“ประจิน”เดินหน้า 6 ภารกิจ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/321268

“ประจิน”เดินหน้า 6 ภารกิจ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

ครูสอนดี,สสต,ประจิน  จั่นตอง,รองนายกฯ,เดินหน้า 6 ภารกิจ,ลดความเหลื่อมล้ำ,โอกาสทางการศึกษา

“รองนายกฯ ประจิน” ประกาศเดินหน้า 6 ภารกิจสำคัญ หวังลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมถ่ายโอนสสค.รองรับภารกิจกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตามรัฐธรรมนูณ 2560

         พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงความก้าวหน้าในการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาลตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชน ในวาระที่3เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย โดยมีเป้าหมายการดำเนินการของกองทุนฯ ภายใน 10 ปีข้างหน้า

"ประจิน"เดินหน้า 6 ภารกิจ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

"ประจิน"เดินหน้า 6 ภารกิจ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

           ดังนี้(1)เด็กเล็กในครอบครัวยากจนได้รับการดูแล กระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ(2)ขจัดปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา จำนวนกว่า670,000คน(3)ขจัดปัญหาเด็กเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา

"ประจิน"เดินหน้า 6 ภารกิจ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

           (4)ลดความเหลื่อมล้ำโอกาสในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา รวมถึงให้การส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาหรือพัฒนา เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพตามความถนัดและศักยภาพของตน(5) ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกลและครูผู้สอนนักเรียนยากจนด้อยโอกาส และ(6)ประกันโอกาสทางการศึกษา คุณภาพการเรียนรู้และคุณภาพชีวิต

"ประจิน"เดินหน้า 6 ภารกิจ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

          “รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพทางการศึกษาเพื่อให้เด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสจากที่ติดลบมาอยู่ในจุดเริ่มต้นและต้นทุนที่เท่ากับเด็กทั่วไป ในฐานะที่เป็นผู้แทนรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ดูกองทุนนี้จะรับไปผลักดันให้มีงบประมาณที่เพียงพอตามเจตนารมณ์ของกรรมาธิการ” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

"ประจิน"เดินหน้า 6 ภารกิจ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

          นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ที่มี พล.อ.อ.ประจิน  จั่นตอง  รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ผ่านมา ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการของคณะทำงานจัดทำแผนการถ่ายโอน สสค. เป็นสำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

"ประจิน"เดินหน้า 6 ภารกิจ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

"ประจิน"เดินหน้า 6 ภารกิจ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

"ประจิน"เดินหน้า 6 ภารกิจ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

           โดยให้คณะกรรมการ สสค. ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาฯ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมายทันทีตามกรอบเวลา โดยที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเสนอการเตรียมความพร้อมดำเนินงานในที่ประชุมครั้งต่อไป

พาน้องกลับบ้าน ปลอดภัย อุ่นใจ ช่วงสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/321329

พาน้องกลับบ้าน ปลอดภัย อุ่นใจ ช่วงสงกรานต์

คลีนิคช่างฯ,ตรวจสภาพรถฟรี,สงกรานต์,อธิบดีกพร

กพร. เที่ยวสงกรานต์ปลอดภัย อุ่นใจก่อนเดินทาง ด้วยคลินิกช่างฯ ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ฟรี ทุกจุดบริการ ทั่วประเทศ

           นายสุทธิ  สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือปีใหม่ไทย ช่วงวันหยุดยาวที่มีประชาชนจำนวนมากใช้รถใช้ถนนเดินทางกลับภูมิลำเนา และเดินทางไปท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนกัน การมีสติและไม่ประมาทในการขับขี่รถ ทั้งรถยนต์ และจักรยานยนต์ เป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่จะต้องระลึกถึงเสมอ

“แต่เรื่องความพร้อมการใช้งานของสภาพรถ รวมไปถึงศึกษาเส้นทางการขับขี่ในขณะที่เดินทางไกล รู้เรื่องกฎหมายการจราจร เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงด้วยความห่วงใย และปรารถนาให้ประชาชนได้เดินทางอย่างปลอดภัยช่วงเทศกาล ทั้งนี้เป็นไปตามข้อกำชับด้านความปลอดภัยของพลตำรวจเอก อดุลย์  แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน”นายสุทธิ  กล่าว

นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่า มีวิธีแนะนำตรวจรถเบื้องต้น 5 วิธี ที่ช่วยให้เดินทางปลอดภัย ได้แก่
1. เช็คเส้นทางให้พร้อม เนื่องจากเส้นทางแต่ละสายย่อมแตกต่างกัน ด้วยสภาพภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อมถ้าเป็นเส้นทางไม่ชำนาญควรศึกษาจากแผนที่ให้แน่นอน

 

2. เว้นระยะให้รถคันหน้าเพื่อความปลอดภัย เป็นกฎที่สำคัญที่สุดในการขับขี่อย่างปลอดภัย คือ การเว้นระยะห่างจากรถคันหน้า เช่น ถ้าขับรถด้วยความเร็ว 40 ไมล์/ชม.ให้เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าเท่ากับรถ 4 คัน การรักษาระยะห่างเช่นนี้ จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้

 

3. หากมีเด็กนั่งเบาะหลังอายุต่ำกว่า 12 ปี ควรนั่งที่เบาะหลังเท่านั้น เพื่อป้องกันการกระแทกเมื่อเกิดการชน 4. เช็ครถให้ดีไม่ว่าจะเป็นรถของเราเอง หรือเช่ามาก็ต้องเช็คสภาพรถให้ดีก่อนออกเดินทาง 5. จอดรถข้างถนนต้องระวัง โดยเลี่ยงการจอดรถในจุดเสี่ยง เช่น ทางขึ้นลงสะพาน หรือทางแคบ เป็นต้น

 

ทั้งนี้ หน่วยงานของกระทรวงแรงงานได้แก่ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้อำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับลูกจ้างและพนักงาน สำนักงานประกันสังคม ให้สิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินเข้ารักษาโดยไม่ต้องสำรองจ่าย 72 ชั่วโมงแรก และกรมการจัดหางานเตรียมเอกสารให้แรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศด้วย โดยในส่วนของ กพร. มีโครงการคลินิกช่าง “กรมพัฒนาฝีมือแรงงานช่วงร่วมรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2561”

นายภานุวัชร มีใหม่ ครูฝึกฝีมือแรงงานระดับ ช2 สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานเพชรบูรณ์ ให้คำแนะนำในการตรวจเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางว่าควรต้องตรวจสอบในเรื่องของระบบการทำงานของเครื่องยนต์ให้เป็นปกติ เช่น การตรวจกรองน้ำมันเครื่อง น้ำหล่อเย็น น้ำมันคลัทช์ ที่กรองอากาศ ที่ปัดน้ำฝน ระบบไฟส่องสว่าง ไฟสัญญาณต่างๆ ความตึงของสายพาน สภาพยางและแรงดันลมยาง แผงหน้าปัดเรือนไมล์ กระจกหน้ารถ กระจกมองหลัง กระจกมองข้างซ้ายและขวา เป็นต้น

นายภานุวัชร  กล่าวอีกว่า  ขณะขับรถควรระมัดระวังการขับขี่ของรถรอบข้างด้วย เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ และที่สำคัญก็คือเตรียมร่างกายให้ความพร้อม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอรวมทั้งไม่ควรดื่มของมึนเมา

“ดังนั้นการจะขับขี่ยานพาหนะ ต้องศึกษาวิธีการขับขี่ที่ปลอดภัย เพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนนได้ กพร. เล็งเห็นความสำคัญในชีวิตและทรัพย์สินของทุกๆ คน ซึ่งสามารถรับบริการได้ ณ จุดบริการบนถนนสายหลักได้ทุกจังหวัด หรือสอบถามจุดให้บริการได้ที่ 1506 กด 4” อธิบดี กพร. กล่าว

เปิดใจคนทำงาน สงกรานต์สนุก “กลับบ้านปลอดภัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/321252

เปิดใจคนทำงาน สงกรานต์สนุก “กลับบ้านปลอดภัย”

เปิดใจ,สงกรานต์,คุณรุจีวรรณ ยมศรีเคน แสงลุน,พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ,สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดขอนแก่น

เปิดใจคนทำงานสงกรานต์สนุก”กลับบ้านปลอดภัย”ตืดตามชีวิตพยาบาลวิชาชีพ ทำงานควบ 2 กะ ตกวันละ 16 ชั่วโมง นานร่วม16ปี ในหน่วยฉุกเฉินมาตลอดในช่วงสงกรานต์ของทุกปี

         ช่วงเทศกาลสงกรานต์หยุดยาว ใครๆ ก็เดินทางเที่ยวกันสนุกสนานทั้งใกล้ไกล แต่”คุณรุจีวรรณ ยมศรีเคน แสงลุน” พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ งานอุบัติเหตุและระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดขอนแก่น เป็นคนหนึ่งที่ต้องอยู่โยงทำงานในช่วงเทศกาล ที่ใครต่อใครพากันเดินทางกลับบ้าน ภาพของเพื่อนๆ ในโซเชียลที่พากันอัพโหลดรูปครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา ทำให้เธอต้องพยายามอดทนและคิดถึงงานตรงหน้าให้มากขึ้น

         “ทำงานเป็นพยาบาลมาเกือบ 16 ปี อยู่หน่วยฉุกเฉินมาตลอด ในช่วงสงกรานต์ของทุกปี ช่วงเทศกาลจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง นอกเหนือจากเรื่อดื่มแล้วขับ ก็ยังมีเรื่องของความเหนื่อยล้า การพักผ่อนไม่เพียงพอ คนที่ต้องขับรถยาวนานหลายชั่วโมง เรื่องของจุดเสี่ยง ความไม่ชินทาง ยิ่งในวันงานสงกรานต์ 13 เม.ย. และหลังงาน เสร็จสิ้นลงจะเห็นชัด คือคนส่วนใหญ่จะสนุกมาเต็มที่ ลืมอย่างอื่นที่สำคัญกว่านั่นคือ สติและวินัยจราจร”

เปิดใจคนทำงาน สงกรานต์สนุก "กลับบ้านปลอดภัย"

        “สถิติจะพุ่งพรวดโดยเฉพาะสามวันตรงกลางของวันหยุด ราวๆ 13-14-15 รถมอเตอร์ไซค์จะเป็นแชมป์เกิดอุบัติเหตุทุกปี ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดจากการไม่สวมหมวกกันน็อก บางรายก็ศีรษะกระแทกจนเสียชีวิต แล้วก็ยังมีเมาทะเลาะวิวาท ตีกัน ยิงกัน คนตกน้ำ พวกที่ป่วยฉับพลัน ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ กระเพาะทะลุ ดื่มหนักแล้วหัวใจวาย ช็อค อาการทุกรูปแบบ ไหลเข้ามาพร้อมกัน

        ถ้าเป็นโรงพยาบาลชุมชน หมอเวรมีคนเดียว เคยมีเคสคนไข้อุบัติเหตุหมู่ที่ต้องปั๊มหัวใจพร้อมกัน 5 ราย พยาบาลเรียนมาตามมาตรฐานวิชาชีพเขาจะไม่ให้เราเป็นคนใส่ท่อหายใจ เราต้องโดดจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงหนึ่งเพื่อปั๊มหัวใจรอหมอมาใส่ท่อ แถมห้องคลอดก็เรียกแล้ว ต้องวิ่งไปช่วยรับเด็ก ไหนจะคนไข้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ลูกหลานเขากลับมาเยี่ยมบ้านวันสงกรานต์ คนไหนเจ็บป่วยอะไรก็เป็นโอกาสได้พามาโรงพยาบาลพร้อมหน้ากันในช่วงนั้น

         อย่าถามว่าได้นอนกันมั้ย ปกติเราเข้าเวรทีละ 8 ชั่วโมง พอช่วงยุ่งๆ ควบสองกะกลายเป็น 16 ชั่วโมง ทีนี้มันต้องมีทีมที่ออกไปตระเวนช่วยคนข้างนอก พวกข้างในก็แตะมือกันอยู่เพราะคนไม่พอ เราจะหลับก็เห็นเพื่อนทำไม่ทันก็ต้องลุกมาช่วย กลิ่นคาวเลือดมันคลุ้งไปหมดนะช่วงวันสงกรานต์

         บางคนไข้อุบัติเหตุที่หัวแตกเข้ามาเลือดออก เขาเห็นตัวเองเลือดออกก็โวยวายว่าเราไม่รีบช่วยเขา ไม่ได้รู้เลยว่าเราดูแลคนไข้ที่หัวใจขาดเลือดอีกคน ที่ไม่เห็นเลือดแต่ตกอยู่ในภาวะคุกคามมากกว่า ยิ่งถ้าดื่มกันมาจะยิ่งใช้อารมณ์ ทำให้บรรยากาศในโรงพยาบาลช่วงสงกรานต์เป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสมาก”

เปิดใจคนทำงาน สงกรานต์สนุก "กลับบ้านปลอดภัย"

        หากต้องรับมือกับการจัดหนักในช่วงเทศกาลหยุดยาวแบบนี้คงไม่ไหว จึงเริ่มทำงานรณรงค์ลดอุบัติเหตุร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ที่ช่วยให้เราทำงานแบบสร้างองค์ความรู้ร่วมกับภาคีเครือข่าย และได้ประสานงานหลายภาคส่วน เช่น ตำรวจตั้งด่านตรวจ ส่วนท้องถิ่นก็ดูแลเรื่องถนนหนทาง สาธารณสุขก็เตรียมรับมือปัญหาเรื่องการแพทย์ มีการทำงานเชิงรุกคือออกไปแก้ไขจุดเสี่ยง ก่อนที่จะเกิดเหตุ การออกสื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตื่นตัวและตระหนักถึงภัยของอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล ช่วยเป็นแรงใจและสร้างพลังขับเคลื่อนกลไกการทำงานในพื้นที่เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลได้ดียิ่งขึ้น

         ทุกวันนี้การทำงานเชิงรุกจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทำยังไงให้คนตระหนักถึงความสำคัญของการใช้รถใช้ถนนอย่างไม่ประมาท แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องทำงานกับชุมชน สร้างทัศนคติให้กับชาวบ้านและปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้เด็กรุ่นใหม่ วันก่อนครูซึ่งเป็นคนที่ชุมชนนับหน้าถือตา แกขี่มอเตอร์ไซค์ไปธุระแล้วประสบเหตุเสียชีวิตหน้าโรงเรียนเลย ทำให้คนทั้งชุมชนและโรงเรียนเองก็ตื่นตัวเรื่องนี้มากขึ้น หันมารณรงค์มาตรการความปลอดภัย ตำรวจก็เข้าไปสอนกฎจราจร ทีมกู้ชีพก็ลงไปสอนการปั๊มหัวใจ และเด็กๆ เขาก็รักครูเขาก็เลยกลายเป็นตัวตั้งตัวตีบอกพ่อแม่ให้สวมหมวกกันน็อกทุกครั้งที่ขี่มอเตอร์ไซค์”

         ฟังเรื่องเล่าจากพยาบาลสาวรายนี้แล้วก็เหมือนจะอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมคนเรามักจะต้องรอให้สูญเสียก่อนแล้วถึงค่อยเห็นความสำคัญ จะดีกว่าไหมถ้าเราเริ่มต้นด้วยตัวของเราเองแล้วบอกต่อไปกับคนรอบๆ ตัวที่เรารักและรักเรา

เปิดใจคนทำงาน สงกรานต์สนุก "กลับบ้านปลอดภัย"

         “มีวินัยจราจร ลดเร็ว ดื่มไม่ขับ กลับบ้านปลอดภัย” ..เป็นคาถาแคล้วคลาด ที่ใช้ได้ไม่ว่าจะเทศกาลนี้ หรือเทศกาลไหนๆ รู้อย่างนี้แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดสถิติอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

แนะต่างด้างมาตรวจสุขภาพภายใน 30 มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/321206

แนะต่างด้างมาตรวจสุขภาพภายใน 30 มิ.ย.นี้

แรงงานต่างด้าว,ปลัดกระทรวงสาธารสุข,ลงทะเบียนออนไลน์,ภายใน 30 มิถุนายน 2561

ปลัดสธ.ขอความร่วมมือนายจ้างนำแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนออนไลน์ไว้ 190,056 คนมารับการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพภายใน30มิ.ย.61ที่รพ.ที่ตั้งสถานประกอบการ

         นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวเมียนมาร์ กัมพูชาและลาว ว่า กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลทางการแพทย์และสาธารณสุขแก่แรงงานต่างด้าวที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม เพื่อให้แรงงานต่างด้าวมีหลักประกันสุขภาพ โดยร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร (One Stop Service)

 

 

แนะต่างด้างมาตรวจสุขภาพภายใน 30 มิ.ย.นี้ 

 

นพ.เจษฏา  โชคดำรงสุข

 

แนะต่างด้างมาตรวจสุขภาพภายใน 30 มิ.ย.นี้ 

 

ปรากฏว่าผลการดำเนินงานของศูนย์ฯตั้งแต่ 5 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2561 ตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวแล้ว909,448คน และขึ้นทะเบียนออนไลน์อีกประมาณ 190,056 คน จากที่คาดการณ์ว่ามีแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติในประเทศไทย1.1ล้านคน

 

นายแพทย์เจษฎากล่าวว่า ขอให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนออนไลน์ไว้แล้วมารับการตรวจสุขภาพ ภายใน 30 มิถุนายน 2561 ที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในจังหวัดที่ตั้งสถานประกอบการส่วนในกทม. ตรวจได้ที่โรงพยาบาลรัฐ 12 แห่งใกล้บ้าน เพื่อให้แรงงานต่างด้าวมีหลักประกันสุขภาพ ได้รับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อที่เป็นอันตราย และรับการรักษา

 

แนะต่างด้างมาตรวจสุขภาพภายใน 30 มิ.ย.นี้ 

 

 

แนะต่างด้างมาตรวจสุขภาพภายใน 30 มิ.ย.นี้ 

 

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวอีกว่า รวมทั้งการป้องกันโรค และส่งเสริมสุขภาพ โดยทุกคนจะได้รับการตรวจสุขภาพพื้นฐานเช่น เอกซเรย์ปอด เจาะโลหิตหาเชื้อซิฟิลิสและโรคเท้าช้าง เก็บปัสสาวะหาสารแอมเฟตามีนตรวจการตั้งครรภ์ ตรวจหาโรคเรื้อนและควบคุมโรคพยาธิลำไส้ ผลการตรวจพบเชื้อวัณโรค 2,584 คน โรคซิฟิลิส 1,650 คน โรคเท้าช้าง 37 คน และโรคเรื้อน 6 คน ได้ให้การรักษาทุกคน

 

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวเพิ่มเติมว่า รวมทั้งพบผู้ติดสารเสพติด โรคพิษสุราเรื้อรัง และโรคจิตเวช รวม 637 ราย ซึ่งหากตรวจพบโรคต้องห้ามในการทำงาน อาทิ โรคซิฟิลิสระยะที่3วัณโรคระยะแพร่เชื้อ ติดสารเสพติด จิตฟั่นเฟือน ได้ประสานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ให้ส่งกลับประเทศ

 

 

แนะต่างด้างมาตรวจสุขภาพภายใน 30 มิ.ย.นี้ 

 

 

แนะต่างด้างมาตรวจสุขภาพภายใน 30 มิ.ย.นี้ 

 

 

“ทั้งนี้ โรงพยาบาลรัฐ 12 แห่งในกทม.ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โรงพยาบาลราชพิพัฒน์โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ โรงพยาบาลการุณย์รัศมิ์ โรงพยาบาลลาดกระบังโรงพยาบาลสิรินธร”ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/321170

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

สงกรานต์,น้ำสะอ่าด,ลดโรคตาแดง,ตาอักเสบ,ผิวหนังอักเสบ

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แนะประชาชนเล่นสงกรานต์ ใช้น้ำสะอาด อย่างรู้คุณค่า ปลอดภัย ใช้ดินสอพองที่ได้มาตรฐาน ลดความเสี่ยงจากโรคตาแดง ตาอักเสบ ผิวหนังอักเสบ

          นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ รัฐบาลได้รณรงค์ภายใต้แนวคิด“สงกรานต์วิถีไทย ใช้น้ำคุ้มค่า ชีวาปลอดภัย”จึงขอแนะนำประชาชนเล่นน้ำสงกรานต์โดยใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ใช้น้ำที่สะอาดเช่น น้ำประปา ไม่ควรใช้น้ำคลองริมถนน รวมถึงน้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำผสมเม็ดแมงลัก เม็ดสาคู หรือน้ำผสมสีย้อมผ้าอย่างเด็ดขาด

 

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

 

 

 

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

 

 

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

“เนื่องจากน้ำดังกล่าวจะมีความสกปรก ปนเปื้อนเชื้อโรค หรือสารเคมี หากเข้าตาจะทำให้ระคายเคืองและเป็นโรคตาแดงได้ ที่สำคัญคือขอให้เล่นน้ำสงกรานต์อย่างสุภาพ ปลอดภัย ไม่สาดน้ำหรือฉีดน้ำเข้าดวงตาโดยตรง เพราะจะทำให้ตาอักเสบหรืออันตรายถึงขั้นตาบอดได้ หากบุตรหลานมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

         นอกจากนี้ ในการใช้แป้งดินสอพองขอให้เลือกแป้งที่สะอาด ได้มาตรฐาน มีฉลากกำกับว่าเหมาะกับการใช้ทาร่างกายและซื้อจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ หรือสังเกตบรรจุในภาชนะที่มีฉลากภาษาไทย แสดงส่วนประกอบสำคัญ ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต อย่างถูกต้อง ไม่ควรเลือกดินสอพองที่ผสมสี เพราะอาจเป็นสีที่ใช้ในอุตสาหกรรม มีการปนเปื้อนสารอันตรายต่างๆ เช่น โพรพีลีน ปรอท ตะกั่ว และซิงค์ออกไซด์ ซึ่งจะอาจเกิดการ ระคายเคืองต่อผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีบาดแผล รอยถลอก หรือเป็นสิว ผดผื่นแพ้ได้

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

 

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

 

 

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

 

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

 

 

เล่นสงกรานต์ใช้น้ำสะอาด คุ้มค่า ปลอดภัย!!

“ในช่วงกลางวันปีนี้อากาศร้อนมาก ควรเตรียมตัวก่อนออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ โดยใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และหมวก เพื่อป้องกันแสงแดด ก่อนออกจากบ้านควรดื่มน้ำสะอาด1-2แก้ว และดื่มน้ำเป็นระยะ ๆ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท” นายแพทย์โอภาสกล่าวในที่สุด

บิ๊กตู่ยังกั๊ก!…อนาคตทางการเมือง แย้ม มิ.ย.รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/322124

บิ๊กตู่ยังกั๊ก!…อนาคตทางการเมือง แย้ม มิ.ย.รู้

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
การเมือง,บิ๊กตู่,แจ๊กหม่า

“บิ๊กตู่” ยันอนาคตทางการเมืองอยู่ที่ความจำเป็นและประชาชนกำหนด แย้มมิ.ย.นี้รู้  ปลื้มคุย “แจ็ค หม่า” ไม่หวังผลทางเศรษฐกิจ รับปากช่วยขายยาง ข้าว ปาล์ม ผ่านออนไลน์

          วันที่ 19 เมษายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ให้การต้อนรับและหารือร่วมกับ นายแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทอาลีบาบา ที่ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

บิ๊กตู่ยังกั๊ก!...อนาคตทางการเมือง แย้ม มิ.ย.รู้

          พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือว่า   ฝ่ายนายแจ็ค หม่า ระบุว่าจะเข้ามาสร้างคน สร้างระบบ อะไรต่างๆ ที่จะมาสนับสนุนเรา รวมถึงเรื่องการค้า ซึ่งได้บอกกับเขาว่ารัฐบาลไทยต้องการให้เขามาช่วยดูแลผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร อีกทั้งเขาจะช่วยดูแลรูปแบบของเขาและมีระบบการนำเข้าสินค้าให้สอดคล้องกับระบบ 4.0

          นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การหารือกันครั้งนี้เป็นการมาทำความตกลงร่วมกันและสัญญาว่าภายในปี 2562 จะต้องทำอะไรให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย โดยในวันนี้ได้มีการลงนามร่วมในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างกันที่จะส่งเสริมเรื่องต่างๆ อาทิ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นเรื่องที่เราจะเอาของไปขายกับเขาเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องสร้างระบบและคนของเราเข้าไป เป็นการทำคู่ขนานด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว และเขาจะมีการลงทุนในเรื่องเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ท ซิตี้) และโครงการศูนย์สมาร์ทดิจิทัลฮับ ในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ซึ่งมันจะเชื่อมโยงกันทั้งหมด

          “ผมขอให้เขาช่วยดูเรื่องของสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน การทำเกษตรแปลงใหญ่ ภาพที่นายแจ๊ค หม่า พูดถึงระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งสินค้าเกษตรไปได้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเขาพร้อมให้บริการดังกล่าวในการขนส่งสินค้าเกษตรของไทย เรื่องนี้จึงถือเป็นผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ อย่าไปคิดว่าไทยจะเสียเปรียบอะไร” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

บิ๊กตู่ยังกั๊ก!...อนาคตทางการเมือง แย้ม มิ.ย.รู้

แจ๊คหม่าช่วยขายข้าว-ปาล์ม-ยาง

          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ฝ่ายของนายแจ็ค หม่า ระบุว่าไม่ได้มุ่งหวังเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะเขามีเพียงพอแล้ว เขามุ่งหวังที่จะมาช่วยผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อย ต้องช่วยคนที่แข่งขันไม่ได้ให้มีความสามารถมากขึ้น เข้ามาสู่การค้าทางออนไลน์ อีกทั้งต้องการมาช่วยประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งไทยมีนโยบายไทยแลนด์บวกหนึ่ง เพราะประเทศในอาเซียนมีการผลิตสินค้าเกษตรเป็นจำนวนมาก จึงฝากให้เขาช่วยดูแลเรื่องการขายปาล์ม ข้าว และยางพาราของไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังมีปัญหาอยู่

          “เขามีโรงเรียนสอนเรื่องธุรกิจ การค้าขายทางออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) การพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งถือเป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่มามุ่งเอาผลประโยชน์ทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว ส่วนจะต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมดเท่าไหร่นั้น ก็เป็นเรื่องของค่าทำงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการ สำหรับการที่ฝ่ายนายแจ็ค หม่า จะนำข้าวไทยไปขายนั้น เป็นการนำข้าวคุณภาพของไทยไปขายบนเว็บไซต์ของเขาด้วย ส่วนจะนำไปขายเป็นจำนวนเท่าไรในแต่ละปีนั้น คงจะมีการหารือเป็นขั้นตอนต่อไปในอนาคต” พล.อ.ประยุทธ์ระบุ

“บิ๊กตู่”อ้อมแอ้ม“อนาคตการเมือง”

           พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแกนนำพรรคเพื่อไทยไปตีกอล์ฟและพบปะกับตระกูลสะสมทรัพย์ว่า “ไม่มีนัยอะไร เป็นการตีกอล์ฟกันตามปกติ ก็เหมือนกับที่ผมเคยไป เมื่อเขาไปก็มีคนมาต้อนรับ ตอนผมไปก็มีคนมารับ ก็เป็นธรรมดา แต่ความจริงเขาไม่ได้มารับผม เพราะเขาคุยกันอยู่แล้วทุกอาทิตย์ เขาอยู่กันครอบครัวถ้วนหน้า ก็อาจเป็นจังหวะที่ไปเจอกันพอดี แต่เมื่อวานนี้(18 เม.ย.) เห็นว่า ไปกันไม่ครบ เพราะว่าไม่สบายบ้างอะไรบ้าง อย่าไปมองอะไรว่าเป็นนัยทางการเมืองเลย”

บิ๊กตู่ยังกั๊ก!...อนาคตทางการเมือง แย้ม มิ.ย.รู้

           ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่มีการมองว่าเป็นการดึงคนตระกูลสะสมทรัพย์เข้าพรรคเพื่อไทย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็อย่าไปมองเลย และผมก็ไม่ได้ไปดึงพวกเขา ใครดึงใครล่ะ ผมไม่เห็นมีใครเลย”

           ส่วนกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้นายกฯ แสดงความชัดเจนทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า ชัดเจนเรื่องอะไร จะให้เปิดอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามว่า ให้แสดงความชัดเจนถึงการประกาศเล่นการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “พอแล้วๆ ผมไม่ได้เล่นการเมือง ถ้าเล่นการเมือง ผมก็ต้องไปเลือกตั้ง เป็น ส.ส. แล้วมันจะเป็นได้หรือไม่เล่า เป็นไปไม่ได้”

โยนความต้องการของประชาชน

           เมื่อถามย้ำว่า ในใจนายกฯ ที่มองสถานการณ์การเมืองอยากจะลงเข้าไปอยู่ในลักษณะรูปแบบนักเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “อย่าถามว่าอยากหรือไม่อยาก แต่ถ้าถามว่าอยากไหมก็ต้องตอบว่าไม่อยาก แต่ถามว่ามันมีความจำเป็นอะไรหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องของอนาคต เป็นเรื่องของประชาชนกำหนด ไม่ใช่ว่าอะไรก็นักการเมืองคิดกันเอง ผมไม่เคยมองว่าตัวเองสำคัญกว่าใครหรือเก่งกว่าใคร ไม่เคยคิดอย่างนั้น แต่เป็นเรื่องของประชาชนจะว่าอย่างไรก็ว่ามา ว่าเขาต้องการอะไร”

          ต่อข้อถามคิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันนายกฯ มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่รู้ ยังตอบไม่ได้ ต้องไปรอเดือนมิถุนาฯ ไปแล้วโน่น จบ รอเดือนมิถุนาฯ ก็แล้วกัน”

          ภายหลังการให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ จะร่วมกิจกรรมพบปะสื่อมวลชนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีภารกิจและขอให้สื่อกินข้าวอย่างมีความสุข พร้อมทำมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยูให้แก่สื่อมวลชนก่อนที่จะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

บิ๊กตู่ยังกั๊ก!...อนาคตทางการเมือง แย้ม มิ.ย.รู้

พท.ตีกอล์ฟสะสมทรัพย์ไม่แปลก

           ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีฝ่ายการเมืองระบุให้ พล.อ.ประยุทธ์  รีบประกาศตัวลงสนามเลือกตั้งได้แล้วว่า หลายๆ เรื่องตนไม่ทราบ เพราะเอาแค่งานในหน้าที่ก็มีเยอะแล้ว ส่วนที่พรรคเพื่อไทยร่วมตีกอล์ฟกับกลุ่มสะสมทรัพย์นั้น เขาคงไปออกกำลังกายกัน สนามก็ดีใช้ได้

          “แล้วแต่คนมอง ถ้าคนมองว่าไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร ถ้ามองว่ามีประเด็นทางการเมืองก็มองได้ แต่สำหรับผมก็ไม่เห็นมีอะไรแปลก” พล.อ.ฉัตรชัยระบุ

           เมื่อถามว่า อยากจะไปตีกอล์ฟร่วมกับกลุ่มสะสมทรัพย์อีกหรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ปกติถ้าจะไปก็ไปกับนายกฯ แต่โอกาสน้อยมากที่จะได้ไป เมื่อถามว่าหลังจากครั้งนั้นจะไปอีกรอบหรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ก็บอกแล้วว่าไม่มีเวลา

           รองนายกรัฐมนตรี กล่าวความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ในหลายๆ หน่วยงานว่า ยังมีส่วนงานอื่นอีกที่เราลงไปให้ความช่วยเหลือ เช่น การช่วยประชาชนพื้นที่สูงในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยการตั้งสหกรณ์ประมาณ 50-60 หน่วย จึงสั่งให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ดูในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย จะได้สะสางปัญหาไปเลย อย่างไรก็ตาม ต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ เพราะเราใช้เจ้าหน้าที่ของพม. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เช่นกัน ซึ่งขณะนี้เขาก็ทำอย่างเต็มที่แล้ว

บิ๊กตู่ยังกั๊ก!...อนาคตทางการเมือง แย้ม มิ.ย.รู้

วิษณุยันคุยพรรคเดือนมิถุนายน

          ส่วนนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองประสานขอพูดคุยกับ คสช. ก่อนเดือนมิถุนายน ว่า การพูดคุยในเดือนมิถุนายนนั้นมีแน่ แต่ก่อนเดือนมิถุนายนมีการประสานมาเพื่อสอบถามอะไรบางอย่าง ซึ่งตนเองได้แจ้งเลขาธิการ คสช. ไปแล้ว แต่หากเป็นการขอพบเพื่อสอบถามบางเรื่องไม่จำเป็นต้องพบคสช. แต่ต้องดูว่าคำถามคืออะไร อาจจะมีการเชิญคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เลขาฯ คสช. หรือตนเองมาตอบก็ได้

          “แต่หากต้องการส่งข้อความไปถึงคสช. ก็อาจจำเป็นต้องพูดกับคสช.เอง และนายกรัฐมนตรีก็ยินดี แต่เมื่อมีข่าวออกไปแล้วบางพรรคไม่มา ก็อาจล้มเลิกก็ได้ เพราะยังคงมีการประชุมในเดือนมิถุนายน โดยพรรคที่ประสานขอพูดคุยนั้น มีทั้งพรรคเก่าและใหม่” รองนายกรัฐมนตรีระบุ

บิ๊กตู่ยังกั๊ก!...อนาคตทางการเมือง แย้ม มิ.ย.รู้

รัฐบาลขอบคุณสื่อเกื้อกูล-ส่งเสริม

          ที่ตึกสันติไมตรี สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้จัดกิจกรรมพบปะสื่อมวลชน ประจำทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดทุกๆ 2 เดือนหรือตามความเหมาะสม แต่ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ติดภารกิจหารือกับนายแจ็ค หม่า จึงไม่ได้มาร่วมเหมือนทุกครั้ง รวมถึงรองนายกรัฐมนตรี และรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดภารกิจเช่นเดียวกัน มีเพียง นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักฯ และ พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ ร่วมกิจกรรม โดยได้นำอาหารและเครื่องดื่มมาจัดเลี้ยงเหมือนทุกครั้ง อาทิ ไก่ย่างหนังกรอบ ข้าวหน้าเป็ด ข้าวขาหมู ไอศกรีม ก๋วยเตี๋ยว

          นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า พวกเราที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล ต่างทำงานให้แก่บ้านเมือง ขณะที่สื่อมวลชนมีหน้าที่ของการเป็นผู้สื่อข่าวในทำเนียบรัฐบาล เราได้หยุดยาวมาแล้ว ได้ไปทำบุญไหว้พระ ขอพรผู้ใหญ่ เปิดศักราชใหม่ ทำให้เรามีชีวิตที่สดชื่น ฟังพระธรรมคำสั่งสอนแล้วได้ปฏิบัติธรรม ก็จะทำให้ชีวิตดีขึ้น ตนในนาม ครม. ขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ปีที่ผ่านมา ช่วยกันดูแลบ้านเมือง ดูแลงานรัฐบาล หวังว่าการทำงานต่อจากนี้ของพวกเราทุกคน ที่ยังมีงานต้องทำร่วมกันอีกเยอะ จะเป็นการทำงานที่มีความเข้าใจ เกื้อหนุน ส่งเสริม ช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย เชื่อว่า บรรยากาศการทำงานร่วมกันจะเป็นไปด้วยดีต่อกัน

มาร์ควอนรัฐสร้างบรรทัดฐานที่ดี

          นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีครม.มีมติแต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และนายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นกรรมการผู้ช่วยรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ว่า ไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะได้ข่าวมาตั้งแต่วันที่มีนักการเมือง 3 คนไปพบนายสมคิดที่ทำเนียบแล้วว่าอาจจะมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ก็เลยไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่ และเป็นเรื่องที่นายกฯ คงจะพยายามสร้างฐานทางการเมือง ตรงไปตรงมาดี ไม่มีอะไร และเป็นเรื่องที่ตนเคยพูดว่านายกฯ คงไม่ปิดทางตัวเองในเรื่องของการที่จะเข้ามาสู่ตำแหน่งหลังจากการเลือกตั้ง ซึ่งทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นในฐานะคนนอก และอีกทางหนึ่งคงจะเปิดเอาไว้คือการมีพรรคการเมือง หรือนักการเมืองที่พร้อมที่จะสนับสนุนท่าน เราคงมองเห็นเป็นอย่างอื่นได้ยาก งานนี้เป็นเรื่องการเมืองมากกว่า อย่างไรก็ตาม คาดการณ์เอาว่าคงจะมีการแต่งตั้งบุคคลในแวดวงการเมืองเข้าไปทำงานในรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีกหลังจากนี้

บิ๊กตู่ยังกั๊ก!...อนาคตทางการเมือง แย้ม มิ.ย.รู้

          “ผมว่าเป็นสภาพที่เรามองเห็นและยอมรับกันมาอยู่แล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้ ซึ่งไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไรเป็นพิเศษ  แต่สิ่งที่อยากจะเตือนคืออย่าทำอะไรที่จะไปเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดี เช่นการใช้อำนาจรัฐ เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง การเลือกตั้ง เพราะเป้าหมายของ คสช.ในวันที่เข้ามา พูดถึงการที่จะวางรากฐานของการเมืองที่ดีต่อไป ซึ่งการเมืองที่ดีนั้นเมื่อเป็นประชาธิปไตย ต้องเริ่มต้นจากการเลือกตั้งที่สุจริต และเที่ยงธรรม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

          หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวอีกว่า  การเลือกตั้งครั้งหน้าไม่อยากให้คิดว่าเอาหรือไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แต่ควรเป็นโอกาสให้คนไทยได้เลือกว่าอยากจะได้อนาคตแบบไหน และพล.อ.ประยุทธ์ถ้าจะลงหรือไม่ลงเลือกตั้ง ก็มีสิทธิ์ที่จะนำเสนอว่าอนาคตประเทศไทยที่อยากจะเห็นเป็นอย่างไร และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ควรจะเสนอว่าอนาคตของประเทศไทยที่อยากจะทำเป็นอย่างไร ส่วนพรรคเพื่อไทย และพรรคการเมืองอื่นๆ ก็เสนอมา แล้วแข่งขันกัน น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า เมื่อเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็จะดูว่าประชาชนให้คำตอบชัดเจนแค่ไหนว่าแนวทางที่เขาต้องการคืออะไร

ยันทำงานร่วมพรรคแนวทางเดียวกัน 

          เมื่อถามย้ำว่า ยังมีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ที่เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ มาร่วมกันสกัดพรรคทหาร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอตอบเหมือนเดิม คือตั้งใจว่าประชาธิปัตย์จะต้องนำเสนอแนวทางที่เกี่ยวกับอนาคตของประเทศ หวังว่าแนวทางนั้นจะเป็นไปตามความต้องการของประชาชน ประชาชนจะสนับสนุน ถ้าเขาสนับสนุนเข้ามามากๆ จนกระทั่งถึงขั้นว่า ไม่ต้องพึ่งเสียงของคนอื่น คำถามนี้ก็ไม่ต้องมาถามกัน เราก็เดินหน้า ถ้าหากได้คะแนนเสียงไม่พอ แต่เห็นได้ชัดว่ามีความชอบธรรมที่จะเป็นทางเลือกของประเทศที่จะเดินต่อไป ไม่มีใครได้เสียงข้างมาก ก็จะต้องถามว่า ใครพร้อมที่จะมาสนับสนุนแนวทางนี้บ้าง เราก็ต้องเป็นหลัก ถ้าเราได้มามาก หากเราได้มาน้อยมาก หรือน้อย ก็ต้องเจียมตัว ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน

          “ผมจะสนับสนุนเขาก็ต่อเมื่อเห็นว่าเมื่อไปทำงานกับเขาแล้ว แนวทางของประชาธิปัตย์ที่เคยพูดไว้กับประชาชน ผลักดันได้ ถ้าต้องการจะไปเป็นแค่รัฐบาลแต่ปรากฏว่าเขาพาประเทศไปในทิศทางซึ่งไม่ตรงกับอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ผมว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ไปร่วม ส่วนกับพรรคเพื่อไทย หากแนวทางยังเป็นแบบเดิม ผมบอกได้ว่าประชาธิปัตย์คงร่วมไม่ได้” นายอภิสิทธิ์ยืนยัน

บิ๊กตู่ยังกั๊ก!...อนาคตทางการเมือง แย้ม มิ.ย.รู้

เย้ย0.4ทำตรงข้ามกับสิ่งที่เคยพูด

           นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหนือความคาดหมายที่จะมีการควบรวมพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และนักการเมือง อดีต ส.ส. มาอยู่ในพรรคการเมืองที่กำลังจัดตั้งขึ้นใหม่ โดยคนในรัฐบาลหรือมาเป็นพรรคหนุนรัฐบาลต่อไปหลังเลือกตั้ง ความพยายามควบรวมพรรคการเมือง นักการเมืองที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ล้วนแล้วแต่เป็นไปโดยมีตำแหน่งหรือผลประโยชน์ตอบแทน กรณีนี้คงไม่ใช่กรณีสุดท้าย เชื่อว่าอีกไม่นานนี้คงมีการแต่งตั้งอดีต ส.ส. เป็นรัฐมนตรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนที่ยังลังเลใจรีบตัดสินใจเกาะขบวนรถไฟให้ทัน

          “ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่นายกรัฐมนตรีและคนในรัฐบาลเคยเรียกร้องอยากเห็นการเมืองใหม่ การเมืองที่มีธรรมาภิบาล อยากเห็นพรรคการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วม พรรคการเมืองที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่คนในรัฐบาลกำลังทำการเมืองอยู่ขณะนี้ไม่ใช่การเมือง 4.0 แต่เป็นการเมือง 0.4 ที่ย้อนยุคไปสู่การเมืองน้ำเน่าแบบเก่าที่มุ่งหวังเพียงใช้ประชาธิปไตย และการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการเข้าสู่อำนาจและสืบทอดอำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้อง” นายองอาจ กล่าว

           นายองอาจ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีและคนในรัฐบาลควรเอาเวลาที่เหลืออยู่อีกประมาณหนึ่งปีก่อนเลือกตั้งในการบริหารประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนที่ยังทับถม สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างมากอยู่ขณะนี้คือ 1.แก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก เพราะชาวบ้านส่วนมากยังอยู่ในสภาพชักหน้าไม่ถึงหลังเศรษฐกิจฝืดเครื่อง 2.แก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำที่สร้างความชอกช้ำให้แก่เกษตรกรไทยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งยางพารา ปาล์ม และพืชผลทางการเกษตร 3.แก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง เพราะทุจริตคอร์รัปชั่นกำลังเป็นปัญหาที่สั่นคลอนความรู้สึกของผู้คนในสังคมอย่างมากเนื่องจากมีการแพร่ระบาดไปแทบทุกองค์การ และทุกระดับของสังคม ทั้งนี้ อยากให้นายกรัฐมนตรี และคนในรัฐบาลเอาเวลามาบริหารประเทศมากกว่าบริหารอนาคตทางการเมืองของตนเองและพวกพ้อง เชื่อว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนมากกว่าอย่างแน่นอน

ยธ.แจงพักโทษเป๊าะตามเกณฑ์

          ภายหลัง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อนุมัติพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษให้แก่ น.ช.สมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ ทางนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงว่า การพักการลงโทษให้แก่กำนันเป๊าะ ไม่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขทางการเมืองกลุ่มชลบุรีกับรัฐบาล แต่เป็นการดำเนินการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่นักโทษทุกคนมีสิทธิได้รับโดยไม่มีวาระซ่อนเร้น โดยนายสมชายต้องโทษอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ปัจจุบันเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลตำรวจ เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม กระทำผิดรวม 2 คดี ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกรวม 28 ปี 4 เดือน ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษรวม 3 ครั้ง (ปี 2558 และปี 2559) เหลือกำหนดโทษครั้งหลังสุด 10 ปี 18 เดือน 20 วัน ต้องโทษจำคุกมาแล้ว 4 ปี 9 เดือน 25 วัน เหลือโทษจำคุก 6 ปี 8 เดือน 25 วัน

          นอกจากนี้ นายธวัชชัยระบุว่า นายสมชายมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์พักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ เนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรือมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป เป็นนักโทษเด็ดขาด ชั้นเยี่ยม ต้องจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษครั้งหลังสุด มีอาการเจ็บป่วยร้ายแรงซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาด และอาการอยู่ในระยะอันตรายอาจถึงแก่ความตาย โดยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และแพร่กระจายไปที่ปอดระยะที่ 4 ทำให้มีอาการปอดบวม บางครั้งหยุดหายใจต้องให้ออกซิเจน เพื่อช่วยหายใจ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องต้องเสียชีวิต คณะกรรมการมีความเห็นว่าอาการเจ็บป่วย ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยมีแพทย์ของทางราชการ 2 คน รับรองอาการป่วย สภาพร่างกายไม่เอื้อต่อการกระทำผิดซ้ำ ปัจจุบันมีอายุ 80 ปี และอยู่ในสภาพไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

ยันป่วยมะเร็งพักบ้านลูกสาว

          ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ได้ประชุมคณะกรรมการพักการลงโทษ ครั้งที่ 2/22561 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 มีมติเห็นชอบพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษนักโทษเด็ดขาดชายสมชาย และเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 รมว.ยุติธรรมได้อนุมัติพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ โดยได้รับการปล่อยตัวพักการลงโทษ โดยไปพักอาศัยอยู่กับ น.ส.จิราภรณ์ คุณปลื้ม บุตรสาวอายุ 49 ปี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว ซึ่งต้องปฏิบัติตนตามเงื่อนไขการคุมประพฤติของสำนักงานคุมประพฤติจนกว่าจะพ้นโทษ ซึ่งมีระยะการคุมประพฤติ 6 ปี 8 เดือน 25 วัน ส่วนจำนวนครั้งหรือความถี่ในการรายงานตัวนั้นให้เป็นไปตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด

          พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงการรายงานตัวของ นายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ ซึ่งได้รับการพักการลงโทษจำคุก เนื่องจากเป็นผู้ต้องขังชราและป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายว่า ภายหลังการพักการลงโทษปล่อยตัวออกจากการควบคุมของเรือนจำ ถือว่าหมดหน้าที่การคุมขังของกรมราชทัณฑ์แล้ว โดยกรมคุมประพฤติจะรับหน้าที่ในการกำหนดเงื่อนไขการรายงานตัว เช่น กำหนดให้มารายงานตัวทุกๆ กี่เดือน หรือในกรณีเจ็บป่วยไม่สามารถมารายงานตัวได้จะต้องมีใบรับรองแพทย์มาแสดง

          ด้านนายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า นายสมชายได้รับการพักการลงโทษจากกรณีเป็นผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป และมีอาการเจ็บป่วยเป็นมะเร็งระยะที่ 3 โดยหลังได้รับการพักโทษ นายสมชายเข้าๆ ออกๆ ระหว่างบ้านและโรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี ก่อนกลับมารักษาตัวต่อที่บ้านลูกสาวใน จ.ชลบุรี เมื่อกลางเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งจะครบกำหนดถูกคุมประพฤติในปี 2567 โดยลูกสาวมารายงานตัวแทนเนื่องจากต้องใช้สายออกซิเจนตลอดเวลา ซึ่งเราก็ได้ตรวจสอบ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นนายสมชายหรือบุคคลอื่นก็ได้รับการปฏิบัติในหลักเกณฑ์เดียวกัน

บิ๊กตู่ยังกั๊ก!...อนาคตทางการเมือง แย้ม มิ.ย.รู้

เพื่อไทยจ่อเปิดตัวคนรุ่นใหม่สู้ศึก

          คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงการวางยุทธศาสตร์สนามเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้ง 50 เขต ว่า ขณะนี้เตรียมแผนงานไว้หมดแล้ว เนื่องจากปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยีทำให้การนำเสนอนโยบายในการเลือกตั้งง่ายขึ้นหากใช้เป็น จึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีในรูปแบบโซเชียลมีเดียเข้ามานำนโยบาย เพราะที่ผ่านมาเราต้องออกไปเจอ หรือไปนัดประชุม ไปพบปะประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น แต่ในขณะนี้เราสามารถรับฟังความคิดเห็นและสื่อสารกลับไปยังประชาชนผ่านโซเชียลมีเดียได้ ดังนั้นในสนาม กทม. การนำเทคโนโลยีมาใช้จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมและใกล้ชิดประชาชนได้มากขึ้น อีกทั้งยังประหยัดต้นทุน และรวดเร็ว ตรงไปตรงมา ทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมสร้างพรรค สร้างนโยบายได้อย่างทั่วถึง ซึ่งขณะนี้เตรียมการไว้หมดแล้ว

          ส่วนกระแสของคนรุ่นใหม่ ที่จะมาร่วมในพรรคเพื่อไทยนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า มีหลายคน และกำลังอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีความถนัดในแต่ละด้าน แต่ยังไม่มีการเปิดตัวในช่วงนี้ ขอรอเวลาสักระยะก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดให้มีการรับสมัครสมาชิก จะขอสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ส่วนจะมีคนเสนอชื่อ 1 ใน 3 รายชื่อเพื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็เป็นเรื่องอนาคต ขณะเดียวกันในวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 57 ปี ได้เตรียมจัดการทำบุญที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ด้วย

สนช.ตีตก“ภรณี”เป็นผู้ตรวจการฯ

          ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติไม่ให้ความเห็นชอบ นางภรณี ลีนุตพงษ์ รองประธานผู้พิพากษาสมทบฝ่ายบริหาร ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังจากได้ใช้เวลาพิจารณารายงานการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ในการประชุมลับนานกว่า 1 ชั่วโมง โดยผลลงมติคือ เห็นชอบ 64 เสียง ไม่เห็นชอบ 117 เสียง และงดออกเสียง 19 เสียง ทำให้คณะกรรมการสรรหาฯ ต้องไปดำเนินการรับสมัครและคัดเลือกใหม่

          รายงานข่าวจาก สนช. แจ้งว่า สำหรับเหตุผลที่ สนช.เสียงข้างมากลงมติไม่เห็นชอบนั้น เพราะพบข้อร้องเรียนต่อพฤติกรรม ตามที่มีผู้ส่งมายังคณะกรรมการตรวจสอบประวัติฯ ที่เข้าข่ายการแอบอ้างบุคคลที่มีตำแหน่งระดับสูงในราชการ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นางภรณีเข้ารับตำแหน่ง นอกจากนั้น ยังพบว่านางภรณีไม่ได้รับการตรวจสุขภาพจริง ดังนั้นพฤติกรรมที่ถูกร้องเรียนและการตรวจสอบที่พบ จึงถือว่าขัดต่อคุณสมบัติการเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 202 ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์และมีสุขภาพที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

           รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับอีกประเด็นที่สำคัญ ที่ทำให้ สนช.ลงมติไม่เห็นชอบ คือ การสรรหาที่มีความไม่รอบคอบและอาจถูกครหา เพราะนับจากที่คณะกรรมการสรรหา ซึ่งมี นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการสรรหา การประกาศรับสมัครบุคคล พบการแจ้งรายละเอียดที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะคุณสมบัติที่เปิดรับคือ ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ในการดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณะไม่น้อยกว่า 20 ปี ทำให้มีผู้เข้าใจผิด และเข้าสมัครทั้งที่คุณสมบัติไม่ครบถ้วน มากถึง 12 คน จากยอดผู้สมัครทั้งสิ้น 14 คน เมื่อเหลือผู้ผ่านคุณสมบัติ เพียง 2 คน คือ นางภรณี และน.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) คณะกรรมการสรรหา เลือกที่จะลงคะแนนตัดสิน แทนการประกาศรับสมัครเพิ่มเติม โดยไม่หวั่นคำครหา และการลงมติดังกล่าวยังได้เสียงเอกฉันท์ ให้นางภรณีเข้ารับการเสนอชื่อและให้สนช. ลงมติเห็นชอบ ดังนั้นที่ประชุมลับ สนช.ได้อภิปรายท้วงติงเป็นจำนวนมาก และให้ความเห็นด้วยว่า การเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งต่อไป ต้องประชาสัมพันธ์และเขียนรายละเอียดให้ชัดเจน เพื่อให้บุคคลที่มีความสามารถและมีประสบการณ์ด้านสาธารณะ ไม่ต่ำกว่า 20 ปี เข้าสมัคร

2พรรคใหญ่ซัด”บิ๊กตู่”สืบอำนาจ! ท้าเปิดหน้าสู้การเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/321955

2พรรคใหญ่ซัด”บิ๊กตู่”สืบอำนาจ! ท้าเปิดหน้าสู้การเมือง

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  1 วันที่ผ่านมา
พรรคใหญ่,กดดันบิ๊กตู่,เปิดหน้า,เล่นการเมือง

พรรคใหญ่ซัด”บิีกตู่”หวังสืบอำนาจ จี้เปิดหน้าอย่าลับลวงพราง ซัดปฏิรูปน้ำเน่า 4ปีเพิ่งคิดตั้งที่ปรึกษา ด้านบิ๊กเพื่อไทยตีกอล์ฟ”สะสมทรัพย์”เจอกั๊กร่วมงานการเมือง

          จุดประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง หลังคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติแต่งตั้ง นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการเมือง และแต่งตั้ง นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ส่งผลให้นักการเมืองซีกตรงข้ามออกมารุมถล่มท่าทีของรัฐบาลคสช.ที่ต้องการอยู่ในอำนาจต่อด้วยวิธีการตกเขียวทางการเมือง

2พรรคใหญ่ซัด"บิ๊กตู่"สืบอำนาจ! ท้าเปิดหน้าสู้การเมือง

          เมื่อวันที่ 18 เมษายน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ท่าทีของรัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการเข้าสู่การเมืองและปรารถนาอยากเป็นนายกฯ ต่อเพื่อสืบทอดอำนาจให้ยาวนานที่สุด ทั้งการเลื่อนเลือกตั้ง หากเลื่อนเลือกตั้งไม่ได้ก็จะหาวิธีเพื่อให้ได้เปรียบในการเลือกตั้งมากที่สุด ส่วนอนาคตพรรคเพื่อไทยจะร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังชลได้อีกหรือไม่นั้นก็ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นอะไร แต่ที่ทราบแน่ชัดคือ พลังชลคงร่วมมือกับ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว

2พรรคใหญ่ซัด"บิ๊กตู่"สืบอำนาจ! ท้าเปิดหน้าสู้การเมือง

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า สมัยของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะไม่ทำหรือสร้างความได้เปรียบกับคู่แข่งทางการเมือง แต่สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันทำนั้นขอตั้งคำถามว่าการจัดงบประมาณและใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อปูฐานเสียงเอาเปรียบคู่แข่งทางการเมืองหรือไม่ โดยรัฐบาลปัจจุบันมีอำนาจและมาตรา 44 ห้ามพรรคการเมืองทุกพรรคเคลื่อนไหว แต่รัฐบาลกลับทำได้ทุกอย่าง ทั้งใช้งบประมาณและกลไกของรัฐทั้งหมดทำฝ่ายเดียว ถือเป็นการเอาเปรียบทุกมิติ ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม หากเงินนับล้านล้านบาทที่ลงสู่ประชาชนสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถือเป็นเรื่องที่พอสนับสนุนกันได้ แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจฐานรากไม่ถูกกระตุ้น ดังนั้นจึงกลายเป็นว่าเขาทำเพื่อคะแนนเสียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงผลว่าทำได้จริงหรือไม่

ชี้ลับลวงพรางถูกสังคมตั้งคำถาม

         “ขอให้ไปสอบถามจาก พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยว่า ที่พูดตอนหนึ่งว่าไม่อยากเป็นนายกฯ แต่ตอนหลังพูดว่าจะเล่นการเมือง คือการกลืนน้ำลายหรือกลับคำหรือไม่ แต่สิ่งที่นายกฯ แสดงเจตนาไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากหัวหน้าคสช.ตัดสินใจแล้ว ควรเปิดเผยความตั้งใจ วิธีการ ว่าจะอยู่พรรคไหน ให้พรรคไหนสนับสนุน โดยทำด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ทั้งนี้มองว่าหากเลือกใช้วิธีแอบซ่อน หรือลับลวงพราง ใช้อำนาจกดหัวบุคคลอื่น และสร้างเงื่อนไขเอาเปรียบ เพื่อสร้างประโยชน์ให้ตัวเองฝ่ายเดียว อาจถูกตั้งคำถามจากสังคมได้” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

          ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีคสช.ดึงพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กไปร่วมด้วยจะทำให้พรรคเพื่อไทยรวมเสียงตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งยากหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า เป้าหมายของพรรคการเมืองคือนำเสนอแก้ปัญหาให้ประชาชนเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจวันเลือกตั้งและเมื่อประชาชนตัดสินแล้วทุกพรรคต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน ไม่ว่าแพ้หรือชนะต้องยอมรับ หากไม่ยอมรับอาจเกิดวุ่นวายเหมือนที่ผ่านมาได้ ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยพร้อมเคารพการตัดสินของประชาชน ส่วนใครจะใช้อำนาจลับลวงพรางถือว่าไม่ใช่สุภาพบุรุษตามวิถีสุภาพชน

           แกนนำพรรคเพื่อไทยกลุ่มส.ส.กทม.ยังกล่าวถึงกระแสการดึงอดีตส.ส.ย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ว่า เรื่องนี้ตัดสินใจหรือตอบแทนอดีตส.ส.ไม่ได้ แต่เท่าที่พูดคุยได้รับคำตอบที่มั่นใจได้ว่าคนที่ร่วมทำงานในกลุ่มคือผู้มีอุดมการณ์และเป้าหมายการทำงานเพื่อประชาชนจึงเลือกอยู่พรรคเพื่อไทย

           ต่อข้อถามถึงความมั่นใจการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวสั้นๆ ว่า “ไม่คิดว่าจะเลือกตั้งเร็ว เพราะดูวิธีปฏิบัติของเขาแล้ว เขาไม่อยากให้มีการเลือกตั้งเร็ว”

2พรรคใหญ่ซัด"บิ๊กตู่"สืบอำนาจ! ท้าเปิดหน้าสู้การเมือง

“วัฒนา”ไม่ร่วมสังฆกรรมพลังชล

           ด้านนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ร่วมสังฆกรรมกับพรรคพลังชลหลังจากที่เข้าไปร่วมงานกับรัฐบาลคสช. การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ดึงกลุ่มการเมืองขนาดเล็กเข้าไปร่วมงานนั้น มองว่าไม่ใช่วิถีทางของการปฏิรูปการเมืองที่แท้จริง เพราะเป็นท่าทีที่แสดงให้เห็นถึงการแสวงหาอำนาจ และความกระสันทางอำนาจการเมืองของคนกลุ่มหนึ่ง และหลอกลวงประชาชนว่าจะแก้ปัญหาการเมือง แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นเช่นนั้น

         “ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศตัวให้ชัดเจนต่อการลงสนามเลือกตั้งและหากจะลงเลือกตั้ง ผมก็พร้อมไปลงสมัครในเขตเป็นเพื่อน อย่าทำตัวหลบๆซ่อนๆ อย่างไรก็ตามในกติกา พล.อ.ประยุทธ์จะลงสมัครส.ส.ไม่ได้ แต่ก็ยังมีแนวทางของการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ของพรรคการเมือง เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์จะไม่ใช้วิธีการที่ต้องผ่านการเลือกตั้งหรือการตัดสินใจจากประชาชนแน่นอน” นายวัฒนากล่าว

           นายวัฒนา กล่าวอีกว่า การที่พรรคพลังชลถูกดึงไปร่วมงานรัฐบาลไม่มีผลกระทบใดต่อพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นคนละฐานเสียงและคนละพื้นที่  พรรคการเมืองที่เป็นพรรคขนาดเล็กและเป็นพรรคภายในจังหวัด มองการเมืองและเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์และธุรกิจ เชื่อว่าจะเสื่อมศรัทธา และจะไม่เติบโต ขอประกาศในวันนี้ว่าหากเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและได้เสียงข้างมากแต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะไม่ได้เสียงจากพวกที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายเผด็จการ เราพร้อมเป็นฝ่ายค้าน

           “ยืนยันว่าเราจะไม่ร่วมสังฆกรรมกับเผด็จการเด็ดขาด เราไม่เอา รวมถึงพรรคการเมืองที่ไปร่วมกับรัฐบาลเผด็จการขนาดนี้ด้วย ขอแยกพวกชัดเจน เราไม่ร่วมมือและขอให้ประชาชนเลือกข้างได้เลยว่า ใครนิยมเผด็จการก็ไปเลือกพวกนั้น หากใครรักประชาธิปไตยก็เลือกพวกเรา” นายวัฒนาประกาศ

ปชป.ฉะบิ๊กตู่ตกปลาในบ่อเพื่อน

          นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่แปลกใจ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารทุกครั้ง เพียงแต่คนไทยไม่จำเอง ประการต่อไปมีนักการเมืองที่ไปร่วมกับคณะรัฐประหารทุกครั้ง นักการเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่พฤติกรรมจะค้านสายตาประชาชน แต่ในตลาดนัดการเมืองมันหาง่ายราคาก็ไม่สูงเกินไป ต่อรองกันได้จะซื้อรายตัวหรือยกเข่งก็แล้วแต่ต่อรองกัน ต่อไปนี้จะมีเรื่องทำนองนี้ให้เห็นมากขึ้น ก็อย่าตกใจหรือแปลกใจอะไร นี่ยุครัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เรียกว่า ยุคปฏิรูป มีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำการปฏิรูปเอง ก็หวังว่าจะเห็นการปฏิรูปดีๆ เกิดขึ้นหลังเลือกตั้ง เพียงแต่ขอแช่งไว้ว่า ใครก็ตามใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ทำการพรรค ขอให้ประสบชะตากรรมเหมือนผู้นำในอดีต ทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต้องใช้แก้ความทุกข์ให้ประชาชน มิใช่สนองตัณหาของตัวเองที่พูดนี้มิได้ระบุชื่อใคร ใครไม่ทำก็อย่าไปร้อนตัว

2พรรคใหญ่ซัด"บิ๊กตู่"สืบอำนาจ! ท้าเปิดหน้าสู้การเมือง

          “พฤติกรรมมันชัดอยู่แล้วว่าดูดนักการเมือง เพราะนายกฯ บอกว่าให้มาเป็นที่ปรึกษาทางการเมือง ผมคิดว่าปีสุดท้ายของนายกฯ แล้วจะมามีที่ปรึกษาเรื่องการเมืองเพื่ออะไร ทำไมเพิ่งมาคิดเอาปีนี้ ทำให้เห็นว่านายกฯกำลังจะเข้าสู่การเมือง เดิมไม่ได้สร้างบ่อปลาไว้ก็ไปตกของคนอื่น เพื่อจะยุบรวมเป็นบ่อเดียวกัน แสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า การปฏิรูปการเมืองไม่ง่าย เพราะความจริงยังเป็นน้ำเน่า ภาคปฏิบัติยังแย่ ล้าหลัง ซึ่งไม่แปลกใจกับเรื่องที่เกิด แต่อยากเตือนประชาชนที่กำลังผิดหวังอยู่ว่า ต้องทำใจ และเราอาจจะได้เห็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายกว่านี้อีก มีนักการเมืองประเภทหนึ่งที่ยอมให้เขาดูด ซึ่งมีประจำ แต่นักการเมืองอีกประเภทไม่ยอมให้ดูด ก็ต้องดูว่าใครมีความเข้มแข็ง มีอุดมการณ์มากกว่ากัน” นายนิพิฏฐ์ระบุ

          เมื่อถามต่อว่า หากคสช.ใช้วิธีดูดนักการเมืองหน้าเก่า พรรคประชาธิปัตย์จะรับมืออย่างไร นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ประชาธิปัตย์ไม่ต้องรับมืออะไร อดีตส.ส.ของประชาธิปัตย์มีความเข้มแข็งและมีอุดมการณ์ในตัวทุกคน คงจะไม่ถูกดูดไปได้ คนที่ถูกดูดมีรังสีอยู่แล้ว ดูหน้าผากก็รู้ว่าใครถูกดูดบ้างหรือไม่

แขวะน่าตั้งกุนซือด้านจริยธรรม

          นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่อยู่เหนือความคาดหมายสักเท่าไหร่ แต่การที่พล.อ.ประยุทธ์แจ้งว่าการแต่งตั้งที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองเพราะไม่ประสีประสาทางการเมืองนั้น ก็อดอมยิ้มไม่ได้ เพราะรัฐบาลนี้ทำงานมาจะครบ 4 ปี ตำหนินักการเมืองแบบเหมารวมทุกครั้งที่มีโอกาส นายกฯ คงลืมไปว่าที่ปรึกษานายกฯ ก็เป็นนักการเมืองในนั้นด้วย

          นายจุฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ในเมื่อแต่งตั้งแล้ว จึงคิดว่าควรตั้งที่ปรึกษานายกฯ เพิ่ม 2 ฝ่าย ซึ่งน่าจะประกอบด้วย 1.ที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายประชาชน เพื่อให้ได้รู้ว่าวันนี้ประชาชนต้องการอะไร เดือดร้อนอะไร ประชาชนอยากให้รัฐบาลทำอะไรและไม่อยากให้ทำอะไร เพราะที่ผ่านมามีการเลือกตั้ง มี ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนบอกรัฐบาลถึงความเป็นอยู่ ความเดือดร้อน และเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ขณะที่รัฐบาลนี้มาทำงานเกือบ 4 ปี แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงเข้าถึงประชาชนได้ เพราะรัฐบาลรอฟังแต่รายงานจากคนรอบข้างที่ไม่ใช่ตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง ทำให้หลายเรื่องจึงยังเป็นปัญหาที่รัฐบาลแก้ไม่ตก และไม่มีทีท่าว่าจะแก้ได้ ยิ่งซ้ำเติมประชาชนทุกข์หนักยิ่งกว่าเดิม และ 2.ที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายจริยธรรม เพราะหลายกรณีที่พฤติกรรมของคนในรัฐบาลทำร้ายความรู้สึกของคนในชาติ

“หญิงหน่อย”เปิดบ้านให้รดน้ำดำหัว

          วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ พร้อมด้วย นายสมยศ ลีลาปัญญาเลิศ สามี ได้เปิดบ้านพักย่านลาดปลาเค้าเพื่อให้นักการเมืองในกลุ่มกทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.) รวมทั้งสมาชิกสภาเขต(ส.ข.) พร้อมด้วยประชาชนเข้ารดน้ำดำหัวในเทศกาลสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย โดยมีนักการเมืองในกลุ่มกว่า 20 คน อาทิ นายวิชาญ มีนชัยนันท์, นายการุณ โหสกุล, นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ, นายสรชาติ เทียนทอง, นางลีลาวดี วัชโรบล, น.ส.ภูวนิดา คุนผลิน, นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตส.ส.กทม., น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น, นายชวลิต วิชยสุทธิ์, นายไพจิต ศรีวรขาน อดีตส.ส.นครพนม, นายขจิต ชัยนิคม อดีต ส.ส.อุดรธานี, นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี, นายวัฒนา เมืองสุข อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะทำพิธีรดน้ำดำหัว คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอวยพรว่า ขอให้มีความสุข ทำสิ่งใดขอให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงขอให้คนรักและเป็นที่นิยมลงเลือกตั้งขอให้เป็นส.ส.และเป็นถึงรัฐมนตรี

          ต่อมาคุณหญิงสุดารัตน์ให้สัมภาษณ์ว่า ทุกปีจะเปิดบ้านให้กลุ่มคนที่เคยทำงานร่วมกันรดน้ำขอพรซึ่งไม่ใช่การเปิดบ้านเพื่อเช็กชื่ออดีตส.ส.ในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การเปิดบ้านในวันเดียวกันกับที่แกนนำพรรคเพื่อไทยเดินทางไป จ.นครปฐม เพื่อพบกับนักการเมืองตระกูลสะสมทรัพย์นั้นไม่มีนัยใดทั้งสิ้น โดยอดีตส.ส.และคนของพรรคที่มาร่วมกิจกรรมที่บ้านเสร็จแล้วก็จะเดินทางไปสมทบและร่วมตีกอล์ฟด้วยเช่นกัน

2พรรคใหญ่ซัด"บิ๊กตู่"สืบอำนาจ! ท้าเปิดหน้าสู้การเมือง

“สะสมทรัพย์”แทงกั๊กสังกัดพท.

          ผู้สื่อข่าวรายงานจากสนามกอล์ฟนิกันติ ต.ธรรมศาลา อ.เมือง จ.นครปฐม ว่า แกนนำพรรคเพื่อไทย กว่า 20 คน นำโดย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษม นิติสิริ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายวราเทพ รัตนากร นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว นายชูศักดิ์ ศิรินิล และนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค ออกรอบตีกอล์ฟกับตระกูลสะสมทรัพย์ โดยมี นายไชยยศ สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายอนุชา สะสมทรัพย์ อดีต ส.ส.นครปฐม ต้อนรับ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการพูดคุยส่วนตัว นายสมชาย และนายภูมิธรรม ได้เอ่ยปากชวนนายไชยยศให้ไปยืนยันสมาชิกอยู่พรรคเพื่อไทยด้วยกัน ซึ่งนายไชยยศได้แต่หัวเราะโดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

          ทั้งนี้ การออกรอบในวันนี้ นายไชยา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างการรักษาตัว และนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ติดภารกิจไปต่างประเทศ จึงไม่ได้มาร่วมออกรอบด้วย

          ด้านนายอนุชา สะสมทรัพย์ อดีต ส.ส.นครปฐม กล่าวว่า สนามกอล์ฟนี้เปิดรับทุกคน โดยไม่รู้ล่วงหน้าว่าใครจะเดินทางมา ในฐานะเจ้าของสนามก็ต้อนรับทุกคน เหมือนเช่นกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เเละหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมาก่อนหน้านี้ ซึ่งวันนี้จะไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมือง และไม่ส่งสัญญาณให้แกนนำพรรคเพื่อไทย

          ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการยืนยันสมาชิกภาพพรรคเพื่อไทยของคนในตระกูลสะสมทรัพย์ นายอนุชา ระบุเพียงสั้นๆ ว่า “เมื่อชาติต้องการ”

บิ๊กเพื่อไทยเกี้ยวให้อยู่พรรคต่อ

          ในขณะที่ นายภูมิธรรมกล่าวออกตัวว่า จะไม่สอบถามเรื่องการเป็นสมาชิกภาพกับอดีต ส.ส.ในตระกูลสะสมทรัพย์ เพราะถือว่าเป็นการพบปะเพื่อออกกำลังกายและพูดคุยเรื่องทั่วไป ซึ่งพรรคยังมีเวลาจนถึงวันที่ 30 เมษายน ที่จะให้สมาชิกแสดงตัวตน และเคารพการตัดสินใจของอดีต ส.ส.ทุกคน

2พรรคใหญ่ซัด"บิ๊กตู่"สืบอำนาจ! ท้าเปิดหน้าสู้การเมือง

           ด้านนายสมชาย  กล่าวยืนยันว่า การมาพบกันวันนี้ไม่ได้มาในนามพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการรวมตัวกันของคนรักการเล่นกีฬา ซึ่งในพรรคมักนัดกันเดือนละ 1-2 ครั้งอยู่แล้ว ครั้งนี้มาออกรอบที่สนามกอล์ฟนิกันติ ของตระกูลสะสมทรัพย์ เป็นเหมือนลูกค้าปกติ มีการแชร์เงินกันคนละ 3,000-4,000 บาท ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดี และสนามกอล์ฟนิกันติก็มีชื่อเสียง ใครๆ ก็ต้องการมาที่นี่

           “พรรคเพื่อไทยกับตระกูลสะสมทรัพย์ก็เคยทำงานการเมืองร่วมกัน แต่วันนี้ไม่มีคุยการเมืองเพราะการเมืองคุยที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยแบบนี้ ส่วนตระกูลสะสมทรัพย์จะไปยืนยันเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ยังมีเวลาถึง 30 เมษายน หรือหากยังไม่ใช่สมาชิก ก็สามารถสมัครได้ก่อนเลือกตั้งและขอไม่สื่อสารใดๆ ไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่จับตาการมาเล่นกอล์ฟวันนี้ เพราะไม่จำเป็นต้องแก้ตัวอะไร การพบกันวันนี้ไม่ได้ทำผิดอะไร” อดีตนายกรัฐมนตรีระบุ

          ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังชลจะมีโอกาสมาทำงานร่วมกันหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้ เพราะห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ส่วนในอนาคตก็ต้องไปถามนายสนธยาเอง ซึ่งตนไม่ได้พูดในนามพรรคเพื่อไทยเพราะเป็นแค่อดีตสมาชิกพรรคและตอนนี้ได้ไปยืนยันเป็นสมาชิกเท่านั้น ยังไม่รู้ว่าจะมาเล่นการเมืองหรือเป็นส.ส.หรือไม่ ไม่ได้กังวลว่าการเลือกตั้งจะมีเมื่อไร รอวันกำหนดเลือกตั้งอย่างเดียว เพราะสุดท้ายประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

ไชยยศให้ถามคนนครปฐมก่อน

          ขณะที่ นายไชยยศกล่าวว่า ตอนนี้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพราะเคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง จึงไปยืนยันสมาชิกพรรคไม่ได้ แต่หลังจากนี้ยังมีเวลา พร้อมเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ทาบทามเป็นที่ปรึกษาการเมือง และไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร ที่ตระกูลคุณปลื้มรับตำแหน่งนั้นไปแล้ว

          ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ไม่เล่นกอล์ฟ แต่เล่นการเมืองได้ใช่ไหม นายไชยยศตอบว่า การเมืองไม่ใช่ยาพิษ การเมืองอาจจะงดงามก็ได้ ถ้าไม่งดงามคงไม่มีเลือกตั้ง คนตระกูลสะสมทรัพย์ยังไม่ได้คุยกันอย่างเป็นทางการ ตอนนี้นายเผดิมชัยอยู่ต่างประเทศ

           “ผมยืนยัน ยึดหลักอนัตตา คือมองว่า ทั้งชีวิตคน ทั้งการเมือง ไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาใคร เป็นไปตามสภาพที่เปลี่ยนแปลง ส่วนคำถามที่ว่า อยากให้การเมืองไทยเป็นอย่างไร ต้องถามประชาชน รวมทั้งถามคนนครปฐมว่า อยากให้คนตระกูลสะสมทรัพย์อยู่ตรงไหน ส่วนตัวเชื่อว่าสภาคือสิ่งงดงามมีการถ่วงดุลตรวจสอบ” นายไชยยศ กล่าว

2พรรคใหญ่ซัด"บิ๊กตู่"สืบอำนาจ! ท้าเปิดหน้าสู้การเมือง

บิ๊กป้อมโยนถามนายกฯตั้งกุนซือ

          ทางด้านความเคลื่อนไหวซีกรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงการดึงพรรคพลังชลมาทำงานกับรัฐบาลว่า “ให้ไปถามนายกฯ เอง” เมื่อถามย้ำว่าในอนาคตพรรคพลังชลจะมาร่วมพรรคการเมืองที่ตั้งโดยคสช.ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด ได้แต่ส่งยิ้มให้สื่อมวลชนก่อนรีบขึ้นไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) บนตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาลในทันที

          ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ตนกับนายสนธยารู้จักกันมานานและนายสนธยาได้อาสามาเพื่อจะสื่อสารกับประชาชนและทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ เพราะพื้นที่ของนายสนธยาเป็นเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซีอยู่แล้ว เพราะจุดสำคัญของอีอีซีคือประชาชนต้องเข้าใจในผลประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งนายสนธยาเองก็มีคณะทำงานอยู่ในพื้นที่ ไม่มีอะไรมากมาย

          เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามกรณี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ใต้บังคับบัญชาด้านเศรษฐกิจจะตั้งพรรค นายสมคิดปฏิเสธตอบคำถามถึงความคืบหน้าการตั้งพรรคการเมืองใหม่ และประเด็นว่าพรรคใหม่จะใช้ชื่อพรรคภูมิธรรมจริงหรือไม่ โดยขอให้ไปถามประเด็นดังกล่าวกับนายอุตตมเอง

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงแรกที่นายสมคิดให้สัมภาษณ์ระหว่างรอรถตู้ ก็มีรอยยิ้มบ้าง แต่เมื่อถูกผู้สื่อข่าวรุมสัมภาษณ์เพิ่มก็เริ่มมีสีหน้าบึ้งตึง ก่อนจะเดินวนไปวนมา และเอ่ยปากตำหนิลูกน้องว่า “รถมาหรือยัง” ก่อนที่รถจะมารับออกไปจากทำเนียบรัฐบาล

2พรรคใหญ่ซัด"บิ๊กตู่"สืบอำนาจ! ท้าเปิดหน้าสู้การเมือง

วิษณุแจงให้มาดูงานด้านอีอีซี

          นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสนธยามารับหน้าที่ส่วนไหนไม่ทราบ เท่าที่ทราบ พล.อ.ประยุทธ์จะให้มาดูเรื่องอีอีซี ได้รับเงินเดือนประมาณ 6-7 หมื่นบาท ส่วนนายอิทธิพลได้เงินเดือนประมาณ 5 หมื่นบาท แต่ต้องเสียภาษีตามปกติ ซึ่งการแต่งตั้งทั้ง 2 คน สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอโดยแนบคุณสมบัติมาเรียบร้อยแล้ว ในครม.จึงไม่ได้พูดอะไรกัน

          ต่อข้อถามการเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองไม่ขัดต่อการรับตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ขัดกฎหมาย สมัยก่อนก็มีแบบนี้ แต่ถ้าเป็นส.ส.มาเป็นไม่ได้ เมื่อถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เหมาะสม นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ โดยตำแหน่งมาเป็นที่ปรึกษาด้านการเมือง ฝ่ายการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนนายกฯ จะให้ทำอะไรก็แล้วแต่นายกฯ เหมือนกับรัฐมนตรีที่จะมีที่ปรึกษาทุกคน สำหรับนายกฯ อาจมีที่ปรึกษาได้ถึง 5 คน

           ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าวันหนึ่งประกาศวันเลือกตั้ง นายสนธยาสามารถลาออกไปสมัครส.ส.ได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องลาออก แต่ถ้าจะลาออกก็ได้ เหมือนกับรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องลาออกเหมือนกัน แต่บังเอิญครม.ชุดนี้รัฐธรรมนูญไปกำหนดไว้ ถ้าจะลงเลือกตั้งต้องลาออกก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นลงเลือกตั้งไม่ได้ เมื่อถามต่อว่า สังคมมองว่าเป็นการหาแนวร่วมเพื่อสืบทอดอำนาจภายหลังการเลือกตั้ง นายวิษณุ กล่าวว่า “ไม่ทราบ ต้องถามนายกฯ เอง”

          นายวิษณุยังกล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 หลังพรรคการเมืองเรียกร้องให้ปลดล็อกเพื่อให้ทำกิจกรรมได้ว่า ขณะนี้เรื่องอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา

ปัดจัดตั้งรบ.สมัยหน้าในทำเนียบ

           นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ขณะนี้นายอิทธิพลยังไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยรมว.ท่องเที่ยวฯ ส่วนเหตุผลที่เลือกนั้น ขอให้รอพิสูจน์ผลงานกันดีกว่า ซึ่งนายอิทธิพลเป็นอดีตนายกเมืองพัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยว และตอนนี้ภาระงานของตน เฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยว ก็มีตั้ง 2,200 กิจกรรมต่อปี ถ้ามีคนมาช่วยได้ก็ดีทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม รู้จักกับนายอิทธิพล เคยเห็นฝีมือการทำงานมาก่อน และเคยทำงานด้านกีฬาร่วมกัน

          เมื่อถามว่า ไม่ได้มองเป็นเรื่องการเมืองใช่หรือไม่ เนื่องจากนายอิทธิพลเองอยู่ในสายของพรรคพลังชล นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า “ไม่” เมื่อถามอีกว่า ช่วงนี้มีการดูดตัวนักการเมืองเพื่อแลกกับตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า “คงไม่เกี่ยวกับผม ผมก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของผมอยู่นี่”

          ต่อข้อถามเป็นความต้องการของ รมว.ท่องเที่ยวฯ หรือนายสมคิดเสนอมา นายวีระศักดิ์กล่าวว่า เอาเป็นว่าจะมีคนมาเท่าไร ตนสามารถใช้งานได้หมด เมื่อถามย้ำว่า รมว.ท่องเที่ยวฯ เป็นคนชวนนายอิทธิพลมาเองใช่หรือไม่ นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ใช่เจ้าของกระทรวง แต่ถ้าจะให้โควตาดึงใครมาเพิ่มอีก ก็ยินดี ทั้งนี้การแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องเห็นชอบก่อนจะมาที่เจ้ากระทรวง ยืนยันว่าไม่ได้ติดใจว่านายอิทธิพลจะมาอย่างไร อยากรู้เพียงว่าสามารถทำงานร่วมกันและรับถ่ายโอนอำนาจจัดการงานให้ตนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตอนนี้งานเยอะจริงๆ แต่เจ้าหน้าที่มีเท่าเดิม และกระทรวงก็ไม่ได้มีรัฐมนตรีช่วย

          “ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่ต้องอธิบายทั้งหมด ผมไม่ได้ทราบที่มาทั้งหมด แต่บอกได้เท่าที่ผมรู้ ส่วนข้อครหาที่บอกว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลในทำเนียบนั้น ผมไม่ทราบ แต่ละวันผมทำแต่งานของผม ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับใครเลย” นายวีระศักดิ์ กล่าว

พลังชลยันไร้นัยทางการเมือง

          นายสุระ เตชะทัต โฆษกพรรคพลังชล กล่าวว่า การรับตำแหน่งของนายสนธยาก็เพื่อเข้าไปช่วยงานรัฐบาลในการขับเคลื่อนโครงการเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) อย่านำเรื่องนี้มาเชื่อมโยงกับอนาคตทางการเมืองของพรรคพลังชลหลังการเลือกตั้ง เพราะเรื่องนี้เป็นการเข้าไปช่วยขับเคลื่อนงานในภาคตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคพลังชล นายสนธยามีประสบการณ์ในการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเนื่องจากทำมานาน การรับตำแหน่งนี้ถือเป็นประโยชน์ของส่วนร่วม

          ส่วนกรณีที่มองกันว่าการรับตำแหน่งครั้งนี้เป็นดีลการเมืองในอนาคตนั้น ยืนยันว่าการรับตำแหน่งของนายสนธยาครั้งนี้ไม่มีเงื่อนไขหรือนัยใดๆ ทางการเมืองในอนาคตทั้งสิ้น พรรคพลังชลจะเดินหน้าทางการเมืองในนามพรรคต่อไป ไม่ไปรวมกับพรรคใดหรือกลุ่มใด และนายสนธยาจะเป็นผู้นำพรรคต่อไปเช่นเดิม ส่วนหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรนั้นขอให้ถึงวันนั้นก่อน เพราะเราต้องรับฟังเสียงของประชาชนก่อน

“สาทิตย์”ยืนยันสมาชิกปชป.แล้ว

         นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีตส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. กล่าวถึงแนวทางการปลดล็อกทางการเมืองว่า การปลดล็อกทางการเมืองของรัฐบาล คสช. ที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งนั้น คสช.มีขั้นตอน มีแผนอยู่แล้วว่าจะปลดล็อกเมื่อไร เพราะมีขั้นตอนของการยืนยันสมาชิกพรรคให้เสร็จภายในเดือนนี้ หลังจากนี้จะเป็นไปตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญว่า ประชาชนสามารถดำเนินการทางการเมืองได้ นั่นคือการปลดล็อกตามขั้นตอน ซึ่งคิดว่าการปลดล็อกทางการเมืองนั้นเรื่องสำคัญตัวนักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองในระบอบทักษิณจะต้องปลดล็อกให้พ้นจากความขัดแย้ง ไม่เช่นนั้นประชาชนก็เกิดความรู้สึกความขัดแย้ง แล้วจะเป็นปัญหาต่อการปฏิรูปการเมืองในอนาคตด้วย ถึงขนาดที่มวลมหาประชาชนออกมาต่อสู้กลางถนน คสช.ยึดอำนาจ นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว การเมืองยังไม่ไปไหน ประชาชนจะหมดหวังจากการเมืองเอาได้

          “ผมยืนยันเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังเคารพรักเหมือนเดิม เพราะว่าร่วมต่อสู้ร่วมเป็นร่วมตายกันมาจะทิ้งกันไม่ได้ และได้บอกนายสุเทพว่าได้ยืนยันเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลาก็คงลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขตในจังหวัดตรัง เนื่องจากมีความผูกพันกับเขต แสดงความจำนงลงสมัครในระบบเขตเลือกตั้งมากกว่า ปัจจุบัน ส.ส.ตรัง เหลือ 3 เขต ส.ส.ลดลง 1 คน คิดว่าต้องรอให้พ้นระยะเวลาการยืนยันสมาชิกเสร็จสิ้นก่อน ขั้นตอนต่อไปพรรคก็คงดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมือง ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะให้มีการแสดงความจำนงลงสมัครในระบบเขตเลือกตั้ง เมื่อเวลามาถึงคงจะมีความชัดเจนมากขึ้น” นายสาทิตย์กล่าว

นปช.จวกบิ๊กตู่สองมาตรฐาน

          นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า รัฐบาลนี้จะตั้งใครดำรงตำแหน่งการเมืองใดก็ได้เพราะมีอำนาจ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความชอบธรรมหากกลุ่มนายสมคิด จะตั้งพรรคการเมืองจริง เพราะตอนนี้ถือว่าพรรคดังกล่าวเคลื่อนไหวมากที่สุด ทุกคนที่ได้รับแต่งตั้งต่างยอมรับว่าคุยกับนายสมคิดมาก่อน ในขณะที่พรรคอื่นแม้แต่รับสมาชิกใหม่ยังทำไม่ได้ แต่ดูเหมือนพรรคนี้มีตำแหน่งทางการเมืองเป็นหลักประกัน ดึงกลุ่มต่างๆ เข้าเป็นสมาชิกได้ ซึ่งผู้มีอำนาจบอกว่าจะจับตาพรรคและกลุ่มการเมืองไม่ให้ผิดกฎหมาย ถ้าคำสั่งคสช.หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อบังคับใช้แบบไม่เลือกปฏิบัติก็อยากให้หันไปมองความเคลื่อนไหวกลุ่มนี้บ้าง

          นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าถ้าเกิดพรรคนี้ขึ้นจริงจะเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรีเพื่อเป็นนายกฯ คนในนั้นก็อาจมองได้ แต่ตนคิดว่าน่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่ง คือผู้มีอำนาจไม่ตอบรับให้พรรคไหนเสนอชื่อ แต่พรรคที่เตรียมไว้จะดูดนักการเมืองเข้าร่วมแล้วไปเดินเกมรวมเสียงกับพรรคขนาดเล็กขนาดกลางหลังการเลือกตั้ง ถ้าได้เกิน 80 เสียงกับต้นทุนส.ว.อีก 250 จะเป็นตัวแปรชี้ขาดจัดตั้งรัฐบาล เงื่อนไขนายกฯ คนนอกที่จะกำหนดให้พรรคใหญ่ต้องยอมรับจะเกิดตรงนั้น ส่วนพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์จะไปยกมือให้คนนอกเพื่อเป็นรัฐบาลหรือไม่นั้น เชื่อว่าประชาชนมองออกอยู่แล้ว

“บิ๊กอ๊อด”ลั่นหนุน“บิ๊กตู่”พี่น้องกัน

          พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรมว.กลาโหม กล่าวถึงความเคลื่อนไหวการเมืองที่เริ่มคึกคัก โดยเฉพาะหลายพรรคที่พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ว่า “ก็ดี” เมื่อถามว่า ส่วนตัวสนใจการเมืองหรือไม่ว่า “ก็ดูอยู่” ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าสนใจการเมืองใช่หรือไม่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า “ก็ชีวิตเราก็มาแบบนี้แล้ว”

          พล.อ.ยุทธ์ศักดิ์กล่าวยืนยันว่าหากในอนาคต พล.อ.ประยุทธ

ไม่พลาด “บิ๊กตู่” เจอแน่ “แจ็ค หม่า” เข้าทำเนียบ พรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/321930

ไม่พลาด “บิ๊กตู่” เจอแน่ “แจ็ค หม่า” เข้าทำเนียบ พรุ่งนี้

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  1 วันที่ผ่านมา
บิ๊กตู่,แจ็ค หม่า,อาลีบาบา,อีอีซี

“แจ็ค หม่า” เยือนไทย เข้าคาราวะ “บิ๊กตู่” พร้อมประกาศแผนลงทุน “อาลีบาบา” ใน อีอีซี

          18 เม.ย.61 – “แจ็ค หม่า” (Jack Ma) ประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบา พร้อมเยือนประเทศไทย พรุ่งนี้ 19 เม.ย. เพื่อประกาศแผนการลงทุนของอาลีบาบา ในพื้นที่อีอีซี (Eastern Economic Corridor : EEC) รวมถึงโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัล และส่งเสริมบุคลากรไทยในการพัฒนาทักษะ ขีดความสามารถด้านดิจิทัลอีคอมเมิร์ซ

 ไม่พลาด "บิ๊กตู่" เจอแน่ "แจ็ค หม่า" เข้าทำเนียบ พรุ่งนี้

แฟ้มภาพ…นายแจ็ค หม่า

โดยกำหนดการเยือนไทยครั้งนี้ “นายแจ็ค หม่า” (Jack Ma) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทอาลีบาบา วัย 53 ปี และคณะผู้บริหาร จะเข้าเยี่ยมคารวะ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.  ในวันที่ 19 เม.ย.นี้  เวลา 10.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งนับแต่ที่ “นายแจ็ค หม่า” มาเยือนประเทศไทย เมื่อปี 2559 กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ไปรษณีย์ไทย (Thai Post) และหน่วยงานอื่น ได้ร่วมหารือกับทีมงานของอาลีบาบามาอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ได้ข้อสรุปความร่วมมือในโครงการหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ดังนี้

 ไม่พลาด "บิ๊กตู่" เจอแน่ "แจ็ค หม่า" เข้าทำเนียบ พรุ่งนี้

แฟ้มภาพ…นายแจ็ค หม่า เข้าคาราวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

1) โครงการลงทุนสร้างศูนย์ Smart Digital Hub ใน พื้นที่ EEC โดยศูนย์ฯ นี้จะอาศัยเทคโนโลยีระดับโลกของอาลีบาบาในด้านการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) และไปยังที่อื่นทั่วโลก ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานกับกรมศุลกากรในการยกระดับพิธีการทางศุลกากรให้เป็นระบบดิจิทัลด้วย ซึ่งการตั้งศูนย์ Smart Digital Hub นี้จะช่วยผลักดันให้เหล่าธุรกิจ Startup และ SME ไทยสามารถพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลให้เข้าถึงตลาดทั่วโลกได้ รวมถึงจะเป็นศูนย์กลางการในการดำเนินกิจกรรมวิจัยพัฒนาดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงาน EEC จะเชื่อมประสาน Smart Digital Hub กับ เขตนวัตกรรมดิจิทัล หรือดิจิทัลพาร์ค (EECd) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ด้วย

2) โครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรในด้านดิจิทัลและการส่งเสริมธุรกิจผ่าน E-Commerce ซึ่งอาลีบาบาจะร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนากลุ่มคนเก่งหรือดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) โดยอาลีบาบาได้เสนอให้วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา หรือ Alibaba Business School (ABS) มาร่วมสนับสนุนการใช้ Platform  E-Commerce โดยจะเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ทั้งนี้ ภายใต้โครงการนี้ อาลีบาบาจะเปิดโอกาส ให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์รวมถึงผู้ประกอบการไทยไปร่วมเข้าโครงการฝึกอบรมพัฒนาในด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งสร้างเครือข่าย (Networking) กับดาวเด่นหรือ Talents ทั่วโลกที่ประเทศจีนอีกด้วย

3) โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลอีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ประกอบการ SME และ Startup  ของไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัลโดยเน้นให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจ ได้เรียนรู้และเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีไทยให้สามารถเข้าถึง Regional Global Value Chain โดยอาลีบาบาจะจัดทีมงานร่วมลงพื้นที่กับทีมงานของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยใช้เครือข่าย ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 สู่อนาคต (Industry Transformation Center: ITC) ในระดับภาคและจังหวัดของกระทรวงอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สามารถพัฒนาและเข้าถึงผู้ประกอบการ SME และ ผู้ประกอบการ Startup ระดับชุมชนทั่วประเทศ

 ไม่พลาด "บิ๊กตู่" เจอแน่ "แจ็ค หม่า" เข้าทำเนียบ พรุ่งนี้

แฟ้มภาพ

4) อาลีบาบา จะร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการจัดทำ Thailand Tourism Platform สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะเพื่อจัดกิจกรรมด้านการตลาดร่วมกันบนออนไลน์แพลทฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงกับสื่อและช่องทางต่างๆ ของ ททท. รวมทั้งจะร่วมมือกันในด้านการใช้ข้อมูลทางการท่องเที่ยว (Tourism Big Data) เพื่อเจาะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนร่วมมือกันส่งเสริมการท่องเที่ยวในไทยให้รองรับกับยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเมืองรองและการท่องเที่ยวในระดับชุมชนของรัฐบาล
5) กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับอาลีบาบาในการเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com เพื่อสนับสนุนการขายข้าวไทยทางออนไลน์ในจีน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวสามารถเข้าถึงตลาด E-commerce ในจีนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดรับกับเทรนด์ในปัจจุบันที่สินค้าไทยกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตรและอาหารของไทย

ทาบดันอีอีซี “สนธยา” ปัดปูทางร่วม “พรรคประชารัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/321722

ทาบดันอีอีซี “สนธยา” ปัดปูทางร่วม “พรรคประชารัฐ”

ข่าวการเมือง,สนธยา,อีอีซี,พรรคประชารัฐ,ที่ปรึกษา

“สนธยา” เผยถูกทาบให้มาช่วย “ผลักดันโครงการอีอีซี” ปฏิเสธปูทางร่วม “พรรคประชารัฐ”

               กรณีที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้ง นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ตามที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอ พร้อมกับแต่งตั้ง นายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเทศมนตรีเมืองพัทยา เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามที่ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้เสนอ

 

นายสนธยา เปิดเผยว่า การที่รับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพราะคิดว่าตำแหน่งนี้จะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ สิ่งที่ตั้งใจเข้ามาเพื่อผลักดันโครงการเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะอยู่ตรงนี้ทุกวันนี้ก็ทำงานประสานการพัฒนาพื้นที่อีอีซีอยู่แล้ว
“เมื่อรัฐบาลคิดว่าผมเป็นคนในพื้นที่ใกล้ชิดประชาชน เข้ามาจะเป็นคนประสานภาคพื้นที่กับส่วนกลางในระดับนโยบาย ก็จะทำให้การพัฒนาสมบูรณ์มากขึ้น และคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นโอกาสทำงานให้บ้านเมืองได้ ผมก็ตอบรับไป” นายสนธยา กล่าว
เมื่อถามว่า การรับตำแหน่งดังกล่าว เป็นการปูทางร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐในอนาคตหรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า ไม่ได้คิดเรื่องนี้ การรับตำแหน่งดังกล่าวเพื่อขับเคลื่อนอีอีซี ถึงอย่างไรก็เป็นบ้านเรา เราก็ทำงาน พรรคพลังชลเป็นพรรคท้องถิ่นอยู่แล้ว เราก็ทำงานเพื่อท้องถิ่น และได้มีโอกาสทำงานโดยตรงกับรัฐบาล ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ให้เราทำงานให้กับบ้านเมือง เมื่อมีโอกาสทำงานให้บ้านเมืองก็ต้องรับ และเวลานี้เป็นหัวหน้าพรรคพลังชล และยืนยันสมาชิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พรรคก็ดำเนินการตามปกติ ตามกฎหมาย ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง

ไม่ออก “ม.44” อุ้ม ทีวีดิจิตอล-ค่ายมือถือ “บิ๊กตู่” รอ กสทช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/321716

ไม่ออก “ม.44” อุ้ม ทีวีดิจิตอล-ค่ายมือถือ “บิ๊กตู่” รอ กสทช.

บิ๊กตู่,กสทช,ทีวีดิจิตอล,โทรคมนาคม,ค่ายมือถือ,ม44

“บิ๊กตู่” เผย “กสทช.” กำลังพิจารณาอยู่ ยังไม่ออก ม.44 อุ้ม ทำอะไรต้องตอบสังคมได้!!

         17 เม.ย.61- “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยัน ยังไม่ได้ออกคำสั่งมาตรา 44 ช่วยเหลือใดๆ กับทีวีดิจิตอล และโทรคมนาคม

 

ไม่ออก "ม.44" อุ้ม ทีวีดิจิตอล-ค่ายมือถือ "บิ๊กตู่" รอ กสทช.

ที่ทำเนียบรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม และผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ว่า เรื่องการออกคำสั่งมาตรา 44 การช่วยเหลือทีวีดิจิตอลและโทรคมนาคมนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ไม่ออก "ม.44" อุ้ม ทีวีดิจิตอล-ค่ายมือถือ "บิ๊กตู่" รอ กสทช.

แฟ้มภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

โดยขณะนี้ ยังไม่ได้ออกคำสั่งใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม อยากให้แยกออกเป็น 2 กรณี คือเรื่องดิจิตอล และเรื่องคลื่นความถี่ ทั้งนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ต้องตอบคำถามสังคมได้และต้องไม่ลืมว่า ย่อมมีผลทางเศรษฐกิจด้วยเนื่องจากหลายอย่างมีผลพันกันไปหมด ก็ขอให้ติดตามกันต่อไป