ปศุสัตว์เผยฉีดวัคซีนกันพิษสุนัขบ้าในหมา-แมวได้ตามเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318730

 ปศุสัตว์เผยฉีดวัคซีนกันพิษสุนัขบ้าในหมา-แมวได้ตามเป้า

กรมปศุสัตว์

 ปศุสัตว์เผยฉีดวัคซีนกันพิษสุนัขบ้าในหมา-แมวได้ตามเป้า

นายสัตวแพทย์อภัย  สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์  เปิดเผยถึงความก้าวหน้าในการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ประจำวันที่ 30 มีนาคม 2561 ว่า  การฉีดวัคซีนให้แก่สุนัข-แมวซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมปศุสัตว์ ที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ 8.24 ล้านตัว  ได้มีการดำเนินการสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้รวมทั้งสิ้น  3,387,046 ตัว   โดยการฉีดวัคซีนรอบจุดเกิดโรคในรัศมี 5 กม.ได้ 100 % แล้ว และคาดว่าในช่วงรณรงค์ (มีค.-พค.) จะได้ 80 % ของสุนัข-แมวทั่วประเทศ
สำหรับการผ่าตัดทำหมันซึ่งมีเป้าหมาย 300,000 ตัว มีการดำเนินการสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้รวมทั้งสิ้น จำนวน  148,773 ตัว และทำการอบรมอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งตั้งเป้าไว้ 17,500 คน มีผลงานสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้ จำนวน  34,696 คน ซึ่งเป็นอาสาจากท้องถิ่นละ 1-2 ราย ทำงานร่วมกับ อสม. นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ขึ้นทะเบียนสุนัขและแมว แล้ว 7.3 ล้านตัว  โดยยอดที่สำรวจสุนัข แมวในปีที่ผ่านมามี ประมาณ 10 ล้านตัว
ส่วนการประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ในช่วงมกราคม – 29  มีนาคม 2561 มีการประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราว (อายุ 30 วัน) จำนวน 40 จังหวัด  ปัจจุบันคงเหลือ 29 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร  พระนครศรีอยุธยา  สระบุรี  ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี  ระยอง สมุทรปราการ นครราชสีมา ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น  มุกดาหาร  อุดรธานี  เชียงราย  ตาก ประจวบคีรีขันธ์  สมุทรสงคราม  ตรัง  นครศรีธรรมราช  พัทลุง  สุราษฎร์ธานี  สงขลา สตูล  นนทบุรี  ระนอง
อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์มีเหตุผลความจำเป็นในการประกาศเขตโรคระบาด เพื่อสามารถกำหนดพื้นที่ควบคุมในระยะ 5 กิโลเมตรรอบจุดเกิดโรค  ทำให้สามารถระบุชนิดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ต้องควบคุมได้ทุกชนิด  ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ตามประกาศเว้นแต่ได้รับอนุญาต และสัตวแพทย์สามารถสั่งดำเนินการกับสัตว์ป่วยหรือสงสัยว่าป่วยหรือสงสัยว่าเป็นพาหะของโรคระบาดได้ทันที หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 063-2256888

ทช.ผนึกเครือข่ายขับเคลื่อนกลไกปกป้องทรัพยากรชายฝั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318726

ทช.ผนึกเครือข่ายขับเคลื่อนกลไกปกป้องทรัพยากรชายฝั่ง

ทช

ทช.ผนึกเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ขับเคลื่อนกลไกปกป้องทรัพยากรชายฝั่ง

วันที่ 31 มี.ค.พล.อ.สรุศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเครือข่ายฯว่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งไม่เพียงแต่จะมีความสำคัญต่อระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญทั้งในฐานะเป็นแหล่งสร้างอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และเส้นทางคมนาคม ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศได้อย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประเทศไทยยังมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้ทรัพยากรถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลำพังเพียงกำลังเจ้าหน้าที่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ที่มีอยู่อย่างจำกัด คงไม่เพียงต่อการดูแลรักษาทรัพยากรได้อย่างทั่วถึง จึงต้องมีการส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายภาคีทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยดึงภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย ชุมชน ท้องถิ่น ภาคประชาชน องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการและดูแลทรัพยากรในท้องถิ่น ซึ่งตรงกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ
โดยที่ผ่านมา หลังมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ทช.ได้ออกกฎหมายลำดับรอง 4 ฉบับ คือ ระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งว่าด้วยหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนชุมชนชายฝั่ง พ.ศ.2560 ระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งว่าด้วยอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล พ.ศ.2560 ระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งว่าด้วยเครื่องหมายเชิดชูเกียรติยศยิ่ง“รักษ์ทะเลยิ่งชีพ” พ.ศ.2560 และระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2560 เพื่อกลไกส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายภาคีการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระดับประเทศ
นอกจากนี้ยังได้จัดการประชุมสัมมนา “เครือข่ายภาคีเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาศักยภาพเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลตามแนวทางไทยยั่งยืน” เพื่อเป็นเวทีการสื่อสารเกี่ยวกับนโยบาย ระเบียบ กฎหมาย และข้อมูลสภาพระบบนิเวศ แหล่งทรัพยากร การจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์ เพื่อพัฒนาแนวคิดร่วมในการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อันจะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพและความเข้มแข็งของภาคีเครือข่ายต่อไป
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) กล่าวว่า ทช.วางแผนจัดประชุมสัมมนาเครือข่ายภาคีเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแบบมีส่วนร่วมฯ ทั้งสิ้น 3 ครั้ง โดยครั้งแรกที่  จ.ระยอง เมื่อวันที่ 20-21 มกราคม ที่ผ่านมา และครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 29-30 มีนาคม  ที่ผ่านมา ณ โรงแรมบรรจงบุรี อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี และครั้งที่ 3 ที่ จ.ตรัง โดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการประชุม และกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความสำคัญของอาสาสมัครภาคประชาชนต่อการพัฒนาดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย” พร้อมทั้งมอบบัตรประจำตัวอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล “Marine Rangers” ให้กับอาสาสมัครในพื้นที่ โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแห่งชาติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับจังหวัด ผู้แทนเครือข่ายภาคีทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 500 คน ร่วมการประชุม
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญอื่นๆ อาทิ การบรรยายพิเศษหัวข้อ การจัดการธนาคารปูม้าโดยชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อตอบสนองนโยบายไทยนิยมยั่งยืน, นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายลำดับรองทั้ง 4 ฉบับ เพื่อเป็นกลไกรองรับการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล และเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบริเวณหน้าบ้าน ภายใต้แนวคิด “ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบ้านฉันๆฟื้นฟู ฉันหากินจากทรัพยากรหน้าบ้านฉัน ไม่รบกวนทรัพยากรหน้าบ้านใคร Save Marine For My Life” โดยเครือข่ายภาคีทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นราธิวาส/ปัตตานี/สงขลา/พัทลุง/นครศรีธรรมราช/สุราษฎร์ธานี/ชุมพรและประจวบคีรีขันธ์
“การจัดประชุมครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของส่งเสริมผลักดันให้เกิดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน ประชาชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการทำงานเป็นเครือข่ายภาคีเชิงรุกในระดับต่างๆ เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการและดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศให้เกิดความยั่งยืนต่อไป” นายจตุพร กล่าว

ตะลุยนาเกลือ 3 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318668

ตะลุยนาเกลือ 3 จังหวัด

นาเหลือ

 สำรวจปริมาณสินค้าเกลือทะเล3จังหวัด   เปิด “ประมูล” สู่ทางรอดชาวนาเกลือไทย

         ใครมีโอกาสใช้เส้นทางถนนพระราม 2 ช่วงมหาชัยถึงแม่กลองจะสังเกตเห็นสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยนาเกลือ มีเกลือถููกกวาดมากองไว้เป็นกองๆ สีขาวโพลนไกลสุดลูกตา ขณะที่สองฝั่งถนนก็มีแผงร้านค้าขายเกลืออยู่เป็นระยะ เกลือก็ไม่ต่างไปจากสินค้าอื่นที่มีปัญหาด้านการตลาด ที่ผ่านมาจึงมักถูกกดราคาจากพ่อค้ามาโดยตลอด

       ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรีจับมือชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย นำวิธีการประมูลยางพารามาประยุกต์ใช้ในการจัดประมูลเกลือทะเล 3 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี โดยจะเปิดประมูลทุกสัปดาห์ในวันจันทร์ พุธและศุกร์ ตลอดปี 2561 หวังช่วยยกระดับราคาเกลือทะเลเพิ่มขึ้น เกษตรกรไม่ถูกกดราคาจากพ่อค้าเอกชน

ตะลุยนาเกลือ 3 จังหวัด

       “ท่องโลกเกษตร” จะพามาดูปัญหาสินค้าเกลือที่อยู่คู่กับเกษตรกรทำนาเกลือไทยมาหลายทศวรรษ ซึ่งไม่ต่างจากสินค้าเกษตรอื่นที่ถูกเอาเปรียบจากบรรดาพ่อค้า เดือดร้อนถึงสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี โดย ประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดได้ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี หาวิธีแก้ปัญหาดังกล่าว โดยจัดการประมูลเกลือทะเลทั้งเกลือขาว เกลือกลาง และเกลือดำ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรนาเกลือที่ประสบปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำและช่วยแก้ปัญหาหนี้สินสะสม

ตะลุยนาเกลือ 3 จังหวัด

         “เราจะเปิดประมูลทุกสัปดาห์รวม 3 แห่ง คือ จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี เริ่มตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2561 ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาร่วมประมูลได้ตามวันและเวลาที่เปิดประมูล จุดแรกเปิดประมูลทุกวันจันทร์ เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ติดต่อได้ที่เบอร์ 08-6524-1021 และ 0-3485-7051 จุดที่ 2 เปิดประมูลทุกวันพุธ เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม ซอยบางประจัน ถนนเอกชัย อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ติดต่อได้ที่เบอร์ 08-1858-4429 และ 0-3471-1517 และจุดสุดท้ายเปิดประมูลทุกวันศุกร์ เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด ต.บ้านแหลม อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ติดต่อได้ที่เบอร์ 08-3282-5451 และ 0-3270-6232”

       ประกอบย้ำว่าเหตุผลของการเข้ามาเปิดประมูลเกลือทะเลครั้งนี้ เป็นเพราะเกษตรกรนาเกลือส่วนใหญ่มักถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้าเอกชนมาโดยตลอด จนทำให้เกิดปัญหาหนี้สิน ราคาเกลือที่ขายไปแต่ละครั้งขายราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ดังนั้นเกษตรกรชาวนาเกลือจึงได้รวมตัวกันเป็นชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัดและนำรูปแบบของการประมูลยางพารามาใช้เป็นช่องทางในการสร้างตลาดผลผลิตเกลือ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการทดลอง

          และนอกจากการประมูลแล้วยังมีการเปิดเจรจากับเอกชนเพื่อทำข้อตกลงการซื้อขายสินค้าล่วงหน้า ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวจะมีผลดีคือ เกษตรกรได้รวมตัวกันก่อน และวางแผนในการมองหาตลาดเพื่อจะสำรวจปริมาณความต้องการเกลือทะเลเพื่อจะได้นำมาวางแผนในการระบายผลผลิตได้ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไม่ถูกเอาเปรียบ เนื่องจากช่วงเวลาที่ทั้ง 3 จังหวัดซึ่งเป็นแหล่งผลิตเกลือมีปริมาณเกลือออกมาพร้อมๆ กัน

      อย่างไรก็ตามการเปิดประมูลในแต่ละครั้งจะมีเกลือรวมทั้งหมด 3 ประเภท แบ่งเป็น เกลือขาว มีราคาตั้งต้นการประมูลอยู่ที่กิโลกรัมละ 1.80 บาท เกลือกลาง ราคาตั้งต้นกิโลกรัมละ 1.50 บาท และเกลือดำกิโลกรัมละ 1.30 บาท โดยราคาเกลือทั้ง 3 ชนิดนั้นจะต้องบวกค่าดำเนินการอีกกิโลกรัมละ 0.50 บาท ขณะที่แผนการรวบรวมเกลือในปีนี้มีประมาณ 99,569 ตัน แบ่งเป็น เกลือขาว 16,533 ตัน เกลือกลาง 77,184 ตัน และเกลือดำ 5,852 ตัน

  “ในแต่ละสัปดาห์จะเปิดประมูลเกลือในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณ การรวบรวมของแต่ละสหกรณ์ในแต่ละช่วงเวลา และเพื่อให้มีความสอดคล้องกันระหว่างดีมานด์และซัพพลาย ในการจัดให้มี การประมูลผลผลิตเกลือ จึงเป็นการเปิดเจรจาตลาดซื้อขายล่วงหน้า โดยการนำวิธีการประมูลยางพารามาประยุกต์ใช้ และเป็นการดำเนินการตามแนวนโยบายใช้ตลาดนำการผลิต ซึ่งคาดหวังว่าจะช่วยยกระดับราคาผลผลิตเกลือให้เพิ่มสูงขึ้น และบรรเทาปัญหาราคาเกลือตกต่ำให้แก่เกษตรกรทั้ง 3 จังหวัดได้” สหกรณ์เพชรบุรีกล่าวในที่สุด

    การจัดประมูลผลผลิตเกลือจึงนับเป็นอีกทางออกในการแก้ปัญหาราค่าเกลือตกต่ำ อันเป็นผลมาจากการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางที่ไม่ต่างจากสินค้าเกษตรประเภทอื่นๆ แต่อย่างใด

ทช.เปิดตัวป่าในเมืองสุราษฎร์ธานี พร้อมกัน 3 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318605

ทช.เปิดตัวป่าในเมืองสุราษฎร์ธานี พร้อมกัน 3 แห่ง

พลอสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์

ทช.เปิดตัวป่าในเมืองสุราษฎร์ธานี พร้อมกัน 3 แห่ง

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เดินหน้าขับเคลื่อน โครงการป่าในเมือง พัฒนาเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์ เปิดตัวป่าในเมือง“สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” จังหวัดสุราษฎร์ธานี  จำนวน 3 แห่ง  เนื้อที่กว่า 1.3 พันไร่ เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งใหม่ เป็นผืนป่าชายเลนที่สมบูรณ์มีพรรณไม้ป่าชายเลนหลากหลายชนิด  เป็นแหล่งศึกษาดูนกวงศ์ต่างๆ และสัตว์ป่าชายเลนอีกหลายชนิด และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติทั้งทางบก-ทางน้ำ มั่นใจจะเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญของคนไทยได้ในอนาคต
พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันดำเนิน“โครงการป่าในเมือง”โดยนำพื้นที่ในความรับผิดชอบซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในเมืองหรือใกล้เคียง มาดำเนินการพัฒนาร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ท้องถิ่น และชุมชน  ให้กลายเป็นพื้นที่ป่าหรือพื้นที่สีเขียวและเปิดให้ประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมตามความเหมาะสม เช่น การออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ และศึกษาธรรมชาติ
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) เปิดเผยว่า ทช.  ได้วางแผนดำเนินงานเพื่อสนับสนุนโครงการป่าในเมืองมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา มีการเปิดโครงการป่าในเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี  จำนวน 3 แห่ง พร้อมกัน ประกอบด้วย 1)ป่าในเมืองบ้านปากกะแดะ  ตำบลกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ เนื้อที่ 320 ไร่   2)ป่าในเมืองบ้านแหลมโพธิ์ – แหลมทราย ตำบลพุมเรียง  อำเภอไชยา เนื้อที่  400 ไร่  และ              3) ป่าในเมืองบ้านห้วยทรัพย์ ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน เนื้อที่  600 ไร่  โดยได้รับเกียรติจาก พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งนำประชาชนและผู้แทนหน่วยงานในพื้นที่ทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และเก็บขยะทะเล เพื่อรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชน นักท่องเที่ยว และภาคีความร่วมมือในพื้นที่ในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและป่าชายเลน ให้เกิดความยั่งยืน
อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวต่อว่า โครงการป่าในเมืองทั้ง 3 แห่ง อยู่ใกล้ชุมชนและตลาดประชารัฐ ของสุราษฎร์ธานี มีเนื้อที่ป่าชายเลนกว่า 1,300 ไร่ ประกอบไปด้วยพรรณไม้ป่าชายเลน หลากหลายชนิด เช่น  ต้นจาก ลำพู แสม โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก ตะบูน รวมทั้งมีสัตว์ป่าชายเลนที่สำคัญอีกหลายชนิด เช่น ลิงแสม เหยี่ยวดง  ปูก้ามดาบ ปูทะเล ปูแสม ปลากระบอกเพชร ปลาตีน และหอยกัน เป็นต้น และสำคัญป่าในเมืองบ้านห้วยทรัพย์  มีความพิเศษ พื้นที่ป่าชายเลนเป็นผืนป่าชายเลนที่รุกคืบทะเลจนได้รับสมญานามว่า“ดินแดนผืนป่าชายเลนเดินได้ฝั่งอ่าวไทย” และยังมีหอดูนกเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ สังเกต และศึกษานกวงศ์ต่างๆ ที่สำคัญและหลากหลาย เช่น เหยี่ยวแดง นกกาน้ำเล็ก นกกระสานวล นกยางกรอกพันธุ์จีน นกยางเขียว นกยางควาย   นกยางเปีย นกยางโทนใหญ่ นกยางโทนน้อย นกพญาไฟสีเทา นกแซงแซวหางปลา นกกินเปี้ยว นกหัวขวานสามนิ้วหลังทอง นกหัวขวานด่างแคระ และนกขมิ้นท้ายทอยดำ
นอกจากนี้ภายในบริเวณป่าในเมืองบ้านห้วยทรัพย์ ยังมีแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ ทั้งทางบกและทางน้ำมากมาย ประกอบด้วย เส้นทางศึกษาธรรมชาติในป่าชายเลนระยะทาง 700 เมตร ซึ่งมีฝูงลิงแสมตลอดเส้นทาง ขณะที่ทางน้ำจะมีทั้งจักรยานน้ำและการพายเรือแคนู รวมทั้งการนั่งเรือชมบรรยากาศธรรมชาติและป่าชายเลนเดินได้ มีแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงหอยและฝึกหัดงมหอย ซึ่งมั่นใจว่า กิจกรรมทั้งหมดภายในโครงการฯ จะสามารถรอบรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้รับทั้งความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ความเพลิดเพลินและพักผ่อนหย่อนใจได้พร้อมๆกัน” อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกล่าว

ปลัดก.เกษตรฯลงนามMOU ร่วมแลกเปลี่ยนการเกษตรญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318596

ปลัดก.เกษตรฯลงนามMOU ร่วมแลกเปลี่ยนการเกษตรญี่ปุ่น

กระทรวงเกษตรฯ

ปลัดก.เกษตรฯลงนามMOU ร่วมแลกเปลี่ยนการเกษตรญี่ปุ่น

                นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์  ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะรองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 มีนาคม 2561 นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์              และนายคาซึโอะ โนนากะ (Mr. Kazuo Nonaka) ประธานสภาแลกเปลี่ยนการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น (The Japan Agricultural Exchange Council: JAEC) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสภาแลกเปลี่ยนการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งประเทศไทย ว่าด้วยโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น (Memorandum of Mutual Understanding between The Japan Agricultural Exchange Council (JAEC) and The Ministry of Agriculture and Cooperatives (MOAC) on THAI Young Farmer Leaders Training Program in Japan) ฉบับใหม่ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว โดยมี นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว ร่วมเป็นสักขีพยาน

โดยบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566 ทดแทนฉบับเก่าที่จะหมดอายุลงในเดือนมีนาคม 2561

ในการนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ ได้เข้าร่วมการประชุมกับประธานสภาแลกเปลี่ยนการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น (Chairman, The Japan Agricultural Exchange Council: JAEC) เพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการทำเกษตร การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสมตลอดจนส่งเสริมความเข้าใจอันดี และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเกษตรกรญี่ปุ่น และเกษตรกรของประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมทั้งหารือแนวทางการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรร่วมกับ JAEC ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงประชุมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดญี่ปุ่น อาทิ เนื้อไก่ปรุงแต่ง อาหารสุนัขหรือแมว ปลาทูน่าปรุงแต่ง กุ้งแช่แข็ง สัปปะรด มะม่วง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งในปี 2560 มีมูลค่าการส่งออกกว่า 162,452 ล้านบาท ร่วมกับเอกอัครราชทูต และอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ณ กรุงโตเกียว

อนึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาแลกเปลี่ยนการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น ร่วมกันดำเนินโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2526 หรือกว่า 35 ปี โดยมีเยาวชนเกษตรไทยเข้าร่วมโครงการแล้ว 35 รุ่น กว่า 500 คน และในปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้คัดเลือกเยาวชนเกษตรเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 15 คน โดยฝึกงานในฟาร์มของครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่น (on the job training) เป็นเวลา 11 เดือน เยาวชนเกษตรที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจะมีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรที่มีการบริหารจัดการที่ดีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งนอกจากจะได้ศึกษาการใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การรวมตัวเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพของกลุ่มเกษตรกรญี่ปุ่นแล้ว ยังหวังผลในระยะยาวถึงการให้ยุวเกษตรกรรุ่นใหม่ นำประสบการณ์ต่าง ๆ และความรู้ความชำนาญที่ได้รับ ตลอดจนแนวความคิดในการดำเนินชีวิตที่มีระเบียบมาประยุกต์ใช้ เพื่อปรับปรุงพัฒนาการมาประกอบอาชีพ ด้านการเกษตรของตนเองในประเทศไทย

ที่ผ่านมา เยาวชนเกษตรกรที่ผ่านการฝึกงานจากประเทศญี่ปุ่น ได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญในแวดวงเกษตรกรรม อาทิ ผู้นำชุมชนเกษตรกรในท้องที่ นักวิจัยด้านการเกษตร ปราชญ์เกษตร ฯลฯ และยังได้รวมตัวกันก่อตั้งเป็นชมรมผู้ผ่านการฝึกงานการเกษตรจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีศูนย์การเรียนรู้ของเยาวชนเกษตรกรที่ผ่านการฝึกงานจากประเทศญี่ปุ่น กว่า 20 แห่งทั่วประเทศ

“กฤษฏา” แจงนโยบายพัฒนาภาคเกษตรขานรับการพัฒนาสุขภาวะคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318569

“กฤษฏา” แจงนโยบายพัฒนาภาคเกษตรขานรับการพัฒนาสุขภาวะคนไทย

กฤษฎา บุญราช

“กฤษฏา” แจงนโยบายพัฒนาภาคเกษตรขานรับการพัฒนาสุขภาวะคนไทย

 

วันท่ี่30มี.ค. นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยในโอกาสเป็นประธานพิธีปิดและกล่าวปาฐกถาปิดการประชุมวิชาการ ประจำปี 2561 “สร้างคน สร้างงาน สร้างสุข สานพลังที่ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน” ครั้งที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ และภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนสุขภาพในพื้นที่ภาคใต้ ว่า กระทรวงเกษตรฯ เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะที่ยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านปัญญา โดยเฉพาะการพัฒนาสุขภาวะของเกษตรกร ซึ่งมีกว่า 10 ล้านครอบครัว กระทรวงเกษตรฯ พยายามขับเคลื่อนหลายๆ นโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เช่น การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ โดยบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด เช่น ยางพารา และข้าว การดูแลเกษตรกรทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ซึ่งล่าสุด คือ การให้บรรจุว่าการทำนาเกลือเป็นสินค้าเกษตร การพัฒนาโครงสร้างการผลิตการเกษตรให้เข้าถึงเกษตรกร ทั้งระบบน้ำ และคุณภาพดิน จนถึงผลิตของเกษตรกรที่มีความปลอดภัยทั้งตัวเกษตรกรเอง และผู้บริโภค

กฤษฎากล่าวว่ากระทรวงเกษตรฯพยายามขับเคลื่อนและชี้แนะเกษตรกรผลิตหรือปลูกอะไรแล้วต้องมีรายได้ โดยให้พิจารณา 2 ปัจจัยหลัก คือ ดูความสามารถของเกษตร เช่น เป็นเจ้าของที่ดินหรือไม่ และ ดูตลาด ถ้าตลาดไม่ดี ก็ต้องแนะนำให้ปรับเปลี่ยน เช่น การปลูกข้าว ซึ่งก็ย้ำมาโดยตลอดว่ากระทรวงเกษตรฯ ไม่มีนโยบายลดปลูกข้าวแต่ต้องจูงใจเกษตรกรให้ปลูกในปริมาณที่เหมาะสมปีละ 25 – 28 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและ เหลือเก็บส่งออกไม่เกิน 10 ล้านตัน ราคาข้าวก็จะไม่แพงกินไปและไม่ถูกเกินไป เป็นความท้าท้ายของหน่วยผลิตที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องบริหารจัดการให้ได้

ขณะเดียวกัน ก็ต้องส่งเสริมวิธีการผลิตที่มีความปลอดภัยด้านสารเคมีตกค้าง หรือยกระดับไปถึงการผลิตสินค้าอินทรีย์ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจากส่วนหนึ่งเกษตรกรขาดแรงจูงใจ เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังเลือกซื้อสินค้าเกษตรทั่วไปมากกว่าอินทรีย์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะทำงานร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข และสสส. ในการรณรงค์การบริโภคอาหารสุขภาพ สร้างความมั่นใจผู้บริโภค เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น ที่จะส่งผลต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

การยางแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน วันยางพาราแห่งชาติ ปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318546

การยางแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน วันยางพาราแห่งชาติ ปี 2561

กยท

การยางแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน วันยางพาราแห่งชาติ ปี 2561

จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 เห็นชอบให้วันที่ 10 เมษายนของทุกปี เป็นวันยางพาราแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันถึงแก่อนิจกรรม ของ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ผู้ริเริ่มแนวคิดนำยางพารามาเป็นพืชเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้เกิดอาชีพชาวสวนยาง สร้างรายได้จากการทำสวนยางในประเทศไทยเป็นครั้งแรก รวมถึง เป็นการเชิดชูเกียรติและรำลึกถึง บิดาแห่งยางพาราไทย และ หลวงราชไมตรี หรือ ปูม ปุณศรี ซึ่งถือว่าเป็นผู้บุกเบิกยางพาราในภาคตะวันออกคนแรก โดยจังหวัดจันทบุรี เป็นจุดกำเนิดยางพาราในเขตภาคตะวันออก

ในปีนี้ กยท. ได้เตรียมจัดงาน วันยางพาราแห่งชาติ ประจำปี 2561 โดยภายในงานจะมีนิทรรศการชีวประวัติของ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี บิดาแห่งยางพาราไทย และ หลวงราชไมตรี บิดาแห่งยางพาราตะวันออก นอกจากนี้ ยังมีพิธีประดิษฐานและบวงสรวงอนุสาวรีย์พระยารัษฎาฯ และ หลวงราชไมตรี เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระคุณและเชิดชูเกียรติของบิดายางพาราทั้ง 2 ท่าน ที่ได้สร้างคุณูปการไว้ให้แก่วงการยางพาราสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ชป.ชี้แจงกรณีโกงเบิกน้ำมันรถยนต์ราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318487

ชป.ชี้แจงกรณีโกงเบิกน้ำมันรถยนต์ราชการ

กรมชล

ชป.ชี้แจงกรณีโกงเบิกน้ำมันรถยนต์ราชการ

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี มีพนักงานขับรถบรรทุก ที่มีใบขับขี่ประเภท 2 ที่สามารถขับรถบรรทุกได้ จำนวน 4 ราย เป็นลูกจ้างประจำ 1 ราย และเป็นลูกจ้างชั่วคราว 3 ราย แต่เนื่องจากภารกิจงานซ่อมแซมบำรุงรักษา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบ มีหลายงานในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 27 – 28 กุมภาพันธ์ 2561  ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 3 ราย ต้องออกไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น คงเหลือนายเริงศักดิ์ เลิศไกร ที่สามารถขับรถบรรทุก ในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ทางโครงการฯ จึงได้วางแผนการปฏิบัติงานบริเวณคันกั้นน้ำเค็มเบอร์ 1 อำเภอบ้านแหลม โดยให้รถบรรทุกเทท้าย หมายเลข ชป.052-0309 นำคนงานพร้อมเครื่องมือในการกำจัดวัชพืชและสร้างทำนบชั่วคราว (จอบ, พลั่ว, บุ้งกี้, กระสอบทราย) ทำงานกำจัดวัชพืชและขุดลอกตะกอนเลนจุดที่จะซ่อมแซมติดตั้งเครื่องกว้านบานระบายนำวัชพืชและตะกอนเลนไปทิ้ง ทำให้กระบะท้ายมีเศษวัชพืชและตะกอนเลนสกปรก ไม่สามารถบรรทุกคนงานกลับเมื่อเสร็จงาน

โดยระหว่างการทำงานฝ่ายช่างกล ได้นำเครื่องกว้านบานระบายและเครื่องมือที่จะใช้ในการติดตั้งขนขึ้นรถบรรทุกเทท้าย หมายเลข ชป.052-2282 รอไว้ที่โครงการฯ ซึ่งในช่วงพักกลางวันนายเริงศักดิ์ฯ จะต้องขับรถบรรทุกเทท้าย หมายเลข ชป.052-0309 กลับมาที่โครงการฯ และขับรถบรรทุกเทท้าย หมายเลข ชป.052-2282 นำเครื่องกว้านบานระบายออกไปติดตั้ง เมื่อปฏิบัติงานเสร็จในช่วงเย็น ได้ใช้รถคันดังกล่าวกลับไปรับคนงานกลับมายังโครงการฯอีกครั้ง
​              ปัจจุบันโครงการฯได้แก้ไขปัญหาพนักงานขับรถยนต์ไม่เพียงพอ โดยอยู่ระหว่างรับสมัครพนักงานขับรถยนต์ แต่อัตราค่าจ้างพนักงานขับรถยนต์ (ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน) มีอัตราต่ำ จึงขาดผู้สนใจมาสมัครขณะนี้มีผู้มาสมัคร จำนวน 3 ราย อยู่ระหว่างตรวจสอบพิมพ์ลายนิ้วมือ เมื่อสามารถจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวรายวันได้จะทำให้มีอัตรากำลังเพียงพอ

ทั้งนี้ ในส่วนของการเบิกจ่ายน้ำมันของโครงการฯ ที่มีการเบิก 2 ครั้งในวันเดียวกัน นั้น เนื่องจากรถบรรทุกทั้ง 2 คันที่ได้กล่าวมา ได้ออกปฏิบัติภารกิจด้านชลประทานช่วยเหลือประชาชนอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่มีคนขับรถบรรทุกเหลือเพียงคนเดียว ทำให้การเบิกน้ำมันต้องทำ 2 ใบ(1 ใบ/ 1 คัน) ซึ่งได้มีการลงบันทึกในใบเบิกจ่ายอย่างถูกต้องตามระเบียบการเบิกจ่ายพัสดุ สำหรับปริมาณน้ำมันที่ใช้สามารถตรวจสอบ ได้จากคลังน้ำมันที่มีตัวเลขการเบิกตรงกับเอกสารสรุปยอดน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นของโครงการฯ และขอยืนยันว่ารถทั้ง 2 คัน ได้ถูกนำไปปฏิบัติงานในวันดังกล่าวจริง โดยไม่เกิดความเสียหายแก่ทางราชการแต่อย่างใด จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงมาเพื่อโทราบโดยทั่วกัน

อสป. ร่วมกับภาคีเครือข่ายฝ่าวิกฤติราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318459

อสป. ร่วมกับภาคีเครือข่ายฝ่าวิกฤติราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำ

อสป

อสป. ร่วมกับภาคีเครือข่ายฝ่าวิกฤติราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำ

ผศ. มานพ  กาญจนบุรางกูร  ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา  เปิดเผยว่า  องค์การสะพานปลาร่วมกับพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรี  สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดปราจีนบุรี  เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี  สหกรณ์จังหวัดปราจีนบุรี  ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำปราจีนบุรี  ประมงจังหวัดปราจีนบุรี  และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี  จัดการประชุมสัมมนาเพื่อแก้ปัญหาฝ่าวิกฤติราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำ  ณ      โชคภรณ์ประเสริฐฟาร์ม  อำเภอบ้านสร้าง  จังหวัดปราจีนบุรี  เมื่อวันที่  27  มีนาคม  2561  โดยเป็นการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกับกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจสัตว์น้ำ  ตัวแทนสหกรณ์             ผู้เลี้ยงปลา  รวมทั้งเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  ถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำในปัจจุบัน
ผศ. มานพ  กล่าวต่ออีกว่า  ทั้งนี้ในส่วนขององค์การสะพานปลาซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการในเรื่องของตลาดกลางซื้อขายและขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำ  ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ  “วิกฤตตลาดปลาน้ำจืดไทย…ทำไม…อย่างไร…         ใครจะแก้” เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤติราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำ  เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังขาดข้อมูลความรู้และการจัดการด้านการตลาด  ส่งผลให้ขาดอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง  ภาครัฐจึงจำเป็น ที่จะต้องช่วยเหลือและกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการบริหารการตลาด  เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ผอ.อสป.กล่าวด้วยว่าขณะนี้องค์การสะพานปลาได้มีการจัดเตรียมพื้นที่รองรับให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนำผลผลิตมาจำหน่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด  อีกทั้งทางรัฐบาลมีนโยบายในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ  ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกัน  เพื่อร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต  และร่วมกันจัดการด้านการตลาด  โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในลักษณะ “ประชารัฐ”  โดยมุ่งเน้นผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน  ลดต้นทุนและร่วมกันบริหารจัดการ            ด้านการตลาด  เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ฝนหลวงฯ เร่งติดตามสถานการณ์สาหร่ายบูม ในเขื่อนลำโดมใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318359

ฝนหลวงฯ เร่งติดตามสถานการณ์สาหร่ายบูม ในเขื่อนลำโดมใหญ่

ฝนหลวง

ฝนหลวงฯ เร่งติดตามสถานการณ์สาหร่ายบูม ในเขื่อนลำโดมใหญ่

                วันที่ 29 มีนาคม 2561 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ “สาหร่ายบูม” ขึ้นเป็นแพบนผิวน้ำบริเวณพื้นที่เขื่อนระบายน้ำลำโดมใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถใช้น้ำได้นั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประสานความร่วมมือกับสำนักงานชลประทานที่ 7 ทำการบินสำรวจพื้นที่การเกษตรและติดตามสถานการณ์น้ำและสาหร่ายบูม

ฝนหลวงฯ เร่งติดตามสถานการณ์สาหร่ายบูม ในเขื่อนลำโดมใหญ่

ซึ่งแม้จะพบว่าปริมาณน้ำในลำโดมใหญ่และ                    สถานการณ์สาหร่ายบลูมยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ทางสำนักงานชลประทานที่ 7 ยังมีความต้องการขอรับบริการฝนหลวง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้เขื่อนลำโดมใหญ่และอ่างเก็บน้ำบริเวณอำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอม่วงสามสิบ อำเภอบุณฑริก อำเภอน้ำยืน อำเภอเขื่องใน และอำเภอเหล่าเสือโก๊ก จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรักษาระบบนิเวศ
และป้องกันปัญหาสาหร่ายบูมสำหรับสถานการณ์สาหร่ายบูม เกิดขึ้นเนื่องจากสาหร่ายได้รับอาหารจากการทิ้งน้ำซักล้างของชุมชนโดยรอบ น้ำจากสารเคมี น้ำที่ใช้ทำเกษตรกรรม และน้ำเสียจากบ่อบำบัด ทำให้น้ำบริเวณนี้มีธาตุอาหารสูง ประกอบกับมีการปิดเขื่อนลำโดมใหญ่ ทำให้น้ำมีสภาพนิ่งและมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ จึงเกิดสาหร่ายบูมสีเขียว
ขึ้นเป็นแพเต็มลำน้ำ

ฝนหลวงฯ เร่งติดตามสถานการณ์สาหร่ายบูม ในเขื่อนลำโดมใหญ่

ทั้งนี้ จากผลการตรวจวิเคราะห์น้ำ ไม่พบว่ามีสารโลหะหนัก จึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ที่สัมผัส แต่อาจจะรู้สึกคัน เพราะน้ำมีความเป็นกรดสูงจากการสังเคราะห์แสงของสาหร่าย ดังนั้นแนวทางแก้ไขปัญหา จำเป็นต้องมีการปล่อยน้ำมาชะล้างถ่ายเทเพื่อใช้ปรับสภาพน้ำในลำน้ำให้ดีขึ้นต่อไป