‘อ.ยักษ์’ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตร5ล.ไร่ เน้นยั่งยืน-ผลิตสินค้าปลอดภัยในปี64

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318199

'อ.ยักษ์'ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตร5ล.ไร่ เน้นยั่งยืน-ผลิตสินค้าปลอดภัยในปี64

‘อ.ยักษ์’ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตร5ล.ไร่ เน้นยั่งยืน-ผลิตสินค้าปลอดภัยในปี64

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 14.42 น.

2 ก.พ.61 นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาเกษตร เน้นผลตอบแทนสูงสุด แต่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติเข้าสู่ภาวะวิกฤต ส่งผลสภาพแวดล้อมเกิดปัญหาสารพิษตกค้างจำนวนมากกระทบเป็นวงกว้าง มีความเสื่อมโทรมทุกด้าน ทั้งสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค และปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการใช้สารเคมี

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า ซึ่งในแผนปฎิรูปประเทศ ของ สปท.ที่ตนร่วมเขียนแผนมา และ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่12 ปี 2560-2564 ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน กำหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนเป็น 5 ล้านไร่ ในปี พ.ศ.2564 ซึ่งในการขับเคลื่อนให้เกิดการเพิ่มพื้นที่ 5 ล้านไร่ จำเป็นต้องมีการดำเนินงานและบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงเครือข่าย ภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดการขยายผลการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในทุกมิติที่จะก่อให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืน ให้แก่เกษตรกร

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า โดยกระทรวงเกษตรฯ เป็นหลักรับผิดชอบการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในภาพรวม พร้อมกำหนดแนวทางที่เป็นทิศทางเดียวกับภาคีทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม จะระดมความคิดเห็น สร้างความเข้าใจขับเคลื่อนให้ไปสู่เป้าหมายพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย 100 เปอร์เซนต์

กษ.เล็งปลดล็อก’ไม้ยางพารา’เป็นไม้เศรษฐกิจตามมาตรฐานป่าไม้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318197

กษ.เล็งปลดล็อก'ไม้ยางพารา'เป็นไม้เศรษฐกิจตามมาตรฐานป่าไม้ยั่งยืน

กษ.เล็งปลดล็อก’ไม้ยางพารา’เป็นไม้เศรษฐกิจตามมาตรฐานป่าไม้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 14.39 น.

“กฤษฎา”เล็งปลดล็อกไม้ยางพารา เป็นไม้เศรษฐกิจตามมาตรฐานป่าไม้ยั่งยืน พร้อมเตรียมเสนอนายกรัฐมนตรี ของบสนับสนุนการแปรรูปยางพาราใช้ในหน่วยงานรัฐ

2 ก.พ.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางในการสนับสนุนการใช้ไม้เศรษฐกิจในประเทศ ว่า ประเทศไทยมีการใช้ไม้ยางพารา 4 แสนไร่ต่อปี แต่ได้รับรองเป็นไม้เศรษฐกิจจากองค์กร FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มต่างๆ จากทั่วโลกเพียง 1.9 แสนไร่เท่านั้น

ทั้งนี้ ทางสภาอุตสาหกรรมฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานรับรองไม้เศรษฐกิจที่ส่งออกขายต่างประเทศ จึงเข้ามาช่วยเร่งการรับรองยางพาราให้เป็นไม้เศรษฐกิจตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน หรือ FSC ให้เป็นไม้ที่ถูกต้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานและทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และกระทรวงการคลัง เพื่อขอสนับสนุนงบกลางปี 61 ในการใช้ยางพาราแปรรูปในหน่วยงานราชการ อาทิ พื้นยางโรงเรียน พื้นถนน พื้นเอนกประสงค์หรือลานกีฬา เพื่อให้มีการใช้ยางแปรรูปมากขึ้น โดยมีเงื่อนไขให้ใช้ยางพาราตามข้อแนะนำของสภาอุตสาหกรรมฯ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีความคล่องตัว ได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาสินค้าแต่ละชนิด โดยสภาอุตสาหกรรม เข้ามาช่วยดูตั้งแต่ต้นทางการผลิตตามมาตรฐานที่ต้องการ เช่น กล้วยหอมที่เคยส่งออกไปยังญี่ปุ่น 8 แสนตัน แต่เมื่อคัดเกรดตามมาตรฐานแล้ว ญี่ปุ่นซื้อไปเพียง 30% เท่านั้น ซึ่งครั้งนี้จะเข้ามาช่วยตั้งแต่ต้นทาง โดยจะเริ่มในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ จ.ตาก , จ.ลำปาง และ จ.เชียงใหม่

เลาะรั้วเกษตร : งานวันเกษตรแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318072

281225166

เลาะรั้วเกษตร : งานวันเกษตรแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ยังมีเวลาเหลืออีก วันนี้และพรุ่งนี้ที่ขาประจำงานเกษตรแฟร์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะได้ชม ช็อป ชิม ตามสไตล์ของงานแฟร์ แต่ปีนี้งานที่จัดอยู่นี้ ไม่ใช่เกษตรแฟร์ แต่ใหญ่กว่าเกษตรแฟร์ เป็นงานวันเกษตรแห่งชาติประจำปี 2561 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2561 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักรกรุงเทพมหานคร

อันว่างานเกษตรแฟร์ และงานวันเกษตรแห่งชาติต่างกันอย่างไร

ตามประวัติย้อนหลังไปเมื่อปี2491 กระทรวงเกษตรฯ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ขณะนั้น ได้ร่วมกันจัดงานขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2491 โดยความคิดริเริ่มของ หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะนั้น ใช้ชื่องานว่า “งานตลาดนัดเกษตรกลางบางเขน” เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรสู่ประชาชน และให้เห็นความสำคัญของอาชีพการเกษตรว่า เป็นอาชีพที่ช่วยเสริมสร้างชาติไทยให้อยู่รอดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ปี 2505 สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีการรื้อฟื้นให้จัดงานขึ้นใหม่ โดยจัดให้มีงานลีลาศโต้รุ่ง และในตอนเช้าจัดให้มีตลาดนัดย่อยๆ ขึ้น ต่อมาปี 2510 กระทรวงเกษตรฯ และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันจัดงานอีกครั้ง เปลี่ยนชื่องานเป็น “งานวันเกษตรแห่งชาติ”

ปี 2528 คณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ได้พิจารณาเห็นสมควรให้กระจายการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติไปยังภาคต่างๆ ที่มีมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนด้านเกษตรตั้งอยู่ สลับกับส่วนกลาง คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยให้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา

ปีที่แล้ว งานวันเกษตรแห่งชาติ จัดที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก จังหวัดชลบุรี หรือวิทยาลัยเกษตรกรรมบางพระเดิม ซึ่งเป็นการจัดงานเกษตรแห่งชาติครั้งแรกใน
ภาคตะวันออก ส่วนมหาวิทยาลัยที่เคยจัดมาแล้วนอกเหนือจากที่กล่าว ภาคใต้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ภาคอีสาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลภาคอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เป็นต้น

สำหรับการจัดงานสลับแบบปีเว้นปีระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในช่วงหลังก็มิได้เป็นเช่นนั้น เช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานวันเกษตรแห่งชาติครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2556 หรือเมื่อ 5 ปีมาแล้ว แต่ปีนี้เป็นวาระพิเศษของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครบรอบ 75 ปี จึงได้เสนอขอเป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561

ถ้าเป็นงานเกษตรแฟร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะจัดงานเองแต่ถ้าเป็นงานวันเกษตรแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ จะจัดร่วมกับมหาวิทยาลัย ปีนี้เป็นงานเกษตรแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯจึงร่วมจัดนิทรรศการ ภายใต้หัวข้อ“ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย 4.0”ตั้งแต่บริเวณหน้าอาคารพุทธเกษตร ยาวไปจนถึงหน้าคณะศึกษาศาสตร์

2 วันสุดท้ายแล้ว ห้ามพลาดเลยทีเดียว…..

แว่นขยาย

กฟก.ปั้นเกษตรอินทรีย์ จับมือมูลนิธิสายใยแผ่นดิน-สหกรณ์กรีนเนทเปิดหลักสูตรพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318073

x

กฟก.ปั้นเกษตรอินทรีย์ จับมือมูลนิธิสายใยแผ่นดิน-สหกรณ์กรีนเนทเปิดหลักสูตรพัฒนา

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมยศ ภิราญคำ รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า “คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ
ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การสนับสนุนโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรใหม่ เพื่อสนับสนุนนโยบายเกษตรอินทรีย์โดยกำหนดให้ต้องเป็น “โครงการเกษตรยั่งยืน เกษตรอินทรีย์” และ “ไม่ใช้สารเคมีในภาคการเกษตร” โดย กฟก.มีเงินสนับสนุนให้กับองค์กรเกษตรกรทั้งแบบให้เปล่าและเงินกู้ยืมขณะนี้ กฟก.มีแผนจะขับเคลื่อนงานด้านการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์แบบตลอดห่วงโซ่ (ผลิตจนถึงตลาด) รวมไปถึงการตรวจรับรองมาตรฐานแบบชุมชนรับรองหรือ PGS(Participatory Guarantee System) ซึ่งเป็นที่ระบบสมาชิกกลุ่มผู้ผลิต/ชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบกันเองจะทำให้ผลิตภัณฑ์ด้านอาหารของเกษตรกรสมาชิก กฟก. มีมาตรฐาน และรู้จักพัฒนาช่องทางการสร้างมูลค่าจากผลผลิต มีตลาดรองรับสินค้ามากยิ่งขึ้น”

สำหรับการจับมือร่วมกันระหว่าง กฟก. มูลนิธิสายใยแห่งแผ่นดินและสหกรณ์กรีนเนทในครั้งนี้นับเป็นโอกาสที่ดี เนื่องจากกรีนเนทเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่ด้านการตลาด เชื่อมประสานระหว่างเกษตรกรในเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกกลุ่มธุรกิจชุมชน และผู้บริโภค โดยเน้นการส่งเสริมและเผยแพร่แนวทางเกษตรกรรมอินทรีย์และพัฒนากระบวนการตลาด ทางเลือก สร้างความมีส่วนร่วมของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ส่งเสริมการผลิตในลักษณะของการรวมกลุ่มธุรกิจชุมชนเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการรวบรวมและคัดสรรผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรมโดยดำเนินงานในรูปแบบของศูนย์กระจายสินค้าซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย และในส่วนของ กฟก. ก็เป็นองค์กรที่มีสมาชิกเกษตรกรทำการเกษตรอยู่แล้ว หากมีการพัฒนาและร่วมกันผลักดันให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น จะช่วยให้สินค้ามีมาตรฐาน มีระบบการบริหารจัดการที่ดี เกษตรกรตระหนักถึงผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม สร้างระบบห่วงโซ่อาหารที่มั่นคงยั่งยืนได้

เกษตรฯจับมือสภาอุตสาหกรรม รับรองยางพาราเป็นไม้เศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318071

x

เกษตรฯจับมือสภาอุตสาหกรรม รับรองยางพาราเป็นไม้เศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางความร่วมมือของสองฝ่ายในการสนับสนุนการใช้ไม้เศรษฐกิจในประเทศ ทั้งนี้สืบเนื่องจากประเทศไทยมีการใช้ยางพารา 4 แสนไร่ต่อปี แต่ได้รับรองเป็นไม้เศรษฐกิจจาก FSC เพียง 1.9 แสนไร่ ดังนั้นสภาอุตสาหกรรมฯซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานรับรองไม้เศรษฐกิจที่ส่งออกขายต่างประเทศ จึงเข้ามาช่วยเร่งการรับรองยางพาราให้เป็นไม้เศรษฐกิจตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน หรือ FSC ให้เป็นไม้ที่ถูกต้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงาน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่าน ดร.สมคิดจาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลัง เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณกลางปี’61 ในการสนับสนุนการใช้ยางพาราแปรรูปในหน่วยงานราชการ อาทิ พื้นยางโรงเรียน พื้นถนนพื้นอเนกประสงค์หรือลานกีฬา เพื่อให้มีการใช้ยางแปรรูปมากขึ้น โดยมีเงื่อนไขให้ใช้ยางพาราตามข้อแนะนำของสภาอุตสาหกรรมฯ เป็นเงื่อนไขหนึ่ง

“เพื่อให้การทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับภาคเอกชน มีความคล่องตัวและใกล้ชิดกันมากขึ้น จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับสภาอุตสาหกรรม รวมทั้งหอการค้า เพื่อนำสินค้าแต่ละชนิดมาหารือร่วมกัน ซึ่งสภาอุตสาหกรรมพร้อมที่จะเข้ามาช่วยดูตั้งแต่ต้นทางการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐานที่ต้องการ เช่น กล้วยหอมที่เคยส่งออกไปยังญี่ปุ่น 8 แสนตัน แต่เมื่อคัดตามมาตรฐานแล้ว ญี่ปุ่นซื้อไปเพียง 30% เท่านั้น ซึ่งครั้งนี้จะเข้ามาช่วยตั้งแต่ต้นทาง โดยจะเริ่มในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ ตาก ลำปาง และเชียงใหม่” นายกฤษฎา กล่าว

พัฒนาปราชญ์ยางพารา1.8หมื่นคน กยท.เดินเครื่องปั้น‘Smart Farmer’-แง้มรับสิทธิพิเศษเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318077

พัฒนาปราชญ์ยางพารา1.8หมื่นคน  กยท.เดินเครื่องปั้น‘Smart Farmer’-แง้มรับสิทธิพิเศษเพียบ

พัฒนาปราชญ์ยางพารา1.8หมื่นคน กยท.เดินเครื่องปั้น‘Smart Farmer’-แง้มรับสิทธิพิเศษเพียบ

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.เตรียมคัดเลือก Smart Farmer เกษตรกรสวนยาง โดยจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี โดยปีนี้ซึ่งเป็นปีแรกตั้งเป้าคัดเลือกให้ได้ 6,000 คนจากเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ รวม 3 ปีจะมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ไดัรับคัดเลือกไม่น้อยกว่า 18,000 คน ซึ่งจะเป็นเกษตรกรต้นแบบหรือปราชญ์ยางพาราให้ชาวสวนยางนำไปเป็นแบบอย่างแรงบันดาลใจ และต่อยอดขยายผล เพื่อสร้างโอกาสและความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้เกษตรกรที่ได้รับคัดเลือกเป็น Smart Farmer จะได้ผลตอบแทนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุน มีต้นทุนลดลง ดอกเบี้ยต่ำ ตลอดจนจะได้รับสวัสดิการ สิทธิพิเศษอื่นๆ จาก กยท. ไม่ว่า การเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อต่อยอดธุรกิจ การนำสินค้าไปจำหน่ายในจุดที่กยท.เปิดไว้ นอกจากนี้ ยังจะได้รับสิทธิพิเศษอื่นๆ ที่ กยท.จะพิจารณาเพิ่มเติมให้ในอนาคตอีกด้วย

สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางที่จะได้รับคัดเลือกเป็น Smart Farmer นั้น หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการคัดกรองคุณสมบัติของเกษตรกรชาวสวนยาง มี 2 คุณสมบัติหลัก ดังนี้ คือ มีรายได้จากการทำเกษตรไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท/ครัวเรือน/ปี และจะต้องมีคุณสมบัติพื้นฐาน 6 ข้อ คือ

1.มีความรู้ในเรื่องการทำสวนยางพารา สามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยางพาราหรือให้คำแนะนำปรึกษาให้กับผู้อื่น สามารถเป็นเกษตรกรชาวสวนยางต้นแบบ หรือจุดเรียนรู้ด้านยางพาราให้กับผู้อื่นได้ 2.มีข้อมูลด้านยางพาราประกอบการตัดสินใจ สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลด้านยางพารา ทั้งจากเจ้าหน้าที่หรือผ่านทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอื่นๆ

3.มีการบริหารจัดการผลผลิตและการตลาด มีความสามารถในการบริหารจัดการ ปัจจัยการผลิต แรงงานและทุนฯลฯ ในการประกอบอาชีพชาวสวนยาง เช่นมีวิธีการในการลดค่าใช้จ่ายด้านปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น ผสมปุ๋ยใช้เอง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เป็นต้น รวมทั้งใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการประกอบอาชีพชาวสวนยางและจ้างแรงงานจากภายนอกตามความจำเป็น 4.มีความตระหนักถึงคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยของผู้ใช้ยางพารา มีความรู้ความเข้าใจหรือได้รับการอบรมเกี่ยวกับมาตรฐาน GAP /GMP หรือมาตรฐานอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้านยางพารา

5.มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม มีกระบวนการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ทิ้งวัสดุเหลือใช้จากการทำสวนยางลงในคูคลองที่สาธารณะ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก และลดการใช้สารเคมี ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือชุมชน และสังคมอย่างต่อเนื่อง 6.มีความภูมิใจในความเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง มีความมุ่งมั่นในการประกอบอาชีพชาวสวนยาง มีความสุขและพึงพอใจในการประกอบอาชีพสวนยาง รักและหวงแหนพื้นที่ในการทำสวนยาง

“การคัดเลือกและประเมินผู้ที่เข้าโครงการ SMART FARMER เกษตรกรชาวสวนยางต้นแบบนั้น เมื่อประเมินคุณสมบัติของเกษตรกรชาวสวนยางแล้วผ่านคุณสมบัติพื้นฐานทั้ง 6 ข้อ เกษตรกรรายนั้นจะอยู่ในกลุ่ม Existing Smart Farmer แต่ถ้าไม่ผ่านคุณสมบัติด้านรายได้หรือคุณสมบัติพื้นฐานหรือทั้งสองคุณสมบัติเกษตรกรรายนั้นจะอยู่ในกลุ่ม Developing Smart Farmer ซึ่งยังมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็น ExistingSmart Farmer ในปีต่อๆไปได้”นายธีธัช กล่าว

คลอดคู่มือศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน วางแนวทางขับเคลื่อนสู่การเกษตรแบบแม่นยำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318075

x

คลอดคู่มือศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน วางแนวทางขับเคลื่อนสู่การเกษตรแบบแม่นยำ

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ดินและปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานหลักที่สำคัญมากในภาคการผลิตสินค้าเกษตร และจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดี จึงจัดประชุมภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) กิจกรรมพัฒนาศูนย์เครือข่าย (ศดปช.) ปี 2561 เพื่อจัดทำคู่มือพร้อมวางแนวทางขับเคลื่อนงานของ ศดปช. ซึ่งเป็นกลไกหลักในการให้บริการ พัฒนาเกษตรกรให้สามารถจัดการดินและปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เป็นเกษตรกรผู้ประกอบการยุคใหม่ที่มีศักยภาพ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2561 “ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ” นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งในอนาคตจะเชื่อมโยงสู่การผลิตในรูปแบบการบริหารจัดการแบบแปลงใหญ่ และสามารถต่อยอดไปสู่การทำธุรกิจชุมชนในการให้บริการด้านดินและปุ๋ยที่ประสบความสำเร็จ สร้างความอยู่ดีมีสุขให้แก่เกษตรกรได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้การขับเคลื่อนการดำเนินงาน ศดปช. 882 ศูนย์ ใน 77 จังหวัด ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรและชุมชนเกิดความรู้ เข้าใจ เชื่อมั่นในเทคโนโลยี และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยมากขึ้น เกษตรกรสมาชิกได้ประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีไปปฏิบัติ สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยร้อยละ 27.5 คิดเป็นมูลค่า 43 ล้านบาท และสามารถเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 10 เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการใช้ปุ๋ยเดิม ทำให้ ศดปช. ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ในปี 2561 ศดปช. จึงวางแผนรับสมาชิกเพิ่ม ขยายเครือข่ายไปยังตำบลข้างเคียง เพื่อให้เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มบริหารจัดการ ตรวจวิเคราะห์ดิน ให้คำแนะนำ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิต จัดทำแปลงเรียนรู้ จุดสาธิต รวบรวมความต้องการและจัดหาแม่ปุ๋ยให้สมาชิกในชุมชน โดยมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอเป็นพี่เลี้ยง (coaching) ให้กับ ศดปช. เกิดการเปลี่ยนแปลงความรู้ จัดการดินและใช้ปุ๋ยได้ถูกต้อง ก้าวสู่การทำเกษตรแบบแม่นยำ (Smart Agriculture)

ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วม50 คน ประกอบด้วย ศดปช. เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ และประธานศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนดีเด่นระดับเขต โดยได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรจากกรมวิชาการเกษตร และเจ้าของงานวิจัยปุ๋ยมาให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ เช่น รู้จักดิน รู้จักปุ๋ย เพื่อการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิต การดำเนินธุรกิจชุมชนให้ประสบความสำเร็จ และการให้บริการด้านดินปุ๋ยที่ถูกต้องตามกฎหมาย

สศก.จ่อชงครม.เปิดตลาดสินค้า’กระเทียม-หอมหัวใหญ่-มันฝรั่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317959

สศก.จ่อชงครม.เปิดตลาดสินค้า'กระเทียม-หอมหัวใหญ่-มันฝรั่ง'

สศก.จ่อชงครม.เปิดตลาดสินค้า’กระเทียม-หอมหัวใหญ่-มันฝรั่ง’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.01 น.

1 ก.พ.61 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ มีมติเห็นชอบการเปิดตลาดสินค้ากระเทียม เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ หัวพันธุ์มันฝรั่ง และหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ภายใต้ความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2561 – 2563 ตามที่คณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง เสนอ โดยสินค้ากระเทียม กำหนดให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้มีสิทธิ์นำเข้าในโควตาแต่เพียงผู้เดียว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคากระเทียมในประเทศรวมทั้งรายได้ของเกษตรกร ส่วนสินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่และหอมหัวใหญ่ จะใช้ขบวนการสหกรณ์ในการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดอย่างครบวงจร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาหอมหัวใหญ่ในประเทศ ตั้งแต่การจัดหาเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรสมาชิก รวมถึงการมีส่วนในการจัดสรรปริมาณนำเข้าหอมหัวใหญ่แห้งเป็นผงและไม่เป็นผงให้แก่ผู้ประสงค์นำเข้า เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตได้

นอกจากนี้ สศก.ได้ร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้ากระเทียม หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง จากต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พ่อค้าและผู้ประกอบการในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้น รวมถึงมีมาตรการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่กลุ่มสถาบันเกษตรกร สหกรณ์ต่างๆ เพื่อชะลอการจำหน่ายผลผลิตเป็นแก้มลิงไว้ค่อยออกจำหน่ายป้องกันสินค้าล้นตลาด

เลขาธิการ สศก.กล่าวว่า สำหรับสินค้ามันฝรั่ง ผู้ประกอบการที่ได้รับการจัดสรรโควตาภายใต้ความตกลง WTO จะต้องมีการทำสัญญารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร โดยมีการปรับเพิ่มราคารับซื้อผลผลิตมันฝรั่งสดจากเกษตรกรในช่วงแล้ง (มกราคม – มิถุนายน) จากเดิมไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.40 บาท ปรับเป็นไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.60 บาท และรับซื้อในช่วงฤดูฝน (กรกฎาคม – ธันวาคม) ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 14.00 บาท ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการ โดยมีการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ซึ่งการเปิดตลาดสินค้าดังกล่าว อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

กษ.เตรียมทุ่มงบ3.5หมื่นล้านพัฒนาอาชีพเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317952

กษ.เตรียมทุ่มงบ3.5หมื่นล้านพัฒนาอาชีพเกษตรกร

กษ.เตรียมทุ่มงบ3.5หมื่นล้านพัฒนาอาชีพเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 14.49 น.

1 ก.พ.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แผนงานโครงการของกระทรวงเกษตรฯ ตามนโยบายพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ของรัฐบาล โดยกำหนดโครงการกิจกรรมด้านการเกษตรเป็นรายการอาชีพ 20 โครงการ เน้นตอบสนองต่อความต้องสามารถเลือกอาชีพได้ ใช้งบประมาณกลางปี 3.5 หมื่นล้าน ได้มอบหมายให้ รมช.เกษตรฯ ทั้งสองท่านร่วมกันพิจารณาแผนงานโครงการ กิจกรรมตามคลัสเตอร์รับผิดชอบอีกครั้ง ก่อนส่งให้สำนักงบประมาณในวันพรุ่งนี้ (2 ก.พ.)

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้หลักการใน 3 กรอบแนวทางหลัก คือ 1.โครงการแผนงานกิจกรรมที่เป็นความต้องการของเกษตรกร หรือสถาบัน หรือองค์กรเกษตรกรโดยตรงอย่างแท้จริง เกิดการมีส่วนร่วมของเกษตรกรหรือประชาชนในพื้นที่ 2.เกษตรกรต้องได้รับประโยชน์โดยตรงตามเป้าหมายของแผน เมื่อทำแล้วเกษตรกรจะได้รับผลอะไรจากเเผนงาน เป็นรูปธรรมจับต้องได้ หรือตอบสังคมได้ว่าทำแล้วชาวบ้านได้รับประโยชน์อย่างไร เช่น การเพิ่มรายได้เกษตรกรให้เพียงพอต่อการดำรงชีพรายครัวเรือน และ 3.ต้องเป็นโครงการที่ปฏิบัติได้ ทำได้จริง มีความต่อเนื่องและยั่งยืน

นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า สำหรับระยะเวลาที่ทีมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ระดับตำบล รวม 7,663 ทีม โดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยสนับสนุน จะเริ่มลงพื้นที่วันที่ 21 ก.พ.นี้ เพื่อสำรวจวิเคราะห์ปัญหาความเดือดร้อนเยี่ยมเยียนรายครัวเรือน รายบุคคล และค้นหาความต้องการของประชาชน หมู่บ้าน และชุมชนอย่างแท้จริงนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะส่งแผนงานโครงการกิจกรรมด้านการเกษตรเพื่อใช้เป็นรายการอาชีพ ให้กับกระทรวงมหาดไทยลงไปสำรวจความต้องการของประชาชน เพื่อรับทราบความคิด ความเห็นต่อกิจกรรมที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ ก่อนเริ่มขับเคลื่อนโครงการจริงไปในคราวเดียวกัน

กระตุ้น‘สวพส.’ทำงานเชิงรุก หยุดเผาทำลายตอซังข้าวโพด-ปรับปรุงดินพื้นที่สูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317789

x

กระตุ้น‘สวพส.’ทำงานเชิงรุก หยุดเผาทำลายตอซังข้าวโพด-ปรับปรุงดินพื้นที่สูง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนและขยายผลการดำเนินงานโครงการหลวง เน้นการบูรณาการเชิงพื้นที่ให้เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาชุมชน ภายใต้ แผนแม่บทโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ 24 แผนงาน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาอาชีพบนฐานความรู้ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและการตลาด ยุทธศาสตร์ที่ 3 การฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยุทธศาสตร์ที่ 5 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ซึ่งเน้นให้ชุมชนอยู่ดีมีสุข มีการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน

ทั้งนี้การทำงานในพื้นที่สูงซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ประมาณ 67 ล้านไร่ 20 จังหวัด 4,000 กว่ากลุ่มบ้าน มีคนกว่า 1 ล้านคนอยู่ในพื้นที่สูง ส่วนมากมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ และสิทธิ์การอยู่อาศัย ซึ่งที่ผ่านมาทราบดีว่าก่อให้เกิดปัญหาในการดำเนินงานในหลายเรื่อง ถ้าหากเราเข้าใจ เข้าถึงและน้อมนำหลักการพัฒนาตามแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงทำให้ดูมาปฏิบัติ เราจะเห็นว่าท่านทำด้วยความอะลุ้มอล่วยกัน ไม่ได้ใช้แต่กฎหมาย

“การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำนั้นต้องทำทั้งระบบ ต้องมองปัญหาเชื่อมโยงกันทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ต้นน้ำซึ่งเป็นพื้นที่สูงมีปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดินสูง จำเป็นต้องใช้งานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น การทำงานต้องทำในเชิงรุก และเน้นการลงขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ต้องกำหนดพื้นที่เป้าหมายให้ชัดเจน เช่น พื้นที่แม่แจ่ม เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านมีความเข้มแข็ง และมีการเริ่มต้นดำเนินการหยุดปลูกข้าวโพดแล้ว สวพส. ควรได้ไปขยายผลในการนำโมเดลที่สำเร็จแล้วของ สวพส. เข้าไปช่วยหนุน ปลุกชาวบ้านให้ลุกขึ้นมาทำ ถ้าเราหยุดอำเภอที่ยากที่สุดได้ อำเภออื่นๆ จะมาดูงานเรา รัฐบาลทุ่มเทเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานราก แต่ภูเขาที่เป็นต้นน้ำยังพังขนาดนี้ ไม่มีทางที่เศรษฐกิจฐานรากจะดีขึ้นได้ เพราะดินเป็นปัจจัยพื้นฐานของการทำเกษตร จะทำโครงสร้างพื้นฐานต้องทำเรื่องดิน ถ้าวิธีแก้ปัญหายังวนอยู่ในระบบของเงินจะไม่สามารถออกจากปัญหาได้ ต้องเริ่มตามที่พระองค์ท่านตรัสไว้คือ พอมี พอกิน ทำพื้นฐานให้มั่นคงเสียก่อน หยุดการเผาทำลายซังข้าวโพดให้ได้ ทำดินให้สมบูรณ์จะเป็นการทำเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน” นายวิวัฒน์ กล่าว