เกษตรบูรณาการ : พอเพียงแบบติดปีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321553

เกษตรบูรณาการ : พอเพียงแบบติดปีก

เกษตรบูรณาการ : พอเพียงแบบติดปีก

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามติดเรื่องของการทำงานของ 3 หน่อ เจ้ากระทรวงเกษตรฯ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  มอบหมายงานเข้ามาสะสางงานภาคการเกษตรฯ  ซึ่ง นำโดยท่าน “กฤษฎา บุญราช” อดีตข้าราชการปกครอง ขาลุยแห่งแดนใต้ และพ่วงมาด้วยปราชน์แห่งแผ่นดิน อย่างอาจารย์ยักษ์ “วิวัฒน์ ศัลยกำธร” ที่มีคนบอกว่าท่านรู้ถ่องแท้ เรื่องของแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง และตามมาด้วย ท่าน “ลักษณ์ วจนานวัช” ที่เป็นอดีต ผู้บริหาร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ที่เข้าใจเข้าถึงเกษตรกรอีกคนหนึ่ง

และต้องบอกว่า เท่าที่มีการติดตาม  โปรไฟล์ ทั้ง 3 ท่านหากเข้าใจถ่องแท้ เรื่องการเกษตรจริงละก็ งานนี้ภาคการเกษตรไทย คงถึงฝั่งฝันไม่ยากที่จะนำพาเกษตรกรไทยให้ไปในทิศทางที่ดี ขึ้น เพราะเท่าที่ฟังมาหลายเวที ในการพูดคุยกับทั้งเกษตรกร และข้าราชการ ของท่านรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน  โดยเฉพาะท่าน “รมต.กฤษฎา” ต้องยอมรับว่า เท่าที่ฟังมา เป็นคนค่อนข้างจะเข้าใจและเข้าถึง แก่นสาน ของคำว่าเกษตรกรและเข้าใจคำว่าเกษตรแผนไทยจริงๆ และท่านมีแผนชัดเจน เรื่องการปฏิรูปการเกษตร ให้เกิดเป็นรูปธรรม วางแผนการผลิต ทุกตัวสินค้าเกษตร ป้องกันผลกระทบราคาให้ผลชัดเจน เป็นการทำเชิงรุกในทุกพื้นที่พร้อมกับประสานทีมประชารัฐ แก้ไขปัญหาความยากจน ฟื้นฟูอาชีพ ปลดหนี้สินให้ได้ภายในปี 2565 และยังมีแนวคิดที่จะนำโครงการพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ เป็นแหล่งรองรับสินค้าเกษตร หรือแก้มลิงชะลอพืชผลการเกษตร ในช่วงออกกระจุกตัวแก้ปัญหาพ่อค้ากดราคาได้ซึ่งต้องบอกว่าหากตั้งใจจริงของเป็นกำลังใจให้นะขอรับ

มาถึงท่านรมต. อีกคน ที่มาจาก  ธ.ก.ส. อย่างท่าน “ลักษณ์” ที่ถูกมอบหมานเรื่องของการผลิต ต้องบอกว่าเดินหน้าเต็มสูบโดยวันพฤหัสที่ผ่านมาท่านก็แอบไปดูตลาด อ.ต.ก. พร้อมทั้งมอบนโยบายแนวทางการดำเนินงาน เพื่อยกระดับคุณภาพของสินค้าเกษตรให้เข้าสู่มาตรฐานสากลให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น โดยให้มีการนำองค์ความรู้การประสบความสำเร็จของอ.ต.ก.ในส่วนกลาง นำไปขยายสู่ตลาดในส่วนภูมิภาค เพื่อพัฒนาให้เป็นตลาดที่มีคุณภาพขายดิบขายดีกันต่อไป

มาคนสุดท้ายอย่างท่านอาจารย์ “ยักษ์“ ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ที่สนใจแนวคิด งานท่านบอกว่าต้องการเน้นๆ เรื่องการส่งเสริมให้คนหันมาสนอกสนใจ เรื่องการแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียงมาใช่ในการดำเนินชีวิตให้กินอยู่อย่างพอเพียงให้พึ่งพาตนเองได้ ซึ่งก็เป็นอีกทางหนึ่ง ในการอยู่รอดบนวิถีเกษตรพอเพียง แม้อาจารย์จะคิดดีทำดี แต่ก็มีปัญหาคนรอบข้างไม่น้อย เพราะแว่วว่า ทีมงานของท่านบางคนดันเป็นพิษ ผิดวิสัยพอเพียง เสียเอง โดยเฉพาะเรืองการแห่แหน กันตามนายแบบไม่สนใจ ว่าควรหรือไม่ควร ทำให้นายถูกด่า เป็นภาษาอีสานว่าพวก “ซากพ้อ” เฮ้อ อย่างนี้ต้องคิดเสียใหม่ ว่ากันว่านอกจากแห่แหนกันไปแล้ว ยังไปใช้ ฮ.ฝนหลวง แบบไม่บันยะบันยัง  จนนักบิน เอือมระอา แทนที่จะได้ไปบินทำฝน กับมารับภาระกิจที่มันไม่ใช่ โดยเฉพาะเรื่องที่จะนำ ฮ. ไปตรวจราชการ แบบเร่งด่วน  จุดละนิดจุดละหน่อย ไม่กี่นาที หรือนี่เป็นการตรวจราชการแบบพอเพียงขอรับอย่างลืมบินแต่ละทีผลาญเงินหลวงที่ละหลายหมื่นบาท ทราบแล้วเปลี่ยนพฤติกรรมด่วนเดี๋ยวจะผิดคอนเซ็ปต์พอเพียง หรือนี่คือพอเพียงแบบติดปีก…ตอบมา ขอรับท่าน

ราชดำเนิน

แจงอากาศไม่เอื้อ ขึ้นบิน‘ฝนหลวง’ สลายฝุ่นเมืองกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321551

แจงอากาศไม่เอื้อ  ขึ้นบิน‘ฝนหลวง’  สลายฝุ่นเมืองกรุง

แจงอากาศไม่เอื้อ ขึ้นบิน‘ฝนหลวง’ สลายฝุ่นเมืองกรุง

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัญหาปริมาณค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล รัฐบาลจึงได้สั่งการให้ปฏิบัติการทำฝนหลวงสลายฝุ่นละอองจากปัญหาหมอกควันอย่างเร่งด่วน ซึ่งกรมฝนหลวงฯได้เตรียมพร้อมภารกิจ โดยสั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 หน่วย ได้แก่ นครสวรรค์ ระยอง และหัวหิน ประสานความร่วมมือในการเฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศ และกำชับให้เพิ่มช่วงเวลาการตรวจวัดสภาพอากาศชั้นบน จากเดิมเฉพาะช่วงเช้า เป็นช่วงเช้าและบ่าย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำในการปฏิบัติการฝนหลวงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเตรียมพร้อมเครื่องบินจำนวน 7 ลำ สำหรับการปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนในครั้งนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสภาพอากาศระยะนี้ ปรากฏว่ายังไม่สามารถขึ้นปฏิบัติการได้ เนื่องจากสภาพอากาศชั้นบนมีความเสถียรภาพ แต่กรมฝนหลวงฯจะยังคงติดตามสภาพอากาศและเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาปัญหาหมอกควันปกคลุมในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล อย่างต่อเนื่องต่อไป

กฤษฏาชี้ได้เห็นราคายางขึ้นแน่ ระบุจากมาตรการรัฐดันกลไกราคาเริ่มเห็นผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321559

กฤษฏาชี้ได้เห็นราคายางขึ้นแน่ ระบุจากมาตรการรัฐดันกลไกราคาเริ่มเห็นผล

กฤษฏาชี้ได้เห็นราคายางขึ้นแน่ ระบุจากมาตรการรัฐดันกลไกราคาเริ่มเห็นผล

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 16.29 น.

กฤษฏา ชี้ได้เห็นราคายางขึ้นกว่า 50 บาทต่อกก.แน่ ระบุจากมาตรการรัฐ ดันกลไกราคาเริ่มเห็นผล ยังปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางกว่า 7 แสนไร่ไปปลูกพืชอื่น

18 ก.พ.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงราคายางพาราว่า มีโอกาสจากนี้จะเห็นราคายางขยับสูงขึ้นกว่า 50 บาทต่อ กก. หลังจากผ่านเทศกาลตรุษจีนแล้วตลาดเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มาเปิดรับซื้อและมาตรการลดการส่งยางสามประเทศ 3.5 แสนตัน ช่วง 3 เดือนนี้ ม.ค. – มี.ค.เริ่มได้ผล ประกอบกับช่วงนี้เข้าสู่ฤดูยางน้อย หลายพื้นที่ปิดกรีด รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯจะมีมาตรการอื่นๆตามมาอีก เช่นปรับเปลี่ยนการปลูกยางไปปลูกพืชอื่นๆรวม 700,000 ไร่

สำหรับการประเมินสถานการณ์ราคายางพาราของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ปีนี้มีผลผลิตออกมามากขึ้น เทียบจากพื้นที่กรีดยางปีที่แล้ว 19.22 ล้านไร่ ผลผลิต 4.20 ล้านตัน ส่วนปีนี้พื้นที่ปลูกยางกรีดได้กว่า 20.17 ล้านไร่ ผลผลิต 4.92 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 60 ร้อยละ 9.3 โดยภาคเอกชน คาดว่าราคายางมีแนวโน้มดีขึ้น ปลายเดือนนี้ระดับกว่า 50 บาท/กก. โดยมีคำสั่งซื้อที่ประเทศจีนและอีกกว่า 70 ประเทศที่ซื้อยางมากขึ้นเข้าสต๊อก

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการของรัฐบาล ได้ดำเนินมาตรการดันราคายางสู่เป้าหมาย 65 บาท/กก. จากช่วงปลายปีที่ผ่านมา เช่น โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท โครงการสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนผู้ประกอบกิจการยางวงเงิน 2 หมื่นล้านบาทเพื่อดูดซับยาง 3.5 แสนตัน และส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานรัฐเป้าหมาย 2 แสนตัน ที่หน่วยงานต่างๆ เริ่มจัดงบประมาณมาซื้อผ่านการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซื้อจากเกษตรกรโดยตรง ซึ่งส่งคำสั่งซื้อเข้ามาทั้งหมดภายในเดือนก.พ.นี้ ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

สำหรับ ราคายางในพื้นที่เริ่มขยับดีขึ้น โดยนํ้ายางสดหน้าสวน 39 – 41 บาท/กก. แต่ยังขาดทุนจากต้นทุนเฉลี่ยที่ 62 บาท/กก.ส่วนภาคใต้ อีสาน ตะวันออก และภาคเหนือ ได้ทยอยปิดกรีดในปลายเดือนนี้ และเปิดกรีดอีกครั้งช่วงปลายเดือน เม.ย.

เกษตรกรเลี้ยงหมูโอด! รัฐไม่จริงใจแก้ราคาตกต่ำปล่อยช่วยเหลือกันเองมา15ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321550

เกษตรกรเลี้ยงหมูโอด! รัฐไม่จริงใจแก้ราคาตกต่ำปล่อยช่วยเหลือกันเองมา15ปี

เกษตรกรเลี้ยงหมูโอด! รัฐไม่จริงใจแก้ราคาตกต่ำปล่อยช่วยเหลือกันเองมา15ปี

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.54 น.

เกษตรกรเลี้ยงหมูโอด รัฐไม่จริงใจแก้ราคาสุกรตกต่ำ ปล่อยช่วยเหลือกันเองมา 15 ปี จี้กระทรวงพาณิชย์ คุมราคาขายปลีกยังแพง แต่ราคาหน้าฟาร์มถูกลงทุกวัน ต้องมีมาตรการรณรงค์ให้คนกินมากขึ้น

18 ก.พ.60 นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่าตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไม่เคยได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงจังจากภาครัฐ ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ผู้เลี้ยงหมูในสมาคมฯ ต้องช่วยเหลือกันเองมาตลอด

ขณะนี้สมาคมได้ร่วมมือกันแก้ปัญหาราคาหมูตกต่ำมาต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ด้วยการร่วมกันจำหน่ายเนื้อหมูราคาถูกให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งก็ยังไม่เห็นผลเพราะราคาขายจุดอื่นๆ ยังไม่ลดลงตามราคาต้นทางภาครัฐหน่วยงานใด เช่น กระทรวงพาณิชย์ ที่จะพอช่วยให้ราคาปลายทางที่ขายให้ผู้บริโภคลดลงบ้าง ก็ขอให้ออกมาขยับร่างกายช่วยเหลือเกษตรกรบ้างเถอะ อย่าละเลยให้คนเลี้ยงหมูต้องเหนื่อยไปกว่านี้เลย

นายสุรชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด) กระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 1/2561 มีมติให้แก้ปัญหาราคาหมูมีชีวิตตกต่ำ ตัดวงจรลูกหมูออกสู่ตลาด ควบคู่กับการลดปริมาณแม่พันธุ์ จากแม่หมูพันธุ์ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 1.1 ล้านตัว ด้วยเป้าหมายการปลดแม่พันธุ์ 100,000 ตัว และตัดวงจรลูกหมู 1 แสนตัวนำไปทำหมูหัน และเก็บเนื้อหมูเข้าห้องเย็น

พร้อมๆ กับการรณรงค์ให้คนไทยหันมาบริโภคหมูมากขึ้น ในการแก้ปัญหาสุกรล้นตลาด โดยการตัดวงจรชุดแรกโดยภาคเอกชน ดำเนินการตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และเชื่อว่าจะได้ช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูน่าจะพอหายใจได้คล่องขึ้นบ้าง

แม้ว่าจะต้องทำการตัดวงจรลูกหมูเพื่อทำเป็นหมูหันจนถึงเดือนเมษายน และเดินหน้ากิจกรรมจำหน่ายเนื้อหมูในราคาถูกพิเศษกันอย่างต่อเนื่องโดยผู้เลี้ยงหมูช่วยเหลือตัวเองกันอย่างสุดความสามารถ ดังนั้นขอให้ภาครัฐ มีมาตรการรณรงค์บริโภคเนื้อหมูพร้อมกับทำให้ราคาขายปลายทางลดลงด้วย

เกษตรฯสั่งหาทางนำยางใช้ปูพื้นสระบ่อน้ำ จี้กรมชลฯหาแหล่งน้ำมาเติมช่วยแก้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321546

เกษตรฯสั่งหาทางนำยางใช้ปูพื้นสระบ่อน้ำ จี้กรมชลฯหาแหล่งน้ำมาเติมช่วยแก้ภัยแล้ง

เกษตรฯสั่งหาทางนำยางใช้ปูพื้นสระบ่อน้ำ จี้กรมชลฯหาแหล่งน้ำมาเติมช่วยแก้ภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.49 น.

“รมว.เกษตรฯสั่ง ชป. พด. กยท. หาทางนำยางไปใช้ปูพื้นสระบ่อน้ำ ชี้หากขุดแล้วเก็บน้ำไม่ได้งบสูญเปล่า ถ้ามีบ่อแต่ไม่มีฝนตกมาใส่ จี้กรมชลฯ หาแหล่งน้ำมาเติม เร่งช่วยแก้ภัยแล้ง เริ่มแล้วภาคอีสาน จ.บุรีรัมย์ พร้อมให้ขึ้นทำฝนหลวงช่วยพื้นที่เกษตร ส่วนเจรจาขอลดหนี้ 365 ล้าน ค่าโง่กล้ายางล้านไร่ ยังไม่คืบหน้า”

18 ก.พ.60 นายสรวิช ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯ สั่ง กรมชลประทาน (ชป.) กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ให้ไปดูผลงานใช้แผ่นยางปูพื้นบ่อสระน้ำสามารถเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นงานวิจัยศึกษาของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต สุราษฐ์ธานี โดยไปดูว่าใช้ยางปูพื้นสระ หรือบ่อน้ำขนาดเล็ก ที่ พด.ขุดให้กับชาวบ้านปีละเป็นหมื่นบ่อ เมื่อมียางปูพื้นจะเก็บน้ำได้มีประสิทธิภาพดี เอามาปรับได้ และเพื่อประโยชน์การส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ

โดย รมว.เกษตรฯ มองว่าถ้าขุดบ่อแล้ว เก็บน้ำไม่ได้งบก็สูญเปล่า หากใช้ยางปูพื้นมาเพิ่มในโครงการขุดบ่อ ทำแหล่งน้ำจะใช้เงินทุนเท่าไหร่ ให้รีบนำมาเสนอ จะได้ใช้ป้องกันภัยแล้งด้วย รวมทั้งมีน้ำใช้ในให้กับการเกษตร ปศุสัตว์และการอุปโภคบริโภค ชาวบ้านใช้น้ำพื้นที่ตนเองได้ โดยเฉพาะนอกเขตชลประทาน 100 กว่าล้านไร่ จะเป็นลักษณะหลุมขนมครก หากต้นทุนไม่สูงจะได้บ่อน้ำทำเป็นพื้นที่ยาง

“รมว.เกษตรฯ สั่งให้ช่วยกันคิดและในเขตภัยแล้ง เอาน้ำมาเติมจากไหน เช่น ขุดบ่อ ไม่มีฝนตกมาใส่บ่อตรงนี้เมื่อขุดแล้ว กรมชลฯ หามาเติมให้ชาวบ้านได้ไหม ในขณะนี้เริ่มมีพื้นที่แล้งในภาคอีสาน จ.บุรีรัมย์ แต่ยังไม่มีพื้นที่ไหนรุนแรง โดยนายกฤษฏาได้สั่งการกรมชลฯ สแตนบายทุกพื้นที่ เร่งลงไปช่วยเหลือบริหารจัดการน้ำให้ประชาชนได้มีใช้อย่างทั่วถึง พร้อมกับการทำฝนหลวง เพิ่มน้ำพื้นที่เกษตร แก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน” นายสรวิช กล่าว

และว่า สำหรับกรณีค่าโง่ยาง 365 ล้านบาท รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้กรมวิชาเกษตร เร่งสืบสวนว่าใครทำเสียหาย และล่าสุดไปเจรจากับบริษัทในเครือซีพี ให้ขอลดยอดหนี้ให้มากที่สุด แต่ทราบว่ายังไม่คืบหน้า ซึ่งเบื้องต้นเท่าที่ฟังจากเอกชนยังระบุว่ามูลหนี้มีมากกว่านี้ ทั้งนี้ เป็นเรื่องของกรมวิชาการเกษตร ต้องกรรมการสอบข้อเท็จจริงสรุปความเสียหายเพื่อไปฟ้องทางละเมิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นคู่สัญญามาชดใช้รัฐ

‘กรุงเก่า’ ระดมผลผลิตเกษตรคุณภาพ จัดยิ่งใหญ่งาน ‘มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321535

'กรุงเก่า' ระดมผลผลิตเกษตรคุณภาพ  จัดยิ่งใหญ่งาน 'มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย'

‘กรุงเก่า’ ระดมผลผลิตเกษตรคุณภาพ จัดยิ่งใหญ่งาน ‘มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย’

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.13 น.

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดินหน้ายุทธศาสตร์เกษตรปลอดภัย จัดยิ่งใหญ่ “มหกรรมสินค้าเกษตร” ระดมสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัย ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคโดยตรง พร้อมกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิต-ผู้บริโภค การสาธิตการฝึกอาชีพ เอาทิ ถั่วงอกอนามัย การขยายพันธุ์พืช การทำขนมหวาน รวมทั้งกิจกรรมสาระบันเทิงจากกลุ่มศิลปินเงาเสียงนักร้องดัง และอื่นๆ อีกมากมาย พลาดไม่ได้เด็ดขาด 16-18 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ลานโปรโมชั่น หน้าศูนย์อาหาร ชั้น 1 ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ชื่อว่าเป็นเมืองเกษตรกรรม เนื่องจากมีพื้นที่เพาะปลูกพืชผลการเกษตรที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะข้าว พืชผัก และไม้ผล แต่ด้วยสถานการณ์การประกอบอาชีพเกษตรกรรมในปัจจุบัน ซึ่งมีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมถึงใช้ปุ๋ยเคมีเร่งการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณผลผลิตอย่างผิดวิธี ทำให้เกิดสารเคมีตกค้าง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเกิดอันตรายต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้ให้ความสำคัญต่อการผลิตสินค้าการเกษตรที่ปลอดภัย โดยกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์พัฒนาระบบการเกษตรให้มีผลผลิตปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการยกระดับการผลิตและการเพาะปลูกของเกษตรกร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐาน มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมทั้งให้ความสำคัญกับการแปรรูปผลผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์และอาหารที่ได้รับการรับรองคุณภาพเช่นกัน

ดังนั้น เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงคุณภาพสินค้าการเกษตรของจังหวัดที่ได้การรับรองมาตรฐานและมีความปลอดภัย ตลอดจนสร้างความตระหนักให้ผู้บริโภคเล็งเห็นความสำคัญของการเลือกซื้อผลผลิตที่เหมาะสม อันจะส่งผลให้ได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย รวมทั้งเป็นการนำผลผลิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการในจังหวัดมาจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคโดยตรง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงกำหนดจัดงาน “มหกรรมสินค้าเกษตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” ในระหว่างวันที่ 16–18 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ลานโปรโมชั่น หน้าศูนย์อาหาร ชั้น 1 ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดยภายในงาน นอกจากจะมีกิจกรรมการออกร้านจำหน่ายสินค้าจากกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร สมาชิกโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ และวิสาหกิจชุมชน ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ กิจกรรมพบปะเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค กิจกรรมการสาธิตการฝึกอาชีพ เช่น การเพาะถั่วงอกอนามัย การขยายพันธุ์พืชโดยติดตาต่อกิ่ง  ทำปาท่องโก๋สูตรเด็ด ฝอยทองสูตรท้าวกีบทอง รวมทั้งบันเทิงจากกลุ่มศิลปินเงาเสียงนักร้องดัง พร้อมด้วยกิจกรรมสาระบันเทิงอื่นๆ บนเวทีอีกมากมาย และที่พลาดไม่ได้ คือ กิจกรรมสินค้านาทีทอง ซึ่งจะมีการนำสินค้ามาลด แลก แจก แถม ให้กับประชาชนที่มาเข้าชมงานเป็นประจำทุกวัน

“โอกาสนี้ผมจึงอยากขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้มีโอกาศเดินทางมายังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในช่วงระหว่างวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2561 ได้แวะเข้ามาช็อปสินค้าเกษตรปลอดภัยในงานมหกรรมสินค้าเกษตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ณ ลานโปรโมชั่น หน้าศูนย์อาหาร ชั้น 1 ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ซึ่งไม่เพียงแต่ทุกท่านจะได้พบกับสินค้าการเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน และมีความปลอดภัยจากแปลงของเกษตรกรโดยตรงแล้ว ยังถือเป็นการช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดและส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงอีกด้วย”  ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าว

นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สศก.แจงทิศทางสินค้าเกษตรสดใส ดัชนีรายได้เกษตรกรพุ่ง-ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321033

x

สศก.แจงทิศทางสินค้าเกษตรสดใส ดัชนีรายได้เกษตรกรพุ่ง-ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้วิเคราะห์ดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.97 เมื่อเทียบกับปี 2559 ซึ่งเป็นผลจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.87 ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ลดลงร้อยละ 2.74 โดยเมื่อพิจารณาถึงรายได้เกษตรกรในแต่ละหมวดสินค้า พบว่า หมวดพืชผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.42 ซึ่งรายได้เกษตรกรมาจากสินค้าพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ยางพารา อ้อยโรงงาน ทุเรียน และมังคุด ขณะที่รายได้เกษตรกรในหมวดปศุสัตว์ ลดลงร้อยละ 4.03 เนื่องจากผลผลิตสินค้าปศุสัตว์หลัก ทั้งไก่เนื้อ สุกร และไข่ไก่ ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาสินค้าปศุสัตว์ส่วนใหญ่อ่อนตัวลง และหมวดประมง (กุ้งขาวแวนนาไม) ลดลงร้อยละ 1.66

หากพิจารณาช่วงครึ่งแรกของปี 2560 พบว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.72 โดยดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร และดัชนีราคาสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.89 และ 4.46 ตามลำดับ ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 พบว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรลดลงร้อยละ 5.62 โดยดัชนีผลผลิตสินค้าสินค้าเกษตรขยายตัวชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ที่ร้อยละ 2.97 ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรหดตัวร้อยละ 9.61

สำหรับแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2561 สศก. คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่เพิ่มขึ้น อาทิข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศและยังมีน้ำต้นทุนเหลือมากพอสำหรับการทำเกษตรจากการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การเพาะปลูกทำได้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ ในช่วงปี 2555 – 2560 พบว่า ค่อนข้างผันผวนและมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสินค้าเกษตรหลายชนิดต้องพึ่งพิงการส่งออกเป็นสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง ไก่เนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม ดังนั้นปัจจัยหลักที่กำหนดราคาสินค้าเกษตรในประเทศจึงเป็นปัจจัยทางด้านภาวะเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องราคาข้าวที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากส่วนหนึ่งถูกกดดันมาจากสต๊อกข้าวของรัฐบาลที่มีปริมาณมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงปลายปี 2560 สามารถระบายสต๊อกข้าวได้หมด ส่งผลให้ราคาข้าวเริ่มปรับตัวดีขึ้น

‘ฝนหลวง’พร้อมบินปฏิบัติการ สลายฝุ่นละอองกทม.-ปริมณฑล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321031

x

‘ฝนหลวง’พร้อมบินปฏิบัติการ สลายฝุ่นละอองกทม.-ปริมณฑล

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ที่กำลังประสบกับปัญหาฝุ่นละอองจากหมอกควันที่เกิดขึ้น ซึ่งฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกิดขึ้นเป็นมลพิษส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องนั้น จึงได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิบัติการทำฝนหลวงช่วยสลายฝุ่นละอองจากปัญหาหมอกควันอย่างเร่งด่วน

นายสุรสีห์กล่าวต่อว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงได้เตรียมพร้อมการปฏิบัติภารกิจโดยสั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว จำนวน 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจังหวัดนครสวรรค์ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจังหวัดระยอง และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประสานงานร่วมกันเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศ ชั้นบน และได้สั่งการกำชับให้มีการตรวจวัดสภาพอากาศชั้นบน จากเดิมเฉพาะช่วงเช้าเป็นการตรวจวัดทั้งเช้าและบ่าย เพื่อจะได้ข้อมูลที่แม่นยำในการปฏิบัติการฝนหลวงมากยิ่งขึ้น และจากการตรวจสภาพอากาศ ประจำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ทั้งช่วงเช้าและบ่าย พบว่าสภาพอากาศชั้นบนมีความเสถียรภาพ ซึ่งยังไม่เอื้อต่อการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะยังติดตามสภาพอากาศและเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาปัญหาหมอกควันปกคลุมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อย่างต่อเนื่องต่อไป ทั้งนี้ ประชาชนและผู้สนใจสามารถติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารได้ที่เพจเฟซบุ๊คกรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือเว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

แจงสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ ยังไร้พื้นที่การเกษตรขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321030

x

แจงสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ ยังไร้พื้นที่การเกษตรขาดแคลน

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ มีปริมาณน้ำในอ่างรวมกัน 57,595 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 76 ของความจุอ่างรวมกัน มากกว่าปี 2559 รวม 8,240 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 33,676 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 65 ด้านลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 17,845 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 72 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 11,149 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 61 ส่วนสถานการณ์น้ำท่าในลำน้ำสายหลักทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์น้อย

สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูฝนทั้งประเทศ ข้อมูลณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ มีการเพาะปลูกไปแล้ว 11.87 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 81 ของแผน เฉพาะข้าวเพาะปลูกไปแล้ว 9.96ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 85 ของแผน ส่วนผลการเพาะปลูกฤดูแล้งเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกไปแล้ว 7.33 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 94 ของแผน เฉพาะข้าวเพาะปลูกไปแล้ว 6.69ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 95 ของแผน โดยเมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์การเพาะปลูกข้าว ปี 2560/61 และ ปี 2559/60 ณ ช่วงเวลาเดียวกัน มากกว่า 2.01 ล้านไร่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มากกว่า 0.95 ล้านไร่

นายพีรพันธ์ คอทอง รองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การวิเคราะห์ปริมาณฝนและปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ อยู่ในเกณฑ์ดี มีพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดภาวะแห้งแล้ง 47 จังหวัด 3.82 ล้านไร่ พื้นที่เสี่ยงสูง 0.23 ล้านไร่ ปานกลาง 2.59 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีรายงานพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจากภาวะการขาดแคลนน้ำ

เปิดวิสาหกิจชุมชนแฟร์ จัดยิ่งใหญ่22-25ก.พ.ศูนย์ประชุมสิริกิติ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321032

x

เปิดวิสาหกิจชุมชนแฟร์ จัดยิ่งใหญ่22-25ก.พ.ศูนย์ประชุมสิริกิติ์

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมจัดงานวิสาหกิจชุมชนแฟร์ 2018 ระหว่างวันที่ 22 – 25 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อนำเสนอผลงานการส่งเสริมกิจการวิสาหกิจชุมชนของหน่วยงานภาคีรวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ได้ประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้า และการแลกเปลี่ยนข้อมูลการตลาดกับภาคธุรกิจ

สำหรับกิจกรรมภายในงานจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การจัดนิทรรศการ ซึ่งประกอบด้วย การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับตัวตนของวิสาหกิจชุมชน ผลงานของวิสาหกิจชุมชนดีเด่นและเป็นต้นแบบในการพัฒนา การใช้กระบวนการวิสาหกิจชุมชนในการสนับสนุนตามนโยบายของรัฐบาล เช่น การส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ การแก้ไขราคาผลผลิตตกต่ำ เป็นต้น กระบวนการพัฒนาสินค้าและบริการของวิสาหกิจชุมชนสู่ Smart Product ที่มีการเชื่อมโยงวัตถุดิบคุณภาพจากการส่งเสริมการเกษตรระบบแปลงใหญ่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่า ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยี นวัตกรรมตามแนวทาง Thailand 4.0 รวมถึงผลการดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนของหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชน การจัดงานในครั้งนี้เป็นการรวมสินค้าระดับดีเด่นจากผู้ผลิตวิสาหกิจชุมชนโดยตรงจากทั่วประเทศ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีคุณภาพ และได้การรับรองมาตรฐาน ภายใต้แนวคิด “Smart Products by วิสาหกิจชุมชน” ซึ่งมี 4 หมวด ได้แก่ หมวดอาหารแปรรูปและผลผลิตสด เช่น ส้มโอทับทิมสยาม เมล่อน แตงโมไร้เมล็ด มะม่วงอาทูอีทู ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ดถั่งเช่า ชาจากใบข้าวหอมมะลิ 105 ขนมจีนอบแห้ง เป็นต้น หมวดผ้าและเครื่องแต่งกาย เช่น ผ้าหมักโคลน ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม ผ้าฝ้ายทอมือ ผ้าบาติกน้ำเต้าหู้ เป็นต้น หมวดเครื่องอุปโภคและสมุนไพร เช่น สมุนไพรประคบร้อน แชมพูใบย่านาง แชมพูสมุนไพร เครื่องสำอางสมุนไพร เกลือสปา ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางครบวงจรจากน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ เป็นต้น หมวดหัตถกรรมและศิลปะประดิษฐ์ เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระจูด มะเฟืองมหัศจรรย์ หรือ power wash ball สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม เครื่องประดับจากปีกแมลงทับ หัตถกรรมใยตาลโตนด เป็นต้น

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญชวนเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้ามาเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ และซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพดี มีมาตรฐานของวิสาหกิจชุมชนจากทั่วประเทศ ได้ในงานวิสาหกิจชุมชนแฟร์ 2018 ระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร