รายงานพิเศษ : เร่งปัดฝุ่นขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรกร ยกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรตอีกหนึ่งความสำเร็จที่เข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279182

รายงานพิเศษ : เร่งปัดฝุ่นขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรกร ยกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรตอีกหนึ่งความสำเร็จที่เข้มแข็ง

รายงานพิเศษ : เร่งปัดฝุ่นขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรกร ยกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรตอีกหนึ่งความสำเร็จที่เข้มแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรต 26/7 หมู่ที่ 7 ตำบลปากแรต อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี นับเป็นกลุ่มเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งที่สร้างความเข้มแข็งกลุ่มขึ้นมาจากความสามัคคีของสมาชิกในกลุ่ม ตั้งแต่ปี’49 ทำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ดนางฟ้า ด้วยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้สร้างสรรค์เป็นอาหารแปรรูปที่ถูกปากตลอดจนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรได้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า งานส่งเสริมกลุ่มเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน ล้วนเป็นงานหลักสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานาน แต่ด้วยการทำงานที่ขาดความต่อเนื่องส่งผลให้มีหลายกลุ่มต้องล่มสลายไปจากปัจจัยต่างๆ นานา แต่ทั้งนี้ก็ยังมีอีกหลายกลุ่มที่สามารถยืนอยู่ได้บนความสามัคคีของสมาชิกกลุ่มจนก่อให้เกิดความเข้มแข็ง ดังเช่นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรต ที่แม้จะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่โต แต่ก็สามารถดำเนินกิจกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกได้จวบจนถึงปัจจุบัน นับเป็นอีกกลุ่มที่สามารถเป็นต้นแบบให้กลุ่มอื่นได้

อย่างไรก็ตาม นโยบายของกรมต่อจากนี้จะพยายามพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับดำเนินการแก้ไขปัญหาอันจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ก็เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างอาชีพในระดับชุมชนและพึ่งพาตนเองให้ได้มากยิ่งขึ้นต่อไป

ด้าน นางอ้อมใจ จิตต์สนอง ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรต กล่าวว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรตเกิดขึ้นโดยความต้องการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในปี 2549 สมาชิกเริ่มจัดตั้ง จำนวน 15 คน ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 21 คน มีวัตถุประสงค์การจัดตั้งกลุ่มเพื่อพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามัคคี พึ่งตนเองได้ สร้างงาน สร้างโอกาส ให้แก่ชุมชนและสมาชิก เน้นการนำทรัพยากรภายในท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการแปรรูป พร้อมทั้งเป็นแหล่งวิชาการถ่ายทอดความรู้ และความชำนาญให้แก่สมาชิกและเยาวชนรวมทั้งผู้สูงอายุในชุมชน สามารถนำไปประกอบอาชีพได้

โดยปัจจุบันกิจกรรมหลักของกลุ่ม จะเน้นผลิตภัณฑ์ด้านแปรรูปเห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม และน้ำพริกต่างๆ โดยระยะแรกจำหน่ายในหมู่บ้านและตลาดในอำเภอบ้านโป่ง ต่อมาผลิตภัณฑ์เป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของตลาด และเป็นของฝากวางจำหน่ายในร้านของฝากหลายแห่ง จากผลิตภัณฑ์เห็ดนางฟ้าทรงเครื่องรสดั้งเดิม พัฒนามาเป็นเห็ดนางฟ้าทรงเครื่องรสต้มยำ เห็ดฟูผัดพริกขิง และอีกหลายชนิดตามมา ทำให้กลุ่มสามารถสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและชุมชน

ที่ผ่านมากลุ่ม ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานของภาครัฐ อาทิ เกษตรอำเภอ กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นต้น ซึ่งมีส่วนช่วยในการพัฒนาด้านความรู้ในการแปรรูปและด้านอื่นๆ ทำให้กลุ่มสามารถดำเนินกิจกรรมสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนมาจนถึงปัจจุบัน ที่การันตีความสำเร็จของกลุ่ม ได้จากรางวัลกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัดในปี 2559 และปี 2560 จนได้รับคัดเลือกเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และเข้าร่วมการพัฒนาคุณภาพด้าน “นวัตกรรมและเทคโนโลยีไทยเพื่อ SMEs”

นำร่องโครงการ‘ฝากน้ำแก้ภัยแล้ง’ กรมชลประทานจับมือกองทัพ สร้างความมั่นคงน้ำ‘เชียงใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279179

x

นำร่องโครงการ‘ฝากน้ำแก้ภัยแล้ง’ กรมชลประทานจับมือกองทัพ สร้างความมั่นคงน้ำ‘เชียงใหม่’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำนักงานชลประทานที่ 1 โครงการชลประทานจังหวัดเชียงใหม่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 33 กองพันสัตว์ต่าง กองพลทหารราบที่ 7 กองรบพิเศษที่ 5 และสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์กรมหาชน) จัดทำ “โครงการฝากน้ำ ป้องกันภัยแล้ง” เป็นโครงการนำร่องเพื่อเป็นการสำรองน้ำไว้ใช้ในยามวิกฤติช่วงที่แหล่งน้ำสำคัญๆที่มีอยู่ขาดแคลนน้ำ โดยเป็นการนำน้ำจากลำน้ำแม่แตงในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีการส่งน้ำเข้าแปลงเพาะปลูก ไปเก็บไว้ในแหล่งกักเก็บน้ำที่จัดเตรียมไว้ เพื่อเป็นหลักประกันในเรื่องความมั่นคงทางน้ำให้แก่คนเชียงใหม่ว่า จะมีน้ำเพียงพอกับความต้องการอย่างแน่นอน

โดยหลักการบริหารจัดการน้ำของโครงการฝากน้ำฯ จะเริ่มจากการสูบน้ำจากคลองน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาที่รับน้ำมาจากฝายแม่แตง เข้าไปเก็บกักในแหล่งน้ำ คือ อ่างเก็บน้ำห้วยหยวก สระเก็บน้ำในศูนย์ประชุมนานาชาติ 6 แห่ง สระเก็บน้ำในกองพันสัตว์ต่าง 1 แห่ง สระเก็บน้ำกองพลทหารราบที่ 7 จำนวน 3 แห่ง และสระเก็บน้ำพลรบพิเศษที่ 5 อีก 1 แห่ง รวมทั้งหมดประมาณ 1.1 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยจะทำการสูบในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรจากนั้นก็จะนำมาใช้ในช่วงฤดูแล้งที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ

นอกจากนี้ในอนาคตหากต้องการกักเก็บน้ำในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ยังสามารถที่ทำการขุดสระน้ำหรือพัฒนาเป็นพื้นที่แก้มลิงบริเวณสองข้างคลองส่งน้ำสายใหญ่ที่เป็นพื้นที่ในเขตทหารเพื่อเก็บน้ำเพิ่มเติมช่วงที่เกิดน้ำหลากได้อีกด้วย และถ้าหากโครงการฝากน้ำฯ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องดังกล่าวประสบผลสำเร็จกรมชลประทานจะนำไปขยายผลไปดำเนินโครงการในพื้นที่อื่นๆที่มีลักษณะปัญหาใกล้เคียงกัน

“โครงการฝากน้ำนี้มีลักษณะการดำเนินการใกล้เคียงกับ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราฯ จังหวัดเชียงใหม่ ที่กรมชลประทานกำลังดำเนินการก่อสร้างในขณะนี้ซึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก จะเจาะอุโมงค์ผันน้ำจากลำน้ำแม่แตงมาเก็บหรือฝากไว้ที่อ่างเก็บน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชลในช่วงฤดูน้ำหลาก และจากอ่างฯแม่งัดสมบูรณ์ชลฯไปยังอ่างฯแม่กวงอุดมธาราฯ รวมปริมาณน้ำที่จะผันทั้งสิ้น 160 ล้านลบ.ม.ต่อปี และเมื่อถึงช่วงฤดูแล้งก็จะส่งน้ำที่ฝากไว้ในอ่างฯแม่งัดสมบูรณ์ชลย้อนกลับมาช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำแม่แตงอีกประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี เป็นการสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับจังหวัดเชียงใหม่” นายสมเกียรติ กล่าว

แตกใบอ่อน : เหล้าเก่าในขวดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279177

807934531

แตกใบอ่อน : เหล้าเก่าในขวดใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังประชุม ครม. เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถ้าไม่นับข่าวใหญ่อย่างการจำใจงัด “มาตรา 44” มาแก้ปัญหาผลกระทบจากการออก “พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว” ของรัฐบาล ก็ต้องยกข่าว ครม.อนุมัติงบฯก้อนโต 2.28 หมื่นล้าน ให้กระทรวงเกษตรฯ เอาไปดำเนินโครงการ “9101ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ซึ่งถือว่าเป็นงบฯก้อนโตเสียจนเงิน 1.5พันล้านที่ ครม.อนุมัติในวันเดียวกัน เพื่อเอาไปใช้ในการอุดหนุนสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ให้คนที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 14.12 ล้านคน แทบจะกลายเป็นเศษเงินไปในพริบตา

ถามว่าโครงการนี้มีดีตรงไหน?

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ แกบอกว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นโครงการแจกเงินให้กับเกษตรกรเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการนำเงินลงไปเป็นทุนต่อยอดเพื่อให้เกษตรกรรู้จักเรียนรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งทั่วประเทศ ด้วยการสนับสนุนเงินลงทุนเริ่มต้นให้กับเกษตรกรในชุมชน 9,101 แห่ง แห่งละ 2.5 ล้านบาท รวม 2.28 หมื่นล้านบาท

โดยคาดการณ์จะมีเกษตรกรได้ประโยชน์ 4 ล้านคน จากจำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรประมาณ 5-6 ล้านคน

ส่วนเงื่อนไขคร่าวๆ ที่จะได้รับเงิน คือ แต่ละชุมชนต้องรวบรวมสมาชิกประมาณ 500 คน แล้วเสนอโครงการซึ่งเป็นกิจกรรมในลักษณะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ภายใต้ 8 กลุ่ม โครงการ ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืช ด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร และการแปรรูปการผลิต ด้านปศุสัตว์ (ขนาดเล็ก) ด้านประมง และอื่นๆ เช่น การปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งต้องมีการจ้างแรงงานร้อยละ 50 ในพื้นที่โดยชุมชนคัดเลือกและรับรองด้วยกันเอง โดยหลังจากครม.อนุมัติ จะสามารถขับเคลื่อนงานทันทีและชุมชนจะได้รับเงินไม่เกิน 15 กรกฎาคมนี้

เท่าที่ฟังรัฐมนตรีเล่ามาคร่าวๆ ถึงบรรทัดนี้ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าหลักการของโครงการนี้ก็คล้ายๆ กับ “โครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง” หรือโครกงาร “ตำบลละล้าน” ที่กระทรวงเกษตรฯโดย “กรมส่งเสริมการเกษตร” สมัยมีอธิบดีชื่อ “โอฬาร พิทักษ์” และมีรัฐมนตรีชื่อ “ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา” เคยดำเนินการมาแล้วเมื่อคราวเกิดปัญหาภัยแล้งปี 2558 ซึ่งการดำเนินการครั้งนั้นได้รับผลตอบรับค่อนข้างดีทีเดียว เพราะเป็นโครงการที่ชุมชนเสนอขึ้นมาเอง ทำให้การแก้ไขปัญหาตรงจุดมากกว่าการให้ภาครัฐคิดแล้วโยนไปให้เกษตรกรทำ ซึ่งอาจจะแก้ปัญหาได้บางพื้นที่เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่ผมมองว่าเป็น “ปัจจัยสำคัญ” ที่ทำให้โครงการ “ตำบลละล้าน” ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม คือ การดึงองคาพยพต่างๆ จากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กองทัพ กระทรวงมหาดไทย และโดยเฉพาะกรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ที่ส่งทั้งเจ้าหน้าที่และครูบัญชีอาสาลงพื้นที่ไปช่วยชุมชนดูแลการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายเงินของโครงการ จนแทบพูดได้ว่าเป็นโครงการที่ปลอดจากการทุจริตมากที่สุดโครงการหนึ่ง

มะลิลา

ผมยังไม่ทราบว่าในการดำเนินโครงการ 9101 ครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯได้วาง
“โมเดล” ไว้อย่างไรบ้าง แต่ด้วยความที่มีเม็ดเงินค่อนข้างมหาศาล จึงอยากฝากเอาไว้ให้ช่วยคิดต่อเผื่อให้การทำงานเกิดความรัดกุม มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

SMES ยุค 4.0 ต้องขายออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294167

SMES ยุค 4.0 ต้องขายออนไลน์

ธุรกิจSMEs

สสว. จับมือ มทร.ธัญบุรี ยกทัพบุกภาคเหนือ โครงการส่งเสริมพัฒนาตลาดอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ SMEs ปี 2560

     อบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิค “การพัฒนาสินค้าเพื่อเข้าสู่ตลาดออนไลน์” และ “การลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายด้านออนไลน์ ” ให้กับผู้ประกอบการSMEs ภาคเหนือ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดลำปาง จังหวัดสุโขทัย และพื้นที่ใกล้เคียง โดยได้รับความการตอบรับจากผู้ประกอบการภาคเหนือเข้าร่วมจำนวนมาก

นายนิติ วิทยาวิโรจน์  ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ธัญบุรี ตัวแทนผู้จัดโครงการ เล่าว่า ตามที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จับมือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ธัญบุรี จัดโครงการส่งเสริมพัฒนาตลาดอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ SMEs ปี 2560 ในพื้นที่ ภาคเหนือ ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ให้มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้นในรูปแบบ Business to Business to Customers (B2 B 2C) เชื่อมโยงการส่งเสริมการตลาดระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ภาคการผลิต กับผู้ให้บริการด้านตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมาย คือ ผู้ประกอบการจำนวน 21,700 ราย สินค้าหรือบริการ จำนวน 32,500 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งคัดเลือกจากกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ประกอบการที่ทางมหาวิทยาลัยฯ เป็นที่ปรึกษาจากโครงการต่างๆ ที่ผ่านมา พร้อมทั้งช่วยพัฒนาให้ความรู้ให้คำปรึกษาและเตรียมความพร้อมจำนวนไม่น้อยกว่า 25,000 ผลิตภัณฑ์ ขึ้นไปจำน่ายบนตลาดออนไลน์

SMEs ยุค 4.0 ต้องขายออนไลน์

นายกิตตินนท์ อุ้ยวงศ์ไพศาล ผู้จัดการฝ่าย Shopping Mall และการตลาด บริษัท ตลาด ดอทคอม (TARAD.com) เล่าว่า ปัจจุบันช่องทางในการขายออนไลน์มีให้เลือกมากมาย ซอฟต์แวร์ร้านค้าออนไลน์ (Open Source) ร้านค้าออนไลน์สำเร็จรูป และกำลังได้รับความนิยม Social Media Shop ไม่ว่าจะเป็น facebook Line@ โดยผู้ประกอบการต้องเลือกช่องทางให้เหมาะสมกับธุรกิจ มีช่องทางในการชำระเงินที่สะดวก ดูแลบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ ในเรื่องของการขนส่ง การจัดการคลังสินค้า ช่องทางดูแลดูค้า “การดูแลลูกค้าให้ดี คือ คำโฆษณาที่ดีที่สุด” ปัจจัยความสำเร็จของการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ประกอบด้วย Platform 30 % Marketing 40 % และ Operation 30 %ปัจจัยสำเร็จในการสร้างยอดขายออนไลน์ การตลาด และข้อมูลสินค้าที่ดึงดูดลูกค้า

อีกหนึ่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการค้าขายออนไลน์ นางสาวจิราพร พงศ์รุจิกรพันธุ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิราพรฟู๊ด ผู้ประกอบการกล้วยตากจิราพร เล่าว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เลือกที่จะซื้อผ่านออนไลน์ จึงทำให้ตลาดออนไลน์โตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทางจิราพรกล้วยตากได้บุกตลาดออนไลน์มากว่า 3 ปี เรียนรู้ ค่อยๆ เรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเริ่มจากการซื้อขายผ่านเว็บไซต์ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เช่น ขั้นตอนในการซื้อขาย จึงหันมาใช้ในส่วนของ Social Media ในส่วนของแฟนเพจ และ Line@ซึ่งในช่วงแรกๆ จะโพสขายสินค้าแบบไม่มีเป้า จากการสังเกตไม่มีลูกค้าสนใจเข้ามากดไลค์ จึงเริ่มที่จะหาข้อมูล ไปเรียนและอบรมตามที่ต่างๆ นำมาปรับใช้ ในการขายของออนไลน์ Content เป็นเรื่องที่สำคัญ ตลอดจนรูปถ่ายสินค้าต้องดึงดูด “การขายของออนไลน์ ต้องทำให้สินค้ามีตัวตน ด้วยการสร้าง Content ให้สินค้าของเราเอง”  ปัจจุบันกล้วยตากจิราพรสร้างยอดขายผ่านออนไลน์ได้ประมาณเดือนละ 400,000 – 500,000 บาท “ผู้ประกอบการที่เริ่มต้นในการขายออนไลน์ ต้องเลือกช่องทางในการขาย และต้องสื่อสารให้ตรงกลับกลุ่มเป้าหมาย”

SMEs ยุค 4.0 ต้องขายออนไลน์

SMEs ยุค 4.0 ต้องขายออนไลน์

ทางด้าน ผู้ประกอบการเซรามิกรักษ์ดิน จ.ลำปาง นางทิพยา จิวกิตติศักดิ์กุล เล่าว่า ในการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ซึ่งถ้ามีเวทีในการให้ความรู้ต่างๆ จะเข้าร่วม “การเรียนรู้มีตลอดชีวิต วิทยากรต่างๆ องค์ความรู้ก็ต่างไปด้วย ฉะนั้นต้องเรียนรู้อยู่สม่ำเสมอ” โดยส่วนตัวมีการขายออนไลน์ผ่านทางเฟสบุ๊ค แต่ด้วยตัวสินค้ามีข้อจำกัด ลูกค้าส่วนใหญ่อยากเห็นตัวสินค้าจริง ดังนั้นสินค้าจึงยังเจาะตลาดออนไลน์ไม่ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นตลาดออฟไลน์มากกว่า อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงช่องทางในการขายออนไลน์ได้ เพราะว่าทุกคนต้องการความสะดวกสบาย จึงอยากหาความรู้ต่างๆ มาปรับใช้ในธุรกิจของตนเอง ในการเข้าโครงการนี้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดในธุรกิจได้

SMEs ยุค 4.0 ต้องขายออนไลน์

นายมนตรี นนทธิ ผู้ประกอบการธุรกิจมนตรีเครื่องเงินสุโขทัย จ.สุโขทัย เล่าว่า อยากเปิดตลาดให้กว้างขึ้น อยากรู้หลักการทำตลาดและการพัฒนาสินค้าให้ดียิ่งขึ้น จึงมาเข้าโครงการในครั้งนี้ “งานทักทอเงินโบราณเป็นงานที่มีความละเอียด ประณีตและงดงาม บ่งบอกความเป็นศิลปะของงานหัตกรรม โดยตั้งใจจะสืบทอดเจตนารมณ์และผลงานสร้างสรรค์ของบรรพชนชาวศรีสัชนาลัยให้ยังคงอยู่สืบต่อไป” บางลวดลายที่ทำมีเฉพาะที่สุโขทัยเท่านั้น และเจาะกลุ่มเป้าหมายวัยทำงาน เจ้าของธุรกิจและผู้ชื่นชอบการแต่งผ้าไทย และมั่นใจว่าเรื่องราวออนไลน์ที่อบรมนี้ จะทำให้มนตรีเครื่องเงินสุโขทัยเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นได้

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294164

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

ชุมชนท่องเที่ยว, สนุกได้ความรู้

“สนุกได้ความรู้” คำจำความที่ดีที่สุดของการท่องเที่ยวในโครงการ The The Village Explorer

        การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่งเสริมพัฒนา 7 ชุมชนต้นแบบการท่องเที่ยวสำหรับเด็ก School & Family outing เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนและครอบครัวคนรุ่นใหม่พาเด็กๆ ไปเปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียนในพื้นที่ชุมชน ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นของไทย

        “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่าโครงการดังกล่าว เป็นการเปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ให้แก่เด็กและส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมถึงเป็นการให้เด็กในเมืองและชุมชนได้เรียนรู้ร่วมกัน จึงอยากขอเชิญโรงเรียนและครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่สนใจหรือกำลังมองหากิจกรรม การเรียนรู้นอกห้องเรียนสำหรับเด็กและเยาวชนรูปแบบใหม่ๆ ขอเชิญไปทัศนศึกษาเปิดโลกการเรียนรู้ นอกห้องเรียนที่แสนสนุกใน 7 ชุมชน โครงการ The Village Explorer รับรองได้ว่าเด็กๆ จะได้ทำกิจกรรม สนุกสนานกับการเรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิตแบบชนบทไทยในชุมชน เปิดโลกใบใหม่และเป็นประสบการณ์พิเศษ เป็นความทรงจำดีๆ ที่จะไม่มีวันลืม ที่สำคัญเป็นการกระจายรายได้ช่วยเหลือชุมชนของไทยอีกด้วย

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

        7 ชุมชนทั่วไทย ได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ นอกห้องเรียนที่สนุกกับหลากหลายกิจกรรม ไม่ว่าจะศูนย์การเรียนรู้ตำบลกระแชง จ.พระนครศรีอยุธยา ขนกิจกรรมมากมาย อย่างการทำนาสาธิต เพาะเห็ดนางฟ้า ตกปลา ชมเล้าไก่ เลี้ยงจิ้งหรีด ปั้นดิน DIY ผักตบชวา หรือจะไปสูดอากาศดีๆเข้าฐานกิจกรรมที่บุไทรโฮมสเตย์ จ.นครราชสีมา เรียนรู้การปลูกผักเมืองหนาว ทำลูกประคบ ตกปลา บ่อกบ แปรรูปเห็ด ที่..อีกนิดไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ชุมชนบ้านบางพลับ จ.สมุทรสงคราม ลงมือทำน้ำตาลมะพร้าว ทำว่าว เล่นว่าว ทำยำส้มโอ แปรรูปผลไม้ ทำขนมไทย ทำไข่เค็มพอกดิน

      ลงใต้เที่ยวชุมชนบ้านน้ำทรัพย์ จ.เพชรบุรี ชุมชนคาวบอยเล็กๆ น้องๆ จะได้ขี้ม้า ทำน้ำสมุนไพร ทำทองม้วน ชมสวนเกษตรอินทรีย์และเก็บผักผลไม้ ทำเมนูพื้นบ้าน หว่านแหจับปลาตะเพียน เรียนรู้วิถีชุมชน ต่อด้วย      ศูนย์การเรียนรู้มหาวิทยาลัยบอกนอกโฮมสเตย์บ้านจำรุง จ.ระยอง ฮิ อีกหนึ่งDestinatiom ที่เด็กๆหลงรักจนไม่อยากกลับบ้าน ด้วยกิจกรรมนั่งรถรางชมสวนเกษตรอินทรีย์ เก็บผลไม้ในสวย เผาถ่านไม้และถ่านผลไม้ เพาะต้นกล้า ธนาคารต้นไม้ ทำทุเรียนและกล้วยทอด มาเที่ยวทุ่งที่ดีต่อใจ ศูนย์การเรียนรู้บ้านทุ่งกระโปร่ง จ.นครนายก ร่วมกิจกรรมฐานเรียนรู้ ทำเมนูพื้นบ้าน ทำขนมทองพลับผักกูด ทำนา จับปลา ปลูกป่า เก็บกระท้อน ปิดท้ายด้วย กิจกรรมจากบ้านโฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง จ.เชียงราย เล่นสไลเดอร์โคลน ทำนา ชมโรงสีข้าวกล้องแบบดั่งเดิม ตามล่าหาดาวอินค้า ครัวคุณหนู

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

น้องเกียวโตและน้องต้นข้าว

        ชอบแบบไหน? ลองสักครั้ง แล้วจะติดใจจนไม่อยากกลับบ้าน น้องเกียวโต ด.ช.ณัฏฐ์ สัตย์จรัง และน้องต้นข้าว ด.ญ.นริศรา ชรัญกุล นักเรียนชั้นป.4 โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ช่วยกันเล่าถึงความประทับใจที่ได้เข้าร่วมโครงการว่า พวกเขา 2 คนมีความสุข และสนุกมากที่ได้ทำกิจกรรมต่างๆ ของบ้าน โฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง โดยเฉพาะการเล่นสไลเดอร์โคลน และตามล่าหาดาวอินคา ถือเป็นฐานการเรียนรู้ที่ทำให้ได้เล่น ลงมือปฏิบัติผ่านจากประสบการณ์จริงที่ไม่สามารถหาได้จากหนังสือเรียน เติมเต็มการเรียนรู้ การสังเกต ประสบการณ์ดีๆ จนพวกหนูไม่อยากกลับบ้าน และมีเพื่อนบางคนถึงกับร้องไห้เมื่อต้องกลับบ้านไม่ได้ทำกิจกรรมดีๆ เหล่านี้

     “กิจกรรมต่างๆ ถึงแม้จะเปื้อน แต่สนุกและมีความสุขที่ได้เข้าร่วม อยากให้ชุมชนต่างๆ จัดกิจกรรมให้เด็กๆ พ่อแม่ โรงเรียน ได้ไปสัมผัส คัดเลือกให้เป็นกิจกรรมในครอบครัว หรือกิจกรรมนอกห้องเรียน เพราะตอนนี้การเรียนในห้องเรียนแม้จะสนุก แต่ไม่สนุกเท่าเมื่อได้เล่นจริง จับจ้อง ดูจริง เห็นจริงๆ เปิดโลกทัศน์ จินตนาการให้พวกหนูอย่างมาก” 2 หนูน้อย เล่า

     โครงการ The Village Explorer เป็นการเปิดโลกมหัศจรรย์ ณ ห้องเรียนชุมชน เด็กๆ ได้สัมผัสชีวิตเรียบง่าย เรียนรู้ วิถีชีวิตภูมิปัญญาชุมชน ได้ลองทำนา หัดสีข้าวกล้องแบบดั้งเดิม ตามล่าหาดาวอินคา ตกปลา เก็บไข่เป็ดไข่ไก่ ทำข้าวจี่ ทำขนมเทียน เด็กๆ ทุกคนสนุกและประทับใจมาก

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

 น.ส.จันทรฉาย ไทยรัตน์

     น.ส.จันทรฉาย ไทยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม กล่าวว่า โรงเรียนได้เปิดโอกาสให้นักเรียนร่วมกิจกรรมทัศนศึกษานอกห้องเรียนทุกปี แต่ปีนี้พิเศษ เพราะไม่ต้องไปไกลถึงเชียงใหม่ หรือที่อื่น แต่เป็นการเรียนรู้ในชุมชนของตนเอง ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ หลงรักชุมชนของตนเอง แถมยังเป็นการเพิ่มเติมประสบการณ์ การเรียนรู้ ทักษะการใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกัน การเข้าสังคม ได้พบเพื่อนใหม่ อยากให้ทุกโรงเรียนจัดกิจกรรมพาเด็กๆ มาทัศนศึกษาที่ดินแดนมหัศจรรย์ทั้ง 7 ชุมชนท้องถิ่น แหล่งเรียนรู้ที่สามารถจับต้อง สัมผัสได้จริง

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

นายชาติชาย เหลืองเจริญ

      ตบท้ายด้วย นายชาติชาย เหลืองเจริญ ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยบ้านนอกโฮมสเตย์บ้านจำรุง จ.ระยอง กล่าวว่า แหล่งเรียนรู้ในชุมชนมีจำนวนมาก ซึ่งแต่ละแห่งก็มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป โดยกิจกรรมส่วนใหญ่เน้นการสัมผัส เข้าใจวิถีชุมชน อย่าง มหาวิทยาลัยบ้านนอกฯ มีฐานการเรียนรู้หลากหลาย และทุกกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ เปิดโลกทัศน์ ของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกให้เด็กไทยเห็นคุณค่าของชุมชน วิถีชุมชนแบบเศรษฐกิจพอเพียง และฝึกให้เด็กเป็นนักสำรวจ แลกเปลี่ยนความคิด สร้างมิตรภาพระหว่างเด็กเมืองกับเด็กชนบท ความสัมพันธ์ในครอบครัว อยากให้ทุกครอบครัว โรงเรียน พาเด็กมาตะลุยแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนรับรองได้ว่ามีความสนุก ความสุข และได้เรียนรู้อีกมากมาย

     #Let’s Explore the World ไม่ไปก็คงไม่รู้ ว่าชุมชนท่องเที่ยวของไทยมันดีอย่างไร ..หากวันหยุดนี้ไม่รู้จะพาลูกๆ ครอบครัว หรือพาน้องๆ ไปทัศนศึกษาที่ไหน ลองดูรายละเอียดได้ที่ http://www.TheVillageExplorer.com

0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 qualitylife4444@gmail.com 0 

เจแปนเอ็กซ์โปฯ ยกญี่ปุ่นมาไว้ใน “ไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294120

เจแปนเอ็กซ์โปฯ ยกญี่ปุ่นมาไว้ใน “ไทย”

ญี่ปุ่น, มหกรรมญี่ปุ่น, เจแปนเอ็กซ์โป, ไทย

เปิดวันแรก “เจแปนเอ็กซ์โป อิน ไทยแลนด์ 2017” วันที่ 1-3 ก.ย.นี้ ที่สยามพารากอน มาที่เดียวครบทั้งแหล่งการศึกษา ช้อปปิ้งสินค้าจากญี่ปุ่น ท่องเที่ยวและการ์ตูน

    เริ่มแล้ว.. “เจแปนเอ็กซ์โป อิน ไทยแลนด์ 2017” (JAPAN EXPO IN THAILAND) มหกรรมญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่รวมทุกความเป็นญี่ปุ่นแบ่งเป็นโซนการศึกษา โซนการทำงาน โซนท่องเที่ยว โซนช้อปปิ้ง โซนคอนเท้นท์ ฯลฯ มาไว้ที่บริเวณรอยัลพารากอนฮอลล์ชั้น 5 สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 1-3 กันยายนนี้

เจแปนเอ็กซ์โปฯ ยกญี่ปุ่นมาไว้ใน "ไทย"

มร.ทากุโอ ฮาเซกาวะ ประธานจัดงานฯ กล่าวว่า  สถาบันสอนภาษาและศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น ได้จัดมหกรรมญี่ปุ่น หรือ  “เจแปนเอ็กซ์โป อิน ไทยแลนด์ 2017” (JAPAN EXPO IN THAILAND) ขึ้น และในโอกาสเฉลิมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ญี่ปุ่นด้วย งานในปีนี้จึงพิเศษกว่าทุกครั้ง เปิดโอกาสให้ทุกคนที่สนใจได้เข้ามารู้จักกับประเทศญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่ความบันเทิงแต่ยังมี พื้นที่ทำกิจกรรมให้เรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจกับคนรุ่นใหม่ผ่านบูธต่างๆ ที่มาร่วมกว่า 200 บูธ และคาดว่าตลอด 3 วันนี้จะมีนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่ชื่นชอบมาร่วมงานราว 1 แสนคน

เจแปนเอ็กซ์โปฯ ยกญี่ปุ่นมาไว้ใน "ไทย"

“กิจกรรมเจแปนเอ็กซ์โปฯ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งผู้เข้าร่วมงาน รวมถึงผู้ประกอบการ หน่วยงาน สถาบันการศึกษา เพิ่มขึ้นราว 20-30% มีนักเรียน นักศึกษาที่สนใจเรียนภาษาญี่ปุ่น รวมถึงมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นมาร่วมงานจำนวนมาก ซึ่งเราก็อยากให้นักเรียน นักศึกษามาเรียนภาษาญี่ปุ่น เรียนที่ญี่ปุ่นมากๆเพื่อจบมาจะได้มาทำงานที่บริษัทญี่ปุ่นมากขึ้น”มร.ทากุโอ กล่าว

เจแปนเอ็กซ์โปฯ ยกญี่ปุ่นมาไว้ใน "ไทย"

สำหรับวันนี้ซึ่งเป็นการเปิดงานวันแรก มีนักเรียน นักศึกษาผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆจำนวนมาก โดยมีการแสดงมินิคอนเสิร์ตของศิลปิน 5 หนุ่ม World Order ,วง BNK48 , วงน้องสาวประจำประเทศไทย AKB48 ตลอดจนการแสดงชุดพิเศษจาก เจมส์ จิรายุ และนักแสดงจากซีรีส์ญี่ปุ่น MIRACLE TUNE ขณะที่โซนต่างๆก็มีกิจกรรมให้ร่วมสนุกและจับช้อปปิ้งสินค้าจากญี่ปุ่นด้วย

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294112

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

ปรบมือ…เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม โชว์ศักยภาพสร้างสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้พิการ คว้า 8 รางวัลระดับนานาชาตื ประเทศเกาหลี

    เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ได้แถลงข่าวผลการประกวดและจัดแสดงนิทรรศการในเวทีระดับนานาชาติ ประจำปี 2560 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2560 โดยในปีนี้ ศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ส่งผลงานนักเรียนเพื่อเข้าประกวดในเวทีดังกล่าว โดยมีชิ้นงานจาก 12 ประเทศเข้าร่วม

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

ซึ่งนักเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ได้รับรางวัล 2เหรียญทอง จากผลงานอุปกรณ์ในการเปิดประตูสำหรับผู้พิการ ของด.ช.ณัฐพัชร์ ทรัพย์สมพล นักเรียนชั้นป.5 และผลงาน Smart Wheelchair สำหรับผู้พิการขา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ได้ ได้แก่  ด.ช.ณัฎญดนัย ปิณฑานนท์   ด.ช.ปัณณธร พินิจวงศ์วิทยา ด.ช.ณฤชล ชินวัฒนกูล และด.ช.จีรทีปต์ โฆษะวิสุทธิ์

รางวัล 2 เหรียญเงิน จากผลงาน ไม้เท้าช่วยพยุงเดินเพื่อเสริมกำลังใจให้ผู้พิการของด.ช.มัชฒิมา สุวิชชโสภณ นักเรียนชั้นป. 5  ด.ช.สิรวิชญ์ พิพิธธนาบรรพ์ ด.ญ.อันนา นววิธวัฒนา และด.ช.กร เหมรัญช์โรจน์ นักเรียนชั้นป. 6 รวมถึงอุปกรณ์เสริมพัฒนาการสำหรับผู้พิการทางสมองของนักเรียนชั้นป. 5 ได้แก่ ด.ญ.ณิชมน สุภัทรเกียรติ ด.ญ.ไอริณรยา โสตางกูร ด.ช.ศุภวิชญ์ วรรณดิลก และด.ช.สุภชีพ สหกิจรุ่งเรื่อง

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ
รางวัล 1 เหรียญทองแดง จากผลงานไม่เท้า Hi-tech สำหรับผู้พิการทางสายตาของ นักเรียนชั้นป. 4 ได้แก่ ด.ญ.มาวิตรา เตชพลกุล ด.ญ.บุญญาดา แสงมณี และด.ญ.ชุติญา จิตบุญทวีสุข

ด.ช.ณัฐพัชร์ ทรัพย์สมพล นักเรียนชั้นป.5 จากผลงานอุปกรณ์ในการเปิดประตูสำหรับผู้พิการ เจ้าของเหรียญทอง ประเภทเดี่ยว และรางวัลSPEClAL AWARD :The best of best invention จาก World Women Inventors& Entrepreneurs Association  กล่าวว่าตนรู้สึกดีใจมากที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่ตนได้ทำสิ่งประดิษฐ์และเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งแรงบันดาลใจในการคิดอุปกรณ์ดังกล่าว เนื่องจากคุณย่านั่งวิลแชร์ และเวลาเปิดปิดประตูค่อนข้างลำบาก ต้องใช้แรงจำนวนมาก จึงมองหาอุปกรณ์ที่จะช่วยให้คุณย่าได้ใช้ชีวิตเปิดปิดประตูได้สบายมากขึ้น  โดยอุปกรณ์ช่วยในการเปิดปิดประตูนี้ จะสามารถทำได้ทั้ง ผลักได้ ดึงได้ และสไลด์ได้  ทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายมากขึ้น

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

“อยากให้สนับสนุนให้เด็กประถมมีเวทีในการแสดงความคิด จินตนาการ เพราะการได้คิดค้นประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ เปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ เราต้องศึกษาข้อมูลก่อนที่จะทำสิ่งประดิษฐ์ ยิ่งได้ไปแข่งขันที่ประเทศเกาหลี ได้เห็นอะไรที่หลากหลาย ผลงานสิ่งประดิษฐ์ของแต่ละประเทศ ที่สำคัญเป็นแรงบันดาลใจให้เราคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ทำสิ่งดีๆ เพื่อผู้พิการและประเทศ” ด.ช.ณัฐพัชร์ กล่าว

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

ด้าน อ.จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ อาจารย์ที่ปรึกษาของน้องๆ ที่เข้าร่วมการประกวด เล่าว่าศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ได้ส่งเสริมให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ได้เข้าร่วมการประกวดแข่งขันต่างๆ ปีนี้เป็นปีที่ 3 ซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานมาแล้ว 19 ชิ้น และในปีนี้พิเศษเพราะมีการจำกัดหัวข้อว่าต้องสร้างสิ่งประดิษฐ์สำหรับผู้พิการ ทำให้เด็กๆ ต้องไปศึกษาข้อมูล สำรวจความต้องการของผู้พิการถึงจะคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ได้ และเมื่อพวกเขาได้ไปสัมผัส เรียนรู้จะทำให้ได้ทั้งความรู้ ความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่นในสังคม อยากทำสิ่งดีๆ ช่วยเหลือผู้พิการ

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ เวทีสำหรับเด็กประถมมีไม่มากนัก อยากให้ทุกหน่วยงานเปิดโอกาส เวทีให้เด็กประถมได้มีแสดงความรู้ความสามารถ ซึ่งเด็กประถมมีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และพวกเขามีไอเดียมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก

คนโขนในรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294109

คนโขนในรัชกาลที่ 9

คนโขนรัชกาลที่ 9, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป, นักรบทางวัฒนธรรม, นาฏศิลป์ไทย-โขนลิง

เปิดโลกมุสลิมตอน:  ร้อยตรีจตุพร ภักดี “นักรบทางวัฒนธรรม”คนโขนในรัชกาลที่ 9” อาจารย์ (นาฏศิลป์ไทย-โขนลิง) คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

    บางอารมณ์เสียงปรบมือดั่งลั่น บางเวลาไม่มีแม้เสียงหายใจ สายตาแน่นิ่ง มองไปยังเวที ซึ่งเป็นการแสดงร่ายรำศิลปะวัฒนธรรมไทยของนักศึกษาและอาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ บนเวทีแสดงระดับโลกในประเทศอียิปต์ทั้งในไคโรและแหลมไซนาย เมืองชาร์ม อิลเชค ตามโครงการของสถานเอกอัครราชทูตไทยไคโรCultural festival of Thai festival 2017 ยังคงอยู่ในโสตประสาทผมจนถึงวันนี้ ไม่รอช้าที่จะไปจับตัวอาจารย์ที่มีความโดนเด่นบนเวทีมาเจาะลึกความรู้สึกของพวกเขาให้แฟนๆได้รู้กันแบบชัดๆ

คนโขนในรัชกาลที่ 9

     “ทุกครั้งที่ผมได้สวนชุดหนุมานหรือชุดโขนวานรตัวอื่นๆ แม้กระทั้งชุดที่ทำการแสดงทางด้านนาฏศิลป์ไทยทุกชุด รู้สึกว่าได้สวมเครื่องแบบนักรบ ซึ่งเป็นนักรบทางวัฒนธรรม ที่เรารบด้วยมือเปล่า รบด้วยศิลปวัฒนธรรมไทยของเรา เปรียบเสมือนทหารมีภารกิจปกป้องศิลปวัฒนธรรมไทย รักษาศิลปวัฒนธรรมไทยก็ได้รักษาสมบัติของชาติไม่ให้สูญหายไปจากชาติไทย ภูมิใจครับที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินได้ ได้เป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ได้เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย ได้พัฒนาต่อยอดให้กับศิลปวัฒนธรรมไทยให้ก้าวทันตามยุคตามสมัย”  ว่าที่ร้อยตรีจตุพร ภักดี ปัจจุบันเป็น อาจารย์ (นาฏศิลป์ไทย-โขนลิง) คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

คนโขนในรัชกาลที่ 9

    ว่าที่ร้อยตรีจตุพร ภักดี ตอนเด็กๆสมัยเรียนที่โรงเรียนวัดลาดกระบัง ฝันว่าโตมาอยากเรียนนิเทศศาสตร์เป็นอันดับที่ 1 ส่วนนาฏศิลป์ไทยป็นอันดับที่ 2 แต่พอได้เรียนระดับมัธยมที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ก็เริ่มหลงรักนาฏศิลป์ไทยเป็นอย่างมาก จึงตั้งใจเรียนจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และปริญญาโท ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม จนมาเป็นอาจารย์ที่คณะศิลปศึกษาแห่งนี้ ก็ยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำถึงความรักที่ทุ่มเทและมีให้กับศิลปวัฒนธรรมไทย

คนโขนในรัชกาลที่ 9

      ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี ได้รับโอกาสต่างๆมากมายจากการได้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ได้เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติต่างๆอีกมากมาย และที่สำคัญได้รับใช้ถวายงานการแสดงนาฏศิลป์ไทยให้แก่พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ในรัชกาลที่ 9 จวบจนมาในรัชกาลที่ 10 นับว่าเป็นเกียรติกับตนเองและวงศ์ตระกูลเป็นอย่างยิ่ง จึงเกิดคำที่ตราตรึงใจในเสมอมาว่า “ฉันคนโขนในรัชกาลที่ 9”

คนโขนในรัชกาลที่ 9

     ถามว่าคิดอย่างไรขณะที่สังคมวัยรุ่นปัจจุบันเน้นด้านการเป็นนักแสดงหรือด้านอื่นๆที่ทันสมัย เขาตอบได้อย่างเต็มปากเลยว่า ความชอบความรักของคนเราแต่ละคนนั้นมีไม่เหมือนกัน อยู่ที่เขารักอะไรมากน้อยแค่ไหนเราไม่สามารถปิดกันเขาได้ แต่เชื่อว่า พวกเขาเหล่านั้นก็รักในศิลปวัฒนธรรมไทยไม่น้อย แต่อาจไม่มีโอกาสได้แสดงออกมา คิดว่าศิลปวัฒนธรรมไทยนั้นอยู่ในร่างกายและจิตใจของคนไทยทุกคนอยู่แล้ว ทุกครั้งที่มีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมไทยก็มีวัยรุ่นให้ความสนใจเข้ามาชมกัน ทั้งที่โรงละครแห่งชาติ และโขนพระราชทานที่จัดขึ้นทุกปีที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ประชาชนและวัยรุ่นให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

คนโขนในรัชกาลที่ 9

      ยิ่งตอนนี้สถานศึกษาและหน่วยงานเอกชนต่างๆ ได้จัดให้มีการเรียนการสอนทางด้านนาฏศิลป์ไทยและดนตรีไทย ซึ่งปัจจุบันมีมากขึ้น ก็มีน้องๆ เยาวชนรุ่นใหม่จำนวนใช้เวลาว่างช่วงเย็นหรือวันหยุดให้เกิดประโยชน์โดยการเข้าเรียนตามสถานที่ต่างๆที่เค้าจัดขึ้นมา เท่านี้ก็อาจแสดงให้เห็นแล้วว่าเยาวชนไทยยังคนรักแสดงอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยของเราไม่ให้สูญหาย และอยู่คู่ชาติไทยเราไปตลอดกาล

     การเดินทางครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 2 ของการได้มาเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยที่สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ เป็นประเทศที่มีมนต์เสน่ห์มากๆ ทั้งทางด้านภูมิประเทศ ประชาชน ประวัติศาสตร์ อารายธรรมที่น่าหลงใหล การเดินทางมาเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในเทศกาลไทยโครงการ Cultural festival of Thai festival 2017 ซึ่งครั้งนี้นับได้ว่าเป็นตัวแทนประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรม สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ คณะศิลปศึกษา การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยในครั้งนี้ ได้มีโอกาสแสดงถึง 2 รอบ 2 เวที 2 เมืองของอียิปต์กันเลยทีเดียว นับได้ว่าเป็นโอกาสที่ดียิ่งที่ได้มาในครั้งนี้ การแสดงที่เราจัดมาเพื่อแสดงในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนไทยทั้ง 4 ภาค ซึ่งบ่งบอกถึงว่าเป็นประเทศไทยเพื่อสื่อให้ชาวอียิปต์และต่างชาติได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น

คนโขนในรัชกาลที่ 9

        “เมื่อเริ่มแต่งกายเพื่อเตรียมพร้อมการแสดง ตอนแรกก็รู้สึกร้อนกัน แต่พอเริ่มการแสดงเท่านั้นล่ะครับ ความร้อนได้หายไปเลย เปลี่ยนเป็นความภูมิใจขึ้นมาทันทีเลย ผู้คน ผู้ชมที่มาชมให้ความสนใจการแสดงนาฏศิลป์ไทยของเรามาก ให้การตอบรับเป็นอย่างการ มีการเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงของเราด้วย พวกเราก็แสดงกันอย่างเต็มที่ ตั้งใจแสดงด้วยท่าทางที่อ่อนช้อย แข็งแรง สนุกสนานกันตามอารมณ์ของการแสดงในแต่ละชุดการแสดง เมื่อจบการแสดงพอได้ยินเสียงปรบมือจากชาวอียิปต์ ความเหนื่อยที่มีหายเป็นปลิดทิ้ง ยิ่งออกมาช่วงฟินนาเร่ได้เห็นสายตาของผู้ชมชาวอียิปต์ชาวไทย และชาวต่างชาติ แล้วบอกไม่ถูกเลย มันปลื้มปริ่ม มันภูมิใจในความเป็นไทย ผมคิดในใจถึงคำที่หลายๆ คนพูดว่าอยากมาประเทศนี้แต่ไม่มีโอกาสได้มา แต่ผมมีโอกาสมาแล้ว มาในฐานะนักรบทางวัฒนธรรม ที่นำวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย มาเผยแพร่ให้ผู้คนที่อียิปต์ได้เห็น และผมก็เชื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นก็จะหลงรักประเทศไทยไปพร้อมๆ กับคนไทยที่มาอยู่พำนักที่ประเทศอียิปต์นี้เช่นเดียวกันครับ” นักรบทางวัฒนธรรม แห่งสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กล่าว

สภานิสิตจุฬาฯ ออกแถลงการณ์ต้านคำสั่งถูกลงโทษวินัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294037

สภานิสิตจุฬาฯ ออกแถลงการณ์ต้านคำสั่งถูกลงโทษวินัย

จุฬา

สภานิสิต จุฬาฯ แสดงจุดยืนไม่ยอมรับคำสั่งทั้ง 2 ฉบับ พร้อมเรียกร้องให้คกก.ชี้แจงกระบวนการพิจาณณาและข้อกล่าวหาแก่นิสิตที่ถูกสอบสวน ขยายระยะเวลารวบรวมหลักฐาน

       ตามที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งที่ ๔๙๒๙/๒๕๖๐ เรื่อง ให้สมาชิกสภานิสิตสามัญพ้นจากตำแหน่ง กรณีที่สมาชิกสภานิสิตสามัญถูกลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิตจำนวน ๒๕ คะแนน ในข้อกล่าวหาที่ว่าสมาชิกสภานิสิตสามัญกลุ่มนี้ได้ประพฤติตนไม่เหมาะสม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ตามคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ ๔๙๒๘/๒๕๖๐

สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอันมาจากการเลือกตั้งของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอแสดงจุดยืนไม่ยอมรับคำสั่งทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าว และขอเรียกร้องให้คณะกรรมการชี้แจงกระบวนการพิจารณาและข้อกล่าวหาอย่างชัดเจนแก่นิสิตที่ถูกสอบสวน รวมทั้งเปิดโอกาสให้นิสิตที่ถูกสอบสวนได้มีระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานและแก้ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่ในชั้นของการอุทธรณ์ต่อไป
.
นอกจากนี้ สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังขอแสดงความกังวลต่อกระบวนการสอบสวนทางวินัยกับอาจารย์ที่เข้าไปทำร้ายร่างกายนิสิตที่ไม่มีความคืบหน้าออกมาแต่อย่างใด ให้เกิดความเป็นธรรมต่อนิสิตที่ถูกกระทำความรุนแรงด้วย  สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๐

สภานิสิตจุฬาฯ ออกแถลงการณ์ต้านคำสั่งถูกลงโทษวินัย


ชี้ “สภานิสิตจุฬาฯ” ผิดวินัยนิสิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294036

ชี้ “สภานิสิตจุฬาฯ” ผิดวินัยนิสิต

สภานิสิต จุฬาฯ, จุฬาฯ, พิธีถวายสัตย์, สภานิสิตจุฬาฯ

จุฬาฯ แจงกรณีความวุ่นวายพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน เผยนิสิต 8 ราย สภานิสิตจุฬาฯ กระทำความผิดวินัยนิสิต สะท้อนไม่ปฏิบัติตัวตามบทบาทหน้าที่ และไม่เคารพต่อสิทธิแตกต่าง

       จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกข่าวสารถึงความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนิสิตชั้นปีที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2560 (ฉบับที่ 3) ผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย http://www.chula.ac.th ความตอนหนึ่งว่า

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยในพิธีถวายสัตย์ฯของนิสิตชั้นปีที่หนึ่งเมื่อวันที่  3 สิงหาคม พ.ศ.2560 ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีกระบวนการดำเนินการทั้งในส่วนของอาจารย์และนิสิตที่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ตามที่ได้นำเสนอข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบผ่านสื่อของมหาวิทยาลัยเป็นระยะแล้วนั้น (ความคืบหน้า ฉบับที่ 1  และ ฉบับที่ 2)

โดยปกติมหาวิทยาลัยจะไม่เปิดเผยการลงโทษนิสิต หากแต่ขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น มหาวิทยาลัยจึงมีความจำเป็นต้องสื่อสารกับสาธารณะถึงกรณีดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ในกรณีนี้ คณะกรรมการส่งเสริมวินัยนิสิตในการประชุมครั้งที่ 5/2560  เมื่อวันศุกร์ที่ 25  สิงหาคม พ.ศ.2560  พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของนิสิตทั้ง 8 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดวินัยนิสิต เนื่องจากนิสิตทั้ง 8 รายซึ่งเป็นตัวแทนสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมิได้ประพฤติปฏิบัติตัวตามบทบาทหน้าที่ที่พึงจะเป็น โดย ทั้งๆ ที่ทราบอยู่แล้วว่า ตนมีทัศนะที่ไม่ตรงกับขนบธรรมเนียมประเพณีของมหาวิทยาลัยในการถวายสักการะและถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อแสดงตนเป็นนิสิตใหม่ และมหาวิทยาลัยซึ่งตระหนักถึงเสรีภาพทางความคิดของนิสิตได้จัดพื้นที่พิเศษสำหรับนิสิตกลุ่มนี้ไว้แล้ว

นิสิตก็ยังแสดงความจำนงเข้าร่วมพิธีในฐานะสภานิสิต แต่ไม่ยืนอยู่ในแถวตามที่ผู้เป็นผู้แทนสภานิสิตพึงกระทำจนกว่าพิธีการจะเสร็จสิ้นเรียบร้อย กลับนัดหมายกันเดินออกจากแถวเพื่อไปทำความเคารพพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ด้วยการโค้งคำนับเพื่อให้แตกต่างและปรากฏภาพที่ขัดแย้งกับนิสิตคนอื่นที่เข้าร่วมถวายสักการะด้วยการถวายบังคม จนนำไปสู่เหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยส่งผลทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อมหาวิทยาลัย

อีกทั้งนิสิตยังได้เผยแพร่ข้อมูลที่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างให้เรื่องราวที่ดูเสมือนความขัดแย้งนี้เป็นประเด็นในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อชื่อเสียงมหาวิทยาลัยและสะท้อนถึงการไม่เคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นที่มีทัศนะแตกต่างจากตน โดยเฉพาะของประชาคมทั้งนิสิต บุคลากร และนิสิตเก่าอื่นๆ ที่ให้คุณค่าและมีศรัทธาต่อพิธีถวายบังคมเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระผู้พระราชทานกำเนิดและพระผู้ทรงสถาปนามหาวิทยาลัย และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนอันเป็นที่หล่อหลอมนิสิตใหม่เข้าสู่การเป็นสมาชิกใหม่ตามประเพณีและขนบธรรมเนียมของมหาวิทยาลัย จึงเสนอมหาวิทยาลัยให้ลงโทษนิสิตทั้ง 8 รายด้วยการตัดคะแนนความประพฤติ

อนึ่ง ในส่วนของการสอบสวนและประมวลข้อเท็จจริงในส่วนของอาจารย์  ได้ดำเนินการไปแล้วบางส่วน แต่ยังขาดผลการให้ข้อเท็จจริงในส่วนของนิสิตที่เกี่ยวข้องซึ่งไม่ว่างมาให้ข้อเท็จจริง แต่ได้นัดหมายจะมาในวันที่ 4 กันยายน ที่จะถึงนี้ จึงคาดว่าน่าจะสามารถสรุปผลได้ในเวลาอันใกล้