“มาร์ค ” ไม่หวั่น “สุเทพ”ตั้งพรรคหนุน “บิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314550

“มาร์ค ” ไม่หวั่น “สุเทพ”ตั้งพรรคหนุน “บิ๊กตู่”

มาร์ค ไม่หวั่น สุเทพตั้งพรรคหนุน บิ๊กตู่,พรรคการเมืองใหม่

“มาร์ค “ไม่หวั่น “สุเทพ”ตั้งพรรคหนุน “บิ๊กตู่”  ชี้เป็นสิทธิทำได้  ไม่ห้ามลูกพรรคทิ้งป.ช.ป.ซบ”สุเทพ”

             25 ก.พ.61-   ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงกระแสข่าวการตั้งพรรคการเมืองใหม่ ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกลุ่มกปปส. ว่า เบื้องต้นนายสุเทพ ได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนแล้วว่าจะมีการจัดตั้งพรรคการเมือง ซึ่งก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่จะต้องทำตามขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันไม่กังวลว่ากรณีดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อสมาชิกพรรคที่ยังมีบางส่วนศรัทธาในตัวนายสุเทพ เพราะถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะตัดสินใจ จะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อหรือไม่ แต่ตอนนี้สมาชิกพรรคยังไม่มีบุคคลใดลาออก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้แนวความคิดของพรรคประชาธิปัตย์ได้ยืนหยัดในแนวคิดและอุดมการณ์เดิมมาโดยตลอด ที่พร้อมสนับสนุนหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายสุเทพนั้นอาจมีแนวคิดที่ต่างกัน อาจให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ  แม้จะมีจุดร่วมในหลายๆเรื่อง

“อภิสิทธิ์”แนะทบทวนสรรหากกต.ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314547

“อภิสิทธิ์”แนะทบทวนสรรหากกต.ใหม่

อภิสิทธ์ แนะทบทวนสรรหากกต,คว่ำกกต,สรรหา กกตชุดใหม่

“อภิสิทธิ์”แนะผู้เกี่ยวข้องทบทวนหลัง สนช.โหวตคว่ำ 7 กกต. เพื่อให้สรรหารอบใหม่ไม่สะดุด วอนคสช.สร้างความเชื่อมั่นเดินตามโรดแม็ป

              25 ก.พ.61- ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่เห็นชอบว่าที่ กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ทั้ง 7 คน ว่า คิดว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาทั้งหมดจะต้องมาทบทวนเกี่ยวกับปัญหาที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดจากอะไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก และเพื่อให้เกิดความราบรื่นในการสรรหารอบใหม่  นอกจากนี้ในส่วนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินตามโรดแม็ปได้ แต่ กกต.ชุดเก่าก็ยังคงสามารถทำหน้าที่ไปก่อนได้ตามที่กฏหมายรองรับ แม้จะมีกระแสข่าว การลาออก ของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการกกต. ก็ตาม
ส่วนที่มีบางฝ่ายมองว่าการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งกกต.ชุดใหม่นั้นสูงเกินไป ทำให้เป็นอุปสรรคการสรรหา นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า คิดว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นประเด็นหลัก เพราะเชื่อว่ามีบุคคลที่มีคุณสมบัติอีกมากมาย แต่ไม่กล้าเข้ามาดำรงตำแหน่ง ทั้งนี้เห็นว่ากรรมการที่สรรหา ต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้บุคคลเหล่านั้นสามารถกล้าที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งได้
เมื่อถามถึงกรณีที่มีกลุ่มออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า กลุ่มเรียกร้องคือเสียงสะท้อนแทนประชาชนอีกจำนวนมาก แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายในกรอบของกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้น ดังนั้นขอให้คสช.ได้ผ่อนคลายกฎหมายพิเศษ ลดเงื่อนไขที่ถือว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคไปสู่ความขัดแย้ง และเปิดกว้างในการรับฟังให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะไม่สั่นคลอนต่อรัฐบาลและคสช. เแม้เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในความน่าเชื่อถือของโรดแม็ปด้วย

“อภิสิทธิ์”ระบุ คนสงสัยคว่ำ กกต. เลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314523

“อภิสิทธิ์”ระบุ  คนสงสัยคว่ำ กกต. เลื่อนเลือกตั้ง

อภิสิทธฺิ์ เวชชาชีวะ,เลื่อนเลือกตั้ง,อภิสิทธิ์ โพสตฺ์ไลน์,อภิสิทธิ์ระบุ  คนสงสัยคว่ำ กกต เลื่อนเลือกตั้ง

“อภิสิทธิ์”โพสต์ไลน์ส่วนตัว ระบุ คนส่งสัยสนช.ล้ม 7 กกต.เลื่อนเลือกตั้ง

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  จากกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติไม่เห็นชอบรายชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คนนั้น เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เขียนข้อความผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ส่วนตัว”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ตั้งคำถามถึงกรณีดังกล่าวว่า” คิดอย่างไรกับการที่สนช.ลงมติไม่เห็นชอบกับรายชื่อ 7 กกต.ที่ผ่านการสรรหามาครับ” เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น
จากนั้นเมื่อวันที่ 24 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ได้โพสต์ตอบเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า เรื่องการสรรหากกต.ที่จริงมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการสรรหาในส่วนของศาลและมีการวิพากษ์วิจารณ์ความเหมาะสมของบางท่านที่ได้รับการสรรหามา แต่มติคะแนนที่ออกมาไม่รับรองทั้งเจ็ดคนดูเหมือนจะทำให้เพื่อนๆแสดงออกถึงความหวาดระแวงเป็นจำนวนมาก
ถ้าดูตามกฏหมายแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ควรจะกระทบตารางเวลาการเลือกตั้ง แต่ในทางปฏิบัติดูจะทำให้มีโอกาสเกิดความขลุกขลักในการจัดการเลือกตั้งอยู่พอสมควร โดยเฉพาะถ้าจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนด้วย เมื่อนำมารวมกับท่าทีที่ไม่ชัดเจนของผู้มีอำนาจเลยทำให้เพื่อนๆหลายคนคิดว่าเรื่องนี้เป็นความพยายามที่จะยืดเวลาการเลือกตั้งออกไป

“บิ๊กตู่” บุคลิกผู้นำแบบประชาธิปไตยลดลง !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314511

“บิ๊กตู่” บุคลิกผู้นำแบบประชาธิปไตยลดลง !!

นิด้าโพล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา

“นิด้าโพล” สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการทำงานของ ” พล.อ.ประยุทธ์” และ ครม. แก้เศรษฐกิจไม่ได้ ปกป้องพวกพ้อง บุคลิกผู้นำประชาธิปไตยลดลง

         25 ก.พ.61 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการทำงานของ “ พล.อ.ประยุทธ์   จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ในโอกาสครบรอบ 3 ปี 6 เดือน” ซึ่งได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 19 – 21 ก.พ.61 นี้  จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไปทั่วประเทศ โดยกระจายทุกระดับการศึกษาและอาชีพ รวม 1,250 หน่วยตัวอย่าง

โดยเมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อการดำรงตำแหน่งครบ 3 ปี 6 เดือน ของ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ร้อยละ 48.16 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯได้ค่อนข้างดี เพราะมีความชัดเจนในการบริหารที่ดี มีนโยบายช่วยเหลือประชาชน มีความตรงไปตรงมา เอาจริงเอาจังและมีความเป็นผู้นำ , ร้อยละ 20.16 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมาก เพราะมีการแก้ไขปรับเปลี่ยนระบบการบริหารงานได้ดี มีความเด็ดขาดในการทำงาน มีความโปร่งใส มุ่งหวังพัฒนาประเทศ และพร้อมจะช่วยเหลือประชาชน , ร้อยละ 19.68 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ค่อยดี เพราะ การทำงานยังมีจุดบกพร่อง เกิดความขัดแย้ง เศรษฐกิจไม่ดี ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ รัฐบาลไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และมีการปกป้องพวกพ้อง โดยร้อยละ 11.68 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ ไม่ดีเลย เพราะ บ้านเมืองยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การบริหารงานต่างๆ ล่าช้า ไม่สามารถทำตาม Road map ได้

ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือน ส.ค.60 พบว่า เมื่อรวมสัดส่วนของผู้ที่ระบุว่า ทำงานได้ค่อนข้างดีและดีมากมีสัดส่วนลดลง โดยที่ระบุว่าทำงานได้ไม่ค่อยดีจนถึงระดับไม่ดีเลย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

"บิ๊กตู่" บุคลิกผู้นำแบบประชาธิปไตยลดลง !!

และเมื่อถามถึงลักษณะการทำงานในรอบ 3 ปี 6 เดือน ของ พ.ล.อ.ประยุทธ์ ในด้านต่าง ๆ พบว่า ด้านอุดมการณ์ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.60 ระบุว่า มีอุดมการณ์และความตั้งใจทำงานเพื่อชาติและประชาชน , ร้อยละ 24.24 ระบุว่า ไม่มีอุดมการณ์ คิดแต่จะทำงานเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง และ คสช. เท่านั้น โดยเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือน ส.ค.60 พบว่าสัดส่วนที่ระบุว่ามีอุดมการณ์นั้นลดลง ส่วนที่ระบุว่าไม่มีอุดมการณ์ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

ด้านความกล้าตัดสินใจ ร้อยละ 68.56 ระบุว่ามีความกล้าตัดสินใจในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ , ร้อยละ 25.68 ระบุว่า ไม่มีความกล้าตัดสินใจ ซึ่งเทียบกับผลการสำรวจในเดือน ส.ค.60 แล้วพบว่า สัดส่วนที่ระบุมีความกล้าตัดสินใจนั้นลดลง ส่วนที่ระบุไม่มีความกล้าตัดสินใจ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

ด้านบุคลิกภาพผู้นำ ร้อยละ 76.56 ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหาร , ร้อยละ 14.80 ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบประชาธิปไตย , ร้อยละ 5.04 ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบก้ำกึ่ง ทั้งผู้นำแบบประชาธิปไตยและผู้นำแบบทหาร โดยเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือน ส.ค.60 แล้ว สัดส่วนที่ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหารจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ส่วนบุคลิกภาพผู้นำแบบประชาธิปไตย และบุคลิกภาพผู้นำแบบก้ำกึ่งทั้งแบบผู้นำประชาธิปไตยและผู้นำแบบทหาร มีสัดส่วนลดลง

ด้านประสิทธิภาพในการทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 59.12 ระบุว่า มีประสิทธิภาพในการทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศ , ร้อยละ 36.16 ระบุว่า  ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อเทียบกับผลการสำรวจในเดือน ส.ค.60 พบว่า ที่ระบุมีประสิทธิภาพในการทำงานนั้นมีสัดส่วนลดลง ขณะที่ระบุว่าไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

"บิ๊กตู่" บุคลิกผู้นำแบบประชาธิปไตยลดลง !!

 

"บิ๊กตู่" บุคลิกผู้นำแบบประชาธิปไตยลดลง !!

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความประทับใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 5 อันดับแรก พบว่า 1.ประชาชน ร้อยละ 39.68 ประทับใจในการทำงานของนายวิษณุ  เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี , 2.ร้อยละ 38.72 ระบุว่าเป็น นายสมคิด  จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี , 3.ร้อยละ 36.24 ระบุว่าเป็น พล.อ.อนุพงษ์  เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย , 4. ร้อยละ 34.56 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน และ 5.ร้อยละ 34.48 ระบุว่าเป็น พล.อ.อ.ประจิน  จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ยุติธรรม

ปชป.ชี้ที่มากกต.ต้องโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314508

ปชป.ชี้ที่มากกต.ต้องโปร่งใส

องอาจ คล้ามไพบูลย์,กกต,สนชไม่เลือกกกต

“องอาจ” แปลกใจสนช.โหวตคว่ำกกต. ชี้อ้างเหตุผล ว่าที่กกต.ไร้ประสบการณ์ ฟังไม่ขึ้น เหน็บอยากได้กกต.แบบไหม ชงสเปคให้กก.สรรหา

                 25 ก.พ. 2561 – นายองอาจ  คล้ามไพบูลย์  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์   กล่าวถึง กรณีที่สภานิติบัญญัติแห้่งชาติ ( สนช.) ลงมติไม่เห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ทั้ง 7 คน ว่าเป็นเรื่องที่แปลกเหมือนกัน ที่บุคคลซึ่งผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหามาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครที่เหมาะสมพอ  ที่ สนช. จะเห็นชอบได้เลย  ถ้าผลการลงมติออกมาว่ามีทั้งเห็นชอบและไม่เห็นชอบน่าจะสมเหตุสมผลมากกว่า การที่มีข่าวว่า สนช. ไม่เห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต. ทั้ง 7 คน เพราะผู้ได้รับการสรรหาส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ในการจัดการเลือกตั้งนั้น น่าจะไม่ใช่เหตุผลหลักในการพิจารณาเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ  เพราะ กกต.เกือบทุกชุดที่ผ่านมา  ก็มีทั้ง กกต. ที่มีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์ในการจัดสรรการเลือกตั้งคละเคล้ากันไป

นายองอาจ กล่าวว่า  การที่ สนช. ไม่เห็นชอบ กกต. ทั้ง 7 คน คราวนี้ย่อมทำให้คณะกรรมการสรรหาทำงานยากลำบากมากขึ้น  เพราะไม่รู้ว่า สนช. ต้องการ กกต.แบบไหน  ถ้า สนช. สามารถประชุมเป็นการภายในแล้วแจ้งให้คณะกรรมการสรรหาทราบว่าอยากได้  กกต. แบบไหนก็จะทำให้คณะกรรมการสรรหาทำงานได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามถึงแม้การสรรหา กกต. ชุดใหม่จะไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งช้าหรือเร็วโดยตรง เพราะกกต. ชุดเก่าก็ยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปตามปกติจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่ เข้ามาทำงาน  แต่การได้ กกต. ชุดใหม่ล่าช้าออกไปมากเกินไป ก็อาจส่งผลทำให้การทำหน้าที่ของ กกต.ที่ต้องทำให้การเลือกตั้งสุจริต และเที่ยงธรรม เกิดปัญหาได้  ถ้าสามารถสรรหา กกต.ชุดใหม่ได้ตามเวลาที่เหมาะสม ก็จะทำให้การทำงานของ กกต. ชุดใหม่มีเวลาเพียงพอในการสานงานต่อและก่องานใหม่ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย กกต.และ กฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส.  กฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว.
นายองอาจ กล่าวว่า  จากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์กติกาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และกฎหมายพรรคการเมืองรวมทั้งสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมืองที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งที่ประชาชนต่างตั้งความหวังอยากเห็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่จัดการการเลือกตั้งอย่าง กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรม

“การได้มาซึ่ง กกต. จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอำนาจไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องแทรกแซงโดยเด็ดขาด  และไม่ควรมีการกระทำใดๆ ทั้งจากผู้มีอำนาจ และเครือข่ายที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยขึ้นได้  เพราะเมื่อสังคมเคลือบแคลงสงสัยการได้มาซึ่ง กกต.และการทำหน้าที่ของ  กกต.  ก็จะก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้ง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกไม่รู้จบ  ส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าประเทศไทยอย่างแน่นอน”รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

โพลชี้พรรคการเมืองใหม่ทำการเมืองมีสีสรร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314505

โพลชี้พรรคการเมืองใหม่ทำการเมืองมีสีสรร

ดุสิตโพล,ตั้งพรรคการเมืองใหม่,สุเทพ ตั้งพรรค,พรรคมวลมหาประชาชน

สวนดุสิตโพล ค้านตั้งพรรคใหม่หนุน”บิ๊กตู่”มองสืบทอดอำนาจ ขณะที่”สุเทพ”ตั้งพรรคมวลมหาประชาชน กระทบฐานเสียงป.ช.ป.

              สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,185 คน ระหว่างวันที่ 21-24 กุมภาพันธ์ 2561  ในหัวข้อ”พรรคการเมืองใหม่ในสายตาประชาชน” เนื่องจากมีกระแสข่าวการตั้งพรรคการเมืองใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศทางการเมืองไทยคึกคัก โดยเฉพาะการจัดตั้งพรรคใหม่ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ถูกจับตาและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งผลสำรวจ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 53.87 % ไม่รู้ว่าจะมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ เนื่องจากไม่ได้ติดตามข่าวสารการเมือง ร้อยละ 46.13 รู้ เพราะอยากรู้ความคืบหน้า ติดตามข่าวเป็นประจำ

ขณะที่ ร้อยละ 58.95% ไม่เห็นด้วย หากมีการตั้งพรรคใหม่ เพื่อสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะพรรคการเมืองควรเป็นอิสระ เป็นกลาง มีนโยบายชัดเจน เน้นทำเพื่อประชาชน พัฒนาบ้านเมือง ไม่ควรสนับสนุนใคร ที่เป็นการสืบทอดอำนาจ ร้อยละ 35.37 เห็นด้วย เพราะเป็นสิทธิที่ทำได้ ทำให้มีพรรคใหม่ๆตัวเลือกมากขึ้น

ทั้งนี้การจัดตั้งพรรคใหม่มีผลต่อการเมืองไทยอย่างไร พบว่า ร้อยละ 48.88% เพิ่มสีสรรทางการเมือง บรรยากาศคึกคัก ร้อยละ 41.38% มีพรรคเพิ่มมากขึ้น หลายหลาย ประชาชนมีตัวเลือก และร้อยละ 35.23 % มองว่า เกิดการแข่งขัน นำสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อย่างไรก็ตามการตั้งพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกส.ส.เพราะอยู่ที่นโยบายพรรคและตัวผู้สมัคร
ส่วนที่มีการจัดตั้งพรรคมวลมหาประชาชน ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั้น ประชาชนร้อยละ 45.69 เห็นว่าเป็นทางเลือกให้กับประชาชาชน ขณะที่ร้อยละ 38.25 มองว่า กระทบกับฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์

“อดุลย์”เตรียมบินถก สปป.ลาว เร่งมือพิสูจน์สัญชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314477

“อดุลย์”เตรียมบินถก สปป.ลาว เร่งมือพิสูจน์สัญชาติ

อดุลย์,สปปลาว,เร่งพิสูจน์สัญชาติ,30 มิย2561,เตรียมบิน

“พล.ต.อ.อดุลย์” และคณะเตรียมบินถก สปป.ลาว เร่งมือพิสูจน์สัญชาติ ให้ทันก่อนกำหนด 30 มิ.ย.61

 

24 ก.พ. 2561 – นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน และคณะ มีกำหนดเดินทางไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อหารือข้อราชการกับ นายกรัฐมนตรี อุปทูตไทย ณ นครเวียงจันทร์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมแห่ง สปป.ลาว

ซึ่งมีประเด็นสำคัญของการเจรจาหารือในครั้งนี้ อาทิ สถานการณ์การพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาว การประเมินความสำเร็จในการดำเนินการพิสูจน์สัญชาติภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการการบริหารจัดการเพื่อการทำงานของคนต่างด้าว และการขอความร่วมมือดำเนินการร่วมกันของ 2 ฝ่าย อาทิ ข้อเสนอให้มีการจัดตั้งจุดติดต่อประสานงานแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาวที่กระทรวงแรงงาน

โดยมีเจ้าหน้าที่ติดต่อประสานงาน/สื่อสารของลาวมาประจำ 1 ทีมหรือมากกว่า เพิ่มศักยภาพของศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวที่ไอทีสแควร์หลักสี่ให้สามารถดำเนินการได้ 500 คนต่อวันและขยายเวาดำเนินการไปถึง 30 ม.ย.2561 เพิ่มรถโมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวแบบเคลื่อนที่ 2 แห่ง และแรงงานลาวที่ประสงค์ทำงานในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เดินทางกลับไปยังประเทศต้นทาง และเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยรูปแบบ MOU เพื่อความสะดวก ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาพิสูจน์สัญชาติที่กรุงเทพฯ ทั้งนี้ เพื่อสิทธิประโยชน์ของแรงงานลาวที่จะได้รับการดูแลคุ้มครองในการทำงานตามมาตรฐานสากล

ปัจจุบันแรงงานลาวกลุ่มบัตรชมพูที่ต้องดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ 68,030 คน ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว 35,410 คน เหลือแรงงานที่ต้องดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ 32,620 คน ซึ่งการหารือของทั้งสองประเทศในครั้งนี้จะสามารถทำให้เกิดความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ในความร่วมมือสนับสนุนด้านเครื่องมือและเจ้าหน้าที่ตามจำนวนที่เหมาะสม

“เพื่อให้กระบวนการพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวทั้งหมดสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่กำหนดและแล้วเสร็จทันเวลาภายใน 30 มิถุนายน 2561 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชาวลาวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยที่จะได้รับความคุ้มครองตามหลักกฎหมายไทย สามารถเดินทางเข้าออกประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์และการถูกเอารัดเอาเปรียบต่างๆ ได้อีกด้วย”พล.ต.อ.อดุลย์  กล่าวในที่สุด

“นายกฯ”เตรียมเชิญพรรคการเมือง กำหนดวันเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314471

“นายกฯ”เตรียมเชิญพรรคการเมือง กำหนดวันเลือกตั้ง

พรรคการเมือง,บิ๊กตู่,พลเอกประยุทธ์,กำหนดวันเลือกตั้ง,วาระสำคัญของชาติ,เลือกตั้ง

“นายกรัฐมนตรี” เตรียมเชิญพรรคการเมือง ร่วมหารือกับรัฐบาล เพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง ย้ำถือเป็น “วาระสำคัญของชาติ”

 

วันนี้( 24 ก.พ.2561) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวช่วงหนึ่ง ระหว่างรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า ประชาชนบางส่วนเข้าใจผิดคิดว่าการไม่ไปเลือกตั้ง จะทำให้รัฐบาลหรือ คสช. อยู่ต่อได้ แต่ในทางปฏิบัติ คือ ผู้สมัครที่ได้คะแนนมากจะได้เป็น ส.ส. และพรรคที่มี ส.ส. มากที่สุด มีโอกาสตั้งรัฐบาล

“ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งมีทั้งหมด 4 ฉบับ แต่ 2 ฉบับสุดท้าย ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. , กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. , และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อหาข้อยุติในบางประเด็นเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ”พลเอก ประยุทธ์ กล่าว

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งขึ้นอยู่กับความพร้อมของทุกฝ่าย ทั้งพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกกต. อีกทั้งเมื่อกฎหมายลูกแล้วเสร็จ คณะรัฐมนตรีจะแจ้ง คสช. ให้เชิญ กกต. กรธ. และพรรคการเมือง มาหารือว่าการเลือกตั้งควรเกิดขึ้นเมื่อใด โดยจะเป็นวัน-เวลา ที่ทุกฝ่ายพร้อม เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องกันถือเป็น “วาระสำคัญของชาติ”

“และอาจเป็นสัญญาร่วมกันว่า จะเดินหน้าไปตามโรดแมปของประเทศ โดยประชาชน นักการเมือง และทุกฝ่าย ต้องช่วยกันรักษาบรรยากาศ ความมีเสถียรภาพของประเทศ และไม่ขัดแย้ง-แบ่งฝ่ายกันอีกต่อไป รวมถึงหลังการเลือกตั้ง สัญญาว่าจะมีรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ร่วมมือกันเพื่อประเทศ”พลเอก ประยุทธ์ กล่าว

“นายกฯ”ลั่นไม่ปกป้องคนทุจริตหนีคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314426

“นายกฯ”ลั่นไม่ปกป้องคนทุจริตหนีคดี

ศาสตร์พระราชา,คสช,นายกฯ

“นายกฯ”ลั่นไม่ปกป้องคนทุจริตหนีคดี ยันมุ่งปราบโกง ปลุกปชช.อย่ายอมให้คนโกง สั่งสตง.-องค์กรอิสระ ขันน็อตตรวจสอบให้ทันสมัย

           23 ธ.ค.61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า วันนี้รัฐบาลและคสช. มีเรื่องตรวจสอบมากมาย ทุกอย่างกำลังเข้าสู่กระบวนการ บางครั้งพูดก่อนก็ไม่ได้ ก็ขอให้รอผลที่ออกมาก็แล้วกัน โดยการจัดทำสัญญา จัดซื้อจัดจ้าง กำหนด ทีโออาร์ ต้องไปดูว่าจะอุดรูรั่วตรงไหน เพราะมันมีช่องว่างของกฎหมาย อาจจะมีการใช้อิทธิพลกล่าวอ้าง และมีการใช้กลไกบริหาร ข่มขู่ ข้าราชการให้หวาดกลัว ให้ร่วมมือกับเขา อันนี้ก็ต้องระมัดระวัง

“บางครั้งการตรวจสอบเข้าไม่ถึง บางทีมีข่าวออกมา ถูกแพร่หลายออกไปก็ทำให้ภาพลักษณ์เสียหายไปทั้งหมด อันนี้ก็ต้องช่วยกันดูแล การกระทำของคนเลวๆเหล่านั้น เป็นการกระทำในที่ลับ แอบทำ ลักลอบ ทั้งนี้ขั้นตอนและการจัดทำงบประมาณถือว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมกำหนดเอง ต้องโปร่งใส เราต้องรักษาสิทธิของเรา อย่ายอมให้ใครโกง ไม่มีรอยรั่ว ไม่ใช่ปล่อยไปยาวนานแล้วมันก็บานปลายกันมา หลายเรื่องทำมานานแล้ว หลายเรื่องเพิ่งทำมาไม่กี่ปีนี้เอง นโยบายมันดีหมด แต่เวลาไปทำแล้วมีคนโกงไง แล้วเราปล่อยให้โกงอยู่สองปีสามปี ถึงมีเรื่องขึ้นมาแล้วมันไม่ได้ มันต้องไม่เห็นด้วยตั้งแต่ตอนแรก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีการไปให้ใครมาเซ็นชื่อ แล้วไม่ได้รับเงินตามกำหนด ตามจำนวนที่ว่า มันก็ต้องเลิกตั้งแต่ตอนนั้นเลย หรือมีการล่ารายชื่อมาแล้วไปขึ้นเงิน โดยที่ตัวเองไม่รู้ว่าเขาเอาไปทำอะไร นี่คือสิ่งที่เราต้องรู้กฎหมาย ไม่เช่นนั้นปัญหาก็บานปลายขึ้นมา ต้องนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบที่ยืดเยื้อยาวนาน ไปเร่งมากก็ไม่ได้เพราะหลักฐานมันต้องใช้เยอะ ฉะนั้นเราต้องมีความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้นในเรื่องของการปราบปรามทุจริต  ต้องไปแยกแยะให้ออกนะ อะไรคือการทุจริต ทุจริตนั้นมันจะลงโทษกันด้วยอะไร ทางวินัยก็มี  โทษทางกฎหมายคดีอาญา คดีแพ่ง

วันนี้เราคิดว่าจะเปิดให้มีช่องทางร้องทุกข์กล่าวโทษ เช่นหาหลักฐานในการร้องทุกข์กล่าวโทษนำเข้ากระบวนการ โดยไม่ต้องกลัวผู้กระทำผิดรัฐบาลจะเป็นผู้ดูแลความลับ ความปลอดภัยให้ทุกคนกรุณาอย่าดูดาย อย่ากลัว ต้องช่วยกันต่อต้าน อย่าเพียงวิจารณ์ ต้องดูว่าเขาทำโปร่งใสหรือไม่ ตัวเองได้ประโยชน์อย่างไร อย่าให้ใครเอาเราไปหาประโยชน์ต่อไปอีก ต้องแก้ไขทั้งระบบ

“รัฐบาลนี้มีหลายมาตรการ มีกฎหมาย ทั้งป้องกันและปราบปราม แต่ปัญหาส่วนใหญ่มักอยู่ที่ตัวบุคคล คนเลวๆ มันก็ยังแทรกซึมอยู่ ไม่ใช่ระบบเสียหาย หรือรัฐบาลนี้ทำเสียหาย รัฐบาลนี้ได้ทำหลายอย่างให้เกิดความชัดเจนเกิดขึ้น อะไรที่ไม่ชัดเจนก็ทำต่อไป ไม่ใช่แย่ไปทั้งหมด คงไม่ใช่ เพราะในรัฐบาลนี้คดีความเหล่านี้ได้ออกมาเป็นจำนวนมาก เราไม่ต้องการปกป้องคนทุจริต โดยเฉพาะคนทุจริตที่หลบหนี องค์กรตรวจสอบการทุจริตก็มีมาก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่าทั้งสตง. องค์กรอิสระ ภาคเอกชน ก็ต้องปรับตัวเองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย  หลายอย่างเป็นเรื่องของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง การปฏิรูปประเทศ ฉะนั้นหลักการทางกฎหมายก็ต้องไปดูว่าเป็นอย่างไร เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน ก็ช่วยกันแก้ทั้งระบบ

“บิ๊กตู่”อ้างซุปเปอร์โพลปชช.ไม่รู้-ไม่ตอบประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/314425

“บิ๊กตู่”อ้างซุปเปอร์โพลปชช.ไม่รู้-ไม่ตอบประชาธิปไตย

ศาสตร์พระราชา,คสช,นายกฯ,ซุปเปอร์โพล

“บิ๊กตู่”อ้างซุปเปอร์โพลปชช.ไม่รู้-ไม่ตอบประชาธิปไตยปลื้มร้อยละ 41 ชอบแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ ร้อยละ 59 อยากให้สงบสุข

           23 ก.พ.61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า จากผลสำรวจของสำนักวิจัยซุปเปอร์โพล เรื่องประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องการ จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,000 คน พบว่าประชาชน 36% ไม่รู้ ไม่ทราบ แล้วก็ไม่ตอบในเรื่องของประชาธิปไตย ส่วนที่เหลือก็มีคำตอบที่แตกต่างกันตามประสบการณ์ โดยระบุว่าประชาธิปไตย คือ ความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ อิสระในการคิดการพูด ฟังเสียงคนข้างมาก รักสามัคคีกัน การมีส่วนร่วม บางคนนึกถึงการเลือกตั้ง บางคนบอกว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อถามถึงความชอบต่อประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ หรือต้องการให้เป็นแบบใด พบว่า 41% ชอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ตอนนี้ ขณะที่ 59% ต้องการประชาธิปไตยแบบสงบสุข แบบพอเพียง ไม่มีคอร์รัปชัน และบางส่วนระบุแบบไหนไม่รู้ แต่ขอให้ดีขึ้นกว่านี้ ที่ตนจำเป็นต้องยกขึ้นมาพูด เพราะถือเป็นผลโพลจากภายนอก ไม่ใช่ของรัฐบาลหรือคสช. ตนอยากให้ทุกคนลองพิจารณาดูว่า สังคมของเราได้ให้ความรู้ ความเข้าใจ เรื่องประชาธิปไตยกันมากพอหรือยัง ใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เพียงโรงเรียนหรือรัฐบาล แต่ประชาธิปไตยต้องเริ่มตั้งแต่ที่บ้าน ต้องอยู่ในสายเลือด ในจิตสำนึก

ที่ผ่านมาพรรคการเมือง ก็ถือว่าเป็นสถาบันหลัก ที่มีหน้าที่ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยด้วย และพรรคการเมืองก็ต้องไม่ถูกแทรกแซง ควบคุม ครอบงำ ชี้นำจากบุคคลอื่นใดที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จนขาดความอิสระ ซึ่งก็ระบุชัดในพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งไม่ใช่เพียงประชาธิปไตยไทยนิยม แต่เป็นหลักสากล ตนสนับสนุนให้สอนเยาวชนด้วยหลักวิชาการ ควรจะยกกรณีความสำเร็จ ความล้มเหลวของต่างประเทศมาเปรียบเทียบ แต่ก็ไม่ได้ให้เดินซ้ำรอยความผิดพลาด ให้เด็กได้คิด ให้มีพื้นฐานหลักคิดที่ถูกต้องว่าประเทศชาติจะสงบสันติได้อย่างไร ด้วยวิธีการอย่างไร

วอนสอนปชต.เยาวชนแบบไทย ๆ เทียบเลือกตั้งไทยเหมือน “กล้วย” เลือกตั้งฝรั่งเหมือน “แอปเปิ้ล” เคยกินแต่ไม่เห็นต้น จึงแยกแยะไม่ได้

“ไม่ใช่ให้เอาเยี่ยงอย่าง การล้มล้างสถาบัน การเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยที่ประชาชนยังไม่พร้อม จนต้องบาดเจ็บ ล้มตาย ตามที่หลายประเทศล้มเหลวมาก่อน เราก็ได้รู้ เราได้เห็นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้ประวัติศาสตร์เหล่านั้นซ้ำรอยอีก หรือเจ็บแล้วลืม จนต้องล้มแล้วล้มอีก ลองสอนเด็กง่าย ๆ แบบไทย ๆ แบบนี้ได้หรือไม่ หรือปูพื้นฐานให้เขาก่อน ก่อนที่จะเอาตัวอย่างจากที่อื่นมาสอนต่อ ไม่อย่างนั้นก็ไปสอนให้คิดนอกกรอบกันไปหมด กรอบที่ว่าก็คือกรอบคำว่า สงบ สันติ ให้ได้เสียก่อน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า หากจะสอนแบบเปรียบเทียบ เช่น การเลือกตั้ง ถ้าเราเปรียบเทียบก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกกล้วย กล้วยที่เปลือกยังเขียวอยู่ ก็ยังไม่สุก ไม่พร้อมจะรับประทาน คุณสมบัติก็ไม่ครบ กล้วยเปลือกสีเหลือง คือ สุกงอม กินได้ เหมาะสม แต่ถ้ากล้วยเปลือกดำแล้ว คือ ไม่ดี ไม่ควรเลือกกิน แต่ถ้าเราไปสอนโดยยกตัวอย่าง เป็นผลไม้อื่น เช่น แอปเปิ้ล ซึ่งก็ไม่เป็นผลไม้ประจำถิ่นของเรา บางคนเกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นต้นแอปเปิ้ลเลย อาจจะเคยทาน แต่ไม่เคยเห็นต้น เด็กไทยคงไม่อาจแยกแยะด้วยสีของเปลือกได้ว่าแอปเปิ้ลผลไหน ดี สุก กินได้ ไม่ง่ายเหมือนกล้วย

       พูดเป็นนัยอย่าเลือกพรรคที่ถูกครอบงำ ให้เลือกพรรคที่น่าเชื่อถือ

“แก่นสารของเรื่องนี้คือ ทำอย่างไร ให้คนไทยสามารถแยกแยะว่า ถ้ามีการเลือกตั้งแล้วควรเลือกใคร และเลือกจากอะไร ไม่ใช่ใช้ความรัก ความชอบ ความคุ้นเคย ใช้อารมณ์ แต่ไม่พิจารณาด้วยเหตุด้วยผล เช่น ดูที่นโยบายพรรค ดูที่ประวัติการทำงาน เหล่านี้ เป็นต้น ทั้งนี้ในการเข้าคูหาเลือกตั้งนั้น ก็ต้องคำนึงถึงการเลือกนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย หรือทุจริตมาก่อน เลือกพรรคการเมืองที่น่าเชื่อถือ ดูจากนโยบาย จากการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่มีวาระซ่อนเร้นแอบแฝง หรือถูกครอบงำ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนอยากให้ประชาชน มีความรู้ หลักคิด มีหลักการเลือกส.ส. ที่มีคุณภาพ หลีกเลี่ยงผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือพรรคที่มีนโยบายในลักษณะสัญญาว่าจะให้ เพื่อดึงดูดใจ ในสิ่งที่ผิด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนโยบายที่มีผลต่อการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่สิ้นเปลืองมากเกินไป ขาดวินัยการเงินการคลัง หรือขัดแย้งพันธกรณีต่างประเทศ สำหรับเส้นทางสู่การเลือกตั้งของเรานั้น บางคนยังเข้าใจผิดว่าการไม่ไปเลือกตั้ง จะทำให้รัฐบาลหรือคสช.อยู่ต่อไปได้ ความจริงแล้วก็คือหากท่านไม่ไปเลือกตั้งแล้ว ผู้สมัครคนใด ได้คะแนนมาก ก็ได้เป็น ส.ส. และ พรรคที่มี ส.ส. มากที่สุด ก็จะโอกาสได้ตั้งรัฐบาล

 ลั่นไม่คิดก้าวล่วงอำนาจคว่ำร่างกม. ยันไม่อยากให้เวลาคลาดเคลื่อน ออกตัวต้องไม่เกิดเหตุรุนแรง-ขัดแย้ง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำกฎหมายลูกว่าด้วยการการเลือกตั้งส.ส. และกฎหมายลูกว่าด้วย การได้มาซึ่ง ส.ว. โดยพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ภายหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้วในอีก 90 วัน หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา การเลือกตั้งก็อาจจะเกิดขึ้นในเดือนใดก็ได้ ภายใน 150 วัน หลังจากนั้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของทุกฝ่าย ทั้งพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกกต. ในระหว่างนั้นครม.ก็จะแจ้งคสช. ให้เชิญกกต. กรธ. รวมถึงทุกพรรคการเมืองมาพูดคุยหารือ ว่าการเลือกตั้งนั้นควรจะเกิดขึ้นในวัน-เวลาใด ที่ทุกฝ่ายพร้อม ทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน แล้วก็ถือเป็นวาระสำคัญของชาติ อาจจะต้องเป็นสัญญาร่วมกันว่าทำอย่างไร เราจะเดินหน้าประเทศไปให้เป็นไปตามโรดแม็พของประเทศ ให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในอนาคต

“รัฐบาลและคสช.ไม่เคยมีความคิด แล้วก็ไม่ไปก้าวล่วงอำนาจใด ๆ ที่จะทำให้เกิดการคว่ำร่างกฎหมายต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะรัฐบาลไม่อยากให้กำหนดเวลาคลาดเคลื่อน ตามที่มีใครหลายคนพยายามบิดเบือน ให้ข้อมูลผิด ๆ ต่อสังคม เว้นอย่างเดียว ก็คือการเกิดความวุ่นวายประชาชนขัดแย้ง ใช้กำลัง ใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง การหาเสียงมีปัญหา ประชาชนขัดแย้งกันอีก เกิดความไม่สงบ เหมือนช่วงก่อนปี 57 อันนั้นก็เป็นอีกเรื่อง ทุกคนต้องช่วยกัน อย่าให้เกิดขึ้น ดังนั้นประชาชน นักการเมืองและทุก ๆ ฝ่ายก็ต้องช่วยกัน รักษาบรรยากาศ ความมีเสถียรภาพของประเทศ ต้องไม่ขัดแย้ง ไม่แบ่งฝ่ายกันอีกต่อไป แล้วก็ต้องสัญญากันว่า หลังการเลือกตั้ง เราจะได้มีฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านที่จะต้องร่วมมือกัน ทำในสิ่งที่ประเทศชาติและประชาชนทั้งประเทศต้องการ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ที่เป็นฐานเสียงของฝ่ายใดก็ตาม รวมทั้งร่วมกันหรือช่วยกันในการปฏิรูปประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว