รายงานพิเศษ : เจาะลึก…การพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด สร้างความมั่นคงให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279825

รายงานพิเศษ : เจาะลึก...การพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด สร้างความมั่นคงให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…การพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด สร้างความมั่นคงให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จังหวัดจันทบุรี เป็นจังหวัดทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมดีเปรสชั่นจากทางด้านตะวันออกของประเทศ ทำให้มีปริมาณฝนมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เฉลี่ยถึง 2,600 มิลลิเมตร (มม.)/ปี มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อปีถึงมากถึง 6,662 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

แต่…จันทบุรีกลับขาดแหล่งกักเก็บน้ำ

ปัจจุบัน จ.จันทบุรี มีแหล่งเก็บกักน้ำทั้งสิ้น 187 แห่ง เก็บกักน้ำได้ 262 ล้านลบ.ม. สามารถส่งน้ำไปให้พื้นที่ชลประทานได้ 439,440 ไร่ จากพื้นที่เกษตร 2.3 ล้านไร่ ซึ่งจะเห็นว่าความสามารถในการเก็บน้ำของจังหวัดยังไม่ถึง 1% ของปริมาณน้ำท่า ที่เหลืออีกหลายพันล้าน ลบ.ม. ได้ไหลลงทะเลไปเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ พื้นที่ป่าต้นน้ำที่จะคอยดูดซับน้ำยังถูกบุกรุกทำลาย ดังนั้นเมื่อเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันน้ำก็จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างทันที ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ ขณะที่เมื่อถึงฤดูแล้งก็จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และน้ำทะเลหนุนสูงเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม เพราะขาดแหล่งกักเก็บน้ำ ไม่มีน้ำไปผลักดันน้ำเค็ม ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำซากเกือบทุกปี หนักบ้างเบาบ้างแล้วแต่ว่า ปีนั้นๆ สภาพฝนเป็นอย่างไร

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาน้ำของ จ.จันทบุรี จำเป็นต้องพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นในทุกลุ่มน้ำ ซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนที่จะพัฒนาแหล่งน้ำให้สามารถเก็บกักน้ำได้ร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำท่า หรือประมาณ 1,333 ลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 934,000 ไร่ หรือร้อยละ 40 ของพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมด ซึ่ง จ.จันทบุรี เป็นรอยต่อของ 3 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำพระสะทึง และลุ่มน้ำโตนเลสาบ นอกจากนี้ยังมีลุ่มน้ำสาขาอีกหลายแห่ง

ลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ก็ประสบปัญหาเรื่องน้ำทั้งเช่นเดียวกับลุ่มน้ำอื่นๆ ของ จ.จันทบุรี ในปี 2535 กรมชลประทานได้เข้าไปศึกษาการพัฒนาลุ่มน้ำเบื้องต้นพบว่า ต้องมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ต้นน้ำ 4 แห่งตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ต.พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 60 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ต.พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 68 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 80 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 99 ล้าน ลบ.ม.

“ขณะนี้อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561 ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ และอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว น่าจะเริ่มก่อสร้างปีได้ในปี 2561 เหลือเฉพาะอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดที่อยู่กำลังดำเนินการศึกษาทบทวนความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล่้อม”

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็น 1 ใน 4 อ่างที่มีความสำคัญและมีขนาดใหญ่ที่สุด นอกจากการศึกษาเบื้องต้นเมื่อปี 2535 แล้ว กรมชลประทานได้การศึกษาความเหมาะสมอีกครั้งในปี 2545 แต่ต่อมาเมื่อปี 2552 กรมอุทยานแห่งชาติฯได้ประกาศให้ บริเวณพื้นที่โครงการบางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น กรมชลประทานจึงได้ศึกษาวิเคราะห์ความเหมาะสมและทบทวนผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EHIA) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ขณะนี้การศึกษาได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีผลสรุปยืนยันว่า มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ในทุกภาคส่วน และยังสามารถบรรเทาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่าในการลงทุน หากไม่ติดขัดปัญหาอะไร น่าจะสามารถเริ่มต้นดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2563” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ตัวเขื่อนตั้งอยู่บริเวณบ้านโป่งเกตุ ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี มีลักษณะเป็นเขื่อนดินสูง 25 เมตร ยาว 3,000 เมตร อ่างเก็บน้ำมีความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับน้ำฝน 255 ตร.กม. และมีปริมาณน้ำท่าไหลลงอ่างฯในเกณฑ์เฉลี่ย 120 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ถึงประมาณ 88,000 ไร่ และจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้เต็มประสิทธิภาพ สามารถบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำและปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยฟื้นฟูสภาพนิเวศวิทยา คุณภาพน้ำ ตลอดลำน้ำให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับอุปโภคบริโภคในพื้นที่อย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินความต้องการในช่วงฤดูฝน จากบริเวณฝายวังโตนดเข้าสู่ระบบชลประทานไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบสำรองรองรับ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในระยะแรกเฉลี่ยประมาณปีละ 60 ล้าน ลบ.ม. และสามารถเพิ่มปริมาณการผันน้ำในอนาคตได้ถึง 100 ล้านลบ.ม.อีกด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ที่เป็นเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทย

“หากสามารถดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้เต็มศักยภาพครบทั้ง 4 แห่ง พร้อมฝายคลองวังโตนดตามแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด ของกรมชลประทานนั้น จะทำให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างอีกลุ่มน้ำหนึ่ง ที่สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และผลักดันน้ำเค็ม ได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ทั่วทั้งลุ่มน้ำ เสริมความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้ส่งออกชั้นดีของประเทศ ไม่ว่า ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ กล้วยไข่ สร้างรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 25,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีน้ำเหลือที่ส่งไ่ปช่วยเสริมความมั่นคงให้กับพื้นที่ EEC อีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ด้าน นายวิเชียร งามระเบียบ รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ใช้น้ำจากคลองวังโตนดตอนล่าง กล่าวด้วยว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี เนื่องจากน้ำในคลองแห้งต้องซื้อน้ำใส่รถมาใช้รดสวนผลไม้ ที่สูบน้ำจากประตูระบายน้ำทุ่งเบญจาที่สร้างปิดกั้นคลองวังโตนด แต่หลังจากที่กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำทุ่งเบญจาปิดกั้นคลองวังโตนดแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา เกษตรกรมีน้ำเพียงพอ มีความสุข รายได้ก็ดีขึ้นด้วย และหากกรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทางตอนบนทั้ง 4 แห่ง เสร็จสมบูรณ์ ก็ยินดีที่จะแบ่งปันน้ำในส่วนที่เหลือใช้ให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องการน้ำด้วย

หากมองประโยชน์ที่ทุกภาคส่วนจะได้รับ เมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่ใช้ในการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดประมาณ 3,416 ล้านบาทแล้ว ถือว่าคุ้มค่ามาก

แจงสี่เบี้ย : ‘เกษตรวิชญา’ ศูนย์เรียนรู้เกษตรและธรรมชาติยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279823

227832

แจงสี่เบี้ย : ‘เกษตรวิชญา’ ศูนย์เรียนรู้เกษตรและธรรมชาติยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“เกษตรวิชญา” เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรที่ตั้งอยู่ภาคเหนือของไทย ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ บริเวณ บ้านกองแหะ หมู่ที่ 4 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จำนวน 1,350 ไร่ ให้กระทรวงเกษตรฯ นำไปดำเนินการในลักษณะเป็นคลินิกเกษตร เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงบนพื้นที่สูง

กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโครงการร่วมกับหน่วยงานอื่น โดยมีภารกิจหลักในการสำรวจและวางแผนการใช้ที่ดิน การใช้ประโยชน์ที่ดินและการพัฒนาที่ดิน การปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช การสำรวจข้อมูลต่างๆ

สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่โครงการเกษตรวิชญา เป็นการบูรณาการร่วมของหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันพัฒนาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ นำไปสู่การใช้ที่ดินอย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในคุณค่าของทรัพยากร ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 ส่วน ดังนี้ ได้แก่ ส่วนที่หนึ่ง เป็นพื้นที่ทรงงาน 32 ไร่ ส่วนที่สอง  เป็นพื้นที่ส่วนราชการ 138 ไร่ เป็นที่ตั้งของอาคารศูนย์เรียนรู้ อาคารฝึกอบรม แปลงสาธิตจุดเรียนรู้การพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจร รวมถึงระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ส่วนที่สาม เป็นพื้นที่พัฒนาการเกษตร 139 ไร่ ส่วนที่สี่ เป็นพื้นที่วนเกษตรและธนาคารอาหารชุมชน 132 ไร่ มีการพัฒนาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม อนุรักษ์แหล่งต้นน้ำลำธาร โดยปัจจุบันชุมชนของเกษตรกรรอบโครงการ 10 หมู่บ้าน 2,335 ครัวเรือน ประชากร 9,837 ราย ได้รับการถ่ายทอดความรู้ให้สามารถนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองได้ อันจะยังให้เกิดประโยชน์สมดังพระราชประสงค์ต่อไป

ยันสารปราบหนอนหัวดำปลอดภัย n เกษตรฯการันตีไม่ส่งผลกระทบ‘สวนมะพร้าว-คน-สิ่งแวดล้อม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279824

ยันสารปราบหนอนหัวดำปลอดภัย n เกษตรฯการันตีไม่ส่งผลกระทบ‘สวนมะพร้าว-คน-สิ่งแวดล้อม’

ยันสารปราบหนอนหัวดำปลอดภัย n เกษตรฯการันตีไม่ส่งผลกระทบ‘สวนมะพร้าว-คน-สิ่งแวดล้อม’

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การใช้สารเคมีเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน ภายใต้โครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการจัดซื้อสารเคมีสำหรับใช้ในโครงการ สำหรับสารเคมีที่เลือกนำมาใช้ในครั้งนี้กรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาวิจัยพบว่ามีความเป็นพิษน้อยต่อคนและสัตว์ รวมถึงไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิตทั้งในเนื้อและน้ำมะพร้าวอีกด้วย

โดยสารเคมีที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้กำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว แบ่งเป็นสารเคมีฉีดเข้าต้น สำหรับมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตรขึ้นไปแต่ห้ามใช้ในมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวทำน้ำตาล แนะนำให้ใช้ สาร emamectin benzoate 1.92% EC (อิมาเม็กติน เบนโซเอต) เท่านั้น ใช้ในอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น ส่วนมะพร้าวที่ความสูงต่ำกว่า 12 เมตร รวมทั้งมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวทำน้ำตาลทุกระดับความสูง แนะนำให้ใช้สาร flubendiamide 20% WG (ฟลูเบนไดอะไมด์) อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสาร cholrantraniliprol 5.17% SC
(คลอแรนทรานิลิโพรล) อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

“ขอยืนยันว่าการใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรทั้งวิธีการเจาะเข้าต้นหรือพ่นทางใบ จะไม่พบสารเคมีตกค้างในเนื้อและน้ำของมะพร้าวแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าการพ่นสารเคมีจะทำให้สารเคมีฟุ้งกระจายส่งผลกระทบต่อคนหรือสิ่งแวดล้อมนั้น ก็ขอยืนยันว่าสารเคมีที่เลือกมาใช้นี้มีความปลอดภัยสูงสุดแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับสารเคมีที่ฉีดพ่นยุงลายตามบ้านเรือนหรือแหล่งชุมชน สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำมีพิษน้อยกว่านั้น ที่สำคัญกรมส่งเสริมการเกษตรได้อบรมถ่ายทอดความรู้การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องปลอดภัยให้กับผู้รับจ้างฉีดและพ่นสารเคมีที่เข้าร่วมโครงการทุกคน จึงมั่นใจได้ว่าการใช้สารเคมีเป็นไปตามหลักวิชาการทุกประการมีความปลอดภัยทั้งต่อผลผลิต คน และสิ่งแวดล้อม” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวย้ำ

ไสช้างชนพญาเสือ! เจ้าของวังช้างอ้างถูกแกล้ง-ร้อง‘บิ๊กตู่’เด้งอธิบดีอุทยานฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279483

ไสช้างชนพญาเสือ! เจ้าของวังช้างอ้างถูกแกล้ง-ร้อง‘บิ๊กตู่’เด้งอธิบดีอุทยานฯ

ไสช้างชนพญาเสือ! เจ้าของวังช้างอ้างถูกแกล้ง-ร้อง‘บิ๊กตู่’เด้งอธิบดีอุทยานฯ

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 12.00 น.

7 ก.ค.60 นายทองเหรียญ มีพันธุ์ ผู้อำนวยการวังช้างอยุธยา แล เพนียด เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำงานของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

นายทองเหรียญ กล่าวอ้างว่า ถูกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า(ทีมพญาเสือ) คุกคามวังช้างอยุธยา แล เพนียด ด้วยการไปร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบและรับเป็นคดีพิเศษ กรณีสวมตั๋วรูปพรรณช้างป่าและช้างบ้าน และการส่งช้างไปต่างประเทศ เพื่อแสดงนิทรรศการเป็นการชั่วคราวที่สวนสัตว์เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี 2549 ซึ่งสร้างความเสียหายและเสียชื่อเสียง เป็นการเลือกปฏิบัติทั้งที่เราปฏิบัติตามขั้นตอนถูกต้อง จึงขอให้นายกฯสั่งย้ายอธิบดีกรมอุทยานฯ และสั่งห้ามทีมพญาเสือดำเนินการใดๆ

‘ผมไม่ได้สบประมาทอธิบดี แต่ถ้าทำงานไม่เป็นก็ต้องออกไป และยืนยันว่าข้าราชการที่ใช้อำนาจไปกลั่นแกล้งหรือตรวจสอบเรื่องที่เราไม่ผิด เราจะยื่นฟ้องทุกข้อกล่าวหา’ นายทองเหรียญ กล่าว

กรมชลลุยพัฒนา‘ปตร.ลุ่มน้ำวัง’ สร้างความสมดุลคนกับธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279404

x

กรมชลลุยพัฒนา‘ปตร.ลุ่มน้ำวัง’ สร้างความสมดุลคนกับธรรมชาติ

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในการพัฒนาแหล่งน้ำ กรมชลประทาน ให้ความสำคัญกับการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIMP) มากเป็นพิเศษ เพื่อที่จะให้การดำเนินงานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม จนทำให้กรมชลประทานได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards หรือ รางวัลสถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมีการจัดสภาพแวดล้อมดีเด่น โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ล่าสุดกรมชลประทานได้ดำเนินการจัดทำรายงาน EIA และ EIMP โครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำบ้านวังยาว อ.สบปราบ จ.ลำปาง ซึ่งเป็น 1 ใน 4 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำวัง ตามการร้องของประชาชนในพื้นที่ โดยมีที่ตั้งหัวงานอยู่ หมู่ 2 บ้านอ้อ ต.แม่กัวะ และได้ทำการศึกษาเพื่อจัดทำรายงาน EIA และ EIMP เมื่อปี 2558 โดยได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“การมีประตูระบายน้ำจะช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่า ช่วยให้สัตว์ป่ามีแหล่งน้ำ สร้างความยั่งยืนและสมดุลทางธรรมชาติระหว่างประชาชน น้ำ ป่าไม้ และสัตว์ป่า อีกทั้งน้ำยังช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เศรษฐกิจภายในชุมชนนั้นๆ ก็จะดีขึ้น ไม่มีการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงาน ในทางตรงกันข้ามจะเกิดการย้ายถิ่นของแรงงานกลับสู่บ้านเกิดมากขึ้น รวมทั้งยังจะเป็นสถานที่พักผ่อน ท่องเที่ยวภายในชุมชนอีกด้วย” นายสมเกียรติ กล่าว

รายงานพิเศษ : อลังการ‘งานวันเกษตรแห่งชาติ’ ‘สานปณิธานพ่อ’ส่งต่อความรู้ถึงมือเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279408

รายงานพิเศษ : อลังการ‘งานวันเกษตรแห่งชาติ’ ‘สานปณิธานพ่อ’ส่งต่อความรู้ถึงมือเกษตรกร

รายงานพิเศษ : อลังการ‘งานวันเกษตรแห่งชาติ’ ‘สานปณิธานพ่อ’ส่งต่อความรู้ถึงมือเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ภาคการเกษตร” มีบทบาทและความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นแหล่งผลิตอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงคนได้ทั้งโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละมหาศาล รวมทั้งยังข้องเกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนไทยมาช้านาน

การพัฒนาภาคการเกษตรให้มีความก้าวหน้าและเท่าทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2560 กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และจังหวัดชลบุรี จัด “งานวันเกษตรแห่งชาติ” ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 8-16 กรกฎาคม ภายใต้แนวคิด “เกษตรสืบสานปณิธานของพ่อ” เพื่อน้อมรำลึกใน พระมหากรุณาธิคุณอันที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยได้รับพระกรุณาจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จเป็นองค์ประธาน ในวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2560 นี้ เวลา 15.00 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต่อว่า “สำหรับกิจกรรมที่สำคัญภายในงาน คือการนำเสนอศาสตร์พระราชา ผ่านกระบวนทัศน์ในรูปแบบนิทรรศการและมัลติมีเดียให้ผู้ชมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด เพื่อน้อมรำลึกในพระราชกรณียกิจพระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพ “พ่อของแผ่นดิน” นอกจากนั้นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 22 หน่วยงาน ยังจะได้นำเสนอองค์ความรู้จากงานวิจัยใหม่ๆ ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ รวมทั้งงานส่งเสริมด้านวิชาการทั้งน้ำ ดิน พืช ปศุสัตว์ ประมง งานสหกรณ์ งานบัญชี ตลอดจนการตลาด ไปสู่เกษตรกร เพื่อให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการจัดการผลผลิต ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศ อาทิ นิทรรศการชุดปราชญ์ของแผ่นดินสืบสานงานพ่อ, ตามรอยเสด็จภาคตะวันออก, ปณิธานของพ่อสานต่อเพื่อชาวนาไทยให้ยั่งยืน, ทรัพยากรดินจากยอดดอยสู่ชายทะเล, ปลาพระราชทาน, ปศุสัตว์ใต้พระบารมี, เศรษฐกิจการเกษตรสืบสานปณิธานเพื่อการเกษตรไทย, รากฐานอาหารปลอดภัยพ่อสร้างไว้ให้เดินตาม เป็นต้น

ด้าน อาจารย์ศรัณยา รักเสรี รองคณบดีคณะเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก กล่าวว่า การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติครั้งนี้ถือเป็นการจัดงานครั้งแรกในภาคตะวันออกและตรงกับโอกาสครบรอบ 60 ปีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ ซึ่งมหาวิทยาลัยมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ ขณะนี้การเตรียมความพร้อมสำหรับต้อนรับผู้เข้าเที่ยวชมงาน มีความพร้อม 100% ภายในงานนอกจากมีการจัดนิทรรศการตามรอยพ่อ รวมทั้งนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนแล้วยังมีการจัดกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การจัดแสดงโชว์ “บัว” ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของมหาวิทยาลัย ในฐานะเป็นศูนย์วิจัยสายพันธุ์บัวที่ดีที่สุดจนมีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับรางวัลมากมายทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ การจัดเสวนาทางด้านวิชาการ การแสดงผลงานทางด้านนวัตกรรมทางการเกษตร วิทยาศาสตร์ ของคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา รวมถึงกิจกรรมสาระบันเทิงและการแข่งขันการประกวดต่างๆ ไม่น้อยกว่า 21 กิจกรรม เช่น การประกวดนางงามเกษตร การแข่งขันประกวดบัว การแข่งขันไก่ชน การแข่งขันอากาศยานปีกหมุน ศึกปีกหมุนประลองทักษะ (Mini Drone) การแข่งขันเมนูไข่พระอาทิตย์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้จัดพื้นที่ให้เกษตรกร และผู้ประกอบการSMEs ได้นำสินค้ามาจำหน่ายในราคาผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค สำหรับความสะดวกในการเข้าชมงาน มหาวิทยาลัย ได้จัดพื้นที่จอดรถบริเวณลานตลาดนัดรถไฟสำหรับรองรับรถยนต์ได้กว่า 1,000 คัน พร้อมทั้งจัดบริการรถรับ-ส่งฟรี ส่วนภายในบริเวณงานได้จัดให้มีรถพ่วงวิ่งวนให้บริการตลอดงาน

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านเข้าชม“งานวันเกษตรแห่งชาติ” ระหว่างวันที่ 8-16 กรกฎาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ต.บางพระ อ.ศรีราชาจ.ชลบุรี เวลา 08.00-22.00 น. ทุกวัน

ระดมสมองเคลื่อน‘แปลงใหญ่’ เกษตรฯเปิดเวทีติวเข้มจนท.เพิ่มประสิทธิภาพโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279405

x

ระดมสมองเคลื่อน‘แปลงใหญ่’ เกษตรฯเปิดเวทีติวเข้มจนท.เพิ่มประสิทธิภาพโครงการ

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในการดำเนินงานโครงการแปลงใหญ่ช่วงที่ผ่านมา กรมเล็งเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการทำงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะปัญหาด้านการให้สินเชื่อกับเกษตรกร ซึ่งมีความไม่ชัดเจนและไม่เข้าใจกันอยู่หลายประการ กรมจึงได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทำความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติให้เป็นแนวทางเดียวกันโดยผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยผู้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 77 จังหวัด สำนักงานเขต 9 เขต เจ้าหน้าที่จากส่วนกลางกรมส่งเสริมการเกษตร รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยในการสัมมนามีการระดมความคิด ชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องการดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในส่วนของการขอสินเชื่อจะต้องเป็นไปตามความเหมาะสมและความจำเป็น และมีองค์ประกอบที่ครบขั้นตอน ผลที่ได้รับจากการสัมมนาดังกล่าว พบว่าเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมีความเข้าใจในการดำเนินงานระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในทิศทางเดียวกัน และพร้อมที่จะนำไปปฏิบัติ รวมถึงได้แนวทางและบทเรียนในการดำเนินงานระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่จากปัญหาต่างๆ ที่ผ่านมา คาดว่าจะสามารถนำไปปรับแก้และพัฒนาให้ดีขึ้น

สำหรับแนวทางการดำเนินงานปี 2561 การส่งเสริมแปลงใหญ่จะเน้นให้ภาคประชาชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน โดยมีศพก.เป็นต้นแบบการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง มีการจัดทำแผนปฏิบัติงาน การจัดชั้นคุณภาพเครือข่ายแปลงใหญ่ นาแปลงใหญ่ และการบันทึกข้อมูล รวมทั้งการส่งเสริมให้มีการดำเนินงานให้เกิดขึ้นในรูปของกลุ่ม/วิสาหกิจชุมชนที่มีความเข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสู่การเป็นสหกรณ์ และใช้จุดแข็งของสหกรณ์ในการบริหารจัดการ พร้อมกันนั้นก็จะส่งเสริมการสร้างเครือข่ายกลุ่มสินค้าชนิดเดียวกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งขึ้นอีกระดับเพื่อให้เกิดการพัฒนาตลอด supply chain มี base line survey เพื่อมาเทียบกับผลการพัฒนาของแปลงจัดทำแผนปฏิบัติงานรายแปลง ทุกแปลงต้องมีแผนปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การพัฒนาให้ได้เป้าหมายที่วางไว้

“อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนแปลงใหญ่ปี 2561 นี้ กรม จะเน้นหนักไปที่การบริหารจัดการแปลงที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้น มีฐานข้อมูลแปลงที่ละเอียด ภายใต้การดำเนินงานที่มีความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ในทุกระดับ ทั้งนี้ก็เพื่อให้การขับเคลื่อนแปลงใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น” นายสำราญ กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวกับภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279406

281225166

เลาะรั้วเกษตร : พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวกับภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระราชกำหนดการบริหารการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ ออกมาเพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถจัดระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศ หรือ มีการหลอกลวงเข้ามาค้าแรงงาน แรงงานต่างด้าวจำนวนไม่น้อยเป็นแรงงานที่มีคุณภาพต่ำ ไร้ฝีมือ สื่อสารกันไม่เข้าใจ และจำนวนไม่น้อยกลายเป็นโจร ผู้ร้าย และอาชญากร

ต้องยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวยังมีอยู่รวมทั้งปัญหาการล่อลวงหญิงต่างด้าวมาขายบริการ ดังนั้นการที่ รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกายังคงจัดอันดับไทยอยู่ในกลุ่มที่ 2 ประเทศที่ยังต้องจับตามอง ก็อย่าโกรธเลย เราพยายามแล้วแต่ปัญหาหมักหมมมานาน จะเคลียร์ให้ขาวสะอาดต้องใช้เวลา ค่อยๆ ทำไปอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ

มาถึง พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว ที่เป็นข่าวคราวอยู่ในช่วงนี้ ซึ่งนายจ้างออกมาล้งเล้งไม่ค่อยเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ก็ตรงสาระสำคัญในบทกำหนดโทษที่สูงนั่นเอง กล่าวคือ ผู้ใดที่รับคนต่างด้าวมาทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ หรือรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานกับตน มีโทษปรับ 4-8 แสนบาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คนผู้ใดที่ให้คนต่างด้าวทำงานไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตปรับไม่เกิน 4 แสนบาทต่อคนต่างด้าว 1 คน

ผู้ใดยึดใบอนุญาตทำงานหรือเอกสารสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวไว้ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 6 แสน -1 ล้านบาท ต่อคนต่างด้าว 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดประกอบธุรกิจนำคนต่างด้าวมาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการจัดหางาน จำคุกตั้งแต่ 1-3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2-6 แสนบาท

ส่วนโทษของคนต่างด้าวเองก็มีกล่าวคือ คนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน หรือทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000- 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คนต่างด้าวที่ทำงานจำเป็นและเร่งด่วนแต่ไม่แจ้งนายทะเบียน ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท คนต่างด้าวที่ทำงานแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ถ้าคนต่างด้าวมีเงินเสียค่าปรับสูงขนาดนี้ ก็คงไม่ตะเกียกตะกายจากบ้านเมืองไปทำงานต่างบ้านต่างเมืองเช่นนี้

นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมที่กำหนดไว้สูงอีกเช่นกัน ได้แก่ ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน การต่ออายุใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ใบอนุญาตทำงาน การต่อใบอนุญาตทำงาน หรือขยายระยะเวลาทำงาน และการจ้างคนต่างด้าว กำหนดไว้ที่ 20,000 บาทเท่ากันหมด

ที่กล่าวถึงเรื่องแรงงานต่างด้าวนี้ขึ้นมาเพราะ แรงงานต่างด้าวในภาคการเกษตรมีจำนวนประมาณ 15% ของแรงงานต่างด้าวทั้งหมด (ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการปกครอง เมื่อปี 2557) ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ได้จากการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้อง แต่ยังมีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาแบบไม่ถูกต้องอีกจำนวนเท่าไรไม่ยืนยัน ซึ่งน่าจะมากอยู่ โดยเฉพาะจังหวัดตามแนวชายแดน ที่แรงงานต่างด้าวสามารถเข้ามาตามช่องทางอนุโลม หรือช่องทางตามธรรมชาติ ไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

มีข่าวเล็กๆ ปรากฏในสื่อหนังสือพิมพ์บ้าง โทรทัศน์บ้างว่าขณะนี้ ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลังในบางพื้นที่เหมือนไร่ร้างไม่มีคนทำงาน เพราะแรงงานต่างด้าวพากันเดินทางกลับคืนประเทศบ้านเกิดไปหมดแล้ว อันเนื่องมาจาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ แม้รัฐบาลจะใช้ ม.44 มาแก้ไขยืดเวลาบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ในบางมาตราออกไปเป็น 180 วัน หรือจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไปก็ตาม แต่ทั้งแรงงาน ทั้งนายจ้าง ผู้ประกอบการ ต่างยังไม่หายแตกตื่นและกังวล ถึงความผิดและโทษที่จะได้รับดังที่กล่าวมาแล้ว

อย่างไรก็ตามแม้จะเห็นด้วยกับการใช้ยาแรงในการแก้ปัญหา แต่รัฐบาลควรจะพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะประกาศบังคับใช้กฎหมาย ต้องมีช่วงเวลาให้ดำเนินการอย่างถูกต้องที่นานพอสมควร ต้องมีแนวทางในการรับมือผลกระทบ
ที่จะตามมา คือการขาดแคลนแรงงานอย่างปัจจุบันทันด่วน อันจะส่งผลเสียให้กับการประกอบการต่างๆ รวมทั้งด้านการเกษตร ปศุสัตว์และประมง โดยเฉพาะแรงงานในไร่นาไม่เพียงอ้อย มันสำปะหลัง หรือข้าวเท่านั้น พืชไร่ ไม้ผลอีกหลายชนิดที่ต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวในการดูแลรักษาและเก็บเกี่ยว ที่คงจะประสบปัญหาด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญคือ รัฐบาลต้องมั่นใจด้วยว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะไม่มีช่องโหว่ให้มีผู้แสวงหาผลประโยชน์ด้วยการรีดไถทั้งแรงงาน และผู้ประกอบการได้เหมือนที่ผ่านๆ มา

แว่นขยาย

เพิ่มศักยภาพคลองแม่แตง รักษาหัวใจเมืองเชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279440

เพิ่มศักยภาพคลองแม่แตง รักษาหัวใจเมืองเชียงใหม่

เพิ่มศักยภาพคลองแม่แตง รักษาหัวใจเมืองเชียงใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 20.25 น.

การท่องเที่ยวกลายเป็นภาคเศรษฐกิจหลักเหมือนเครื่องยนต์สำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะหลังๆ ชัดเจนขึ้น

ทั้งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร ห้องพัก เส้นทาง  รวมทั้งบริการด้านต่างๆ รวมถึงเสน่ห์คนไทยที่ต่างชาติชื่นชอบ

เชียงใหม่โดดเด่นครบถ้วน อย่าว่าคนต่างชาติเลย คนไทยเองก็หลงนิยมเที่ยวเชียงใหม่กันทั้งนั้น

ท่ามกลางความเป็นเมืองท่องเที่ยว เชียงใหม่กลับประสบปัญหาน้ำคล้ายกับหลายเมือง ฝนตกหนัก
ทีไรน้ำก็ท่วมเมืองเชียงใหม่ทีนั้น กลับกันถึงหน้าแล้งทีไรใจก็หวั่นกับการขาดแคลนน้ำชนิดต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้ทีนั้น  ทั้งที่เชียงใหม่มีน้ำสมบูรณ์

มันสะท้อนถึงความผิดปกติบางอย่างแน่นอน

กลับกันต้องผ่าทางตันปัญหาชนิดมโหฬารเช่นกัน

เชียงใหม่ตอนบนมีแหล่งน้ำสำคัญ 3 สายหลัก คือ แม่แตงในแนวตะวันตก  แม่ปิงในแนวเหนือ-ใต้ และแม่งัดในแนวตะวันออก

การที่จะมีน้ำมั่นคงโดยปกติต้องมีเขื่อนคอยปิดกั้นลำน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำซึ่งช่วยบรรเทาน้ำท่วมฤดูฝนและนำน้ำไปใช้ในฤดูแล้ง แต่เชียงใหม่ตอนบนไม่มั่นคง เพราะมีเฉพาะเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลเพียงแห่งเดียว อีก 2 แห่ง ถูกคัดค้านต่อต้านจนค้างเติ่งจนถึงวันนี้

น้ำในฤดูฝนจากแม่แตงที่ไปสมทบกับแม่ปิง จึงบ่าลงไปท่วมเมืองเชียงใหม่แบบไม่มีอะไรขวางกั้น เสียหายปีหนึ่งเฉลี่ย 400-500 ล้านบาท กลับกันในฤดูแล้ง เมื่อไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนอย่างอ่างเก็บน้ำ
คนเชียงใหม่ก็ต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้ เป็นความสูญเสียชนิดทั้งขึ้นทั้งล่อง

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าภายใต้ข้อจำกัดที่ว่านี้ กรมชลประทานต้องใช้กระบวนการแก้ไขปัญหาที่หลากหลายเข้าช่วย โดยเฉพาะคลองแม่แตงในการผันน้ำ

ประการแรก ขยายศักยภาพของคลองแม่แตงให้เพิ่มขีดความสามารถรับน้ำจากเดิม 19-26 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เป็น 50 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ตัดยอดน้ำไม่ให้ไหลลงเขตเมืองเชียงใหม่

ขณะเดียวกัน สุดปลายคลองแม่แตงระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร จะขุดคลองใหม่ระยะทาง 1-2 กิโลเมตรตามแนวเกาะกลางถนนที่เว้นไว้ เพื่อส่งน้ำลงแม่น้ำขานด้วยอัตรา 19 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ทำให้น้ำจากดอยสุเทพปุยที่หลากท่วมเมืองก็ผันออกนอกเมืองได้โดยง่าย

ประการที่สอง ใช้คลองแม่แตงผันน้ำไปเก็บไว้ตามแก้มลิงที่บูรณาการร่วมกับกรมชลประทาน อาทิ มณฑลทหารบกที่ 33 กองพันทหารสัตว์ต่าง กองพลทหารราบที่ 7 พลรบพิเศษที่ 5 ศูนย์ประชุมนานาชาติ เป็นต้น ในชั้นแรกมี 5 แห่ง ความจุ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ในชั้นต่อไปจะขยายอีก 10 แห่ง ความจุ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรเช่นกัน รวมทั้งเหนือบริเวณฝายแม่แตงที่เก็บน้ำได้อีก 6 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมแล้วเก็บน้ำได้ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร

แก้มลิงหรือธนาคารน้ำเหล่านี้ช่วยหน่วงน้ำฤดูฝน และเป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับอุปโภคบริโภคของเมืองเชียงใหม่ในฤดูแล้ง  ที่ว่าขาดน้ำก็จะบรรเทาเบาลง

ประการที่สาม เป็นโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่คือผันน้ำจากฝายแม่แตงกว่า 120 ล้านลูกบาศก์เมตร ลงไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชล แล้วผันอีกครั้งไปเติมอ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธาราที่ป้อนประปาเมืองเชียงใหม่ 140 ล้านลูกบาศก์เมตร

เช่นเดียวกัน โครงการนี้จะลดผลกระทบเมืองเชียงใหม่ในฤดูน้ำหลาก กลับกันยังจะช่วยให้ประปาเชียงใหม่มีน้ำมั่นคงเป็นกอบเป็นกำยิ่งขึ้น

“ด้วยกระบวนการข้างต้นนี้ จะช่วยให้เมืองเชียงใหม่พ้นจากภาวะน้ำท่วมซ้ำซาก น้ำแล้งซ้ำซาก ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจของเชียงใหม่ อย่างน้อยลดการสูญเสียจากอุทกภัยปีละ 400-500 ล้านบาท และต้องลำบากลงทุนหาน้ำในฤดูแล้ง” ดร.สมเกียรติ กล่าว

เชียงใหม่จะเป็นจักรกลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้อย่างยิ่งยืน อย่างน้อยที่สุด ต้องขจัดปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วมน้ำแล้ง ซึ่งเป็นหัวใจของเมืองท่องเที่ยวและปัจจัยการผลิตอาหารที่จะป้อนเมืองให้ได้

สสก.9จับมือธกส.-ภาคีความร่วมมือ ขับเคลื่อนส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279181

x

สสก.9จับมือธกส.-ภาคีความร่วมมือ ขับเคลื่อนส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 (สสก. 9) จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ตามยุทธศาสตร์ 20 ปีของรัฐบาล ได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 14,500 แปลง และพื้นที่ 90 ล้านไร่ ภายในปี พ.ศ.2579 โดยปัจจุบันพื้นที่ทำการเกษตรของประเทศไทยมีประมาณ 149 ล้านไร่

ทั้งนี้ในส่วนของนาแปลงใหญ่ ปี 2560 ใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ครม.ได้อนุมัติเพิ่มเติมจำนวน 82 แปลง ได้แก่ 1) จังหวัดพิษณุโลก 13 แปลง 2) จังหวัดอุตรดิตถ์ 21 แปลง 3) จังหวัดกำแพงเพชร 5 แปลง 4) จังหวัดตาก 2 แปลง 5) จังหวัดสุโขทัย 5 แปลง 6) จังหวัดนครสวรรค์ 14 แปลง 7) จังหวัดเพชรบูรณ์ 5 แปลง 8) จังหวัดพิจิตร 7 แปลง และ 9) จังหวัดอุทัยธานี 10 แปลงในส่วนของการขับเคลื่อนการดำเนินงานในปี 2561 การดำเนินงานที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก (area-based approach) ต้องมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรมมีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ในทุกกิจกรรมตลอด supply chain ของสินค้านั้นๆ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของงานส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในส่วนของเงินลงทุน ทางด้านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นเงินกู้เพื่อการลงทุนในการพัฒนางานด้านเกษตรให้กับกลุ่มเกษตรกรภายใต้โครงการแปลงใหญ่ โดยการขอรับการสนับสนุนสินเชื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์และหลักการของโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ธ.ก.ส.

“สสก.9 จังหวัดพิษณุโลก จึงได้มีการเตรียมความพร้อมโดยการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจในวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้แก่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มสหกรณ์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไปนายเกษม” กล่าว