Tech for life : 6 สิงหาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284580

Tech for life : 6 สิงหาคม 2560

Tech for life : 6 สิงหาคม 2560

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไฮเทค

หัวเว่ย เปิดตัวรถพลังงานแสงอาทิตย์ หัวเว่ย ซอนเน่นวาเก้น (Huawei Sonnenwagen) เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในรายการ เวิลด์ โซลาร์ ชาเลนจ์ ประจำปี 2017 (World Solar Challenge 2017) ในเมื่อเร็วๆ นี้ ระยะทาง 3,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการแข่งขันรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์สุดหฤโหดของโลก เริ่มต้นจากเมืองดาร์วินผ่านเส้นทางแสนทุรกันดารของออสเตรเลีย

บินได้

อาจเคยเห็นรถยนต์ที่บินได้ในหนังฮอลลีวู้ดมาบ้างแล้ว แต่ในโลกความจริง โตโยต้า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ร่วมกับบริษัทเอกชน 14 แห่ง ประกาศทุ่มเงินลงทุนมูลค่ากว่า 42 ล้านเยน (ราว 13 ล้านบาทไทย) พัฒนารถยนต์ที่บินได้ โดยผลิตออกมาเพื่อใช้เป็นตัวจุดคบเพลิงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิกในปี 2563 เท่านั้น ต้องรอดูของจริงอีก2-3ปีนี้

Taxi Ok

ข้อมูล กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมาพบว่ามีข้อร้องเรียนการให้บริการแท็กซี่กว่า 37,000 เรื่อง ครึ่งหนึ่งเป็นการปฏิเสธรับส่งผู้โดยสาร

โดยการแก้ไข กรมฯเตรียมสนับสนุนระบบเรียกบริการรถแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่น “Taxi OK” บนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เพื่อตอบโจทย์การเข้าถึงการให้บริการรถแท็กซี่สำหรับผู้โดยสาร สามารถเรียกใช้บริการรถทุกคันที่อยู่ในสังกัดศูนย์ให้บริการรถแท็กซี่ได้อย่างสะดวก จะเริ่มนำออกมาให้ประชาชนได้ใช้บริการได้ภายในปลายปีนี้

 

พันธุ์อึด

พีเอ็มเอช โฮลดิ้ง เปิดตัว Ruggear (รักเกียร์) สมาร์ทโฟนจากเยอรมนี เน้นงานสมบุก สมบัน พื้นที่อันตรายจากสารเคมี หเหมาะสำหรับคนที่ทำอาชีพ วิศกร หรือผู้รับเหมา โดยมีรุ่น RG160 ราคา 5,990 บาท เป็นตัวชูโรง นอกจากนี้ มีรุ่นที่ลงท้ายด้วยรหัส .2 จะเป็นโมเดลสำหรับใช้งานใน Zone 2 ซึ่งเป็นพื้นที่อันตรายเนื่องจากมีรั่วไหลของก๊าซ มีมาตรฐาน IP68 กันน้ำได้ลึกสูงสุด 2 เมตร เป็นเวลา 30 นาที และรับแรงตกกระแทกสูงสุด 1.8 เมตร

ตะลอนเที่ยว : กาตาร์ เมืองเศรษฐี ไข่มุกแห่งตะวันออกกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284635

ตะลอนเที่ยว : กาตาร์ เมืองเศรษฐี ไข่มุกแห่งตะวันออกกลาง

ตะลอนเที่ยว : กาตาร์ เมืองเศรษฐี ไข่มุกแห่งตะวันออกกลาง

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กาตาร์กลายเป็นเมืองที่คนไทยประเภทที่ชอบท่องเที่ยวดินแดนในตะวันออกกลางให้ความสนใจมากขึ้นมาโดยทันที หลังจากประเทศนี้ถูกประกาศคว่ำบาตรโดยประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อไม่กี่เดือนมานี่ ข้อกล่าวหาที่ใช้คว่ำบาตรกาตาร์คือสนับสนุนขบวนการก่อการร้าย IS แต่กาตาร์ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างแข็งขัน

คนที่สนอกสนใจการกีฬาคงทราบดีว่ากาตาร์เคยเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2006 และจะเป็นเจ้าภาพแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 และหลายคนก็อาจรู้ดีว่ากาตาร์คือประเทศผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่และรายสำคัญของโลก ดังนั้นรายได้มหาศาลของกาตาร์จึงมาจากการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ กาตาร์มีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรองเป็นอันดับสามของโลก รองจากรัสเซียและอิหร่าน และเป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา

วันนี้ผมจะชวนคุณไปเที่ยวกาตาร์ด้วยกัน ขอบอกก่อนเลยว่าเมืองนี้น่าสนใจมาก

ประเทศนี้มีเจ้าผู้ครองรัฐ หรือเรียกว่า Amir หรือ Emir จากราชวงศ์อัลธานี เจ้าผู้ครองรัฐพระองค์ปัจจุบันคือ ทามิม บิน อาเหม็ด อัล ธานี เมืองหลวงคือกรุงโดฮา พลเมืองชาวกาตาร์มีประมาณ 2 ล้าน 7 แสนคนเท่านั้น แต่ในกาตาร์มีคนงานชาวต่างชาติอาศัยและทำงานเป็นจำนวนหลายแสนคน

มีคำถามแรกว่าจะไปเที่ยวดูอะไรในกรุงโดฮา ตอบได้ทันทีว่าไปดูชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนที่เราเรียกว่ามหาเศรษฐี

สถานที่แรกที่ต้องไปดูคือตลาด (souq) ออกเสียงว่า ซู้ก ตลาดหลักของกรุงโดฮาคือ Souq Waqif เป็นตลาดเก่าแก่กลางเมือง ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวัง เป็นย่านการค้าที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมือง สถาปัตยกรรมเป็นแบบพื้นเมือง เป็นอาคารสูงสองชั้น ซึ่งก็คือ Bazaar ทั่วๆ ไปในย่านตะวันออกกลางและเปอร์เซีย ความน่าสนใจของ souq คือ เป็นจุดศูนย์กลางของสินค้าพื้นเมือง เป็นแหล่งพบปะพูดคุย เจรจาธุรกิจ และพูดคุยในเรื่องต่างๆ นานาจิปาถะ และเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนคลายของผู้คน

ในซู้กแห่งนี้ เราสามารถพบเห็นวิถีชีวิตของชาวตะวันออกกลางได้อย่างหลากหลาย สมัยก่อนจะพบเห็นชาวซาอุฯ ชาวยูเออี ชาวบาห์เรน และยังได้พบเห็นวิถีชีวิตของผู้คนชาวต่างชาติที่เข้าไปทำมาหากินในกรุงโดฮา (แต่หลังกาตาร์ถูกเพื่อนบ้านคว่ำบาตร ก็ทำให้ชาวซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และยูเออีลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า ซู้กวากิฟในกรุงโดฮาน่าสนใจและน่าไปเยี่ยมชม พร้อมน่าจับจ่ายซื้อข้าวของเป็นอย่างมาก

สถานที่ต่อมาที่ต้องไม่พลาดคือพิพิธภัณฑ์กรุงโดฮา หรือ Museum of Islamic Art จะเห็นได้ว่าเขาใช้ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์แห่งศิลปะอิสลาม นั่นหมายความว่า ที่นี่คือศูนย์รวมของศิลปะอิสลาม มีทั้งพรม เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องโลหะ อาวุธ อักษรและตำรา ภาพเขียนและภาพวาด ซึ่งเก็บรวบรวมมาจากที่ต่างๆ อันมิได้เฉพาะของชาวกาตาร์ หรือชาวกาตารันเท่านั้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ยกเว้นวันศุกร์และวันหยุดประจำชาติ และขอบอกว่าเขาจะจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจมาก ดูแล้วไม่น่าเบื่อ แต่ต้องใช้เวลาดูมากสักหน่อย เพราะมีหลายห้องและหลายชั้น

สถานที่ต่อมาคือ Katara Cultural Village หมู่บ้านที่จัดแสดงเรื่องราวทางวัฒนธรรมของชาวกาตาร์หรือกาตารัน ซึ่งทำเป็นสถาปัตยกรรมแบบชนพื้นเมืองที่ผสมผสานความทันสมัยได้อย่างลงตัว แถมมีข้าวของมากมายให้ซื้อหาได้ตามกำลังทรัพย์ แต่ขอบอกว่าราคามิใช่ถูกๆ เลยเชียวแหละ

Imam Muhammad Ibn Abd Al Wahhub Mosque คือสุเหร่าหรือมัสยิดกลางของกรุงโดฮา เป็นศาสนสถานสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ และถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองหลวงแห่งกาตาร์

อันที่จริงสิ่งที่เป็นจุดดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวในกรุงโดฮาอีกอย่างหนึ่งคือ อาคารสูงระฟ้าที่มีสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสุดแปลกตา เช่น ตึกกระจกรูปทรงคดไปคดมา ตึกรูปกระเปาะแก้วทรงรี (บางคนเรียกว่าตึกทรงคอนดอม) ตึกทรงแจกันปากบาน ตึกที่ดูเสมือนมีตาข่ายคลุมรอบตึก

ผมเล่าให้คุณฟังอย่างไรก็คงไม่เหมือนคุณได้ไปเห็นด้วยตาของคุณเอง ดังนั้นถ้าคุณต้องการไปเที่ยวกรุงโดฮา ขอให้ติดต่อ ทัวร์คุณแหน แล้ว Mr.Flower จะพาคุณไปครับ ติดต่อที่ 091-7233615

แล้วเราจะไปตะลอนเที่ยวชมโดฮาด้วยกันครับ ไปเที่ยวสักช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม รับรองว่าอากาศดีมากครับ

‘ไดกิ้น’ ตอกย้ำผู้นำด้านพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คว้ารางวัลอาคารเขียวขั้นสูงสุด ประจำปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284600

‘ไดกิ้น’ ตอกย้ำผู้นำด้านพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คว้ารางวัลอาคารเขียวขั้นสูงสุด ประจำปี 2560

‘ไดกิ้น’ ตอกย้ำผู้นำด้านพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คว้ารางวัลอาคารเขียวขั้นสูงสุด ประจำปี 2560

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ไดกิ้น” ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศชั้นนำระดับโลก จากประเทศญี่ปุ่น ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงานและใส่ใจสิ่งแวดล้อม คว้ารางวัลอาคารเขียวขั้นสูงสุด ระดับ Platinum (ดีเด่น) จากสถาบันอาคารเขียวประเทศไทย โดยได้จัดให้มีพิธีรับมอบรางวัลดังกล่าวจาก นินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานสถาบันอาคารเขียวไทย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ณ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด จ.ชลบุรี

“ไดกิ้น” ในฐานะผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานเป็นหัวใจสำคัญเสมอมา ได้นำเสนอ “อาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์” ณ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DIT จังหวัดชลบุรี เข้าร่วมโครงการอาคารเขียวประเทศไทย ในการตรวจประเมินอาคาร ตามมาตรฐานเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงาน และสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TREES (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability) โดยอาคารแห่งนี้เป็นอาคารสร้างใหม่ ที่เป็นศูนย์รวมการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศไดกิ้นเพื่อผลิตและจำหน่ายให้ทั้งในประเทศไทยและภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก อาคารศูนย์วิจัยฯ ใช้เทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศไดกิ้น VRV ผสานกับเทคโนโลยีการระบายอากาศ Heat reclaim ventilator ที่ช่วยให้อาคารแห่งนี้มีการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีระบบพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และวัสดุก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน จึงทำให้อาคารศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้ผ่านการตรวจสอบและได้รับรางวัลอาคารเขียวขั้นสูงสุด ระดับ Platinum (ดีเด่น) จากสถาบันอาคารเขียวประเทศไทย ซึ่งถือเป็นอาคารลำดับที่ 3 ของประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลนี้

มร.โยชิโนริ ทสึกิยาม่า กรรมการ บริษัท ไดกิ้นอินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไดกิ้นก้าวสู่การเป็นที่หนึ่งด้านการผลิตและการจำหน่ายเครื่องปรับอากาศที่ดีที่สุดในโลก ตั้งแต่การออกแบบ พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต โดยคำนึงถึงคุณภาพ ความคุ้มค่า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สังคม และการประหยัดพลังงานของประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับลูกค้าเป็นสำคัญ รางวัลดังกล่าว จึงถือเป็นความภาคภูมิใจที่ตอกย้ำในความเป็นผู้นำด้านพลังงานและใส่ใจสิ่งแวดล้อมของไดกิ้นอย่างแท้จริง นอกจากนี้เรายังมุ่งหวังที่จะพัฒนาระบบการบริหารจัดการอาคาร และร่วมเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้ทุกหน่วยงานตระหนักถึงแนวคิดการประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคตด้วย”

ที่มาของโครงการอาคารเขียวประเทศไทย เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความรู้ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมการก่อสร้างอาคารและสถาปัตยกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ยิ่งเราอยู่ในพื้นที่ที่มีความเจริญมากเท่าใด จำนวนสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างของมนุษย์ก็มีมากขึ้นเท่านั้น อาคารสีเขียวจึงมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประสิทธิภาพของการใช้น้ำ พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ, ปกป้องสุขภาพและส่งเสริมความสามารถในการทำงานของผู้คนในอาคาร รวมถึง ลดปัญหาขยะ มลพิษ และการทำลายสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันรางวัลอาคารเขียว โดยสถาบันอาคารเขียวไทยแบ่งออกเป็น 4 ระดับด้วยกัน อันได้แก่ Certified (ผ่าน) Silver (ดี) Gold(ดีมาก) และ Platinum (ดีเด่น)

สำหรับ “สถาบันการอาคารเขียว” เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มอาสาสมัครที่ประกอบด้วยสถาปนิกและวิศวกรจากสมาคมวิชาชีพสองแห่งคือ สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อราวกลางปี พ.ศ. 2551 โดยมีเป้าหมายหลักคือ ต้องการพัฒนาองค์ความรู้และจัดทำมาตรฐานรวมทั้งหลักเกณฑ์อาคารเขียวของไทยขึ้นมาใช้เอง เพื่อนำมาใช้แทนเกณฑ์อาคารเขียวที่กำหนดมาจากประเทศมหาอำนาจ ลดความเสียเปรียบด้านการค้าและเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งต้องการสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนและสังคมไทยเรื่องการออกแบบ ก่อสร้าง และพัฒนาอาคารเขียวแบบยั่งยืน ส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องอาคารเขียวที่ถูกต้องให้กับ สถาปนิก วิศวกร หน่วยงานรัฐบาล และประชาชนทั่วไป

“สถาบันการอาคารเขียว” ทำงานภายใต้มูลนิธิฯ โดยเป็นหน่วยงานอิสระไม่แสวงหากำไรแต่สามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองได้จากการประเมินอาคารและจัดอบรม สัมมนา และกิจกรรมอื่นๆ ของสถาบันฯนั่นเอง

ไวน์ดินเนอร์ สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284598

ไวน์ดินเนอร์ สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ไวน์ดินเนอร์ สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สยาม ไวเนอรี่ จำกัด ผู้ผลิต ไวน์มอนซูน แวลลีย์ คุณภาพสูงของประเทศไทย รสชาติเป็นเอกลักษณ์จนได้รับรางวัลระดับโลก ร่วมกับ โรงแรมสยามเคมปินสกี จัดไวน์ดินเนอร์ สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “มอนซูน แวลลีย์ ไวน์ ดินเนอร์” พร้อมสนทนากับไวน์ เมกเกอร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ ระหว่างอาหารค่ำรสเลิศ ณ ห้องอาหารสระบัว โรงแรมสยามเคมปินสกี เมื่อวันพุธที่ 26 กรกฎาคม 2560

ไวน์มอนซูน แวลลีย์ ไวน์สัญชาติไทยที่เริ่มต้นโครงการเมื่อปี 2544 ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะสร้างวัฒนธรรมไวน์อันเข้มแข็งขึ้นในไทย ทำการผลิตไวน์ด้วยองุ่นจาก ไร่องุ่นมอนซูน แวลลีย์ วินยาร์ด ที่หัวหิน ซึ่งสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ สามารถปลูกองุ่นสายพันธุ์ต่างๆ จากทั่วโลกได้ดี จึงมีวัตถุดิบหลากหลายในการผลิตไวน์ ให้รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยวัตถุดิบที่ดีผสานกับประสบการณ์อันลึกซึ้งในการปรุงไวน์ของ แคธริน พัฟฟ์ (Kathrin Puff) Wine making, Viticulture ,Innovation and strategic projects Director แห่งสยามไวเนอรี่ ทำให้ ไวน์มอนซูนแวลลีย์ ได้รับรางวัลมาแล้วถึง 237 รางวัล จาก 9 เวทีแข่งขันไวน์ระดับโลก ภายในช่วงปี 2551-2560 เท่านั้น นับเป็นไวน์ไทยที่ได้รับรางวัลมากที่สุด ซึ่งล่าสุดในปี 2560 นี้ ไวน์มอนซูน แวลลีย์ ได้รับรางวัล 6 รางวัล จาก Decanter World Wine Awards 2017 ที่จัดขึ้นที่สหราชอาณาจักร

แคธริน พัฟฟ์ เปิดเผยว่า “เรามีความภาคภูมิใจมากที่ ไวน์มอนซูน แวลลีย์ ซึ่งเราตั้งใจผลิตอย่างพิถีพิถันได้รับการยอมรับจากทั้งในประเทศและในเวทีระดับสากล อย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 10 ปี ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการผลิตไวน์ของเมืองไทย เราจึงอยากที่จะมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับแขกคนสำคัญ ในดินเนอร์มื้อพิเศษ มอนซูนแวลลีย์ ไวน์ ดินเนอร์ โดยนำไวน์รางวัลระดับโลกมาจับคู่อย่างลงตัว กับอาหารไทยที่รังสรรค์ภายใต้การดูแลของเชฟระดับมิชลิน สตาร์ ของห้องอาหารสระบัว ซึ่งเชื่อว่าทุกคนจะสัมผัสถึงรสชาติความอร่อยและความพิเศษอย่างแน่นอน”

Science Update : อะตอมเกือบครึ่งในตัวเรามาจากต่างกาแล็กซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284577

Science Update : อะตอมเกือบครึ่งในตัวเรามาจากต่างกาแล็กซี

Science Update : อะตอมเกือบครึ่งในตัวเรามาจากต่างกาแล็กซี

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นในสหรัฐ สร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่า สสารถึงเกือบครึ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นกาแล็กซีทางช้างเผือก โลก สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และร่างกายของคนเรา ล้วนมาจากกาแล็กซีอื่นที่อยู่ใกล้เคียงและมีขนาดเล็กกว่า โดยการระเบิดของดาวฤกษ์หรือซูเปอร์โนวาครั้งใหญ่ พัดพาอะตอมหลายล้านล้านตันข้ามอวกาศมายังกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราในรูปของกลุ่มเมฆ ที่ถูกลมระหว่างกาแล็กซีพัดพามาด้วยความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งอาจกินระยะทางถึงหนึ่งล้านปีแสงกว่าจะมาถึงกาแล็กซีปลายทาง ทั้งนี้ อะตอมของธาตุอย่างไฮโดรเจนและฮีเลียมที่มาจากนอกกาแล็กซีทางช้างเผือก เป็นส่วนประกอบสำคัญราวครึ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดดาวฤกษ์ดวงใหม่ๆ ขึ้นภายในกาแล็กซี ส่วนอะตอมของธาตุที่หนักกว่าจะก่อตัวเป็นดาวหาง ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์ต่างๆ รวมทั้งโลกและบรรดาสิ่งมีชีวิตในสัดส่วนเดียวกัน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าสงขลา’ ปฐมภูมิแห่งเมืองท่าโบราณอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284629

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าสงขลา’ ปฐมภูมิแห่งเมืองท่าโบราณอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าสงขลา’ ปฐมภูมิแห่งเมืองท่าโบราณอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยเส้นทางทะเลโบราณนั้นได้มีการค้าขายติดต่อเชื่อมโยงกันระหว่างอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และจีน ซึ่งทำให้เกิดเมืองท่า และสถานีพักสินค้า เพื่อถ่ายสินค้า เพิ่มเติมน้ำจืดและอาหาร รวมไปถึงการซ่อมแซมเรือ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ด้วยต้องอาศัยทิศทางกำลังลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อเดินทางจากอินเดียไปยังจีน และอาศัยลมมรสุมจากตะวันออกเฉียงเหนือ เดินทางจากจีนไปยังอินเดีย ดังนั้นเมืองท่าชายฝั่งภาคใต้ของไทย ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเส้นศูนย์สูตรจึงเป็นทำเลที่ดีต่อการจอดซ่อมแซมเรือ เติมน้ำจืดและอาหาร รวมถึงขนถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทรกลางทางในรอบปี การขนถ่าย แลกเปลี่ยนสินค้านี่เอง ได้ทำให้เมืองท่าต่างๆ ในคาบสมุทรทางภาคใต้ของไทย มีความเจริญรุดหน้า จากการค้าขายเป็นอันมาก อีกทั้งมีสินค้าสำคัญทำให้ชาวตะวันตกต้องแสวงหาและเดินทางมายังเมืองท่าในคาบสมุทรมลายูคือ เครื่องเทศ เช่น ว่าน กระวาน ขิง ข่า ขมิ้น กระชาย พริกไทย กานพลู อบเชย ดีปลี จันทน์เทศ จนมีชื่อว่าเป็นเส้นทางเครื่องเทศ โดยเฉพาะเมืองสงขลา นั้นเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งที่มีประวัติเมืองในสมัยต่างๆ ทั้ง ๓ แห่ง คือเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน,และเมืองสงขลาฝั่งบ่อยางตามลำดับ กล่าวคือเมื่อ พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ นั้นมีชื่อปรากฏในเอกสารพ่อค้าชาวตะวันตกว่า Singoraบ้าง Singor บ้าง จนเชื่อว่าเมือง สิงขร สิงคะ แปลว่าจอม ที่สูงสุดยอดเขานี้เป็นเมืองสำคัญ คือ เมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงแห่งนี้มีประวัติว่า ในพ.ศ.๒๑๖๕ ดาโต๊ะโกมอลล์(คือโมกุลผู้นำชาวมุสลิมจากเมืองสาเลย์ ได้อพยพและนำชาวแขกชวา หนีภัยจากโจรสลัดอาละวาดหนักในแถบหมู่เกาะชวาล่องเรือมาขึ้นฝั่งบริเวณฝั่งหัวเขาแดงแล้วสร้างเมืองขึ้น พร้อมกับปรับปรุงพื้นที่บริเวณปากทางเข้าทะเลสาบสงขลาเป็นท่าจอดเรือขนาดใหญ่ ที่มีเรือสำเภา หรือ เรือกำปั่นมาจอดทำการค้าทางทะเล เข้าแวะเข้าจอดเทียบท่าได้ จนเมืองสงขลาที่หัวเขาแดงในสมัยนั้นเป็นเมืองท่าเรือระหว่างประเทศมีชื่อเสียงไปถึงกรุงศรีอยุธยา

ชุมชนเมืองเก่าสงขลา

ทะเลสาบและลำน้ำ

ครั้งนั้นพระเอกาทศรถ (พ.ศ.๒๑๔๘-๒๑๕๓) ได้ แต่งตั้งให้ดาโต๊ะ โกมอลล์  เป็นข้าหลวงใหญ่ของพระเจ้ากรุงสยาม ประจำเมืองพัทลุงอยู่ที่หัวเขาแดง แขวงเมืองสงขลา โดยเมืองท่านี้ได้ทำการค้าขายกับ ฮอลันดา โปรตุเกส อังกฤษ จีน อินเดีย และ ฝรั่งเศส ซึ่งประเทศคู่ค้าประเทศแต่แรกนั้นมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกรุงศรีอยุธยามาตลอดและทำให้ฮอลันดานั้นสามารถขยายความสัมพันธ์ทางการค้ามายังสงขลา โดยเฉพาะระหว่างปี พ.ศ.๒๑๗๑-๒๒๐๑ ฮอลันดา มีความมั่งคั่งจากการผูกขาดเครื่องเทศแต่เพียงผู้เดียว และฮอลันดาสามารถกำจัดคู่แข่งทางการค้าอื่นๆ เช่นโปรตุเกส อังกฤษ และ พ่อค้ามุสลิม จนฮอลันดามีอำนาจขึ้นในยุโรป และ ตะวันออกไกล ครั้นเมื่อชาวดัตช์ยึดเมืองมะละกาซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่สำคัญของโปรตุเกสได้ จึงใช้มะละกาเป็นศูนย์กลางการค้าขายกับจีน และญี่ปุ่นโดยตรง ด้วยความเป็นคู่แข่งทางการค้าระหว่างฮอลันดา กับ อังกฤษนั้นจึงนำปัญหามาสู่การคานอำนาจของหัวเมืองต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอยุธยามากมาย จนในที่สุดต่อมา เมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงได้ถูกกองทัพอยุธยาทำลายจนหมดสิ้น จนต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๓ ประชาชนชาวสงขลาฝั่งหัวเขาแดงที่เหลืออยู่ได้ย้ายชุมชนไปสร้างเมืองใหม่ที่เมืองสงขลาฝั่งแหลมสนแต่ด้วยเหตุการณ์ขยายตัวเป็นเมืองท่าในอนาคตนั้นมีพื้นที่แนวราบไม่เพียงพอ พ.ศ.๒๓๗๙ เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้งเจ้าเมืองจึงย้ายตั้งเมืองสงขลาใหม่ที่ตำบลบ่อยางในที่ปัจจุบัน โดยยังรักษาความเป็นเมืองท่าไว้อย่างเดิมซึ่งมีการสร้างป้อม กำแพงเมืองยาว ๑,๒๐๐ เมตร มีประตูเมือง สิบประตู และตั้งหลักเมืองไม้ชัยพฤกษ์พระราชทานและสมโภชหลักเมืองในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ ปัจจุบันเมืองสงขลายังมีท่าเรือ มีชุมชนเมืองเก่าที่น่าสนใจที่ยังมีถนนอาคารเก่าและความเป็นเมืองเก่าน่าอยู่  ซึ่งทำให้ศูนย์มานุษย์วิทยาสิรินธรและคณะได้ศึกษาดูงานสภาพของชุมชนเมืองที่มีกลุ่มชาติพันธ์ที่น่าสนใจโดยเฉพาะ โรงสี หับ โห้ หิ้น ที่เคยรับข้าวเปลือกจากย่านระโนด หัวไทร และพัทลุง มาสี โดยมีเรือเอี้ยมจุ๊นใช้ใบล่องข้ามทะเลสาบสงขลามาเทียบท่าเรือด้านหลังของโรงสีเพื่อนำข้าวสารไปขายนราธิวาสถึงมาเลเซียแม้จะเลิกกิจการหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไปแล้วก็ยังรักษาเรื่องราวชุมชนและผลักดันชุมชนเก่าจนเป็นตำนานเมืองเก่าสงขลาให้ก้าวสู่ความเป็นมรดกโลกในอนาคต

ท่าจอดเรือสินค้า

ท่าเรือในเมืองเก่าสงขลา

ศิลปบนผนังอาคารเก่า

ถนนแห่งศิลปะ

อาคารเก่ายังรักษาไว้

12ห้องอาหาร คุณแม่ทานฟรี สิงหาคมนี้ ที่โรงแรมชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284478

12ห้องอาหาร คุณแม่ทานฟรี สิงหาคมนี้ ที่โรงแรมชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ

12ห้องอาหาร คุณแม่ทานฟรี สิงหาคมนี้ ที่โรงแรมชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โรงแรมแมนดาริน

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว” ที่จะคอยสรรหาเมนูจานเด็ด พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนใคร และในสุดสัปดาห์นี้ ใกล้ถึงอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญ วันแม่แห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม 2560 นี้เราจึงขอต้อนรับผู้อ่านทุกท่านเข้าสู่เดือนสิงหาคมนี้ด้วยอาหารมื้อพิเศษ ให้คุณแม่ทานฟรี! จาก 12 ห้องอาหารในโรงแรมชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ เต็มอิ่มกับบุฟเฟ่ต์ที่เชฟแต่ละห้องอาหารบรรจงรังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ พร้อมร่วมกิจกรรรมสุดประทับใจและรับของที่ระลึกกลับบ้าน เริ่มต้นกันที่

โรงแรมแมนดาริน ให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมา 2 ท่านขึ้นไป สำหรับบุฟเฟต์อาหารนานาชาติที่เน้นอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับคุณแม่โดยเฉพาะ อาทิ น้ำพริกนานาชนิด, สลัดนานาชาติ, ยำต่างๆ, ปลาเลิศรส ฯลฯ มื้อกลางวันในราคาท่านละ 370 บาท และบุฟเฟ่ต์ข้าวต้มมื้อเย็นในราคาท่านละ 290 บาท ที่ห้องอาหาร “ครัวหลวง” สำรองที่นั่งโทร.02-2380230

โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ ให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมา 5 ท่านขึ้นไป สำหรับบุฟเฟ่ต์ติ่มซำมื้อกลางวัน ในราคาท่านละ 500 บาทสุทธิ ที่ห้องอาหาร“ฟุหมานเหลา” และคุณแม่ลด 50% สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติ มื้อกลางวันในราคาท่านละ 477 บาทสุทธิคุณแม่จ่ายเพียงท่านละ 239 บาทสุทธิ ที่ห้องอาหาร “โกล์ดทีค” สำรองที่นั่งโทร.02-2169555

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมาพร้อมคุณลูก สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารไทย 4 ภาค อาทิ ข้าวยำสมุนไพร, ข้าวซอยไก่ตุ๋น, หมี่กรอบ, แกงคั่วสับปะรด ฯลฯ รวมไปถึงซุ้มอาหารแสนอร่อยและขบวนขนมไทยหวานละมุน อาทิ เม็ดขนุน, บัวลอย, กล้วย, เผือกมันทอด, ไอศกรีม ฯลฯ มื้อกลางวันในราคาท่านละ 550 บาทสุทธิ ที่ห้องอาหาร “เปรมประชากร” สำรองที่นั่งโทร.02-5755599

โรงแรมริชมอนด์ ให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมา 3 ท่านขึ้นไป พร้อมร่วมกิจกรรมดอกไม้ของแม่รับดอกไม้ของแม่สื่อแทนความรักภายในครอบครัว และรับกรอบรูปอันแสนอบอุ่นเก็บไว้เป็นความทรงจำ อีกทั้งลุ้นรับรางวัลบัตรกำนัลมากมายภายในงาน สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติสุดคุ้ม หลากหลายเมนูแสนอร่อยทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ในราคาท่านละ 648 บาทสุทธิ ที่ห้องอาหาร “แอท คาเฟ่” สำรองที่นั่งโทร. 02-8318850, 02-8318888 ต่อ 2126

โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ ให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมา 3 ท่านขึ้นไป พร้อมรับมาการองรูปหัวใจ, ต้นมะลิ และพวงมาลัยดอกมะลิสำหรับกราบคุณแม่ สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติ กับมุมอาหารปรุงสดจากเชฟระดับมืออาชีพ ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานแสนอร่อยนานาชนิด ที่ห้องอาหาร “เดอะ คาเฟ่” และบุฟเฟ่ต์ติ่มซำ รสชาติต้นตำรับสไตล์กวางตุ้ง กับหลากหลายเมนูติ่มซำคุณภาพกว่า 35 รายการ นอกจากนี้ยังมีอาหารจานหลัก, ซุป, ข้าวผัดหรือก๋วยเตี๋ยวปิดท้ายด้วยขนมหวานแสนอร่อย ที่ห้องอาหาร “โกลเด้นพาเลซ” มื้อกลางวันในราคาท่านละ 655 บาทสุทธิ มื้อค่ำในราคาท่านละ 755 บาทสุทธิ สำรองที่นั่งโทร.02-2621234

โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ กรุงเทพฯ ให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมา 4 ท่านขึ้นไป พร้อมภาพถ่ายครอบครัวเป็นที่ระลึก สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารไทยรสเลิศสูตรต้นตำรับไทยโบราณ รวบรวมอาหารไทยแท้หาทานยาก ครบเครื่อง รสชาติจัดจ้าน เผ็ดร้อน อาทิ ยำถั่วพูกะทิสด, พล่ากุ้งตะไคร้, ยำดอกขจร, แสร้งว่าปลาดุกฟู, กุ้งห่มสไบ, ประทัดลมปลากะพงราดพริกสด ฯลฯ ปิดท้ายด้วยขนมหวานสูตรไทยโบราณ อาทิ ขนมละอองเกสรดอกลำเจียก และผลไม้ตามฤดูกาล รวมน้ำสมุนไพร ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ในราคาท่านละ 850 บาทสุทธิ ที่ห้องอาหาร “มิสสยาม” สำรองที่นั่งโทร.02-2170777

โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ให้คุณแม่ทานฟรี! โต๊ะละ 1 ท่าน พร้อมรับของที่ระลึกสำหรับคุณแม่ อาทิ ต้นมะลิ, ซาลาเปาส้มเฮงเฮงเปา, ภาพถ่ายครอบครัว, เค้กคุณแม่ 1 ปอนด์ (สำหรับลูกค้าที่จองตั้งแต่ 8 ท่าน) และของรางวัลท้ายใบเสร็จมากมาย สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติ ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำในราคาท่านละ 899 บาทสุทธิ ที่ห้องอาหาร “ปาร์ค คาเฟ่” และมา 4 จ่าย 3 สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น ที่ห้องอาหาร“โมริ กริลล์” หรือบุฟเฟ่ต์อาหารจีน ที่ห้องอาหาร “การ์เด้นคอร์ท” สำรองที่นั่งโทร.02-2900125

โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่นกรุงเทพฯ ให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมา 2 ท่านขึ้นไป พร้อมรับพวงมาลัยดอกมะลิ, เครื่องดื่มพิเศษสำหรับคุณแม่ และถ่ายภาพโพลารอยด์เป็นที่ระลึก สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติ กับพาเหรดซีฟู้ดออนไอซ์, อาหารยุโรปปรุงสดใหม่ทั้งครัวเย็นครัวร้อน, อาหารไทยครบรส, คาราวานซูซิ ปลาดิบชั้นดี ฯลฯ ปิดท้ายด้วยของหวานนานาชนิด ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำในราคาท่านละ 999 บาท++ ที่ห้องอาหาร “แกรนด์ คาเฟ่” สำรองที่นั่งโทร.02-3788000 ต่อ 4130

โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมาพร้อมคุณลูก พร้อมเพลิดเพลินไปกับคลาสสอนทำอาหารให้คุณแม่ฟรี สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติ กับซีฟู้ดตัวโตนานาชนิดสดจากทะเล อาทิ ปูม้า, กุ้ง, หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ รวมไปถึงคาร์ฟวิ่งสเตชั่น ที่มีทั้งเนื้อแกะและเนื้อวัวนำเข้าจากออสเตรเลีย อีกทั้งยังมีอาหารจีนรสเลิศหลากเมนู, พิซซ่าอบจากเตาร้อนๆ หอมกรุ่น และพาสต้าทำสดใหม่จากเตาให้ได้เลือกปรุงตามสไตล์ที่โปรดปราน, สลัด, ของว่างนานาชนิด ฯลฯ ปิดท้ายด้วยหลากหลายเมนูของหวานแสนอร่อย อาทิ เค้กบามคูเฮน สูตรต้นตำรับจากประเทศเยอรมนี, เค้กและขนมอบต่างๆ รวมถึงผลไม้หลากหลายชนิด มื้อกลางวันในราคาท่านละ 1,100 บาท++และบุฟเฟ่ต์ซีฟู้ดมื้อค่ำในราคาท่านละ 1,600 บาท++
ที่ห้องอาหาร “เลเทส เรซิพี” สำรองที่นั่งโทร.02-2328888

โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมา 4 ท่านขึ้นไป สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติ กับมุมอาหารทะเลนานาชนิดเรียงราย ทั้งอาหารไทย, จีน, ฝรั่ง, อินเดีย ต่อด้วยมุมอาหารญี่ปุ่นที่เชฟคอยบริการหั่นปลาซาซิมิสดๆ และปั้นซูชิคำโตปิดท้ายด้วยขนมหวานนานาชนิด, ไอศกรีมโฮมเมด ฯลฯ มื้อบรั้นช์ในราคาท่านละ 2,000 บาทสุทธิ มื้อค่ำบุฟเฟ่ต์ซีฟู้ดบาร์บีคิวในราคาท่านละ 1,250 บาท++ ที่ห้องอาหาร “ฟีสท์” สำรองที่นั่งโทร.02-2669214

โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมา 4 ท่านขึ้นไป พร้อมรับของที่ระลึกแทนความรักและคำขอบคุณ และร่วมกิจกรรมจูเนียร์คุกกิ้งคลาส เรียนทำขนมเค้กสูตรพิเศษเพื่อมอบให้กับคุณแม่ สำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติ ปรุงจากวัตถุดิบชั้นเลิศ กับมุมอาหารทะเลสดใหม่นานาชนิด อาทิ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์, กุ้งกุลาดำ, ก้ามปูหิมะ, ซูชิซาซิมิยอดนิยมฯลฯ และยังมีสเตชั่นเมนูอาหารไทยและอาหารนานาชาติยอดนิยม อาทิ ส้มตำ, ไก่ย่างพร้อมข้าวเหนียว, ต้มยำกุ้ง ฯลฯ และของหวานหลากหลายสไตล์ มื้อกลางวันในราคาท่านละ 1,225 บาท++ เด็กอายุ6-12 ปี ท่านละ 615 บาท++ มื้อค่ำในราคาท่านละ 1,800 บาท++ เด็กอายุ 6-12 ปี ท่านละ 900 บาท++ที่ห้องอาหาร “บราสเซอรี ยูโรป้า” สำรองที่นั่งโทร.02-1629000

โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพให้คุณแม่ทานฟรี! โต๊ะละ 1 ท่าน พร้อมรับมาการองมะลิ 1 กล่องและบัตรกำนัลเลอสปามูลค่า 500 บาทสำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติมื้อกลางวัน ที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิค อาทิ สลัดออร์แกนิค, เนื้อย่าง, ติ่มซำ, ซูชิไรซ์เบอร์รี่, อาหารสไตล์ไทยร่วมสมัย และอาหารทะเลสดๆ เสิร์ฟบนน้ำแข็งกับน้ำจิ้มรสจัดจ้าน ในราคาท่านละ 1,250 บาทสุทธิ และบุฟเฟ่ต์ดินเนอร์ซีฟู้ด ที่มีเมนูอาหารทะเลสดๆ และปูทะเลรสเลิศมากถึง8 ชนิด อาทิ ปูหิมะจากฝรั่งเศส, ปูจีนสีน้ำตาล, ปูลายเสือจากอินโดนีเซีย, ปูทะเลฝรั่งเศส, ปูทะเลแอฟริกา, ปูนิ่มจากจีน, ปูม้า และปูดาวจากไทย พร้อมเนื้อวัวอาซาโด้หรือซี่โครงเนื้อย่างสไตล์ลาติน นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา และบาร์บีคิวอาหารทะเล ฯลฯ ในราคาท่านละ 1,700 บาทสุทธิ ที่ห้องอาหาร “ควิซีน อันปลั๊ก” สำรองที่นั่งโทร.02-6809999

ร่วมมอบมื้อพิเศษสุดประทับใจให้คนสำคัญในวันแม่ปีนี้ เลือกห้องอาหารที่ชอบ ในสไตล์ที่ใช่ ให้คุณแม่ทานฟรี แด่ผู้หญิงที่แสนดี ไปกับ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว”

DO Celebrate for Mother’s Day collection

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284485

DO Celebrate for Mother’s Day collection

DO Celebrate for Mother’s Day collection

วันเสาร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

PANDORA (แพนดอร่า) เครื่องประดับจิวเวลรี่แบรนด์ดังสัญชาติเดนมาร์ก นำเสนอเซตเครื่องประดับที่มาพร้อมกับความงามอย่างเจิดจรัส เพื่อตอบแทนความรักแก่ผู้หญิงที่รักคุณมากที่สุด กับ DO Celebrate for Mother’s Day collection เฉลิมฉลองความรักอันบริสุทธิ์แก่ผู้หญิงที่รักคุณมากที่สุด

มอบเซตเครื่องประดับเป็นของขวัญแก่คุณแม่ เพื่อตอบแทนความรักอันบริสุทธิ์ ด้วยเซต Rose Love Knots จาก PANDORA เพิ่มความหรูหราและสง่างามให้กับผู้สวมใส่ด้วยแรงบันดาลใจจากเชือกปมที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักความผูกพันด้วยฝีมือการลงรายละเอียดสุดประณีต ไม่ว่าจะเป็นจี้ห้อยคอ แหวน และตุ้มหู PANDORA Rose Love Knots ด้วยการผสมผสานนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญด้านฝีมือ ผลิตด้วยโลหะชนิดพิเศษที่ใช้ชื่อว่า PANDORA Rose ซึ่งมีประกายสีชมพูอบอุ่น ทุกชิ้นรังสรรค์โดยช่างฝีมือมากประสบการณ์ ด้วยเทคนิคดั้งเดิมผสมผสานกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้อัญมณีทุกชิ้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประดับอยู่บน PANDORA Rose โดยมีโลหะแผ่นบางโอบรอบอัญมณีอยู่ทำให้เครื่องประดับเซตนี้ แวววาวและเจิดจรัสอีกทั้ง PANDORA Rose Love Knots ยังสามารถเข้าได้กับคุณแม่ทุกสีผิว ทุกสไตล์

เลือกเครื่องประดับเป็นของขวัญแก่ผู้หญิงที่รักคุณที่สุด ได้ที่ Call Center 02-2645080 แฟล็กชิฟสโตร์ ชั้น 1 โซนเอเทรี่ยม เซ็นทรัลเวิลด์ 02-6131775 และร้านแพนดอร่าทุกสาขาค่ะ

‘อ.สมเถา สุจริตกุล’ ตั้งเป้าจัดคอนเสิร์ตปีละครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284488

‘อ.สมเถา สุจริตกุล’ ตั้งเป้าจัดคอนเสิร์ตปีละครั้ง

‘อ.สมเถา สุจริตกุล’ ตั้งเป้าจัดคอนเสิร์ตปีละครั้ง

วันเสาร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

(ซ้าย) พิธีกรรายการ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย และ อ.สมเถา สุจริตกุล

มีเรื่องราวดีๆ มาให้ชมกันตลอดๆ สำหรับรายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางสถานี TNN2 ช่อง 784 สัปดาห์นี้พิธีกร “ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย”พาไปพูดคุยกับเจ้าของรางวัลศิลปาธร “อ.สมเถา สุจริตกุล” กับเรื่องราวการจัดงาน 48 Forever ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อเร็วๆ นี้

อ.สมเถา สุจริตกุล เล่าว่า “ล่าสุดที่จัดงานไปคือ 48 Forever หรือว่า เพลงพระราชนิพนธ์ 48 เพลงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชถามว่าถ้ามีคนเรียกร้องอีก จะจัดอีกไหม คือจริงๆ แล้วการต้อนรับจากคนที่มาชมมันเหลือเชื่อ ทีแรกผมนึกว่าคงจะไม่มีใครมาดูเพลง 6 ชั่วโมง มันยาวนานมาก แต่ว่าจริงๆ เราก็มีพักเบรก ทานอาหารตอน 90 นาที แต่ว่าคือจริงๆ ก็ต้องใช้เวลาทั้งหมด6 ชั่วโมง คือผมไม่นึกว่าจะมีคนอยู่จนจบ แต่ปรากฏว่าอยู่จนจบหมดเลย

แล้วนอกจากนั้น มีคนบางคนมา 2 รอบเลย มาแล้วมาอีก ผมก็ใช้วิธีล่อนิดหน่อย เพราะว่าทั้ง 2 วัน คือคนร้องไม่เหมือนกัน เวอร์ชั่นบางเวอร์ชั่นไม่เหมือนกัน อย่างวันหนึ่งถ้าจะฟัง ป๊อด โมเดิร์นด็อกต้องมาวันนี้แหละ อีกวันเพลงเดียวกัน น้องไมร่า เป็นคนร้อง

สิ่งที่สำคัญคือ การที่เราเอาเพลงทั้ง 48 เพลงมาเล่น โดยที่ใช้วงดนตรีหลายชนิด ทั้งวงซิมโฟนี วงแจ๊ส ทั้งวงดุริยางค์ ทั้งวงอะไรต่างๆ เราก็ทำภายในหนึ่งวัน ทำให้คนที่อาจจะรู้จักเพลงในหลวง ร.9 แต่ว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าความหลากหลายของทำนองมีมากแค่ไหน คือไม่เข้าใจว่าเพลงนี้มันออกมาได้ในกี่แบบ และก็จริงๆ แล้วเป็นการแสดงภาพรวมในทางที่ค่อนข้างจะใหม่

หลังจากนั้นก็มีหลายคนบอกว่า เมื่อไหร่จะทำอีกๆ ซึ่งการทำงานนี้ต้องยอมรับว่าเหนื่อยมาก ไม่ได้นอน 5 วัน นอนวันละหนึ่งชั่วโมง เมื่อเช้านี้เพิ่งโดนหมอเอ็ด เพราะพักผ่อนไม่พอ ผมกำลังคิดว่าทำคอนเสิร์ตปีละครั้งน่าจะได้ เพราะหนึ่ง คือการค้นหาหรือการเรียบเรียงของเพลงของพระองค์ท่านที่อยู่ในคุณภาพที่เรียกว่าเวิลด์คลาส เรายังทำไม่ครบ คือยังค้นหา ยังมีเวอร์ชั่นที่ พล.ร.อ.หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช ได้เรียบเรียงไว้กว่า 20 เพลง แต่ว่าเราเจอแค่ประมาณ 10 เพลง คือก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ท่านได้อนุญาตให้เราเอามาใช้ แต่ว่าบางอันก็หาไม่เจอบ้าง อยู่ในห้องสมุดของตรงโน้นตรงนี้ นอกจากนั้นก็มีบางเพลงที่ไม่เคยอะเร้นจ์สำหรับวงซิมโฟนีเลยก็งานนี้เป็นงานที่มีโอกาสคล้ายๆ เป็นรอบปฐมทัศน์ของบางเพลงที่อะเร้นจ์แบบซิมโฟนี

คือจริงๆ แล้วผมคิดว่าถ้าเรามีทุกปี ก็จะมีโอกาสที่จะเล่นอะเร้นจ์ที่มันใหม่ๆ อีก นอกจากนั้น ก็นักแสดงหลายคนที่คราวนี้ไม่ได้มีโอกาส ก็จะมีโอกาสแสดงในครั้งต่อไป ถ้ามันกลายเป็นคอนดิชั่นทุกปี นอกจากนั้น มันน่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วย เพราะว่าประเทศอื่นไม่มีอะไรแบบนี้ อันนี้คือไอเดีย

ตอนนี้งานหลักๆ ที่ผมทำอยู่ตั้งแต่กลับมาเมืองไทย คือผมเน้นการที่แสดงความพิเศษของคนไทยให้โลกภายนอกเห็นมากขึ้น เพราะว่าจริงๆ ความสามารถมีเยอะมาก แม้แต่คนไทยเองยังไม่ทราบ จริงๆ คนต่างประเทศเริ่มจะทราบมากกว่าคนไทย
ด้วยซ้ำ อันนี้เป็นงานหลักที่ทำอยู่

ส่วนเรื่องเกี่ยวกับทศชาตินั้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่มันไม่ได้เป็นไอเดียที่มาทันที แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ค่อยๆ เกิด เพราะว่าสาเหตุที่ผมกลับมาเมืองไทยครั้งแรก หลังจากที่ไปอยู่เมืองนอกแล้วไม่คิดจะกลับ ก็เป็นเพราะว่าวงบีเอสโอติดต่อผม แล้วก็อยากจะให้ผมทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับพระมหาชนก ซึ่งตอนนั้นเป็นบทพระราชนิพนธ์เพิ่งทำออกมา ผมก็กลับมา แล้วผมก็ดัดแปลงหนังสือเล่มนี้เป็นในรูปแบบของซิมโฟนี

อันนี้รู้สึกว่าเปิดการแสดงเมื่อปี 1996 คือ 20 ปีมาแล้ว ตอนนั้นวงการของดนตรีคลาสสิกในเมืองไทยไม่ได้ก้าวหน้าเท่าตอนนี้ คือจริงๆ วงที่เล่นวงดุริยางค์ที่ดังจริงๆ ก็มีวงบางกอกซิมโฟนีวงเดียว แต่ว่าตอนนั้นคือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงได้ฟังซีดีอันนี้ แล้วก็รับสั่งว่า สมเถาน่าจะมาอีก แล้วผมก็ทูลพระองค์ว่า จริงๆ แล้วอีกไม่กี่ปีวงดนตรีไทยคงจะเล่นซิมโฟนีของ มาห์เลอร์ ได้ ผมก็สัญญากับพระองค์ว่า วันหนึ่งนักดนตรีไทยจะเล่นซิมโฟนี ของมาห์เลอร์ได้ทุกเพลง เสียดายที่สุดที่พระองค์ได้สิ้นพระชนม์ก่อนที่ผมจะทำครบ แต่ว่าตอนนี้ก็ครบแล้ว คือผมได้ทำตามสัญญาไปแล้ว

ทีนี้คือ คุณต้องเข้าใจว่าพระมหาชนก เป็นทศชาติเบอร์สอง อีกนานสิบปีหลังจากนั้นมีคณะโอเปร่าที่สหรัฐอเมริกา ติดต่อผม บอกว่าอยากคอมมิชชั่นโอเปร่าเรื่องหนึ่ง เขาบอกว่าทุนคอมมิชชั่นมาจากสมาคมสหรัฐอินเดีย เพราะฉะนั้นโอเปร่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ แต่ขอให้เกี่ยวกับอินเดีย

ผมก็มีไอเดียว่าจะทำเตมีย์ใบ้ เป็นโอเปร่า ซึ่งเป็นทศชาติเบอร์หนึ่งในสิบชาติ เพราะว่ามันมีอะไรที่ท้าทายมาก คือเรื่องพระเตมีย์ใบ้นี้เป็นเรื่องที่พระเอกใบ้ แล้วจะเป็นโอเปร่าได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าตัวไม่สามารถพูดได้ คือแค่ตอนจบเท่านั้นเองที่แบบมีเสียง ที่ต้องเป็นเสียงแบบเสียงสวรรค์เลยก็เป็นโอเปร่าที่ท้าทาย

พอโอเปร่าเรื่องนี้แสดงที่ ฮิลตัน เมื่อปี 2010 ก็ปรากฏว่าตั๋วขายหมด รีวิวทั้งในหนังสือพิมพ์ของฮิลตัน แล้วก็ของทั้งโอเปร่านิวส์ ของโอเปร่าทั่วโลก ก็คือเป็นรีวิวที่ดีกว่าปกติ แล้วก็สิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าจริงๆ แล้วเป็นโอเปร่าเรื่องแรกที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาในประวัติศาสตร์ด้วย เราก็เป็นพุทธอยู่แล้ว เราไม่ได้คิดว่าเป็นอะไรแปลกที่จะเขียนดนตรีที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา แต่ว่ามันเป็นเรื่องอันแรกในพุทธศาสนา ทีนี้การที่ผมทำเรื่องเตมีย์ใบ้ ทำให้เริ่มสนใจชาดกมากขึ้น เพราะว่าจริงๆ แล้วชาดกแต่ละเรื่องมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตปัจจุบันของมนุษย์

แม้แต่เรื่องเตมีย์ใบ้ เราอาจจะนึกว่าสตอรี่ของมันพิสดาร แล้วก็โบราณ แล้วก็ไม่มีวันเกิดขึ้น แต่ถ้าเราดูจากอีกมุมมองหนึ่งมันก็เหมือนครอบครัวปัจจุบันที่อาจกำลังมีลูกคนหนึ่งที่ไม่ยอมพูด คืออาจจะเป็นออทิสซึ่ม อาจจะมีปัญหาอะไรในโลกภายนอก แล้วหนีเข้าไปอยู่ในโลกของตัวเอง อันนี้คือสิ่งที่คนปกติธรรมดาต้องประสบ

ผมก็พยายามใช้ความคิดของคนปัจจุบัน มาอินเทอร์เฟ็กท์ให้เรื่องเป็นสิ่งที่เข้าใจกันได้โดยคนปัจจุบัน หลังจากนั้นผมก็มีไอเดียว่าน่าจะทำอีกสักเรื่องหนึ่ง แล้วก็เรื่องต่อไปที่ผมทำ คือ พระภูริทัต”

เรื่องราวดีๆ ที่ครบครันทั้งสาระและบันเทิงแบบนี้ มีให้ชมในรายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน”ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทาง TNN2 (และช่อง 784 ทางดิจิตอลทีวี) หรือ True Visions 8 ชมรายการย้อนหลังได้ที่ youtube ผู้หญิงแนวหน้า byคุณแหน

คริมา จิวะชาติ ปั้นแบรนด์ MAMAGLIZ สบู่นมแพะสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284431

คริมา จิวะชาติ ปั้นแบรนด์ MAMAGLIZ สบู่นมแพะสด

คริมา จิวะชาติ ปั้นแบรนด์ MAMAGLIZ สบู่นมแพะสด

วันเสาร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากประสบการณ์พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมานานกว่า 15 ปี แน่นอนว่านอกเหนือจากการบริการที่เป็นเลิศแล้ว “ภาพลักษณ์” ความสวยงามของหน้าตาผิวพรรณก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสาวๆ ที่ทำอาชีพนี้ไม่น้อยเลย และจากการเดินทางไปทำงานในประเทศต่างๆ คริมา จิวะชาติ จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมาแล้วนับไม่ถ้วนทั้งแบรนด์ดังระดับโลกและแบรนด์ท้องถิ่นจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากจะทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์ไทย ที่ใช้วัตถุดิบของประเทศไทยเป็นหลัก เพื่อให้คนไทยได้ใช้ของดีในราคาที่จับต้องได้ รวมถึงเป็นแบรนด์ไทยส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย ซึ่งเธอเพิ่งเปิดตัวสบู่น้ำนมแพะ “MAMAGLIZ” ผลิตภัณฑ์ที่ได้ติดตราสัญลักษณ์ “Product of Phuket” กับคอนเซ็ปต์ “เลิศตัวแม่” ตามชื่อแบรนด์

คริมาเล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ สบู่น้ำนมแพะ “MAMAGLIZ” ว่า นมแพะในต่างประเทศให้การยอมรับว่าเป็นนมที่มีคุณประโยชน์เทียบเท่านมแม่ มีสารอาหารครบถ้วนด้วยมีโมเลกุลขนาดเล็กทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้ง่าย ในต่างประเทศมีการใช้นมแพะมาในอุตสาหกรรมความงามกันอย่างแพร่หลาย และความจริงนมแพะก็เป็นศาสตร์ความงามที่มีมานับพันปี อย่าง คลีโอพัตรา ผู้หญิงที่ได้รับการกล่าวขานถึงเป็นราชินีที่สวยที่สุดในโลกตลอดกาล ก็บำรุงผิวด้วยการอาบน้ำแร่แช่น้ำนม ซึ่งน้ำนมก็คือนมแพะ เราก็มองว่าบ้านเราก็มีการส่งเสริมเลี้ยงแพะนม แต่ตลาดหรือคนที่บริโภคนมยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับนมวัว

ความคิดเป็นรูปร่างมากขึ้นเมื่อเพื่อนสนิทที่เป็นหุ้นส่วนอย่าง นพมณี ชัยจรูญรัตน์ และ ภูริตา อุษณาภิรักษ์ ได้ไปรู้จักกับฟาร์มเลี้ยงนมแพะที่ได้มาตรฐาน ที่จังหวัดภูเก็ต ทั้งสามจึงมาคุยถึงการทำธุรกิจผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากนมแพะ ภายใต้แบรนด์ MAMAGLIZ กับคอนเซ็ปต์ “เลิศตัวแม่” ตามชื่อแบรนด์

“หลักการของเราคือ ใช้นมแพะสดที่ผลิตได้ภายในประเทศ เป็นวัตถุดิบหลัก เป็นผลิตภัณฑ์คนไทย คนไทยสามารถซื้อใช้ได้ในราคาที่เหมาะสม เราได้ไปดูระบบการเลี้ยงนมแพะการรีดนมต่างๆ ตกลงกันว่าให้โรงงานผลิตของเราอยู่ที่ภูเก็ต เพราะเราไม่ต้องการให้คุณค่าของนมแพะหายไประหว่างการขนส่ง และกว่าจะมาเป็นสบู่นมแพะ MAMAGLIZ ก้อนนี้ เราใช้เวลาศึกษาพัฒนาสูตรต่างๆ นานนับปี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีแก่ผู้ใช้ นอกจากคุณประโยชน์จากนมแพะสดแล้ว ยังมีออยล์อีกหลายชนิด เช่น อัลมอนด์ออยล์ เชียบัตเตอร์ ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อใช้สบู่นมแพะสด MAMAGLIZ คือผิวที่เนียนนุ่ม ลดเลือนรอยดำ แลดูกระจ่างใสเป็นธรรมชาติ ไม่เพียงเท่านั้นยังมี ฟีโรโมน ที่ทำให้เกิดกลิ่นกายที่มีความหอมเฉพาะตัวของผู้ใช้แต่ละคนอีกด้วย ซึ่งสบู่ก้อนนี้สามารถเป็นได้ทั้งมาส์กบำรุงผิว และทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกายได้ในก้อนเดียว”

สำหรับช่องทางการจำหน่ายในขณะนี้ คริมาบอกว่า ยังเน้นช่องทางออนไลน์ที่ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อได้โดยตรง รวมถึงการเฟ้นหาตัวแทนจำหน่าย ที่ตั้งเป้าว่าจะรับตัวแทนจำหน่ายจังหวัดละหนึ่งรายเท่านั้น

“เราไม่ต้องการตัวแทนจำหน่ายเยอะ แล้วไปแข่งกันเอง แต่เราอยากได้ตัวแทนจำหน่ายที่มีคุณภาพ ซึ่งผู้ที่ได้เป็นตัวแทน จำหน่ายของ MAMAGLIZ นอกจากเรามีเครื่องมือทางการตลาดที่พร้อมช่วยให้จำหน่ายสินค้าได้ง่ายแล้ว ทางแบรนด์ยังสนับสนุนให้ตัวแทนจำหน่ายรู้จักการสร้าง Personal Branding ของตัวเอง เพื่อสร้างความโดดเด่นที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ โดยเราจะมีการโค้ชตัวแทนจำหน่ายให้เรียนรู้การพัฒนาบุคลิกภาพ ความมั่นใจ ในทุกๆ ด้าน ให้เขารู้ว่าเป็นตัวแทนจำหน่าย MAMAGLIZ ดีอย่างไร แล้วสื่อสารออกไปสู่ผู้บริโภค ในเรื่องรายได้ก็จะตามมา เราจึงไม่เน้นในเรื่องของปริมาณของตัวแทนขายเป็นร้อยๆ ราย แต่อยากได้ตัวแทนจำหน่ายจังหวัดละ 1 รายเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันในพื้นที่ขาย และยังเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับตัวแทนจำหน่าย ไม่ใช่แค่ในประเทศเท่านั้น ตอนนี้เราก็ได้รับความสนใจจากประเทศใกล้เคียง ที่อยากจะเป็นตัวแทนจำหน่าย ก็อยู่ระหว่างการพูดคุย เราก็อยากได้ตัวแทนจำหน่ายประเทศละ 1 รายเช่นกัน”

ในการทำธุรกิจย่อมหวังผลกำไร แต่สำหรับแบรนด์ MAMAGLIZ ยังมองถึงการมีส่วนร่วมในสังคมอีกด้วย “ด้วยเจตนารมณ์ในการทำธุรกิจ คือสนับสนุนส่งเสริมวัตถุดิบในประเทศให้ได้การยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะนม เกิดการจ้างงาน ดังนั้น เราจึงมองไปถึงการคืนกำไรสู่สังคม รายได้จากการจำหน่ายเราก็จะแบ่งปันไปสู่การทำสาธารณประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ อาจจะไม่ใช่เงินจำนวนมากมายนัก แต่เราก็อยากให้ทุกคนตระหนักถึงการแบ่งปัน การมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม เรียกว่าคนใช้สวยขึ้น คนขายมีความมั่นคง และยังได้ช่วยสังคมไปพร้อมๆ กัน”

สำหรับเป้าหมายต่อไปไม่ใช่แค่สบู่นมแพะสดเท่านั้น MAMAGLIZ มีแผนที่จะเพิ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ เซรั่ม ครีมบำรุงผิว ที่ยังคงใช้นมแพะสดของไทยเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ซึ่งคาดว่าผลิตภัณฑ์ตัวที่สองจะออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีนี้ สำหรับผู้สนใจผลิตภัณฑ์จะซื้อใช้หรือเป็นตัวแทนจำหน่าย คลิกไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ MamaGlizofficial