล” เป็นการคืนผืนป่าเพื่อสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งถือเป็นโครงการหนึ่งในการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ อีกทั้งยังเป็นการให้ทุกฝ่ายตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำ รักษาระบบนิเวศป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ทำให้พื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการเร่งขยายพันธุ์กล้าไม้กลายเป็นสภาพป่าธรรมชาติต่อไป

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า สำหรับเมล็ดพันธุ์พืชและพื้นที่เป้าหมายในโครงการ ได้แก่ 1) ภาคกลาง โปรยเมล็ดพันธุ์พืช 10 ชนิด อาทิ กัลปพฤกษ์ กาฬพฤกษ์ ขี้เหล็ก มะค่าแต้ ราชพฤกษ์ (คูน) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว และอุทยานแห่งชาติเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โปรยเมล็ดพันธุ์พืช 2 ชนิด คือ ไผ่รวก และพะยูง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และ 3) ภาคใต้ โปรยเมล็ดพันธุ์พืช 2 ชนิด คือประดู่ (ตีปีก) และมะค่าโมง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

รายงานพิเศษ : บูรณาการ‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280138

รายงานพิเศษ : บูรณาการ‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

รายงานพิเศษ : บูรณาการ‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ลุ่มน้ำยม เป็น 1 ใน 25 ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 23,618 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 10 จังหวัด คือ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสรรค์ ลักษณะของลุ่มน้ำนี้จะวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ทิศเหนือเริ่มจากทิวเขาผีปันน้ำติดกับลุ่มน้ำโขง ทิศใต้ติดกับลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำน่าน โดยมีแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ

อย่างไรก็ตาม ลุ่มน้ำยม เป็นลุ่มน้ำที่มีปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือน้ำแล้งค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากขาดแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบน เพื่อช่วยชะลอและเก็บกักน้ำไว้ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูน้ำหลาก แต่พอเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ว ก็จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำทันที ชาวบ้านต้องนำดินลงไปทำฝายกันน้ำชั่วคราวเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ ส่งผลให้ปริมาณตะกอนดินในแม่น้ำยมมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งก็จะเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง

ปัจจุบันในแม่น้ำยมตอนล่าง มีการสร้างฝายเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำหลายแห่ง เช่น ฝายสามง่าม และฝายพญาวัง เป็นต้น จากนั้นก็จะสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่การเกษตร อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูแล้งเกือบตลอดแนวแม่น้ำยมตอนล่าง ลำน้ำมีสภาพแห้งขอด จำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับลุ่มน้ำน่านที่มีศักยภาพความพร้อมมากกว่าเนื่องจากมีแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ สามารถควบคุมการบริหารน้ำได้ ในช่วงฤดูน้ำหลาก ก็ชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อที่จะผันน้ำจากแม่น้ำน้ำยมไปยังแม่น้ำน่านให้ช่วยระบายน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น ส่วนฤดูแล้งก็ผันน้ำจากลุ่มน้ำน่านมาช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากการขาดแคลนน้ำของลุ่มน้ำยม

อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้บางส่วนเท่านั้น จำเป็นจะต้องพัฒนาอาคารบังคับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นฝาย หรือประตูระบายน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่าง และการบริหารจัดการร่วมกับลุ่มน้ำน่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนที่จะสร้างอาคารบังคับน้ำ ประเภทประตูระบายน้ำ ในแม่น้ำยมตอนล่างเพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ประกอบด้วย

1.โครงการประตูระบายน้ำท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีต เสริมเหล็กบานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 16.75 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 81,111 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลบางระกำ ตำบลปลักแรด ตำบลวังอิทก ตำบลพันเสา ตำบลบ่อทอง ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และ ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร

2.โครงการฝายบ้านวังจิก ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริม เหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 6.63 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 37,397 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี ตำบลรังนก ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม ตำบลวังจิก ตำบลไผ่รอบ ตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

3.โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 8.24 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 52,875 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลชุมแสงสงคราม ตำบลท่านางงาม ตำบลคุยม่วง ตำบลบางระกำ ตำบลบึงกอก อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

และ 4.โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ตำบลไผ่ ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 3.71 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 28,263 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลวังจิก ตำบลไผ่ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร

“การดำเนินการศึกษา EIA อาคารบังคับน้ำทั้ง 4 แห่งในลุ่มน้ำยมตอนล่างดังกล่าว ได้ศึกษาครอบคลุมในทุกๆด้าน ทั้งทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม โดยให้ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ข้อโต้แย้ง หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ปรากฎว่าประชาชนในพื้นที่แทบทุกคนเห็นด้วยที่จะให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโดยเร็ว” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานแนวพระราชดำริ“ศาสตร์พระราชา” ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซากแบบยั่งยืน ว่า “…ต้องมีการดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยม การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนการขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก…”

กรมชลประทานได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาแก้ปัญหาลุ่มน้ำยม ทั้งดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในสาขาของลุ่มน้ำยมแล้วหลายแห่ง และกำลังจะดำเนินการก่อสร้างอีกหลายแห่ง การผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างลุ่มน้ำน่านกับลุ่มน้ำยมก็ดำเนินการแล้ว การขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำก็ดำเนินการแล้วเช่น ยิ่งกว่านั้นยังได้ต่อยอดวางแผนดำเนินโครงการแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจะมีมากถึง 69 แห่ง ในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ สามารถเก็บกักน้ำไว้ชั่วคราวเพื่อรอการระบายได้ 2,049 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) อีกด้วย

จะเหลือแต่การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาลุ่มน้ำยมให้สมบูรณ์แบบเท่านั้นที่ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆได้เลย ได้แต่รอ…แล้วก็รอ มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ยังไม่เป็นจริงเลย…

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจ ที่น่าจับตามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279976

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจ ที่น่าจับตามอง

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจ ที่น่าจับตามอง

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่า พืชเศรษฐกิจคืออะไร และมีอะไรบ้างครับ

สุพจน์ ปฏิมาภรณ์

อ.ปะทิว จ.ชุมพร

คำตอบ พืชเศรษฐกิจ หมายถึง พืชที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต มีลักษณะเด่นในการค้า ที่สามารถจะนำไปบริโภค โดยเป็นอาหารที่ให้วิตามิน แร่ธาตุ และเป็นแหล่งพลังงานของมนุษย์และสัตว์ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว สามารถประกอบเป็นอาชีพได้ พืชเศรษฐกิจระยะสั้นมีอายุการเก็บไม่นาน เมื่อเก็บผลผลิตแล้ว พืชจะตาย หรือได้ผลผลิตลดลงอย่างมาก ไม่คุ้มที่จะเก็บผลผลิต เพราะส่วนใหญ่จะเป็นพืชล้มลุก และมีขั้นตอนในการปลูกน้อยกว่าพืชอื่นๆ

การปลูกพืชเศรษฐกิจ นอกจากจะได้ผลผลิตเพื่อบริโภคและการสร้างรายได้ของครอบครัวแล้ว ก็ยังมีความสำคัญในระดับภูมิภาครวมถึงระดับประเทศ เป็นอาชีพหลักของคนไทย เพราะส่วนใหญ่ประเทศไทยมีอาชีพทางการเกษตร ลดอัตราการว่างงานลงเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย เพื่อนำไปแปรรูปต่อ ช่วยส่งเสริมและเป็นปัจจัยส่งเสริมภาคธุรกิจ และบริการด้านการเกษตรในประเทศ และเป็นแหล่งผลผลิตของการเกษตร

พืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ได้แก่

-ข้าว เป็นพืชเศรษฐกิจที่คู่ประเทศไทยมานาน และเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนไทยนิยมปลูกมากที่สุดในภาคอีสาน ภาคเหนือภาคกลาง ใช้ระยะเวลาสั้นคือ 4 เดือน แต่ผลเสียคือ ต้นทุนในการปลูกต่อไร่ค่อนข้างสูง และต้องอาศัยน้ำฝน หรือระบบน้ำชลประทาน และต้องปลูกใหม่ทุกปี เกษตรกรส่วนมากใช้สารเคมีในการปลูก ทำให้เกิดผลเสียต่อเกษตรกรเอง

-ยางพารา เป็นพืชอุตสาหกรรมใหม่ที่เข้ามามีบทบาท เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร และเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม มีการขยายพื้นที่ปลูกยางพารามากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเทคโนโลยีการกรีดยางให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มจำนวนวันกรีดน้ำยางและคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น ระยะเวลาในการปลูกหลายปี ต้นทุนสูง ตลาดรองรับมีจำกัด เพราะต่างประเทศปลูกและแปรรูปเองได้

-อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวที่เกษตรกรนิยมปลูก อ้อยปลูกครั้งเดียวจะเก็บเกี่ยวได้ 3-4 ปี โดยไม่ต้องปลูกซ้ำ ปลูกซ้ำอีกครั้งทุก 4-5 ปี และต้องปรับสภาพดินก่อนปลูกใหม่ เพื่อให้ผลผลิตดีขึ้น

-มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทนแล้งได้ดี แต่ผลเสียคือต้นทุนในการปลูกค่อนข้างสูง และต้องปลูกใหม่ทุกปี และราคาต่อ กก. ค่อนข้างถูกมาก เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทางราชการมีการกำหนดมาตรการยกระดับราคาหลายวิธี เช่น การชดเชยให้แก่ผู้ส่งออกมันอัดเม็ด หรือการยกเว้นภาษีเงินได้ เป็นต้น ดังนั้น จึงส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำแปลงขยายพันธุ์ เพื่อกระจายมันสำปะหลังพันธุ์ดีที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงให้มากขึ้น ส่วนในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมที่จะปลูกมันสำปะหลังทางราชการก็จะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน

-ปอแก้ว เป็นปอชนิดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูก เนื่องจากปอแก้วมีความทนทานต่อความแห้งแล้ง และขึ้นในสภาพดินไร่ทั่วไปได้ดี เป็นพืชที่มีความเสี่ยงในการลงทุนน้อยที่สุด ช่วงเวลาที่เพาะปลูกเริ่มต้นประมาณเดือน เมษายน-สิงหาคม ผลผลิตที่ได้จะออกสู่ตลาดช่วงเดือน ตุลาคม-ธันวาคม

-มะม่วง พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมาก ได้แก่ พันธุ์พื้นเมือง เช่น แก้วเขียว และแก้วขาว อกร่อง พันธุ์ส่งเสริม ได้แก่ น้ำดอกไม้ หนังกลางวัน เขียวเสวย หนองแซง เจ้าคุณทิพย์ สภาพปัญหาที่เกิดคือ ผลผลิตต่ำ เนื่องจากขาดการปฏิบัติดูแลรักษาที่ดี และพันธุ์ที่ปลูกไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

พืชเศรษฐกิจเหล่านี้ เคียงคู่กับเกษตรกรไทยมานานแสนนาน ที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก ทั่วทุกภาคของประเทศจึงทำให้มีข่าวถึงราคาที่ตกต่ำ นำไปสู่ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในที่สุด

นาย รัตวิ

เตือนเกษตรกรไร่ข้าวโพดฝักสด สังเกตอาการโรคราน้ำค้างระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279974

x

เตือนเกษตรกรไร่ข้าวโพดฝักสด สังเกตอาการโรคราน้ำค้างระบาด

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดฝักสด อาทิ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน และข้าวโพดข้าวเหนียว ให้หมั่นสังเกตอาการของโรคราน้ำค้าง มักพบแสดงอาการในระยะที่เริ่มเพาะปลูก เริ่มแรกจะพบบริเวณยอดมีใบข้าวโพดสีเหลืองซีด หรือใบลายเป็นทางสีเขียวอ่อนสลับเขียวแก่ บางครั้งพบยอดข้าวโพดแตกเป็นพุ่ม ต้นแคระแกร็น เตี้ย ข้อถี่ ไม่มีฝักหรือมีฝักขนาดเล็ก ก้านฝักมีความยาวมาก หรือมีจำนวนฝักมากกว่าปกติ แต่ฝักจะไม่สมบูรณ์ เช่น มีจำนวนเมล็ดน้อย หรือไม่มีเมล็ดเลย

สำหรับแหล่งที่เคยมีการระบาดของโรค หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม คือ มีอุณหภูมิต่ำ และมีความชื้นในอากาศสูง เมื่อข้าวโพดมีอายุ 5-7 วัน ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพีอัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7 วัน และพ่นติดต่อกัน 3-4 ครั้ง

นอกจากนี้ ในฤดูเพาะปลูกข้าวโพดฝักสดถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ปลอดโรค และคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 7-10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือสารเมทาแลกซิล-เอ็ม 35% อีเอส อัตรา 3.5 มิลลิลิตรต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หลีกเลี่ยงการเพาะปลูกข้าวโพดในฤดูที่มีการระบาดของโรครุนแรง กรณีพบเริ่มระบาด ให้ถอนต้นกล้าข้าวโพดที่แสดงลักษณะอาการของโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที ด้วยเชื้อสาเหตุของโรค สามารถเข้าทำลายต้นข้าวโพดได้ตั้งแต่ในระยะที่ข้าวโพดเริ่มงอก ซึ่งการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชหลังจากต้นข้าวโพดอายุ 20 วันขึ้นไป จะไม่สามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้

ตั้งทีมหนุน‘9101ตามรอยเท้าพ่อ’ n เกษตรฯเขต5ปูพรมขับเคลื่อน6จังหวัดใต้สร้างความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279975

x

ตั้งทีมหนุน‘9101ตามรอยเท้าพ่อ’ n เกษตรฯเขต5ปูพรมขับเคลื่อน6จังหวัดใต้สร้างความยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จ.สงขลา กล่าวว่า ตามที่มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชน โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนมีส่วนร่วมแบบประชารัฐอย่างยั่งยืน เป้าหมายดำเนินงานทั่วประเทศ 9,101 ชุมชน เกษตรกรชุมชนละ 500 ราย รวม 4,550,500 ราย งบประมาณชุมชนละ 2.5 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 22,752.5 ล้านบาท

สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานโครงการ ในพื้นที่ความรับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5จังหวัดสงขลา 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง มีจำนวน 706 ชุมชน เกษตรกร 353,000 ราย งบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,765 ล้านบาทขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการดังกล่าวโดยได้มีการแต่งตั้งคณะทำงาน 2 คณะ คือ คณะทำงานสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา และคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน มีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เป็นประธาน และประธานคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. ระดับเขต เป็นรองประธาน พร้อมทั้งประธานคณะกรรมการเครือข่ายศพก.ระดับจังหวัด 6 จังหวัด และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เป็นกรรมการ มีหน้าที่ดังนี้

1) ขับเคลื่อน กำกับ ติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณโครงการในพื้นที่จังหวัดที่รับผิดชอบ 2) ให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานโครงการให้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและ 3) รายงานความก้าวหน้า ปัญหาอุปสรรค แนวทางแก้ไข การดำเนินงานและการเบิกจ่ายงบประมาณให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบ

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ชลบุรี หนุนเกษตรกรกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279977

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ชลบุรี หนุนเกษตรกรกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ชลบุรี หนุนเกษตรกรกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว ขณะนี้พบการระบาดใน 29 จังหวัด พื้นที่รวม 109,409 ไร่ หรือประมาณ 9% ของพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั้งประเทศ ซึ่งพื้นที่ที่ระบาดมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ 93,293 ไร่ ชลบุรี 5,238 ไร่ สุราษฎร์ธานี 2,647 ไร่สมุทรสาคร 1,738 ไร่ และฉะเชิงเทรา 913 ไร่

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า วิธีการแก้ไขปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวระบาดทำลายผลผลิตที่ได้ผลที่สุด คือการใช้วิธีผสมผสาน ใช้หลากหลายวิธีร่วมกัน ไม่เน้นวิธีใดวิธีหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากที่ผ่านมาการแก้ปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวเคยใช้สารเคมีในการควบคุมกำจัดอย่างเดียว แม้จะสามารถลดพื้นที่การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวได้ในระดับหนึ่งแต่ต่อมาหนอนหัวดำก็ยังกลับมาระบาดซ้ำอีก เพราะยังหลงเหลือแหล่งที่อยู่อาศัยของหนอนหัวดำ ดังนั้นในปีนี้คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดำเนินการภายใต้ “โครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน”

สำหรับมาตรการในการกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวเน้นการมีส่วนร่วม ฉะนั้นวิธีการแรกที่เกษตรกรสามารถทำได้ทันทีคือการดูแลรักษาความสะอาดแปลง หมั่นสำรวจแปลงถ้าพบศัตรูพืชคือหนอนหัวดำมะพร้าวให้รีบตัดทางใบและเผาทำลาย เพื่อตัดแหล่งอาศัยทันที จากนั้นให้ใช้ศัตรูธรรมชาติคือปล่อยแตนเบียนบราคอน เข้าไปควบคุมประชากรหนอนหัวดำไม่ให้แพร่ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้พยายามรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกร มีการเพาะขยายพันธุ์แตนเบียนบราคอนไว้ใช้ในการควบคุมหนอนหัวดำ เนื่องจากตระหนักดีกว่าลำพังราชการดำเนินการเองทั้งหมดคงไม่เพียงพอ จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันเป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ช่วยในการขยายพันธุ์แตนเบียนพร้อมปล่อยในพื้นที่ที่พบการระบาดของหนอนหัวดำ โดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช เป็นหน่วยสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้การผลิตและขยายพันธุ์แตนเบียนให้กับเกษตรกร ตามหลักวิชาการแนะนำให้ปล่อยแตนเบียนบราคอน อัตรา 200 ตัวต่อพื้นที่ 1 ไร่ ปล่อยทุกๆ 15 วัน แต่หากเกษตรกรสามารถปล่อยแตนเบียนได้มากกว่าอัตราที่กำหนดก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการลดจำนวนหนอนหัวดำได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้มีการปล่อยแตนเบียนบราคอนในพื้นที่ 29 จังหวัดอย่างต่อเนื่อง

การใช้สารเคมีก็เป็นหนึ่งในวิธีผสมผสาน แต่จะใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย โดยเฉพาะกรณีที่มีการระบาดมากๆ หรือไม่สามารถควบคุมด้วยวิธีการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อตัดวงจรการระบาดให้ลดลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีจำเป็นต้องใช้ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยมาแล้วว่าสารเคมีชนิดใดมีประสิทธิภาพในการทำลายหนอนหัวดำมะพร้าว ทั้งยังไม่มีสารพิษตกค้างทั้งในน้ำหรือเนื้อมะพร้าว จึงปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีรวมถึงผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

“การป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวที่ได้ผลที่สุดนอกจากต้องใช้วิธีผสมผสานแล้ว สิ่งสำคัญเหนือสิ่งใดคือการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชน เนื่องจากหากทุกฝ่ายไม่ร่วมมือกัน หรือไม่ดำเนินการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่พบการระบาด การแก้ปัญหาก็จะไม่ยั่งยืน และจะย้อนกลับมาสร้างปัญหาอีกในอนาคต” นายประสงค์ กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลโป่ง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนแห่งหนึ่งที่มีการผลิตและขยายพันธุ์แตนเบียนไว้ใช้กันเองมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าเกษตรกรสามารถผลิตแตนเบียนบราคอนไว้ใช้ควบคุมกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวเห็นผลเป็นที่น่าพอใจ

นายวิชาญ บำรุงยา ประธานศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลโป่ง กล่าวว่า เมื่อปี 2554 เกษตรกรในพื้นที่ที่ปลูกมะพร้าวประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดทำลายผลผลิตอย่างมาก ตอนนั้นไม่ทราบวิธีกำจัดศัตรูพืชชนิดนี้ จึงได้ปรึกษาเกษตรตำบล ได้รับคำแนะนำให้ตัดทางใบเผาทำลายหนอนหัวดำ และพาไปศึกษาดูงานการผลิตแตนเบียนบราคอนศัตรูธรรมชาติที่สามารถกำจัดหนอนหัวดำได้ต่อมาปี 2556 ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ พ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน และให้นักวิชาการมาสอนการผลิตแตนเบียนให้กับสมาชิกกลุ่ม 30 คน ทางกลุ่มจึงได้ผลิตขยายแตนเบียนใช้กันเองในกลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะปล่อยแตนเบียนอัตราที่สูงกว่าคำแนะนำของทางการ เพราะเราผลิตได้เองก็ปล่อยได้มากขึ้น สามารถควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำได้ผลเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ ยังได้ถ่ายทอดความรู้การผลิตขยายแตนเบียนให้กับเกษตรกรรายอื่นที่สนใจ จนมีเกษตรกรบางรายที่ปัจจุบันใช้การปล่อยแตนเบียนบราคอนในสวนมะพร้าวอย่างเดียวไม่ใช้สารเคมีเลยก็มี

กรมชลดันคลอดกฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280034

กรมชลดันคลอดกฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชน

กรมชลดันคลอดกฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชน

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 21.43 น.

กรมชลประทานเดินหน้ายุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของประชาชนเต็มพิกัด  เผยทิศทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมชัดเจนขึ้นทุกที โดย สนช. เตรียมคลอดเป็นกฎหมายในเร็วๆ นี้  นอกจากนำร่องโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐพื้นที่ภาคตะวันออกแล้ว  ยังให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้วางแนวทางสำหรับขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน กล่าวถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติกำลังอยู่ระหว่างการตราพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชน พ.ศ……. ซึ่งจะเป็นทิศทางเดียวกับที่กรมชลประทานกำหนดเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนของกรมฯ นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป

“เป็นทิศทางที่ชัดเจนที่จะกำหนดให้โครงการใดๆ ของรัฐต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นความต้องการของประชาชนเสนอขึ้นมาแทนการสั่งการลงมาจากภาครัฐในอดีต เป็นการเปลี่ยนแปลงที่องค์กรของรัฐต้องปรับเปลี่ยนการทำงานของตัวเองเช่นกัน”

นายสุจินต์ กล่าวว่า ทันทีที่กำหนดให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นยุทธศาสตร์ของกรมชลประทาน กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนได้เข้าไปส่งเสริมโครงการพัฒนาลุ่มน้ำประชารัฐ ในพื้นที่สำนักชลประทานที่ 9 ในภาคตะวันออก

“เป็นการนำร่องเพื่อให้หน่วยงานอื่นได้เห็นพัฒนาการในลักษณะที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา เพื่อหาความต้องการและแนวทางในการแก้ไขปัญหา เป็นการหลอมรวมทั้งหน่วยงานกรมชลประทานกับประชาชนในพื้นที่  ทั้งในเรื่องความต้องการ และเทคนิควิธีการ”

ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนกล่าวว่า  การดำเนินโครงการชลประทานที่ผ่านมา  มักจะริเริ่มวางแผนศึกษาและสำรวจโดยกรมชลประทานเอง ในระยะๆ หลังจึงมักได้รับการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดโครงการตั้งแต่ต้นอย่างแท้จริง

“รายงานผลการศึกษาโครงการก็ดี ผลการสำรวจก็ดี และผลการออกแบบก็ดี กองเป็นตั้งๆ กลายเป็นความสูญเปล่า เพราะประชาชนไม่เอาด้วย และพอครบ 5 ปี ก็ต้องกลับมาทบทวนใหม่   เป็นเรื่องที่กรมชลประทานต้องหันมาทบทวนและพบว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน จะช่วยให้การขับเคลื่อนโครงการของกรมฯ มีความเป็นไปได้มากขึ้น รวมทั้งช่วยลดความขัดแย้งลงได้มาก”

นายสุจินต์กล่าวอีกว่า ในลำดับต่อไป กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนจะจับมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดทำแนวทางด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนตามยุทธศาสตร์ของกรมชลประทาน โดยจัดเก็บข้อมูลทั้งจากฝ่ายบริหารของกรมชลประทานและข้อมูลจากเวทีเสวนา 4 ภาค จากทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อวิเคราะห์แนวทางการมีส่วนร่วมฯ จะเป็นแบบใด จากนั้นจะคืนข้อมูลให้กรมชลประทานเพื่อวิพากษ์และสรุปเป็นแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 8 เดือน

“หน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องนี้ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการจัดเก็บข้อมูล การจัดเวทีเสวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสรุปเป็นแนวทาง ซึ่งจะเป็นคู่มือให้กรมชลประทานเดินไปอย่างเป็นระบบและตอบโจทย์การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงยิ่งขึ้น” นายสุจินต์กล่าว

กยท.หวังดันราคายางขึ้น70บาท วอนเกษตรกรหยุดเคลื่อนไหว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279952

กยท.หวังดันราคายางขึ้น70บาท วอนเกษตรกรหยุดเคลื่อนไหว!

กยท.หวังดันราคายางขึ้น70บาท วอนเกษตรกรหยุดเคลื่อนไหว!

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 14.46 น.

10 ก.ค.60 นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) แถลงสถานการณ์ราคายางพาราเกิดขึ้นในช่วงนี้ และแนวทางการแก้ไขปัญหา ว่า ขอทำความเข้าใจภาพรวมในเรื่องราคาขึ้นลงเป็นวัฐจักรทางธุรกิจ ซึ่งไทยส่งออกยางรายใหญ่ของโลก ทำให้มีผลกระทบต่อเกษตรกรค่อนข้างมากได้รับปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ไขในหลายมาตรการลงสู่เกษตรกรสวนยาง เชื่อว่าสัปดาห์หน้าราคายางปรับตัวดีขึ้น เมื่อมาตรการทั้งหมดเดินหน้าเต็มที่ส่งผลกระตุ้นให้กลไกตลาดปรับตัวดีขึ้น ในส่วนราคาน้ำยางสด ลดต่ำลงตอนนี้ 40 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (11 ก.ค.) กยท.หาดใหญ่ จ.สงขลา จะเรียกสมาคมน้ำยางข้น ผู้ประกอบการ เครือข่ายเกษตรกร มาพูดคุยให้เพิ่มจุดรับซื้อมากขึ้น หลังจากได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากรัฐบาลไปแล้ว 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มเงินหมุนเวียนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบ เพื่อเข้าไปรับซื้อพยุงราคา ไม่ให้ตกกว่านี้โดยใช้ราคาฐานไม่ต่ำกว่า 40 บาท ให้เร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาราคาน้ำยางตก เนื่องจากปริมาณยางออกมาพร้อมๆ ในเดือน มิ.ย. – ส.ค.เป็นช่วงปริมาณยางออกมาก ไม่ต่ำกว่า 3 แสนตัน คาดว่าเกษตรกรน่าจะอยู่ได้ โดยต้นทุนยางแผ่นรมควัน อยู่ที่ 53 บาท ตอนนี้ ราคาในตลาด 53.20 บาท จะดันราคาขึ้นไป 60 – 70 บาทต่อกิโลกรัม

รวมทั้งผลักดันมาตรการแก้ไขระยะสั้นส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ ได้รวบรวมความต้องการใช้ยาง เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา จาก 9 หน่วยงานราชการ มีปริมาณใช้น้ำยาง 1 หมื่นตัน ยางแห้ง 1.2 หมื่นตัน และใช้ยางในอนาคต 1.2 หมื่นตัน น้ำยางข้น ซี่งในวันที่ 13 ก.ค.นี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จะเชิญหน่วยงานรัฐมาประชุมขอตัวเลขการใช้ยางเพิ่มเติมจากที่เสนอมาแล้ว

นายธีธัช กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้สนับสนุนสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาท แก่สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร 510 แห่ง เสนอขอสินเชื่อ 5.5 พันล้านบาท อนุมัติวงเงินไปแล้ว เบิกเงินกว่า 367 แห่ง พร้อมเร่งจ่ายช่วยเหลือรายได้ให้ครัวเรือนๆ ละไม่เกิน15 ไร่ๆ ละ 1,500 บาท ยังตกค้างอีกกว่า 1 แสนราย จะจ่ายให้เสร็จโดยเร็ว และเงินสินเชื่อเพื่อการแปรรูป วงเงิน 1.5 หมื่นล้าน แก้ไขอุปทานยางพาราล้นตลาด เร่งรัดการใช้ยางในประเทศ ขณะนี้มีผู้ประกอบการแปรรูป ขอกู้ 29 ราย วงเงิน 8.8 พันล้านบาท ใช้ยางในประเทศปีละ 3 หมื่นตันต่อปี และจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ร่วมกับบริษัทส่งออกยางรายใหญ่ 5 เสือ วงเงิน 1,200 ล้านบาท อยู่ในขั้นตอนการจดทะเบียน โดยสัปดาห์หน้าเข้าซื้อขายในตลาดได้ อย่างไรก็ตาม กองทุนนี้เป็นกองทุนเฉพาะกิจ เมื่อราคายางเป็นปกติจะหยุดดำเนินการ นอกจากนี้ กยท.ได้อนุมัติวงเงินการซื้อในตลาดยางแต่ละแห่ง ทั้งตลาดท้องถิ่น 100 กว่าแห่ง และตลาลกลาง 6 แห่งทั่วประเทศ เพื่อดูดซับปริมาณได้มากที่สุด

ผู้ว่าฯ กยท.กล่าวอีกว่า ได้จัดหาความร่วมมือในตลาดต่างประเทศ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยตนไปประชุมสภาไตรภาคียาง 3 ชาติ หารือสถานกาณ์ราคายาง เห็นชอบเร่งรัดจัดประชุมระดับรัฐมนตรี เร็วๆ นี้ ยังมีมติร่วมกันลดพื้นที่ปลูกและควบคุมปริมาณส่งออก เพื่อให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น โดยคณะอนุไตรภาคีจะหารือเพื่อดำเนินการให้เป็นตามข้อตกลงได้อย่างไร โดยเข้าที่ประชุมระดับรัฐมนตรี ในเดือน ก.ย.นี้

“ราคายางปรับลงขณะนี้เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น เมื่อดำเนินการไปทุกอย่างพร้อมกันสถานการณ์ปรับเป็นปกติ ด้วยปัจจัยพื้นที่ฐานตรวจสอบ ความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การขยายตัวในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศจีน สหรัฐฯ ดีขึ้น ทำให้การใช้มากขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 50 กว่าบาท ปรับลดลงเพียง 80 สตางค์ เมื่อเทียบจาก 2 – 3 สัปดาห์ที่ผานมา เห็นว่าฐานราคาเริ่มแน่น ทั้งนี้ ในข้อเรียกร้องแกนนำและเกษตรกรสวนยาง รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ ได้รับฟังแนวทางจากเกษตรกร อดีตนักการเมือง ในแต่ละพื้นที่มาปรับวิธีการทำงาน นำยางในสต็อกมาใช้ในประเทศมากขึ้น นำ พ.ร.บ.ควบคุมยาง มาใช้ อยากให้ทุกภาคส่วนร่วมมือ ความขัดแย้งใดๆ ไม่ส่ผลดีต่อตลาด การเคลื่อนไหวของเกษตรกรยิ่งทำให้ราคายางปรับตัวลง ต่างชาติจับตามองสถานการณ์ในประเทศ ไปกดดันราคาในตลาดโลก ควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดี คาดว่าปีนี้จัดเก็บเงินเซส ค่าธรรมเนียมส่งออกยางได้ 6 –  7 พันล้านบาท ส่วนปัญหาขาดแรงงานกรีดยาง และแรงงานในโรงรมยาง เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องปรับตัว” นายธีธัช กล่าว

เกษตรบูรณาการ : ผลงาน โค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279822

251598

เกษตรบูรณาการ : ผลงาน โค้งสุดท้าย

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ มาอีกหนึ่งสัปดาห์ ที่ต้องบอกว่า เริ่มนับถอยหลังกันแล้วสำหรับคนที่ใกล้เกษียณอายุราชการ เพราะเหลืออีกไม่กี่เดือน ก็จะได้หยุดพักผ่อน งานที่ยังค้างคา ก็ต้องเดินหน้าให้เสร็จสิ้น โดยงานนี้ว่ากันว่า ในปลายกันยายนนี้ จะมีข้าราชการ ระดับ 10 ที่ต้องหิ้วกระเป๋ากลับบ้านกว่า 9 คน  ซึ่งก็มีทั้งตำแหน่งอธิบดี รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ตรวจราชการด้วย  ซึ่งจากนี้ไปต้องจับตามองว่าใครจะเดินเท้าบวมจากบุญหล่นทับกันบ้าง ต้องติดตามกันต่อไป  เพราะว่ากันว่า ปีนี้อธิบดีว่างลง กว่า 3 ตำแหน่ง นั้นคือ กรมชลประทาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

โค้งสุดท้าย ของการทำงานอีกไม่กี่เดือนต้องบอกว่า หลายคน เริ่มทำงานแบบไม่กดดัน เพราะอีกไม่กี่วัน ฉันก็จะหลุดพ้น
โดยเฉพาะสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือส.ป.ก. ที่มีเจ้าของเก้าอี้ในวันนี้คือ “สมปอง อินทร์ทอง”
ซึ่งโตมาจากนิติกร ส.ป.ก. และไต่เต้ามาจนได้ดิบได้ดี นั่งตำแหน่งสูงสุด คือ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แม้วันวานที่ผ่านมามีข่าวให้เห็นเนืองๆกับปัญหาที่ค้างคาหลายเรื่องทั้งเรื่องกังหันลม เรื่องการขุดเจาะปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก. รวมทั้งเรื่องการเข้ายึดที่เอกชน ที่ไม่สมควรจะได้เป็นเกษตรกร เพราะรวยเกินหน้าเกินตาแต่ดันอยากเป็นเกษตรกรจึงถูกยึดที่คืนเพื่อจัดสรรให้กับคนจน แม้ที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่ามีการกดดันจากผู้ใหญ่บางคน ให้จัดสรร เอื้อประโยชน์ให้กับใครบางคน แต่จากนี้ไปคงต้องจับตามองเป็นพิเศษ ว่าท่านเลขาฯ “สมปอง” ยังจะต้องเกรงใจใครต่อไปอีกหรือไม่ เพราะเหลืออีกไม่กี่วันจะต้องอำลาเก้าอี้

แต่ที่แน่ๆ วันนี้ เริ่มเห็นว่า พี่ท่าน “สมปอง” มีการทำงานอย่างขยันขันแข็ง ลงตรวจสอบพื้นที่ที่ยึดมาได้จากเอกชนคนอยากเป็นเกษตรกร โดยเริ่มจากลงพื้นที่ ตรวจความคืบหน้าการพัฒนาแปลงพื้นที่ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมา หลังจากที่ยึดพื้นที่คืนมาได้ทั่วประเทศ 3.1 แสนไร่ ตามคำสั่งมาตรา 44 และยังมีหลายพื้นที่ ที่มีการเตรียมพร้อมส่งมอบให้กับเกษตรกร ซึ่งเตรียมพร้อมเสร็จแล้วสมบูรณ์ ในการปรับที่ปรับทาง พร้อมส่งมอบให้เกษตรกรเข้าทำกินในกลางเดือนก.ค.นี้ โดยตั้งเป้าส่งมอบให้เกษตรกรกว่า 1 หมื่นราย เข้าทำกินในพื้นที่ประมาณ 1 แสนไร่ ที่สำคัญ จะเชิญท่าน นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปมอบสัญญาเช่าในรูปแบบสหกรณ์ให้กับเกษตรกร 85 ราย รายละ 6 ไร่ ด้วยตัวเอง เป็นปฐมฤกษ์ น่าจะเป็นพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นแห่งแรก จากนั้นก็จะทยอยส่งมอบให้กับเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งก็มีทั้ง จ.กาญจนบุรี สระแก้ว นครราชสีมา ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี คาดว่ามีพื้นที่ 1.7 หมื่นไร่ เกษตรกร 1.4 พันราย เป็นลอตแรก ตอนนี้ทุกพื้นที่เร่งรัดการคัดเลือกเกษตรกร การพัฒนาปรับปรุงแปลงหลายพื้นที่ ทยอยเสร็จปลายปีนี้งานนี้ต้องขอขอบพระคุณแทนเกษตรกรที่ขาดแคลนที่ทำกินจริงๆ

สุดท้ายปลายสัปดาห์นี้ต้องบอกว่า ลุ้นกันต่อไปอีกนิด กับตำแหน่งที่ว่างลงว่าใครจะได้ดิบได้ดีกันบ้าง จากตำแหน่งที่ว่างลง ในกว่า 9 ตำแหน่ง ใครเชียร์ใครต้องไปว่ากันเอง ที่แน่ๆ ท่านรัฐมนตรีบอกเพียงสั้นๆ ว่า ยังไม่ถึงฤดูโยกย้ายต้องรออีกนิด งานนี้คงต้องเร่งสร้างผลงาน เพราะงานนี้แว่วว่า อาจต้องมีการสังคายนายกใหญ่ ไปในคราเดียวกันเสียด้วย หากผลงานยังไม่เข้าตา ส่วนใครจะไปไหน ต้องลุ้นกันต่อไปอีก 2 เดือน แต่ที่แน่ๆ วันนี้ ท่านรัฐมนตรี ที่ชื่อ “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” คงจะมีการวางตำแหน่งที่เหมาะสม คร่าวๆ ในใจไว้แล้ว

ราชดำเนิน