สธ.สอบวินัยขรก.ลวนลามสรุปกันยานี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294021

สธ.สอบวินัยขรก.ลวนลามสรุปกันยานี้

สรุปสื้นเดือนกันยาขรกลวนลาม

กระทรวงสาธารณสุขเผยผลสอบวินัยกรณีข้าราชการชายลวนลามลูกจ้างหญิง และผู้บังคับบัญชาชั้นต้น จะได้ข้อสรุปไม่เกินสิ้นเดือนกันยายน 2560

 

นายแพทย์สมศักดิ์  อรรฆศิลป์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณีผลสอบวินัยข้าราชการชายลวนลามลูกจ้างหญิง ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยข้าราชการชายและผู้บังคับบัญชาชั้นต้น

โดยแบ่งการสอบวินัยเป็น 2 กรณี คือ 1.การสอบวินัยอย่างร้ายแรง ข้าราชการชายที่ถูกกล่าวหาว่าลวนลามลูกจ้างหญิงได้เซ็นรับทราบคำสั่งสอบสวนทางวินัยเรียบร้อยแล้ว และรู้ขั้นตอนแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร 2. การสอบวินัยไม่ร้ายแรงของผู้บังคับบัญชาชั้นต้น ได้มีการย้ายผู้บังคับบัญชาไปสังกัดอีกหน่วยงานหนึ่ง เพื่อไม่ให้มีส่วนได้ส่วนเสียในการสอบวินัยทั้งร้ายแรงและไม่ร้ายแรง

โดยมีนายแพทย์พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 5 เป็นประธานทั้ง 2 กรณี คาดว่าจะได้ทราบข้อสรุปและผลการสอบสวนไม่เกินสิ้นเดือนกันยายน 2560 อย่างแน่นอน

วธ.ย้ายที่ทำการใหม่ไป ถ.เทียนร่วมมิตร 1 ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294010

วธ.ย้ายที่ทำการใหม่ไป ถ.เทียนร่วมมิตร 1 ก.ย.

ถนนเทียมร่วมมิตร, ที่ทำการใหม่วธ, วธพร้อมย้ายไปที่ทำการใหม่ 1 กย

วธ.พร้อมย้ายไปที่ทำการใหม่ 1 ก.ย. จัดรถตู้ให้บริการ 2 จุด ได้แก่บริเวณหน้าอาคารธนาลงกรณ์ ถ.ปิ่นเกล้า และหน้าห้างเซ็นทรัล เวสต์เกต  สอบถามสายด่วนวัฒนธรรม 1765

นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้สร้างอาคารที่ทำการกระทรวงแห่งใหม่ ถนนเทียนร่วมมิตร กรุงเทพฯ (ติดกับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) ล่าสุดการดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ จึงได้กำหนดย้ายที่ทำการของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด ได้แก่ สำนักงานปลัด วธ. กรมการศาสนา สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย จากอาคารธนาลงกรณ์ ถนนปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นที่ทำการเดิม ทั้งในส่วนการย้ายเอกสาร สิ่งของ และอุปกรณ์การทำงานภายในเดือนสิงหาคม และทุกหน่วยงานจะเริ่มปฏิบัติงานที่ทำการแห่งใหม่ วันที่ 1 ก.ย.

ทั้งนี้ จากการประชุมผู้บริหาร วธ. ที่ประชุมมีการหารือถึงการอำนวยความสะดวกแก่ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้าง ในช่วงที่มีการย้ายที่ทำการกระทรวง ซึ่งจากการสำรวจเส้นทางการเดินทางของบุคลากรทั้งหมด ได้กำหนดจัดรถตู้โดยสารให้บริการ 2 จุด ได้แก่บริเวณหน้าอาคารธนาลงกรณ์ ถนนปิ่นเกล้า และหน้าห้างเซ็นทรัล เวสต์เกต  เพื่ออำนวยความสะดวกในระยะแรกให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน สำหรับประชาชนที่ต้องการติดต่อราชการ วธ. สอบถามรายละเอียดได้ที่ สายด่วนวัฒนธรรม 1765
ปลัด วธ. กล่าวต่อไปว่า อาคารที่ทำการใหม่ของ วธ.และอาคารหอศิลป์ร่วมสมัย คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2562 ถือเป็นการดำเนินงานระยะที่ 1 ของโครงการพัฒนาศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยให้เป็นพื้นที่บริการทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติ (International Cultural Gateway) ขณะนี้เริ่มดำเนินงานในระยะที่ 2 มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น การก่อสร้างอาคารศูนย์ประชุม สัมมนาและจัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ อาคารโรงละครแห่งใหม่ และอาคารศูนย์ข้อมูลองค์ความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม

เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีของรัฐบาล นโยบายพัฒนาสู่ประเทศไทย 4.0 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) สังคมไทยจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพความพร้อมในด้านองค์ความรู้โดยเฉพาะองค์ความรู้บนพื้นฐานความเป็นไทยและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ในระบบและนอกระบบที่มีมาตรฐาน

อาทิ ศูนย์วัฒนธรรม โรงละคร หอศิลป์ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ในสังคมโลกได้อย่างสะดวก รวดเร็วและถูกต้อง ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

ใครเล่นตลก ป.เอก 698 คนลงทะเบียนคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293949

ใครเล่นตลก ป.เอก698คนลงทะเบียนคนจน

ปเอก 698 คนลงทะเบียนคนจน, กระทรวงการคลัง, ทีดีอาร์ไอ, ลงทะเบียนคนจน

ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องขำเมื่อคนจบการศึกษาระดับปริญญาเอก 698 คนมาลงทะเบียนคนจนนักวิชาการด้านแรงงานทีดีอาร์ไอ แนะรัฐตรวจสอบ ตั้งข้อสังเกตุใครเล่นตลกหรือระบบผิดพลาด

      ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึง กรณีที่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับเอกมาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยถึง 698 คน และจบปริญญาโทลงทะเบียน เกือบ 5,810คน ว่าจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลที่แท้จริงว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร คนที่จบการศึกษาระดับสูงขนาดนั้น เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยจริงหรือไม่ หรือมีการลงทะเบียนข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือถ้าเป็นจริง ต้องตรวจสอบหรือไม่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับผู้คนเหล่านั้น ถึงได้มาลงทะเบียนคนจน หรือว่าระบบการลงทะเบียนมีการคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

ใครเล่นตลก ป.เอก698คนลงทะเบียนคนจน

     “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะขำออกนะ ถ้าคนที่จบปริญญาเอกแล้วมาลงทะเบียนคนจนแล้วมารับเงินช่วยเหลือจากรัฐ 3,000 บาท ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ภาครัฐต้องตรวจสอบหาข้อมูลที่แท้จริงแล้ว ระบบคลาดเคลื่อนหรือคนลงทะเบียนให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือไม่ก็จะต้องให้เจ้าหน้าที่ลงไปหาคำตอบ หรือถ้าจนจริงเกิดจากอะไร จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้อย่างไร ระบบการลงทะเบียนแบบนี้ได้ข้อมูลที่แท้จริงหรือไม่ ตรงนี้ต้องหาคำตอบ” ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน ทีดีอา่ร์ไอ ตั้งข้อสังเกตุ

     ป้าแป๊ด อายุ 73 ปี มีรายได้จากเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท บอกว่าไม่ได้ไปลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย เพราะมองว่ามีบ้านอยู่แล้ว และถ้าใช้ชีวิตแบบพอเพียงก็มีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบาก เพราะค่ารักษาพยาบาลก็ใช้บัตรประกันสังคมตามมาตรา 39 หลังจากที่ออกจากงานในการดูแลรักษา เบาหวาน ไต หัวใจเต้นผิดจังหวะและลิ้นหัวใจรั่วได้ แม้ว่า จะต้องเปลี่ยน โรงพยาบาลประกันสังคม จากรพ.ยันฮีที่ออกจากประกันสังคม ไปใช้รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่นก็ตาม

   “บางครั้งคนเราก็รักษาสิทธิ อันนี้เราก็ไม่ว่ากัน รัฐมีนโยบายอะไรออกมาประชาชนก็ไปใช้สิทธิตามนั้นก็เป็นสิทธิของเขาในเมื่อไม่ได้ทำอะไรผิด จะไปว่าประชาชนก็ไม่ได้ รัฐต้องออกแบบระบบให้รอบคอบรัดกุมช่้วยเหลือประชาชนที่ยากจนที่ควรได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริง จึงจะเป็นการดี ” ป้าแป๊ด กล่าว

       หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลตัวเลขการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยออกมาว่ามีคนที่จบปริญญาเอก มาลงทะเบียน698  และมีการตั้งข้อสังเกตุว่าคนที่มาลงทะเบียนนั้นจนจริงหรือไม่ ล่าสุด กระทรวงการคลังจะพิจารณาผู้ที่ผ่านหลักเกณฑ์ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 11.67 ล้านคนอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มทยอยแจกบัตรภายในวันที่ 21 ก.ย. ให้ทันวันที่ 1 ต.ค.เพื่อให้ผู้ได้รับบัตรสามารถใช้สิทธิ์ได้

     สำหรับการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนกว่า 14 ล้านคน ชั้นแรกเป็นการตรวจสอบเรื่องรายได้โดยกรมสรรพากร, การตรวจสอบบัญชีเงินฝาก โดยธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ การตรวจสอบสัญชาติ โดยกรมการปกครอง เป็นต้น

    ทั้งนี้ พบมีผู้ถูกตัดสิทธิไป 2.6 ล้านคน เพราะมีรายได้และทรัพย์สินเกิน 1 แสนบาท ทำให้เหลือจำนวนผู้ผ่านหลักเกณฑ์ 11.67 ล้านคน

   มีการตั้งข้อสังเกตุว่าข้อมูลที่ประชาชนให้มาในการลงทะเบียนอาจจะไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เช่น ตอนกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มตอนลงทะเบียนว่า รายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท แต่เมื่อนักศึกษาไปสอบถามรายละเอียดอาจจะบอกมีรายได้เดือนละ 1 หมื่นบาท เมื่อคูณ 12 เดือน รายได้เกิน 1 แสนบาท เป็นต้น   ถ้ามีการตรวจสอบแล้วไม่ผ่าน จะไม่แจกบัตร

    ทั้งนี้ก่อนวันที่ 15 ก.ย. ผู้ที่ลงทะเบียนไว้ควรไปตรวจสอบสิทธิให้แน่ชัดก่อนว่าตัวเองจะเป็นผู้ได้รับสิทธิในโครงการนี้หรือไม่ จากหน่วยที่ลงทะเบียนไว้ หรือที่สำนักงานเขต หรือที่ธนาคารทั้ง 3 แห่งที่เปิดรับลงทะเบียนคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย

      โดยผลการกลั่นกรองรอบ 2 นี้ จะส่งผลสำรวจทั้งหมด และสรุปตัวเลขสุดท้ายก่อน 21 ก.ย. แจกจ่ายบัตรให้แก่ประชาชนได้ตั้งแต่วันที่21-30 ก.ย.นี้ เพื่อให้ทันกับการเริ่มโครงการในวันที่ 1 ต.ค.

       นักวิชาการหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นธรรมชาติ ที่หากเมื่อคนเรามีสิทธิใดๆจำต้องรักษาสิทธิของตัวเองไว้ก่อน และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาหลายกรณีแล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายใดๆของภาครัฐที่ผ่านมาบางครั้งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุด หรือคนที่ต้องการได้รับการช่วยเหลือบางครั้งไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างแท้จริงหรือเข้าไม่ถึงข้อมูล

    ทั้งนี้ผู้ที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยจะได้รับบัตรบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งคนในกทม.และปริมณฑล 6 จังหวัดรวม 1.3 ล้านราย แบ่งเป็นวงเงินค่าโดยสาร บขส. 500 บาทต่อเดือน,วงเงินค่าโดยสารรถไฟ 500 บาทต่อเดือน,วงเงินค่าใช้จ่ายในครัวเรือน กลุ่มรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาท-1 แสนบาทต่อปี ได้รับ 200 บาทต่อเดือน,รายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปีได้รับ 300 บาทต่อเดือน สามารถนำไปใช้ในร้านธงฟ้า หรือร้านค้าชุมชนที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด สามารถนำไปซื้อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค สินค้าเพื่อการศึกษา วัตถุดิบเพื่อการเกษตร

       โดยจะขอความร่วมมือร้านค้าไม่ให้จำหน่ายสินค้าอบายมุข เช่น เหล้า เบียร์ ยาสูบ นอกจากนี้ ให้ส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้ม คนในกทม.และปริมณฑล 6 จังหวัด ได้รับ 1,700-1,800 บาทต่อเดือน คนต่างจังหวัดได้รับ 1,200-1,300 บาทต่อเดือน

“รศ.เกศินี”แคนดิเดตหญิงอธิการบดีมธ.ในรอบ30ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293990

“รศ.เกศินี”แคนดิเดตหญิงอธิการบดีมธ.ในรอบ30ปี

อธิการบดีมธ, แคนดิเดต, รศเกศินี

5รายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อนั่งอธิการบดีมธ.มากที่สุด เตรียมทาบทาม ก่อนเสนอแนวทางการบริหาร 19 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ได้ออกประกาศคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีฉบับที่ 2 เรื่องการรับสมัครและการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมธ. พ.ศ.2560 แทนศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมธ.ที่จะหมดวาระในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560โดยมีนายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มธ.

โดยในประกาศมีความตอนหนึ่งว่า ตามที่คณะกรรมการสรรหา มธ.ได้ดำเนินการสรรหาตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี พ.ศ.2560 โดยกำหนดให้เปิดรับสมัครเข้ารับการสรรหาตั้งแต่วันที่ 1-29 สิงหาคม 2560 และให้บุคลากร ศิษย์เก่า และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้เสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 เวลา 9.00-15.00 น. ไปแล้วนั้น โดยมีหน่วยงานทั้งหมด 51 หน่วยงาน แต่เสนอชื่อผู้เหมาะสมได้ 50 หน่วยงาน เนื่องจากมี 1 หน่วยงานไม่มีโครงสร้างอค์กร(สำนักงานศูนย์ทดสอบ) และได้กำหนดให้แต่ละหน่วยงานรายงานผลการเสนอชื่อให้คณะกรรมการสรรหาฯ หน่วยงานละไม่เกิน 5 ชื่อ ยกเว้นองค์การนักศึกษามธ.ได้ไม่เกิน 10 ชื่อ ซึ่งผลการรับสมัครและการเสนอชื่อผู้เหมาะสม 5 ลำดับแรกที่หน่วยงานเสนอชื่อมากที่สุด มีดังนี้ 1.รศ.เกศินี วิฑูรชาติ มี 49 หน่วยงาน 2.ศ.ดร.กำชัย จงจักรพันธ์ มี 33 หน่วยงาน 3.ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ มี26 หน่วยงาน 4.ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล มี 18 หน่วยงาน และ5.ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต มี 14 หน่วยงาน

นายมานิจ กล่าวว่า กระบวนการหลังจากนี้จะต้องนำรายชื่อทั้งหมดได้รับการจากหน่วยงานมาตรวจสอบคุณสมบัติ  จากนั้นจะทาบทามบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานมีความถี่สูง เพื่อสอบถามว่าสนใจจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาหรือไม่ หากตอบรับ  ในวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ผู้ตอบรับจะต้องแสดงแนวทางการบริหารต่อคณะกรรมการสรรหาและเปิดโอกาสให้ประชาชนรับฟังได้ โดยระบบประชุมทางไกล 4 ศูนย์การศึกษา หรือสามารถรับชมถ่ายทอดสดผ่านwww.tu.ac.th  ซึ่งในวันเดียวกัน คณะกรรมการสรรหาฯจะทำการสรุปผล ก่อนนำเสนอกรรมการสภามหาวิทยาลัยในวันที่ 30 ตุลาคม 2560

ทั้งนี้ ส่วนกรณีของศ.ดร.สุรพล อดีตอธิการบดีมธ. และได้รับการเสนอเป็นอันดับที่ 3 นั้น ทางคณะกรรมการสรรหาฯ จะมีการหารืออีกครั้งว่าจะต้องทาบทามหรือไม่ เนื่องจาก ศ.ดร.สุรพล เคยแสดงท่าทีผ่านทางโซเซียลมีเดีย ว่าไม่ต้องการเป็นอธิการบดีมธ.

มทร.ธัญบุรี ต้านเปิดร้านเหล้ารอบสถานศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293978

มทร.ธัญบุรี ต้านเปิดร้านเหล้ารอบสถานศึกษา

ธัญบุรี, ร้านเหล้ารอบสถานศึกษา, ประยุทธ์

อธิการมทร.ธัญบุรี ขอบคุณ “ประยุทธ์” เอาจริงจัดการร้านเหล้ารอบสถานศึกษา พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ดูแลและผลักดันให้ปิดร้านรอบมหาวิทยาลัย พร้อมให้ความรู้นศ.

       จากการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  มีคำสั่งให้ควบคุมสถานประกอบการที่ให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษาอย่างจริงจัง รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องน่ายินดีและขอบคุณนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมากที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมามาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อควบคุมร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย ยังไม่สามารถใช้ผลได้เต็มที่ เพราะสถานประกอบการเป็นคนในพื้นที่อาจทำให้เกิดความเกรงใจซึ่งกันและกัน  เมื่อมีการรณรงค์จึงมีปัญหาซ้ำซาก กล่าวคือ เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการกวดขันก็จะปิดร้าน แต่ผ่านไปสักพักก็จะกลับมาเปิดใหม่

“การที่นายกรัฐมนตรี กำชับให้ทุกพื้นที่เข้มงวดกวดขันกับการการตรวจตราดูแลไม่ให้ฝ่าฝืนกฎหมาย จึงถือได้ว่าเป็นนโยบายระดับชาติที่ทุกคนในสังคมจะต้องตระหนัก”

อย่างไรก็ตาม มทร.ธัญบุรี จะร่วมมือกับการปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ให้เกิดร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย หากมีร้านเหล้าจะผลักดันในเกิดการปิดร้าน นอกจากนี้จะดำเนินการรณรงค์ภายในมหาวิทยาลัยกับนักศึกษา โดยผ่านผู้นำนักศึกษา และนักศึกษาใหม่ที่เข้ามา ให้ตระหนักถึงปัญหาของการยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ที่จะส่งผลเสียต่อการเรียน สุขภาพ  และเป็นการใช้เงินที่ผิดวิธี

หนุนทุนวิจัย15 ล้านบาท สู่ไทยนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293980

หนุนทุนวิจัย15 ล้านบาท สู่ไทยนวัตกรรม

ทุนวิจัย

บริติช เคานซิล จับมือสกอ.สนับสนุนงานวิจัยไทย-อังกฤษ 15 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว 6 งานวิจัยแก้ปัญหาสังคม พร้อมชวนนักวิจัยส่งผลงานก่อน19 ก.ย.นี้

สองประเทศ

 ทั้งนี้ โครงการ Institutional Links เป็นโครงการทุนวิจัยขนาดใหญ่ภายใต้ทุน Newton Fund  ที่ทางบริติช เคานซิล ร่วมกับสกอ. เพื่อสนับสนุนงานวิจัยในระดับอุดมศึกษา พัฒนาความร่วมมือระหว่างกลุ่มนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ ภาคอุตสาหกรรมและ สถาบันการศึกษาในสหราชอาณาจักรและประเทศไทย  ซึ่งโครงการ Institutional Links นี้ได้ดำเนินการเป็นปีที่ 3 แล้ว และกำลังเปิดรับสมัครผู้สนใจชิงทุนวิจัยรวมมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท

ด้านนายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอุดมศึกษา สกอ.กล่าวว่า สกอ. ยินดีที่ได้มีส่วนในการสนับสนุนโครงการวิจัยร่วมกับทุน Newton Fund เพื่อผลักดันงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อสังคมและเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเรามีนโยบายที่จะทำงานร่วมกันต่อไปอีกในปีนี้และปีถัดไป ผลงานวิจัยและองค์ความรู้ใหม่ที่ค้นพบจากงานวิจัยที่เกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างไทย – อังกฤษ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งนี้  ที่ผ่านมา มีการมอบทุนไปแล้ว 11 ทุน จำนวนทุนรวม 60 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินทุนจากสกอ. 30 ล้านบาท และทางบริติช เคานซิล 30 ล้านบาท

นอกจากนี้ในงานได้มีการเปิดตัว 6 ผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการฯ ในปีแรกซึ่งงานวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ในการใช้วิทยาศาสตร์และงานวิจัยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ ต่อยอดในอุตสาหกรรม พร้อมกับสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยหัวข้องานวิจัยที่ประกอบด้วย

“ต่อสู้กับมะเร็งด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรา”โดย ดร.เพทาย เย็นจิตโสมนัส มหาวิทยาลัยมหิดล“การผลิตไบโอดิเซลอย่างคุ้มค่าและประหยัดพลังงานจาก น้ำมันพืชในประเทศไทย” โดย ดร.มาลีสันติคุณาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์“บทบาทของภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดในการก่อโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในชนบทของประเทศไทย”โดย ดร.บรรจบ ศรีภา มหาวิทยาลัยขอนแก่น“การกลายพันธุ์ของโรคพันธุกรรมหายากในเด็ก” โดย ดร.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย“การป้องกันวัณโรคและโรคเมลิออยด์” โดย ดร.กาญจนา เลิศมีมงคลชัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ ดร.นริศรา จันทราทิตย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และดร.ธนาภัทร ปาลกะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย“ยกระดับเศรษฐกิจไทยด้วยการเพิ่มมูลค่าข้าวที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ” โดย ดร.ปาริฉัตร หงสประภาส มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ได้มีการเปิดรับสมัครโครงการวิจัย เพื่อชิงทุนมูลค่ารวม 15 ล้านบาท ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1) เป็นนักวิจัยที่มีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการวิจัยร่วมระดับนานาชาติ 2) เป็นนักวิจัยในมหาวิทยาวัยสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 3) หัวข้องานวิจัยที่จะขอทุนต้องอยู่ในหัวข้อ  Ageing society, Creative economy, Agriculture and Food, Energy, Environment and Natural Resources, Health และ Education โดยโครงการวิจัยต้องแสดงถึงแผนการส่งเสริมความร่วมมือที่ยั่งยืน และมีส่วนร่วมจากภาคอุตสาหกรรม หมดเขตการรับสมัคร 19 กันยายนนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมhttps://www.britishcouncil.or.th

เสริมคุณภาพ “ครูปฐมวัย” สพป.นครศรีธรรมราช 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293975

เสริมคุณภาพ “ครูปฐมวัย” สพป.นครศรีธรรมราช 2

ปฐมวัย, การเรียนการสอน, พัฒนาคุณภาพ, ครูปฐมวัย

สพป.นครศรีธรรมราชเขต 2 อบรมครูปฐมวัย เพิ่มสมรรถนะจัดการเรียนการสอน นำไปประยุกต์ใช้จัดการสอนเด็กเล็กได้อย่างเหมาะสม ให้ได้รับการพัฒนาสมวัย

       ว่าที่ร้อยโท ดร.สุเวศ กลับศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 (สพป.นศ.2) เป็นประธานเปิดการประชุมโครงการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาการจัดการเรียนการสอนของครูตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนให้แก่ครูตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งเน้นให้ครูในกลุ่มเป้าหมายได้รับการนิเทศติดตามและนำผลการนิเทศติดตามไปพัฒนาจัดการในการสอนตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก้าวสู่การเป็นครูมืออาชีพในศตวรรษที่ 21 โดยการประชุมในครั้งนี้มีครูปฐมวัยในสังกัด กว่า 240 คน เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการจัดการเรียนการสอนของครูตามหลักสูตรปฐมวัย ณ หอประชุมศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการสำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

เสริมคุณภาพ "ครูปฐมวัย" สพป.นครศรีธรรมราช 2

ว่าที่ร้อยโท ดร.สุเวศ กลับศรี

ว่าที่ร้อยโท ดร.สุเวศ  กล่าวว่า ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงและได้กำหนดให้มีการปฏิรูปครูอย่างครบวงจรโดยเฉพาะในช่วง 5 ปีแรกของชีวิตถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนรู้และเด็กนักเรียนจำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่และครู ดังนั้นครูปฐมวัยจะต้องเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของเด็กโดย ต้องมีการวางแผนหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กนักเรียนและสามารถเขียนแผนการจัดประสบการณ์สู่การเป็นครูมืออาชีพในยุคศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน

เสริมคุณภาพ "ครูปฐมวัย" สพป.นครศรีธรรมราช 2

ทั้งนี้ สพป.นศ.2 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การ อบรมเชิงปฏิบัติการครูปฐมวัยเพื่อให้นำไปสู่การประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งมีการนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและรายงานผลโดยมุ่งเน้นตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ ภายใต้การจัดการศึกษาให้เด็กนักเรียนทุกคนได้มีการพัฒนาอย่างสมวัย ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจสังคม สติปัญญา คาดหวังให้ครูผู้สอนระดับปฐมวัยได้รับการอบรมตามหลักสูตรการฝึกการสอนปฐมวัยตามที่ สพป.นศ.2 กำหนดครบทุกโรงเรียน

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293950

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

ครู“กนกพิชญ์ พันธุ์เขตกิต”เป็นหนี้เพราะรับผิดชอบต่อจากพ่อแม่ที่ส่งลูกเรียนหนังสือ วันนี้ได้รับการแก้หนี้วิกฤต ชีวิตมีความสุขพอเพียงสอนหนังสือนักเรียนได่้เต็มที่

    “ปี2542-2556 เป็นช่วงที่ลำบากที่สุด จากปัญหาในชีวิตครอบครัวเกิดภาระหนี้ที่กู้ไปลงทุน และมีหนี้ที่รับผิดชอบต่อจากพ่อแม่ที่เกิดจากการส่งเสียลูกเรียนหนังสือ เราเป็นพี่สาวคนโตที่มีหน้าที่การงานมั่นคงที่สุดในบ้านก็ต้องเป็นหลักแก่ครอบครัว ที่ผ่านมาก็พยายามดิ้นรน ทำเกษตรกรรมร่วมกับน้อง เพื่อจะเป็นรายได้เสริมมีเงินใช้หนี้ ทุกเดือนมีหนี้ต้องจ่ายกว่า 40,000 บาท ขณะที่เงินเดือน 30,000 บาทต้นๆ ยังมีรายจ่ายอื่นๆ ชีวิตติดลบเดือนละกว่า 20,000 บาททุกเดือน แต่จากนี้ไม่มีอีกแล้ว”

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

    (คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

   คำบอกเล่าของ ครูนก – กนกพิชญ์ พันธุ์เขตกิต ครูโรงเรียนผาเมืองวิทยาคม จ.เพชรบูรณ์ ผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจัดสวัสดิการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาคุณภาพชีวิต ของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา ซึ่งเป็นสมาชิกโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรส (ช.พ.ส.)  รายแรกของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ในพื้นที่สำนักงานสกสค.เพชรบูรณ์ ระหว่างเปิดบ้านและพาชมพื้นที่ทำเกษตร 22 ไร่ แก่คณะผู้บริหาร สกสค.นำโดย นายโกศล ปราคำ ที่ปรึกษาเลขาธิการ สกสค.

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

        ครูนก บอกว่า มีหนี้ทั้งหมด 6.5 ล้านบาทซึ่งเป็นหนี้ในระบบทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครู สหกรณ์ออมทรัพย์สามัญศึกษาเพชรบูรณ์ หนี้ธนาคารออมสินจากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู โดยเมื่อราวกลางเดือนสิงหาคม ได้ลงนามในสัญญารวมหนี้ทั้งหมดมาไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สามัญศึกษาเพียงแห่งเดียว กำหนดผ่อนชำระ 16 ปีตกเดือนละประมาณ 31,250 บาท ปัจจุบันอายุ 45 ปีพออายุ 61 ปี หนี้สินที่มีก็สามารถชำระได้ทั้งหมด

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

        หักเงินจ่ายหนี้แต่ละเดือนจะมีเงินเหลือ 10,000 บาท และมีรายได้เสริมจากการทำเกษตรแบบผสมผสานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสทเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงปลา ตรงนี้เป็นกงสีของครอบครัวทำร่วมกับน้องสาว ได้เงินมาอีกราว 7,000-10,000 บาทต่อเดือน รวมมีเงินเดือนละประมาณ 20,000 บาท แค่นี้พอเพียงแล้วกับครอบครัว ส่วนหนึ่งก็จะหักไว้เก็บออมเพื่ออนาคต

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

         “มีเงินเหลือเท่านี้สำหรับพี่ก็พอแล้ว เพราะไม่ได้ฟุ้งเฟ้ออะไร เดินทางไปโรงเรียนก็ใช้รถมอเตอร์ไซค์ค่าน้ำมันก็ไม่ได้มาก อาหารการกินพืชผักก็ไม่ต้องซื้อ แบ่งจากที่ปลูกขายมากิน ข้าวก็ปลูกเอง ยกเว้นเนื้อหมู ช่วยประหยัดได้มาก สำคัญที่สุดคือรู้สึกสบายใจ ขวัญกำลังใจดีมาก ไม่มีภาวะเครียด สอนหนังสือเด็กๆเต็มที่ แต่ก่อนยอมรับว่าเรายิ้มแต่ใจเราทุกข์มาก ก็รู้สึกแย่ว่าจะดูแลเด็กๆได้ไม่เต็มที่ แต่เวลานี้พอไม่มีเรื่องทุกข์ ก็ทุ่มเทให้กับการสอน โดยเฉพาะยังนำประสบการณ์ชีวิตของตนเองมาถ่ายทอดเป็นตัวอย่างให้แก่เด็กๆ ให้เขารู้จักการออม ความประหยัด และยังปลูกฝังลูกทั้ง 2 คนด้วย”ครูนก กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

        ครูนก ย้ำนักแน่นด้วยว่า หลังจากผ่านวิกฤตการเป็นหนี้อย่างหนัก และผู้ใหญ่เห็นความตั้งใจในการแก้ปัญหาและให้โอกาสจนได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการฯ จากนี้ก็จะไม่มีการกู้เงิน หรือมีภาระหนี้เพิ่มอีกแล้วแน่นอน.

ยกระดับอุตสาหกรรม WELLNESS THAILAND 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293943

ยกระดับอุตสาหกรรม WELLNESS THAILAND 4.0

ยกระดับอุตสาหกรรม, านของการประกอบธุรกิจการบริการสุขภาพ, Wellness Thailand 40

มธบ. ผนึกภาครัฐ ภาคเอกชน จัดโครงการประชุมวิชาการ “การขยายศักยภาพของธุรกิจ Wellness Thailand 4.0” ฐานของการประกอบธุรกิจการบริการสุขภาพ

         วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดโครงการสัมมนาหัวข้อ “การขยายศักยภาพของธุรกิจ Wellness Thailand 4.0” ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาศักยภาพด้านการบริการและเกิดการขยายตัวขึ้นของอุตสาหกรรม Wellness ในประเทศไทย รวมถึงการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งคุณภาพการบริการ เทคโนโลยีต่างๆ ให้สอดคล้องรับการเติบโตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการของไทย

          นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  กล่าวว่าแนวโน้มในการดูแลสุขภาพของมนุษย์โลกปรับเปลี่ยนไปจากอดีตที่นับวันรอความเจ็บป่วยไปสู่การดูแลสุขภาพร่างกายและชะลอวัยจนสามารถทำให้ตนเองมีชีวิตและความสุขที่ยืนยาวมากขึ้น ทุกคนเห็นตรงกันว่า เป็นเรื่องที่ดีกว่าเมื่อเราสามารถกำหนดสุขภาพได้ด้วยตัวเอง และในปี พ.ศ. 2559 สภาการท่องเที่ยวโลก (WTTC) ประกาศให้ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ธุรกิจท่องเที่ยวขยายตัวเร็วที่สุดในโลก ทำรายได้ 82,000 ล้านเหรียญสหรัฐให้ไทย หรือเท่ากับร้อยละ 20.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ  สำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย ยังเป็นตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 1 ใน 10 ประเทศของเอเชีย-แปซิฟิก และเป็นแชมป์ในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN)  ไทยจึงมีโอกาสอันยอดเยี่ยมสำหรับการก้าวเป็นเมืองหลวงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก

นพ.บรรจบ กล่าวต่อไปว่า การจัดโครงการประชุมวิชาการครั้งนี้ มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะรวมภาคการศึกษา ภาคธุรกิจและภาครัฐ มาร่วมกันสร้าง Business Model ของ Wellness Industry ประเทศไทยให้สอดคล้องกับนโยบาย “Thailand 4.0” เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เชื่อมโยงกับการพัฒนาสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการค้า การลงทุน พัฒนาสู่ชาติการค้า การพัฒนาผู้ประกอบการและเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาทักษะผู้ประกอบการ ยกระดับผลิตภาพแรงงานและพัฒนา SMEs สู่สากล

“ทางมหาวิทยาลัยพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาและส่งเสริมการบริหารจัดการเศรษฐกิจส่วนรวมของ Wellness Industry เพื่อเป็นต้นแบบของประเทศเสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคบริการ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานของการประกอบธุรกิจการบริการสุขภาพ และการลงทุนที่โดดเด่นในภูมิภาคอาเซียน” คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ กล่าวทิ้งท้าย

“ม.หอการค้าไทย” แหล่งแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ของนศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293915

“ม.หอการค้าไทย” แหล่งแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ของนศ.

มหอการค้าไทย

มกค.ปรับปรุงภูมิทัศน์มหาวิทยาลัย พื้นที่ City Campus แหล่งแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ของนักศึกษา เรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิดทางธุรกิจทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ตลอด 24 ชม.

        รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.)กล่าวในงานเปิดพิธีเปิดอาคารสัญลักษณ์ (รูปเรือ) ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัยกรรมการสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษา ว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้รับพระเมตตาอย่างยิ่งจากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หรือสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช   สกลสังฆปริณายก ที่ทรงเป็นประธานเปิดอาคารสัญลักษณ์ใหม่ในครั้งนี้  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ของมหาวิทยาลัยให้กลายเป็น พื้นที่ City Campus ที่จะเปิดต้อนรับนักศึกษาตลอด 24 ชั่วโมง เพราะการเรียนรู้ในยุคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ ทุกที่ ทุกเวลา”

"ม.หอการค้าไทย" แหล่งแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ของนศ.

     “เราตั้งใจจะทำมหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ของนักศึกษา ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิดทางธุรกิจ หรือ ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งผู้ปกครองสามารถวางใจได้ เพราะเรามีระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนักศึกษาเป็นอย่างดี” อธิการบดีมกค. กล่าว
ภูมิทัศน์ภายในมหาวิทยาลัยได้ถูกปรับเปลี่ยนมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ทางธุรกิจของนักศึกษา ด้วยอาคารเรียนหลังใหม่ 2 อาคาร ได้แก่ อาคาร 22 และอาคาร 23 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นห้องเรียนลักษณะ Flexible Classroom ที่ง่ายต่อการจัดห้องเรียนให้นักศึกษามีส่วนร่วมกับการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ รวมถึงสนามบาสเก็ตบอลแห่งใหม่ที่จะตอบโจทย์นักศึกษาที่ชอบออกกำลังกายเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ และในอนาคตอันใกล้

"ม.หอการค้าไทย" แหล่งแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ของนศ.

ภายในมหาวิทยาลัยจะมีพื้นที่สีเขียวมากยิ่งขึ้น เพิ่มพื้นที่พักผ่อน และพื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างเป็นอิสระให้กับนักศึกษาผ่านกว่า 800 บทเรียนบนแอพพลิเคชั่น iTunes U ที่นักศึกษาสามารถเข้าถึงได้ด้วย iPad ที่มหาวิทยาลัยมอบให้สำหรับนักศึกษาทุกคนตั้งแต่ตอนสมัครเรียน ทำให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้รับการยอมรับให้เป็นสถาบันการศึกษาที่โดดเด่นในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับการเรียนการสอน (Apple Distinguished School 2015 – 2016)