“บิ๊กตู่”สั่งตั้งกก.แจงตามผู้กระทำผิดหนีคดีต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314816

“บิ๊กตู่”สั่งตั้งกก.แจงตามผู้กระทำผิดหนีคดีต่างประเทศ

สรรเสริญ  แก้วกำเนิด,ประยุทธ์ จันทร์โอชา,คสช

“บิ๊กตู่”สั่งตั้งกก.แจงตามผู้กระทำผิดหนีคดีตปท.ปัดไม่เอาจริง-ซูเอี๋ยอ้างติดกฎหมายระหว่างประเทศ

         27 ก.พ.61 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. สั่งการให้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินคดีผู้กระทำผิดแล้วหลบหนีออกนอกประเทศ มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ โดยให้สำนักงานอัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ร่วมกันชี้แจงต่อสังคมว่าได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง และติดขัดอยู่ในขั้นตอนใด เนื่องจากที่ผ่านมาเราไม่สามารถติดตามตัวผู้กระทำผิดที่หลบหนีออกนอกประเทศมาดำเนินการได้เลยแม้แต่คนเดียว ทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่ตั้งใจ กระทรวงการต่างประเทศไม่เอาจริง หรือมีการซูเอี๋ย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องอธิบายต่อสังคม เช่น อาจจะติดขัดที่กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น

ความเห็นกม.เลือกตั้งท้องถิ่นถึงมือกฤษฎีกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314808

ความเห็นกม.เลือกตั้งท้องถิ่นถึงมือกฤษฎีกา

วิษณุ เครืองาม,กกต,กฤษฎีกา,ดิสทัต โหตระกิตย์

“เลขากฤษฎีกา”เผยกกต.ส่งความเห็นกม.ลต.ท้องถิ่นมาให้ 28 กพ.นี้ มั่นใจ รวมร่างกับมท. ใช้ เวลาไม่เกิน 1 เดือน ก่อนส่งเข้าครม.

           27 ก.พ.61 นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. นำไปเปิดรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงร่างก่อนที่กกต.จะเสนอกลับมา ว่า  กกต.ส่งมาให้วันที่ 28 กุมภาพันธ์ซึ่งกฤษฎีกาจะพยายามพิจารณาโดยเร็วที่สุด แต่ถ้าถามว่าจะชัดเจนเมื่อไหร่นั้นคงตอบไม่ได้เนื่องจากจะต้องดูเนื้อหาที่กกต.เสนอมา ว่ามีประเด็นมากน้อยเพียงใด จากนั้นคงต้องมาดูประเด็นจากกระทรวงมหาดไทย โดยนำทั้งสองทางมาดูประกอบกันไป

ทั้งนี้เมื่อเป็นเรื่องเดียวกันจะต้องอยู่ในร่างเดียวกันอยู่แล้ว เพียงแต่มีหลายประเด็นเพราะของเดิมก็มีอยู่กว่า 40 ประเด็นแล้ว และที่จะมาใหม่หลังจากรับฟังความคิดเห็นมาแล้วก็ยังไม่รู้ว่ามีกี่ประเด็นด้วยกัน แต่ก็ต้องนำมารวมร่างให้เป็นส่วนของการเลือกตั้งท้องถิ่นด้วยกัน แต่ถ้าอันไหนไม่เกี่ยวข้องก็จะต้องแยกไปอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้กฎหมายทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นดังนั้นจะต้องออกมาเป็นพวง พร้อมกันตามกำหนดเวลาโดยเร็วที่สุดเพื่อให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าคาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อีกเมื่อใด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า คงยังตอบไม่ได้ แต่แน่นอนว่าทางคณะรัฐมนตรีและนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีได้กำชับแล้วว่า ขอให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุดซึ่งทางกฤษฎีกาก็ต้องรีบทำโดยเร็ว เชื่อว่าใช้เวลาไม่น่าจะน้อยกว่าหนึ่งเดือน

“นายกฯ”พบ”ยุวแรงงาน”หนุนทำงานช่วงปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314781

“นายกฯ”พบ”ยุวแรงงาน”หนุนทำงานช่วงปิดเทอม

“บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม”พบ”ยุวแรงงาน”ที่ทำเนียบฯ หนุนนักเรียน นักศึกษา เสริมประสบการณ์การทำงานช่วงปิดเทอม”บิ๊กอู๋”เผยมีงานรองรับ 3 หมื่นอัตรา จาก 700 บริษัท

          27 ก.พ. 2561 – ที่ตึกบัญชาการ1ทำเนียบรัฐบาล  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบปะพูดคุยกับนักเรียน นักศึกษาและสถานประกอบการได้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัทเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด บริษัทฟู้ดแพชชั่น จำกัด (บาร์บีคิวพลาซ่า) บริษัทเดอะไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) (บิ๊กซี) ที่เข้าร่วมโครงการ“ประชารัฐรวมพลัง สร้างยุวแรงงาน”ซึ่งกระทรวงแรงงานจัดขึ้นเพื่อสนองยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ20ปี ในการพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์

"นายกฯ"พบ"ยุวแรงงาน"หนุนทำงานช่วงปิดเทอม

         โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ในช่วงปิดเทอมทำงานในสถานประกอบการต่างๆ เพื่อเสริมประสบการณ์การเรียนรู้อาชีพ เพิ่มพูนทักษะก่อนเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริงภายหลังเรียนจบโดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงานร่วมด้วย

         พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า โครงการ“ประชารัฐรวมพลัง สร้างยุวแรงงาน”มุ่งหวังส่งเสริมการมีงานทำให้นักเรียน นักศึกษา ในช่วงปิดเทอม โดยเป็นการผนึกกำลังกันในรูปแบบ“ประชารัฐ”ระหว่างภาครัฐและเอกชน กล่าวคือกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานทำหน้าที่ประสานภาคเอกชน จัดหาตำแหน่งงาน ประสานสถานศึกษา เพื่อประชาสัมพันธ์และรับสมัคร นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมโครงการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานทำหน้าที่ฝึกอบรม ทักษะพื้นฐาน อาทิ หลักสูตรการทำงานเป็นทีม การมีจิตบริการ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เป็นต้น

"นายกฯ"พบ"ยุวแรงงาน"หนุนทำงานช่วงปิดเทอม

         “ขณะที่สถานประกอบการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน การดูแลด้านสวัสดิการ รวมถึงการคุ้มครองด้านความปลอดภัยในการทำงานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงจัดให้มีพี่เลี้ยงคอยแนะนำเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการกว่า700แห่งทั่วประเทศ มีตำแหน่งงานรองรับกว่า30,000อัตรา รับสมัครตั้งแต่22กุมภาพันธ์-8มีนาคม2561ระยะเวลาทำงาน2เดือน ตั้งแต่วันที่9มีนาคม -9พฤษภาคม2561″พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

         พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวอีกว่า จะมีการปฐมนิเทศเพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติงานจริง และเมื่อเสร็จสิ้นการทำงานจะได้รับใบประกาศรับรองการผ่านงานจากกระทรวงแรงงานและสถานประกอบการ ขณะเดียวกันสถานประกอบการที่ร่วมมือในการส่งเสริมการมีงานทำให้นักเรียน นักศึกษา ก็จะได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากกระทรวงแรงงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อนักศึกษาเมื่อสำเร็จการศึกษาและไปสมัครงานต่อไป

"นายกฯ"พบ"ยุวแรงงาน"หนุนทำงานช่วงปิดเทอม

         รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อไปว่า เด็กๆ ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ40บาททำงานไม่เกินวันละ7ชั่วโมง และจะได้รับการฝึกฝนและเพิ่มพูนทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการ สร้างประสบการณ์จากการทำงานจริงในสถานประกอบการ รู้จักความอดทน ระเบียบวินัย และเรียนรู้โลกอาชีพ เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังเรียนจบ ทั้งยังมีรายได้ระหว่างการเรียน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และเห็นคุณค่าของเงินอีกด้วย ซึ่งจะทำให้เด็กมีพื้นฐานในการก้าวเข้าสู่วัยแรงงานที่มีคุณภาพ เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป

ชื่นมั่น!!”ไทย-ลาว”ร่วมพิสูจน์สัญชาติแรงงานทัน30มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314776

ชื่นมั่น!!”ไทย-ลาว”ร่วมพิสูจน์สัญชาติแรงงานทัน30มิ.ย.นี้

ไทย-ลาว,ร่วมพิสูจน์สัญชาติ,พลตออดุลย์ แสงสิงแก้ว,นายคำแพง ไซสมแพง,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

“บิ๊กอู๋”เผย ผลเจรจา สปป.ลาว ร่วมมือปรับสถานภาพแรงงานให้ทัน 30 มิ.ย.61 เพิ่มศูนย์แรกรับฯ จ.มุกดาหาร เป็นสถานที่ปรับสถานภาพแรงงานลาว เปิดให้บริการพ.ค.นี้

         27 ก.พ.2561 – พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงผลการหารือข้อราชการกับนายคำแพง ไซสมแพง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการแห่ง สปป.ลาว โดยมี นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เข้าร่วมการเจาจาในครั้งนี้ด้วย ณ โรงแรมลาว พลาซ่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า สาระสำคัญจากการหารือในครั้งนี้ ทางการลาวขอให้ไทยส่งข้อมูลแรงงานลาวที่ยังดำเนินการปรับสถานภาพไม่แล้วเสร็จ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการวางแผนการดำเนินการให้ทันกำหนดเวลา และขอเชื่อมโยงข้อมูลของแรงงานลาวที่อยู่ในประเทศไทย

        “ซึ่งไทยยินดีส่งข้อมูลแรงงานให้ สปป.ลาว และจะพยายามให้แรงงานลาวได้เข้าไปปรับสถานภาพโดยเร็ว ซึ่งแต่ละศูนย์จะสามารถดำเนินการได้ 500 คนต่อวัน นอกจากนี้ ได้ขอให้แรงงานลาวที่อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเดินทางกลับไปดำเนินการฝั่งลาว ตลอดจนได้จัดรถโมบายเคลื่อนที่ไปยังจังหวัดที่มีศูนย์กลางของแรงงานจำนวนมากด้วย เช่น ขอนแก่น เป็นต้น”พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

        พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวอีกว่า ฝ่ายไทยยินดีประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางเพื่อให้นายจ้างและแรงงานได้มาลงทะเบียนและปรับสถานภาพภายในเวลากำหนด และขอให้ทางการลาวได้ประชาสัมพันธ์ให้แรงงานและครอบครัวของแรงงานที่ทำงานในประเทศไทยเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จทันกำหนด นอกจากนี้ ยังสนับสนุนสถานที่ให้จัดตั้งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้าง จ.มุกดาหาร เพื่อให้เกิดกลไกความร่วมมือนำแรงงานเข้าสู่กระบวนการปรับสถานภาพโดยเร็ว ขณะนี้มีความพร้อมและสามารถเปิดดำเนินการได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

         พล.ต.อ.อดุลย์  กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการขอวีซ่า Non – Immigrant L-A ณ สถานกงสุลใหญ่ แขวงสะหวันนะเขตของแรงงานลาว สามารถดำเนินการโดยแรงงานลาวมอบหมายผู้แทนไปดำเนินการแทนได้เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ นครเวียงจันทร์

         รมว.แรงงาน  กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบที่จะจัดการประชุมทางวิชาการร่วมกัน โดยทางการลาวจะเป็นเจ้าภาพในเดือนมีนาคม 2561 เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ และเป็นโอกาสที่ดีในการขยายความร่วมมือด้านอื่นๆ นอกเหนือจากการจ้างแรงงานให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นต่อไป

          “ขอฝากถึงนายจ้างและผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ ให้เร่งไปจัดทำทะเบียนประวัติให้แล้วเสร็จภายใน 31 มีนาคม 2561 นี้ ซึ่งจะไม่มีการขยายเวลาอีกต่อไป” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

“ณัฐวุฒิ”แจ้งปอท.เอาผิดคนเผยแพร่-วิจารณ์คลิปตัดต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314673

“ณัฐวุฒิ”แจ้งปอท.เอาผิดคนเผยแพร่-วิจารณ์คลิปตัดต่อ

นปช,ณัฐวุฒิ,เสื้อแดง

“ณัฐวุฒิ”แจ้งความปอท.28 ก.พ.เอาผิดคนเผยแพร่-วิจารณ์คลิปตัดต่อกล่าวหาสั่งการวางเพลิงระหว่างชุมนุม 53แจงคลิปตั้งแต่ 23 ม.ค. 53 ที่เขาสอยดาว ไม่เกี่ยวเพลิงไหม้

          26 ก.พ. 61 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า จากกรณีที่มีบุคคลบางกลุ่มตัดต่อและเผยแพร่คลิปวิดีโอกล่าวหาว่าตนเป็นคนสั่งการให้มีผู้ก่อเหตุวางเพลิงในเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มนปช.ปี 53 และยังคงกระทำต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ ทั้งที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 53 ที่เขาสอยดาว จ.จันทบุรี ก่อนการประกาศวันชุมนุมใหญ่ที่สะพานผ่านฟ้า และถ้ารับฟังเนื้อหาทั้งหมด 24 นาทีอย่างคนมีสติและเคารพความจริงก็จะชัดเจนว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุเพลิงไหม้ใดๆ ทั้งสิ้น

การตัดต่อคลิปดังกล่าวเริ่มจากศอฉ.นำมาใช้แถลงข่าวหลังยุติการชุมนุม ทำให้ตนซึ่งถูกจองจำอยู่เป็นเวลา 9 เดือนไม่มีโอกาสชี้แจง หลังจากออกมาก็เห็นว่าเวลาล่วงเลยไปมาก และมั่นใจในความบริสุทธิ์ จึงคิดจะพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม แต่ปรากฏว่าในชั้นศาลนายถวิล เปลี่ยนศรี ในฐานะเลขาธิการศอฉ. ให้การเป็นพยานโจทก์คดีก่อการร้ายว่าตนพูดเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 53 ที่แยกราชประสงค์ ขณะที่ล่าสุดวันที่ 14 ก.พ.พนักงานสอบสวนดีเอสไอให้การว่าตนพูดเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 ซึ่งเป็นความเท็จทั้งคู่ ถ้าไม่ใช่การโกหกจนเชื่อกันเอง ก็เป็นการใส่ร้ายเพื่อหวังผลในคดีก่อการร้าย และสร้างความชอบธรรมให้การปราบปรามประชาชนที่ตนกำลังทวงถามความยุติธรรมอยู่ขณะนี้

“ผมได้มอบหมายทนายความรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความต่อ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  (ปอท.) ในวันที่ 28 ก.พ. เวลา 10.00 น. ให้ดำเนินคดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร ์กับผู้เผยแพร่คลิปตัดต่อดังกล่าว ตลอดจนคนวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดความเสียหาย โดยเบื้องต้นจะมีการแจ้งความผู้เผยแพร่หลายราย และจะเรียกร้องค่าเสียหายในขั้นตอนต่อไป และถ้ามีการตรวจสอบพบอีกก็จะดำเนินคดีเพิ่มอีก อย่างไรก็ตาม แม้มั่นใจว่าในที่สุดความจริงจะปรากฏ แต่เมื่อมีความพยายามอย่างเป็นกระบวนการที่จะนำความเท็จนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ผมจึงต้องทำหน้าที่เพื่อไม่ให้เพื่อนมิตรอีกจำนวนมากต้องได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้”นายณัฐวุฒิกล่าว

“ประยุทธ์”เย้ยสนช.คว่ำ 7 กกต.ไม่กระทบเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314667

“ประยุทธ์”เย้ยสนช.คว่ำ 7 กกต.ไม่กระทบเลือกตั้ง

ประยุทธ์ ศิริพานิชย์,เพื่อไทย,มหาสารคาม,สนช,กกต

“ประยุทธ์”เย้ยสนช.คว่ำ 7 กกต.ไม่กระทบเลือกตั้ง ชี้ชุดเดิมทำงานได้ สุดท้ายได้กกต.ใบสั่ง

         26 ก.พ. 2561 นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีตส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีสนช.มีมติไม่เห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกกต.ชุดใหม่ว่า วันนี้แม้ยังไม่มีกกต.ชุดใหม่ แต่กกต.ที่มีอยู่เดิม 5 คน ที่ทำหน้าที่รักษาการ สามารถทำงานได้เต็มรูปแบบ จึงไม่กระทบอะไรกับการเลือกตั้ง ถ้ารัฐบาลจริงใจจะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งจริง มองว่าจะไม่เป็นปัญหา แต่ที่แปลกใจเป็นข้อพิรุธที่ต้องจับตามองคือ การสรรหากกต.ที่กรรมการสรรหาเลือกคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมาแล้ว กลับไม่ได้รับความเห็นชอบจากสนช.ทั้งหมด ต่อไปคิดว่าคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่รักษาตัวจะไม่มาสมัครเข้ารับการสรรหา จะทำให้ผู้เสนอตัวอยากเป็นกกต.มีน้อย สุดท้ายคงได้กกต.ตามที่ผู้มีอำนาจอยากได้

“ปณิธาน” รับ “คสช.” บีบไม่ให้กลุ่มการเมืองเคลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314607

“ปณิธาน” รับ “คสช.” บีบไม่ให้กลุ่มการเมืองเคลื่อน

ปณิธาน,กลุ่มการเมือง,คสช,บีบ,นักศึกษา,จับตา,กิจกรรมนักศึกษา

“ปณิธาน” รับ “คสช.” บีบไม่ให้ “กลุ่มการเมือง” เคลื่อน ชี้พื้นที่เปิดแล้ว จับตากิจกรรม “นักศึกษา” หากโยงการเมืองต้องดำเนินการตามกฎหมาย

 

26 ก.พ. 61 – ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ) เปิดเผยถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ในขณะนี้ ว่า ตนคิดว่าคนเหล่านี้จะมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว เพราะฝ่ายความมั่นคงกดดันและพยายามควบคุมไม่ให้เคลื่อนไหว แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เมื่อพื้นที่การเมืองเริ่มขยับ เริ่มเปิดมากขึ้น คนเหล่านี้ก็พยายามขยับตาม ซึ่งที่เจ้าหน้าที่จับได้ก่อนหน้านี้ก็เป็นการสะท้อนว่ามันไม่ใช่ทั้งหมด

“ฝ่ายความมั่นคงพยายามไปกดดันไม่ให้มีความเคลื่อนไหว แต่มันประมาทไม่ได้ เพราะคนเหล่านี้ที่เคลื่อนไหว เขามีความเชี่ยวชาญระดับหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงทำได้ก็คือกดดัน และพยายามดำเนินการตามกฎหมายและฝ่ายข่าวก็พยายามพิสูจน์ทราบให้ได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับใครหรือไม่ ซึ่งด้านการข่าวเขามีข้อมูลอยู่ และกลุ่มนี้ก็เริ่มทำงานทางการเมือง มารณรงค์การเลือกตั้ง เขาก็อยากเปิดเผย เพราะพื้นที่ทางการเมืองเปิดแล้ว” นายปณิธาน กล่าว

นายปณิธาน กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามกลุ่มที่เคลื่อนไหวในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอยากเลือกตั้ง กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก แต่หากออกไปนอกมหาวิทยาลัยแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ต้องไปดูว่ามีความเชื่อมโยงกับคนการเมืองที่เคลื่อนไหวอยู่แล้วหรือไม่ และทำผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าผิดก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย

เมื่อถามว่าขณะนี้ยังไม่มีรายงานการเคลื่อนไหวอะไรที่น่าเป็นห่วงใช่หรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ก็ต้องดูเป็นระยะๆ เพราะพอเราจับอะไรได้ มันก็มีความกังวลในระดับหนึ่ง ตอนนี้เราดูจังหวะและเวลาที่เขาประกาศชุมนุม ประกาศระดมคนว่าจะมีอะไรมาแทรกซ้อนหรือไม่ ทั้งนี้คสช.ก็จับตาดู เพราะไม่อยากให้เกิดความรุนแรงหรือเกิดการเผชิญหน้า จนคนทั่วไปรู้สึกแย่.

ปรับแผนเชิงรุกรับสมัคร กกต.ชุดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314601

ปรับแผนเชิงรุกรับสมัคร กกต.ชุดใหม่

พรเพชร,สนช,สรรหา กกต,ไอเดีย,ปรับแผน,ทาบทาม,สมัคร,ทันเวลา

“พรเพชร” ผุดไอเดียปรับแผนเชิงรุกเชิญชวนคนสมัคร กกต.ยันไม่มีการทาบทามใคร อย่ากังวลได้ กกต.ใหม่ทันเวลาแน่

 

26 ก.พ. 61 – ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดเก่าจะประกาศลาออก จะทำให้มีปัญหาหรือไม่ ว่า ทางกรรมการสรรหาต้องเร่งเวลา และต้องทำตามกฎหมาย เพราะทุกอย่างมีกระบวนการอยู่แล้ว ต้องมีการตั้งกรรมการสรรหา มีการประกาศรับสมัคร ที่ผ่านมาใช้เวลา 7 วันในการประกาศรับสมัคร ซึ่งตนมองว่าไม่พอต้องยาวกว่านี้ ถ้าหากประกาศรับสมัครวันเดียวโดยไม่ตรวจสอบคุณสมบัติก็บกพร่องไปหมด แต่เรื่องนี้กระบวนการกฎหมายบังคับอยู่แล้ว กรรมการสรรหาจะทำผิดไม่ได้ เพราะเราไม่เหมือนห้างร้านบริษัทที่เดินหาและเอาใครมาก็ได้ แต่ กกต.ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะนอกจากจะตรวจสอบคุณสมบัติแล้วต้องตรวจสอบจริยธรรมด้วย แต่กรรมการสรรหาไม่ได้ตรวจสอบ เนื่องจากจะต้องใช้เวลาอีกมาก เมื่อกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของวุฒิสภาคือสนช.แล้วก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขา ที่จะดำเนินการสอบในเชิงลึกว่าแต่ละคนประวัติเป็นอย่างไร ขยันทำงานหรือไม่ โดยเชิญผู้เกี่ยวข้อง เจ้านาย เพื่อนฝูงมาสอบถาม แต่กรรมการสรรหาไม่รู้ รู้เพียงแค่มีคุณสมบัติครบถ้วน มีวิสัยทัศน์ที่จะทำงานได้

เมื่อถามว่าแสดงว่าการสรรหากกต.ครั้งหน้าหากไม่มีการตรวจสอบประวัติเชิงลึกโอกาสที่จะเป็นเหมือนเดิมมีหรือไม่  นายพรเพชร กล่าวว่า เขาแบ่งหน้าที่กันแล้ว ถ้ากรรมการสรรหาจะไปทำก็จะซ้ำกันแล้วจะทำ ทำไม

เมื่อถามอีกว่า หลังจากที่สนช.มีมติไม่รับทั้ง 7 ว่าที่กกต.อาจทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาสมัครอีก นายพรเพชร กล่าวว่า ตนพูดโดยสามัญสำนึก และความคิดว่าการสรรหาครั้งนี้ลำบากกว่าครั้งแรก เพราะคนต้องคิดมาก ในเรื่องของคุณสมบัติก็เป็นธรรมดา แต่กรรมการสรรหาก็ต้องมีทางแก้โดยการชี้แจงเชิญชวนบุคคลทั่วไปให้มาสมัคร เพราะเวลาประกาศสรรหาบางคนไม่รู้เรื่อง เนื่องจากให้เวลาจำกัดเพียง 7 วัน ในการมาสมัคร คนที่จะมาสมัครก็บอกว่าเตรียมเอกสารไม่ทัน ดังนั้นครั้งนี้จะใช้นโยบายเชิงรุกประชาสัมพันธ์ว่าคุณสมบัติเป็นอย่างไรบ้าง ทำหน้าที่อย่างไร ท่านใดที่มีคุณสมบัติก็มาสมัครได้ ซึ่งนโยบายเชิงรุกนี้จะต้องเข้ากรรมการสรรหาก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่ แต่จะไม่มีการทาบทามบุคคลใด

เมื่อถามย้ำว่าการที่บอกว่าการสรรหาครั้งที่สองจะยากกว่าครั้งแรกอาจทำให้คนกลัวที่จะเข้ามาสุดท้ายแล้วต้องไปทาบทามหรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า ไม่ ตนคิดว่าเมื่อเขาเข้าใจแล้วก็จะมาสมัคร และผู้ที่จะมาสมัครก็ต้องศึกษาว่าที่สนช.ไม่ผ่านกกต.ชุดแรกเพราะอะไร เพราะเขาก็ต้องมีเพื่อนฝูงในสนช. แม้จะเป็นประชุมลับเขาก็แสวงหาข้อมูลได้ว่าเพราะอะไร และเมื่อเขาเข้าใจเขาก็ยินดีมาสมัครได้

นายพรเพชร กล่าวว่า วันนี้จะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฏีกาเพื่อนัดประชุมกรรการสรรหา แต่ยังไม่ทราบว่าจะมีการประชุมเมื่อไหร่ เพราะประธานศาลฏีกาติดภารกิจในต่างจังหวัด ทั้งนี้คิดไว้ว่าระยะเวลาในการรับสมัครจะเปิดให้ยาวขึ้นกว่าเดิม การตรวจสอบคุณสมบัติก็กระชับมากขึ้น เพราะตรวจสอบเฉพาะการครบองค์ประกอบตามกฎหมาย

นายพรเพชร กล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบคุณสมบัติทางจริยธรรม และความประพฤติเป็นหน้าที่ของสนช. ซึ่งเดิมใช้เวลา 60 วัน ครั้งนี้กลับมาใช้ 45 วันก็จะเร่งรัดมากขึ้น อย่างไรก็ตามกระบวนการการสรรหาก็พยายามใช้ 90 วันอย่างเต็มที่ เพราะหากใช้ระยะเวลาสั้น คนที่มาสมัครจะไม่รู้เรื่อง และเขาจะหาเรื่องกรรมการสรรหาด้วยว่าเปิดรับสมัคร 2-3 วันแล้วก็ปิด เอาแต่พวกตัวเอง และการตรวจสอบคุณสมบัติทางหน่วยงานบอกว่าไม่ได้รับแจ้งว่าบุคคลนี้เคยติดคุก เคยล้มละลาย ติดยาเสพติดหรือไม่ เขาตอบมาไม่ทัน กรรมการสรรหาก็พลาดตรงนี้ไป เมื่อเข้าสู่การตรวจสอบคุณสมบัติของสนช.เขาก็ว่าเอา สรุปแล้วกฎหมายเขากำหนดเวลาไว้ดีแล้ว เราก็พยายามที่จะบริหารเวลาให้สั้นที่สุด เพราะรู้ว่าการสรรหาครั้งนี้ควรจะเร่งรัดให้เร็วขึ้น ซึ่งทางกรรมการสรรหาก็ทราบว่าองค์กรที่จะส่งผู้สมัครมาก็ต้องใช้เวลาในการเลือก ก็ติดขัดในเรื่องเหล่านี้ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของกกต.ชุดเก่าที่จะมีผู้เกษียณอายุราชการก็มีผลต่อการเร่งรัดการสรรหาครั้งนี้ ประเด็นใดที่เร่งได้จะพยายามทำ ประเด็นใดที่เร่งไปแล้วเกิดความเสียหาย โดนกล่าวหา เราไม่ทำ

เมื่อถามว่าที่ระบุว่ากรอบระยะเวลา 90 วันเป็นเพียงขั้นตอนการสรรหายังไม่รวมการตรวจสอบประวัติ และการลงมติของสนช.ใช่หรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า ไม่รวม โดยในชั้นกรรมการสรรหาใช้ระยะเวลา 90 วันในชั้นสนช. 45 วัน ซึ่งในชั้นนี้สามารถขยายได้อีก 15 วันเป็น 60 วันเหมือนครั้งที่ผ่านมา.

“บิ๊กป้อม” ระบุยังไม่ปลดล็อคพรรคการเมือง รอประชุมคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314580

“บิ๊กป้อม” ระบุยังไม่ปลดล็อคพรรคการเมือง รอประชุมคสช.

ประวิตร,บิ๊กป้อม,ปลดล็อก,พรรคการเมือง,คสช,ประชุม

“ประวิตร” เผยยังไม่ปลดล็อคพรรคการเมือง หลัง 1 มีนา เตรียมจดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ บอกต้องรอประชุมคสช.ก่อน ลั่นปีนี้เลือกตั้งท้องถิ่นแน่

 

26 ก.พ. 61 – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีเตรียมปลดล็อคพรรคการเมืองเพื่อรองรับการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ในวันที่ 1 มีนาคม ว่า ตอนนี้ยังไม่มีการปลดล็อคพรรค เพราะยังไม่ได้ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หารือในประเด็นดังกล่าว อย่าไปถามเรื่องล่วงหน้า อย่างไรก็ตามตนยืนยันว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นแน่นอน เพียงแค่รอให้มีการประชุมคสช.เสียก่อน

เมื่อถามว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน เตรียมตั้งพรรค เพื่อสนันสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. กล่าวว่า “ผมไม่ทราบ ต้องไปถามนายสุเทพเอง.”

ศาลปัดไม่พอใจ”สนช.”คว่ำ”7กกต.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314576

ศาลปัดไม่พอใจ”สนช.”คว่ำ”7กกต.”

สนช,กกต,ศาล

ศาลปัดกระเเสข่าวไม่พอใจ สนช.ตีตก ‘ว่าที่7กกต. ยันศาลยุติธรรมดำเนินการเต็มความสามารถด้าน”มาร์ค” แนะผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้น

 

ความคืบหน้ากรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่รับรองรายชื่อบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 ราย ซึ่งเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าการกระทำเช่นนี้เพื่อให้การเลือกตั้งลากยาวออกไปอีก อีกทั้งก่อนหน้านี้ นางสดศรี สัตยธรรม อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาเเละกรรมการการเลือกตั้ง ออกมาระบุให้ติดตามความขัดเเย้งระหว่างสถาบันศาลเเละสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เนื่องจากศาลไม่พอใจ กรณีที่สนช.คว่ำ 7 ว่าที่ กกต.

ศาลปัดกระแสข่าวไม่พอใจสนช.
ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ นางสดศรี สัตยธรรม อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาเเละกรรมการการเลือกตั้ง ออกมาระบุให้ติดตามความขัดเเย้งระหว่างสถาบันศาลเเละสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เนื่องจากศาลไม่พอใจกรณีที่สนช.คว่ำ 7 ว่าที่ กกต.ว่าการดำเนินงานของศาลยุติธรรมเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ฉะนั้นการทำหน้าที่ของศาลจะไม่นำความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจมาใช้ ส่วนกรณีที่ว่าที่ผู้ผ่านการสรรหาทั้ง 7 คนไม่ผ่านการเห็นชอบของ สนช.ก็เป็นมติที่ประชุม สนช.เชื่อว่าทุกฝ่ายคงทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่เช่นกัน ในส่วนของศาลฎีกาก็จะปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนี้ตามขั้นตอนก็ต้องรอให้ สนช.ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับการมีมติดังกล่าว ส่งถึงศาลฎีกาเพื่อให้เริ่มกระบวนการสรรหาผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นว่าที่ กกต.ในสัดส่วนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คนใหม่ ซึ่งหลังจากได้รับหนังสือแล้ว ประธานศาลฎีกาก็จะได้กำหนดนัดประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้งหมด 176 คน ต่อไปเพื่อเริ่มต้นกระบวนการสรรหาใหม่ตามขั้นตอน โดยต้องติดตามต่อไปว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะพิจารณาใช้ระเบียบเดิมในการคัดเลือกพิจารณาคุณสมบัติผู้สมัครเสนอตัวสรรหาเป็น กกต.หรือจะพิจารณาออกระเบียบใหม่

เสรีอัดต่อไปไม่มีใครกล้าสมัครกกต.
นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่รับรองรายชื่อบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 ราย ว่า การที่สนช.ไม่รับรองผู้สมัครเป็นกกต.ทั้ง 7 คน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ก็ตาม แต่เนื่องจากวิกฤติที่เกิดจากตัวรัฐธรรมนูญเองที่วางหมากไว้หลายชั้นจนพันตัวเองหรือสร้างปัญหาให้ตัวเอง จึงอาจมีมติล้มกระดานไม่เอาผู้สมัครกกต.ทั้ง 7 คน เหมือนที่เพิ่งผ่านมาอีกก็ได้ จะเสนอชื่อมากี่ครั้งก็ตามมีโอกาสถูกล้มกระดานได้ตลอด และคุณสมบัติขั้นเทพจะไม่มีใครอยากสมัคร เพราะสมัครแล้วอาจจะเสียประวัติสูง ซึ่งคนดีขั้นเทพจริงๆ คงไม่เอาชีวิตทั้งชีวิตที่สร้างสมมา มาเสี่ยงให้ตรวจคุณสมบัติและความประพฤติและในที่สุด เพราะสมัครแล้วเหมือนถูกจับมาแก้ผ้าโชว์ความงามแล้วบอกไม่เอา และเชื่อได้ว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเองก็ไม่อยากเลือกใคร เพราะเลือกไปแล้วก็ไม่รู้ว่าสนช.จะเอาหรือไม่เอาอีกหรือไม่

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว เพราะกระบวนการสรรหา กกต.ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความหมิ่นเหม่ต่อข้อกฎหมายหลายประการ และประสบการณ์ในการจัดการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายวิตกกังวลว่าจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้เกิดความบริสุทธิ์และเที่ยงธรรมได้ ฉะนั้นมติสนช.ถือว่าทำถูกแล้ว และเชื่อว่าตามกรอบเวลาสรรหาใหม่ภายใน 160 วัน จะไม่กระทบกับโรดแม็พเลือกตั้งอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เรื่องนี้ก็ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของคสช.และผู้เกี่ยวข้องว่าอย่าเข้าไปแทรกแซง ครอบงำกระบวนการสรรหา หรือพยายามผลักดันคนที่มีส่วนได้เสียเข้าไปจนกลายเป็นจุดอ่อนและเกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมอีก

“พท.”จวกยิ่งกว่าเด็กเล่นขายของ
ขณะที่นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยิ่งกว่าเด็กเล่นขายของ เพราะสนช.เป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สายของคสช. จะปฏิเสธไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มีใบสั่ง ก็ไม่มีใครเชื่อ ถึงขนาดผู้ใหญ่บางคนที่รัฐบาลนี้เคยเชิญให้มาร่วมงานยังกล่าวว่าคนไทยไม่ได้กินหญ้า นอกจากนี้ยังมีร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างพ.ร.ป.การได้มาซึ่งส.ว.ที่ยังค้างคาอยู่ในสนช.ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย ทั้งหมดทั้งมวลที่เกี่ยวกับกระบวนการนำพาประเทศสู่ประชาธิปไตยปรากฏว่า คสช.และรัฐบาลไม่มีการดำเนินการที่ชัดเจนที่คาดการณ์ได้ ฉะนั้นคสช.และรัฐบาลอย่าโทษใครที่ประเทศขาดความเชื่อมั่น ทำตัวเองทั้งสิ้น และในฐานะคนไทยคนหนึ่งขอเสนอทางออกให้รัฐบาลมีความจริงใจ สร้างความชัดเจนทางการเมืองที่จะนำพาประเทศสู่ประชาธิปไตย ให้ประชาชนและชาวโลกคาดการณ์อนาคตของประเทศไทยได้ด้วย

  ‘จาตุรนต์’ เชื่อทำให้เลือกตั้งเลื่อน
ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการล้ม 7 ว่าที่กกต.จะเป็นการพยามยื้อการเลือกตั้งหรือไม่ ว่า โดยผลของมันจะเป็นการทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปอยู่แล้ว และอาจจะยืดได้มากด้วย เพราะไม่รู้ว่าจะมีใครมาสมัคร หรือสรรหา กกต.ใหม่ได้สำเร็จเมื่อไหร่ คนที่มีคุณสมบัติอาจจะไม่อยาก หรือไม่กล้ามาสมัคร และหากเมื่อได้ตัวบุคคลที่มีคุณสมบัติมาแล้ว ถ้าไม่ใช่คนตามสเปกของผู้มีอำนาจก็อาจจะมีใบสั่งไม่ให้เห็นชอบอีกก็ได้ เพราะเรื่องทั้งหมดอยู่ที่กกต.ใหม่จะต้องเป็นคนที่ผู้มีอำนาจมั่นใจว่าจะควบคุมสั่งการได้ เพราะกกต.ใหม่ตามรัฐธรรมนูญนี้จะมีอำนาจมาก ซึ่งจะให้คุณให้โทษต่อการเลือกตั้งได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้เกิดการแบ่งกันระหว่างคนนอก กับคนที่เป็นส.ส.ว่าใครจะได้เป็นนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาล หาก กกต.เข้าข้างใครข้างหนึ่งก็จะมีผลมาก

องอาจชี้ผู้มีอำนาจไม่ควรแทรกแซง
ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่แปลกเหมือนกัน ที่บุคคลซึ่งผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหามาเรียบร้อยแล้วไม่มีใครที่เหมาะสมพอที่สนช.จะเห็นชอบได้เลย ถ้าผลการลงมติออกมาว่ามีทั้งเห็นชอบและไม่เห็นชอบน่าจะสมเหตุสมผลมากกว่า หากบอกว่าเพราะผู้ได้รับการสรรหาส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ในการจัดการเลือกตั้งนั้น น่าจะไม่ใช่เหตุผลหลักในการพิจารณาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะกกต.เกือบทุกชุดที่ผ่านมาก็มีทั้งกกต. ที่มีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์ในการจัดสรรการเลือกตั้งคละเคล้ากันไป และครั้งนี้ย่อมทำให้คณะกรรมการสรรหาทำงานยากลำบากมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าสนช.ต้องการกกต.แบบไหน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์กติกาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมืองรวมทั้งสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ กกต.จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอำนาจไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องแทรกแซงโดยเด็ดขาด และไม่ควรมีการกระทำใดๆ ทั้งจากผู้มีอำนาจและเครือข่ายที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย เพราะจะก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกไม่รู้จบ

  “มาร์ค”แนะทบทวนปัญหาปม 7 กกต.
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่รับรองรายชื่อบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 ราย ว่าคณะกรรมการสรรหาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาทั้งหมดจะต้องมาทบทวนเกี่ยวกับปัญหาที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก และทำให้เกิดความราบรื่นในการสรรหารอบใหม่ ขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล ควรจะต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินตามโรดแม็พได้ ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการกกต. จะลาออกจากตำแหน่งนั้น มองว่าตามกฎหมายก็มีเขียนไว้ชัดเจนว่าหากจำนวนที่เหลือสามารถทำงานได้ก็ทำต่อไป แต่ถ้าทำงานไม่ได้ก็จะต้องสรรหาเข้ามาแทนได้ ส่วนกรณีที่มองว่าการกำหนดสเปกของ กกต.ใหม่สูงเกินไปจึงเป็นอุปสรรคในการสรรหานั้น คิดว่าไม่ใช่เป็นประเด็นหลัก เพราะมีบุคคลที่มีคุณสมบัติอีกมากมายไม่กล้าเข้ามาดำรงตำแหน่ง ดังนั้นคณะกรรมการสรรหาจะต้องสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้บุคคลอื่นๆ สามารถกล้าที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง อย่างไรก็ตามแม้เรื่องดังกล่าวจะไม่กระทบโรดแม็พเพราะหากไม่มี กกต.ชุดใหม่ กกต.ชุดปัจจุบันยังสามารถทำงานได้ แต่ก็อยากให้มีกกต.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเนื่องมารับผิดชอบ

  ไม่สนสุเทพเทือกตั้งพรรคใหม่
นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (มปท.) และแกนนำ กปปส. เตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ว่านายสุเทพได้ประกาศลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปนานแล้ว ดังนั้นก็ถือเป็นสิทธิของนายสุเทพ หากจะมีการตั้งพรรคใหม่ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมายในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งจะต้องหาผู้ร่วมจัดตั้งและประชุมเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และหากมีการตั้งพรรคใหม่จริงก็จะต้องแข่งขันกันในการเลือกตั้ง ซึ่งก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร และไม่มีความกังวลว่ากรณีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสมาชิกพรรคที่ยังมีบางส่วนศรัทธาในตัวนายสุเทพ เพราะถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะตัดสินใจจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อหรือไม่ ส่วนพรรคของนายสุเทพมีอุดมการณ์สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ถือว่าตรงกับอุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์หรือไม่นั้น อุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

  วิทยาฟันธงคงอยู่แค่เบื้องหลัง
ขณะที่นายวิทยา แก้วพลาดัย อดีตแกนนำกปปส. กล่าวถึงกระแสข่าวการตั้งพรรคการเมืองใหม่ของนายสุเทพ ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งพรรค เพราะมีหน้าที่เป็นกรรมการมูลนิธิเท่านั้น ดังนั้นก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนที่จะมาตั้งพรรค ซึ่งคิดว่านายสุเทพ คงไม่รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคหรอก จึงไม่ทราบว่าเตรียมการตั้งพรรคกันอย่างไร พร้อมทั้งคิดว่าการตั้งพรรคการเมืองเป็นเรื่องดี ทั้งนี้คิดว่าภารกิจการปฏิรูปประเทศถือเป็นภารกิจหลักของกปปส. เพราะรับความเห็นของประชาชนมาว่าต้องปฏิรูปให้สำเร็จ แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะพยายามดำเนินการก็ตามแต่ก็ยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร ดังนั้นถ้ามีพรรคการเมืองที่เน้นการปฏิรูปร่วมกันกับรัฐบาลก็จะทำให้อะไรต่างๆ ดีขึ้น

เมื่อถามว่าการที่นายสุเทพเคยประกาศชัดว่าจะไม่ลงเล่นการเมือง แล้วปรากฏว่าจะตั้งพรรค นายวิทยา กล่าวว่า คิดว่าไม่ได้ลงสมัครเลือกตั้ง และไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค แต่คิดว่าคนเราก็ควรมีสิทธิ์ที่จะสนับสนุนพรรคการเมืองได้ ซึ่งน่าจะวางบทบาทแบบนี้ ส่วนที่ถามว่าพรรคดังกล่าวจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หรือไม่นั้น เบื้องต้นต้องย้อนไปก่อนว่าถ้าให้พรรคเพื่อไทยมาปฏิรูปคงยาก ตราบใดที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังเป็นผู้บงการพรรคแบบนี้ และต้องรอฟังคำสั่งอะไรต่างๆ จะมาบิดเบือนว่าไม่ใช่ ก็ไม่จริง ดังนั้นพรรคที่จะมาปฏิรูปการเมืองจะสมคบคิดกับระบอบทักษิณไม่ได้เด็ดขาด ตนเองก็ไม่เอาด้วย ส่วนจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ใช่หรือไม่นั้น ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดตอนนี้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่คิดว่าทิศทางควรจะเป็นเช่นนั้น

  โพลล์ชี้ค้านตั้งพรรคใหม่สืบอำนาจ
วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,185 คน ระหว่างวันที่ 21-24 กุมภาพันธ์นี้ ในหัวข้อ “พรรคการเมืองใหม่ในสายตาประชาชน” เนื่องจากมีกระแสข่าวการตั้งพรรคการเมืองใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศทางการเมืองไทยคึกคัก โดยเฉพาะการจัดตั้งพรรคใหม่ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ถูกจับตาและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 53.87 ไม่รู้ว่าจะมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ เนื่องจากไม่ได้ติดตามข่าวสารการเมืองร้อยละ 46.13 รู้ เพราะอยากรู้ความคืบหน้า ติดตามข่าวเป็นประจำ

ขณะที่ร้อยละ 58.95 ไม่เห็นด้วยหากตั้งพรรคใหม่เพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะพรรคการเมืองควรเป็นอิสระ เป็นกลาง มีนโยบายชัดเจน เน้นทำเพื่อประชาชน พัฒนาบ้านเมือง ไม่ควรสนับสนุนใครที่เป็นการสืบทอดอำนาจ ส่วนร้อยละ 35.37 เห็นด้วย เพราะเป็นสิทธิที่ทำได้ ทำให้มีพรรคใหม่ๆ ตัวเลือกมากขึ้น ส่วนประชาชนคิดอย่างไรกับการที่มีการจัดตั้งพรรคมวลมหาประชาชนของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั้น ประชาชนร้อยละ 45.69 เห็นว่าเป็นทางเลือกให้ประชาชาชน ขณะที่ร้อยละ 38.25 มองว่า กระทบกับฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อถามว่าการจัดตั้งพรรคใหม่มีผลต่อการเมืองไทยอย่างไร พบว่าประชาชนร้อยละ 48.88 มองว่าเป็นการเพิ่มสีสันทางการเมือง บรรยากาศคึกคัก ร้อยละ 41.38 มีพรรคเพิ่มมากขึ้นหลากหลาย ประชาชนมีตัวเลือก และร้อยละ 35.23 มองว่า เกิดการแข่งขันนำสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อย่างไรก็ตามการตั้งพรรคการเมืองใหม่ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกส.ส.เพราะอยู่ที่นโยบายพรรคและตัวผู้สมัคร
สมชัยยืนยันไม่ลาออกแน่

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกระแสข่าวเตรียมลาออกจากตำแหน่งกกต. เพราะไม่อยากเป็นคดีความหากจัดการเลือกตั้ง ว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งแน่นอน เพราะวิธีการดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดผลดี และยังทำให้สถานการณ์บ้านเมืองหลังจากที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติไม่รับรอง 7 กกต.ใหม่อยู่ในภาวะที่ติดขัดมากยิ่งขึ้น เพราะหากมีกกต.ชุดปัจจุบันลาออก 2 คนจะเป็นการนำไปสู่ภาวะสุญญากาศ คือไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ ที่เป็นภารกิจหน้าที่เตรียมการเลือกตั้งของกกต.ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรตัดสินใจใดๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อบ้านเมือง อย่างไรก็ตามในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 14.00 น. ที่ว่าจะมีการแจ้งผลการตัดสินใจบางอย่างต่อผู้สื่อข่าวนั้น เป็นเรื่องของการตัดสินใจส่วนตัว ไม่ใช่มติ กกต.และไม่ใช่เรื่องลาออก แต่เป็นการตัดสินใจเพื่อให้เกิดผลที่ดีที่สุดแก่ทุกฝ่าย และน่าจะทำให้การส่งต่องานระหว่างกกต.ชุดใหม่และชุดเก่า ไม่ว่าจะมาเมื่อใด หรือเข้าใกล้การเลือกตั้งเพียงใด ก็น่าจะช่วยให้การส่งมอบงานมีความราบรื่นมากขึ้น

แหล่งข่าวอย่างไม่เป็นทางการรายงานว่า คำพูดของนายสมชัยน่าจะเป็นการตัดสินใจในการลงสมัครรับคัดเลือกเป็นเลขาธิการ กกต. ซึ่งเป็นการยอมลดตำแหน่งตนเองไปสู่ตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานภายใต้การบังคับบัญชาของ กกต.ที่เหลือ ซึ่งสามารถเป็นตัวเชื่อมระหว่างกกต.ใหม่และกกต.เก่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า กกต.อีก 4 คนที่เหลือจะตัดสินใจเลือกหรือไม่ เรื่องนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้

  เพื่อไทยยก3ข้อเสนอทางออกปท.
วันเดียวกัน นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองยังอึมครึม ต่างฝ่ายต่างยึดแนวคิดของตน ยังจูนกันไม่ค่อยติด แต่เชื่อว่ายังมีทางออกของประเทศที่เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายวินวิน คือ 1.เปิดให้ประชาชนและพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้น โดยการยกเลิกคำสั่งคสช.ที่ห้ามคนชุมนุมตั้งแต่ 5 คน และยกเลิกคำสั่งคสช.ที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม 2.คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลควรสร้างความชัดเจนทางการเมืองให้เกิดขึ้น เนื่องจากเลื่อนโรดแม็พซ้ำๆ ทำให้คนไม่เชื่อ ไม่ไว้วางใจ และเสนอให้รัฐบาลและคสช.สร้างฉันทานุมัติ 2561 ร่วมกันของฝ่ายต่างๆ ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด การปล่อยให้กำหนดการเลือกตั้งคลุมเครือต่อไปไม่เป็นผลดีต่อใคร แม้แต่รัฐบาลและคสช.เอง และ 3.เหตุผลของการรัฐประหารเรื่องหนึ่งคือเพื่อสร้างความรักความสามัคคีในชาติ แต่ขณะนี้ยังไม่สำเร็จ ดังนั้นประเทศยังมีทางออกที่ดี ง่ายและตรง อยู่ที่ผู้มีอำนาจจะทำหรือไม่ การคุ้มครองสิทธิเป็นการแสดงออกที่เข้มแข็ง ไม่ใช่อ่อนแอ การทำให้บ้านเมืองกลับมาเป็นปกติสุขและสร้างความชัดเจนทางการเมือง ทุกคนมีแต่ได้

โพลล์ปลื้ม 3ปีครึ่ง‘บิ๊กตู่’ยังทำงานได้ดี
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “3 ปี 6 เดือน ของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ระหว่างวันที่ 19–21 กุมภาพันธ์ 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่างเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการทำงานของพล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการดำรงตำแหน่งครบ 3 ปี 6 เดือน ซึ่งผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 20.16 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ดีมาก เพราะมีการแก้ไขปรับเปลี่ยนระบบการบริหารงานได้ดี มีความเด็ดขาดในการทำงาน มีความโปร่งใส ส่วนร้อยละ 19.68 ระบุว่าทำงานได้ไม่ค่อยดี เพราะการทำงานยังมีจุดบกพร่อง คือรัฐบาลไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และมีการปกป้องพวกพ้องการบริหารงานต่างๆ ล่าช้า ไม่สามารถทำตามโรดแม็พได้

เมื่อถามถึงลักษณะการทำงานในรอบ 3 ปี 6 เดือน ของพล.อ.ประยุทธ์ ในด้านต่างๆ พบว่าด้านอุดมการณ์ในการทำงานประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 71.60 ระบุว่ามีอุดมการณ์และความตั้งใจทำงานเพื่อชาติและประชาชน รองลงมาร้อยละ 24.24 ระบุว่า ไม่มีอุดมการณ์คิดแต่จะทำงานเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและ คสช.เท่านั้น ด้านความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในการทำงานนั้น พบว่า ร้อยละ 55.28 ระบุว่า การทำงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ขณะที่ร้อยละ 32.40 ระบุว่า การทำงานไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือนสิงหาคม 2560 พบว่ามีสัดส่วนของผู้ที่ระบุว่าการทำงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ลดลง

  “วิษณุ”ติดอับดับ1-ไร้ชื่อบิ๊กป้อม
ส่วนความประทับใจในการทำงานของครม. รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 39.68 ระบุว่า ประทับใจในการทำงานของ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 38.72 ระบุว่าเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี อันดับ 3 ร้อยละ 36.24 ระบุว่าเป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย อันดับ 4 ร้อยละ 34.56 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน และร้อยละ 34.48 ระบุว่าเป็น พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ยุติธรรม ซึ่งเมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อปี 2560 พบว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ได้รับคะแนนความประทับใจในการทำงานเป็นอันดับ 1

“บิ๊กฉัตร”แจงเด้ง“ปลัด-รองปลัดพม.”
ที่สนามกีฬาแห่งชาติ พล.อ.ฉัตรฉัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดตัวนักวิ่งในกิจกรรม “วิ่งด้วยกัน 123” ว่า วันนี้เป็นวันดีที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกับบริษัทกรุงไทย-แอกซ่าประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และภาคีเครือข่ายในการจัดกิจกรรมวิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อประกาศให้โลกได้รู้ถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย และที่พิเศษคือวันนี้เป็นการออกกำลังกายร่วมกับผู้พิการ อย่างไรก็ตามได้หารือกับทพ.ปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส.ถึงการสนับสนุนโครงการแบบนี้อีกทั่วประเทศ เพราะรัฐบาลสนับสนุนส่งเสริมให้คนไทยออกกำลังกาย

พล.อ.ฉัตรชัย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีคำสั่งย้ายนายพุฒิพัฒน์ เชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และนายณรงค์ คงคำ รองปลัด พม.ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นการสั่งย้ายไปเพื่อเปิดทางให้มีการสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการทุจริตเงินช่วงเหลือคนยากไร้ ให้มีความโปร่งใส เพราะทั้ง 2 คนมีชื่อที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รายงานมา การย้ายจึงถือเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ได้ขาดจากตำแหน่งปัจจุบัน และตนยังไม่มีงานอะไรที่จะมอบหมายให้ทั้ง 2 คนทำเป็นพิเศษ เชื่อว่าการตรวจสอบจะเป็นไปตามกระบวนการ และขออย่าไปเร่งรัดมาก ขณะเดียวกันได้กำชับไปยังรมว.พัฒนาสังคมฯ แล้วในเรื่องของการดูแลขวัญกำลังใจของข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ว่าทุกองค์กรมีทั้งคนดี และคนไม่ดี คนที่ทำดีเราก็ต้องให้กำลังใจกันต่อไป ส่วนคนที่ทำไม่ดีก็ต้องมีการลงโทษ

แฉป.ป.ช.ส่ออุ้มนายกฯ-ครม.
วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า ได้รับจดหมายของป.ป.ช. และเมื่อเปิดอ่านดูจึงเห็นข้อมูลที่ป.ป.ช. ชี้แจงผลการตรวจสอบกรณีที่ร้องว่า นายกฯ ครม. และสนช. การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณ 61 จำนวน 2.9 ล้านบาท ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ซึ่ง ป.ป.ช. ยอมรับว่า การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณ 61 นั้นทำขึ้นในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่ร้องจริง และขอให้ตนไปให้ข้อมูลเพิ่มตามในเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ด้วย โดยในจดหมายดังกล่าว ป.ป.ช.กลับชี้แจงเหตุผลในลักษณะที่ส่อไปในทางอุ้มหรือเพื่อช่วยนายกฯ ครม. และสนช. ไม่ต้องถูกชี้มูลความผิด โดยระบุว่า “การที่รัฐธรรมนูญกำหนดหลักการให้มีการตรากฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ และการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติไว้ดังกล่าว มีความชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญยินยอมให้มีการจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีในช่วงเวลาระหว่างการตรากฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ และการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้”

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า การที่ป.ป.ช.ไปทำหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญว่ายินยอมให้มีการฝ่าฝืนหรือไม่ทำตามรัฐธรรมนูญได้นั้น เป็นการตีความที่ขัดรัฐธรรมนูญและไม่ใช่หน้าที่ของป.ป.ช. กรณีนี้จึงทำให้ตนเชื่อว่า ป.ป.ช.ไม่กล้าตรวจสอบหรือชี้มูลรัฐบาลและสนช.ชุดนี้ด้วยการไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งถ้าเป็นรัฐบาลหรือสภาชุดก่อนๆ ไม่ทำตามกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ คงโดนชี้มูลความผิดไปแล้ว อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ตนต้องไปโต้แย้งความเห็นของป.ป.ช. อย่างแน่นอน พร้อมทั้งจะร้องเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญต่อไปว่า การที่รัฐบาลเตรียมจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1.5 แสนล้านบาท จะผิดต่อรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ เพราะงบเพิ่มเติมดังกล่าวมีแผนการที่นายกฯ อนุมัติไว้อย่างชัดเจนว่าจะให้ ครม.อนุมัติในวันที่ 13 มีนาคม 2561 และให้สนช.อนุมัติสามวาระรวดในวันที่ 22 มีนาคม 2561

“การใช้จ่ายเงินแผ่นดินของรัฐบาลสำหรับงบปี 2561 จำนวน 2.9 ล้านล้านบาท และงบเพิ่มเติมปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท จึงเป็นกรณีที่เห็นได้ว่ารัฐบาลและสนช.ตรากฎหมายเพื่อใช้เงินแผ่นดินในงบปี 2561 โดยขัดรัฐธรรมนูญ และความเห็นของ ป.ป.ช.ที่ยินยอมให้รัฐบาลและสนช.ทำได้นั้น ไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญ ผมจึงจะไปให้ถ้อยคำและยื่นร้องเพิ่มเติมในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 09.30 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ” นายเรืองไกร กล่าว