กยท.เด้งรับแนวคิดหยุดกรีดยาง 2 ล้านไร่ ลุยช่วยเกษตรกรสวนยางพาราครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322079

กยท.เด้งรับแนวคิดหยุดกรีดยาง 2 ล้านไร่ ลุยช่วยเกษตรกรสวนยางพาราครบวงจร

กยท.เด้งรับแนวคิดหยุดกรีดยาง 2 ล้านไร่ ลุยช่วยเกษตรกรสวนยางพาราครบวงจร

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 18.23 น.

20 ก.พ. 61 นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)เปิดเผยถึงกรณีนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์  มีแนวคิดหยุดกรีดยาง 2 ล้านไร่ เพื่อดึงยางปริมาณออกตลาด เป็นเวลา 3 เดือน หากเกษตรกรตอบรับจะหยุดกรีดรอบนี้เลยในเดือนพ.ค.-ก.ค.นี้  จ่ายชดเชยไร่ละ 1,000-1,500 บาท ว่าแนวคิดหยุดกรีดยาง 2 ล้านไร่ ทางกยท.ที่มีหน้าที่ทำเรื่องยางพร้อมปฎิบัติตามนโยบายอยู่แล้ว ต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง ขอฟังรายละเอียดจากท่านรัฐมนตรีก่อน เพราะท่านเพิ่งพูดในที่ประชุมกับกลุ่มเกษตรกรสวนยางที่จ.พิษณุโลก ซึ่งขณะนี้เราทำหยุดกรีดยางในสวนยางของภาครัฐ กว่า 1 แสนไร่ โดยแนวคิดของท่านกฤษฏา ในเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นการขยายผลจากมาตรการหยุดกรีดภาครัฐที่เราทำอยู่ขณะนี้  รวมได้ทะยอยซื้อยางจากเกษตรกรโดยตรง ที่กำลังได้ทั้งปีเพื่อส่งให้กับหน่วยงานรัฐใช้ทั้งปี จากยอดทั้หมดปีนี้ 1.8แสนตัน ซึ่งการเปิดจุดรับซื้อ และปริมาณเท่าไหร่ ขึ้นกับผู้ใช้ส่งความต้องการ มาให้กยท.รวบรวมในพื้นที่

นายธีธัช กล่าวว่ากยท. ได้เร่งรัดดำเนินการมาตรการของรัฐบาลทั้งหมดในการผลักดันราคายาง และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่เกษตรกรสวนยางพาราครบวงจร ได้ทำหลายๆอย่างมีความคืบหน้าไปมาก ซึ่งขณะนี้เริ่มโครงการสินเชื่อวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ให้ผู้ประกอบการเข้าซื้อยางแห้ง ไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนตัน และมีเงินหมุนเวียน นำไปซื้อยางเข้าสต็อก โดยก่อนหน้านี้ปล่อยสินเชื่อวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ให้ผู้ประกอบการซื้อยางข้น  ได้ปิดโครงการแล้วเพราะครบวงเงินและปริมาณยาง ในขณะนี้ปริมาณผลผลิตยางน้อยลงแล้วช่วงเดือน มี.ค. หยุดกรีด แนวโน้มราคาเป็นไปตามกลไกตลาดช่วงหลังราคาปรับตัวขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องราคาเป็นเพียงปลายทาง ซึ่งต้องเน้นสร้างความเข้มแข็งให้ตัวเกษตรกรเป็นหลัก ในโครงการปลูกแทน ด้วยยางพันธุ์ดี 2 แสนไร่ต่อปี ไม้ยืนต้น พืชเศรษฐกิจ พืชผสมผสาน ปศุสัตว์ สร้างรายได้ในครัวเรือนอีก 2 แสนไร่ จะสามารถลดไม้ยางหมดอายุแล้ว ได้ปีละ4 แสนไร่ และมีสินเชื่อให้อาชีพเสริม การแปรรูปยาง  นอกจากนี้ที่ผ่านมา2 ปี ทำได้ 8 แสนไร่ เป็นไปตามเป้าหมายทั้งโครงการ 2.8 ล้านไร่ใน 7 ปี

ผู้ว่าฯกยท. กล่าวว่า สำหรับยางในสต็อกมีปริมาณ 103,000 ตัน ส่วนใหญ่คุณภาพไม่ดีเพราะเก็บไว้เกิน 5 ปี  สามารถนำไปผสมทำหลายอย่าง เช่นยางปูพื้นสระน้ำ  บ่อน้ำ และใช้งานตามนโยบายรัฐบาล ให้กับหน่วยงานนำไปใช้ที่ ไม่ต้องการคุณภาพสูงหากหน่วยงานใดต้องการนำไปใช้ กยท.พร้อมที่จะประสาน

ปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร 3หน่วยงานจับมือพัฒนาเกษตรกร5.5หมื่นรายสู่SMEs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321805

x

ปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร 3หน่วยงานจับมือพัฒนาเกษตรกร5.5หมื่นรายสู่SMEs

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธาน สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “ปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย (SMEs เกษตร) ตามแนวประชารัฐ” ซึ่งนับเป็นการลงนามครั้งวันประวัติศาสตร์ ที่สภาเกษตรกรฯได้สร้างความร่วมมือเรื่องการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ ในอดีตไม่มีหน่วยงานไหนให้ความร่วมมือหรือผลักดันในระดับนโยบาย คราวนี้นับเป็นโอกาสดีมากที่ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เอื้อมมือเข้ามาเห็นด้วยกับปัญหาของประเทศ จึงได้เกิดความร่วมมือกัน 3 หน่วยงาน และมีแผนการทำงานอย่างชัดเจน

โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ของบประมาณมาแล้วส่วนหนึ่ง เพื่อมาปรับตัวเกษตรกรเป้าหมาย 55,000 รายภายในปีนี้ เพื่อปั้นให้เป็นผู้ประกอบการพร้อมๆ กับมีเงินทุนในการปรับเปลี่ยนการผลิต แปรรูปสินค้าเกษตรของตัวเองซึ่งสภาเกษตรกรฯจะเชื่อมโยงกับทุกส่วนงาน ทั้งการแปรรูป การตลาด ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำมาปรับปรุงการผลิตของตัวเอง หากทำตามนี้ไปตลอดเชื่อมั่นว่า เกษตรกรจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างรายได้จากอาชีพตัวเองได้เพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจจะไหลกลับไปสู่ฐานรากมากขึ้นด้วยอาชีพเขาเองไม่ใช่ด้วยเงินแจกฟรีจากรัฐบาล โดยการดำเนินการนั้นสภาเกษตรกรฯจะให้เครือข่ายสภาฯในตำบล อำเภอ เป็นตัวจักรเพื่อค้นหาเกษตรกรที่มีศักยภาพ มีความพร้อมเข้าสู่โปรแกรมการอบรมปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรของตัวเอง ซึ่งเป็นได้ทั้งเกษตรกรรายคนและองค์กรหรือสถาบันเกษตรกร

“สภาเกษตรกรฯได้เตรียมความพร้อมเกษตรกรมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาด้วยโครงการทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมตำบล เกษตรกรหลายส่วนได้เตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว เพียงรอแค่ภาคราชการเข้าใจแล้วนำโครงการลงไปให้ได้ปฏิบัติจริง ซึ่งหลายส่วนพึ่งตนเองด้วยการแปรรูปสร้างตลาดเพิ่มมูลค่าให้สินค้าตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว และหลายส่วนที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ความรู้ก็รอโครงการนี้อยู่ หากเกษตรกรต้องการแปรรูปสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการเกษตรสามารถเข้าสู่โครงการ “ปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย (SMEs เกษตร) ตามแนวประชารัฐ” โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะเชิญท่านมาอบรมและทำแผนธุรกิจ เขียนโครงการ ประเมินโครงการนำสู่แหล่งเงินทุนได้” นายประพัฒน์กล่าว

นาแปลงใหญ่’ดันรายได้ชาวนาพุ่ง สศก.เปิดผลสำรวจเพิ่มขึ้นกว่าไร่ละ500บ.แถมต้นทุนลดวูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321813

นาแปลงใหญ่’ดันรายได้ชาวนาพุ่ง สศก.เปิดผลสำรวจเพิ่มขึ้นกว่าไร่ละ500บ.แถมต้นทุนลดวูบ

นาแปลงใหญ่’ดันรายได้ชาวนาพุ่ง สศก.เปิดผลสำรวจเพิ่มขึ้นกว่าไร่ละ500บ.แถมต้นทุนลดวูบ

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  เปิดเผยว่า สศก. ได้ติดตามประเมินผลโครงการนาแปลงใหญ่ ตามหลักเกณฑ์ใหม่ปี 2560 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์รวมกัน ผลิตข้าวคุณภาพได้มาตรฐานข้าวไทย ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ภายใต้การบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยปี 2560 มีพื้นที่ที่สามารถดำเนินการในระบบนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ปี 2560 รวม 51 จังหวัด จำนวน 747 แปลง พื้นที่ 752,659 ไร่ เกษตรกร 55,087 ราย โดย สศก. ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งประธานกลุ่ม และผู้จัดการแปลง ใน 15 จังหวัด จำนวน 585 ตัวอย่าง ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2560 พบว่า

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ได้ให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่ เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่เป็นสมาชิกไปใช้และบริหารจัดการร่วมกัน ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าว กระสอบบรรจุภัณฑ์ เครื่องหยอดข้าวแห้งติดรถไถเดินตามชนิดใบผ่านร่อง เครื่องหยอดข้าวแห้งติดรถแทรคเตอร์เครื่องหยอดข้าวรุ่นดัดแปลงสำหรับนาน้ำตม เครื่องคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งมีการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ และการผลิตข้าวคุณภาพดี (GAP) ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร

ด้านค่าใช้จ่าย เกษตรกร ร้อยละ 84 สามารถลดค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตในการทำนา โดยลดลง 512 บาทต่อไร่ หรือลดลงร้อยละ 15 ค่าใช้จ่าย 3,359 บาทต่อไร่ ในปี 2559/60 ลดเหลือ 2,847 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61 ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นค่าพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และการใช้สารเคมีน้อยลง

ด้านผลผลิต เกษตรกรร้อยละ 78 มีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 12 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 2 ผลผลิตประมาณ 631 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2559/60 เพิ่มเป็น 643 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2560/61 ขณะเดียวกันผลผลิตที่ได้มีคุณภาพเพิ่มขึ้นด้วย โดยเกษตรกรร้อยละ 53 ผลิตข้าวได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าสู่การรับรองมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ได้สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เพื่อทำข้อตกลงซื้อขายกับเอกชน (MOU) จำนวน 221 แปลง ส่งผลให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตสูงกว่าราคาในท้องตลาดประมาณ 100-200 บาทต่อตัน

ด้านผลตอบแทนสุทธิ เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 533 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 35.89 ผลตอบแทนสุทธิ 1,485 บาทต่อไร่ ในปี 2559/60 เพิ่มเป็น 2,018 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61 และจากการสนับสนุนปัจจัยและเทคโนโลยีมาใช้ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 73 มีความพึงพอใจในระดับมาก เนื่องจากได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ มีการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร และสามารถสร้างความสามัคคีความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้เป็นอย่างดี

สำหรับการดำเนินการในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรเห็นถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ มีรายได้ที่มั่นคง ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต บูรณาการหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มีการเชื่อมโยงโดยใช้ตลาดนำการผลิต ทั้งนี้ เพื่อให้กลุ่มแปลงใหญ่มีการบริหารจัดการด้วยเกษตรกรเอง สามารถเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรได้ในระยะต่อไป และเป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ยั่งยืนในระยะยาว

เปิดหลักสูตรติวเข้มบทบาท‘กรรมการสหกรณ์’ทั่วกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321804

x

เปิดหลักสูตรติวเข้มบทบาท‘กรรมการสหกรณ์’ทั่วกรุง

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายณรงค์พล พัฒนศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ได้จัดโครงการสัมมนาบทบาทหน้าที่กรรมการสหกรณ์ ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ และ 2 มีนาคม 2561 ที่โรงแรมเอส ดี อเวนิว กรุงเทพฯ โดยเชิญผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรใน กทม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 รวม 200 คน เข้าร่วมสัมมนา เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการบริหารงานสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพและตระหนักถึงความสำคัญของบทบาท ภารกิจ ในฐานะกรรมการสหกรณ์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเป็นตัวแทนของสมาชิกที่เข้ามาบริหารงานสหกรณ์ ซึ่งควรเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ และคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานสหกรณ์ การกำหนดนโยบายและควบคุมกิจการสหกรณ์และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและก้าวตามทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคม

ทั้งนี้ เนื้อหาวิชาในการสัมมนา ประกอบด้วย บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการสหกรณ์ ข้อบังคับและระเบียบที่คณะกรรมการต้องรู้และปฏิบัติ การบริหารการสหกรณ์ให้เป็นสหกรณ์ และการบริหารกิจการสหกรณ์ที่ดี กรมมุ่งหวังว่า หากกรรมการสหกรณ์สามารถบริหารงานสหกรณ์ได้ดี มีความรู้ความเข้าใจเรื่องของสหกรณ์อย่างแท้จริง จะส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของสมาชิกสหกรณ์ได้ และสามารถดำเนินงานสหกรณ์ตามแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐกับการพัฒนาให้สหกรณ์เป็นองค์กรที่เข้มแข็งเป็นที่พึ่งให้กับมวลสมาชิกได้ในที่สุด

รักษ์เกษตร : เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชอย่างถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321808

รักษ์เกษตร : เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชอย่างถูกวิธี

รักษ์เกษตร : เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชอย่างถูกวิธี

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมพบปัญหาการเก็บเมล็ดพันธุ์พืช
แล้วขึ้นรา เสียหายหมด เพาะไม่ขึ้น
ขอทราบความรู้ควรปฏิบัติในเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

สถาพร องอาจสิทธิกูล

อ.เมือง จ.ชุมพร

คำตอบ

เมล็ดพันธุ์ จะมีอัตราการงอกและอายุการเก็บแตกต่างกันไป จะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีผลต่ออายุการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ดังนั้นวิธีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์จึงสำคัญมาก ที่จะทำให้มีอายุการเก็บของเมล็ดได้นาน และสามารถคงความงอกและความแข็งแรงไว้ได้นานด้วย

ปัจจัยที่ทำให้เมล็ดพันธุ์มีอายุการเก็บรักษาได้นาน ได้แก่

1.ชนิดของพืช โดยธรรมชาติแล้ว เมล็ดพันธุ์พืชบางชนิดเก็บได้นาน แต่บางชนิดเก็บไม่นาน หรืออายุการเก็บรักษาสั้น เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว เก็บรักษาได้ง่ายกว่าเมล็ดพันธุ์ถั่วต่างๆ เป็นต้น

2.พันธุ์ ในพืชชนิดเดียวกันนั้น เมล็ดพันธุ์พืชบางพันธุ์ เก็บรักษาได้นานกว่าพันธุ์อื่น เช่น เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองพันธุ์ สจ.4 เก็บรักษาได้นานกว่าพันธุ์เชียงใหม่ 60 เป็นต้น

3.ระดับความเสื่อม เมล็ดพันธุ์สามารถเสื่อมคุณภาพได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับสาเหตุต่างๆ เช่น เก็บเกี่ยวล่าช้า ได้รับความกระทบกระเทือนจากการเก็บเกี่ยวหรือนวด ถูกฝนหรือเปียกน้ำค้าง จะเก็บรักษาได้น้อยกว่า เมล็ดพันธุ์ชนิดเดียวกันที่ยังสมบูรณ์แข็งแรงกว่า

4.ความชื้นของเมล็ด เมล็ดพันธุ์ที่มีความชื้นต่ำ จะเก็บรักษาได้นานกว่าเมล็ดพันธุ์ชนิดเดียวกัน และคุณภาพระดับเดียวกันที่มีความชื้นสูงกว่า

5.ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศในโรงเก็บ หรือมวลไอน้ำในอากาศรอบๆ เมล็ดพันธุ์ ถ้าความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ จะสามารถเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ได้นานกว่าสภาพที่มีความชื้นสัมพันธ์สูง

6.อุณหภูมิของอากาศในโรงเก็บ หรือบรรยากาศรอบๆ เมล็ดพันธุ์ เช่น ถ้าเก็บไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ ก็จะเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ได้นานกว่าที่ที่มีอุณหภูมิสูง

การเก็บและการดูแลรักษาเมล็ดพันธุ์พืช มีหลายวิธี เกษตรกรอาจจะนำไปดัดแปลงพัฒนาเพื่อให้เข้ากับความต้องการใช้งานจริงของตน ดังนี้

1.แบบเปิด เป็นวิธีที่ไม่สามารถควบคุมความชื้นและอุณหภูมิของบริเวณที่เก็บเมล็ดพันธุ์ได้ ความมีชีวิตของเมล็ด จึงผันแปรไปตามสภาพอากาศ ถ้าอยู่ในสภาพความชื้นสูง จะทำให้ความชื้นในเมล็ดสูงด้วย

2.แบบควบคุมความชื้นในเมล็ด โดยเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท เช่น ซองพลาสติก กระป๋อง

3.แบบปรับสภาพให้เย็นและแห้ง วิธีนี้เหมาะกับการเก็บรักษาเมล็ดพืชหลายชนิด เช่น ผัก ไม้ดอก ธัญพืช ควรรักษาระดับความชื้นในเมล็ด 3-8% และเก็บในอุณหภูมิ 1-5 องศาเซลเซียส

4.แบบเย็นและชื้น เหมาะกับการเก็บรักษาเมล็ดพืชที่มีอายุสั้นหลายชนิดที่ไม่ชอบสภาพแห้ง

5.แบบอุ่นและชื้น เหมาะกับการเก็บรักษาเมล็ดพืชเมืองร้อนหลายชนิด เช่น ลำไย เงาะ มังคุด มะม่วง ทุเรียน โกโก้ เพราะเป็นเมล็ดพืชที่มีอายุสั้น

การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ที่ดี เพื่อให้คงความงอกและความแข็งแรงได้ ควรปฏิบัติดังนี้ คือ ให้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชไว้ในเขตที่มีอากาศแห้ง ให้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชไว้ในโรงเก็บที่ควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำอยู่เสมอ เก็บรักษาไว้ในโรงเก็บที่ควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำ เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช โดยการบรรจุในภาชนะที่ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการรั่วไหลของอากาศได้ เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชในภาชนะปิดสนิท จะทำให้เก็บรักษาได้นาน เพราะความชื้นของเมล็ดพันธุ์จะไม่สูงขึ้น หรือไม่เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของอากาศ แต่จะยังคงมีความชื้นต่ำตลอดไป ซึ่งทำให้เมล็ดพันธุ์ตายช้า และไม่ควรเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ในตู้เย็น เนื่องจากในตู้เย็นมีความชื้นสัมพัทธ์สูง เมล็ดพันธุ์ก็จะดูดความชื้น และมีความชื้นสูงตามไปด้วย เมื่อนำเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวออกจากตู้เย็น จะเกิดการเสื่อมอย่างรวดเร็ว นะครับ

 

นาย รัตวิ

เตือนกล้วยไม้รับมือทะเลหนุน แนะ9ข้อป้องกันความเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321812

เตือนกล้วยไม้รับมือทะเลหนุน  แนะ9ข้อป้องกันความเสียหาย

เตือนกล้วยไม้รับมือทะเลหนุน แนะ9ข้อป้องกันความเสียหาย

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนแล้งน้ำทะเลหนุนเมื่อปลายปี 2558 – กลางปี 2559 ทำให้น้ำทะเลปะปนลงในแหล่งน้ำสวนกล้วยไม้ใน อ.บางเลน และ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม, อ.ไทรน้อย อ.บางใหญ่ อ.บางกรวย และ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี จนเกิดความเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรมส่งเสริมการเกษตร เล็งเห็นความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายกับเกษตรกรซ้ำรอยกับเหตุการณ์ดังกล่าว จึงขอแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้เตรียมตัวรับมือ เพื่อลดความเสียหายหากเกิดปัญหาฝนแล้งน้ำทะเลหนุนปะปน ด้วยวิธีดังนี้

1.เพิ่มพื้นที่ในการเก็บกักน้ำ เช่น ขุดบ่อเพิ่ม เพิ่มความลึกของบ่อเดิม 2.หมั่นตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าของน้ำที่จะใช้รดกล้วยไม้ หรือนำมาผสมปุ๋ย และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช 3.หากพบว่าแหล่งน้ำที่นำมารดกล้วยไม้ยังมีคุณภาพดี ให้สูบน้ำเข้ามาเก็บกักในบ่อพักให้เต็มเพื่อสำรองไว้กรณีเกิดน้ำทะเลหนุน 4.รักษาระดับน้ำในบ่อพักน้ำในสวนกล้วยไม้ให้สูงกว่าระดับน้ำข้างนอก 5.ปรับเปลี่ยนวิธีการให้น้ำอย่างประหยัด เช่น นำหัวสปริงเกอร์แบบประหยัดน้ำที่มีอัตราการใช้น้ำ 100-120 ลิตร ต่อ 1 หัว ในเวลา 1 ชั่วโมง มาทดแทนการใช้น้ำในอัตรา 600 ลิตร ต่อ 1 หัว ในเวลา 1 ชั่วโมง หรือ ระบบน้ำหยด

6.หากน้ำมีค่าความเค็มสูงขึ้น ควรลดอัตราการผสมปุ๋ยลงจากเดิม เนื่องจากปุ๋ยเป็นเกลือชนิดหนึ่งซึ่งจะเพิ่มความเค็มของน้ำ 7.ควรเพิ่มปุ๋ยที่มีธาตุอาหารรองประเภทแคลเซียมและแม็กนีเซียม ซึ่งสามารถลดความเป็นพิษของเกลือโซเดียมและคลอไรด์ที่มาจากน้ำทะเลได้ในระดับหนึ่ง 8.น้ำในแหล่งผลิตกล้วยไม้ส่วนใหญ่นอกจากมีความเค็มเนื่องจากเกลือโซเดียมและคลอไรด์แล้วยังมีเกลือไบคาร์บอเนต ซึ่งการปรับความเป็นกรดเป็นด่างขอให้อยู่ในช่วงระหว่าง pH 5.2 – 6.2 และ 9.หากเกษตรกรผลิตกล้วยไม้ที่มีราคาสูงและต้องการกล้วยไม้ที่มีคุณภาพดี อาจจะพิจารณาใช้เครื่อง reverse-osmosis ซึ่งมีราคาแพง แต่สามารถกรองเกลือที่ละลายในน้ำอย่างได้ผล

มั่นใจยางปรับสูงต่อเนื่อง ยันมาตรการรัฐได้ผล-อย่าเชื่อปล่อยข่าวหวังผลประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321810

มั่นใจยางปรับสูงต่อเนื่อง ยันมาตรการรัฐได้ผล-อย่าเชื่อปล่อยข่าวหวังผลประโยชน์

มั่นใจยางปรับสูงต่อเนื่อง ยันมาตรการรัฐได้ผล-อย่าเชื่อปล่อยข่าวหวังผลประโยชน์

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคายางพาราในปี 2561 ยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ราคากลับมายืนอยู่ที่ 47 บาทกว่าต่อกิโลกรัม และมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นคล้ายปี 2559 เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางหลายโครงการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่ง กยท. เองได้นำมาตรการดังกล่าวออกสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมาโดยตลอด ดังนั้น หากต่อไปนี้ไม่มีสถานการณ์ของโลกที่ผิดปกติ หรือ การแทรกแซงทางการเมือง หรือการสร้างกระแสข่าวลบจากกลุ่มคนที่ละเลยประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติโปรดอย่าได้หลงเชื่อเด็ดขาด

ทั้งนี้ฝายวิจัยเศรษฐกิจ กยท. ได้วิเคราะห์บทเรียนจากสถานการณ์ราคายางย้อนหลัง 3 ปี ว่า ในปี 2558 เป็นช่วงที่ผลผลิตยางธรรมชาติในหลายประเทศออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ตลาดล่วงหน้ามีการเก็งกำไรอย่างหนัก ทำให้ราคายางปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และรุนแรง จนกระทั่งปี 2559 หลังก่อตั้ง กยท. ภายใต้คณะกรรมการและผู้บริหารชุดปัจจุบัน ได้มีการแก้ปัญหาในช่วงที่ราคาปรับลดลงต่ำสุดที่ 35.55 บาทต่อกก. จนสามารถผลักดันให้ราคายางปรับตัวขึ้นได้ตามสภาวะปกติ โดยมีราคาปิดตลาดปลายปี สูงกว่า 80 บาท ต่อกก.

นอกจากนี้ในช่วงปลายปี 2559 ต่อเนื่องมาจากถึงต้นปี 2590 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่ปลูกยางภาคใต้ ทำให้ปริมาณยางในตลาดลดลงมาก ยิ่งส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น จนไปแตะระดับราคากว่า 100 บาทต่อกก. ในช่วงเวลาสั้นๆ และในที่สุดราคายางก็กลับเข้าสู่วงจรตลาดขาลงอีกด้วย ซึ่งจะเกิดขึ้นสลับเปลี่ยนหมุนเวียนตามฤดูกาล และตามสภาพการซื้อขายทั้งในประเทศ และตลาดซื้อขายล่วงหน้าต่างประเทศ

“สถานการณ์ยางในปัจจุบันจะคล้ายกับปี 2558 แต่ราคายางในประเทศไทยก็ยังไม่เคยลดลงต่ำกว่าราคาในช่วงธันวาคม 2558 ที่ปิดตลาดด้วยราคาประมาณ 36 บาทต่อ กก. ซึ่งถือว่าเป็น
จุดต่ำสุดแล้ว หลังจากนี้ราคายางจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน” นายธีรัช กล่าว

เกษตรฯขันนอตผู้บริหารทุกหน่วยงาน สั่งเดินหน้า3ภารกิจสำคัญ-ลงลึกแก้ปัญหาระดับพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321549

x

เกษตรฯขันนอตผู้บริหารทุกหน่วยงาน สั่งเดินหน้า3ภารกิจสำคัญ-ลงลึกแก้ปัญหาระดับพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เผยว่า คณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ได้จัดการประชุมการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจรและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรของจังหวัด โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อชี้แจงและซักซ้อมความเข้าใจแก่คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ ได้รับทราบถึงการบริหารจัดการสินค้าเกษตรในพื้นที่ การขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืน และนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและ รมว.เกษตรและสหกรณ์

โดยในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรในระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ซึ่งการประชุมดังกล่าว เป็นการพิจารณาเชื่อมโยงการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ ระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1.แนวทางการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจรในจังหวัด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง เพื่อแนะนำ ติดตาม และประสานการดำเนินงานกับคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจร โดยมุ่งบริหารจัดการสินค้าที่มีศักยภาพของจังหวัด สินค้าเกษตรแปลงใหญ่ และสินค้าที่คาดว่าจะมีปัญหาในแต่ละจังหวัด เพื่อให้มีตลาดรองรับผลผลิตสินค้าเกษตร บรรเทาปัญหาและข้อร้องเรียนจากเกษตรกร

2.การขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืนของกระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงาน เพื่อบูรณาการกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ ซึ่งจะสนับสนุนในเรื่องการจัดทำเมนูอาชีพรายบุคคล
รายกลุ่ม ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และอื่นๆ ในพื้นที่เป้าหมาย และ 3.โครงการตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบทุกหน่วยงานติดตามความก้าวหน้าโครงการสำคัญตามนโยบาย รมว.เกษตรฯ ที่ให้สานต่องานนโยบายเดิม 16 โครงการ

‘ไทย-สวีเดน’สานต่อความร่วมมือ ทูตชมเปาะรัฐบาลมุ่งมั่นแก้ปัญหาประมงไอยูยู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321552

‘ไทย-สวีเดน’สานต่อความร่วมมือ ทูตชมเปาะรัฐบาลมุ่งมั่นแก้ปัญหาประมงไอยูยู

‘ไทย-สวีเดน’สานต่อความร่วมมือ ทูตชมเปาะรัฐบาลมุ่งมั่นแก้ปัญหาประมงไอยูยู

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ นายสตัฟฟาน แฮร์สเตริม เอกอัครราชทูตสวีเดน ประจำประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะมีประเด็นการสานต่อความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างทั้ง 2 ประเทศแล้ว ยังถือโอกาสชี้แจงและให้ข้อมูลถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู ที่เริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และมีความคืบหน้าหลังจากที่เริ่มมีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังตั้งแต่ปลายปี 2557 เป็นต้นมา ทั้งการจัดการเรือ เครื่องมือทำการประมง แรงงานประมง วิธีทำการประมง และพื้นที่ทำการประมงอย่างเป็นลำดับ ซึ่งทางทูตสวีเดนได้แสดงความชื่นชมและเห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ การจับกุม และดำเนินคดีผู้กระทำผิด ซึ่งกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งรัดดำาเนินการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญและส่งเสริมเกษตรกรผลิตสินค้าอินทรีย์เพิ่มขึ้น ทั้งพื้นที่เพาะปลูกและปริมาณผลผลิตให้ได้มาตรฐานสากล โดยฝ่ายไทยหวังว่าไทยและสวีเดนจะมีโอกาสขยายช่องทางการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ระหว่างกัน เนื่องจากสวีเดนมีอัตราการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์สูง ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในสวีเดนขยายตัวถึงร้อยละ 20 ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทย โดยเฉพาะข้าวไทยที่ได้รับความนิยมบริโภคในสวีเดนเพิ่มมากขึ้นด้วย

สำหรับข้อมูลการส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างไทย-สวีเดนนั้น ปัจจุบันสวีเดนเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 46 ของไทย ในระหว่างปี 2558-2560 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปสวีเดนร้อยละ 0.28 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปโลก คิดเป็นมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปีละ 3,015 ล้านบาท โดยสินค้าเกษตรส่งออกไปสวีเดน เช่น ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ก ปลาโบนิโต ปรุงแต่ง ข้าว สับปะรดปรุงแต่ง เนื้อไก่ปรุงแต่ง ข้าวโพดหวาน เป็นต้น

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์สืบสานอาชีพเลี้ยงโคนมพระราชทาน หนุนลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมสานต่ออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321555

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์สืบสานอาชีพเลี้ยงโคนมพระราชทาน  หนุนลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมสานต่ออาชีพ

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์สืบสานอาชีพเลี้ยงโคนมพระราชทาน หนุนลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมสานต่ออาชีพ

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาชีพการเลี้ยงโคนมนับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย และเป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจ เนื่องจากเป็นอาชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศเดนมาร์ก ในปี 2503 ได้ทอดพระเนตรกิจการโคนมของเกษตรกรชาวเดนมาร์ก ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอยอีกต่อไป และทรงมีพระราชดำรัสในคราวหนึ่งว่า “การเลี้ยงโคนมก็เป็นอาชีพที่ดีสำหรับคนไทย เหมาะกับประเทศ และถ้าใช้หลักวิชาที่เหมาะสม ก็จะทำให้มีความเจริญและมีรายได้ดี”

โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยจึงได้เริ่มต้นขึ้น ในปี 2505 รัฐบาลประเทศเดนมาร์คได้ถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม โดยได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย และสำรวจพื้นที่ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย พบว่าอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี มีความเหมาะสมที่สุด เพราะเป็นสถานที่เป็นหุบเขาสวยงาม มีแหล่งน้ำสะอาด และไม่ไกลจากตลาดกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงได้ทรงสถาปนาศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์กขึ้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อส่งเสริมเกษตรกรหันมายึดอาชีพการเลี้ยงโคนมเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนสืบสานอาชีพการเลี้ยงโคนม เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ทรงมีพระกระแสรับสั่งเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ความว่า “ต้องปลูกฝังลูกหลานสมาชิกให้รักอาชีพการเลี้ยงโคนม มีผู้สืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนมและมีการอบรมส่งเสริมความรู้ในการเลี้ยงโคนม”

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา กรมฯได้จัดอบรม เพิ่มขีดความสามารถทายาทและยุวชนเกษตรกรโคนมในการเลี้ยงโคนมเพื่อเพิ่มผลผลิตฟาร์มโคนมที่ปฏิบัติได้และเป็นผลจริง ซึ่งร่วมกับคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อบรมความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลโคนมให้มีคุณภาพ โดยดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปี รวม 7 รุ่น และยังมีโครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพพระราชทาน ร่วมกับ ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย จัดสรรทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 10.080 ล้านบาท ให้บุตรสมาชิกสหกรณ์โคนมเข้ารับการศึกษาสาขาสัตวศาสตร์และสัตวแพทย์ศาสตร์ ในระดับปริญญาตรี รวม 14 ทุน ในปีการศึกษา 2561 เพื่อจะได้นำความรู้กลับมาพัฒนาฟาร์มและสหกรณ์โคนมของตนเองให้มั่นคงก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กรมยังได้เชิญชวนให้ขบวนการสหกรณ์โคนมร่วมใจน้อมเกล้าฯ ถวายโคสาว 89 ตัวแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และด้วยพระมหากรุณาธิคุณฯ พระองค์ได้พระราชทานโคสาว ทั้ง 89 ตัว ให้กับเยาวชนบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรโคนม 89 รายนำไปเลี้ยงต่อ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดเลือกผู้รับโคสาวพระราชทานและส่งมอบแก่เยาวชนทั้ง 89 รายเรียบร้อยแล้ว และผู้ที่ได้รับพระราชทานโคสาว จำนวน 3 ราย ได้เข้าเฝ้าฯทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จพระราชดำเนินมาเปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2561 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งถวายรายงานความก้าวหน้าในการเลี้ยงโคนมที่ได้รับพระราชทาน และบอกเล่าถึงความภาคภูมิใจที่ได้สานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นพ่อแม่มาจนถึงรุ่นของตัวเอง

นางสาวสมฤทัย ยอดทองหลาง อายุ 25 ปี จากสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ได้รับโคพระราชทาน ชื่อแรม อายุ 2 ปี 11 เดือน และได้รับการอบรมการเพิ่มขีดความสามารถยุวเกษตรกรโคนมในการเลี้ยงโคนม เพื่อเพิ่มผลผลิตฟาร์มโคนมที่ปฏิบัติได้และเห็นผลจริงในปีงบประมาณ พ.ศ.2560 กล่าวว่า ตนรู้สึกภูมิใจที่ได้ประกอบอาชีพที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานให้ ซึ่งเป็นอาชีพที่มั่นคงสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบันครอบครัวได้เลี้ยงโคนม 63 ตัว แม่โครีด 35 ตัว โคสาว 14 ตัว โคพักท้อง 1 ตัว และลูกโค 13 ตัว ปริมาณน้ำนมโคเฉลี่ย 570 กิโลกรัม/วัน หรือมีอัตราการรีดเฉลี่ย 15.04 กิโลกรัม/ตัว/วัน ซึ่งการรีดนมโคขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย ถ้าช่วงไหนอากาศเย็น โคจะให้น้ำนมมากขึ้น แต่ถ้าอากาศร้อน ผลผลิตจะลดลง ตนก็ต้องดูแลเรื่องอาหาร ยาบำรุง การให้อาหารหยาบและอาหารข้นเพราะแต่ละวันอากาศจะไม่เหมือนกัน โคจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล จึงต้องควบคุมเรื่องอาหารเป็นหลัก การเลี้ยงโคนมต้องอาศัยความใส่ใจและดูแลใกล้ชิด และต้องทำด้วยใจรักจริงๆ ซึ่งครอบครัวของตนทำอาชีพเลี้ยงโคมาแล้ว 26 ปี ตนได้ช่วยพ่อแม่เลี้ยงโคนมมาตั้งแต่เด็กๆ จนกระทั่งเรียนจบการศึกษา จึงได้เข้ามาบริหารจัดการให้อาหารโคภายในฟาร์ม การดูแลแปลงหญ้า การดูแลการให้วัคซีนป้องกันโรค การดูแลสุขภาพโคนม เต้านม และรักษาความสะอาดในโรงเรือนและคอกรีดนม

“หนูคิดว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่ยั่งยืน เป็นอาชีพที่ควรภาคภูมิใจเพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานให้เรา ความใฝ่ฝันตอนเด็ก คืออยากจะเป็นปลัดอำเภอ จึงเรียนจบด้านรัฐประศาสนศาสตร์มา แล้วไปเป็นทำงานที่เทศบาล แต่พอทำแล้วรู้สึกไม่ใช่ตนเอง เพราะหนูผูกพันและรักอาชีพการเลี้ยงโคนมมากกว่า สุดท้ายก็เลยตัดสินใจลาออกแล้วมาเลี้ยงโคนม ซึ่งทำแล้วมีความสุขมากกว่า และยังทำให้มีรายได้ที่มั่นคง แม้ว่าจะไม่ถึงกับร่ำรวย สำหรับเป้าหมายชีวิตในอนาคต ต้องการสืบสานอาชีพการเลี้ยงโคนมต่อจากพ่อแม่ เพราะอาชีพเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่ดี ตนจะสานต่ออาชีพนี้ด้วยการผลักดันให้เยาวชนในหมู่บ้านเห็นความสำคัญและมาร่วมกันสานต่ออาชีพจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ พยายามทำให้เขาเห็นจุดแข็งของการเลี้ยงโคนมให้มากที่สุด เพราะตอนนี้เยาวชนแถวบ้านกำลังหันไปทำอาชีพอื่น และคาดว่าจะทำการขยายฟาร์มแต่จะพยายามผลิตโคทดแทนจากฟาร์มของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องไปซื้อโคจากที่อื่นเพราะเป็นการประหยัดต้นทุน”นางสาวสมฤทัย กล่าว