แห่รับยา!! ปชช.ไม่สน’ยาหมอแสง’ไม่ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323108

แห่รับยา!! ปชช.ไม่สน’ยาหมอแสง’ไม่ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

หมอแสง,ไม่สนผลวิจัย,เมนูต้านมะเร็ง,ชาวบ้าน,ให้สูตรต่างชาติ

ผู้ป่วยมะเร็งไม่สนผลวิจัยสมุนไพรหมอแสงไม่สามารถฆ่าเซลมะเร็งได้ แจงหากคนกินยาสมุนไพรไม่ออกมาช่วยเผยผลหลังกิน อาจเลิกผลิต มอบสูตรให้ต่างชาติ

         เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า หลังจากที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึง การที่ได้นำตัวยาสมุนไพรของหมอแสง

          หรือนายแสงชัย  แหเลิศตระกูล มาทดลองในลักษณะที่มีตัวยาเข้มข้นต่างแยกเป็นที่อยู่ในสารน้ำในเลือด และปริมาณที่เข้มข้นสูงๆ แล้วนำสมุนไพรนี้ไปทดลองกับเซลมะเร็ง7แบบ คือมะเร็งเต้านม3ชนิดมะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะผลการทดลองในหลอดทดลองพบว่าฤทธิยาของหมอแสงไม่สามารถยับยั้งเซลมะเร็งได้

แห่รับยา!! ปชช.ไม่สน'ยาหมอแสง'ไม่ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

        แต่กรมการแพทย์ไทยได้ศึกษาต่อในเรื่องของคุณภาพชีวิตก็พบว่าสามารถใช้ได้ นายแสงชัยหรือหมอแสงกล่าวว่าไม่ว่าผลจะออกมายังไงยืนยันว่าจะเดินหน้าแจกยาให้แก่ผู้ป่วยต่อไปเหมือนเดิม ครั้งนี้(วันที่5-6พ.ค.)จะแจกยาที่เตรียมไว้ถึงสี่แสนเม็ด นั้น

แห่รับยา!! ปชช.ไม่สน'ยาหมอแสง'ไม่ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

          บรรยากาศที่สภ.เมืองปราจีนบุรี ที่ผู้ป่วยหรือญาติของผู้ป่วยมะเร็งต้องมาแจ้งความและยื่นเรื่องลงบันทึกประจำวันก่อนขอรับยาในการรักษากับหมอแสงพบว่ามีประชาชนทยอยมาดำเนินการลงบันทึกประจำวันในการรักษามะเร็งอย่างต่อเนื่องไม่สนใจกรมการแพทย์ฯที่ออกมาระบุตัวยาสมุนไพรของหมอแสงไม่สามารถยับยั้งหรือฆ่าเซลมะเร็งได้แต่อย่างใด

แห่รับยา!! ปชช.ไม่สน'ยาหมอแสง'ไม่ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

         นายอดุลย์สิงห์ ทองหอมอายุ 52 ปี อยู่ที่ 391 หมู่11 ต.คลองมะเกรา อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า เป็นมะเร็งตับมารับยาหมอแสง 4 ครั้งกินแล้วอาการดี รวมถึงสุขภาพดีขึ้นร่างกายแข็งแรง

แห่รับยา!! ปชช.ไม่สน'ยาหมอแสง'ไม่ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

        ด้าน นางบุญศรี แต้มทอง อายุ 63 ปี เลขที่ 77 หมู่ 2 ต.บ้านหอย อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า เป็นมะเร็งเต้านมมารับยาหมอแสง 1 ปีกว่าแล้ว หลังกินยาสมุนไพรแล้วอาการดีขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น จึงมารับยากินอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะแน่ใจว่าตัวเองจะหายขาดจากโรคร้าย

      ขณะที่นายแสงชัย หรือหมอแสง แหเลิศตระกูล กล่าวให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ตนกำลังเดินทางไปที่ จ.นครพนมจากที่กำหนดแจกสมุนไพรให้ผู้ป่วยมะเร็งฟรีในทุกวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ ต้นเดือนนั้นในวันที่ 5 -6 พ.ค. 2561 ต้องแจกสมุนไพรต่อไป เนื่องจากผู้ป่วย,ญาติจากทั่วสารทิศมาจับจองที่พักกันเต็มหมดแล้ว

แห่รับยา!! ปชช.ไม่สน'ยาหมอแสง'ไม่ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

หมอแสง 

        “ส่วนประเด็นที่คนสงสัยว่าตนเองจะเลิกผลิตสมุนไพรหรือไม่นั้น อาจจะให้สูตรยากับต่างประเทศขายก็ได้ หากไม่มีคนกินออกมาช่วยคนกินต้องช่วยยืนยันผลกินยาให้กับผมด้วย”นายแสงชัยกล่าว

แห่รับยา!! ปชช.ไม่สน'ยาหมอแสง'ไม่ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

         นายแสงชัย กล่าวต่อไปว่า “จากที่กรมการแพทย์ได้นำเซลมะเร็ง อาทิ มะเร็งเต้านม 3 ชนิด มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะ ใส่หลอดทดลองด้วยยาทางเคมีผลการทดลองในหลอดทดลองพบว่าฤทธิยาฆ่าเชื้อมะเร็งตายได้70 – 80 เปอร์เซ็นต์ส่วนสมุนไพรทดลองแล้วแจ้งว่ายับยั้งหรือฆ่าเชื้อมะเร็งได้โดยไม่ได้บอกว่ายับยั้งได้กี่เปอร์เซ็นต์นั้น ตนเองสงสัยเหมือนกันว่าทำไม่ไม่เอายาเบญจอำมฤต ยาสมุนไพรของกรมการแพทย์แผนไทยไปวิจัยบ้าง และแจ้งถึงผลว่าสามารถยับยั้งเซลมะเร็งได้กี่เปอร์เซ็นต์

แห่รับยา!! ปชช.ไม่สน'ยาหมอแสง'ไม่ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

         ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม สำหรับยาเบญจอำมฤตย์เป็นตำรับยาแผนโบราณ มีสรรพคุณเป็นยาถ่าย เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งตับ ที่ตับทำงานได้ไม่ดี ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องอืด ตัวยามีส่วนประกอบของสมุนไพร9ชนิด คือ รงทอง มหาหิงคุ์ ยาดำ ตองแตก พริกไทย ดีปลี ดีเกลือฝรั่ง มะกรูด และขิงหลังจากผลิตแล้วจะนำมาผ่านกรรมวิธีบรรจุในแคปซูล เพื่อให้รับประทานยาได้ง่าย

       อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        ทดสอบแล้ว !! ‘ยาหมอแสง’ ไม่ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

วอน”บิ๊กตู่”ปรับฐานรับเงินบำนาญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323091

วอน”บิ๊กตู่”ปรับฐานรับเงินบำนาญ

รัฐทุุ่ม49ล้าน,วัดวันแรงงานแห่งชาติ,1พค2561,ณ ลานคนเมือง กทม,พลตออดุลย์,แรงงานยื่น10ข้อ,บิ๊กตู่,วอนปรับฐานเงินบำนาญ

“วันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค.61” รัฐทุ่ม 4.9 ล้าน จัดที่ลานคนเมือง กทม.แรงงานเตรียมยื่น 10 ข้อให้”บื๊กตู่”วอนปรับฐานรับเงินบำนาญที่5,000บาท/เดือน เกษียณที่อายุ60ปี

        พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(รมว.แรงงาน) แถลงข่าวการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2561 ว่า การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ในปีนี้

         มีคณะกรรมการจัดงานจาก 15 สภาองค์การลูกจ้างและสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทยและกลุ่มแรงงานนอกระบบ โดยมี นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่ประธานจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ในวันอังคารที่ 1 พฤษภาคม 2561

        โดยในช่วงเช้า เวลา 07.15 น. มีพิธีทางศาสนา เจริญพระพุทธมนต์ ณ ปะรำพิธี บริเวณราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมถ์ (สนามม้านางเลิ้ง) จากนั้นเวลา 09.45 น. เคลื่อนริ้วขบวนเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ริ้วขบวนของกระทรวงแรงงาน และริ้วขบวนของผู้ใช้แรงงาน จำนวน 17 องค์กร จากบริเวณสนามม้านางเลิ้งไปยังบริเวณลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

วอน"บิ๊กตู่"ปรับฐานรับเงินบำนาญ

      และในเวลา 14.30 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ 2561 รับข้อเรียกร้อง และกล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้ใช้แรงงาน นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานได้จัดให้มีกิจกรรมสนับสนุนการจัดงานของทุกหน่วยงานในสังกัด อาทิ การให้ความรู้ด้านกฎหมายแรงงาน บูธนิทรรศการ เล่นเกมตอบปัญหาชิงรางวัล พร้อมรับชมคอนเสิร์ตจากศิลปินแกรมมี่ โกลด์

         รมว.แรงงาน กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อเรียกร้องวันแรงงานชาติในปีที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกข้อ ซึ่งบางข้อได้ดำเนินการแล้วและบางข้อ อยู่ระหว่างดำเนินการ

        และในปี 2561 ผู้ใช้แรงงานมีข้อเรียกร้องที่จะยื่นต่อนายกรัฐมนตรี 10 ข้อ อาทิ ขอให้แก้ไขพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยกำหนดให้ลูกจ้างเกษียณอายุที่ 60 ปี ปรับฐานการรับเงินบำนาญให้มีอัตราเริ่มต้นที่ 5,000 บาทต่อเดือน

        ให้ผู้ประกันตนที่พ้นสภาพการเป็นมาตรา 33 และรับบำนาญให้มีสิทธิสมัครมาตรา 39 ได้โดยไม่ตัดสิทธิการรับเงินบำนาญ ขอให้รัฐบาลกำหนดให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นภาคบังคับและลูกจ้างต้องได้รับเงินเมื่อสิ้นสุด การเป็นลูกจ้าง และขอให้รัฐบาลออกกฎหมายคุ้มครองส่งเสริมพัฒนาคุณภาพแรงงานนอกระบบและให้จัดตั้งองค์กรได้ เป็นต้น

วอน"บิ๊กตู่"ปรับฐานรับเงินบำนาญ

พล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว

         “กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยและตระหนักถึงความสำคัญของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน จึงมุ่งมั่นในการกำหนดนโยบายต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานและครอบครัวให้มีความมั่นคงและสามารถดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรีตามนโยบายของรัฐบาล” พล.ต.อ. อดุลย์ กล่าว

           พล.ต.อ.อดุลย์  กล่าวเพิ่มเติมว่า  การจัดกิจกรรมวันแรงงานแห่งชาติปี2561 นี้ รัฐบาลได้จัดสรรเงินประมาณจำนวน 4,905,200 บาท เพื่อรวมพลังพี่น้องแรงงานประสานความสามัคคีย์ปรองดองนับเป็นการรวมตัวอย่างอิสระ

   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ประกันสังคม รวยอู้ฟู้!!

ขุดทอง”เกาหลี”รวยอู้ฟู้!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323068

ขุดทอง”เกาหลี”รวยอู้ฟู้!!

ขุดทอง,เกาหลี,รายได้ดี,ต้องการแรงงานไทยน7พันคน,บื๊กอุ๋,พลตออดุลย์ แสงสิงแก้ว

“บิ๊กอู่”เผยปี61 สาธารณรัฐเกาหลีต้องการแรงงานไทย7,000 คนทั้งภาคเกษตร-อุตฯ-ก่อสร้างรายได้ดี 48,000–51,000 บาท/เดือน คาดนำเงินเข้าไทยไม่น้อยกว่าปีละ 2,520 ล้านบาท

คลิปที่ 1

         พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานนายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน พร้อมด้วยผู้บริหาระดับสูงของกระทรวงแรงงาน

คลิปที่ 2

         ตรวจเยี่ยมการดำเนินการรับรายงานตัวคนหางานที่ผ่านการทดสอบภาษาเกาหลี และตรวจเยี่ยมการดำเนินการจัดทำทะเบียนประวัติอาชญากรรม ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ ศูนย์การค้าเซียร์รังสิต บริเวณ The Hub ชั้น 3 โดยมี นาย อิมมันกิว กงสุลใหญ่ สถานเอกอัครทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยและนายคัง เบียงเพียว เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ด้วย

ขุดทอง"เกาหลี"รวยอู้ฟู้!!

         พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในวันนี้เป็นการรับรายงานตัวคนหางานที่ผ่านการทดสอบภาษาเกาหลี/ทักษะการทำงาน และจัดทำทะเบียนประวัติอาชญากรรม จำนวน 6,123 คน หลังจากที่ กรมการจัดหางานได้เปิดรับสมัครแรงงานไทยเพื่อไปทำงานภาคอุตสาหกรรม ณ สาธารณรัฐเกาหลี ไปเมื่อวันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ 2561 และมีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 17,677 คน และในรอบแรกเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ผู้แทนจาก HRD Korea ได้เดินทางมาทดสอบภาษาเกาหลี

ขุดทอง"เกาหลี"รวยอู้ฟู้!!

       ซึ่งมีคนหางานเข้ารับการทดสอบภาษาเกาหลี จำนวน 15,890 คน สอบผ่าน 6,406 คน คิดเป็นร้อยละ 40.32 ของผู้เข้ารับการทดสอบ จากนั้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม – 5 เมษายน 2561 คนหางานได้เข้ารับการทดสอบทักษะ และสมรรถภาพ ในรอบที่สอง จำนวน 6,238 คน ผ่านการทดสอบ 6,123 คน คิดเป็นร้อยละ 98.16 ไม่ผ่านการทดสอบส่วนใหญ่เนื่องจากตาบอดสี จำนวน 116 คน ไม่มาทดสอบ จำนวน 167 คน โดยคนหางานจำนวน 6,123 คน นี้ เป็นคนหางานที่มีความพร้อมจะให้นายจ้างเกาหลีคัดเลือกไปทำงาน ซึ่งจะเริ่มคัดเลือกระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2561 – 10 พฤษภาคม 2561 จำนวนประมาณ 1,700 คน

ขุดทอง"เกาหลี"รวยอู้ฟู้!!

        กรมการจัดหางานจึงรีบดำเนินการรับรายงานตัวฯ เพื่อให้ทันต่อการคัดเลือกแรงงานดังกล่าว ซึ่งจะดำเนินการเฉลี่ยวันละ 1,200 คน โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาร่วมดำเนินการจัดทำทะเบียนประวัติอาชญากรรม (CID) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนหางานที่จะเดินทางไปทำงานสาธารณรัฐเกาหลี ได้ตามช่วงเวลาที่นายจ้างเกาหลีต้องการคัดเลือกคนหางานไปทำงานอีกด้วย

       ทั้งนี้ ในปี 2561 สาธารณรัฐเกาหลี มีความต้องการแรงงานไทยจำนวนทั้งสิ้น 7,000 คน แยกเป็น ภาคอุตสาหกรรม จำนวน 4,800 คน ภาคเกษตร-ปศุสัตว์ จำนวน 1,100 คน ภาคก่อสร้าง จำนวน 1,100 คน

คลิปที่ 3

         “ซึ่งหากประเทศไทยสามารถส่งแรงงานไทยได้ตามจำนวนที่สาธารณรัฐเกาหลีต้องการ แรงงานไทยมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 48,000 – 51,000 บาท (1,352,230 – 1,701,780 วอนต่อเดือน) จะมีการส่งเงินรายได้เข้าประเทศอย่างน้อยคนละ 30,000 บาทต่อเดือน หรือ 360,000 บาทต่อปี หากแรงงานไทยได้ทำงานจำนวน 7,000 คน จะมีรายได้เข้าประเทศไม่น้อยกว่าปีละ 2,520 ล้านบาท โดยแรงงานไทยจะได้รับการจ้างงานเป็นระยะเวลา 4 ปี 10 เดือน และต่อสัญญาจ้างได้อีกไม่เกิน 4 ปี 10 เดือน”พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

ขุดทอง"เกาหลี"รวยอู้ฟู้!!

        รมว.แรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับขั้นตอนต่อไปนั้น หากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (CID) และ การตรวจสอบการเข้าเมือง (CCVI) ของคนหางานผ่านเรียบร้อย กรมการจัดหางานจะยื่นวีซ่าให้คนหางาน เพื่อเตรียมเดินทางไปทำงาน แต่ขณะนี้จำนวนคนหางานที่สอบผ่านมีเพียง 6,123 คน

ขุดทอง"เกาหลี"รวยอู้ฟู้!!

       ซึ่งยังมีจำนวนไม่เพียงพอกับจำนวนการเตรียมคนหางานของไทย คือ 7,000 คน จึงจำเป็นต้องประกาศรับสมัครเพิ่มเติมอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการประกาศรับสมัครคนหางานไปทำงานสาธารณรัฐเกาหลีเพิ่มเติมในเดือนมิถุนายน 2561 นี้อีกจำนวน 1,877 คน ซึ่งจะรับสมัครพร้อมกับภาคเกษตร/ปศุสัตว์ 1,100 คน และภาคการก่อสร้าง 1,100 คน

ขุดทอง"เกาหลี"รวยอู้ฟู้!!

        ทั้งนี้ แรงงานที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามการเปิดรับสมัครได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือเว็บไซต์กรมการจัดหางาน http://www.doe.go.th หรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ขุดทอง"เกาหลี"รวยอู้ฟู้!!

ประกันสังคม รวยอู้ฟู้!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323059

ประกันสังคม รวยอู้ฟู้!!

นายแพทย์ สุรเดช,เลขาธิการประกันสังคม,ประกันสังคมรวยอู้ฟู้

“นพ.สุรเดช”เผยผลตอบแทน จากการลงทุนกองทุนประกันสังคม สิ้นสุดไตรมาสแรกปี61 กองทุนฯสร้างผลตอบแทนได้ถึง 13,389 ล้านบาท แจงเน้นลงทุนในสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง

        นายแพทย์สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผย ผลการดำเนินงานการบริหารการลงทุนประกันสังคม กองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน

     ในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 ช่วงระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 ว่า สถานะเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม ณ 31 มีนาคม 2561 มีเงินลงทุนจำนวน 1.79 ล้านล้านบาท

       ประกอบด้วยเงินสมทบที่จัดเก็บจากผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลจำนวน 1.25 ล้านล้านบาท และดอกผลจากการลงทุนสะสม 540,000 ล้านบาท

ประกันสังคม รวยอู้ฟู้!!

       โดยเงินลงทุนสามารถแบ่งออกเป็น หลักทรัพย์ที่มีความมั่งคงสูงร้อยละ 79 และหลักทรัพย์เสี่ยงร้อยละ 21 ซึ่งเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการประกันสังคม ที่กำหนดกรอบการลงทุนในหลักทรัพย์เสี่ยงไม่เกินร้อยละ 40 และอยู่ภายใต้ค่าความเสี่ยงที่คณะกรรมการกำหนด

ประกันสังคม รวยอู้ฟู้!!

        ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2561 ตั้งแต่มกราคม – มีนาคม 2561 สำนักงานประกันสังคมสามารถสร้างผลตอบแทนกองทุนประกันสังคมได้ จำนวน 13,389 ล้านบาท

         เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า เพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคม ได้มีการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ อาทิ จำนวนการใช้บริการของผู้ประกันตน ทั้ง 7 กรณี

         นายแพทย์สุรเดช  กล่าวอีกว่า อัตราการใช้บริการทางการแพทย์ จำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 จำนวนสถานประกอบการ รวมทั้งข้อมูล การลงทุนผ่านทางเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม http://www.sso.go.th

ประกันสังคม รวยอู้ฟู้!!

         ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการรับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และเพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคม

ประกันสังคม รวยอู้ฟู้!!

นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการ สปส.

        “อย่างไรก็ตามสำนักงานประกันสังคมขอให้ผู้ประกันตนมีความเชื่อมั่นในความมุ่งมั่นในการบริหารกองทุนและสร้างผลตอบแทนสะสมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่กองทุนประกันสังคมสามารถรองรับค่าใช้จ่ายในการดูแล และพัฒนาสิทธิประโยชน์กลับคืนสู่ผู้ประกันตนทั้งในปัจจุบันและอนาคตต่อไป”นายแพทย์สุรเดช กล่าวในที่สุด

“บิ๊กอู๋”ย้ำศูนย์ OSS เปิด23 เม.ย.-30มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/322535

“บิ๊กอู๋”ย้ำศูนย์ OSS เปิด23 เม.ย.-30มิ.ย.นี้

นายอนุรักษ์ ทศรัตน์,บิ๊กอู๋,แรงงานต่างด้าว,23เมย-30มิย61,กรมการจัดหางาน,ลงทะเบียน,ศูนย์ OSS

“บิ๊กอู๋”เผยศูนย์ OSS เปิด23 เม.ย.-30มิ.ย.นี้ เฉพาะกทม.4 ศูนย์ย้ำ! จนท.ศูนย์ OSS ยึดหลักปชช.เป็นศูนย์กลาง-มีธรรมาภิบาล มั่นใจ เสร็จทัน 30 มิ.ย.นี้

        นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service : OSS)

          ยึดหลักประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมีธรรมาภิบาล โดยให้บริการประชาชนให้ได้รับความสะดวก มั่นใจ มีความชัดเจน โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และมีความรับผิดชอบ

โดยศูนย์ OSS จะให้บริการจัดทำทะเบียนประวัติ ตรวจลงตรา (วีซ่า) และอนุญาตทำงาน ระยะ 2 แก่แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา กลุ่มที่ได้ยื่นเรื่องขอจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติกับกรมการจัดหางานใน OSS สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์ทางเว็บไซต์กรมการจัดหางาน http://www.doe.go.th ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561

          ที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนแรงงานต่างด้าวต้องดำเนินการดังกล่าวทั้งสิ้น 479,299 คน แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 158,011 คน ต่างจังหวัด 321,288 คน โดยเป็นกลุ่มพิสูจน์สัญชาติแล้ว จำนวน 300,072 คน เป็นกรุงเทพฯ 120,692 คน ต่างจังหวัด 179,380 คน และ กลุ่มยังไม่พิสูจน์สัญชาติ จำนวน 179,227 คน เป็นกรุงเทพฯ 37,319 คน ต่างจังหวัด 141,908 คน

         ทั้งนี้ ศูนย์ OSS กำหนดเปิด 80 แห่ง พร้อมกันทั่วประเทศ 23 เมษายน 2561 ถึง 30 มิถุนายน 2561 ในกรุงเทพมหานครมี 4 ศูนย์ ได้แก่ 1. ศูนย์ OSS กระทรวงแรงงาน ถ.มิตรไมตรี แขวงดินแดง เขตดินแดง 2. ศูนย์ OSS ฮอลแลนด์ ปาร์ค เลขที่ 10/4 ถ.กัลปพฤกษ์ แขวงบางแค เขตบางแค 3. ศูนย์ OSS ห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง สาขาธนบุรี 259 ถ.สิรินธร แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด 4. อาคารวิทยาลัยพยาบาล ชั้น 1 โรงพยาบาลสิรินธร เลขที่ 20 ซอยอ่อนนุช 90 แขวงประเวศ เขตประเวศ ขณะที่ต่างจังหวัดมีจำนวน 76 แห่ง ซึ่งแต่ละศูนย์จะให้บริการได้ 1,000 คนต่อวัน และมั่นใจแล้วเสร็จทันวันที่ 30 มิถุนายน 2561 นี้แน่นอน

 

สำหรับเอกสารที่ใช้คือ 1. แรงงานต่างด้าวพิสูจน์สัญชาติแล้ว แบ่งเป็น 1) กลุ่มที่ดำเนินการไม่ครบตามขั้นตอนของ OSS เอกสารหลักฐานที่ใช้ ได้แก่ แบบทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าว (ทบ.1) และแบบคำขอจดทะเบียนและขอมีบัตรประจำตัว ขอตรวจลงตรา การประทับตราอนุญาต/ ขออยู่ต่อในราชอาณาจักร และการขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว (ทต.1) หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง (PP/CI/TD) พร้อมสำเนา ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จรับเงิน เอกสารของนายจ้าง ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายจ้าง/สำเนาทะเบียนบ้านของนายจ้าง/สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท เป็นต้น

"บิ๊กอู๋"ย้ำศูนย์ OSS เปิด23 เม.ย.-30มิ.ย.นี้นายอนุรักษ์  ทศรัตน์

 

2) กลุ่มที่ยื่นผ่านระบบออนไลน์ เอกสารที่ใช้ได้แก่ แบบ ทบ.1 และ แบบ ทต.1 หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง (PP/CI/TD) พร้อมสำเนา สำเนาใบอนุญาตทำงานหรือใบแทนอนุญาตทำงานที่หมดอายุวันที่ 31 มีนาคม 2561 หรือวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ใบรับรองแพทย์ เอกสารของนายจ้าง ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายจ้าง/สำเนาทะเบียนบ้านของนายจ้าง/ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท เป็นต้น

 

3) กลุ่มที่ยื่นเอกสาร ณ ศูนย์ OSS/ สจก. 1-10 /สจจ. เอกสารที่ใช้ ได้แก่ แบบ ทบ.1 และ แบบ ทต.1 หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง (PP/CI/TD) พร้อมสำเนา สำเนาใบอนุญาตทำงานหรือใบแทนใบอนุญาตทำงานที่หมดอายุวันที่ 31 มีนาคม 2561 หรือ 30 มิถุนายน 2561 ใบรับรองแพทย์ เอกสารของนายจ้าง ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายจ้าง/ สำเนาทะเบียนบ้านของนายจ้าง/ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท เป็นต้น

 

มีค่าใช้จ่ายในการจัดทำทะเบียนประวัติฯ ณ ศูนย์ OSS จำนวน 6,180 บาท แบ่งเป็น 1. ค่าตรวจสุขภาพ 500 บาท และค่าประกันสุขภาพ 3,200 บาท (กระทรวงสาธารณสุข) 2. ค่าธรรมเนียมตรวจลงตรา 500 บาท (สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) 3. ค่าคำขออนุญาตทำงาน 100 บาท และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน 2 ปี 1,800 บาท รวม 1,900 บาท (กรมการจัดหางาน) 4. ค่าธรรมเนียมการขอมีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่สัญชาติไทย 80 บาท (กรมการปกครอง)

"บิ๊กอู๋"ย้ำศูนย์ OSS เปิด23 เม.ย.-30มิ.ย.นี้

นายอนุรักษ์ กล่าวย้ำว่า ขอให้นายจ้างและแรงงานต่างด้าวมาดำเนินการที่ศูนย์ OSS ตามวัน เวลากำหนดที่ได้แจ้งไว้ เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ทันเวลา แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถดำเนินการตามคิวที่กำหนดได้ ขอให้รีบแจ้งกระทรวงแรงงานโดยด่วน

 

"บิ๊กอู๋"ย้ำศูนย์ OSS เปิด23 เม.ย.-30มิ.ย.นี้

 

ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506

เตือน! ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/322531

เตือน! ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน

ฟ้าผ่า,เสี่ยงพายุฤดูร้อน,นายแพทยโอภาศ,เลี่ยงอยุ่ที่โล่ง,ระวังฟ้่าผ่า

สธ.เตือนประชาชนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน แนะหลีกเลี่ยงอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่-ป้ายโฆษณาไม่แข็งแรง ระวังอันตรายจากฟ้าผ่า!!

       นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 24 – 27 เมษายน 2561

        ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฟ้าผ่า และมีลูกเห็บตกบางพื้นที่โดยจะมีผลกระทบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เตือน! ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์

       “ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า”นายแพทย์โอภาส กล่าว

เตือน! ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน

        นายแพทย์โอภาส  กล่าวอีกว่า สำหรับเกษตรกรที่อยู่ในท้องนาและในบริเวณที่โล่งแจ้ง ควรหาที่หลบที่ปลอดภัยทันที โดยเป็นสิ่งปลูกสร้างที่แข็งแรงหากได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน โทรขอความช่วยเหลือได้ที่หมายเลข 1669

        นายแพทย์โอภาส กล่าวอีกว่า ในส่วนของสถานบริการสาธารณสุข ได้กำชับให้ติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนรับมือไม่ให้กระทบบริการประชาชน โดยสำรวจความแข็งแรงของอาคารหลังคาป้ายประกาศ ไฟส่องสว่าง ตัดแต่งต้นไม้ รื้อถอนป้าย สิ่งก่อสร้างที่เป็นอันตราย

เตือน! ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน

       “พร้อมซ่อมแซมให้มีความปลอดภัยตรวจสอบระบบระบายน้ำทำความสะอาดรางน้ำฝน ท่อระบายน้ำไม่ให้อุดตัน ขนย้ายเวชภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ไว้ในที่สูง เตรียมระบบสำรองไฟสำรองยาเวชภัณฑ์ น้ำมัน ออกซิเจน”นายแพทย์โอภาส ระบุ

เตือน! ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน

       นายแพทย์โอภาส กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า และทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการจัดบริการประชาชนให้เพียงพอ และเตรียมแผนการจัดบริการนอกสถานที่และแผนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย กรณีไม่สามารถให้บริการตามแผนทางวางไว้หากต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนสามารถติดต่อกองสาธารณสุขฉุกเฉินได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ว้าววว นักวิจัยไทยเจ๋ง!! กวาด 9 รางวัลใหญ่เวทีวิจัยระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/322511

ว้าววว นักวิจัยไทยเจ๋ง!! กวาด 9 รางวัลใหญ่เวทีวิจัยระดับโลก

นักวิจัยไทยเจ๋ง,นักวิจับ,มทรธัญบุรี,กวาด9รางวัลระดับโลก,กรุงเจนีวา

ไทยเจ๋ง!!  นักวิจัย มทร.ธัญบุรี กวาด 9 รางวัลใหญ่ บนเวทีประกวดผลงานวิจัยระดับโลก ที่กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เฟ้นจาก1,000 ผลงานที่เข้าร่วมแข่งขัน จาก40ประเทศ

       รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรีเปิดเผยว่าจากการที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายด้านการวิจัยในประเทศและมทร.ธัญบุรี

       ส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมประกวดในงาน“46th International Exhibition of Inventions Geneva”ที่กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งเป็นงานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้นและจัดนิทรรศการมีการจัดเป็นประจำทุกปีต่อเนื่อง

       โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสวิสฯ(The Swiss Federal Government of the State, the City of Geneva)และองค์กรทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลกหรือWIPO (The World Intellectual Property Organization ภายในงานมีผลงานเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงนิทรรศการมากกว่า1,000ผลงานจาก40ประเทศ

ว้าววว นักวิจัยไทยเจ๋ง!! กวาด 9 รางวัลใหญ่เวทีวิจัยระดับโลก

         อธิการบดีมทร.ธัญบุรีกล่าวอีกว่าในส่วนของมทร.ธัญบุรีได้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดจำนวน7ผลงานล่าสุดเป็นที่น่ายินดีที่ทั้ง7ผลงานสามารถกวาดรางวัลมาได้ถึง9รางวัลประกอบด้วย

       รางวัลเหรียญทองผลงานงานพิมพ์สามมิติรักษ์สิ่งแวดล้อมจากข้าวไทยของดร.อนินท์มีมนต์คณะวิศวกรรมศาสตร์,ผลงานนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากเซลล์ต้นกำเนิดจากบัวหลวงของดร.ไฉนน้อยแสง  วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยซึ่งได้รับรางวัลพิเศษจากKorea Invention Promotion Association (KIPA)ประเทศเกาหลีใต้เพิ่มอีกหนึ่งรางวัล ด้วยรางวัลเหรียญเงิน

       ผลงานเครื่องปรับอากาศด้วยลมเย็นประหยัดพลังงานของรศ.ดร.บุญยังปลั่งกลางคณะวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งได้รับรางวัลพิเศษจากChina Association of Inventions (CAI)ประเทศจีนด้วยเช่นกัน

       รางวัลเหรียญทองแดงผลงานพระแม่โพสพเทพีแห่งข้าวของรศ.ดร.สุวัฒน์แสนขัติยรัตน์คณะศิลปกรรมศาสตร์,ผลงานผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างสีเขียวจากผลพลอยได้ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล,ผลงานนิวเฮมพ์วอลล์:วัสดุก่อสร้างแบบใหม่เพื่อสิ่งแวดล้อมจากต้นกัญชงของนายประชุมคำพุฒคณะวิศวกรรมศาสตร์

        รวมถึงผลงานการประยุกต์ลวดลายผ้าทอพื้นถิ่นกับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ของผศ.ดร.ใจภักดิ์บุรพเจตนาคณะศิลปกรรมศาสตร์ซึ่งได้รับรางวัลพิเศษจากKing Abdulaziz University ประเทศซาอุดีอาระเบียด้วย

        “ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมากที่ผลงานวิจัยของแาจารย์มทร.ธัญบุรีได้รับรางวัลในครั้งนี้โดยเฉพาะผลงานของดร.ไฉนได้รับความสนใจจากนักธุรกิจและภาคเอกชนมากรวมถึงงานวิจัยชิ้นอื่นๆก็ได้รับความสนใจถูกขอซื้อผลงานไปต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม”รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าว

ว้าววว นักวิจัยไทยเจ๋ง!! กวาด 9 รางวัลใหญ่เวทีวิจัยระดับโลก

       รศ.ดร.ประเสริฐ  กล่าวอีกว่า ดังนั้นการได้รับรางวัลในครั้งนี้เชื่อว่างานวิจัยต่างๆเหล่านี้จะสามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ให้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหรือภาคเอกชนทำให้เกิดกลุ่มสตาท์อัพโดยในส่วนของมทร.ธัญบุรีพร้อมจะผลักดันและส่งเสริมให้ผลงานวิจัยของคนไทยออกสู่เวทีโลกให้มากขึ้นเพราะจะเป็นการสร้างชื่อเสียงและส่งเสริมภาคการผลิตของไทยให้สามารถขายงานวิจัยในระดับโลกได้มากขึ้น

         ด้านดร.ไฉน  เจ้าของผลงานนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากเซลล์ต้นกำเนิดจากบัวหลวง กล่าวว่า ผลงานนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากเซลล์ต้นกำเนิดจากบัวหลวงที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้เป็นผลิตภัณฑ์เครื้งสำอางสารสกัดเนื้อเยื่อบัวหลวง

ว้าววว นักวิจัยไทยเจ๋ง!! กวาด 9 รางวัลใหญ่เวทีวิจัยระดับโลก

        ดร.ไฉน  กล่าวอีกว่า โดยนำบัวมาเลี้ยงในระบบปิดไบโอเทคกระตุ้นให้เกิดการแบ่งตัวของเนื้อเยื่อนำเซลล์ที่แบ่งตัวมาวิเคราะห์องค์ประกอบเคมีว่ามีคุณสมบัติด้านเครื่องสำอางใดบ้างจนค้นพบคุณสมบัติเด่นในเรื่องของความกระจ่างใสและลดริ้วรอยได้

ว้าววว นักวิจัยไทยเจ๋ง!! กวาด 9 รางวัลใหญ่เวทีวิจัยระดับโลก

        “และเมื่อให้อาสาสมัครจำนวน20รายทดลองใช้พบว่าภายในระยะเวลา2สัปดาห์อาสาสมัครเริ่มมีผิวหน้าขาวใสและมีริ้วรอยลดลงทุกคน โดยขณะนี้ได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แล้วโดยมีวางจำหน่ายทั้งในไทยลาวจีนและดูไบ”ดร.ไฉน  กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ย้ำ! ยังไม่มีการถอด “กัญชา” ออกจากบัญชียาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/322462

ย้ำ! ยังไม่มีการถอด “กัญชา” ออกจากบัญชียาเสพติด

เลขาฯอย,ดรอาทิตย์ อุไรรัตน์,กัญชา,ยาเสพติด

อย. ยันปัจจุบันยังไม่มีการเสนอให้ถอดกัญชา ออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษในประเภท5และยังไม่มีการขึ้นทะเบียนยาจากกัญชาเป็นยาสมุนไพร – ยาควบคุมเพื่อใช้รักษามะเร็ง

      จากกรณีที่มีกระแสข่าวคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษตามที่ อย. เสนอ โดยให้ถอด “กัญชา” ออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษในประเภท5ที่ห้ามครอบครองมาเป็นยาสมุนไพรหรือ ยาควบคุมให้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เพื่อใช้รักษามะเร็งนั้น

        นายแพทย์บุญชัย สมบูรณ์สุข  เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เปิดเผยว่า อย. ขอชี้แจงว่าปัจจุบันกัญชายังจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษ ประเภท5ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะอนุญาตโดยความเห็นชอบ ของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ และ อย.

ย้ำ! ยังไม่มีการถอด "กัญชา" ออกจากบัญชียาเสพติด

ย้ำ! ยังไม่มีการถอด "กัญชา" ออกจากบัญชียาเสพติด

นพ.บุญชัย  สมบูรณ์สุข

       “ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการรับรองให้ใช้กัญชาหรือรับขึ้นทะเบียนยาจากกัญชาแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยทางวิชาการในคนเพียงพอ ที่จะยืนยันว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้”นายแพทย์บุญชัย กล่าว

        นายแพทย์บุญชัย  กล่าวอีกว่า ปัจจุบันในต่างประเทศมีการใช้ยา ที่ได้จากสารสกัดของกัญชาและที่เป็นสารสังเคราะห์ โดยมีข้อบ่งใช้ของยา ได้แก่ เพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากการใช้เคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยโรคเอดส์ รักษาภาวะปวดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง รักษาอาการปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

    นายแพทย์บุญชัย  กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนการนำกัญชามาใช้ในการรักษาโรคนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย เช่น การศึกษาวิจัยในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ เป็นต้น ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา

       “ดังนั้นในปัจจุบัน ยังไม่มีการรับรองให้มีการนำพืชกัญชามาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยทางคลินิกในคนเพียงพอ ที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยฆ” นายแพทย์บุญชัย กล่าวในที่สุด

       ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2561 ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Arthit Ourairat”  มีข้อความว่า “คณบดีและคณาจารย์นักวิจัยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้นำยาสเปรย์ Cannabis กัญชา บรรเทารักษาอาการเจ็บปวดและอาเจียน จากการรักษาทางเคมีบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งได้สำเร็จแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างขอจดทะเบียน อย.ให้ใช้สำหรับผู้ป่วยได้ต่อไป”

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

   เจ๋ง!! เภสัชฯ ม.รังสิต ผลิตยาพ่นกัญชารักษามะเร็ง

กรมอนามัย แนะ! สร้างคนไทยฉลาด! ต้องเริ่มตั้งแต่ในตั้งครรภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/322454

กรมอนามัย แนะ! สร้างคนไทยฉลาด! ต้องเริ่มตั้งแต่ในตั้งครรภ์

ตั้งครรภ์,สร้างคนไทยให้ฉลาด,โอบกอด,หอบลูก,แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์

กรมอนามัย แนะสร้างคนไทยฉลาด ต้องเริ่มตั้งแต่ในตั้งครรภ์ ย้ำ ช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตสำคัญสุด เน้น “กิน กอด เล่น เล่า นอน เฝ้าดูฟัน ไม่ดุด่า ให้ลูกกลัว”

      แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า เด็กคืออนาคตที่สําคัญของประเทศที่ต้องได้รับการพัฒนาให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ

        “การสร้างคนไทยคุณภาพ จึงต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา คือ ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงอายุ 2 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองของเด็กที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาสมอง”  แพทย์หญิงอัมพร กล่าว

          แพทย์หญิงอัมพร  กล่าวอีกว่า เพราะโครงสร้างสมองจะมีการพัฒนาสูงสุด ทั้งการสร้างเซลล์สมองและการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์สมองเกิดเป็นโครงข่ายใยประสาทนับล้านโครงข่าย

        “และการที่เซลล์สมองมีการเชื่อมต่อกันทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างเซลล์อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ส่งผลต่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดี” แพทย์หญิงอัมพร กล่าว

        แพทย์หญิงอัมพร   กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมของสตรีก่อนตั้งครรภ์ระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด เป็นเรื่องสำคัญยังเป็นตัวกำหนดสุขภาพและโรคในอนาคตได้อีกด้วย

       “ก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 12 สัปดาห์กินวิตามินธาตุเหล็กและกรดโฟลิก สัปดาห์ละ 1 เม็ด รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อุดมด้วยธาตุเหล็กและโฟเลทเช่น ตับ เนื้อสัตว์ ผักผลไม้เพื่อลดความเสี่ยงต่อความพิการแต่กำเนิดและมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองและระบบประสาทของลูก”แพทย์หญิงอัมพรกล่าว

        แพทย์หญิงอัมพร  กล่าวอีกว่า ในระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดไปจนกระทั่งเด็กอายุ 2 ปี ต้องให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ดีตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต คือ ช่วงที่อยู่ในท้องแม่ ช่วงเด็กอายุ 0-6 เดือน ช่วงเด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี แม่ควรกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้หลากหลายครบ 5 หมู่ เช่น ปลา ตับ ไข่ ผัก ผลไม้ และนมสดรสจืด และกินวิตามินบำรุงที่มีไอโอดีน เหล็ก และโฟลิกทุกวัน เพราะหากขาดไอโอดีนลูกน้อยสมองพัฒนาไม่สมบูรณ์ไอคิวต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดูแลฟัน ออกกำลังกาย นอนหลับวันละ 7-9 ชั่วโมงทุกวัน หลังจากนั้นจะต้องเลี้ยงดูและพัฒนาทักษะของเด็กโดยกระบวนการกระตุ้นผ่านกิจวัตรประจำวัน ในรูปแบบกิน กอด เล่น เล่านอน เฝ้าดูฟัน

        แพทย์หญิงอัมพร กล่าวต่อไปว่าสำหรับการกิน คือ แม่ควรให้ลูกได้กินนมแม่อย่างเดียวถึง 6 เดือน และกินนมแม่ต่อเนื่องควบคู่กับอาหารตามวัย เน้นข้าว เนื้อสัตว์สลับตับ ไข่ ผัก ผลไม้ในปริมาณเพียงพอสัดส่วนเหมาะสมอาหารตามวัยบดละเอียดไปหยาบจนถึงอายุ 2 ปีขึ้นไป เพราะนมแม่มีสารอาหารที่สำคัญสำหรับการพัฒนาสมองซึ่งไม่มีอาหารใดเทียบได้

         แพทย์หญิงอัมพร  แนะอีกว่า เด็กวัย 1-3ปี กินอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ในปริมาณเพียงพอสัดส่วนเหมาะสมเน้นกินปลา ตับ ไข่ นม

        แพทย์หญิงอัมพร  ยังแนะนำว่า ส่วนการกอด พ่อแม่ควรกอดลูกทุกวันเพื่อให้เด็กรับรู้ว่าพ่อแม่รักและหวังดีเสมอ การอบรมเด็กต้องทำด้วยความรัก ความเข้าใจและใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์บังคับ ฝืนใจ ไม่ดุด่าให้ลูกกลัวและเสียกำลังใจ คอยให้คำแนะนำ พูดชมเชยและให้รางวัลถ้าลูกทำได้ดี ซึ่งรางวัลสำหรับเด็กเล็กเพียงแค่กอด หอมแก้ม ตบมือให้ เท่านี้เด็กก็ภูมิใจแล้ว

      “เล่น” คือ ตั้งแต่แรกเกิดพ่อแม่ควรพูดคุย เล่นส่งเสียง ร้องเพลงกับเด็ก ช่วงแรกเกิดถึงอายุ 6 เดือน ให้เลือกของเล่นที่มีเสียงและเป็นภาพ เด็กคว้าจับได้ อายุ 6 เดือนถึง 1 ปี ให้เด็กได้

       “นั่งเล่นของเล่น” เช่น บล็อกตัวต่อนิ่มหรือลูกบอลเล็ก อายุ 2-3 ปี ให้เด็กเล่นรูปต่อเป็นภาพ หุ่นมือ ตุ๊กตา หรือกระโดดปีนป่าย และเมื่ออายุ 3-5 ปี ให้ลูกได้เล่นกับเด็กคนอื่น ใช้จินตนาการเกี่ยวกับการดำรงชีวิตเล่า คือ พ่อแม่สามารถเล่านิทานให้ลูกฟังได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือเมื่อเด็กอายุ 3 เดือนให้เริ่มเล่านิทานให้ฟังเป็นประจำทุกวันต่อเนื่องจนกระทั่งเด็กโต เลือกนิทานที่มีภาพน่ารัก รูปสัตว์ ใช้เสียงสูง ต่ำ หรือร้องเพลงประกอบขณะเล่า ควรเล่าให้จบเล่ม และเก็บหนังสือไว้ที่เดิมให้ลูกมองเห็นได้

       ทั้งนี้ เมื่อลูกเข้าสู่วัยเรียน พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องดูแลให้เด็กกินอาหารถูกหลักโภชนาการ จัดอาหารหลักให้เด็กกินให้ครบทั้ง 3 มื้อ ไม่เว้นมื้อใดมื้อหนึ่งโดยเฉพาะมื้อเช้า เพราะจะทำให้เด็กความจำดี พัฒนาสมอง และควรจัดอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายเด็ก

        โดยใน 1 วัน เด็กควรกินข้าว/แป้ง 8 ทัพพี ผัก 4 ทัพพี ผลไม้ 3 ส่วน เนื้อสัตว์ 6 ช้อนกินข้าว นม 2 แก้ว ฝึกเด็กในการกินอาหารให้ตรงเวลา ไม่กินจุบจิบ ไม่กินขนมก่อนอาหารมื้อหลัก ส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกายชนิดที่มีแรงกระแทกของข้อ เช่น กระโดดเชือก กระโดดยาง กระโดดตบ เล่นบาสเก็ตบอล โดยทำต่อเนื่องไม่น้อยกว่าครั้งละ 10-15 นาที ทุกวันๆ ละ 60 นาที หรือทำแบบสะสมเวลา

     “ร่วมกับการนอนหลับสนิทอย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง ลดปัจจัยเอื้อที่เป็นอุปสรรคต่อการนอนหลับ เช่น ไม่เล่นเกมก่อนนอน ไม่วางโทรศัพท์ไว้บนที่นอน หรือไม่เปิดทีวีทิ้งไว้ในห้องนอน เพื่อให้นอนหลับสนิท ซึ่งจะส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth hormone) ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต การเพิ่มความสูง และควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้เป็นไปอย่างปกติ”แพทย์หญิงอัมพรกล่าว

       รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการส่งเสริมให้ลูกฉลาด แข็งแรง เติบโตสมวัยคือ การเฝ้าดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของลูกตั้งแต่ฟันซี่แรก เพราะหากเด็กมีปัญหาฟันผุจะสร้างความเจ็บปวด การติดเชื้อ และปัญหาการบดเคี้ยวอาหารส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก

       นอกจากนี้ การมีฟันผุหลายซี่ในปากมีความสัมพันธ์กับภาวะแคระแกร็นของเด็กและเด็กที่มีฟันน้ำนมผุมากจะมีแนวโน้มว่าฟันแท้จะผุมากขึ้นเช่นกัน เมื่อไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที โรคจะลุกลามและสูญเสียฟันในที่สุด และอาการเจ็บปวดอาจทำให้ต้องหยุดเรียน ส่งผลกระทบต่อการเรียนด้วย

Folk history, culture at risk unless officials learn from Mahakan Fort fiasco: academics

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30344146

Folk history, culture at risk unless officials learn from Mahakan Fort fiasco: academics

national April 28, 2018 05:00

By PRATCH RUJIVANAROM
THE NATION

FOLK HISTORY and culture will never be safe in this land, unless authorities realise the value of unofficial heritage and “intangible” cultural traditions, according to an academic speaking after the last of the houses in Bangkok’s historic Mahakan Fort Community was torn down.

As the last remaining residents of the long-time community moved out and their antique wooden houses were dismantled last Wednesday, they faced housing insecurity and the separation from generations of friendships as they were scattered around the capital.

This was a bitter ending for the two-decade-long campaign by Mahakan Fort Community members intent on keeping intact their 200-year-old community, and preserving a lively part of Bangkok’s folk history from land expropriation by Bangkok Metropolitan Administration (BMA).

The empty land now left behind as the bulldozers withdraw will be redeveloped by BMA as a public park as per the Rattanakosin Island redevelopment masterplan, which was drafted 20 years ago. But planning and cultural experts said there are important lessons to be learnt from what some still see as a tragic mistake by the city administration.

The tragic disbanding of the historical community was an affirmation of the authorities’ lack of regard for, and acceptance of, the value of local people’s history and culture, said the head of the Architecture Department at Silpakorn University, Supitcha Tovivich.

“Bangkok has just lost one of its last links to its roots, and if the authorities still hold on to their mindset of sterilising the ‘mess’ – in their eyes – from official historical sites, many more valuable and culturally rich communities across Bangkok may suffer a similar fate as Mahakan Fort Community,” Supitcha said.

She cautioned that the communities on Rattanakosin Island, the heart of Bangkok’s old town, are very likely the next to be affected by the old town’s redevelopment plan.

The eviction of Mahakan Fort Community and the creation of a public park at Mahakan Fort were part of a project to conserve and renovate the old city wall and fortification, which itself was one of 20 projects within the official Rattanakosin Island redevelopment masterplan.

The masterplan’s major projects included the renovation of the areas around Wat Thepthidaram Temple and Wat Ratchanatdaram Temple, The Golden Mountain public park project, and the renovation of land along Klong Rop Krung Canal. Some of these projects have already begun. “From this old town redevelopment plan, we can see that the authorities only cherish the value of official and touchable historic sites,” Supitcha said.

“They do not know how to manage the informalities of the local people’s livelihood, even though these informal ways of life and folk cultures make the city lively and also attract tourists from around the world to travel far just to experience this charm.”

Therefore, she urged, academics and civil society need to work harder in order to create awareness among the official agencies and help them realise the value of these folk histories and examples of intangible heritage.

As for the forced relocation of Mahakan Fort Community members, Pornthep Buranaburidet, former deputy leader of the community, said that most of the residents, including himself, have temporarily moved to the Kanlayanamitr Community in Bang Sue District, while others are for now staying at the homes of relatives.

He said that many displaced community members were not intending to stay long in their temporary shelters. They have a plan to get a joint loan from the Community Organisations Development Institute to purchase a plot of land in the Sai Song neighbourhood in Taling Chan District from a private owner, he said.

Their hope, he said, is to re-establish their Mahakan Fort Community so they could continue their way of life there.

“We will use the wood from our old houses to rebuild wooden houses in the same style and organise the new community similarly to our old home,” Pornthep said with pride.

“We chose to purchase the land from a private owner even though the land price is not cheap and none of community member is rich, because we do not want to be on the authorities’ land and live with the risk of expropriation ever again,” he said defiantly.