กระทบไหล่…อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293917

กระทบไหล่…อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี

ปริญญาเอก, ปริญญาโท, ฟิลิปปินส์, แอร์ออสเตรเลีย, มหาวิทยาลัยแมคควอรี่ รัฐนิวเซาท์เวลส์, วิศวะจุฬาฯ, ภาคอุตสาหกรรม, หมดไส้หมดพุง, พระบรมราโชวาท, บัณฑิตนักปฏิบัติ, มทรธัญบุรี, มทร9 แห่ง, รัชกาลที่9, ้ในหลวง, อธิการบดี2สมัย, มทรล้านนา, รศดรนำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์

กระทบไหล่…อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี  “รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์” 46 ปีของการอุทิศตัวเองเพื่อสถาบันการศึกษาแห่งนี้…

         จากเด็กบ้านนอก ที่อยู่บนดอยสูง อำะภอพาน จังหวัดเชียงราย เห็นคนที่ขาด“โอกาส”มาตลอด …. “เราเห็นคนที่อยู่ในเมืองที่เขามีสถานภาพทางเศรษฐกิจดี เขามีทางเลือกเยอะ แต่ยังมีคนที่ขาดทุนทรพัย์ ขาดผู้แนะนำ ขาดโอกาสในชีวิตมากมาย ถ้าเราไม่สร้างโอกาสให้พวกเขา แล้วใคร ? จะดูและเขา”

         เป็นการบอกเล่าในเชิงตั้งคำถามให้สังคมได้คิดต่อในประโยคข้างต้น ของ “รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์” สุภาพบุรุษ ที่มีตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลในหลายที่ แต่ล่าสุด เขาดำรงตำแหน่งนี้ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา หรือ (มทร.ล้านนา)

         เท่าที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ ยิ่งเดี่ยวนี้มีโรงเรียนพี่เลี้ยง ยิ่งเป็นโอกาสดีของเยาวชนของเหล่าเยาวชนที่ฉายแวว สนใจ มันถึงจะช่วยได้ แต่ถ้าคนไหนไม่สนใจก็ช่วยไม่ได้ กว่าที่เยาวชนแต่ละคนจะฉายแววให้เห็นนั้น เราต้องมี “ภาคปฏิบัติการ” ให้เขาได้สัมผัส ได้เห็น “โอกาส” เราในฐานะสถาบันการศึกษา”ต้องสร้างโอกาส” ให้เขาเห็นในลักษณะต่างๆ ไม่จำเพาะว่าจะต้องอยู่ในเมืองใหญ่ หรือเพียงแค่เข้าไปสู่อุตสาหกรรม แต่เราต้องช่วยกันสร้างให้เขามีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของเขา และไม่ทิ้งความรักในการพัฒนาท้องถิ่นบ้านเกิดตัวเอง

         นี่คือถ้อยประโยคของอธิการบดี ที่มากด้วยประสบการณ์ มีความเก๋า ของการเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่มีพัฒนาการจากเดิมเป็นเพียงแค่ “วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา” ในปี 2518 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชทาน ชื่อใหม่ว่า“สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล” ในปี 2531 อันมีความหมายว่า “สถาบันเทคโนโลยีอันเป็นมิ่งมงคลแห่งพระราชา”

        ด้วยวัย 70 ปี ที่มากด้วยประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ และมีความเป็นผู้นำสูง มีทักษะในการบริหารบุคคล และเป็นผู้บริหารที่รู้จักสถาบันการศึกษา “กลุ่มมทร.” หรือมหาวิทยาลัยเกิดใหม่แบบ“หมดไส้หมดพุง”

         เพียงเพราะเริ่มรับราชการครั้งแรก หลังจากที่สำเร็จการศึกษาจากสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ ปี 2514 จากนั้นมาบรรจุเป็นข้าราชการที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตภาคพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะสอบชิงทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยแมคควอรี่ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย สำเร็จปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยในประเทศฟิลิปปินส์ ในสาขาการจัดการเทคโนโลยี

กระทบไหล่...อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี

        ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็เริ่มจากตำแหน่ง อาจารย์ ผช.หน.แผนกวิชา ผช.ผอ. และ ผอ. ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ ผู้บริหารในสมัยนั้น ให้ไปปฏิบัติงานช่วยราชการหลายๆ วิทยาเขต ตั้งแต่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเทเวศน์ วิทยาเขตภาคใต้ สงขลา และวิทยาเขตตาก จากประสบการณ์ในการแก้ปัญหาให้กับวิทยาเขตต่างๆ

      ว่ากันว่าสมัยนั้นการขาดกำลังคนเป็นเรื่องสำคัญมาก ส่งผลให้มีการทาบทาม “รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์” ได้เข้าไปมีส่วนในการแก้ปัญหา อีกทั้งเวลาไปอบรมในต่างประเทศ หรือดูงานที่ไหน เขายังทำรายงานทุกชิ้นเสนอผู้บริหารระดับสูงด้วยความละเอียด มีข้อมูลเพื่อให้คุ้มค่า การเดินทางไปอบรมและดูงานมากที่สุด ถือเป็นจุดเด่นที่คนรุ่นใหม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง

กระทบไหล่...อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี

        การก้าวมาเป็น”อธิการบดี”ที่สร้างผลงาน โดดเด่นที่สุดในช่วงชีวิตของผู้ชายคนนี้ก็คือ การก้าวเป็น”อธิการบดีถึง 2 สมัย” ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี(มทร.ธัญบุรี) ในสมัยนั้นกว่าจะย้ายนักศึกษามาเรียนที่ธัญบุรี มิใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็ผลักดันและสร้างพื้นที่สถาบันแห่งนี้ให้เป็นที่ยอมรับ จนใครๆก็รู้จักและใฝ่ฝันอยากมาเรียน

       ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งผลงานเลื่องชื่อในการช่วยพัฒนา ยกฐานะสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง คงจะไม่สมบูรณ์เพราะเขามีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันเป็นอย่างยิ่ง

       ถึงวันนี้ “รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์” เป็นแม่ทัพใหญ่ที่นำพา “มทร.ล้านนา” ซึ่งหมายถึงการหลอมรวมเอาวิทยาเขต และสถาบันวิจัย จำนวน 7 แห่งเข้าด้วยกัน คือ วิทยาเขตภาคพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ วิทยาเขตน่าน วิทยาเขตตาก วิทยาเขตลำปาง วิทยาเขตพิษณุโลก วิทยาเขตเชียงราย และสถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง มาดูแลและบริหารจัดการ

         ด้วยการยึดหลักเดิม คือตามแนวพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของราชมงคล ในปี พ.ศ.2525 โดยเน้นให้ “…บัณฑิตทุกๆสาขา ทุกๆคน มีหน้าที่ที่สำคัญที่จะต้องเป็นกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์ความเจริญมั่นคงให้แก่ประเทศชาติ การที่จะให้ประโยชน์หรือการสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้นั้น จะต้องลงมือทำมันอย่างจริงจัง….” จึงทำให้เป็นที่มาของ “บัณฑิตนักปฏิบัติ”

กระทบไหล่...อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี

         เพียงเพราะพระองค์ท่านเน้น “การลงมือทำอย่างจริงจัง” ซึ่งชาวราชมงคลทุกแห่ง ตระหนัก รับรู้จากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะอธิการบดีนามว่า “นำยุทธ” ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด

          “ผมเป็นห่วงราชมงคลว่าจะเรียนแต่ภาคทฤษฏี  และต่อจากนี้ไปคงต้องทำให้อาจารย์รุ่นใหม่ๆ เข้าใจและใส่ใจเรื่องภาคปฏิบัติให้มาก นับเป็นเรื่องท้าทายสำคัญมาก ในยุคที่ผู้คนใฝ่หาความรู้ มุ่งสู่ความรู้ในระดับสูง จนหลงลืม  การลงมือปฏิบัติ แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก แต่เราก็ต้องทำ

         เพราะมิฉะนั้น รากฐานสำคัญของราชมงคลจะแปรเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ก็พยายามให้กลุ่มผู้ประกอบการเป็นผู้พูดว่า ขาดฝีมือด้านไหน บางเรื่องผมจึงต้องลงมาพูดเอง เป็นเชิงนโยบาย เพื่อให้เกิดพลังร่วมและนำส่งถึงชาวมหาวิทยาลัย เพื่อเชื่อมต่อกับภาคอุตสาหกรรม”

        เส้นทางการบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา ด้วยฝีมือการบริหารของ “รศ.ดร.นำยุทธ” เป็นผู้นำทางและกำลังใกล้จะหมดวาระ 4 ปีในอีกไม่ช้านี้ เขายังยืนยันชัดเจนว่า “มทร.ล้านนา” ต้องสนองความเป็นอุดมศึกษาด้านวิชาชีพ แม้ราชมงคลจะมีทุนเดิมที่เน้นวิชาชีพและแนวทางการปฏิบัติ แต่มันก็ได้จางหายลงไปมาก

        เขามองอีกว่า รูปแบบการทำงานในอนาคตต้องเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในด้านสมรรถนะ จากเดิมเป็นผู้ทำตามก็จะเป็นผู้นำ ขณะเดียวกันเราก็จะเป็นผู้ตามในบางจังหวะ และโอกาส คนของเราต้องออกแบบได้ สร้างสรรค์ นำเสนอได้ แนะนำเชิงวิชาการเพื่อให้ผู้คนปฏิบัติได้ ดังนั้นความรู้ที่มีอยู่ บางครั้งต้องชี้นำสังคมด้วย ไม่ใช่เรียนและทำวิจัยในแค่ตำรา มันคือความท้าทายมาก ในการชี้นำอนาคตของประเทศ

กระทบไหล่...อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี

        “ผมอยากเห็นบัณฑิตของมทร. ล้านนา ก้าวขึ้นเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น อาจเป็นธุรกิจขนาดเล็กและค่อยๆ เติบโต ศักยภาพบัณฑิตมทร.ล้านนา สามารถทำได้ และมีมากด้วย”

         ปิดท้ายการพูดคุย ผ่านทุกคำพูดของ “รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์” ผู้รู้จักสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เกือบทุกแห่งดี เพียงเพราะเขาทำงาน คลุกคลีมาถึง 46 ปี เต็ม แม้วันนี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จะขยายตัว มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 9 แห่งก็ตาม!!!

          0 กมลทิพย์   ใบเงิน 0 เรียบเรียง

           pateekamolthip@gmail.com

4 ประเด็น ค้าน “บรรจง” นั่งอธิการบดีม.มหิดล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293901

4 ประเด็น ค้าน “บรรจง” นั่งอธิการบดีม.มหิดล

สภามมหิดล, มม, บรรจง, สุกรี

“สุกรี” ยื่นหนังสือถึง รมว.ศึกษาธิการ เพิกถอนมติสภา มม.รับรองแต่งตั้ง ศ.นพ.บรรจง เป็นอธิการบดี พร้อมแจง 4 ประเด็นไม่ปฏิบัติตามระเบียบมหาวิทยาลัย หลีกเลี่ยงกม.

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่กระทรวงศึกษาธิการ  รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อให้เพิกถอนมติสภา มม. ครั้งที่ 522 ที่ให้การรับรองการแต่งตั้ง ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ เป็นอธิการบดี

รศ.ดร.สุกรี กล่าวว่าก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือดังกล่าวให้แก่ ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะนายกสภา มม. รวมถึงดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) แล้ว โดยประเด็นที่เรียกร้องมีทั้งหมด 4 ประเด็น คือ 1.เรื่องการเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่สุจริต กรณีต้องยื่น บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 2.การได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการแทนรองอธิการบดี เพราะผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการแทนมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่ง ตามพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 มาตรา 44 ซึ่งทำให้เห็นได้ว่ามีเจตนาต่อต้านการใช้กฎหมายและนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น

รศ.ดร.สุกรี กล่าวต่อว่า 3. การได้มาซึ่งตำแหน่งอธิการบดีของนพ.บรรจง เป็นไปโดยผิดกฎหมาย เนื่องจากนพ.บรรจง พ้นจากการเป็นผู้ปฏิบัติงาน มม. ตั้งแต่ 31 มีนาคม พ.ศ.2560 แล้ว หากจะกลับไปปฏิบัติงานด้านวิชาการของส่วนงาน ก็ต้องดำเนินการตามข้อบังคับและประกาศของ มม. แต่ไม่ปรากฏการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดในข้อบังคับและประกาศของมหาวิทยาลัย จึงเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฏหมาย และสุดท้าย 4.ความสง่างาม ด้านคุณธรรม สามัญสำนึกและจริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี เพราะผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มม. จะต้องพร้อมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม ตลอดจนกระบวนการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งก็ควรที่จะมีความโปร่งใสไม่เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของประชาชน ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นแบบอย่างบรรทัดฐานที่ดีต่อไป

เปิด “ครัวเพื่อชุมชน” แห่งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293793

เปิด “ครัวเพื่อชุมชน” แห่งแรก

KFC, การให้ไม่มีวันสิ้นสุด, ชาย

“การให้ไม่มีวันสิ้นสุด” เพราะยังมีผู้ที่ต้องการกำลังใจ ความช่วยเหลือในสังคมอีกมากมาย

       เปิดตัวเป็นที่แรก สำหรับโครงการ “ครัว KFC เพื่อชุมชน หรือ Colonel Community Kitchen”ของเคเอฟซี ประเทศไทย จัดขึ้น ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ บ้านราชาวดี (ชาย)จ.นนทบุรี ด้วยตระหนักในศักยภาพของแบรนด์เคเอฟซีที่เป็นผู้นำร้านอาหารบริการด่วนอันดับ1 ในประเทศที่สามารถช่วยเหลือชุมชน ยกระดับสังคมผ่านการแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านคุณภาพอาหารและความปลอดภัยของอาหาร มาตรฐานห้องครัวซึ่งเป็นหลักปฏิบัติของร้านเคเอฟซีมากกว่า 600 กว่าสาขาทั่วประเทศให้ประโยชน์ต่อคนไทย

       นางแววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ เคเอฟซี ประเทศไทย กล่าวว่าเคเอฟซีประเทศไทย นำร่องมอบอาหารของเคเอฟซีไปให้ชุมชน หรือสถานที่ที่ต้องการอาหาร เพื่อเป็นการแบ่งปันอาหารที่มีคุณภาพและโภชนาการจากครัวที่ได้มาตรฐานระดับโลก เพราะการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพย่อมนำไปสู่การพัฒนาการของร่างกายและจิตใจ ซึ่งสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ บ้านราชาวดี (ชาย) เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทางเคเอฟซีได้มอบอาหารได้ และได้คัดเลือกให้เป็นสถานที่แห่งแรกเข้าร่วมโครงการครัว KFC เพื่อชุมชน

เปิด “ครัวเพื่อชุมชน” แห่งแรก

นางแววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล

สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ บ้านราชาวดี (ชาย) มีเด็กในการดูแลจำนวนมาก และมีครัว สถานที่เหมาะสมเพียงแต่อาจจะยังไม่ได้มาตรฐานตามเคเอฟซี จึงได้ร่วมกับพันธมิตร มาปรับครัวให้ได้มาตรฐานคุณภาพ และการช่วยเหลือชุมชนที่ดีที่สุด คือต้องนำสิ่งที่เราเก่งมาแบ่งปัน ซึ่งเรื่องอาหารและโภชนาการมีความสำคัญต่อการพัฒนาการของเด็กทุกด้าน

        “โครงการนี้คาดว่าจะขยายไปทั่วประเทศ เพราะเคเอฟซีมีอยู่ในหลายสาขา  อยากช่วยเหลือชุมชน เบื้องต้นมองในพื้นที่จ.นครราชสีมา จ.ปทุมธานี และจ.เชียงใหม่ ไม่ได้เน้นเฉพาะสถานสงเคราะห์เท่านั้น อาจเป็นโรงเรียน ชุมชนก็ได้ แต่เริ่มแรกอาจต้อง เป็นสถานสงเคราะห์ เนื่องจากสภาพมาตรฐานครัวเป็นสิ่งจำเป็นช่วยให้ทุกคนเข้าถึงอาหารคุณภาพและสะอาดที่ได้มาจากสถานประกอบอาหารที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และถูกสุขลักษณะเหมือนกับห้องครัวเคเอฟซี  อีกทั้งตอนนี้ในสถานสงเคราะห์มีเด็กจำนวนมากเรื่อยๆ แถมงบประมาณดูแลเด็กไม่ได้มาก บทบาทภาคเอกชนต้องเข้ามาช่วยพัฒนาเด็ก ยกระดับชุมชน”

นอกจากนั้น ยังเปิดโอกาสให้พนักงานจิตอาสา ที่เรียกว่า KFC Hero จากหลากหลายแผนกในองค์กรมาร่วมแบ่งปัน ดูแล สร้างพื้นฐานที่ดีแก่เด็กและคนในสังคม ผ่านกิจกรรมสนุกสนานกับน้องๆในบ้าน ฯ อาทิ ล้างมือให้ถูกวิธี เล่นเกมทานอุปกรณ์ในครัว เป็นต้น

เปิด “ครัวเพื่อชุมชน” แห่งแรก

       นายสุวรรณ์  พรมผล ผู้ปกครองสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านราชาวดี (ชาย) จ.นนทบุรี กล่าวว่าบ้านราชาวดี (ชาย) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2519  ซึ่งจะดูแลเด็กอายุระหว่างเด็ก 7-18 ปี  ขณะนี้มีเด็กทั้งหมด 637 คน แบ่งเป็น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 256 คน กลุ่มนี้สามารถช่วยเหลือตัวเอง เข้าร่วมกิจกรรมได้ ส่วนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและจิตใจ 193 คน ต้องทานยาอย่างต่อเนื่อง ดูแลอย่างใกล้ชิด ช่วยเหลือตัวเองได้เล็กน้อย และเด็กที่มีความพิการซ้ำซ้อน  188 คน ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  โดยดูแลพยายามพัฒนา ฟื้นฟูเพื่อให้เด็กทั้งหมดได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้ช่วยเหลือตัวเองและกลับคืนสู่สังคมครอบครัว แต่ลูกๆ บ้านราชาวดี (ชาย) มีครอบครัวประมาณ 10 %  นอกนั้นไม่มีครอบครัวต้องดูแลไปตลอด

       “การพัฒนาเด็กต้องให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งการที่เคเอฟซีเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านอาหาร ให้ได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะ  รวมถึงปรับปรุงโรงครัว และมอบวัสดุอุปกรณ์ในโรงครัว มีการจ้างงานเด็กของเรามาช่วยดูแลโรงครัว ถือเป็นโครงการที่ดีมาก เพราะต้องยอมรับว่าการสนับสนุนจากรัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อย่าง ค่าอาหาร 3 มื้อ 57 บาท ต่อวัน ดูแลได้ระดับหนึ่งแต่คงไม่เพียงพอ ยิ่งตอนนี้มีเด็กเพิ่มจำนวนมากขึ้น เคเอฟซีเข้ามาช่วยเติมเต็มดูแลเด็ก”

เปิด “ครัวเพื่อชุมชน” แห่งแรก

ตบท้ายด้วย น.ส.แจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล พนักงานจิตอาสา KFC Hero กล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของเคเอฟซี เนื่องจากเพิ่งได้มาทำงานไม่นานแต่เมื่อมาร่วมกิจกรรมทำให้ได้มุมมองความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  นึกถึงผู้อื่น มีจิตอาสาช่วยเหลือสังคมมากขึ้น ยิ่งได้มาเห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสนุกสนานจากน้องๆ บ้านราชาวดี  ทำให้เรารู้ว่าเราสามารถช่วยเติมเต็มแก่น้องๆ ที่ขาดโอกาส ยิ่งเป็นส่วนหนึ่งในการหยิบยื่น  มีความน้ำใจ แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ส่งมอบความสุข และทำกิจกรรมเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ใช่เพียงมองโลกของตัวเราเองเพียงอย่างเดียว อยากให้ทุกคนหากมีเวลา มีโอกาสขอให้เข้าร่วมกิจกรรมที่ดี มีประโยชน์ต่อสังคมและผู้อื่น เพราะการให้ของเรา เพียงเล็กน้อยอาจจะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้อื่น

กทม.รณรงค์ฉีดวัคซีนเอชพีวีป้องกันมะเร็งปากมดลูกแก่นักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293852

กทม.รณรงค์ฉีดวัคซีนเอชพีวีป้องกันมะเร็งปากมดลูกแก่นักเรียน

กทม.รณรงค์ฉีดวัคซีนเอชพีวีป้องกันมะเร็งปากมดลูกแก่นักเรียน

             นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงานครบรอบ 3 ปี แห่งความสำเร็จในการรณรงค์ฉีดวัคซีนเอชพีวีแก่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภายใต้ชื่อ “Sustainable Success of BMA 3rd Year HPV Vaccination” ณ โรงเรียนวิชูทิศ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร โดยระบุว่ากรุงเทพมหานครห่วงใย ตระหนัก และเห็นความสำคัญในการป้องกัน เฝ้าระวังโรคตามนโยบายของ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง โดยเฉพาะการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละ 9,999 ราย ซึ่งประเทศไทยมีสตรีเสียชีวิตจากโรคนี้เฉลี่ยวันละ 14 คน และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเฉลี่ย 50,000 บาทต่อคน โดยโรคมะเร็งปากมดลูก ทั้งนี้จากการศึกษายืนยันว่าการฉีดวัคซีนเอชพีให้แก่เด็กในช่วงอายุ 10-12 ปี มีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างสูงสุด

ซึ่งการจัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การให้บริการวัคซีนป้องกันเอชพีวีในนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ส่งผลให้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครแห่งความปลอดภัยของทุกคน ประชาชนมีสุขภาพที่ดี มีภาวะการเจ็บป่วยและการตายด้วยโรคที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงและโรคที่ป้องกันได้ลดลง กิจกรรมประกอบด้วย การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูก การแสดงของนักเรียนโรงเรียนวิชูทิศ การสัมภาษณ์ความคิดเห็นของดาราในประเด็น “ห่วงใยใส่ใจ…ป้องกันภัยมะเร็งปากมดลูก” โดยมีผู้ร่วมงานจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ตลอดจนประชาชนและผู้สนใจจำนวนรวมทั้งสิ้น 250 คน

ด้านนางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในหญิงไทยที่รองจากมะเร็งเต้านม จัดระบบเฝ้าระวังโรคมะเร็งของประเทศไทยพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ประมาณ 6,500 รายต่อปี และมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกประมาณ 2,000 รายต่อปี โรคนี้ไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์แต่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส human papillomavirus หรือเชื้อ HPV ชนิดที่ก่อมะเร็งแบบฝังแน่นซึ่งปัจจุบันเราพบว่ามีอย่างน้อยถึง 15 สายพันธุ์ ทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก และกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด ซึ่งสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สายพันธุ์ที่ 16, 18, 31, 33, 35, 39 และ 45 นั้น ในประเทศไทยเราพบสายพันธุ์ที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูกมากที่สุดเช่นเดียวกับในภาพรวมของโลกก็คือ สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ซึ่ง 2 สายพันธุ์นี้เกี่ยวเนื่องถึงประมาณร้อยละ 73.8 จากการศึกษาถึงประโยชน์และความคุ้มค่าของการใช้วัคซีน HPV ซึ่งมีหลายการศึกษาได้ยืนยันแล้วว่า การฉีดวัคซีน HPV ให้กับเด็กผู้หญิงในช่วงอายุ 10 – 12 ปี จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างสูงสุด

นางวันทนีย์กล่าวว่ากรุงเทพมหานครโดยสำนักอนามัยได้เล็งเห็นความสำคัญในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกจึงได้จัดทำโครงการให้บริการฉีดวัคซีน HPV ในโรงเรียนขึ้นเพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมะเร็งปากมดลูกให้กับนักเรียนหญิงในชั้นประถมปีที่ 5 ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ดำเนินการครั้งแรกในปีการศึกษา 2558 และดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีอัตราการครอบคลุมการให้วัคซีน HPV ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 96 – 98 ซึ่งในปีนี้ทางสำนักอนามัยได้ดำเนินการให้บริการฉีดวัคซีน HPV ให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในสังกัดของกรุงเทพมหานครเป็นปีที่ 3 ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ดำเนินโครงการขยายการให้บริการวัคซีน HPV ในแผนงานส่งเสริมภูมิคุ้มกันโรค พ.ศ.2560 แก่นักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร สำนักอนามัยจะเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนและทางกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้สนับสนุนวัคซีนสำหรับนักเรียนในโรงเรียนสังกัดอื่นๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการสำนักอนามัยจึงได้จัดกิจกรรมครบรอบ 3 ปีแห่งความสำเร็จของกรุงเทพมหานครในการรณรงค์ฉีดวัคซีน HPV แก่เด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในชื่อ Sustainable Success of BMA 3rd Year HPV Vaccination

ทั้งนี้สำนักอนามัย โดยนายแพทย์ชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว จึงได้ดำเนินการมอบหมายให้ศูนย์บริการสาธารณสุขทุกแห่งให้บริการวัคซีนเอชพีวีแก่เด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 3 โดยมีอัตราความครอบคลุมการให้วัคซีนเอชพีวีอยู่ที่ร้อยละ 96 – 98 ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ดำเนินโครงการขยายการให้บริการวัคซีนเอชพีวีในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค พ.ศ. 2560 แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สำนักอนามันจะเป็นผู้จัดหาวัคซีนสำหรับนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร และกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้สนับสนุนวัคซีนสำหรับนักเรียนในสังกัดอื่นๆ อันจะส่งผลให้สามารถลดอุบัติการณ์อัตราการเสียชีวิตและลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยายาลในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกได้

ดูกันชัดๆ 8 รพ.ที่เปลี่ยนสิทธิประกันสังคม-บัตรทองปี61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293845

ดูกันชัดๆ 8 รพ.ที่เปลี่ยนสิทธิประกันสังคม-บัตรทองปี61

ประกันสังคม, สปสช, 1330, 8 รพที่้เปลี่ยนบัตรทอง-ประกันสังคมปี 61, คมชัดลึกออนไลน์

เชคให้ดีก่อนเปลี่ยนรพ.ประกันสังคม-บัตรทอง รวมทั้งส่งต่อผู้ป่วย ปี 2561 มีสถานพยาบาลไหนบ้างปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ “คมชัดลึกออนไลน์” มีรายละเอียด

    จากที่คมชัดลึกนำเสนอมีรพ.เอกชน 6 แห่งยกเลิกการให้บริการผู้ใช้สิทธิประกันสังคมและสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง แยกเป็นประกันสังคม 3 แห่ง ได้แก่ รพ.ยันฮี รพ.เกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ และรพ.ศรีระยอง

     บัตรทอง 3 แห่ง คือ รพ.มเหสักข์ ถอนตัวจากการรับผู้ป่วยบัตรทองทั้งกรณีรับส่งต่อและประจำ ขณะที่รพ.บางนา 1 และรพ.วิภารามปากเกร็ด เดิมไม่มีผู้ป่วยบัตรทองประจำ จึงยกเลิกการรับส่งต่อ ส่วนอีก 1 แห่ง คือ รพ.แพทย์ปัญญา ไม่ยกเลิกการรับผู้ป่วยบัตรทองประจำ แต่ถอนตัวจากการรับส่งต่อนั้น โดยมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2560

       ล่าสุด มีรพ.เอกชนอีก 1 แห่ง คือ รพ.กล้วยน้ำไท ซึ่งเดิมรับผู้มีสิทธิบัตรทองประจำ และรับส่งต่อ ได้ขอถอนตัวจากการรับส่งต่อโดยมีประชาชนกระทบราว 8,464 คน แต่ยังให้บริการผู้ป่วยบัตรทองประจำต่อไป

       จากการแจ้งเปลี่ยนของรพ.เอกชนกระทบผู้ใช้สิทธิบัตรทองประมาณ 2.5 แสนคน ผู้ที่ใช้สิทธิบัตรทองเดิมอยู่ที่รพ.มเหสักข์ โดยผู้ที่มีสิทธิประจำราว 36,673 คน ได้จัดสรรให้ไปรับบริการที่รพ.กลาง รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ และรพ.เลิดสิน ส่วนมีสิทธิส่งต่อมายังรพ.มเหสักข์ได้กระจายหน่วยบริการที่รับส่งต่อไปยังรพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข สังกัดกรุงเทพมหานครและอื่นๆ

        ในส่วนหน่วยบริการปฐมภูมิ หรือคลินิกต่างๆ ที่เดิมส่งต่อผู้ป่วยบัตรทองไปยังรพ.แพทย์ปัญญา เปลี่ยนเป็นส่งต่อไป รพ.ราชวิถี รพ.มงกุฎวัฒนะ รพ.สิรินธร รพ.ภูมิพล รพ.นพรัตนฯ และรพ.กลาง ส่วนที่ส่งต่อไปรพ.บางนา 1 เปลี่ยนเป็นส่งไปรพ.เจริญกรุงประชารักษ์

     รวมทั้งเดิมส่งต่อไปยังรพ.วิภารามปากเกร็ด เปลี่ยนเป็นส่งต่อไปรพ.ภูมิพล และจากเดิมส่งไปยังรพ.กล้วยน้ำไท เปลี่ยนเป็นรพ.มงกุฎวัฒนะ ประชาชนสิทธิบัตรทองที่เกี่ยวข้องกับรพ.ทั้ง 5 แห่ง สอบถามสายด่วนบัตรทอง 1330 หรือตรวจสอบข้อมูลได้ที่ http://bkk.nhso.go.th

อุตรดิตถ์ชงแก้หนี้ครูวิกฤตเพิ่ม 11 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293820

อุตรดิตถ์ชงแก้หนี้ครูวิกฤตเพิ่ม 11 ราย

หนี้สินครู, อุตรดิตถ์

ที่ปรึกษาเลขาธิการ สกสค.ลงพื้นที่อุตรดิตถ์ ชี้เป็นต้นแบบดำเนินงานคัดครูที่มีหนี้วิกฤตเข้าโครงการแก้หนี้ ขณะที่สกสค.อุตรดิตถ์จ่อชงอีก 11 รายให้ส่วนกลางคัดเลือก

    หลังได้ 3 รายแรกเข้าร่วมโครงการจัดสวัสดิการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาคุณภาพชีวิต ของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา ซึ่งเป็นสมาชิกโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรส (ช.พ.ส.) นายโกศล ปราคำ ที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมีผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ 1 รายคือ นายทองสุข เมืองนนท์ ข้าราชการบำนาญ ที่เวลานี้ทางสำนักงาน สกสค.อุตรดิตถ์ ได้เข้าไปดำเนินการบริหารจัดการหนี้จากแหล่งเงินทุนต่างๆที่มีอยู่ราว 1.7 ล้านบาทมาไว้ที่และสหกรณ์ออมทรัพย์อุตรดิตถ์ แล้วตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา

“จากการรายงานถึงการทำงานและอุปสรรคพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องรายละเอียดในการปฏิบัติ การประสานงาน ระหว่างหน่วยงาน เช่น กรณีนายทองสุข ที่สถาบันการเงินมีการเรียกเก็บเงินย้อนหลังเพิ่มก็พิจารณาว่าอยู่ในเงื่อนไขก็ดำเนินการต่อได้ เป็นต้น”ที่ปรึกษาเลขาธิการ สกสค.กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน สกสค.อุตรดิตถ์ มีการดำเนินการที่เข้มแข็ง ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นั่นคือสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุตรดิตถ์ หน่วยต้นสังกัด สายบังคับบัญชาของครู และเครือข่ายอื่นๆ ซึ่งมีความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการฯ เพราะการแก้ไขปัญหาหนี้ไม่สามารถทำเพียงคนเดียวได้

ที่สำคัญคณะกรรมการจังหวัดที่คัดเลือกครู ไม่ได้ดูเพียงแค่ว่าเป็นหนี้มากน้อยแค่ไหน แต่ดูว่าคนๆนั้นมีคุณงามความดี ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนชีวิตเพื่อจะไม่กลับไปสร้างภาระหนี้เพิ่มด้วย ถือเป็นอุตรดิตถ์โมเดล ที่สำนักงาน สกสค.จังหวัดต่างๆ สามารถนำเป็นแนวทางในการดำเนินการได้

ด้าน นายธำรงรัฐ จอมสืบ ผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีครูที่ยื่นขอเข้าร่วมโครงการฯ 212 ราย โดยในการพิจารณาการคัดเลือกครูเข้าร่วมโครงการฯ จะตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูขึ้นมาทำหน้าที่กลั่นกรองข้อมูลเป็นรายบุคคล และคัดเลือกมาเสนอให้คณะกรรมการจัดสวัสดิการจังหวัดพิจารณา ซึ่งขณะนี้ได้คัดเลือกมาแล้ว 11 ราย เร็วๆนี้จะเสนอไปยังส่วนกลางพิจารณาต่อไป

“ตัวจริงของสังคม” ศักยภาพเด็กรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293791

“ตัวจริงของสังคม” ศักยภาพเด็กรุ่นใหม่

KFC, ทำดี, KFC Community Hero เป็นตัวจริงของสังคม, ตัวจริงของสังคม, คิดให้ใช่แล้วไปให้สุด, ประเทศไทย, มศว, KFC Community Hero

เดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 2 สำหรับโครงการ “KFC Community Hero เป็นตัวจริงของสังคม” จัดโดย เคเอฟซี ประเทศไทย ที่จะช่วยค้นหาความคิด ศักยภาพเยาวชนไทย

        โครงการ “KFC Community Hero เป็นตัวจริงของสังคม” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด  “คิดให้ใช่..แล้วไปให้สุด” น.ส.ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ส่วนบริหารแบรนด์และการสื่อสารการตลาด เคเอฟซี ประเทศไทย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าทางเคเอฟซีได้มีกิจกรรมCSR เพื่อเด็กและเยาวชนไทยมาโดยตลอดทั้งการแข่งขันฟุตบอล แต่เมื่อมีการพลิกบทบาทแบรนด์ใหม่ก็ต้องการขยายกิจกรรมไปในวงกว้างมากขึ้น จึงได้ริเริ่มโครงการ”KFC Community Hero เป็นตัวจริงของสังคม” ขึ้น สอดคล้องเกี่ยวกับ Always Original เป็นตัวจริง เพราะรู้ว่าเด็กไทย คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก มีความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ความสามารถ แต่อาจขาดทักษะการต่อยอด

        “เคเอฟซี มีการจัดกิจกรรมCSR สร้างแรงบันดาลใจโดยดึงศักยภาพของนิสิตนักศึกษา ซึ่งถือเป็นกลุ่มเด็กที่ช่วงปลายๆ กำลังเติบโตเข้าสู่ผู้ใหญ่ จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราจะปลูกจิตสำนึก หรือต้นกล้าเล็กๆ เข้าไปในชีวิต ระบบความคิดของเขา เติมเต็มความมั่นใจในเรื่องที่เด็กมีความสามารถ รวมถึงเสริมกระบวนการคิดที่ถูกต้องเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชุมชน สังคมได้ จึงเป็นที่มาของโครงการดังกล่าว ที่จะเน้นการสร้างแรงบันดาลใจเป็นฮีโร่ในชุมชน ซึ่งโครงการนี้ไม่จำเป็นที่ต้องเป็น CSR เต็มรูปแบบ แต่โครงการต้องสามารถสื่อสาร ทำให้สิ่งแวดล้อม หรือชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งเคเอฟซีพร้อมสนับสนุน” น.ส.ณิชารัศมิ์ กล่าว

"ตัวจริงของสังคม" ศักยภาพเด็กรุ่นใหม่

น.ส.ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร

จากโครงงานของนิสิตนักศึกษาในปีที่ผ่านมา พบว่า เด็กไทยยังมีกรอบข้อบังคับในเรื่องราวเดิมๆ โดยดูได้จากโครงงานที่ส่งเข้ามาซึ่งมีซ้ำกันเยอะมาก ทั้งที่เด็กไทยมีศักยภาพ แต่พวกเขาอาจขาดกระบวนการคิดต่อยอด ดังนั้น โครงการนี้จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ เห็นจากสิ่งที่จะทำมากขึ้น และแตกต่างด้วยวิธีการเดิมๆ เพิ่มเติมประสบการณ์  เปิดโลกทัศน์ นำตัวอย่างที่ดีๆ อีกทั้ง ปีนี้เราได้เพิ่มกระบวนการคิด และมีการทำเวิร์คช้อป ใน KFC Community Hero Camp เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ที่ไม่ใช่เพียงสร้างแรงบันดาลใจ จุดไฟวูบหนึ่งแล้วจบไป แต่จะพัดไฟให้เกิดการต่อยอดความยั่งยืนต่อไป

“ต้องทำให้เด็กรู้จักวิธีคิด ดึงความฝันออกมา แล้ววางกระบวนการขั้นตอน ที่ไม่ใช่เมื่อเด็กจบจากโครงการก็จบไป แต่โครงการจะช่วยปรับวิธีคิด การใช้ชีวิตของพวกเขา ทั้งการเรียน การตามสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ใช่ มีประโยชน์กับตัวเอง สังคม และตอบโจทย์ เป็นการเรียนรู้วิชาชีวิต เกิดเป็นแรงบันดาลใจ เกิดไอเดีย เอาไปเป็นวิทยาทานให้คนอื่นๆ ไปใช้ต่อยอดกับชุมชน สังคม” น.ส.ณิชารัศมิ์ กล่าว

"ตัวจริงของสังคม" ศักยภาพเด็กรุ่นใหม่

โครงการครั้งนี้ เริ่มจากการคิดให้ใช่ ด้วยการส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษา ค้นหาศักยภาพและความคิดของตนเอง  นำสิ่งที่อยู่รอบตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รู้จักการแก้ไขปัญหาหรือความท้าทายในสังคมและผนวกเป็นแนวทางบรรเทาปัญหาในชุมชนให้ลดลงหรือหมดไป โดยมีดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ อาจารย์และนักกลยุทธ์การตลาดชื่อดัง เป็นวิทยาการและที่ปรึกษาด้านการวางแผน น.ส.ปรีห์กมล จันทรนิจกร ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการเพื่อสังคม นำเสนอเรื่องราวสร้างแรงบันดาบใจจากทั่วโลก และไปให้สุด โดยนิสิตนักศึกษาจะได้ลงมือปฏิบัติจริงตามแผนที่วางไว้

โดยทางเคเอฟซีให้การสนับสนุนเงินทุนและเอื้อให้นิสิตนักศึกษาได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่หลากหลายของเคเอฟซีเพื่อประโยชน์ของชุมชน

"ตัวจริงของสังคม" ศักยภาพเด็กรุ่นใหม่

2 สาวจากรั้วมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (มศว.) เนย น.ส.นัยยรินทร์ ชัยพัชรานนท์ และอ๋อมแอ๋ม น.ส.พลอยพรรณ จอมเมือง นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะสังคมศาสตร์ เอกการตลาดกล่าวว่าปีนี้เป็นปีแรกที่พวกเธอและเพื่อนอีก 2 คน ได้รวมทีมกันเพื่อเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งรู้จักโครงการจากที่ทางเคเอฟซีได้มาทำโรดโชว์ที่มหาวิทยาลัย และเกิดความสนใจ เพราะเคเอฟซีเป็นแบรนด์ที่รู้จัก และเท่าที่ทราบ เป็นการทำคิดโครงงานเพื่อแก้ปัญหาชุมชน สิ่งแวดล้อม หรือการอนุรักษ์วัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งขณะนี้ พวกเราก็มีแนวทาง แผนโครงงานที่วางๆเอาไว้อยู่ แต่ก็ต้องมาหารือกันอีกครั้งว่าจะทำในเรื่องไหนอย่างไร แต่ก็คงทำในเรื่องสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย ชุมชนที่พวกเราอยู่

“โครงการของเคเอฟซี เป็นกิจกรรมที่ดีมาก เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษา ได้เข้ามาแสดงศักยภาพ ความคิด และได้มาสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้พวกเราอยากทำสิ่งดีๆ ตอบแทนสังคม เป็นการสร้างจิตสำนึกในการดูแล แก้ปัญหาชุมชน รวมถึงยังทำให้พวกเราได้เห็นมุมมอง เปิดโลกทัศน์การเรียนรู้จากวิทยากรชั้นนำ ที่ได้มาถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ยิ่งพวกเราเรียนการตลาดก็สามารถนำไปใช้ต่อยอดในห้องเรียนได้ อยากให้ทางเคเอฟซีจัดกิจกรรมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ”

นิสิตนักศึกษาสามารถ เลือกหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ดังนี้   Passion for Food เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการ ,Passion for Life เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในชุมชนอย่างมีเป้าหมาย และ Originality เกี่ยวกับเอกลักษณ์วัฒนธรรม หรือมรดกของชุมชนนั้นๆ ที่ควรค่าแก่การเก็บรักษาและสะท้อนรากเหง้าของชุมชน  ซึ่งแผนงานที่นำเสนอต้องริเริ่มมากจากInsight ของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเข้าใจเชิงลึกลงในความคิด ความเชื่อ หรือค่านิยมที่เป็นที่มาของปัญหานั้นๆ และแผนงานต้องเชื่อมโยงกับการนำทรัพยากรของเคเอฟซีที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างสร้างสรรค์  โดยทีมชนะเลิศจะได้รับรางวัลสำหรับการประกวดเป็นทุนการศึกษา โล่รางวัลพร้อมเกียรติบัตร บัตรกำนัล เคเอฟซีรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท พร้อมโอกาสเข้าร่วมฝึกงานกับเคเอฟซี ประเทศไทย กรอกใบสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 12 กันยายน 2560 ทางwww.kfcthailand.com หรือสอบถามเกี่ยวกับการสมัครและโครงการได้โดยตรงที่ Facebook ‘KFC Community Hero’

เปิดให้ชมนิทรรศการพระบรมศพฯ 1-30พย.7 โมง-4 ทุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293756

เปิดให้ชมนิทรรศการพระบรมศพฯ 1-30พย.7 โมง-4 ทุ่ม

เปิดให้ชมนิทรรศการพระบรมศพฯ 1-30พย7 โมง-4 ทุ่ม, รมววธ

จัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ฯ ประชุมทุกฝ่าย 1-30 พ.ย.  ร่วมเตรียมอำนวยความสะดวกประชาชนทุกกลุ่ม เข้าร่วมนิทรรศการได้อย่างทั่วถึง 7 โมง-4ทุ่ม

 

นายวีระ โรจนพจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.)  ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการในคณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรกล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ฯ ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงแนวทางในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มเพื่อเข้าร่วมชมได้

ซึ่งได้กำหนดเปิดนิทรรศการวันที่  1-30 พ.ย.2560 เบื่องต้นกำหนดเวลาเข้าประมาณ 7 โมงเช้าถึง 4ทุ่ม  ส่วนการบริหารจัดการพื้นที่  การอำนวยความสะดวกของประชาชนและผู้ที่เข้าชมบริเวณจัดนิทรรศการ แบ่งเป็น กลุ่มผู้พิการ ซึ่งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เป็นผู้ประสาน

โดยเบื้องต้น ได้มีการจัดแบ่งกลุ่มผู้พิการ ดังนี้   กลุ่มผู้พิการที่ใช้รถเข็น โดยจะมีรถเข็นประมาณ 200 คัน คอยบริการ มีการจัดทางลาด การขึ้นพระเมรุมาศโดยใช้ลิฟท์ เพื่อให้ผู้พิการได้สามารถเข้าชมได้ทุกจุด

ขณะที่บริเวณอาคารทับเกษตร กลุ่มผู้พิการทางสายตา จะมีหุ่นจำลองต่างๆ อาทิ สัตว์ในหิมพานต์  เทวดาต่างๆ ให้ได้สัมผัส รวมถึงมีข้อเสนอให้มีการเตรียมซีดี เพื่อให้ผู้พิการได้สามารถรับฟัง  และมีอาสาสมัครคอยอำนวยความสะดวกในทุกพื้นที่ ส่วนกลุ่มผู้พิการหูหนวก จะมีจิตอาสาพาชม สื่อสารด้วยภาษามือคอยดูแล

นอกจากนั้น ในกลุ่มของพระสงฆ์ที่จะมาเข้าชมนั้น จะมีพื้นที่เต้นท์คอยบริการแยกไว้ ส่วนนักท่องเที่ยว ได้ประสานสมาคมมัคคุเทศก็อาชีพอห่งประเทศไทย และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา  รวบรวมประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมาเข้าชม โดยจะมีการจัดพิมพ์แผ่นพับเพิ่ม อีก 2 ภาษา คือ ภาษาจีนและภาษาอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการดำเนินการแผ่นพับไว้ ประมาณ 9 แสนฉบับ
สำหรับเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ทางกองทัพบก จะดำเนินการดูแลในส่วนนี้  และกกทม.จะดูแลเรื่องการบริการรถสุขา และความสะอาดในพื้นที่  กระทรวงสาธารณสุข จะดูแลเรื่องทีมแพทย์ภาคสนาม แพทย์เคลื่อนที่คอยมาดูแลประชาชน กระทรวงคมนาคม จะมีรถบริการรับส่ง 25 เส้นทาง และรถร่วม 13 เส้นทาง คอยบริการประชาชน  เป็นต้น

“รูปแบบของนิทรรศการที่จัดแสดงประวัติ พระราชกรณียกิจ การทรงงาน  การสร้างพระเมรุ สร้างซ่อมราชรถ การสร้างองค์ประกอบต่างๆ เห็นการทรงงานแต่ละขั้นตอน และหน้าพระเมรุมาศจะมีการแสดงมหรสพในแต่ละคืน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมงานประมาณ 1 แสนคนต่อวัน    อย่างไรก็ตาม จากการประชุมนั้นได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานไปศึกษารายละเอียด เพื่อนำมาเสนอในที่ประชุม ครั้งต่อไป ก่อนจะเสนอแก่ ประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชซึ่งมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานต่อไป”รมว.วธ.กล่าว

พล.ต.ธานี ฉุยฉาย ที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนนั้นคงต้องรูปแบบของการจัดนิทรรศการก่อน ถึงจะสามารถกำหนดช่วงเวลา รอบในการเข้าชมได้ แต่ทั้งนี้ ประชาชนทุกกลุ่มที่เข้าชม จะต้องเข้าชมได้ครบถ้วนทุกพื้นที่ ภายใต้ความรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชมและประทับใจมากที่สุด

นิสิตม.บูรพาลดฮวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293754

นิสิตม.บูรพาลดฮวบ

น่าห่วงสิตมบูรพาลดฮวบ

เผย จำนวนนิสิตม.บูรพาลด โดยเฉพาะป.โท-เอก ตั้งคณะทำงานวิเคราะห์ ชี้เด็กลดกระทบไม่มีเงินที่จะมาจ่ายให้แก่อาจารย์

 

รศ.ดร.อานนท์ เที่ยงตรง ประธานกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัยบูรพา(มบ.) เปิดเผยว่า  จากการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรและการรับนิสิตของมหาวิทยาลัยบูรพาในช่วง7ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี2554- 2560 พบว่ามีหลักสูตรที่เปิดรับนิสิตจำนวน262 หลักสูตร แบ่งเป็นหลักสูตรปริญญาตรี 138 หลักสูตรปริญญาโท 81 หลักสูตร และปริญญาเอก 43 หลักสูตร ซึ่งจำนวนรับนิสิตรวมทุกหลักสูตร จำนวน 91,790 คน

โดยหลักสูตร ปีและจำนวนรับมีดังนี้ หลักสูตรปริญญาตรี ปี 2554รับ 11,724คน ปี 2555 รับ12,453 คน ปี 2556รับ 11,704 คน ปี 2557 รับ12,515คน ปี 2558 รับ 10,075คน ปี 2559 รับ10,861 และปี 2560 รับ 6,687 คน ปริญญาโท ปี 2554 รับ 2,576 คน ปี 2555 รับ 3,026คน ปี 2556 รับ 2,738คน ปี 2557 รับ 2,592  คน ปี 2558 รับ 1,968 คน คน ปี2559 รับ 948 คน ปี2560 รับ 251 คนและปริญญาเอก ปี 2554 รับ 337คน ปี 2555 รับ 322 คน ปี 2556 รับ 314คน ปี 2557 รับ269 คน ปี 2558 รับ 269 คน ปี 2559 รับ 88 คน และปี 2560 รับ 45คน

รศ.ดร.อานนท์ กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำนวนการรับนิสิตของมบ.มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลักสูตรปริญญาโท และหลักสูตรปริญญาเอกซึ่งจำนวนนิสิตเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2557 ขณะที่หลักสูตรปริญญาตรีก็ลดลงเช่นกัน

ดังนั้นทางสภามบ. จึงได้ตั้งคณะทำงานซึ่งมีรศ.ดร. สุมนต์ สกลไชย กรรมการปฎิบัติหน้าที่ฯ เป็นประธาน เพื่อมาวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว และดูว่ามีหลักสูตรไหนที่มีความซ้ำซ้อน และต้องควบรวม หรือต้องปิดหลักสูตรหรือไม่อย่างไร รวมถึงจำเป็นต้องยุบยรวมคณะและวิทยาลัยหรือไม่ เนื่องจากจำนวนนิสิตลดลงส่งกระทบทำให้ทางคณะไม่มีเงินที่จะมาจ่ายให้แก่อาจารย์ในคณะ จนต้องไปขอยืมเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยมาใช้ และถ้าปล่อยไปก็จะเกิดปัญหามากขึ้น

ครม.ตั้ง “บุญรักษ์ ยอดเพชร”เป็นเลขากพฐ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293715

ครม.ตั้ง “บุญรักษ์ ยอดเพชร”เป็นเลขากพฐ.

การุณ สกุลประดิษฐ์, 1111, บุญรักษ์ ยอดเพชร, ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์, การุณ สกุลประดิษฐ์ , พลอประจิน จั่นตอง

ศธ.ย้ายสลับซี 11 ตั้ง “บุญรักษ์ ยอดเพชร”นั่งเลขากพฐ.ย้าย “ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์” ไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา พร้อมโยกสลับ”การุณ สกุลประดิษฐ์ ” ไปเป็นปลัดศธ.แทน

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีหนังสือลับด่วนที่สุด ที่ศธ.0201.4/607 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2560 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหาร ระดับสูง

ด้วยกระทรวงศึกษาธิการขอเสนอเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหาร ระดับสูง มาเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยเรื่องนี้เข้าข่ายที่จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีตามพระราชกฤษฏีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2548 มาตรา 4(1)

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประจิน จั่นตอง) กำกับการบริหารกระทรวงศึกษาธิการ ได้เห็นชอบให้นำเรื่องดังกล่าว เสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว
กระทรวงศึกษาธิการ มีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงว่าง เนื่องจากเลขาธิการสภาการศึกษา โอนไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี จึงเห็นสมควรปรับย้ายข้าราชการ เพื่อเป็นการสับเปลี่ยนงาน จำนวน 2ราย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น จำนวน1ราย รวมทั้งสิ้น 3 ราย ดังมีรายนาม ต่อไปนี้
1.ย้าย นายชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์ ตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่ง.เลขาธิการสภาการศึกษา
2.ย้าย นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
3.แต่งตั้ง นายบุญรักษ์ ยอดเพชร ตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นต้นไป และขอยกเลิกชั้นความลับตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 ข้อ23 ตั้งแต่วันนี้คณะรัฐมนตรีมีมติ เป็นต้นไป

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชถือเป็นดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการศธ. ในฐานะที่เป็นข้าราชการ พร้อมที่จะปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย และสามารถทำงานได้ทุกที่ ส่วนเหตุผลในการโยกย้ายนั้นไม่ทราบต้องถามรัฐมนตรีว่าการศธ.เอาเอง

นายการุณ สกุลประดิษฐ กล่าวว่า เมื่อรัฐมนตรีว่าการศธ.ไว้วางใจให้มาทำหน้าที่ปลัดศธ. ก็จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งถือ ว่าเป็นโอกาสหนึ่งในการทำหน้าที่ข้าราขการ ให้ไปอยู่ที่ไหนจะพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ครม.ตั้ง "บุญรักษ์ ยอดเพชร"เป็นเลขากพฐ.

สำหรับ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร พื้นเพเป็นชาวจ.พิษณุโลก  อดีตดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ต่อมาได้ย้ายเข้ามาส่วนกลางดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.สมัยนายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กพฐ. จากนั้น 30 ส.ค.2559 ครม.มีมติเห็นชอบตามที่ ศธ.เสนอให้เลื่อนขึ้นเป็นรองเลขาธิการ กพฐ. ในสมัย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ

ส่วนการทำงานในฐานะรองเลขาธิการ กพฐ.ได้รับผิดชอบดูแลงานวิชาการ ล่าสุดในโครงการพัฒนาครูรูปแบบใหม่ หรือ คูปองพัฒนาครู 10,000 บาท ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ นายบุญรักษ์ ก็ถือเป็นหัวเรือใหญ่ในการทำงาน โดยเฉพาะการเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจแก่ครูทั่วประเทศด้วย