งงเด้!”คืนผู้สูงอายุสู่สังคม”ผลงานเด่นรัฐบาล”บิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/317339

งงเด้!”คืนผู้สูงอายุสู่สังคม”ผลงานเด่นรัฐบาล”บิ๊กตู่”

่ บิ๊กฉัตร,บิ๊กตู่,ผลงานรัฐบาล,คืนผู้สูงอายุสู่สังคม,เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิ์ทุกที่

“บิ๊กฉัตร”แถลงผลงานรัฐบาลด้านสังคม “คืนผู้สูงอายุสู่สังคม”-“เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิ์ทุกที่”เข้ารักษารพ.ใกล้ที่สุดไม่ต้องสำรองจ่าย 72 ชั่วโมงแรก

       วันนี้ (21 มีนาคม 2561) ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล กทม. พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะรองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขร่วมกันแถลงผลงานสำคัญด้านสังคมของรัฐบาล

         พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 มีสัดส่วนผู้สูงอายุร้อยละ 20 ของประชากร ด้วยวิสัยทัศน์“ผู้สูงวัยเป็นหลักชัยของสังคม”ตามยุทธศาสตร์ 3SคือStrongสุขภาพแข็งแรงSecurityมั่นคงปลอดภัย และSocial Participationมีส่วนร่วมในสังคม บูรณาการความร่วมมือ 4 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย(มท.) กระทรรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นำนโยบายสู่การปฏิบัติ สร้างกลไกการทำงานให้เอื้อต่อการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

งงเด้!"คืนผู้สูงอายุสู่สังคม"ผลงานเด่นรัฐบาล"บิ๊กตู่"

พล.อ.ฉัตรฉัย  สาริกัลยะ

         พล.อ.ฉัตรชัย   กล่าวอีกว่า ในปี 2561 รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 1,159.2 ล้านบาท มากกว่าปีที่ผ่านมา 259 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Long Term Care : LTC)ได้รับการดูแล 193,200 คน ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมา และได้จัดอบรมผู้จัดการดูแลผู้สูงอายุ 7,391 คน ผลิตผู้ดูแลผู้สูงอายุ 50,146 คน มีตำบลที่เข้าร่วมโครงการ 4,512 ตำบล ช่วยให้ผู้สูงอายุพ้นจากภาวะติดเตียง ติดบ้าน กลับเข้าสู่สังคมได้มากขึ้น

          “ทั้งนี้ยังเกิดนวัตกรรมโดดเด่นเป็นต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่น เช่น การบริหารทุ่งตะโกโมเดล จ.ชุมพร การใช้หมอครอบครัวดูแลผู้สูงอายุของ อ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ การดำเนินงานLTCเข้มแข็งโดยการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายองค์กรในชุมชน ต.กุง อ.ศิลาลาด จ.ศรีสะเกษ สำหรับในเขตเมืองทีมหมอครอบครัว ทีมสหวิชาชีพที่เข้มแข็งดูแลผู้สูงอายุของศูนย์บริการสาธารณสุข52 สามเสนนอก กทม.”พล.อ.ฉัตรชัย ระบุ

          ด้านศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับนโยบาย“เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิ์ทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP)เป็นครั้งแรกที่คนไทยทุกสิทธิ์การรักษาสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินที่มีมาตรฐานในโรงพยาบาลของรัฐทุกสังกัด และโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ใกล้ที่สุดหรือไปถึงเร็วที่สุด

งงเด้!"คืนผู้สูงอายุสู่สังคม"ผลงานเด่นรัฐบาล"บิ๊กตู่"

ศ.เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

         “โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในช่วง 72 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นจะได้รับการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัดหรือโรงพยาบาลที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ลดความพิการ และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม”รมว.สธ.ระบุ

           รมว.สธ. กล่าวอีกว่า ผลการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ 1 เมษายน 2560 จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 มีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ 14,180 ราย เป็นผู้ป่วยในพื้นที่ กทม.ร้อยละ 45ส่วนใหญ่ร้อยละ 88 เป็นผู้ป่วยที่ไม่ได้มาจากการบาดเจ็บ 5 อันดับแรก คือ กลุ่มอาการหายใจลำบาก/ติดขัด กลุ่มอาการเจ็บแน่นทรวงอก/ หัวใจ

         ” มีปัญหาทางด้านหัวใจ กลุ่มอาการอัมพาต (กำลังกล้ามเนื้ออ่อนแรง)เฉียบพลัน กลุ่มอาการไม่รู้สติ/ ไม่ตอบสนอง/ หมดสติชั่ววูบ และกลุ่มอาการหัวใจหยุดเต้นเป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติร้อยละ 64 สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการร้อยละ 17 ประกันสังคมร้อยละ 13 และอื่น ๆ ร้อยละ 5 คิดเป็นเงินที่จ่ายในระบบUCEP246 ล้านบาท    หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิUCEPโทร. 02 872 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง”รมว.สธ. กล่าวในที่สุด

คสช.เห็นตรงกันปลดสมชัย !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/317299

คสช.เห็นตรงกันปลดสมชัย !

คสช,กกต,สมชัย ศรีสุทธิยากร,ประวิตร วงษ์สุวรรณ,กลาโหม

“ประวิตร”เผยคสช.เห็นตรงกันปลดสมชัยพ้นกกต. พร้อมอวยพร”บิ๊กตู่”ครบ 64 ปีสุขภาพแข็งแรงเป็นหลักชัยประเทศ ขอเป็นกองหนุนให้กำลังใจ

           21 มี.ค. 61 ที่โรงแรมดุสิตธานี กทม.พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวอวยพร พล.อ. ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 64 ปี ว่าขอให้นายกทำงานให้เต็มที่ มีสุขภาพแข็งแรง เป็นหลักชัยให้กับประเทศชาติ ทั้งนี้ตนไม่ได้มีของขวัญพิเศษอะไรให้กับนายกรัฐมนตรี และไม่ห่วงพล.อ.ประยุทธ์ เพราะท่านทำงานได้เต็มที่อยู่แล้ว ซึ่งตนพร้อมเป็นกองหนุนและกำลังใจให้กับนายกรัฐมนตรีในการที่จะทำงานต่อไปเพื่อประเทศชาติ

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงกรณี นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 ปลดนายสมชาย ศรีสุทธิยากร ออกจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่า ในมาตรา 4 4 ก็ได้บอกในรายละเอียดไปหมดแล้ว ตามคำสั่งของหัวหน้าคสช ให้ไปอ่านในคำสั่ง เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบ แม้ว่ากกต. ทำหน้าที่เป็นองค์กรอิสระ และเมื่อวาน (20 มี.ค.)ได้มีการหารือกันในที่ประชุมคสช.และทุกคนก็มีความเห็นด้วย

จับตา ! สนช.สอบ 14 ชื่อเสนอนั่งกสทช.ชุดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/317233

จับตา ! สนช.สอบ 14 ชื่อเสนอนั่งกสทช.ชุดใหม่

นพเจตน์ ศิรธรานนท์,สนช,กสทช,วสันต์ ภัยหลีกหลี้,การทางพิเศษ,อสมท,กสท

“วิป สนช.”เตรียมตั้งกรรมการสอบประวัติ 14 ชื่อเสนอนั่งกสทช.ชุดใหม่ กำหนด 19 เมษายนเคาะรายชื่อเหลือ 7 คน

         20 มี.ค. 61 นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์  โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.)  กล่าวว่าในการประชุมสนช. วันที่ 22 มีนาคม  ที่ประชุมจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ  และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามที่คณะกรรมการสรรฯ เสนอรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกให้ดำรงตำแห่ง กสทช. ชุดใหม่ โดยการตั้งกรรมการสอบประวัติฯ นั้นต้องพิจารณาให้เสร็จเพื่อเสนอให้สนช. ลงมติคัดเลือกให้ได้ทั้งสิ้น 7 คนจากรายชื่อที่กรรมการสรรหา เสนอทั้งหมด 14 คน ในวันที่ 19 เมษายนนี้ ดังนั้นกรรมการตรวจสอบประวัติฯ จะมีเวลาทำงาน 27 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 14 คนนั้น ประกอบด้วย 1.ด้านกิจการกระจายเสียง  ได้แก่ พ.อ.กฤษฎา เทอดพงษ์ ผู้อำนวยการกอง กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม, นายธนกร ศรีสุขใส ผู้ปฏิบัติงานประจำกรรมการ กสทช., 2.ด้านกิจการโทรทัศน์ ได้แก่ นายวสันต์ ภัยหลีกหลี้ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) , พล.อ.มังกร โกสินทรเสนีย์ ข้าราชการบำนาญ กองทัพบก ,

3. ด้านกิจการโทรคมนาคม ได้แก่นายอธิคม ฤกษบุตร  รองอธิการบดี และคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและ นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

4.ด้านวิศวกรรม ได้แก่ พล.อ.ต.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการ กสทช. และ พ.อ.อนุรัตน์ อินกัน อดีตประธานคณะทำงานกำหนดมาตรฐานดิจิตอลทีวี กสทช. , 5.ด้านกฎหมาย ได้แก่ นายมนูภาพ ยศธแสนย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค และ นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช., 6.ด้านเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ นายภักดี มะนะเวศ  รองเลขาธิการ กสทช. และ นายณรงค์ เขียดเดช อดีตผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)

7.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้แก่ นพ.สุรยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และนายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์ อดีตนายกสมาคมคุ้มครองผู้บริโภคภาคใต้.

ยื่นตีความกฏหมายลูกไม่กระทบโรดแม็พ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/317201

ยื่นตีความกฏหมายลูกไม่กระทบโรดแม็พ

สัตยาบัน,คสช,เลือกตั้ง,โรดแม็พ,ผบทบ

“บิ๊กเจี๊ยบ”ยัน 30 สนช.ยื่นกฎหมายส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความไม่กระทบโรดแม็พ ย้ำเลือกตั้งเหมือนเดิม ก.พ.62

          20 มี.ค. 61  ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสารท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคสช. ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ก่อนเข้าประชุมได้อวยพรวันเกิดพล.อ.ประยุทธ์ ล่วงหน้า ท่านได้ขอบคุณ และให้ช่วยกันทำงานเพื่อประเทศชาติทั้งนี้การประชุมไม่ได้พูดคุยเรื่องปลดล็อคการเมือง แต่เป็นการพูดคุยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในด้านต่างๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (สนช. ) มีความคิดเห็นที่สนช. 30 คน ยื่นร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญ  พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ขณะนี้กฎหมายลูกทั้งสองฉบับได้ผ่านการพิจารณาของสนช.ไปแล้ว แต่อาจมีบางคนกังวลในบางมาตราที่จะมีปัญหาในอนาคต แต่สนช.ส่วนใหญ่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพื่อให้คลายความกังวลก็มีการรวบรวมสนช.30 คนยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เฉพาะกฎหมาย ส.ว.

ทั้งนี้ตนคิดว่าการตีความของศาลรัฐธรรมนูญน่าจะใช้ระยะเวลาหนึ่ง แต่ในกรอบรวมกฎหมายส.ว. จะไม่มีผลกระทบการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นไปตามเดิม เลือกตั้งกุมภาพันธ์ปี 2562 ส่วนอาจจะยืดหรือหดเวลาบ้างก็ถือว่าเล็กน้อย ก็เป็นเรื่องอื่นๆ ไม่ใช่ประเด็นหลัก
“สนช.ส่วนใหญ่ไม่ได้กังวล ทุกคนคิดว่าประเด็นนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะกฎหมายผ่านความเห็นชอบเรียบร้อย  แต่เมื่อท้วงติงเพื่อให้คลายข้อสงสัย จึงยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ  ขณะเดียวกันผมคิดว่ากฎหมายทั้งสองฉบับไม่มีปัญหาอะไร เพราะผมได้พิจารณาเห็นชอบกฎหมายทั้งสองฉบับ” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ายังมีความกังวลว่าอาจจะยื่นร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกฉบับ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า  ณ เวลานี้ เท่าที่ตนทราบวิป สนช.ไม่กังวลกฎหมายส.ส. และเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบ จึงไม่ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
ส่วนมีความกังวลหรือไม่ ว่าจะมีคนมายื่นให้ตีความกฎหมายส.ส. ภายหลัง และกระทบการเลือกตั้งหรือไม่  พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า “ผมไม่ได้กังวล และเชื่อว่ากฎหมายจะผ่านไปได้  อีกทั้งกมธ.ชี้แจงไม่ได้มีข้อสงสัยอะไร ส่วนที่นายสมชาย แสวงการ วิปสนช. เสนอให้พรรคการเมืองทำสัตยาบัน เพื่อให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปนั้น เรื่องนี้ต้องถามนายสมชาย ตนไม่ทราบ และคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องให้พรรคการเมืองลงสัตยาบันอะไร เพราะในเวลานี้ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่าควรจะเบรกนายสมชายหรือไม่ ที่ผ่านมาอาจจะให้ข่าวจนเกิดความเข้าใจผิดในสังคม พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ท่านทำหน้าที่ของท่าน
ส่วนหากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายส.ส. ภายหลังจะกระทบความเชื่อมั่นที่มีต่อคสช. หรือไม่ เลขาธิการคสช. กล่าวว่า บทสรุปในตอนนี้ คือยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กฎหมายส.ว.
ส่วนความนิยมที่มีต่อพล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถทำให้รัฐบาล และคสช.ทำหน้าที่ต่อไปได้ หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ไม่เกี่ยว ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบอยู่แล้ว ตนบอกหลายครั้งแล้ว เราจะเดินหน้า เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ประเด็นใดที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งก็จะดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ทุกเรื่องไม่ใช่เฉพาะการบริหารงาน เพราะเราต้องนำไปสู่การเลือกตั้งให้ได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาตร์ มธ. กังวลว่าหากมีนายกฯคนนอกจะซ้ำรอยเหตุการณ์พฤษภา 35 พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า “ผมไม่ทราบ ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม็พ อย่าคิดไปไกล ณ วันนี้ ไปให้ถึงเลือกตั้ง ถ้ามีปัญหาตรงไหนก็คลี่คลายไป อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องนายกฯคนนอก เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้ฟุ้งซ่าน แล้วจะทำให้เดินต่อไปไม่ได้”

ผบ.ทบ.ยังกล่าวถึงข้อเสนอพรรคการเมืองใหม่บางพรรคเสนอให้ปฎิรูป และลดขนาดกองทัพ ว่า ปัจจุบันกองทัพมีการปฏิรูปตลอดเวลา โดยเฉพาะการจัดโครงสร้าง และการจัดระเบียบ ดังนั้นในอนาคตหากเสนอข้อมูลให้รัฐบาลต่อไปดำเนินการ ทางกองทัพก็ยินดีและสามารถดำเนินการได้ เพราะทุกกลไกพยายามปฏิรูปตัวเองให้เห็นความแตกต่างที่ดีขึ้นกว่าเดิมอยู่แล้ว ซึ่งกองทัพไม่ได้มีความขัดแย้ง ทุกอย่างเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

กกต.ไม่ผิดไม่รับจดพรรคคอมมิวนิสต์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/317191

กกต.ไม่ผิดไม่รับจดพรรคคอมมิวนิสต์ฯ

มีชัย ฤชุพันธุ์,พรรคการเมือง,จดทะเบียน,พรรคคอมมิวนิสต์,กรธ,กกต

“มีชัย”ชี้กกต.ไม่ผิดหากไม่รับจดแจ้งพรรคคอมมิวนิสต์ฯเชื่อโดยสุจริตหลักการขัดกับระบอบปกครองประชาธิปไตย

        20 มี.ค. 61  นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการขอจดตัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า จะจดจัดตั้งได้หรือไม่ต้องดูวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง แต่หากพิจารณาตามคำนิยามเดิมและที่หลายฝ่ายเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ผ่านมาไม่สามารถทำได้ เพราะขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ขณะที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภัยคอมมิวนิสต์ถูกยกเลิกไปแล้ว ดังนั้นต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ ส่วนกรณีที่กกต.ฐานะนายทะเบียนไม่รับจดแจ้ง ตนมองว่าหากเป็นความเชื่อโดยสุจริตโดยไม่ต้องอธิบายความหมายไม่ถือว่ามีความผิด.

“บิ๊กตู่”เมิน”พรรคการเมือง”ไม่ร่วมกำหนดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/317184

“บิ๊กตู่”เมิน”พรรคการเมือง”ไม่ร่วมกำหนดเลือกตั้ง

นายกฯ,ครม,ทำเนียบรัฐบาล,คสช,เลือกตั้ง,นโยบาย

“บิ๊กตู่”เมิน”พรรคการเมือง”ไม่ร่วมวงกำหนดวันเลือกตั้งมิ.ย.นี้ ฮึ่มถ้าไม่ได้คุยสรุปวันไม่ได้

          20 มี.ค.61  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. กล่าวหลังการประชุมครม. ว่า ช่วงเดือนมิ.ย.ที่จะเชิญพรรคการเมืองหารือกำหนดวันเลือกตั้ง พรรคไหนจะไม่มาก็แล้วแต่ ไม่ใช่การที่จะไปรู้นโยบายใครแต่อย่างใด แค่อยากให้ประชาชนได้รับรู้ แต่ละเรื่องจะแก้ปัญหาอย่างไร

ทั้งนี้ ถ้ามาไม่ครบหรือไม่ได้พูดคุยกันเลยก็กำหนดวันเลือกตั้งไม่ได้  นโยบายพรรคการเมืองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้ เป็นการสนองต่อบางกลุ่ม อย่างโครงการจำนำข้าวให้ใคร เคยรับผิดชอบปัญหางบประมาณหรือไม่

ผวาเลือกตั้งโมฆะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/317123

ผวาเลือกตั้งโมฆะ

เลือกตั้ง,สนช,วิษณุ,นายกฯ,บิ๊กตู่

“วิษณุ”หยั่งท่าทีสนช.ยื่นตีความก.ม.ลูกส.ส.ลั่นทันโรดแม็พด้าน”บิ๊กตู่”ไม่ตอบโพลล์หนุนนั่งนายกฯอีกรอบ บอกขอทำงานก่อน ป.ป.ท.พบโกงเงินคนจนขยายวง49จว.

 

ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ลงนามส่งบทบัญญัติของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ขณะที่หลายฝ่ายยังคงแสดงความเป็นห่วง ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ที่เนื้อหาอาจขัดรัฐธรรมนูญและส่งผลให้เกิดความเสียหายในอนาคตได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งแก้ไข
วันที่ 19 มีนาคม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. เปิดเผยว่า ได้ลงนามหนังสือเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ตามที่มีสนช.เข้าชื่อ จำนวน 30 คน นำโดย นายกิตติ วะสีนนท์ ร้องขอให้ส่งเรื่องแล้ว ดังนั้นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องขอให้ติดตามจากศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอจากสมาชิก สนช. ต่อกรณียื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคการเมืองต้องทำสัตยาบันยินยอมเลื่อนเลือกตั้งออกไป 3 เดือน นายพรเพชร ปฏิเสธว่า “ไม่เกี่ยวกับผม ข้อเสนอดังกล่าวเป็นสิ่งไม่ควรพูด ส่วนกรณีดังกล่าวจะสร้างผลกระทบต่อรัฐบาลหรือไม่นั้น ผมไม่มีความเห็น และเชื่อว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี รายละเอียดต่อข้อกฎหมายและความคิดเห็น ผมขอชี้แจงผ่านเอกสารบันทึกความเห็นกรณีส่งร่าง พ.ร.ป.การได้มาซึ่งส.ว. ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ”

รายงานข่าวแจ้งว่า เอกสารบันทึกความเห็นดังกล่าวเป็นรายละเอียดเดียวกับที่นายพรเพชรแถลงไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยระบุความเห็นจากสมาชิกสนช. พร้อมยืนยันเจตนาของ สนช. ที่พิจารณาร่างกฎหมายภายใต้ความรอบคอบและระมัดระวังเพื่อไม่ให้มีบทบัญญัติใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในวันเดียวกัน

วิษณุชี้ช่องนายกฯยื่นตีความร่างส.ส.
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สนช.ไม่ยอมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ด้วยนั้นว่า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีแนวทางแก้ไข เพราะยังไม่มีการหารือกับรัฐบาล เป็นการหารือกันในสนช.เท่านั้น ยังไม่ส่งมาที่รัฐบาลทั้งฉบับ ฉะนั้นรัฐบาลจะไปแก้ไขไม่ได้ หากต้องการปรึกษารัฐบาลก็ยินดีร่วมหารือ

ส่วนกรณีที่กรธ.ต้องการให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเองนั้น นายวิษณุ ชี้แจงว่า ยังไม่สามารถตอบได้ หากมีกฎหมายลูกส่งมาที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มีอำนาจที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจหารือกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อกฎหมายมาถึงรัฐบาล นายกฯ จะมีเวลา 5 วัน เพื่อรอว่าจะมีผู้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ โดย ส.ส.อาจเป็นผู้ยื่นก็ได้

“แต่เมื่อครบ 5 วัน หากไม่มีผู้ใดยื่นศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ภายใน 20 วัน แต่หากไม่ยื่นก็ต้องทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อให้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็ไม่สามารถยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้จนกว่าจะมีคดีเกิดขึ้น จึงจะร้องเรียนผ่านศาลซึ่งประเด็นดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยง” นายวิษณุกล่าว

แนะส่งพ.ร.ป.ทั้ง2ร่างเชื่อ30วันรู้ผล
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเชื่อว่ารัฐบาล คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) และสภา ทำงานอยู่กับข้อกฎหมายย่อมทราบขั้นตอน ระยะเวลาการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเรื่องใดควรใช้เวลาเท่าใด ซึ่งเรื่องที่ต้องสืบพยานจะใช้ระยะเวลานาน ส่วนเรื่องที่เป็นข้อกฎหมายใช้เวลาไม่นาน จึงคาดว่าอาจทำให้การเลือกตั้ง ส.ส.ต้องเลื่อนระยะเวลาออกไปอีก แต่ก็ไม่นานนัก เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นข้อกฎหมาย ทั้งนี้หากสนช.ต้องการให้ ครม.พิจารณาก็ควรเร่งดำเนินการ ขณะนี้ยังไม่ขอตอบว่าการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร ขอให้สอบถามกับทาง กรธ. เนื่องจากกรธ.เป็นเจ้าของเรื่อง
“ตอนนี้เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่ง อย่าเพิ่งเอากระดูกมาแขวนคอ แต่จำเป็นต้องแขวนก็จะแขวน ตอนนี้อย่าเพิ่งสมมุติกันไปก่อน” นายวิษณุ กล่าว

ส่วนกรณีนายสมชาย แสวงการ เลขานุการกรรมาธิการวิสามัญกิจการสนช.(วิปสนช.) เสนอให้พรรคการเมืองลงสัตยาบันยินยอมให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก 3 เดือน หากต้องการให้สนช.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดของสัตยาบันดังกล่าว แต่หากจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมาย ควรจะยื่นให้แล้วเสร็จในคราวเดียวกัน ไม่ทำหลายขยัก เชื่อว่าศาลจะใช้เวลาการพิจารณาไม่นาน และไม่น่าจะถึง 3 เดือนตามที่นายสมชายคาดการณ์

กรธ.หนุนยื่นตีความร่างพ.ร.ป.ส.ส.
ด้านนายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรธ. กล่าวว่า สนับสนุนฝ่ายที่เกี่ยวข้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนเข้ากระบวนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการเลือกตั้งในภายหลัง แม้ขณะนี้หลายฝ่ายมองว่าหากยื่นตีความในขั้นตอนช่วงนี้อาจกระทบโรดแม็พเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เป็นความกังวลของกรธ.เช่นกัน แต่ทางออกที่ดีที่สุด ควรวางเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการสร้างความชัดเจนก่อนการเลือกตั้งหรือไม่

“เรื่องกระทบโรดแม็พเลือกตั้ง กังวลใจเช่นกัน และสนช.คงพิจารณาในประเด็นนี้ แต่หากปล่อยให้กฎหมายใช้บังคับแล้วมีผู้ได้รับผลกระทบ เช่น กรณีเลือกตั้งที่เกิดจากการใช้สิทธิแทนผู้พิการ ว่าไม่เป็นการออกเสียงทางตรงและลับ ผมไม่ทราบว่าจะมีคนที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของความคิดเห็น และเมื่อเกิดกรณีเช่นว่าจะทำให้การเลือกตั้งเสียไปหรือไม่” นายอุดม กล่าว

กรธ.ผู้นี้กล่าวด้วยว่า กรณีที่มีข้อพิจารณาว่าให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ 2 ประเด็นหลังร่างกฎหมาย ส.ส.ประกาศใช้ หรือมีผลบังคับใช้หลังจากนั้น 90 วัน อาจจะเป็นปัญหาว่าการเสียสิทธิ หรือการลงคะแนนแทนนั้น ใครคือผู้ได้รับผลกระทบ เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เกิด แม้จะมีช่องทางประชาชนให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินได้ อาจเกิดคำว่าบุคคลที่ยื่นนั้นได้รับผลกระทบแท้จริงและชัดเจนหรือไม่
กกต.ชี้ก.ม.ลูกส.ส.เป้าถูกร้องเรียน

นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวว่า การที่สนช.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ถือเป็นประโยชน์ต่อ กกต. เพราะจะได้มีความชัดเจนในการทำงาน หากยื่นตีความหลังกฎหมายใช้บังคับแล้วอาจจะเกิดปัญหา แต่ในส่วนของกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ทาง สนช.เห็นว่าไม่เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญจึงไม่มีการยื่นตีความ ก็เป็นไร แต่ กกต.เป็นห่วงอย่างเดียวคือเมื่อเลือกตั้ง ส.ส. หรือสรรหาส.ว.ไปแล้ว มีการใช้งบประมาณไปจำนวนมาก แล้วถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเสียไป ก็จะต้องเสียงบประมาณจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการอำนวยความสะดวกผู้พิการและผู้สูงอายุในการเลือกตั้ง ที่สามารถให้ผู้ติดตามช่วยทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งแทนได้ เมื่อไม่มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กกต.ในฐานะผู้ปฏิบัติต้องออกระเบียบให้รัดกุม โดยที่ประชุม กกต.เห็นว่าคงไม่ได้ดูแค่ว่าเป็นผู้สูงอายุเท่านั้น แต่จะต้องดูว่าบุคคลดังกล่าวไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเอง ไม่สามารถทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งได้ ซึ่งกรณีนี้เคยใช้มาแล้วตอนทำประชามติ ซึ่งมีผู้มาขอใช้สิทธิ์ในลักษณะนี้ไม่มาก แต่ก็ได้ให้นโยบายกับผู้ปฏิบัติไปแล้วว่า การลงประชามติไม่มีการแข่งขันทำให้ไม่มีการร้องเรียน แต่การเลือกตั้งการแข่งขันสูง ฝ่ายแพ้ก็จ้องที่จะหาเหตุในการร้องเรียน และอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้

“ที่ผ่านมา กรธ.พยายามเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนุญปี 49 กรณีหันคูหาโดยเอาก้นออก มาเทียบเคียงกับกรณีนี้ แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ซึ่งกรณีนั้นศาลวินิจฉัยจากการใช้สิทธิของผู้สมัครคนเดียว และทำให้การเลือกตั้งโมฆะ ในการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะมีผู้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้หลายรายมาใช้สิทธิ หากหน่วยหนึ่งใช้สิทธิ 10 คน แล้วการแข่งขันสูงหากเกิดการร้องเรียนจะเป็นปัญหาหรือไม่ แต่ผมก็ยังหวังว่าที่สุดศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยที่เป็นคุณ แต่เราก็ต้องทำให้รอบคอบ” นายบุญส่งกล่าว

สนช.เสียงข้างน้อยห่วงเลือกตั้งโมฆะ 
นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสนช. ในฐานะอดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. กล่าวว่า เป็นกมธ.เสียงข้างน้อยที่เคยทักท้วงในชั้นกมธ.ว่าประเด็นการตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และการให้เจ้าหน้าที่กกต.กาบัตรลงคะแนนเลือกตั้งแทนคนพิการ อาจเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องเคารพ

“ที่ผ่านมายังเคยเสนอให้ยื่นตีความทั้งกฎหมายลูกส.ส.และส.ว.ให้เกิดความชัดเจน แต่เป็นเพียงสนช.ตัวเล็กๆ คงทำอะไรไม่ได้มาก แต่ฟันธงได้เลยว่าหากไม่ยื่นตีความร่างพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.ให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนนี้ ภายหลังที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศบังคับใช้แล้ว จะมีผู้ไปยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญแน่ ยิ่งถ้าไปยื่นตีความหลังจัดการเลือกตั้งเสร็จแล้วและศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญจะยิ่งยุ่งกันใหญ่” นายกิตติศักดิ์ กล่าว

สมาชิกสนช.ผู้นี้กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังต้องคิดว่าใครจะเป็นผู้แก้เนื้อหาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเพราะตอนนั้นกรธ.ไม่อยู่แล้ว ต้องดูว่าศาลจะตีความให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เพราะถ้าศาลมองว่าการให้เจ้าหน้าที่กกต.กาบัตรแทนคนพิการทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับย่อมมีผลกระทบต่อคะแนนเลือกตั้ง ที่ผ่านมาแค่หันคูหาเลือกตั้งผิดฝั่ง ศาลรัฐธรรมนูญยังลงมติให้เลือกตั้งเป็นโมฆะมาแล้ว เที่ยวนี้จึงต้องดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะลงมติอย่างไร

“มาร์ค”ชี้“บิ๊กตู่”คือคำตอบสุดท้าย
ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)กล่าวว่า การที่สนช.ไม่ยื่นตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. เพราะสนช.คงกังวลว่าอาจถูกมองว่าเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้ยื้อการเลือกตั้งและทำให้กระทบต่อโรดแม็พ ส่วนของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.นั้น เราต้องดูว่าหากสนช.ไม่ยื่นตีความแล้ว ใครจะเป็นผู้ยื่นได้บ้าง ซึ่งจะมีขั้นตอนหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ในขั้นตอนนั้นมองว่านายกฯ สามารถยื่นตีความได้ แต่ถ้าประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว มีผู้ได้รับผลกระทบ และมีการยื่นตีความอีกจะทำอย่างไร

“ตรงนี้คือสิ่งที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ก็เป็นกังวล ถึงได้บอกให้สนช.ยื่นทั้ง 2 ฉบับ จะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง ซึ่งหากมีปัญหาในภายหลังก็อาจถูกมองว่า ทำให้ทุกอย่างยืดไปอีก มาถึงขณะนี้สนช.ต้องยอมรับว่าทำกฎหมายด้วยความไม่รอบคอบ ไม่มีความเข้าใจกับกติกาต่างๆ สุดท้ายแล้วก็เป็นการโยนเผือกร้อนให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์เสียเอง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอทางออกว่า คนที่จะแก้ปัญหาตรงนี้คือ พล.อ.ประยุทธ์ โดยต้องอย่าทำให้กฎหมายมีปัญหา และต้องไม่มีอะไรไปกระทบโรดแม็พ ถ้าต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้วเกรงว่าจะกระทบโรดแม็พ แนะนำให้ยกเลิกในร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ประเด็นที่กำหนดให้มีผลบังคับใช้กฎหมาย 90 วัน หลังประกาศราชกิจจานุเบกษาออกไปเสียก่อน เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์บอกสนช.ทำตามได้อยู่แล้ว
“อ๋อย”ไม่สนตีความจี้ปลดล็อก

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช. ยื่นเงื่อนไขหากพรรคการเมืองลงสัตยาบันให้เลื่อนโรดแม็พเลือกตั้งไปอีก 3 เดือน และส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ว่า ยังไม่เห็นว่า พรรคการเมืองจะมีอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลย จะยื่นหรือไม่ยื่นตีความก็เป็นเรื่องของผู้ที่มีหน้าที่จะต้องพิจารณากันไป หากไม่มีการยื่นตีความ ก็ไม่เกิดเหตุที่จะทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป แต่ถ้ายังไม่มีการปลดล็อกการทำกิจกรรมพรรคการเมืองต่างๆ ก็ยังทำอะไรไม่ได้ และคงเตรียมการเลือกตั้งได้ไม่ดีเท่าที่ควร

“แต่ถ้ามีการยื่นตีความแล้ว ทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป พรรคการเมืองก็คงไม่ไปขัดขวางอะไร และถ้ายังไม่ปลดล็อกการทำกิจกรรมให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ การยืดเวลาออกไป ก็ไม่ทำให้พรรคการเมืองมีเวลาทำอะไรมากขึ้น คนที่จะมีเวลาเตรียมการมากขึ้นก็คือ คสช. กับพวกเท่านั้น” นายจาตุรนต์ระบุ
บิ๊กตู่ไม่ตอบโพลล์ให้นั่งนายกฯอีกสมัย

ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ถึงกรณีผลสำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลที่ระบุว่า ประชาชนสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป หลังการเลือกตั้งตามกฎหมายเลือกตั้งปัจจุบัน ว่า “ก็เรื่องของโพลล์ ทำงานก่อน”

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า “ก็ว่าไปตามโพลล์” ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมตอบรับนั่งประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐในเดือนมิถุนายนนี้ ก็ได้ตอบไปแล้ว ต้องไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ เอง แล้วนายกฯ จะมาปรึกษาเรื่องอะไร เพราะตนไม่ได้เล่นการเมือง

“ยังไม่รู้เลยว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไปเป็นหรือยัง ก็ยังไม่เป็น ให้ผมตอบก็จะบอกว่าให้ไปถามประชาชนดู ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ถามว่าจะเหมาะสมหรือไม่ที่จะไปเป็นที่ปรึกษาพรรค” พล.อ.ประวิตร กล่าวตอบข้อถามที่ว่า พร้อมจะช่วยเหลือพรรคดังกล่าวหรือไม่ หากพล.อ.ประยุทธ์ ไปเป็นที่ปรึกษา

ส่วนเมื่อถามว่าประชาชนเป็นห่วงว่าการเลือกตั้งจะถูกเลื่อนออกไปอีก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “โอ๊ย เลิกพูดๆ ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.อยู่ในเวลาที่กำหนดอยู่แล้ว” ส่วนที่จะมีการยื่นตีความจะทำให้สังคมมองว่าเป็นการยื้อเลือกตั้งหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรื่องนี้นายวิษณุก็กล่าวไว้แล้วว่าเวลาเตรียมไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้แล้ว

อนุทินร่วมคณะบิ๊กตู่ปัดดีลการเมือง
นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ 2018 ว่า ภาพรวมของการประชุมเป็นการสร้างประโยชน์และคุณค่าให้แก่ 10 ประเทศอาเซียนและออสเตรเลีย ทั้งในการประชุมแบบเต็มคณะของผู้นำประเทศ ที่มีการหารือในประเด็นความมั่นคง มั่งคั่ง และผลประโยชน์ของประชาชนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับปัญหาการก่อการร้าย ที่ออสเตรเลียและประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศต้องประสบปัญหาอยู่ และได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว ซึ่งทุกประเทศต้องหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันในระดับภูมิภาคและมีการลงนามยังมีการลงนามความร่วมมือระหว่างอาเซียนและออสเตรเลีย ในการต่อต้านการก่อการร้ายที่สำคัญรวมถึงมีการหารือเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีทั้งการหารือระหว่างภาครัฐกับเอกชน และระหว่างเอกชนกับภาคเอกชนด้วยกัน และครั้งนี้มีภาคธุรกิจของไทยเข้าร่วมหารือด้วย เป็นการแก้ปัญหาอุปสรรคและส่งเสริมการลงทุนให้แก่ภาคเอกชน

ส่วนการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร่วมคณะไปกับนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน นายดอน กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดการพูดคุยเป็นการส่วนตัว ระหว่างนายกฯ กับนายอนุทิน แต่การพูดคุยที่มีตนร่วมอยู่ด้วยยืนยันว่าเป็นเรื่องของธุรกิจ เช่น การหารือถึงปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการผลิตและซ่อมบำรุงแท่นขุดเจาะ ที่ผลิตและประกอบในประเทศไทย และนำไปใช้ในออสเตรเลีย

นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยในประเด็นเกี่ยวกับเทคโนโลยี และประสบการณ์เกี่ยวกับการสร้างโครงการต่างๆ ในไทย เช่น การขุดเจาะอุโมงค์ ที่สามารถนำไปใช้กับประเทศอื่นๆ ได้

มีรายงานข่าวว่านายอนุทิน  โพสต์เฟซบุ๊ก ออกตัวด้วยว่า เป็นการได้พบ พลเอกประยุทธ์ เป็นครั้งแรกตั้งแต่มาเป็นนายกฯ เมื่อปี 2557 …คาดเพราะเกรงจะมีคนเข้าใจผิดว่าเคยพบปะหรือ “Deal” อะไรกันเพราะพรรคภูมิใจไทย ในยุคหนึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคนอมินีทหาร

วรเจตน์เตือนบทเรียนพฤษภาทมิฬ
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณี นายปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ เข้าร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ว่า เสียดายความรู้ความสามารถของนายปิยบุตร แต่ก็เข้าใจและได้ให้กำลังใจเพราะอยากที่จะเข้าไปทำงานทางการเมือง เนื่องจากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องรอดูว่าจะสามารถเปลี่ยนได้มากน้อยแค่ไหน แต่ด้วยกติกาตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่สามารถทำอะไรได้ง่าย และเชื่อว่าในไม่ช้าประชาชนจะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาจริง

เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกหรือไม่นั้น นายวรเจตน์ กล่าวว่า ประเทศไทยเคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้วเมื่อเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ตอนสมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งควรที่จะนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้ ส่วนตัวไม่ขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องของอนาคต และไม่ทราบว่าจะมีพรรคใดเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่

นายวรเจตน์ กล่าวถึงกรณีที่สนช.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ว่ายุคนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะคสช.มีอำนาจเด็ดขาดทั้งในทางนิติรัฐและนิติธรรม ซึ่งการเลือกตั้งจะเลื่อนหรือไม่ยังไม่มีความชัดเจน แต่คสช.ต้องดูอารมณ์ของสังคมด้วย

“วิษณุ”ยันรัฐบาลตั้งใจปราบโกง
ที่โรงแรมอนันตรา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมนานาชาติด้านการต่อต้านการทุจริตเพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและค่าดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นหน่วยงานภาครัฐในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ว่า รัฐบาลแสดงเจตนาชัดเจนในการต่อต้านปราบปรามการทุจริต ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมามีปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในการต่อต้านการทุจริต ทั้งการออกกฎหมายหลายฉบับ เสริมเขี้ยวเล็บให้แก่หน่วยงานตรวจสอบทุจริตอย่าง ป.ป.ท.มาหลายปี แต่บางหน่วยงานก็เพิ่งได้รับความเป็นอิสระในการบริหารงานหลังแก้กฎหมาย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่เคยมีนายกฯ รองนายกฯ และนักการเมือง ร่วมเป็นกรรมกา รก็แก้กฎหมายใหม่เพื่อดึงนักการเมืองออกจากปปง.ให้เขาหากรรมการกันเอง และแก้กฎหมายป.ป.ช. เพื่อให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการเพิ่มอัตรากำลังให้ป.ป.ช.ไปหลายร้อยคน รวมถึงการออกกฎหมายจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริต ซึ่งผลักดันกันมานานได้เป็นผลสำเร็จ เพื่อให้คดีทุจริตได้รับการพิจารณาอย่างรวดเร็ว สามารถพิจารณาลับหลังจำเลยได้ และสิ้นสุดเพียงชั้นอุทธรณ์

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า สาเหตุของการทุจริตเกิดจากการให้บริการที่ล่าช้าของข้าราชการ นักธุรกิจและนักลงทุนต้องการความรวดเร็ว ทำให้นักธุรกิจยอมติดสินบนจ่ายเงินใต้โต๊ะ รัฐบาลจึงออก พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการอนุญาตของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยหน่วยราชการต้องออกคู่มือระบุให้ชัดว่า เมื่อมีผู้มาติดต่อขออนุญาตจะใช้เวลาเท่าไรและใช้เอกสารอะไรบ้าง เมื่อถึงกำหนดหากออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ถือว่ามีความผิด มาตรการเหล่านี้แม้ไม่ทำให้การทุจริตหมดไป แต่ก็ทำให้การทุจริตลดลง โดยสิ่งที่กลัวที่สุดคือการขอใบอนุญาตบางอย่างต้องใช้เวลาถึง 2 ปี โดยไม่มีความหวัง และคำตอบคือไม่อนุญาต ซึ่งหมายความว่านักลงทุนเสียเวลาไป 2 ปีโดยไม่ได้อะไรเลย หากทราบตั้งแต่ต้นจะได้เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น

“ล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศวาระสำคัญอีกเรื่องรัฐบาลดิจิทัล เพื่อให้เกิดความเที่ยงตรง มาตรฐานเดียวกัน หลังจากนี้ 6 เดือน หน่วยราชการจะไม่เรียกเอกสาร ไม่เรียกดูสำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้าน เพราะทุกอย่างเชื่อมในระบบออนไลน์ วิธีการนี้จะช่วยลดการคอร์รัปชั่นลงได้ เราเคยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 46 ประเทศที่มีความยากในการลงทุน แต่ใช้เวลาเพียง 1 ปี พัฒนาขยับขึ้นเป็นลำดับ 26 ดีขึ้น 20 ลำดับ ส่วนภาพลักษณ์การทุจริตประเทศไทยเคยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 101 ก็ขยับเป็นลำดับที่ 91 แม้จะดีขึ้นแต่รัฐบาลยังไม่พอใจยังต้องออกกฎหมายทำให้ดีขึ้นไปอีก” นายวิษณุ กล่าว

จ่อใช้พร้อมเพย์แก้โกงเงินคนจน
นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการทุจริตเงินช่วยเหลือคนยากจนคนไร้ที่พึ่งว่า การตรวจสอบของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พบหลักฐานจ่ายเงินไม่เต็มจำนวน โดยหักไว้ส่วนหนึ่งและทำบัญชีเท็จเพื่อเบิกเงิน ซึ่ง ป.ป.ท.ตรวจสอบพบความผิดในหลายจังหวัด คาดว่าภายใน 1-2 เดือนนี้จะสามารถดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิดได้ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของป.ป.ท.และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คาดว่าจะตรวจสอบเสร็จเร็วกว่ากรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ เนื่องจากเป็นการแยกกันตรวจสอบ ทางพม.ตรวจทางวินัยและได้ย้ายเจ้าหน้าที่และพักงานไปแล้วบางจังหวัด

ขณะที่บางส่วนก็ได้กันตัวไว้เป็นพยาน ส่วน ป.ป.ท.ตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีอาญา โดยมีการรายงานความคืบหน้ามายังตนและนายกฯ ทุกสัปดาห์ ล่าสุดตรวจสอบไปแล้วเกือบ 50 จังหวัด จาก 76 จังหวัด โดยในส่วนของคดีอาญาต้องทำให้รอบคอบเพื่อไม่ให้ไปถึงในชั้นศาลแล้วพิพากษายกฟ้อง ดังนั้นในภาพรวมทั้งหมดที่จะมีการกล่าวหาพาดพิงถึงข้าราชการหลายคน ให้รอฟังผลสรุปจากป.ป.ท. สำหรับการตรวจสอบทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการพบความผิดปกติและตรวจสอบเอง จึงไม่ต้องรายงานมาที่ตน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังพบการทุจริตจำนวนมากในปี 2561 จะยกเลิกโครงการหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า จะไปหักด้ามพร้าด้วยเข่าไม่ได้ เพราะเป็นโครงการที่ดีเพื่อช่วยประชาชนผู้ยากไร้ เมื่อพบการทุจริตต้องแก้ไขไม่ใช่ยกเลิก อาจจะปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงิน จากการลงพื้นที่เพื่อพบปะและจ่ายเงินสดโดยตรง ซึ่งเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต ก็อาจจะเปลี่ยนไปจ่ายผ่านพร้อมเพย์หรือวิธีอื่นๆ เพราะคนจน คนไร้ที่พึ่งยังมีอยู่จริง การสงเคราะห์ยังเป็นเรื่องจำเป็น ยกตัวอย่าง มีการโกงเลือกตั้งจะไปยกเลิกไม่ให้มีการเลือกตั้งก็ไม่ได้ วิธีการจึงต้องหาทางแก้ไขไม่ให้โกง

โกงเงินคนไร้ที่พึ่งขยายวง49จว.
พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการป.ป.ท. กล่าวถึงการตรวจสอบศูนย์ช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่งว่า ล่าสุดผลการตรวจสอบพบความผิด 49 ศูนย์ เพิ่มขึ้น 5 จังหวัด คือ ศรีสะเกษ กำแพงเพชร พังงา สกลนคร และจันทบุรี งบประมาณ 104,440,000 บาท มีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนความผิดทางอาญาแล้ว 7 ศูนย์ โดยในสัปดาห์นี้จะทยอยเสนอให้ ป.ป.ท. ลงมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนเพิ่มเติม โดยพฤติการณ์การกระทำความผิดคล้ายคลึงกัน มีการปลอมเอกสารเพื่อทำบัญชีเป็นบุคคลยากไร้ จ่ายเงินช่วยเหลือไม่ครบ ที่ผ่านมาได้สอบปากคำพยานบุคคลและตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว

สำหรับงบประมาณช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่งของนิคมสร้างตนเอง 32 นิคม ป.ป.ท.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว 4 นิคม 1.นิคมสร้างตนเองเชียงพิณ จ.อุดรธานี งบประมาณ 7,030,000 บาท 2.นิคมสร้างตนเองห้วยห้วง จ.อุดรธานี งบประมาณ 5,030,000 บาท 3.นิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น งบประมาณ 11,700,000 บาท 4.นิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จ.สตูล งบประมาณ 10,980,00 บาท พฤติการณ์ที่ตรวจสอบพบเช่นเดียวกับศูนย์คุ้มครองฯ แต่มีลักษณะมุ่งเน้นให้เงินทุนกลุ่มวิชาชีพและเบิกสงเคราะห์จำนวนหลายครั้ง อย่างไรก็ตามกรณี ของนิคมพบว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้อำนวยการนิคมซึ่งอยู่ในอำนาจตรวจสอบของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) หลังจากนี้จะส่งสำนวนไปให้ป.ป.ช.ดำเนินการ รวมถึงนิคมอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ เนื่องจากงานของป.ป.ท.ตึงมือมากแล้ว

“ในส่วนของการตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อเอาผิดกับผู้รับผลประโยชน์ปลายทางหรือเก็บเงินทอนจากงบคนไร้ที่พึ่ง ขณะนี้เริ่มเห็นความชัดเจนของผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ภายในสิ้นเดือนนี้จะทราบผลการตรวจสอบทั้งหมด ในชั้นนี้ขอยังไม่เปิดเผยถึงวิธีการรับเงินว่าเป็นการรับเงินสดหรือโอนเข้าบัญชี ส่วนการทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้ส่งเรื่องมาที่ป.ป.ท.แล้วในวันที่ 20 มีนาคม จะเสนอให้บอร์ดป.ป.ท.มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนความผิด” พ.ท.กรทิพย์กล่าว

“บิ๊กป๊อก”สั่งเข้มหนังสือราชการ
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีความผิดพลาดในการใช้ถ้อยคำทางหนังสือราชการของจังหวัดขอนแก่นว่า ทางปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ก็ขอให้รอผลการดำเนินการออกมา ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องดังกล่าวอาจเป็นการวางยารองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นนั้น ขอให้รอผลสอบสวนดีกว่า เพราะตนไม่ได้มองแบบนั้น แต่มองไปที่ผลสอบข้อเท็จจริง จะให้ตนไปวิพากษ์ในสิ่งที่ไม่ได้รู้ ไม่เห็น มันไม่เกิดประโยชน์ ควรให้มีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นอย่างไร

“ในการทำงานของกระทรวงมหาดไทยจะต้องทำให้ดี ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชน อย่าให้มีการทุจริตเกิดขึ้น การใช้ถ้อยคำผิดพลาดในหนังสือราชการ ก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควร และเป็นเรื่องที่ต้องขอโทษสังคมเป็นอย่างสูง การใช้คำที่ไม่สมควร ในฐานที่เป็นฝ่ายปกครองต้องขอโทษ เพราะฉะนั้นในการดำเนินการจะต้องมีความละเอียดรอบคอบมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่ลงนามในหนังสือ” รมว.มหาดไทย กล่าว

เมื่อถามว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงมหาดไทย มีการทำหนังสือราชการผิดอยู่บ่อยครั้ง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การทำงานเกี่ยวกับเอกสารของข้าราชการประจำ ไม่ใช่งานในระดับนโยบาย แต่เป็นงานด้านธุรการ เมื่อผิดบ่อยๆ คงต้องมีการหารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้มีการกวดขันในเรื่องนี้มากขึ้น

ปลัดมท.เชื่อรองผู้ว่าฯขอนแก่นพลาด
ที่กระทรวงมหาดไทย นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณีที่รองผู้ว่าฯ ขอนแก่น ลงนามในหนังสือแจ้งเชิญประชุมเพื่อเตรียมการต้อนรับนายกรัฐมนตรี และมีถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญว่า เรื่องนี้จังหวัดขอนแก่น ได้ทำหนังสือชี้แจงส่งให้นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เรียบร้อยแล้ว และปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ส่งต่อให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยมีนายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

“ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาว่าคำชี้แจงดังกล่าวสมเหตุสมผลหรือไม่ ทั้งนี้แม้ปลัดกระทรวงมหาดไทยจะไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณา แต่ก็ได้ย้ำให้ดำเนินการให้เร็วที

หนองบัวลำภูเตรียมการต้อนรับ ‘ประยุทธ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/317117

หนองบัวลำภูเตรียมการต้อนรับ ‘ประยุทธ์’

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  19 มี.ค. 2561

หนองบัวลำภูเตรียมการต้อนรับนายกรัฐมนตรี สร้างเพิงแสดงสินค้า ผลิตภัณฑ์ และอาคารนิทรรศการมุงด้วยหญ้าคา สะท้อนวิถีชีวิตของคนพื้นถิ่นอีสานโบราณ

 

19 มี.ค. 61  เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ บริเวณแปลงปลูกพืชผักอินทรีย์ของหมู่บ้านโพธิ์ศรีสำราญ ตำบลหัวนา อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู  กลุ่มผู้นำหมู่บ้านโพธิ์ศรีสำราญ นำโดย นางประดับ สัมณะ ผู้ใหญ่บ้าน ยังคงนำกลุ่มผู้นำฝ่ายปกครองมาเตรียมสถานที่เพื่อต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางมายังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักอินทรีย์บ้านโพธิ์ศรีสำราญ ในวันที่ 22 มีนาคม นี้ เพื่อที่จะเป็นสักขีพยานในการมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชน โครงการจัดสรรที่ดินให้ชุมชน (คทช.) ตามนโยบายของรัฐบาลให้แก่ผู้แทนชุมชน

 

หนองบัวลำภูเตรียมการต้อนรับ ‘ประยุทธ์’

 

พร้อมกันนี้ยังได้มีการมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยของพายุฤดูร้อนในพื้นที่ของตำบลหัวนา แม้ว่าจะเป็นช่วงใกล้ค่ำแล้วก็ตาม เนื่องจากเหลือเวลาเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น และในวันที่ 21 มีนาคม ก็จะได้มีการซักซ้อมเตรียมการ จึงต้องเร่งมือแม้ใกล้ค่ำแล้วก็ตาม ซึ่งนายสมควร นิลนามะ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลหัวนา ได้มาดูแลเพื่อร่วมกันวางแผนเตรียมการกับทางหมู่บ้าน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้ทำการเปิดป้ายศูนย์การเรียนรู้หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ พลังงานแสงอาทิตย์ทดแทน เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเกษตรกร เยี่ยมชมแปลงปลูกผักอินทรีย์ที่ทางหมู่บ้านโพธิ์ศรีสำราญได้มีการเตรียมการจัดทำบริเวณที่แสดงผลิตภัณฑ์ของชุมชน บริเวณที่จะทำการจัดนิทรรศการทางด้านเกษตรอินทรีย์ให้นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชม โดยทางผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านได้มีการช่วยกันเตรียมการทำการสร้างบริเวณแสดงผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของสมาชิกกลุ่ม เป็นเพิงหมาแหงน มุงด้วยหญ้าคา และอาคารจัดนิทรรศการทางการเกษตรอินทรีย์ก็มุงด้วยหญ้าคาเหมือนกัน เพื่อให้มีความเป็นธรรมชาติเหมือนอาคารวิถีชีวิตของคนอีสานที่มักจะนิยมทำ กระท่อมนา เพิงพัก มุงด้วยหญ้าเป็นหลัก ซึ่งหญ้าคาจะเป็นพืชที่ชาวบ้านจะเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งแล้วนำมาทำเป็นไพหญ้าคา ไว้สำหรับมุงหลังคา กระท่อมนา หรือมุงอาคารบ้านเรือน

นางประดับ กล่าวว่า ทางกลุ่มปลูกผักอินทรีย์ปลอดสารพิษนั้น ส่วนมากจะมีแต่ผู้หญิง ทำให้การทำงานที่ส่วนมากในการเตรียมการก่อสร้างบริเวณที่จัดแสดงสินค้า หรือนิทรรศการก็ต้องอาศัยแรงงานของผู้ชายทีเป็นฝ่ายปกครองมาช่วย โดยในวันนี้ ส่วนของอาคารแสดงสินค้าที่จะให้ นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมนั้นก็เกือบจะเสร็จแล้ว ส่วนอาคารจัดนิทรรศการทางด้านเกษตรอินทรีย์ ได้มีการจัดป้ายนิทรรศการของหน่วยงานทางด้านการเกษตรไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เสร็จ ก็จะทำต่อในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากวันนี้ ค่ำแล้ว ส่วนชาวบ้านที่เป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์ก็ยังคงทำการเพาะปลูกพืชผัก เก็บเกี่ยว รดน้ำ ทำแปลง เหมือนปกติทุกวัน

นายสานิตย์ สัมณะ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหัวนา ก็ได้มีการเตรียมการพื้นที่บริเวณ อาคารสำนักงานของเทศบาลเพื่อเตรียมการต้อนรับ นายกรัฐมนตรีที่จะเดินทางจาก สนามบินกองบิน 23 มายัง ห้องรับรองของสำนักงานเทศบาลตำบลหัวนา จากนั้นจะได้ไปเยี่ยมชมแปลงเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรที่อยู่ห่างกันประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก่อนจะเดินทางไปยังสวนอาหารกาบแก้ว อำเภอนากลาง เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน และเดินทางกลับมาเยี่ยมชมกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ ตำบลนาคำไฮ อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งทางเทศบาลก็ได้มีการเตรียมการประชุมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดในช่วงเย็นที่ผ่านมา

 

ลุ้น”บิ๊กตู่”ส่งตีความ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/316979

ลุ้น”บิ๊กตู่”ส่งตีความ

สนช,สว,พรป,กรธ,บิ๊กตู่

กรธ.โยน”บิ๊กตู่”ยื่นศาล รธน.ตีความ ก.ม.ลูกเลือกตั้ง ส.ส. ด้าน สนช.ได้ฤกษ์ยื่นวันนี้ย้ำร่างพ.ร.ป.ที่มาส.ว.ฉบับเดียวรองผู้ว่าฯขอนแก่นขอโทษคำสั่งฉาว

ยังคงมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญ เมื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้าชื่อยื่นต่อประธานสนช.เพื่อขอให้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพียงฉบับเดียวโดยไม่สนใจคำทักท้วงของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ระบุว่าร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนรษฎร (ส.ส.) อาจมีปัญหาในอนาคตเช่นกัน จนทำให้พรรคการเมืองมองว่าเป็นเกมเพื่อยื้ออำนาจของรัฐบาลทหาร

วันที่ 18 มีนาคม นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกระแสโจมตีกรธ.และสนช. ต่อการยื่นร่างพ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นการวางยายื้อการเลือกตั้งว่า ไม่ขอต่อล้อต่อเถียง ขอยอมแพ้ไปละกัน ที่ผ่านมาถือว่ากรธ.ทำหน้าที่ของตัวเองเรียบร้อยแล้ว โดยพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ก็คงต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ส่วนพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.นั้น กรธ.ผู้นี้บอกว่าเมื่อสนช.ไม่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ไม่เป็นอะไร กรธ.เตือนผลกระทบตามโรดแม็พที่อาจจะเกิดขึ้นไว้แล้วในเอกสารเสนอแนะต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีมือดีไปยื่นให้มีการตีความภายหลังกฎหมายบังคับใช้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอดูทางฝั่งทำเนียบรัฐบาลอีกทีว่าจะดำเนินการอย่างไร นายกรัฐมนตรีสามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ แต่ขณะนี้กฎหมายยังไม่ถึงมือนายกรัฐมนตรี

          วัลลภยันยื่นพ.ร.ป.ส.ว.ฉบับเดียว    
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวย้ำว่า สนช.เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.) ซึ่งการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.จะไม่กระทบต่อโรดแม็พที่วางไว้ และจะทันการเลือกตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แน่นอน แต่หากยื่นตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ด้วยจะกระทบโรดแม็พ

“ร่างพ.ร.ป.ที่มาส.ว.ไม่มีทางเลื่อนโรดแม็พแน่นอน และบทที่ยื่นเป็นบทเฉพาะกาล ซึ่งมีบทหลักอยู่ คือให้แบ่งเป็น 20 กลุ่ม สมัครได้แบบเดียวและเลือกไขว้กัน นี่คือบทหลัก เราตีความบทเฉพาะกาล คือให้มี 10 กลุ่ม ให้มาได้สองทาง และเลือกในกลุ่มตัวเอง ซึ่งหากศาลตีความว่าขัด ก็ตกเฉพาะมาตรานั้น มาตราหลักยังอยู่ นี่คือหลักปฏิบัติ ดังนั้นกฎหมายมันเดินได้ไม่มีอะไรกระทบโรดแม็พเลยแม้แต่น้อย เท่าที่ได้พูดคุยกับสมาชิก สนช.ได้ข้อสรุปจะยื่นตีความ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.เพียบฉบับเดียว ส่วนหลังจากกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วหากจะมีการยื่นเรื่องต่อศาลถือเป็นสิทธิของประชาชน” นายวัลลภ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากในอนาคตสมาชิก สนช.จะดำเนินการในส่วนของภาคประชาชนยื่นตีความพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.จะสามารถทำได้หรือไม่ นายวัลลภ กล่าวว่า โดยหลักไม่ควรทำ ไม่มีเหตุผลใดจะต้องทำในช่วงนั้น เพราะจะถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ไม่ดี ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีได้ ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการออกกฎหมายแต่ละครั้งอาจจะมีการสมคบคิดกันให้เกิดปัญหาจนสะดุด นายวัลลภ กล่าวว่า ไม่มีเรื่องแบบนั้น ตนเองอยู่สภามา 4 สมัยไม่มีการสมคบกันแต่เป็นเรื่องของความเห็นต่างเท่านั้น และคนที่ยื่นตีความในเรื่องนี้ต่างเป็นคนที่ลงคะแนนเสียงไม่เห็นชอบและงดออกเสียงในที่ประชุม

          ปชป.ฉะแผนคสช.หวังยื้ออำนาจ
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า อยากถามทั้งสนช. และกรธ. ว่าทำไมไม่พิจารณาให้เรียบร้อยเสียตั้งแต่ขั้นตอนการตั้งคณะกรรมาธิการ 3 ฝ่าย ขณะที่ สนช. ก็เพิ่งลงมติเห็นชอบให้กฎหมายผ่านออกมาไม่นานนี้เอง ก็มายื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสียแล้ว นอกจากนั้น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ยังทำความเห็นต่อร่างพ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ที่สนช.เห็นชอบตามการปรับแก้ของคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายไปถึงประธานสนช. เพื่อให้พิจารณาดำเนินการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นที่อาจขัดรัฐธรรมนูญหลายประการ

 

ลุ้น"บิ๊กตู่"ส่งตีความ

 

“การที่สนช. เตรียมยื่นร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และการที่นายมีชัยมีความกังวลในร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น สามารถมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็น 2 ทาง คือ อาจจะเป็นการพิจารณากฎหมายที่ไม่รอบคอบโดยบริสุทธิ์ใจ หรืออาจจะเป็นขบวนการของการยื้ออำนาจ เพราะทั้งสนช. และกรธ.ก็ถือกำเนิดเกิดจากคสช. เหมือนกัน ถ้าไม่มีวาระซ่อนเร้นน่าจะหาข้อสรุปที่ลงตัวได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ ตามมา แต่การที่ทั้ง กรธ. และสนช. ที่มาจาก คสช.เหมือนกัน ไม่ยอมหาข้อสรุปเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจึงถูกมองได้ว่าเป็นขบวนการยื้ออำนาจ” นายองอาจ กล่าว

นายองอาจ กล่าวด้วยว่า ความพยายามยื้ออำนาจโดยมือไม้ของกรธ. และสนช. ที่เกิดจากคสช. ทำให้ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อคสช. และหัวหน้าคสช. คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะความพยายามยื้ออำนาจออกไป ย่อมทำให้กรอบเวลาที่จะจัดการเลือกตั้งตามที่นายกรัฐมนตรีเคยลั่นวาจาไว้เกิดความไม่แน่นอน จะทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน รวมถึงนักธุรกิจไทย และนักธุรกิจต่างชาติ ที่จะวางแผนการลงทุนในอนาคตอันจะส่งผลต่อการที่ประเทศจะเดินหน้าไปตามครรลองที่ถูกต้องต่อไป

“จึงขอฝากให้นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ควรใช้ความกล้าหาญบริหารจัดการอำนาจที่มีอยู่ในมือของท่าน จัดการให้ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม็พ มีการเลือกตั้งภายในกุมภาพันธ์ 2562 เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ อย่าปล่อยให้มีการวางระเบิดเวลา เพื่อยื้ออำนาจออกไปเรื่อยๆ จะทำให้ถอดสลักยากขึ้นทุกที และอาจมีปัญหาบานปลายตามมาได้ในอนาคต” นายองอาจ กล่าว

          อัดสมชายเลิกเหนียมยึดเก้าอี้
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการสนช. (วิปสนช.) ระบุว่าจะส่งร่างกฎหมายลูกการได้มาซึ่งส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ยังห่วงร่างกฎหมายการเลือกตั้งส.ส.หากมีคนยื่นตีความ จึงขอให้ทุกพรรคการเมืองร่วมลงสัตยาบันยืดการเลือกตั้งออกไปอีก 3 เดือนว่า ก่อนหน้านี้เมื่อพรรคการเมืองแสดงความคิดเห็นใด นายสมชายและ สนช.มักกล่าวเสมอว่า นักการเมืองและพรรคการเมืองเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ปรับปรุงตัวเอง ไม่ปฏิรูปตัวเอง แม้แต่ตอนรับฟังความเห็นของการยกร่างกฎหมายสำคัญ เช่น กฎหมายพรรคการเมือง หรือกฎหมายเลือกตั้ง สนช.ก็ไม่เคยให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองไม่เคยเชิญอย่างเป็นทางการ โดยอ้างเหตุผลว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย เมื่อแสดงความเห็นไปก็เย้ยหยัน

ดังนั้นการระบุจะส่งกฎหมายที่ตัวเองโหวตลงมติผ่านโดยเอกฉันท์ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ทั้งที่สนช.ยืนยันความถูกต้องมาก่อนหน้านี้ เห็นว่าเป็นเรื่องไม่มีน้ำหนัก แต่เป็นความพยายามในการรักษาสถานภาพของของตัวเองและสนช.เพื่อที่จะได้รับเงินเดือนหลายทางต่อไป แต่ก็ยังเหนียมอายจึงออกมาเอ่ยปากขอให้พรรคการเมืองร่วมทำสัตยาบันดังกล่าวเพราะอย่างน้อยถ้าทุกพรรคไปลงนาม สนช.ก็จะได้อยู่ต่ออีก 3 เดือน

“เขาอาจลืมไปว่าข้อเสนอของสนช.มันย้อนแย้งกันเอง เพราะเวลานี้ทุกพรรคการเมืองยังไม่สามารถมีมติใดๆ ในนามพรรคได้ เนื่องจากไม่สามารถประชุมพรรคได้ เพราะติดคำสั่งห้ามของ คสช. ถ้าจะให้หัวหน้าพรรคการเมืองไปลงนามทำสัตยาบันเกินห้าคน หัวหน้าพรรคแต่ละพรรคอาจถูกจับกุมและมีความผิดได้ ฐานละเมิดคำสั่งห้ามของคสช. หรือเขาจะขุดหลุมให้แกนนำพรรคการเมืองไปถูกรวบตัว แต่ผมคิดว่าคงไม่มีหัวหน้าพรรคการเมืองไหนจะไปร่วมลงสัตยาบันเรื่องนี้แน่ อยากบอก สนช.ว่าเมื่อรับใช้คสช. เดินมาขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องเหนียมอายแล้ว อยากทำอะไรก็ทำไปเลย วันนี้ถ้าจะอยู่ต่อก็อยู่ไป แต่อย่ามาสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองโดยใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมืออีกเลย” นายนิพิฏฐ์กล่าว

          พท.จี้คสช.-รัฐบาลรับผิดชอบ
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นร้อนแรงที่ถูกวิพากษ์อย่างหนัก คือ การพิจารณาพ.ร.ป.ส.ส.และพ.ร.ป.ส.ว. ซึ่งไม่ปกติ ไม่ชอบมาพากล เพราะเรื่องควรจบในชั้นกมธ.ร่วม ที่ต้องฟังกรธ.เพราะเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ทราบเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแต่ละมาตราดี และแม้จะผ่านการพิจารณาของกมธ.ร่วมและผ่านการให้ความเห็นชอบของสนช.ด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์แล้ว กลับมีสนช.จำนวนหนึ่งยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ว่าพ.ร.ป.ส.ว.ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้ว่าเกิดสถานการณ์ไม่ปกติขึ้นในระหว่างแม่น้ำ 5 สายด้วยกันเอง ก่อนหน้านี้สนช.เพิ่งมีมติคว่ำการสรรหา 7 กกต. ซึ่งในกระบวนการสรรหาภาคส่วนอื่นไม่มีโอกาสเข้าไปแทรกแซงได้ เป็นเรื่องภายในองคาพยพที่คสช.และรัฐบาลควบคุมได้

ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ป.ปปช.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มีกรธ.อาวุโส 2 ท่านให้ความเห็นตำหนิสนช.ว่าออกกฎหมายขัดหลักนิติธรรม เปรียบเสมือนเป็นกฎหมายลูกทรพี คือ กฎหมายลูกฆ่ากฎหมายแม่ จะเห็นได้ว่าที่ยกตัวอย่างกรณีที่เป็นประเด็นสาธารณะดังกล่าวข้างต้น ล้วนดำเนินการโดยแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นประเทศทั้งสิ้น

ทั้งนี้เมื่อรวมกับกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่รักษาสัจจะวาจา เลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้ง และกรณีรัฐมนตรีในรัฐบาลโจมตีรองนายกรัฐมนตรีอย่างรุนแรงข้ามทวีปปมการตรวจสอบนาฬิกาหรู แต่ผู้โจมตีกับผู้ถูกโจมตียังนั่งประชุมครม.ร่วมกันได้อย่างปกติ ชี้ให้เห็นว่าแม่น้ำ 5 สาย ล้วนทำให้ประเทศขาดความน่าเชื่อถือ ไร้ความเชื่อมั่น ประการสำคัญเป็นการกระทำด้วยตนเองทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดไปเกี่ยวข้องเลย

นอกจากนี้ลำพังคสช.และรัฐบาลไร้ความเชื่อถือ ไร้ความเชื่อมั่น ผู้ที่เสียหายคือหัวหน้ารัฐบาลเท่านั้น แต่ถ้าเป็นระดับประเทศ ความเสียหายตกแก่ทุกภาคส่วนรวมทั้งประชาชน อยากถามว่า คสช.และรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร เพราะหากเป็นรัฐบาลที่มาตามระบอบประชาธิปไตยอยู่ไม่ได้แล้ว ไม่ลาออก ก็ยุบสภา ขอฝากเป็นข้อคิดว่าท่านจะรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างไรต่อประเด็นความเสียหายที่พวกท่านเป็นผู้ก่อเองทั้งสิ้น โดยไม่มีภาคส่วนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

    ถล่มสนช.ฝันหวานนั่งเก้าอี้ต่อ
นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสมชาย ให้พรรคการเมืองทุกพรรคทำสัตยาบันร่วมกันว่า ยินยอมให้เลื่อนโรดแม็พเลือกตั้งออกไป 3 เดือน สนช.ก็พร้อมจะส่งร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความทันทีว่า ทุกพรรคคงไม่ยินยอมทำตามเพราะพวกคุณรู้ตั้งแต่แรกว่าจะมีปัญหาแล้วทำไมไม่รีบแก้ไขตั้งแต่แรก

“พวกคุณไม่พยายามที่จะแก้ไขตั้งแต่แรก พอลงมติแล้วเกิดความขัดแย้งก็มาเรียกร้องพรรคการเมือง การกระทำแบบนี้เจตนาอะไร อยู่ๆ ก็มาบอกให้พรรคการเมืองลงสัตยาบัน เพราะเจตนาคือต้องการที่จะอยู่ในอำนาจต่อใช่หรือไม่ เรื่องนี้เห็นกันมานานว่าตรงไหนที่มีปัญหา แต่สนช.ไม่มีความจริงใจที่จะคืนประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนก็เท่านั้นเอง” นายสมคิด กล่าว

อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า วันนี้พวกคุณอยากจะทำอะไรก็ทำไม่ต้องคำนึงถึงประชาชนก็ได้แบบนี้ เพราะ 300 วัน ยังคิดอะไรไม่ออก ใช้เวลากันจนถึงวันสุดท้ายแล้วค่อยมาบอกว่ามีปัญหา แบบนี้ไม่หัดอายตัวเองบ้าง เปลืองเงินเดือนเปล่าๆ เพราะฉะนั้นวันนี้พวกคุณไม่ต้องมาขอเวลาหรอก อยากจะอยู่ต่ออีกเท่าไหร่ก็ทำไปเลย ถ้าไม่รู้จักอายตัวเองบ้าง

      ชทพ.ซัดสมชายอย่าโยนขี้ให้พรรค
นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีสนช. ถูกวิพากษ์วิจารณ์กรณียื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.เพื่อยื้อเลือกตั้งว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของสนช.เอง ไม่ใช่การวางแผน ไม่ใช่ความตั้งใจ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเองจากความบกพร่องแบบคิดด้านเดียว เหมือนอยู่ในสภาวะตกบันไดพลอยโจรมากว่า

ทั้งนี้เมื่อครั้งที่ผมดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ (สปท.) อยู่นั้น มีความกังวลกับร่างกฏหมายดังกล่าวเนื่องจากเกี่ยวพันกับสนช.ที่อยู่ในปัจจุบันในเชิงซ้อนว่าจะลงสมัครได้หรือลงไม่ได้ และในที่สุดก็มีปัญหาจริง ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือกรรมาธิการของสนช. เพราะการออกกฎหมายนี้ไม่ใช่เพื่อระยะเปลี่ยนผ่าน หรือบทเฉพาะกาล แต่เป็นการออกกฎหมายต่อไปในอนาคต

ส่วนร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.จะส่งไปตีความพร้อมกันหรือไม่นั้น นายนิกร กล่าวว่า ให้ สนช.พิจารณาเอง ในเมื่อเป็นคนผูก เป็นคนมัด ก็ต้องเป็นคนแก้และต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น รวมทั้งแม่น้ำทุกสาย

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) ตั้งเงื่อนไขให้พรรคการเมืองร่วมลงสัตยาบันว่ายินยอมให้เลื่อนโรดแม็พเลือกตั้งออกไป 3 เดือน จะยอมส่งร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ไปตีความด้วย นายนิกร กล่าวว่า โดยเหตุผลและโดยตรรกะไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง อาจจะคิดพลาดไป หรือพูดพลาดไป แต่ถ้าเป็นจริงถือว่าใช้ไม่ได้อย่างมาก เพราะไปๆ มาๆ ตอนทำก็ไม่ได้ปรึกษา ส.ส.ไม่เคยเรียกไปถาม ไม่เคยคุยกัน ทำเอาตามที่สบายใจล้วนๆ แล้วพอมีปัญหาจะมาโยนใส่พรรคการเมือง

“บอกเลยว่าทุกพรรคการเมืองไม่ใช่ลูกแกะ ที่อยู่ปลายน้ำแล้วจะมาโทษว่าทำน้ำให้ขุ่น เพราะไปไม่ถูกแล้วจะมาโยนใส่พรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองรับผิดชอบ อย่างนี้ไม่ถูกอย่างมาก เราไม่ใช่ลูกแกะ แต่เดิมก็หาว่าเราทำน้ำให้ขุ่นทั้งที่เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย เป็นภาพลบนักการเมืองมาตลอด เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเขาว่ากันมาเองตลอด พ.ร.บ.นี้เอาที่สบายใจกันมาตลอดไม่เคยฟังเสียงใคร แล้วจะมาโทษว่าพวกอยู่ที่ปลายน้ำ แล้วถ้าไม่ผิดตอนนี้ก็ผิดที่เป็นนักการเมืองมาตั้งแต่ต้น อย่างนี้มันไม่ได้” นายนิกร กล่าว

          “บิ๊กตู่” ถกสุดยอดอาเซียน-ออสซี่
ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ผู้สื่อข่าวรายงานพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ 2018 ระหว่างวันที่ 17-18 มีนาคม ว่า เมื่อเวลา 08.40 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน–ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ 2018 แบบเต็มคณะในหัวข้อ “การส่งเสริมความมั่นคงและความมั่งคั่งในภูมิภาค” ว่าการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลีย เพื่อสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งในภูมิภาคตั้งอยู่บนพื้นฐาน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ความใกล้ชิดที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันได้พัฒนาเชิงบวกในทุกมิติ 2.อาเซียนและออสเตรเลียมีผลประโยชน์ร่วมกันเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยกลุ่มประเทศขนาดกลางควรหันหน้าเข้าหากันเพื่อช่วยให้อินโด-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่เปิดกว้าง อยู่บนพื้นฐานของกติกาที่จะรักษาผลประโยชน์ เคารพสิทธิของทุกฝ่าย และการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนโดยเฉพาะความร่วมมือในด้านการศึกษาและความมั่นคงของมนุษย์

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้การส่งเสริมหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและออสเตรเลีย อาเซียนควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและด้านดิจิทัล รวมถึงส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน นอกจากนี้ในด้านการก่อการร้ายสากลการเผยแพร่ลัทธิและแนวคิดที่ยึดหลักความรุนแรง และแนวคิดสุดโต่งที่นิยมใช้ความรุนแรง ถือเป็นภัยคุกคามข้ามพรมแดนที่สำคัญ โดยไทยเห็นควรส่งเสริมความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง เสริมสร้างระบบการบริหารจัดการชายแดนในอาเซียนและภูมิภาค ขณะเดียวกันอาเซียนและออสเตรเลียร่วมมือกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และมีส่วนร่วมในการพัฒนากฎกติกาสากล

          โพลล์หนุนบิ๊กตู่นั่งนายกฯ อีกสมัย    
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง อยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ตามกฎหมายการเลือกตั้งปัจจุบัน (ครั้งที่ 1) ซึ่งสำรวจประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 1,250 หน่วยตัวอย่าง โดยเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนอยากได้เข้ามาเป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 62.32% ระบุว่า พรรคการเมืองพรรคใหม่ เพราะอยากเห็นคนใหม่ๆ นโยบายใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ พรรคการเมืองใหม่ๆ เข้ามาบริหารและพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น เบื่อการบริหารงานของพรรคการเมืองเก่า และถ้าพรรคการเมืองเก่าเข้ามาก็จะทำให้เป็นแบบเดิมอีก และ 37.68% ระบุว่าพรรคการเมืองพรรคเก่า เพราะมีประสบการณ์ มีความรู้ ความสามารถ ชอบการบริหารงานแบบเก่าๆ บริหารงานดีอยู่แล้ว การทำงานมีระบบ เคยเห็นผลงานมาแล้วมั่นใจในผลงาน รู้จักคุ้นเคยกับประชาชนเป็นอย่างดี มีความเข้าใจและสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าพรรคการเมืองพรรคใหม่

เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามกฎหมายการเลือกตั้งปัจจุบัน (10 อันดับแรก) พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 38.64% ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองลงมา 13.04% ระบุว่าเป็นคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคเพื่อไทย) 12.24% ระบุว่าเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) 6.88% ระบุว่าเป็นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคอนาคตใหม่) 5.84% ระบุว่าเป็นนายชวน หลีกภัย (อดีตนายกรัฐมนตรี) และพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส (หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย) ในสัดส่วนที่เท่ากัน 5.12% ระบุว่าเป็น พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ (รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย) 4.96% ระบุว่าเป็นนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ 2.88% ระบุว่าเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (รองนายกรัฐมนตรี) 1.52% ระบุว่าเป็นนายปิยบุตร แสงกนกกุล (พรรคอนาคตใหม่) และสุดท้าย 0.72% ระบุว่าเป็นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ (ประธานมูลนิธิ กปปส.)

          9 เดือนคสช.รับแจ้งโกง 3,664 เรื่อง 
พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยถึงตามที่ คสช.ได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเป็นช่องทางในการรับแจ้งข้อมูลข่าวสารและความเดือดร้อนของประชาชนที่เกี่ยวกับการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ มาตั้งแต่กรกฎาคม 2560 ปัจจุบันยังคงเปิดให้บริการประชาชนต่อเนื่องผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือสายด่วน 1299, ตู้ ปณ.444 และแจ้งด้วยตนเองผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนที่หน่วยทหาร โดยที่ผ่านมาการทำงานของศูนย์จะเป็นไปใน 3 ลักษณะ คือ การรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนแล้วนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานกลั่นกรองการส่งเรื่องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ตรวจสอบตามกระบวนการรวมทั้งการส่งข้อมูลให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กองกำลังชายแดนและกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ช่วยตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินการให้มีความชัดเจนและรวดเร็วยิ่งขึ้น

“ล่าสุดเลขาธิการคสช.ได้มอบหมายให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เข้าสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐประจำพื้นที่ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเรื่องที่ได้รับการร้องเรียน รวมทั้งกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยยังจะเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับงานด้านความมั่นคง อาทิ ผู้มีอิทธิพล อาวุธสงครามยาเสพติด บ่อนการพนัน เป็นต้น ก่อนส่งผลการปฏิบัติโดยรวมให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติดำเนินการต่อไป” พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าว

​รองโฆษกคสช.  กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลา 9 เดือน ตั้งแต่ 14 กรกฎาคม 2560-12 มีนาคม 2561 มีประชาชนร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 3,664 เรื่อง แยกเป็นเรื่องความเดือดร้อนทั่วไป 1,758 เรื่อง, การทุจริตประพฤติมิชอบ 594 เรื่อง, ยาเสพติด 442 เรื่อง และเป็นเรื่องที่มีข้อมูลไม่ชัดเจน 856 เรื่องโดยประชาชนได้ใช้บริการแจ้งผ่านสายด่วน 1,083 เรื่อง, ตู้ปณ. 1,919 เรื่อง, แจ้งด้วยตนเองในส่วนกลาง 244 เรื่อง และแจ้งผ่านศูนย์รับเรื่องในภูมิภาค/หน่วยทหารทั่วประเทศอีก 418 เรื่อง ซึ่งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน โดยคณะทำงานกลั่นกรองได้นำข้อมูลทุกเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณากลั่นกรองเป็นวงรอบทุกสัปดาห์ ควบคู่ไปกับการส่งต่อเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการต่อไป

        โพลล์ชี้โกงคนจนรัฐบาลสะเทือน
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,157 คน ในหัวข้อ “ประชาชนคิดอย่างไรกับข่าวทุจริต ณ วันนี้” หลังจากที่มีข่าวออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เช่น ทุจริตโครงการเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ เงินเบี้ยเลี้ยงตำรวจตระเวนชายแดน เป็นต้น โดยสำรวจระหว่างวันที่ 13-17 มีนาคม 2561 ทั้งนี้เมื่อถามว่าประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไรกับข่าวทุจริตในระบบราชการวันนี้ พบว่า ร้อยละ 44.22 เห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่มีมานานทุกยุคทุกสมัย สร้างความเสียหายต่อประเทศ ร้อยละ 28.67 เห็นว่าอยากให้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง มีการตรวจสอบ รื้อระบบภาครัฐครั้งใหญ่ และร้อยละ 19.00 เห็นว่าเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี กระทบต่อภาพลักษณ์ ชื่อเสียงของรัฐบาล

เมื่อถามว่าประชาชนคิดว่าการทุจริตมีสาเหตุจากอะไร พบว่า ร้อยละ 68.57 เห็นว่าเป็นความโลภเห็นแก่ตัว ขาดจิตสำนึก ร้อยละ 26.72 เห็นว่าการใช้อำนาจหน้าที่เอารัดเอาเปรียบ และร้อยละ 19.29 เห็นว่าระบบการตรวจสอบ ติดตาม ไม่เข้มแข็ง เมื่อถามว่าประชาชนคิดว่าควรมีแนวทางป้องกันปัญหาการทุจริตอย่างไร พบว่าร้อยละ 35.81 ระบุว่าควรปลูกฝังจริยธรรม ความซื่อสัตย์ ส่วนร้อยละ 35.42 ระบุว่าควรมีระบบการตรวจสอบที่ละเอียด เข้มงวด และรัดกุม ร้อยละ 32.10 ระบุว่าควรพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อถามต่อว่าข่าวการทุจริตวันนี้มีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากน้อยเพียงใด พบว่าร้อยละ 40.97 เห็นว่ามีผลมาก เพราะกระทบต่อภาพลักษณ์ ขาดความน่าเชื่อถือ ถูกมองว่าเป็นการปกป้องพวกพ้อง รู้สึกผิดหวัง ร้อยละ 22.13 เห็นว่าค่อนข้างมีผลเพราะแสดงให้เห็นถึงการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ยังมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และร้อยละ 21.26 เห็นว่าไม่ค่อยมีผล เพราะการทุจริตเป็นปัญหาที่ฝังรากลึก มีมานาน ทุกรัฐบาลประสบปัญหา ไม่คาดหวังในการแก้ปัญหาการทุจริตอยู่แล้ว

ทั้งนี้เมื่อถามว่าประชาชนคิดว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะแก้ปัญหาการทุจริตได้หรือไม่ พบว่าร้อยละ 56.61 เห็นว่าแก้ไขไม่ได้ เพราะที่ผ่านมามีหลายคดีที่เงียบหายไป ไม่สามารถเอาผิดได้ เป็นปัญหาเรื้อรัง ร้อยละ 23.42 เห็นว่าไม่แน่ใจ เพราะต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ยังไม่รู้ข้อมูลข้อเท็จจริง ต้องติดตามต่อไป และร้อยละ 19.97 เห็นว่าแก้ไขได้ เพราะรัฐบาลคสช.มีอำนาจพิเศษสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เป็นปัญหาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน

          เร่งตรวจสอบ-ดำเนินคดีตามก.ม. 
พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องร้องเรียนที่ได้รับมาจำนวน 3,664 เรื่อง ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ได้ถูกดำเนินการ คือ 1.ส่งเรื่องร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติกรรมเข้าข่ายประพฤติมิชอบให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินการตามกรรมวิธี จำนวน 594 เรื่อง ในจำนวนนี้มีผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้วจำนวน 157 เรื่อง พร้อมได้นำเรื่องเข้าสู่การดำเนินคดีตามกฎหมายตามความผิดในกรณีต่างๆ เช่น กรณีละเลยให้มีการปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำน้ำสาธารณะและปัญหามลพิษ, กรณีเอื้อประโยชน์การเสนอราคาสร้างถนน, กรณีรายงานข้อมูลเท็จในการเบิกเงินช่วยเกษตรกร, กรณีการจัดซื้อถุงยังชีพช่วยเหลือน้ำท่วมไม่ตรงตามความเป็นจริง, กรณีเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการไม้แปรรูป, กรณีการเบิกเงินค่าจ้างแรงงาน แต่กลับใช้เครื่องจักรทำแทน, กรณีทุจริตจัดซื้อจัดหารถยนต์และรถดับเพลิง, กรณีใช้ตำแหน่งฉ้อโกงเงิน, กรณีฮั้วประมูลการสร้างถนน, กรณีช่วยปกปิดการกระทำผิดในคดีต่างๆเป็นต้น

​​2.เรื่องที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนโดยไม่เกี่ยวกับการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ส่งเรื่องไปให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 1,758 เรื่อง เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อนตามช่องทางที่รัฐบาลมีอยู่ ​3.เรื่องร้องเรียนเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงและยาเสพติด จำนวน 442 เรื่อง ได้ส่งให้ต้นสังกัดดำเนินการสอบสวน และมีผลการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วจำนวน 79 เรื่อง และ 4.เรื่องร้องเรียนที่ไม่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะสามารถดำเนินการได้ 856 เรื่อง อยู่ระหว่างการติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ร้องเรียน

“ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนนับเป็นช่องทางหนึ่งที่ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ข้อมูลที่ได้รับสามารถนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและการดำเนินคดีทางกฎหมาย รวมถึงการลงโทษทางวินัยและทางปกครองได้อย่างต่อเนื่อง” พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าว

        ปชป.หนุนป.ป.ช.ร่วมสอบโกงคนจน
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการทุจริตเงินผู้ด้อยโอกาสของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในรัฐบาลนี้ขยายไป 44 จังหวัด ว่ารู้สึกตกใจมากและรับไม่ได้ในการที่ข้าราชการระดับต่างๆ หากินบนความทุกข์ยากของประชาชนโดยอาศัยงบประมาณแผ่นดินและโดยเฉพาะกระทำกับผู้ยากจนผู้ด้อยโอกาสและทุพพลภาพด้วยซ้ำเป็นเรื่องไม่มีใครรับได้

“สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือป.ป.ท.ได้ทำงานของเขาอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีแต่องค์กรนี้ตรวจสอบได้จากการระดับ 8 ลงมาเท่านั้น จึงอยากเรียกร้องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ควรรับลูกดำเนินการสืบสวนสอบสวนควบคู่กันไปกับป.ป.ท.เนื่องจากมีอำนาจครอบคลุมตรวจสอบข้าราชการระดับสูงและข้าราชการการเมืองซึ่งเป็นสายบังคับบัญชาสูงสุดของกระทรวง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก นายกรัฐมนตรี ผู้นำรัฐบาลควรจะทำอย่างไรต่อไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสายบังคับบัญชาของตนเอง” คุณหญิงกัลยา กล่าว

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบหรือออกแบบการแก้ไขปัญหาสอดรับกับกรณีนี้คือต้องหาวิธีช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ถูกโกงซึ่งหมายถึงประชาชนยากจน ผู้ด้อยโอกาสผู้พิการทุพพลภาพ ซึ่งเสียสิทธิ์ไปแล้วทำให้เกิดทุกข์ซ้ำซ้อน ประเด็นนี้รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหาวิธีชดเชยเยียวยา ไม่ใช่นิ่งนอนใจเพราะจนกว่าจะหาคนผิดหรือคดีความในการสืบสวนสอบสวนจะสิ้นสุดก็ใช้เวลายาวนานมาก

“เป็นปัญหาของรัฐบาลเองไม่ใช่ปัญหาของประชาชน ดังนั้นประชาชนซึ่งได้สิทธิ์ไม่ควรจะเป็นเหยื่อแล้วไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยา” คุณหญิงกัลยา กล่าว

          “สุริยะใส” <

‘วัลลภ’ ยันสนช.ยื่นตีความพรป.สว.เพียงฉบับเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/316950

‘วัลลภ’ ยันสนช.ยื่นตีความพรป.สว.เพียงฉบับเดียว

วัลลภ ตังคณานุรักษ์,สนช,ยื่นตีความพรปสว,19 มีนาคม

“วัลลภ” ยันสนช.ยื่นตีความพรป.สว.เพียงฉบับเดียว 19 มีนาคมนี้ ย้ำไม่กระทบโรดแมพการเลือกตั้งใหญ่ทั้งประเทศ

         18 มีนาคม  2561- นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. กล่าวถึงกรณีที่ สนช. จะยื่นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (พ.ร.ป. ส.ว.) ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า สนช. จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ซึ่งจะยื่นเพียง พ.ร.ป. ส.ว. ในบทเฉพาะกาลเท่านั้น ที่ให้แบ่งเป็น 20 กลุ่ม สมัครได้แบบเดียวและเป็นการเลือกแบบไขว้กัน โดย สนช. ได้ตีความให้แบ่งวิธีออกเป็น 10 กลุ่มได้มาแบบ 2 ทางและเลือกภายในกลุ่มของตนเอง

ทั้งนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าบทเฉพาะกาลขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะตกเฉพาะมาตราเท่านั้น แต่มาตราหลักจะยังคงอยู่ ซึ่งยืนยันว่าการยื่น พ.ร.ป. ส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น ไม่กระทบกับโรดแมปการเลือกตั้ง แต่หากมีการยื่นให้ตีความ พ.ร.ป. ส.ส. จะมีผลกระทบต่อโรดแมป และจากการหารือกันภายใน สนช. เห็นว่า จะไม่มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ พ.ร.ป. ส.ส. อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ หลังจาก พ.ร.ป. ทั้ง 2 ฉบับประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้วก็เป็นหน้าที่ของประชาชน หากจะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก ตลอดจนคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็สามารถยื่นได้เช่นกัน เพราะกฏหมายทุกฉบับถือเป็นสิทธิของประชาชนด้วยเช่นกัน และส่วนตัวเชื่อว่า สมาชิก สนช. จะไม่ใช้สิทธิในฐานะประชาชนยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ป. ส.ส.

เนื่องจากได้มีการลงนามสัตยาบันไปแล้ว และเห็นว่าสมาชิก สนช.ไม่ควรดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเพราะถือว่าไม่ฉลาดและไม่มีเหตุผลที่จะดำเนินการในช่วงนั้น หากมีการกระทำจริงถือว่ามีเจตนาที่ไม่ดีจนทำให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ได้