รักษ์เกษตร : การเตรียมดินสำหรับปลูกผักอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318781

รักษ์เกษตร : การเตรียมดินสำหรับปลูกผักอินทรีย์

รักษ์เกษตร : การเตรียมดินสำหรับปลูกผักอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมปลูกผักมาหลายปีแล้วครับ อยากจะลดการใช้สารเคมีลงบ้าง ขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับระบบเกษตรอินทรีย์ด้วยครับ

สถิตย์ อาริยะเรืองรอง

อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

 

คำตอบ

ในการปลูกผักนั้น สภาพแวดล้อมและลักษณะดินที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด พื้นที่ปลูกผักควรเป็นที่ราบ มีความสม่ำเสมอ ไม่ควรเป็นที่ต่ำ เพราะอาจมีน้ำท่วมขังได้ง่าย แต่ควรมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดปี หรือตลอดฤดูกาล ดินที่เหมาะสม ควรเป็นดินร่วน มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีการระบายน้ำ และการถ่ายเทอากาศดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ประมาณ 6.0-6.5 ดินล่างไม่ควรเป็นชั้นของดินดาน เพราะจะทำให้น้ำซึมผ่านไม่สะดวก พืชอาจเหี่ยวเฉาได้ในกรณีที่มีฝนตกหนัก หรือให้น้ำมากเกินไป

การเลือกพันธุ์ผัก ควรเลือกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อศัตรูพืชสูง ปราศจากเชื้อโรค ผลผลิตสูง และมีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ รวมทั้งเลือกพันธุ์ที่เจริญเติบโตดีเหมาะสมกับฤดูปลูก และสภาพดินฟ้าอากาศที่ปลูก ควรแช่เมล็ดพันธุ์ผักในน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิ 50-55 องศาเซลเซียส นาน 10-15 นาที จะช่วยกำจัดเชื้อโรคพืชและเป็นการกระตุ้นให้เมล็ดพันธุ์งอกได้สม่ำเสมอ ช่วยลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์อีกด้วย

การเตรียมดิน ดังนี้

1. ให้ทำการปรับระดับพื้นที่ให้ราบเรียบ ไม่เป็นแอ่งขังน้ำ ไถเตรียมดิน ด้วยการไถดะ 1 ครั้ง ตากดินทิ้งไว้ 7 วัน เพื่อกำจัดแมลง โรค และวัชพืช แล้วทำการไถพรวน 1 ครั้ง จะทำให้ดินมีเนื้อละเอียด ร่วนซุย เหมาะแก่การปลูกพืชผัก ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาวัชพืช และเคยมีศัตรูพืชระบาดอย่างรุนแรงมาก่อน ควรจะตากดินทิ้งไว้อีก 7 วัน แล้วไถพรวนอีกครั้งหนึ่ง

2. หลังจากนั้น ให้ทำการยกร่องกว้างประมาณ 1.5 เมตร สูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร เป็นอย่างน้อย จะช่วยในเรื่องการระบายน้ำได้ ระยะระหว่างร่อง 30-50 เซนติเมตร ให้หว่านปุ๋ยหมักอัตรา 4 ตันต่อไร่ หรือปุ๋ยคอก 2 ตันต่อไร่ ให้ทั่วพื้นที่ ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน

3. ฉีดพ่นด้วยน้ำหมักชีวภาพ ที่ผลิตจากสารเร่ง พด.2 ของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ได้รณรงค์แจกจ่ายให้ผู้สนใจนำไปใช้ โดยใช้ในอัตรา 5 ลิตรต่อไร่ เจือจาง 1:500 เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร และสารเร่งการเจริญเติบโตแก่พืชและจุลินทรีย์ดิน

4. หว่านเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชที่ผลิตจากสารเร่ง พด.3 ของกรมพัฒนาที่ดิน ในอัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อป้องกันโรครากเน่าและโคนเน่าในช่วงแรกที่ปลูก แล้วจึงปลูกพืชผัก

การจัดการดินหลังเก็บเกี่ยว หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้สับกลบเศษพืชผักลงดิน และปล่อยให้ย่อยสลาย 7 วัน แล้วจึงเตรียมดินดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพื่อปลูกพืชผักครั้งต่อไป การจัดการดิน เพื่อปลูกพืชผักโดยระบบเกษตรอินทรีย์ จะสามารถลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือสามารถเพิ่มผลผลิตได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการเดิมของเกษตรกรนะครับ

นาย รัตวิ

77จังหวัดตอบรับเกษตรอินทรีย์ หนุนสร้างเครือข่ายพัฒนา-เพิ่มช่องทางตลาดทุกภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318780

77จังหวัดตอบรับเกษตรอินทรีย์ หนุนสร้างเครือข่ายพัฒนา-เพิ่มช่องทางตลาดทุกภูมิภาค

77จังหวัดตอบรับเกษตรอินทรีย์ หนุนสร้างเครือข่ายพัฒนา-เพิ่มช่องทางตลาดทุกภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลประเมินการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ปีงบประมาณ 2560 มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ ปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าผลิตผล ผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรอินทรีย์ และสินค้าที่ได้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งปีงบประมาณ 2560 ดำเนินการในพื้นที่ 77 จังหวัด

ผลการสำรวจเกษตรกรในพื้นที่ 4 ภาค 17 จังหวัด พบว่า มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 36,149 ราย รวมพื้นที่ 126,870 ไร่ เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดความรู้ 14,928 ราย คิดเป็นร้อยละ 103 ของเป้าหมาย ความรู้ที่ถ่ายทอดให้เกษตรกร ได้แก่ การเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การผลิตพืช/ปศุสัตว์/ประมงตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การผลิตตามกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ การผลิตและการใช้สารชีวภัณฑ์

เกษตรกรนำความรู้ไปปฏิบัติในการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์แล้ว โดยได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต 2,346 ราย คิดเป็นร้อยละ 101 ของเป้าหมาย ได้แก่ ปุ๋ยหมักและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ พันธุ์หม่อน เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด (ปอเทือง ถั่วพร้า) เมล็ดพันธุ์ผัก พันธุ์ไก่ไข่อินทรีย์ และวัสดุอุปกรณ์สำหรับสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ โดยมีการพัฒนาเกษตรกรสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ตามเป้าหมาย 180 ราย และตรวจรับรองมาตรฐาน 21,495 ราย ร้อยละ 120 ของเป้าหมาย

ด้านผลผลิต พบว่า เกษตรกรก่อนเข้าโครงการ ได้ผลผลิตข้าวแบบทั่วไป 405.10 กิโลกรัม/ไร่ และเมื่อเข้าร่วมโครงการปีแรกได้ผลผลิตข้าวอินทรีย์เฉลี่ย 303.85 กิโลกรัม/ไร่ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบเกษตรกรที่มีประสบการณ์ผลิตข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ใกล้เคียง ได้ผลผลิตสูงถึงเฉลี่ย 412.31 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งมากกว่าการผลิตข้าวแบบทั่วไป ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเกษตรกรที่มีการปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นข้าวอินทรีย์ในระยะต่อมาจะมีผลผลิตที่สูงขึ้นกว่าข้าวทั่วไป ด้วยเหตุนี้ จึงควรส่งเสริมให้เกษตรกรรายใหม่ให้มีความรู้ ความเข้าใจเกษตรอินทรีย์ และพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินอย่างต่อเนื่องจนมีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากจะส่งผลให้ผลผลิตสูงขึ้นอย่างแน่นอน และได้ราคาสูงกว่าราคาข้าวทั่วไปเฉลี่ย 2 – 8 บาท/กิโลกรัม ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้าว

ด้านการพัฒนาต่อยอดการผลิตสู่ตลาด มีเกษตรกรได้หันมารวมกลุ่มแปรรูปผลผลิต ได้แก่ การแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร การทำน้ำมัลเบอร์รี่ และแยมจากผลหม่อนสด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาตลาดสีเขียว 17 แห่ง พัฒนาโรงสีข้าวอินทรีย์ 2 แห่ง และจัดสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาด ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการใน 4 ภาค มีเกษตรกรเข้าร่วมสัมมนา 494 ราย ผู้ประกอบการ 23 แห่ง และผู้รวบรวมท้องถิ่น 15 ราย เกษตรกรมีมูลค่าการจำหน่ายสินค้า 2.856 ล้านบาท

ทั้งนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการในระดับมาก ซึ่งการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในระยะต่อไป หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมบูรณาการงานโครงการร่วมกันยิ่งขึ้นในการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายเดียวกัน รวมทั้งส่งเสริม และสนับสนุนเกษตรกรให้ครอบคลุมครบถ้วนทุกด้าน นอกจากนี้ยังบูรณาการร่วมกับกระทรวงอื่น ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม และยังมีแผนการประชาสัมพันธ์ประโยชน์ของสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ผู้บริโภครับทราบมากขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะส่งผลให้การผลิตและตลาดของเกษตรอินทรีย์กว้างขวางยิ่งขึ้นต่อไปทุกภูมิภาค

ตัดตอนประมงผิดกฎหมาย ศาลออกคำสั่งอำนวยความสะดวกบังคับใช้พรก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318778

x

ตัดตอนประมงผิดกฎหมาย ศาลออกคำสั่งอำนวยความสะดวกบังคับใช้พรก.

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมาศาลอาญาได้มีคำสั่งที่ 8/2561 เรื่อง การพิจารณาพิพากษาคดีความผิดตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง พ.ศ.2558 โดยมีสาระสำคัญ 5 ประเด็น ได้แก่ 1.ให้จัดองค์คณะพิเศษขึ้น 2 คณะ เพื่อทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีการทำประมงผิดกฎหมายโดยเฉพาะ ตามที่หัวหน้าแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญามอบหมาย2.กำหนดให้มีวันนัดเตรียมความพร้อมของคู่ความภายใน 1 เดือน นับแต่วันฟ้อง ก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน 3.ให้การพิจารณาคดีการทำประมงผิดกฎหมายเป็นคดีสามัญพิเศษ เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ตามแนวทางที่กำหนดไว้ในคู่มือสำหรับตุลาการในการนั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะและต่อเนื่อง 4.ในการวินิจฉัยคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย ให้พิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดว่า มีลักษณะเป็นเครือข่ายหรือองค์กรอาชญากรรม เป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่ และความเสียหายมีผลกระทบต่อทรัพยากรทางน้ำ และสิ่งแวดล้อมเพียงใด และ 5.การพิพากษาลงโทษจำเลยให้ถือตามบัญชีมาตรฐานการกำหนดโทษของศาลอาญา ส่วนการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ให้ถือตามบัญชีเกณฑ์มาตรฐานกลางหลักประกันการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยของศาลอาญา ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไป

“ปัจจุบันศาลอาญาได้อำนวยความสะดวกในการบังคับใช้กฎหมายประมง ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ ทำให้การดำเนินคดีความผิดตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยที่ผ่านมาศาลยุติธรรมได้รับฟ้องคดีไว้พิจารณาเป็นจำนวนหลายคดี โดยมีเขตอำนาจรับฟ้องคดีได้ทั่วประเทศ หมายความว่า ใครจะมาฟ้องที่ศาลนี้ได้หมด แม้มูลคดีจะเกิดที่อื่น และได้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและความเข้มข้นในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ยังเห็นถึงการให้ความสำคัญของทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูของไทยได้อย่างชัดเจน” นายกฤษฎา กล่าว

กระบี่เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคราน้ำค้างในพืชตระกูลแตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318770

กระบี่เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคราน้ำค้างในพืชตระกูลแตง

กระบี่เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคราน้ำค้างในพืชตระกูลแตง

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 16.38 น.

5 ก.พ. 61 นายประคอง อุสาห์มัน หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รักษาการเกษตรจังหวัดกระบี่ ออกมาเตือนเกษตรกรที่ปลูกพืชผักทุกชนิด ต้องระมัดระวังโรคราน้ำค้างที่มักพบในพืชตระกูลแตง ตระกูลกะหล่ำรวมถึงข้าวโพดฝักอ่อน ราน้ำค้างเป็นโรคที่พบบ่อยในช่วงที่มีอากาศชื้น เชื้อราสาเหตุชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตและแพร่ระบาดทำความเสียหายรุนแรง ในขณะที่อากาศมีความชื้นสูงอุณหภูมิต่ำระหว่าง 16-24 องศาเซลเซียส ดังนั้นเกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการของกลุ่มผงสีขาวหรือเทาของสปอร์เชื้อราที่ด้านใต้ใบ ให้เตรียมการป้องกันหรือขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อควบคุมและหาทางป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

นายชำนาญ นุ่นดำ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ราน้ำค้างเกิดขึ้นได้กับผักทุกระยะการเจริญเติบโตตั้งแต่เริ่มงอกจากเมล็ด จนกระทั่งต้นแก่อาการเริ่มแรกจะเกิดขึ้นที่ด้านใต้ใบ โดยจะสังเกตเห็นกลุ่มผงสีขาวหรือเทาของสปอร์และเส้นใยของเชื้อราเกิดขึ้นเป็นกลุ่มๆ ต่อมาด้านหลังใบตรงที่เดียวกันก็จะเกิดแผลสีเหลืองๆ เนื่องมาจากเซลล์ตายและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในที่สุดเนื้อใบตรงที่เกิดแผลจะมีลักษณะบางและมีขอบเขตไม่แน่นอน แต่ค่อนข้างจะเป็นรูปเหลี่ยมในกรณีที่เป็นรุนแรง มีแผลเกิดจำนวนมากทั่วไปอาจทำให้ทั้งใบเหลืองและแห้งตาย สำหรับในใบอ่อนหรือใบเลี้ยง เมื่อเริ่มมีแผลสีเหลืองขึ้นที่ด้านหลังใบ ใบมักจะหลุดร่วงออกจากต้นก่อนที่จะแสดงอาการมากกว่านี้ โรคในระยะกล้านี้มักจะรุนแรงทำให้ต้นโทรมอ่อนแอและอาจถึงตายได้

โดยเชื้อสาเหตุ เชื้อรา Peronospona parasitica ในผักที่ใบห่อเป็นหัว เช่น กะหล่ำปลีและผักกาดขาวปลีอาการบนใบที่ห่อจะมีลักษณะแตกต่างไปจากใบปกติที่คลี่ คือจะเกิดเป็นแผลจุดสีดำเป็นแอ่งจมลงไปในเนื้อใบขนาดต่างๆกัน อาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ หรือโตขนาดเหรียญบาทเช่นเดียวกันกับจำนวนแผล อาจมีเพียงไม่กี่แผลหรือเกิดขึ้นเต็มทั้งหัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและความรุนแรงของโรคขณะนั้น ในกะหล่ำดอกและบรอกโคลีนอกจากใบแล้วเชื้ออาจเข้าทำลายส่วนของดอกหรือช่อดอก ทำให้เกิดแผลสีน้ำตาลหรือดำขึ้นที่ส่วนผิวนอกสุดเป็นหย่อมๆ หรืออาจลามคลุมหมดทั้งดอกหากเป็นมาก

ทั้งนี้การแพร่ระบาด การระบาดระหว่างต้นพืชส่วนใหญ่จะเกิดจากโคนิเดีย ซึ่งปลิวแพร่กระจายโดยลมหรือติดไปกับสิ่งที่ เคลื่อนไหวต่างๆที่ไปสัมผัสถูกต้องเข้าเมื่อโคนิเดียพวกนี้ตกลงบนใบพืชและมีสิ่งแวดล้อมเหมาะสมก็จะงอกออกมาเป็นเส้นใยภายใน 3-4 ชั่วโมง จากนั้นก็จะเข้าไปภายในใบพืชโดยผ่านทางช่องปากใบ (stomata) ก่อให้เกิดอาการโรคแล้วสร้างโคนีเดียขึ้นใหม่ได้อีกภายใน 4-5 วัน สำหรับการระบาดข้ามฤดูส่วนใหญ่จะเกิดจาก oospore ซึ่งติดอยู่ตามเศษซากพืชที่หลงเหลือปล่อยทิ้งไว้ตามดินปลูก หรือติดไปกับเมล็ดพันธุ์หรือจากเชื้อที่อาศัยอยู่กับต้นที่งอกขึ้นมาเองนอกฤดูปลูกหรือต้นที่ขึ้นอยู่ในบริเวณใกล้เคียงแปลงปลูก

สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ จึงแนะนำวิธีการป้องกันกำจัด โดยให้เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อปะปนอยู่ หากไม่แน่ใจให้ทำลายเชื้อดังกล่าวโดยนำไปจุ่มแช่ในน้ำอุ่น 45-50 องศาเซลเซียส นาน 25 นาที ไม่ปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำลงในดินที่เคยปลูกมาก่อนแล้วมีโรคเกิดขึ้นโดยใช้เวลาหมุนเวียนอย่าง ต่ำ 3-4 ปี ควรปลูกพืชให้มีระยะระหว่างต้นห่างกันพอสมควรไม่เบียดแน่นกันจนเกินไป หลังเก็บเกี่ยวแล้วในกรณีที่มีโรคเกิดขึ้นขณะปลูกให้เก็บทำลายเศษซากพืชที่ตกหลงเหลืออยู่ตาม ดินให้หมดพร้อมกับต้นพืชที่งอกเองหรือที่ขึ้นอยู่ในที่ใกล้เคียงก็ไม่ควรให้มีเหลืออยู่

ในกรณีที่เกิดโรคขึ้นกับผักในแปลงปลูก อาจป้องกันและลดความเสียหายจากโรคลงได้ โดยใช้สารเคมีอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ พ่นแปลงผักทุก 3 – 5 วัน เช่น มาเน็บ อัตรา 50-70 กรัมต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฟอสฟอรัสแอซิดโปรไธโอคาร์บ ข้อแนะนำในการพ่นสารเคมีดังกล่าวเพื่อให้ได้ผลในการป้องกันกำจัด คือควรใช้เครื่องมือพ่นสารเคมีที่มีกำลังอัดหรือความดันสูง เพื่อให้ละอองสารเคมีที่ออกมาละเอียดมากๆ ยิ่งหากได้ในลักษณะที่เป็นหมอกควันก็จะยิ่งดีเพราะจะทำให้สารเคมีที่ใช้ครอบคลุมจับทั่วทุกส่วนของต้นพืช และหากผสมสารเคลือบใบลงไปด้วยก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพของสารเคมีให้ดียิ่งขึ้น ในการพ่นควรกดหัวฉีดให้ต่ำขณะเดียวกันก็ให้หงายหัวฉีดสอดเข้าไปใต้ใบสลับไปด้วย เนื่องจากราน้ำค้างนั้นเมื่อเข้าทำลายแล้วจะสร้างสปอร์เพื่อใช้ในการระบาดแพร่กระจายอยู่ด้านใต้ของใบสารเคมีที่ฉีดและจับอยู่เฉพาะด้านบนของใบจึงไม่อาจทำลายหรือกันไม่ให้เชื้อระบาดได้ และเลือกปลูกพืชชนิดที่มีความต้านทานต่อโรค

ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ 075-611649

เกษตรฯไฟเขียวเปิดตลาดสินค้า l ‘กระเทียม-หอมหัวใหญ่-มันฝรั่ง’ภายใต้ข้อตกลงWTO

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318570

x

เกษตรฯไฟเขียวเปิดตลาดสินค้า l ‘กระเทียม-หอมหัวใหญ่-มันฝรั่ง’ภายใต้ข้อตกลงWTO

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กษ. ไฟเขียว เปิดตลาดสินค้ากระเทียม หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ภายใต้ WTO ปี’61-63

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ มีมติเห็นชอบการเปิดตลาดสินค้ากระเทียม เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ หัวพันธุ์
มันฝรั่ง และหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ภายใต้ความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2561-2563 ตามที่คณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง เสนอ

สำหรับสินค้ากระเทียม กำหนดให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้มีสิทธิ์นำเข้าในโควตาแต่เพียงผู้เดียว เพื่อป้องกันผล
กระทบต่อราคากระเทียมในประเทศรวมทั้งรายได้ของเกษตรกร ส่วนสินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่และหอมหัวใหญ่ จะใช้ขบวนการสหกรณ์ในการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดอย่างครบวงจร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาหอมหัวใหญ่ในประเทศ ตั้งแต่การจัดหาเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรสมาชิก รวมถึงการมีส่วนในการจัดสรรปริมาณนำเข้าหอมหัวใหญ่แห้งเป็นผงและไม่เป็นผง ให้แก่ผู้ประสงค์นำเข้า เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตได้

สินค้ามันฝรั่ง ผู้ประกอบการที่ได้รับการจัดสรรโควตาภายใต้ความตกลง WTO จะต้องมีการทำสัญญารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร โดยมีการปรับเพิ่มราคารับซื้อผลผลิตมันฝรั่งสดจากเกษตรกรในช่วงแล้ง (มกราคม – มิถุนายน) จากเดิมไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.40 บาท ปรับเป็นไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.60 บาท และรับซื้อในช่วงฤดูฝน (กรกฎาคม – ธันวาคม) ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 14.00 บาท ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการ โดยมีการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนดไว้

สำหรับการเปิดตลาดสินค้าดังกล่าว อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป นอกจากนี้ สศก. ได้ร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้ากระเทียม หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง จากต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ปี 2561 สศก. คาดว่าผลผลิตกระเทียมจะมีประมาณ 76,000 ตัน และหอมหัวใหญ่ ประมาณ 41,000 ตัน โดยจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้กระเทียมในประเทศอยู่ที่ 100,000-130,000 ตัน และหอมหัวใหญ่อยู่ที่ 80,000 ตัน ซึ่งมากกว่าผลผลิตที่ผลิตได้ในประเทศ ดังนั้นหากเกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันหรือร่วมกับสหกรณ์ เพื่อชะลอการจำหน่ายผลผลิตในช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะเป็นการช่วยลดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำได้อีกทางหนึ่ง

เร่งวางกรอบอาชีพไทยนิยม ‘กฤษฎา’ย้ำมุ่งสร้างประโยชน์เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318568

x

เร่งวางกรอบอาชีพไทยนิยม ‘กฤษฎา’ย้ำมุ่งสร้างประโยชน์เกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าแผนงานของกระทรวงเกษตรฯ ตามนโยบายพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล ว่า ขณะนี้แผนงาน โครงการ กิจกรรมด้านการเกษตรเพื่อใช้เป็นรายการอาชีพ (menu) ของกระทรวงเกษตรฯ ในการตอบสนองต่อความต้องการหรือการเลือกอาชีพของประชาชนที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมการพัฒนาประเทศ ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยใช้งบประมาณกลางปีในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ 3.5 หมื่นล้าน รวม 20 โครงการ ค่อนข้างมีความชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว

ทั้งนี้หลักการสำคัญของแผนปฏิรูปภาคการเกษตร ในโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาลนั้น ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ยึดใน 3 กรอบแนวทางหลัก คือ 1.โครงการ แผนงาน กิจกรรมที่เป็นความต้องการของเกษตรกรหรือสถาบันหรือองค์กรเกษตรกรโดยตรงอย่างแท้จริง เกิดการมีส่วนร่วมของเกษตรกรหรือประชาชนในพื้นที่ 2.เกษตรกรต้องได้รับประโยชน์โดยตรงตามเป้าหมายของแผน เมื่อทำแล้วเกษตรกรจะได้รับผลอะไรจากเเผนงาน/โครงการดังกล่าวที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ หรือตอบสังคมได้ว่าทำแล้วชาวบ้านได้รับประโยชน์อย่างไร เช่น การเพิ่มรายได้เกษตรกรให้เพียงพอต่อการดำรงชีพรายครัวเรือน และ 3.ต้องเป็นโครงการที่ปฏิบัติได้ ทำได้จริง มีความต่อเนื่องและยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ตามกรอบระยะเวลาที่ทีมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนระดับตำบล 7,663 ทีม มีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยสนับสนุน จะเริ่มลงพื้นที่วันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อสำรวจวิเคราะห์ปัญหาความเดือดร้อนเยี่ยมเยียนรายครัวเรือน รายบุคคล และค้นหาความต้องการของประชาชน หมู่บ้าน และชุมชนอย่างแท้จริงนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะส่งแผนงาน โครงการ กิจกรรมด้านการเกษตรเพื่อใช้เป็นรายการอาชีพ (menu) ให้กับกระทรวงมหาดไทยลงไปสำรวจความต้องการของประชาชนเพื่อรับทราบความคิด ความเห็นต่อกิจกรรมที่
กระทรวงเกษตรฯเสนอก่อนเริ่มขับเคลื่อนโครงการจริงไปในคราวเดียวกันด้วย

วางเป้าพิสูจน์สัญชาติต่างด้าว แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318567

x

วางเป้าพิสูจน์สัญชาติต่างด้าว แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน กล่าวว่า จากคำสั่งของ คสช. ได้สั่งการให้แรงงานต่างด้าวจำนวนเกือบ 2 ล้านคน ขึ้นทะเบียนประวัติและพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จตามกำหนด ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวได้พิสูจน์สัญชาติไปแล้ว 1,187,411 คน ยังคงเหลือที่ยังไม่ได้พิสูจน์สัญชาติอีกกว่า 8 แสนคน อันเนื่องมาจากความล่าช้าในการบริหารจัดการและข้อจำกัดในการดำเนินงานของประเทศต้นทาง

ด้วยเหตุนี้ ครม.จึงมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการพิสูจน์แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ได้แก่ กัมพูชา ลาว และ เมียนมา ออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ซึ่งกระทรวงแรงงานได้จัดทำแผนปฏิบัติการสนับสนุนการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ และดำเนินการออกใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย หรือ แผนตรีเทพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการให้เกิดความสะดวก ลดระยะเวลา ลดขั้นตอนและดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะดำเนินการ 5 แนวทาง คือ

1.จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ การบริหารจัดการเพื่อการทำงานของคนต่างด้าว 2.จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการ การทำงานของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยระดับจังหวัด 3.จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวในกรุงเทพมหานคร 2 ศูนย์ และ ระดับภูมิภาคอีก 11 ศูนย์ 4.จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ในกรุงเทพฯและทุกจังหวัด และ 5.ประสานความร่วมมือกับ เอกอัครราชทูตกัมพูชา ลาว และเมียนมา ในการบริหารจัดการการพิสูจน์สัญชาติให้เกิดประสิทธิภาพ

ขยายผลเกษตรกรรมยั่งยืน5ล้านไร่ เกษตรฯรุกเปิดเวทีผนึกความร่วมมือเครือข่ายการขับเคลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318572

ขยายผลเกษตรกรรมยั่งยืน5ล้านไร่ เกษตรฯรุกเปิดเวทีผนึกความร่วมมือเครือข่ายการขับเคลื่อน

ขยายผลเกษตรกรรมยั่งยืน5ล้านไร่ เกษตรฯรุกเปิดเวทีผนึกความร่วมมือเครือข่ายการขับเคลื่อน

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การพัฒนาภาคเกษตรที่ผ่านมา มุ่งเน้นที่การส่งเสริมการผลิตเชิงพาณิชย์เป็นหลัก มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อให้มีผลตอบแทนสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงสมดุลธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า เข้าสู่ภาวะวิกฤติ ส่งผลให้สภาพแวดล้อมในปัจจุบันประสบปัญหาสารพิษตกค้างจำนวนมาก เกิดผลเป็นวงกว้าง เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ปัญหาด้านสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค และปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการใช้สารเคมี อย่างไรก็ตาม หลายภาคส่วนเริ่มตระหนักถึงปัญหาการพัฒนาการเกษตรที่ผ่านมา ทำให้มีการขับเคลื่อนในเรื่องของเกษตรกรรมทางเลือก ที่ก่อให้เกิดความยั่งยืนให้กับเกษตรกรและภาคการเกษตรทั้งระบบ เป็นระบบการเกษตรที่คำนึงถึงสมดุลสิ่งแวดล้อม รวมถึงความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น

ดังนั้น ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ปี พ.ศ.2560-2564 ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน โดยกำหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนเป็น 5 ล้านไร่ ในปี พ.ศ.2564 ซึ่งในการขับเคลื่อนให้เกิดการเพิ่มพื้นที่ 5 ล้านไร่ จำเป็นต้องมีการดำเนินงานและบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงเครือข่าย ภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดการขยายผลการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในทุกมิติที่จะก่อให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืน ให้แก่เกษตรกร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในภาพรวม ซึ่งต้องกำหนดแนวทางให้เกิดการบูรณาการทำงานที่เป็นทิศทางเดียวกัน รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการระหว่างภาคีทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนบรรลุเป้าหมายตามแผนชาติ กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะองค์กรที่มีภารกิจหลักเกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน จึงได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “แนวทางความร่วมมือภาคีเครือข่าย การขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนสู่เป้าหมาย 5 ล้านไร่” ขึ้น ระหว่างวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ โรงแรมตรัง กทม. เพื่อชี้แจงสร้างความเข้าใจนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน รวมถึงเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และระดมความคิดเห็น เกี่ยวกับการสร้างความร่วมมือของเครือข่ายทุกภาคี ทั้งส่วนกลางและระดับพื้นที่ในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการพัฒนาและเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน ตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบัน และเพื่อขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนสู่เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ล้านไร่ ต่อไป

สำหรับผู้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ภาครัฐจากส่วนกลาง ทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในพื้นที่ 12 จังหวัด ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำเกษตรกร และผู้แทนภาคประชาสังคม 15 องค์กร รวมจำนวน 120 คน ซึ่งมาร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ที่จะก่อให้เกิดการขยายผลการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม

เกษตรบูรณาการ : ชื่อ…ผิดชีวิตเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318571

251598

เกษตรบูรณาการ : ชื่อ…ผิดชีวิตเปลี่ยน

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามติดเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ กันมาติดๆ ต้องบอกว่าวันนี้ กระทรวงเกษตรฯ ที่นำทางโดย อดีตท่านปลัดมหาดไทย “กฤษฎา บุญราช” ที่นายกรัฐมนตรีไว้เนื้อเชื่อใจให้มานั่งเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์  วันนี้ต้องบอกว่า มีการขยับงานค่อนข้างมาก  หลังจากงึกๆงักๆกันมาหลายเดือน ที่งานไม่เป็นไปตามเป้า ที่ว่ากันว่า อีกไม่นานก็ ใกล้จะถึงเวลาที่จะต้องประเมินตนเองว่าจะอยู่หรือจะไป จากกระทรวงเกษตรฯ เพราะท่านลั่นวาจาเอาไว้ ว่า 3  เดือน ต้องเห็นผลชัดเจน

ว่าแล้วท่านรัฐมนตรี “กฤษฎา” ก็ ปรับแผนการทำงานใหม่   หลังจาก สั่งข้าราชการเกษตรฯไปสั่ง 100 ไม่ได้ถึง 10  สั่งไปไร้ผล จนต้องปรับแผนใหม่ สั่งคนกระทรวงเกษตรฯ ไป คำสั่งนั้น จะสั่งตรงไปที่ผู้ว่าราชการที่นายอำเภอเสียด้วย ประหนึ่งว่าท่านเป็นรัฐมนตรี ว่าการทั้งกระทรวงเกษตรและมหาดไทย ไปในคราเดียวกัน เล่นเอาคนกระทรวงเกษตรฯงงและมีการอาฆาตกันด้วยว่า หากงานด้านเกษตรที่สั่งไปไม่คืบหน้าให้ผู้ว่าราชการรายงานมาด้วย เพื่อจะปรับคนเกษตรฯคนใหม่ไปนั่งให้ถูกที่ถูกทาง งานนี้ ถือว่า รัฐมนตรีใช้มาตราการขันนอต กันครั้งใหญ่ ทีเดียว ส่วนจะได้ผลหรือไม่ต้องดูว่าเอาจริงแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ท่านรัฐมนตรี ทั้ง 3 สายทำความเข้าใจ กับข้าราชการในพื้นที่ เริิ่มจากเมืองดอกบัวบาน จ.อบุลราชธานี ตามไปด้วย ขอนแก่น และจะเดินสายต่อ ไปยัง จ.ชลบุรีในสัปดาห์นี้  ว่าจะมีไม้เด็ดอะไร แต่ที่แน่เพราะที่ผ่านมา คราที่ไปขอแก่นท่านกำชับ ขอให้ ข้าราชการ กระทรวง เกษตรฯทำงานเต็มที่ ยืนยัน นายกฯประยุทธ์ ส่งงบตรงถึงตัวเกษตรกร พร้อมแผนช่วยเหลือครบวงจร ในสองเดือนนี้ ซึ่งหากคดในข้องอในกระดูก เงินกี่แสนล้านบาทก็ช่วยชีวิตเกษตรกรดีขึ้นไม่ได้รับปากกันอย่างนี้ เอจริงขนาดนี้ต้องปรบมือให้กันหละเจ้าคะ

มาอีกเรื่องที่ว่ากันว่า น่าจะเป็นผลงานเด่นของกระทรวงเกษตรฯ อีกเรื่อง แต่ถูกเบรกไม่เป็นท่าจาก บรรดาพวกชอบคิดแทนคนอื่น  มันคือเรื่องปลา  ซึ่งปลาที่ว่าคือ “ปลากัด” ก็ปลากัดไทยนี่หละเจ้าคะ หลังจากที่คณะกรรมการประมงแห่งชาติ ประชุมหารือกันสรุปกันเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ตกลงตรงกันเห็นว่าจะนำปลากัดของไทยเสนอให้ขึ้นเป็นสัตว์ประจำชาติอีกชนิดหนึ่ง อันเนื่องมาจากปลากัด เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดเกิดกายมาในประเทศไทยและอยู่กับวิถีไทยมาตั้งแต่โบราณกาล จนมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นปลาสวยงามจากการผสมสายพันธุ์ ที่ขายดิบขายดีไปทั่วโลกกระทรวงเกษตรฯจึงมีแนวคิดจะเสนอ เป็นสัตว์ประชำชาติ  แต่พอเสนอไปที่สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ต้องเข้า ครม. ดัน โดนเบรก ลากเรื่องเอาเข้าครม. จากหน่วยคัดกรอง  อันเนื่องมาจาก ชื่อ คำว่า“ปลากัด” มันดันไปพ้องกับคำว่า“กัด”ที่มีคนคิดว่า มันหมายถึงความขัดแย้งทะเลาะเข้า  เลยบอกว่า ท่านนายกฯ ไม่ชอบ เพราะมันสื่อถึึงความไม่“ปรองดอง”เลยถูกตีตกไป อย่างนี้ต้องบอกว่า แค่ชื่อผิดชีวิตก็ เปลี่ยน แล้วนะปลากัดเอ้ย ไม่น่าเชื่อว่า ความคิดแบบนี้จะมาจากกลุ่มข้าราชการชั้นสูงของประเทศ อย่างนี้สงกระสัยต้องเปลี่ยนชื่อจากปลากัดเป็นปลา“จูจุ๊บ” กระมั่งท่านถึงพอใจเจ้าคะท่านปลา…หล…. ด จริง สงสัย ต้องพาไปทัวร์บุญต่างประเทศเพื่อเปลี่ยนความคิด ยังไง ท่านรมว.เกษตรฯช่วยแจงท่านนายกฯ ทีเผื่อเป็นผลงานชิ้นโบแดงกระทรวงเกษตรฯอีกชิ้น ปลากัดจะได้ขึ้นแท่นเป็นปลาประจำชาติเสียทีเพราะขณะนี้มีหลายประเทศจ้องจะเอา ไปขึ้นทะเบียนเหมือนกัน

มาเรื่องสุดท้ายที่ว่ากันว่าเป็นเรื่องที่น่าละอาและหนักใจในส่วนคนกระทรวงเกษตรฯ นั้นคือเรื่องการแห่แหน เพื่อเอาใจนายของกลุ่มใครบางคนของทีม รมต. เกษตรฯ บางท่าน เพราะมีคนแอบกระซิบว่า การเดินทางของท่าน รมต. บางคน ที่ลงพื้นที่มีการขนแค่ทีมงาน เดินทางร่วมคณะไปขึ้นเครื่อง กว่า 17 คน ที่ว่ากันว่า เบิกจ่ายเงินหลวงกัน ครั้งใหญ่ เท่าที่เคยเป็นมา แม้ชอบทำงานเอาหน้าก็ไม่บอก ไหนบอกว่า รมต. เกษตรฯ ชุดนี้เป็นชุดพอเพียงหรือว่าพอเพียงแบบใหญ่ๆๆๆ น้อ เท็จจริงยังไงตรวจสอบที อย่าให้ เรื่องเล็กต้องทำให้เสียการใหญ่ หากจริงใจในการพัฒนาเกษตรฯชาติ

ราชดำเนิน

เอาจริง!รมว.กษ.สั่งสางปมยางสต็อกรัฐ105,330ตันเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318525

เอาจริง!รมว.กษ.สั่งสางปมยางสต็อกรัฐ105,330ตันเสียหาย

เอาจริง!รมว.กษ.สั่งสางปมยางสต็อกรัฐ105,330ตันเสียหาย

วันอาทิตย์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 16.13 น.

“กฤษฎา”เอาจริงตั้งปลัดเกษตรฯสอบข้อเท้จจริงยางเก็บ105,330แสนตันในสต็อกรัฐเสียหาย ภายใน15วันหาผู้รับผิดชอบ ย้ำต่อไปนี้”กษ.”ร่วมตัดสินใจกับ”กยท.”ทุกกรณีป้องกันเงินหลวงสูญหาย

4 ก.พ.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีตรวจสอบสต็อกยางโกดังรัฐ ว่า คณะกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพยาง มีหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร เป็นประธานทั้งหมด 19 ชุด ใน 8 จังหวัด 26 โกดัง สรุปตัวเลขปริมาณยาง มีจำนวน 105,330 แสนตัน โดยส่วนใหญ่คุณภาพยางเสื่อมสภาพเสียหาย ตนจึงได้สั่งการให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) คัดแยกยางสภาพ เพื่อดูว่ามีสภาพยางใช้ได้ไม่ขึ้นรา จำนวนเท่าไหร่ ยังใช้ได้หรือไม่ เพื่อนำผสมใหม่

“สั่งคัดแยกสภาพยางทั้งหมดเสียหายเท่าไหร่ ให้ออกมาเป็นตัวเลขชัดเจน และผมได้สั่งการย้ำว่าจากนี้กระทรวงเกษตรฯ (กษ.) จะต้องตัดสินใจร่วมกับ กยท.ไม่ให้ กยท.ตัดสินใจฝ่ายเดียวเหมือนที่ผ่านมา เพราะป้องกันงบหลวงเสียหาย แม้ กยท.จะอ้างว่าหน่วยงาน กยท.บริหารด้วยเงินเซส แต่เป็นเงินที่เก็บจากค่าส่งออกยาง ที่ผลิตยางโดยพี่น้องเกษตรกรกรชาวสวนยางทั้งประเทศรัฐมีหน้าที่ดูแลให้ประโยชน์กลับไปถึงเกษตรกร ซึ่งการสอบข้อเท็จจริงให้เวลา 15 วัน คัดแยกสภาพ พร้อมกับตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ไปตรวจสอบดูการจัดเก็บ การรับฝากดูแลยางอย่างไร ทำไมมีสภาพแย่ ซึ่งต้องหาผู้รับผิดชอบ โดย นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน ไปตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน เช่นกัน” นายกฤษฎา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ยังให้ นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าฯ กยท.รายงานข้อเท็จจริงมาให้ตนทราบถึงกรณี กยท.จะจัดจ้างเอกชนมาร่วมบริหารเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกยาง (เงินเซส) ตามด่านศุลกรกร และมีการติดตั้งอุปกรณ์ดิจิทัลตรวจสอบปริมาณยางและคุณภาพทุกด่าน ในวงเงินกว่าพันล้านบาท ซึ่งตนได้สอบถามกยท.ไปว่าก่อนหน้านี้ระบบการเก็บเงินเซสเป็นอย่างไร จึงจะเปลี่ยนมาเป็นระบบใหม่ โดยเบื้องต้นผู้ว่าฯ กยท.ตอบว่าได้ส่งเจ้าหน้าที่ กยท.3 คน ไปนั่งดูที่ด่านได้รู้ข้อบกพร่องของการเก็บเงินเซส ตนจึงให้ผู้ว่าฯกยท.ทำรายงานมาทั้งหมด รวมถึงหากรถบรรทุกยางไม่ผ่านด่าน กยท.จะรู้หรือไม่

“ก่อนเป็นจะปรับระบบเป็นของใหม่ ต้องรู้บกพร่องทั้งหมดก่อน ซี่งเมื่อให้เจ้าหน้าที่สามคน ไปนั่งที่ด่านจึงรู้บกพร่อง รวมทั้งก่อนหน้านี้ได้หาวิธีป้องกันไว้ด้วยหรือไม่” นายกฤษฎา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า สถานการณ์ราคายางขณะนี้ยังทรงตัว เพราะใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีน ซี่งตลาดเซียงไฮ้ หยุดการซื้อขายช่วงก่อนและหลัง ช่วงละ 7 วัน ส่วนตลาดโตคอม ประเทศญี่ปุ่น ราคาเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าก่อนหน้านี้ คาดว่าเข้าสู่ช่วงปลายเดือนนี้ราคายางขยับตัวขึ้น รวมทั้ง กยท.กำลังทยอยเปิดจุดซื้อน้ำยางโดยตรงจากเกษตรกรสวนยาง ส่งให้หน่วยงานรัฐใช้ในประเทศตามเป้าหมายปีนี้ นายกรัฐมนตรี วางไว้ 2 แสนตัน ขณะนี้โครงการต่างๆเริ่มใช้งบประมาณ อาทิ กรมทางหลวง กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน โดยขยายจุดรับซื้อไปภาคตะวันออก อีสาน และเหนือ ทั้งนี้ บางพื้นที่ใกล้ฤดูปิดกรีดยาง ก็เป็นปัจจัยให้ราคายางดีขึ้น และมาตรการลดการส่งออก 3 ประเทศ จำนวน 3.5 แสนตัน ช่วงเดือน ม.ค. – มี.ค.นี้