อภัยภูเบศร มอบสมุนไพรหายาก“แร้งคอคำ”ให้”ลุงตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293705

อภัยภูเบศร มอบสมุนไพรหายาก“แร้งคอคำ”ให้”ลุงตู่”

อภัยภูเบศ, สมุนไพรหายาก, แร้งคอคำ, ลุงตู่

อภัยภูเบศร มอบสมุนไพรหายาก “แร้งคอคำ” ให้นายกฯ เผยสรรพคุณสุดเจ๋งรักษาต่อมลูกหมากโตขะงัด ร่วมทำงานกับจุฬา ต่อยอดเป็นยา ขายทั่วอาเซียน

         วันที่ 29 สิงหาคม 2560 คณะผู้จัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 14 นำโดย นพ.สุเทพ วัชรปิยานันท์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และภาคีเครือข่ายจัดงานได้ เข้าพบนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประชาสัมพันธ์งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 3 กันยายน 2560 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพคเมืองทองธานี อาคาร 6-8 จังหวัดนนทบุรี

         ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงการเข้าพบนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ว่า “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติแห่งชาติในปีนี้ อภัยภูเบศรได้นำเสนอสมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพเพศชาย โดยมีการนำสมุนไพรหายากมาให้ชมในงานกันด้วย หนึ่งในสมุนไพรหายากนั้นคือ แร้งคอคำ จากการเก็บรวบรวมข้อมูลทั่วประเทศ พบว่าสมุนไพรชนิดนี้มีการใช้ในหลายพื้นที่ ในข้อบ่งใช้ที่คล้ายกันคือ การรักษาต่อมลูกหมากโต

         ทั้งนี้ในประเทศเวียดนามยังได้มีการสกัดสมุนไพรชนิดนี้จำหน่ายทางอินเตอร์เน็ตในข้อบ่งใช้เพื่อรักษาต่อมลูกหมาก และเนื้องอกที่มดลูก ราคาขายขวดละสองพันบาท ซึ่งนับว่าสองโรคนี้เป็นปัญหาสุขภาพของคนไทยที่สำคัญเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาวิจัยมากนัก ควรค่าแก่การนำมาศึกษาวิจัยเพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะดำเนินการตามแนวทางการขึ้นทะเบียนยาและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งหากทำสำเร็จน่าจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกพืชสมุนไพรได้มาก

         เนื่องจากโรคต่อมลูกหมากโตและเนื้องอกที่มดลูก มีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก การศึกษาวิจัยทั้งกระบวนการจะทำให้เราทราบสายพันธุ์พืชที่ให้สารสำคัญสูงและมีประสิทธิภาพในการรักษาโรค ซึ่งสามารถนำไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างรายได้ อีกทั้งยังเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยในกลุ่มนี้อีกด้วย ซึ่งการพัฒนายาจากองค์ความรู้พื้นบ้านนับว่าเป็นความถนัดของอภัยภูเบศร โดยล่าสุดเราสามารถขึ้นทะเบียนยาพัฒนาจากสมุนไพร ”มัสคูลสเปรย์“ จากสารสกัดสมุนไพรกระดูกไก่ดำ ที่มีการพัฒนามาจากตำรับยาพื้นบ้านของไทยและของอาเซียน โดยนำมาต่อยอดวิจัยจนสามรถขึ้นทะเบียนได้ และปัจจุบันเรามีต้นพันธุ์กระดูกไก่ดำที่ให้ผลผลิตสูงแจกจ่ายให้เกษตรกรได้ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ คาดว่าจะทำให้เกษตรกรที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของอภัยภูเบศรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30%”

         ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ได้กล่าวว่า จากการทำงานด้านสมุนไพรมานานกว่า 30 ปี ขอยืนยันว่าประเทศไทยของเรานั้นร่ำรวยภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ จะหยิบจับสมุนไพรใด ก็สามารถนำมาแปลงเป็นมูลค่าได้ทั้งหมด ส่วนตัวได้เขียนหนังสือบันทึกของแผ่นดิน เพื่อบันทึกองค์ความรู้เรื่องสมุนไพรไว้ให้คนไทยได้รู้จักและนำไปใช้ประโยชน์ โดยปัจจุบันเขียนมาทั้งหมด 10 เล่มแล้ว และจะแจกฟรีให้กับประชาชนที่มาร่วมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 14 วันละ 200 เล่ม

          “สำหรับผู้สนใจสามารถไปรับหนังสือดังกล่าวได้ที่งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 14 วันที่ 30 สิงหาคม – 3 กันยายน 2560 ณ เมืองทองธานี อาคาร 6-8 นอกจากหนังสือและสูตรยาที่แจกให้ฟรีแล้ว ประชาชนสามารถไปหาซื้อผลิตภัณฑ์มัสคูลสเปรย์และผลิตภัณฑ์อื่นๆของอภัยภูเบศรในงานได้อีกด้วย”ภญ.ดร.สุภาภรณ์กล่าว

นักศึกษา”ขาดริ้ง” กว่า 72% เมินคำสั่งคสช. ดื่มต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293698

นักศึกษา”ขาดริ้ง” กว่า 72% เมินคำสั่งคสช. ดื่มต่อ

ร้อยละ72 ดื่มต่อไม่คิดเลิก, ร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย, เปิดผลวิจัย, ม44, ขาดริ้ง, 29สิงหาคม2560, ศวส, สสส, ดื่มจนเมาหัวราน้ำ, ร้อยละ483, ร้อยละ238ในเพศหญิง, ร้อยละ 60

เปิดผลวิจัยร้านเหล้ารอบสถานศึกษา นักศึกษา”ขาดริ้ง” กว่า72%ยังคงดื่มต่อและไม่คิดที่จะเลิก แม้มีคำสั่ง คสช.22/2558ควบคุมร้านเหล้า ปลื้มหลายพื้นที่พบจุดจำหน่ายลดลง

          วันนี้(29สิงหาคม2560) ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ในเวทีเสวนา “ร้านเหล้ารอบสถานศึกษา ใครได้ใครเสียหลังม.44” จัดโดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

          ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่าจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปีล่าสุด พบว่า ประชากรไทยกว่า18ล้านคนดื่มสุรา และในรอบ12เดือนที่ผ่านมา กว่าร้อยละ40เป็นนักดื่มประจำ โดยกลุ่มอายุ15-19ปี มีแนวโน้มดื่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี2550จนถึงปัจจุบัน

       ที่น่าห่วงคือ กลุ่มนักดื่มร้อยละ43.2มีพฤติกรรมดื่มหนัก(ดื่มจนเมาหัวราน้ำ)ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพศชาย(ร้อยละ48.3)ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าเพศหญิงถึง2เท่า(ร้อยละ23.8ในเพศหญิง)แต่แนวโน้มของเยาวชนหญิงที่ตอบว่ามีพฤติกรรมดื่มหนักในช่วง30วันที่ผ่านมากลับมีอัตราสูงขึ้น(ร้อยละ3.3ในปี2550และร้อยละ6.8ในปี2559)นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว

          “หลักฐานทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ชี้ว่าสถานที่ตั้งและความหนาแน่นของร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เยาวชนดื่ม องค์การอนามัยโลกได้เสนอนโยบายที่มีประสิทธิผลและมีผลการวิจัยรองรับว่าปกป้องเยาวชนได้ คือ การควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นวิธีการจำกัดขอบเขตทั้งด้านเวลา สถานที่ และลักษณะของผู้ดื่มเพื่อชะลอการเข้าถึงให้ช้าลง จะช่วยลดการดื่ม และลดผลกระทบต่อสังคม”นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว

         ดร.ศรีรัช ลอยสมุทร อาจารย์ภาควิชาการสื่อสารการตลาด คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากการศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัยของนักศึกษามหาวิทยาลัยอายุ 18-25 ปี จาก 5สถาบันการศึกษา จำนวน2,000ราย และสำรวจจุดจำหน่ายสุรารอบมหาวิทยาลัย 19 แห่ง เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย กลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารสาธารณะภายหลังคำสั่ง คสช. 22/2558 พบว่า นักศึกษาร้อยละ72 ยังคงดื่มสุราและไม่คิดที่จะเลิกดื่ม มีพฤติกรรมการดื่มแบบ group drinking ค่าใช้จ่ายในการดื่มประมาณ 18% ของรายได้

นักศึกษา"ขาดริ้ง" กว่า 72% เมินคำสั่งคสช. ดื่มต่อ

ดร.ศรีรัช  ลอยสมุทร

        และคิดว่าการดื่มเป็นเรื่องปกติของชีวิตวัยรุ่นร้อยละ81นิยมไปดื่มร้านเหล้ารอบสถานศึกษาและร้อยละ91ระบุว่าสถานศึกษาของตนมีร้านเหล้ารอบสถานศึกษาในระยะที่เดินถึง นักศึกษาร้อยละ 69 ระบุว่าความน่าสนใจของร้านเหล้ารอบสถานศึกษา คือ คอนเสิร์ต โปรโมชั่นและความสะดวก ส่วนใหญ่มีทัศนคติในเชิงบวกต่อการมีร้านเหล้ารอบสถาบัน โดยมองว่าเป็นเรื่องปกติของสถาบันการศึกษาในสังคมไทย

        “สำหรับการเปลี่ยนแปลงของร้านเหล้ารอบสถานศึกษา พบว่า ปี2559 เป็นปีที่เห็นผลจากการบังคับใช้คำสั่ง คสช. 22/2558 และมาตรการที่เกี่ยวข้องมากที่สุด สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับประเด็นร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัยมากที่สุด โดยพบว่า จำนวนและความชุกของร้านเหล้ารอบสถาบันการศึกษาลดลงในภาพรวมร้อยละ 40 ร้านเหล้าขยับออกห่างจากสถาบันการศึกษาเกิน 300 เมตร ร้านปรับเปลี่ยนการบริการรวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมายในด้านการเปิดปิดตามเวลา การควบคุมเสียงดนตรีและการไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าใช้บริการ “ดร.ศรีรัช กล่าว

     อย่างไรก็ตาม พบว่า ธุรกิจร้านเหล้ารอบสถานศึกษาหันไปสื่อสารผ่านsocial mediaมากขึ้น และพบว่าร้านเหล้ามีการกระทำผิดมาตรา 30 และ 32 ตาม พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551ในสื่อsocial mediaมากที่สุด รวมทั้งมีการปรับกลยุทธ์การจัดคอนเสิร์ตที่ร้านเหล้า และในปี 2560 พบว่า การควบคุมจากภาครัฐเริ่มอ่อนกำลังลง ทำให้หลายร้านกลับมาใช้กลยุทธ์music marketingดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเช่นเดิม

        อาจารย์กนิษฐา ไทยกล้า นักวิจัย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการเปรียบเทียบความชุกของร้านเหล้ารอบสถานศึกษา 3 แห่ง ได้แก่ ม.เชียงใหม่ ม.แม่โจ้ และ มรภ.เชียงใหม่ ก่อนและหลังที่มีคำสั่ง คสช. พ.ศ. 2559 เกี่ยวกับร้านจำหน่ายสุรารอบสถานศึกษา พบว่า ในระยะรัศมี 300 เมตรรอบมหาวิทยาลัยมีจำนวนจุดจำหน่ายลดลงมากกว่าร้อยละ 60 และเมื่อมีการกำหนดเขตโซนนิ่งรอบมหาวิทยาลัยที่ชัดเจน พบว่า จุดจำหน่ายในเขตโซนนิ่งส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60) เป็นจุดจำหน่ายประเภทร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อ ที่เหลือร้อยละ40เป็นร้านเหล้า/สถานบันเทิง จุดจำหน่ายประเภทร้านขายของชำ/ร้านสะดวกซื้อมีระยะห่างจากแนวรั้วม.แม่โจ้เพียงประมาณ 5-6 เมตร รองมาคือ ม.เชียงใหม่ห่างจากรั้วประมาณ10เมตร

        ดร.พวงรัตน์ จินพล อาจารย์ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อการศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ กล่าวว่า ขณะนี้มีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์(Geographic Information System: GIS)ที่สามารถจัดเก็บพิกัดตำแหน่ง และการกระจายตัวของร้านเหล้าได้อย่างชัดเจน

     รวมถึงเป็นฐานข้อมูลที่สามารถขยายพื้นที่และค้นคืนข้อมูลที่มีอยู่เพื่อการรายงานได้อย่างกว้างขวาง รวมถึงมีเครื่องมือช่วยคำนวณระยะทางได้ถูกต้องแม่นยำขึ้นด้วยการทำงานของGoogle Mapsและกระจายการใช้บริการระบบฯ และการติดต่อสื่อสารให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มาทำงานร่วมกันได้ไม่จำกัดสถานที่และเวลา

    ดังนั้นระบบการเฝ้าระวัง ติดตาม ความหนาแน่นของร้านเหล้ารอบสถานศึกษา จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเฝ้าระวังร้านเหล้าที่เกิดขึ้นใหม่โดยเฉพาะในเขตโซนนิ่ง นำไปใช้ประกอบการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐต่อไปได้

จับตา!!ศธ.ส่งชื่อโยกย้ายซี 11 ครม.พรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293596

จับตา!!ศธ.ส่งชื่อโยกย้ายซี 11 ครม.พรุ่งนี้

โยกย้าย, ครม, ธีระเกียรติ, ครม, 29 สค

“ธีระเกียรติ” เผยเสนอชื่อโยกย้ายซี 11 เข้าครม.29 ส.ค.นี้ ยันคัดคนดูรอบคอบคิดนาน พร้อมรับผิดชอบ ปัดข่าวลือน้องชายเอี่ยวจัดโผโยกย้าย

      เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้เสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับ 11 และ ระดับ 10 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (29 ส.ค.) จะได้รู้ว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามรายชื่อที่ ศธ.เสนอไปหรือไม่เพราะเป็นอำนาจของครม.ซึ่งในอดีตก็เคยมีการเสนอชื่อแต่งตั้ง โยกย้ายเข้าสู่การพิจารณา แต่ ครม.ไม่เห็นชอบก็มี ก่อนหน้านี้ ตนได้หารือร่วมกับ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศธ.เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ในฐานะรมว.ศึกษาธิการ มีหน้าที่พิจารณาแต่งตั้ง โยกย้ายระดับ 11 และระดับ 10 ของ ศธ.ก็ต้องพิจารณาข้อมูลให้รอบด้านเพื่อนำมาเป็นองค์ประกอบในการคิดและตัดสินใจ ทั้งความสามารถ ปัญหาในอดีต การเป็นที่ยอมรับของบุคคลนั้น และในที่สุดตนซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งต้องรับผิดชอบ ถ้าตั้งไปแล้วพบว่ามีหลักฐานกระทำความผิด ก็เอาออกได้ ดังนั้น ใครมีหลักฐานอะไรก็ส่งมาให้ได้ที่ตน

“ที่มีการส่งข้อความ มีใบปลิว มีกล่าวอ้างว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ใครกล่าวหาใครก็มีในทุกยุค ทุกสมัย ผู้ที่ปล่อยข่าวก็ต้องอธิบายได้ มิฉะนั้นจะถูกข้อหาหมิ่นประมาท หรือปล่อยข่าวว่าน้องชาย รมว.ศึกษาธิการ มาจัดโผแต่งตั้งครั้งนี้ ผมว่าเป็นเรื่องเลอะเทอะมากไม่มี ซึ่งต้องเข้าใจว่าอำนาจการแต่งตั้งอยู่ที่ผมและครม. ถ้าใครเห็นว่าไม่เหมาะสมก็เท่ากับว่ากล่าวหาผม ซึ่งที่ผ่านมาผมบอกเสมอว่าเรื่องคนดูนานๆ และไม่มีใครมามีอิทธิพลกับผมได้ ผมมั่นใจในการตัดสินใจ ผมจะตั้งใคร อะไร อย่างไร ก็ต้องรับผิดชอบ ยืนยันว่าไม่มีการรับเงิน  ไม่มีการทุจริต ขอให้เชื่อและมั่นใจว่าเป็นการแต่งตั้งที่สุจริต ถ้าผมจะตัดสินใจผิด หรือมีคนทุจริตตามที่ถูกกล่าวหาได้รับการแต่งตั้ง ตนตั้งได้ก็ย้ายได้ และต้องถูกสอบสวนด้วย”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

เช็คก่อนเปลี่ยนรพ.เอกชน-รัฐในประกันสังคมปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293580

เช็คก่อนเปลี่ยนรพ.เอกชน-รัฐในประกันสังคมปี 60

ตรวจสอบรพเข้าไปไม่เข้าประกันสึง ปี2560, ตรวจสอบ, เอกชน, อยู่, ไม่อยู่, ประกันสังคม

สำนักงานประกันสังคม จัดทำรายชื่อรพ.รัฐบาลและเอกชนที่เข้าร่วมโครงการประกันสังคมปี 2560 อยากรู้โรงพยาบาลไหนเข้าไม่เข้าประกันสังคม ตรวจสอบได้

      สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน จัดทำ รายชื่อสถานพยาบาลแยกตามจังหวัด ปี 2560 ซึ่งผู้ใช้บัตรประกันสังคม สามารถตรวจสอบรายชื่อรพ.ทั้งรัฐและเอกชนที่เข้าร่วมโครงการประกันสังคมได้

     ทั้งนี้สถานพยาบาลหลักในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ) มีโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดนั้น เป็นเครือข่าย หมายเหตุ *มีสถานพยาบาลเครือข่ายตามผนวกได้ตามรายละเอียดนี้      http://www.sso.go.th/wprp/uploads/ayutthaya/uploadImages/file/hospitallist2560(2).pdf

สถานพยาบาลของรัฐบาล ในพื้นที่กทม.

 1.คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล*

2.รพ.กลาง*

3.รพ.จฬุาลงกรณ์

4.รพ.เจริญกรุงประชารักษ์*

5.รพ.ตากสิน*

6.รพ.ตำรวจ

7.รพ.นพรัตนราชธานี(สธ)*

8.รพ.พระมงกฎุเกล้า

9.รพ.ภูมิพลอดลุยเดช

10.รพ.ราชวิถิี(สธ)

11.รพ.รามาธิบดี

12.รพ.ราชพิพัฒน์*

13.รพ.เลิดสิน (สธ)*

14.รพ.เวชการุณย์รัศมิ์*

15.รพ.ศิริราช*

16.รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า*

17.รพ.สิริินธร*

18.รพ.หลวงพ่อ ทวีศักดิ์ชตุ นิธฺโรอุทิศ *

สถานพยาบาลของเอกชน ในพื้นที่กทม.

1.รพ.กล้วยนำ้ไท*

2.รพ.เกษมราษฎร์บางแคโรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่

3.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญเ่กษมราษฎร์ประชาชื่น

4.รพ.การุญเวช สุขาภิบาล 3

5.นวมินทร์โรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่*

6.นวมินทร์9 โรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่*

7.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่บางนา 1*

8.รพ.บางปะกอก 8 โรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่*

9.รพ.บางไผ่โ่รงพยาบาลทวั่ ไปขนาดใหญ่*

10.รพ.บางมดโรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่*

11.รพ.บีแคร์เมดิคอลเซ็นเตอร์*

12.ร.พ.ประชาพัฒน์โรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่*

13.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่ เปาโล โชคชัย 4*

14.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่พระราม2*

15.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่เพชรเกษม 2*

16.รพ.เพชรเวชโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่

17.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่แพทย์ปัญญา*

18.รพ.มเหสักข์*

19.รพ.มงกุฎุวัฒนะ

20.รพ.มิชชั่นโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่*

21.รพ.ยันฮี*

22.รพ.ทั่่วไปขนาดใหญ่ราษฎร์บรูณะ*

23.รพ.ทั่วไปขนาดใหญ่ลาดพร้าว

24.วิภาราม โรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่

25.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่ศิครินทร์*

26.รพ.สายไหมโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่*

27.รพ.สุขสวัสดิ์โรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่*

28.รพ.หัวเฉียวโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่*

กระบี่ 1.รพ.กระบี่ (สธ)*

กาญจนบุรี 1.รพ.ค่ายสุรสหี์ 2.รพ.พหลพลพยุหเสนา (สธ)* 3.รพ.มะการักษ์(สธ)*

กาฬสินธุ์ 1.รพ.กาฬสินธุ์(สธ)*

 กำแพงเพชร 1.รพ.กำแพงเพชร (สธ)*

ขอนแก่น 1.รพ.ขอนแก่น (สธ)* 2.รพ.ชุม แพ (สธ)* 3.รพ.ศรีนครินทร์

จันทบุรี  1.รพ.พระปกเกล้า (สธ)*

ฉะเชิงเทรา 1.รพ.พุทธโสธร (สธ)* 2.รพ.เกษมราษฎร์ฉะเชิงเทราโรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่* ่ 3.จุฬารัตน์11 อินเตอร์โรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่*

ชลบุรี 1.รพ.ชลบุรี(สธ)* 2.รพ.พนัสนิคม (สธ)* 3.รพ.สมเด็จ พระนางเจ้าสิริิกิ์ติ* 4.รพ.สมเด็จ พระบรมราชเทวีณ ศรีราชา* 5.รพ.เมืองพัทยา* 6.รพ.มหาวิทยาลัยบูรพา 7.รพ.ปิยะเวชช์บ่อวินโรงพยาบาลทั่วไปขนาดกลาง 8.รพ.แหลมฉบัง (สธ)* 9.รพ.พญาไทศรีราชาโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่* 10.วิภารามแหลมฉบังโรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่ 11.วิภารามอมตะนครโรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่ 12. เอกชล 2 โรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่*

ชัยนาท 1.รพ.ชัยนาทนเรนทร (สธ)*

 ชัยภูมิ 1.รพ.ชัยภูมิ(สธ)*

 ชุมพร 1.รพ.ชุม พรเขตรอุดมศักดิ์(สธ)*

เชียงราย 1.รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์(สธ) * 2.รพ.เกษมราษฎร์ศรีบุรินทร์*

เชียงใหม่ 1.รพ.นครพิงค์(สธ)* 2.รพ.มหาราชนครเชียงใหม* ่ 3.รพ.สันป่าตอง (สธ)* 4.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่ เชียงใหม่ใกล้หมอ* 5.รพ.ทั่วไปขนาดใหญ่เทพปัญญา* 6.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่ราชเวชเชียงใหม* ่ 7.รพ.ทั่วไปขนาดใหญ่ลานนา*

ตรัง 1.รพ.ตรัง (สธ)*

 ตราด 1.รพ.ตราด (สธ)*

 ตาก 1.รพ.แม่ส อด (สธ)* 2.รพ.สมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช (สธ)*

นครนายก 1.รพ.นครนายก (สธ)* 2.รพ.ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

นครปฐม 1.รพ.จันทรุเบกษา 2.รพ.นครปฐม (สธ)* 3.รพ.เมตตาประชารักษ์วัดไร่ขงิ (สธ)* 4.รพ.เทพากรโรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่*

นครพนม 1.รพ.นครพนม (สธ)*

นครราชสีมา 1.รพ.ค่ายสุร นารี 2.รพ.เทพรัตน์นครราชสีมา (สธ)* 3.รพ.

ปากช่งนานา (สธ)* 4.รพ.มหาราชนครราชสีมา (สธ)* 5.รพ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี6.รพ.ป.แพทย์

 นครศรีธรรมราช 1.รพ.ค่ายวชิราวธุ 2.รพ.ทุ่งสง (สธ)* 3.รพ.ท่าศาลา (สธ)* 4.รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช(สธ)* 5.รพ.สิชล (สธ)*

นครสวรรค์ 1.รพ.สวรรค์ประชารักษ์(สธ)* 2.รพ.ร่มฉัตร

นนทบุรี 1.รพ.ชลประทาน* 2.รพ.พระนั่งเกล้า(สธ)* 3.สถาบัน บำราศนราดูร (สธ)* 4.รพ.กรุงไทย* 5.รพ.ทั่วไปขนาดใหญ่การุญเวช รัตนาธเิบศร์ 6.รพ.เกษมราษฎร์รัตนาธเิบศร์* 7.รพ.วภิาราม ปากเกร็ด

** สถานพยาบาลหลักในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ) มีโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดนั้น เป็นเครือข่าย หมายเหตุ *มีสถานพยาบาลเครือข่ายตามผนวก http://www.sso.go.th/wprp/uploads/ayutthaya/uploadImages/file/hospitallist2560(2).pdf

ที่มา : สำนักงานประกันสังคม

เช็คก่อนเปลี่ยนรพ.เอกชน-รัฐในประกันสังคมปี 60

เช็คก่อนเปลี่ยนรพ.เอกชน-รัฐในประกันสังคมปี 60เช็คก่อนเปลี่ยนรพ.เอกชน-รัฐในประกันสังคมปี 60

บอร์ดบริหารกยศ.ไร้คนอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293563

บอร์ดบริหารกยศ.ไร้คนอุดมศึกษา

ไม่มีปัญหา, แจง, บอร์ดบริหารกยศ, กองทุนเงินกยศ, กยศ, บอร์ด, บริหาร, ไร้, อุดมศึกษา

ชี้บอร์ดบริหารกองทุนกยศ.ตามพ.ร.บ.ใหม่ ไร้ตัวแทนอุดมศึกษา ไม่ใช่ปัญหา แจงมีในคณะอนุกรรมการกํากับและประเมินสถานศึกษา

       นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่าจากกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับเก่า กำหนดให้มีอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่หนึ่ง โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดูแล และอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่สอง อยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

แต่สำหรับ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นฉบับใหม่และเพิ่งมีผลบังคับใช้ ไม่มีอนุบัญชีจ่ายที่หนึ่งและสองแล้ว โดยรวมเป็นชุดเดียวทั้งมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการในบอร์ดบริหารกองทุนเท่านั้น ไม่ได้มีตัวแทนระดับอุดมศึกษานั้น  ในส่วนของบอร์ดบริหารกองทุนฯที่ไม่มีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเข้ามาเป็นกรรมการ

แต่ในมาตรา 22กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการกํากับและประเมินสถานศึกษาที่เข้าร่วมดําเนินงาน กับกองทุน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานอนุกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  ผู้อํานวยการสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ผู้แทนสํานักงบประมาณ  ผู้แทนกรมบัญชีกลาง และผู้ทรงคุณวุฒิจํานวนสามคน ดังนั้น ทุกฝ่ายจะมีส่วนร่วมในการทำงานกับกองทุนฯ

ขณะเดียวกันในอนาคต หากมีการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ในส่วนของการเชื่อมโยงกับกระทรวงใหม่นั้น จะต้องมีการหารือกันอีกครั้ง  เนื่องจากในขณะที่ร่างกฎหมายใหม่ ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่มีปัญหา สามารถที่จะแก้ปัญหานี้ได้
ทั้งนี้  กยศ.ได้มีนโยบายที่จะให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานทนายความ ซึ่งมีหน้าที่ติดตามการชำระเงินกู้มีการตรวจสอบรายละเอียด ทั้งชื่อ นามสกุลวันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้กู้ อย่างรอบคอบ

ซึ่งคาดหวังว่าในอนาคตจะไม่มีข้อผิดพลาดกรณีที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา  ติดตามเรียกเก็บเงินกู้ยืมจากผู้กู้ผิดคน บางรายเป็นผู้ที่เสียชีวิตแล้ว หรือมีชื่อนามสกุลซ้ำกับผู้กู้แต่เป็นคนละบุคคลนั้น

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์”น้อง-พี่” มมส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293380

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์”น้อง-พี่” มมส

เชื่อมสัมพันธ์น้องพี่, ลอดซุ้มประเพณี, รับน้องใหม่, มมส, น้อง-พี่

มมส.จัด MSU Freshy Day and Freshy Night 2017เพื่อต้อนรับนิสิตใหม่ วาง 6 ฐานกิจกรรมให้น้องได้รับความรู้ เรื่องราวของมหาวิทยาลัย สนุก ปลอดภัย และบรรยากาศอบอุ่น

        องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดกิจกรรมลอดซุ้มประเพณีน้องใหม่ ภายใต้โครงการ MSU Freshy Day and Freshy Night 2017   โดยมีรูปแบบในการจัดซุ้มทั้งหมด 6 ซุ้ม หรือ 6 ฐานที่จะให้ข้อมูลความรู้และความสนุกสนานให้กับน้อง ได้แก่ ฐานอธิบาย ความหมาย ธงมหาวิทยาลัย ธงประจำรุ่นต่างๆ 4 รุ่น และความหมายของตราโรจนากร ,ฐานอธิบาย ความหมาย และความเป็นมา ประวัติมหาวิทยาลัย ,ฐานอธิบาย สี,ต้นไม้, ประจำสถาบัน ,ฐานอธิบาย อัตลักษณ์ และเอกลักษณ์ ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ,ฐานอธิบาย ความหมาย ปรัชญามหาวิทยาลัยมหาสารคาม และฐานให้ความสนุกและความบันเทิงตลอดจนของรางวัล จากผู้สนับสนุนกิจกรรม ซึ่งมีรุ่นพี่แต่ละคณะ/วิทยาลัย ร่วมให้การต้อนรับผ่านซุ้มต่างๆ พร้อมทั้งเสียงกลองและเสียงร้องเพลงเชียร์ดังกระหึ่มตลอดโดยรอบอาคารพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์"น้อง-พี่" มมส

สำหรับกิจกรรมการลอดซุ้มในวันนี้ ถือเป็นการให้นิสิตใหม่ รุ่นมฤคมาศ 11 ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งถือเป็นประเพณีที่ชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้สืบทอดและปฏิบัติต่อกันมา โดยพี่เลี้ยงน้องใหม่ ได้เตรียมซุ้ม เพื่อให้นิสิตใหม่ทุกคนลอดซุ้ม เป็นฐานความรู้ ตามหลักวิชาการด้านนิสิตสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหลักวิชาการสากล ตลอดจนให้นิสิตใหม่มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมรุ่น รุ่นพี่ และคณาจารย์ ให้มีความรักความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของสถาบัน ชูภาพลักษณ์มหาวิทยาลัย และทำให้นิสิตใหม่กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์ และผ่อนคลายความเครียดจากการเรียน อีกด้วย

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์"น้อง-พี่" มมส

ในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ดร.มลฤดี  เชาวรัตน์  รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต  พร้อมด้วย  นายสุนทร  เดชชัย  ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ตลอดจนอาจารย์  บุคลากร  ได้เดินตรวจดูความเป็นระเบียบเรียบร้อย บริเวณโดยรอบอาคารพลศึกษา  ให้อยู่ในขอบเขตที่ได้ตกลงกันไว้คือ ให้รับน้องด้วยความรักความอบอุ่น  มีความปลอดภัย  ปราศจากความรุนแรง  และทำกิจกรรมให้น้องใหม่  มีความรักสถาบัน มีความผูกพันระหว่างพี่น้องร่วมสถาบันกันอย่างประทับใจ

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์"น้อง-พี่" มมส

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์"น้อง-พี่" มมส

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์"น้อง-พี่" มมส


3 ขั้นตอนปลุกพลังสร้างสรรค์ในเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293373

3 ขั้นตอนปลุกพลังสร้างสรรค์ในเด็ก

เยาวชน, ทำให้ดู, ดูเขาทำ, YIP, สสส

มธ.-สร้างกระบวนการพัฒนา 3 ขั้นตอน “ทำให้ดู-ดูเขาทำ-ดูเขาถ่ายทอด” สร้างกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาเยาวชนสร้างสรรค์ จ.ปทุมธานี

       มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดอบรมแกนนำนักเรียนโครงการพัฒนาเยาวชนในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์:โรงเรียนระดับประถมศึกษา ในจังหวัดปทุมธานี(Young Influencer Phathumthani (YIP) เพื่อสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ทั้งในและนอกหลักสูตรของเด็กและเยาวชน และเป็นต้นแบบของการจัดการเรียนรู้และมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในจังหวัดปทุมธานี ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมจำนวน 40 โรงเรียน ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี
3 ขั้นตอนปลุกพลังสร้างสรรค์ในเด็ก
นายธรรมพล ศรีสุวรรณ พรชฎาธร

      นายธรรมพล ศรีสุวรรณ พรชฎาธร ผู้บริหารโครงการ กล่าวว่า โครงการพัฒนาเยาวชนในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์สำคัญ4 ประเด็น คือ 1.เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาในจังหวัดปทุมธานีอย่างสร้างสรรค์เพื่อเสริมคุณค่าในด้านต่าง ๆ และสามารถสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้ 2.พัฒนาบุคลากรผู้ปฏิบัติงานด้านเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาโดยเฉพาะครูและองค์กรภาคีในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีให้มีความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการทำงานด้านการพัฒนาเยาวชนอย่างสร้างสรรค์ 3.รวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากโครงการเผยแพร่และสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา อีกทั้งยังสามารถนำไปขยายผลในพื้นที่นอกจังหวัดปทุมธานีต่อไป และ 4.เพื่อลดปัญหาเยาวชนที่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงและพัฒนาสุขภาวะของเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

3 ขั้นตอนปลุกพลังสร้างสรรค์ในเด็ก

       นายธรรมพล กล่าวต่อว่า กระบวนการทำงานของโครงการใช้แนวคิดการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนในการพัฒนาครูและนักเรียน โดยเน้นกระบวนการพัฒนา 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.ทำให้ดู 2.ดูเขาทำ และ 3.ดูเขาถ่ายทอด ดังนั้น การทำงานให้ประสบความสำเร็จต้องสร้างเครื่องมือที่ทำให้ทั้งครูและเด็กมีความสุข เพราะเมื่อครูมีความสุขในการสอน มีความสุขในการพัฒนาเด็กแล้วครูจะทำให้เด็กมีความสุขเอง ฉะนั้น กระบวนการทำงานของโครงการไม่ได้ให้ทำตามแต่ลงไปทำด้วย โดยครูนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทของโรงเรียน

3 ขั้นตอนปลุกพลังสร้างสรรค์ในเด็ก

โดยพิจารณาจาก 3 ต้นทุน คือ 1.ทุนเดิมในโรงเรียน (ชุมชน บริบท วัฒนธรรม เรื่องราวในท้องถิ่น) 2.ต้นทุนโอกาสทางการศึกษาที่รัฐบาลจัดให้ทั้งนโยบายและการสนับสนุน 3.ต้นทุนใหม่ที่เติมลงไป คือ กระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือตัวเด็กมีพลังมีศักยภาพ โดยโรงเรียนเป็นผู้สนับสนุนให้ประสบความสำเร็จให้เด็กเดินต่อไปได้ อีกทั้ง อย่าผลักการศึกษาให้เป็นหน้าที่ของครูเพียงผู้เดียว เพราะมีคนหลายคนที่มีศักยภาพพร้อมที่จะแบ่งปัน สนับสนุนทรัพยากรสร้างประเทศเพื่อความยั่งยืนร่วมกัน

3 ขั้นตอนปลุกพลังสร้างสรรค์ในเด็ก

“กระบวนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมุ่งเน้นวิชาการจนเกินไป แต่สามารถก่อเกิดความรู้ภายในตัวเด็กจากการเล่น เมื่อเด็กเล่นจิตก็เปิดเกิดความสนุกได้วิชาความรู้ เพียงครูทำหน้าที่ให้รู้ว่าสิ่งที่เล่นคือเนื้อหา สาระในเรื่องใด ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ซึ่งต้องสื่อสารทำให้ครูเข้าใจได้ง่ายที่สุดและเป็นประโยชน์กับเด็กมากที่สุด ดังนั้น หากจะถามว่าได้รูปแบบหรือนวัตกรรมอะไรจากโครงการ คำตอบที่เกิดจากผลลัพธ์ของการทำงานไม่มีรูปแบบที่สำเร็จ แต่มีรูปแบบที่ดีที่สุดของแต่ละพื้นที่เป็นนวัตกรรมเฉพาะพื้นที่ เพื่อสร้างสิ่งที่เหมาะสมกับโรงเรียน เนื่องจากบางครั้งไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้ใหม่ แต่เป็นความรู้ที่เหมาะสมกับโรงเรียนก็เพียงพอแล้ว ฉะนั้น นวัตกรรมสำคัญคือการเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเด็ก ต้องใจเย็นอย่าใจร้อนที่จะเร่งใส่ปุ๋ย พรวนดินให้เห็นผลเร็วจนเกินไป” นายธรรมพล กล่าว

ผู้พิการภาคใต้มีภาวะเครียด-เสี่ยงซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293391

ผู้พิการภาคใต้มีภาวะเครียด-เสี่ยงซึมเศร้า

ปัตตานี, ภาคใต้, คนพิการ, ความเครียด, กรมสุขภาพจิต

กรมสุขภาพจิต มอบรถเข็นและอุปกรณ์การแพทย์พระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แก่เด็กพิการศูนย์การศึกษาพิเศษและผู้ใหญ่ ในจ.ปัตตานีและนราธิวาส 68 คนเพิ่มพลัง

      เมื่อวันที่ 26 ส.ค.60 – ที่โรงแรมซีเอสปัตตานี จ.ปัตตานี น.อ.ต.นพ.บุญเรือง  ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยนพ.สมัย  ศิริทองถาวร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต นายพงศ์เทพ  ไข่มุกด์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พ.ญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 และพ.ญ.บุญศิริ  จันทร์ศิริมงคล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ มอบอุปกรณ์การแพทย์พระราชทานในพระนามาภิไธยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดยสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จำนวน 99 รายการ ซึ่งได้รับบริจาคมาจากองค์กรการกุศลต่างประเทศ ประกอบด้วยรถเข็น35 คัน และอุปกรณ์อื่นๆ อีก 64 ชิ้น ได้แก่ ไม้ค้ำยัน วอร์คเกอร์ เครื่องช่วยพยุงเดินที่มีล้อและเบรก เบาะนั่ง ราวจับห้องน้ำ ฟูกนอน รวมมูลค่า 1,089,050 บาท ให้แก่ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวในจ.ปัตตานี จำนวน 34 คน เป็นประชาชนทั่วไป 9 คน และเด็กนักเรียนจากศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจ.ปัตตานี 25 คน ส่วนใหญ่พิการทางสมอง จากภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ ขาดออกซิเจน ซึ่งเด็กจะมีปัญหากล้ามเนื้อที่แขนขาเกร็ง เดินไม่ได้และมีพัฒนาการล่าช้า   เพื่อเพิ่มพลังใจ เพิ่มโอกาสในการดำเนินชีวิตได้สุขสบายขึ้น

 

ผู้พิการภาคใต้มีภาวะเครียด-เสี่ยงซึมเศร้า

อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า กรมสุขภาพจิตมีนโยบายส่งเสริมสุขภาพจิตกลุ่มผู้พิการ ให้มีคุณค่าและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างปกติสุขที่สุด สามารถพัฒนาทักษะความสามารถของตนเองที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่และเกิดประโยชน์ให้มากที่สุด จากผลการวิจัยพบว่าผู้พิการส่วนมากร้อยละ 75 มีปัญหาสุขภาพจิต เรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจมากที่สุดคือไปไหนมาไหนไม่สะดวก รองลงมาคือรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระผู้อื่น ในส่วนของผู้พิการที่อยู่ในพื้นชายแดนใต้ เช่นที่จ.ปัตตานีที่ได้รับมอบอุปกรณ์การแพทย์พระราชทานฯ

ผลการสำรวจล่าสุดในปี 2559 พบว่ามีความเครียดสูงร้อยละ 38 ในจำนวนนี้มีความเสี่ยงเกิดอาการซึมเศร้าร้อยละ 28  การมอบอุปกรณ์ช่วยเหลือจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนให้ผู้พิการทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถยืนหยัดด้วยตนเอง บรรเทาความเครียดจากข้อจำกัดของการใช้ชีวิตประจำวันได้ ซึ่งกรมสุขภาพจิตได้มอบอุปกรณ์การแพทย์พระราชทานฯให้ผู้พิการในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะผู้พิการที่อยู่ในครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2553 เป็นต้นมาจนถึงปี 2559 มอบไปแล้ว 842 รายการ ในจำนวนนี้เป็นรถเข็น 320 คัน รวม 4.7ล้านบาท

ผู้พิการภาคใต้มีภาวะเครียด-เสี่ยงซึมเศร้า

โดยในปีนี้ได้ขยายเข้าสู่กลุ่มนักเรียนจากศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจ.ปัตตานี และนราธิวาสด้วย รวม 56 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กพิการทางสมอง บางรายพิการซ้ำซ้อนทั้งร่างกายและทางสมองร่วมด้วย และมอบให้ประชาชนทั่วไปอีก12คน ส่วนใหญ่พิการเป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่าง เดินไม่ได้ สาเหตุเกิดจากโรคหลอดเลือดสมองแตก โรคกระดูกพรุน

” การช่วยเหลือครั้งนี้ จะช่วยให้เด็กพิการมีโอกาสช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น แบ่งเบาภาระของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องคอยอุ้มไปไหนมาไหนตลอดทั้งวัน โดยในวันพรุ่งนี้ ( 27 สิงหาคม 2560)     จะมอบอุปกรณ์ชนิดเดียวกันให้ผู้พิการที่จ.นราธิวาสด้วย จำนวน 32 คน เป็นนักเรียน 25 คน ประชาชนทั่วไป 7 คน รวมจำนวน 92 ชิ้น มูลค่า 1,147,750 บาท ในจำนวนนี้ได้จัดเตรียมรถเข็นไฟฟ้าจำนวน ๑ คัน มูลค่า 3,000 ดอลล่าร์สหรัฐ มอบให้เด็กนักเรียนหญิงที่ร่างกายพิการ แต่สมองการเรียนรู้ดี สามารถใช้มือสองข้างได้ เพื่อให้เด็กนำไปใช้ในการเรียนหนังสือ และได้มอบให้ศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 ดำเนินการดูแลส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กนักเรียนในศูนย์การศึกษาพิเศษทั้ง 2แห่งอย่างต่อเนื่อง” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

ผู้พิการภาคใต้มีภาวะเครียด-เสี่ยงซึมเศร้า

สำหรับรถเข็นนั่งในโครงการฯ นี้ จะมีความพิเศษ โดยทีมอาสาจากองค์การกุศลทั้งในและต่างประเทศเช่นอังกฤษ อิหร่าน เยอรมัน มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ประมาณ 20 คน ซึ่งมีประสบการณ์ในการช่วยคนพิการและดูแลอุปกรณ์ช่วยความพิการ จะทำการปรับวัดขนาดของรถและที่นั่งให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้พิการแต่ละคนมากที่สุด สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย สะดวกสบาย และจะเปลี่ยนให้ทุก 5 ปี ตามการเจริญเติบโตของเด็ก

ภาพรวมตั้งแต่พ.ศ.2543 ถึงปัจจุบัน กรมสุขภาพจิตได้รับบริจาคอุปกรณ์จากองค์กรการกุศลต่างประเทศ62 ครั้ง มูลค่า 171 ล้านบาท และนำไปมอบให้เด็กและคนพิการแล้ว 23,200 คน  ทั้งนี้สถานการณ์ผู้พิการทั่วประเทศ รายงานข้อมูลของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ล่าสุดในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2559 มีผู้พิการ 1.5 ล้านกว่าคน โดยพบความพิการทางการเคลื่อนไหว เดินไม่ได้มากที่สุดเกือบร้อยละ 50เช่นขาขาด ขาบิดงอ สาเหตุหลักของความพิการเกิดมาจากการเจ็บป่วย เช่นโรคเบาหวาน อุบัติเหตุ ข้อสันหลังอักเสบ โรคลมชักพบได้ร้อยละ 44 ซึ่งสูงกว่าความพิการแต่กำเนิดและพันธุกรรมประมาณ 2 เท่าตัว

มรส.-กาแฟพันธุ์ไทยเพิ่มช่องทางฝึกอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293331

มรส.-กาแฟพันธุ์ไทยเพิ่มช่องทางฝึกอาชีพ

ฝึกประสบการณ์, กาแฟพันธุ์ไทย, สวนสุนันทา, พีทีจี, มรส, มหาชน

“สวนสุนันทา” จับมือ“พีทีจี” ผุดร้านกาแฟพันธ์ุไทยสาขา มรส.ทั้งเป็นที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ รูปแบบสหกิจศึกษา ยอดหลักสูตรเปิดโลกกว้างพัฒนาศักยภาพตนเอง

      รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มรส.) เป็นประธานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างวิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการกับบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และบริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด โดยนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ณ ร้านกาแฟพันธุ์ไทย สาขามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา อาคารสมาคมชาวชัยนาท

รศ.ดร.ฤๅเดช กล่าวว่า มรส.มีนโยบายในการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นให้ความรู้อย่างใกล้ชิด นักศึกษาสวนสุนันทาจะต้องมีบุคลิกภาพที่ดีในทุกด้าน ทั้งด้านกายภาพ ด้านภาษาอังกฤษ และด้านความสามารถพิเศษ นอกจากเน้นการลงมือปฏิบัติจริงจากหน่วยงานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย นับเป็นการเปิดโลกทัศน์ที่กว้างให้กับนักศึกษา ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นในรูปแบบสหกิจศึกษา ที่นักศึกษาจะมีโอกาสได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และการหารายได้ระหว่างเรียน ดังนั้น ต่อไปนี้จะต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนเพื่อจะได้ยืนหยัดอยู่ในโลกกว้างภายใต้โอกาสที่มหาวิทยาลัยมอบให้จากแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ISE ปีที่ 12 มุ่งสู่มาตรฐานสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293369

ISE ปีที่ 12 มุ่งสู่มาตรฐานสากล

ปีที่ 12, จุฬา, หลักสูตรนานาชาติ, วิศวะ, ISE, ปีที่, มุ่งสู่มาตรฐานสากล, ปริญญาตรี, AERO, Nano Engineering หรือ NANO, รอบที่ 1

ก้าวสู่ปีที่ 12 วิศวะ หลักสูตรนานาชาติ จุฬาฯ หรือ ISE เน้นบริหารใหม่เชื่อมโยงการสอนกับการประยุกต์ใช้งานจริง ผุดหลักสูตร Individual Major Program รับรุ่นแรกปี 61

       คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย่างเข้าสู่ปีที่ 12 นั้นผลิตนักศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มีคุณภาพซึ่งได้ร่วมทำงานทั้งบริษัทในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวน 1,266 คน รศ.ดร.ธวัชชัย ชรินพาณิชกุล รองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ก่อตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นที่แรกของประเทศไทยมีประวัติอันยาวนานกว่า 104 ปี ในส่วนของคณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ ก้าวสู่ปีที่ 12 ที่ผ่านมา สถาบันได้รับการยกย่องและเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก เป็นสถาบันที่ผลิตวิศวกรที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญระดับโลกด้วยองค์ความรู้และทักษะปฏิบัติ เพราะเรามุ่งมั่นในการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์แนวใหม่ที่อยู่ภายใต้ต้นแบบที่เรียกว่า วิศวศึกษา 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ด้วยวิสัยทัศน์ที่ส่งเสริมการพัฒนาให้นักศึกษาให้มีความรู้และทักษะสำคัญทั้ง 4 ด้าน คือ ความรู้ ทักษะส่วนบุคคล การทำงานเป็นทีม และความคิดในการออกแบบ เพื่อรับรองการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคมโลก เมื่อนักศึกษาจบไปแล้ว สามารถเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมและช่วยเหลือสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

ISE ปีที่ 12 มุ่งสู่มาตรฐานสากล

รศ.ดร.ธวัชชัย ชรินพาณิชกุล

“ในวาระครบรอบ 12 ปีนี้ ทิศทางการพัฒนาหลักสูตรนานาชาติของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จะใช้นโยบายการบริหารแบบใหม่ เป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เน้นการเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับการประยุกต์ใช้งานจริง พร้อมทั้งการบูรณการกิจกรรมเสริมหลักสูตร การแลกเปลี่ยนนักศึกษากับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับนานาชาติ การฝึกงานของนักศึกษาในหน่วยงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศ ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อฝึกอบรมและเปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ด้วยเครื่องมือทันสมัยและสามารถต่อยอดไปสู่การออกแบบเชิงนวัตกรรม นอกจากนี้ เราร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการดำเนินกิจกรรมจิตอาสาเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าว

ISE ปีที่ 12 มุ่งสู่มาตรฐานสากล

ผศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์

ผศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารหลักสูตรฯ และรองผู้อำนวยการฯ เปิดเผยว่า ความมุ่งมั่นของเราคือ “ผลิตวิศวกรคุณภาพระดับโลกเพื่อสร้างสรรค์สังคมนวัตกรรมใหม่” ให้สมกับที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่มีความเป็นเลิศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาหลักสูตร การบริการด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่โดดเด่น อาทิ ห้องเรียน Active Learning ห้องสมุดที่ทันสมัย ห้องปฏิบัติการหน่วยงานวิจัย และ i-Design Workspace คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี 12 ภาควิชา มีนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 4,000 คนจากทั่วประเทศ และ นักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกอีกกว่า 2,000 คน มีคณาจารย์เชี่ยวชาญกว่า 300 คนซึ่งส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลก

ISE ปีที่ 12 มุ่งสู่มาตรฐานสากล

“ปัจจุบันกำลังดำเนินการพัฒนาหลักสูตรใหม่ เช่น หลักสูตรปริญญาตรี การพัฒนาหลักสูตร Individual Major Program ที่นักศึกษาเลือกเรียนในกลุ่มวิชาที่สนใจเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ซึ่งเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่พัฒนาหลักสูตรนี้ คาดว่าจะได้ใช้ภายในปีหน้าที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรใหม่ที่จะเปิดในปีหน้า คือ Smart Urban เป็นหลักสูตรปริญญาโท เปิดกว้างสำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ต้องเข้ามาเรียน full time เหมือนนักศึกษา เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานแล้วสามารถเข้ามาเรียนเพื่อสะสมหน่วยกิตแล้วนำมาทำเครดิตเพื่อขอจบปริญญาโทได้ หลักสูตรนี้มีลักษณะที่เป็นสหสาขาวิชา เป็นหลักสูตรที่ถูกออแบบมาให้ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของปัจจุบัน ตอนนี้หลักสูตรการอนุมัติแล้วและเตรียมเปิดในปี 2561”

ISE ปีที่ 12 มุ่งสู่มาตรฐานสากล

อย่างไรก็ตาม หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (ปริญญาตรี) ของสำนักบริหารหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติ International School of Engineering (ISE) ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีลักษณะเป็นหลักสูตรสหวิศวกรรมศาสตร์ ประกอบด้วย 4 หลักสูตร ได้แก่ 1. หลักสูตรวิศวกรรมการออกแบบและผลิตยานยนต์ (Automotive Design and Manufacturing Engineering หรือ ADME) 2. หลักสูตรวิศวกรรมอากาศยาน Aerospace Engineering (AERO) 3. หลักสูตรวิศวกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Engineering หรือ ICE) และ 4. หลักสูตรวิศวกรรมนาโน (Nano Engineering หรือ NANO)

สำหรับปีการศึกษา 2561 ISE จะเปิดรับสมัครนิสิตเข้าศึกษาในทั้ง 4 หลักสูตร ทั้งหมด 3 รอบด้วยกัน ในระหว่างวันที่ 2 – 31 ตุลาคม 2560 (รอบที่ 1) วันที่ 4 – 31 มกราคม 2561 และวันที่ 1 – 31 มีนาคม 2561 โดยในปีนี้ผู้สมัครในรอบแรก สามารถสมัครขอรับทุนการศึกษาสำหรับผู้มีคุณสมบัติตามประกาศของ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ http://www.ise.eng.chula.ac.th