สกลนครรุกพืชทางเลือก เข็นสร้างแบรนด์-แปรรูป‘มัลเบอร์รี่’เพิ่มมูลค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319284

x

สกลนครรุกพืชทางเลือก เข็นสร้างแบรนด์-แปรรูป‘มัลเบอร์รี่’เพิ่มมูลค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ดำเนินการวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจสินค้าเกษตร ตามโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map)ใน จ.สกลนคร ซึ่งมีการปลูกหม่อนผลสด หรือ Mulberry เพื่อเป็นพืชทางเลือก มีการแปรรูปแบบครบวงจร พื้นที่ปลูก 54.25 ไร่ เกษตรกร 30 ราย ได้รับรองมาตรฐาน GAP และอยู่ระหว่างดำเนินการขอรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมโดยส่วนใหญ่ปลูกใน อ.ภูพาน และอ.เมือง

ปี 2560 ที่ผ่านมา ได้เริ่มดำเนินการโดยยึดหลัก ตลาดนำการผลิต มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง จัดทำปฏิทินการผลิต วางแผนการผลิตจากคำสั่งซื้อของลูกค้า และให้เกษตรกรจับคู่กันระหว่างเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกมากกับเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกน้อย ทำการตัดแต่งกิ่งพร้อมกัน เพื่อให้ผลผลิตออกพร้อมเพรียงกัน และวางแผนให้ผลผลิตทยอยออกเป็นช่วงๆ ช่วยลดความเสี่ยงสินค้าล้นตลาด ผลผลิตค้างสต๊อก และเน่าเสีย

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3)กล่าวว่า จากการติดตามกลุ่มเกษตรกร ด้านแหล่งรับซื้อที่ทำการแปรรูปในจังหวัดสกลนคร พบว่า มีโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) หจก.รัฐพงษ์ธัญพืชสาโทแอนด์ไวน์ และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้เหล่าเหนือ เป็นแหล่งรับซื้อของเกษตรกรในจังหวัด ราคาหน้าฟาร์ม 20-35 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งนอกจากการขายผลสดแล้ว เกษตรกรยังมีการรวมกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรใน จ.สกลนคร ยังต้องการความรู้ในด้านการตลาด การจัดทำมาตรฐานสินค้าและแปรรูปผลิตภัณฑ์ ดังนั้น
ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานต้องร่วมมือกันส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์หม่อนผลสด นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การสร้างแบรนด์ พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายโดยมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ เพื่อกระตุ้นความต้องการบริโภคและเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคต่อไป

รัฐดัน‘จันทบุรี’มหานครผลไม้โลก ชู‘สหกรณ์การเกษตรมะขาม’แม่ข่ายแปรรูป-ส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319286

รัฐดัน‘จันทบุรี’มหานครผลไม้โลก ชู‘สหกรณ์การเกษตรมะขาม’แม่ข่ายแปรรูป-ส่งออก

รัฐดัน‘จันทบุรี’มหานครผลไม้โลก ชู‘สหกรณ์การเกษตรมะขาม’แม่ข่ายแปรรูป-ส่งออก

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในระหว่างการลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.จันทบุรี เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาที่สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด เพื่อเยี่ยมชมการบริหารจัดการผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลักดัน จ.จันทบุรี สู่การเป็นมหานครผลไม้ของโลก ซึ่ง สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด เป็นอีกสหกรณ์ที่มีระบบการบริหารจัดการผลไม้อย่างครบวงจรมีส่วนสนับสนุนเงินทุนให้เกษตรกรนำไปพัฒนาอาชีพ จัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายให้สมาชิกในราคายุติธรรม การพัฒนากระบวนการผลิตผลไม้ให้ได้มาตรฐาน GAP การบริหารจัดการระบบขนส่ง และการจัดหาตลาดรองรับผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดยปัจจุบันสหกรณ์มีการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ผลิตผลไม้คุณภาพ อาทิ กลุ่มผู้ผลิตผลเงาะคุณภาพ จำนวน 1 กลุ่ม กลุ่มผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพ จำนวน 54 คน กลุ่มผู้ผลิตมังคุดคุณภาพ จำนวน 4 กลุ่ม โดยมีการเตรียมความพร้อมพัฒนากลุ่มผู้ผลิตผลไม้คุณภาพสู่แปลงใหญ่ 2 พืช ได้แก่ กลุ่มมังคุด 112 ราย จำนวน 1,458 ไร่ และทุเรียน 54 ราย 817 ไร่

สำหรับปี 2561 กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายผลักดันให้ สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด เป็นแม่ข่ายศูนย์กลางการแปรรูปและส่งออกผลไม้ของภาคตะวันออก โดยมีเครือข่ายร่วมกับสหกรณ์อีก 2 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด และสหกรณ์นิคมสอยดาว จำกัด ซึ่งกรมได้สนับสนุนปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์การตลาดให้กับสหกรณ์ทั้ง 2 แห่ง รวมมูลค่า 145 ล้านบาท เพื่อนำเทคโนโลยีเครื่องมือที่ทันสมัย เข้ามาพัฒนาศักยภาพการผลิตและการแปรรูปผลไม้ของสหกรณ์ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตลอดจนสร้างมูลค่าสินค้าเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าสหกรณ์จะสามารถขยายปริมาณการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรได้เพิ่มขึ้นกว่า 35,000 ตัน สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรชาวสวนผลไม้จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 ราย จะมีแหล่งรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน ได้รับราคาที่เป็นธรรม และส่งผลทำให้ภาพรวมราคาผลไม้ในพื้นที่ปรับตัวตามกลไกของตลาด นำมาซึ่งรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์พยายามผลักดันสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกโดยใช้ตลาดนำการผลิต พัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นโดยการมีระบบตรวจสอบย้อนกลับผลไม้จากสวนของสมาชิกทุกราย รวมถึงมีการเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตผลไม้ร่วมกันระหว่างสมาชิกสหกรณ์ สหกรณ์และคู่ค้า สนับสนุนให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางและสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิก ซึ่งทำให้สหกรณ์และเกษตรกรมีการวางแผนการผลิตร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับตลาดและความต้องการของผู้บริโภค

นายพิเชษฐ์กล่าวอีกว่า ในฤดูกาลผลไม้ปี 2561 คาดว่าผลผลิตทุเรียนจะมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น เพราะเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงสนับสนุนสหกรณ์ใน จ.จันทบุรี ร่วมกันวางแผนรวบรวมผลผลิตทุเรียน เป้าหมาย 15,000 ตัน ทั้งทุเรียนสดและทุเรียนเพื่อนำไปแปรรูป โดยได้คัดเลือกสหกรณ์ 2 แห่งในจังหวัดประกอบด้วย 1.สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด เป็นแม่ข่ายรวบรวมทุเรียนจากเกษตรกรในพื้นที่ อ.มะขาม ขลุง โป่งน้ำร้อน และสอยดาว 2.สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด เป็นลูกข่าย รวบรวมทุเรียนส่งต่อให้สหกรณ์แม่ข่ายบริหารจัดการทุเรียนสด และส่วนหนึ่งนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพิ่มมูลค่าในรูปของทุเรียน Freeze Dry เพื่อกระจายสู่ตลาดภายในประเทศผ่านห้างโมเดิร์นเทรด และเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ

แตกใบอ่อน : อย่าขวัญอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319283

807934531

แตกใบอ่อน : อย่าขวัญอ่อน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

2-3 วันที่ผ่านมา ในขณะที่สังคมส่วนใหญ่กำลังพากันให้ความสนใจข่าวของ “พรานไฮโซ”กลุ่มนี้อยู่ ปรากฏว่าในกรอบข่าวการเมืองในต่างจังหวัด มีข่าวเล็กๆ ของเกษตรกรบ้านดอยเทวดา ต.สบบง อ.ภูซาง จ.พะเยา ถูกเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบ จ.พะเยา เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภูซาง ให้ดำเนินคดีชาวบ้านจำนวน 14 คน ในข้อหา “มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนเกินกว่า 5 คน โดยขัดคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 หรือโดยไม่ได้รับอนุญาต”

โดยหนึ่งในผู้ถูกแจ้งข้อหาเป็นเยาวชนอายุแค่ 16 ปี และที่สำคัญยังเป็นผู้พิการทางสมองอีกด้วย

ส่วนสาเหตุที่คนกลุ่มนี้โดนจับกุมเพราะเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งหมดได้ร่วมกันทำกิจกรรม “เดิน” จากท้ายหมู่บ้านมากลางหมู่บ้าน เป็นระยะทาง 500 เมตร เพื่อรณรงค์เกี่ยวกับปัญหาที่ดินในชุมชนของตัวเอง โดยสนับสนุนให้รัฐพิจารณาออกกฎหมายเกี่ยวกับคนจน เช่น ธนาคารที่ดิน ภาษีอัตราก้าวหน้า และสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร พร้อมทั้งส่งกำลังใจไปให้กับกลุ่มประชาชน “People Go Network” ที่กำลังทำกิจกรรม “We Walk เดินมิตรภาพ” จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ไป จ.ขอนแก่น เพื่อสื่อสารกับประชาชนเกี่ยวกับประเด็นปัญหาในสังคมต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเรื่องสิทธิทำกินของชาวบ้านรวมอยู่ด้วย

ผมพยายามที่จะย้อนกลับไปไล่ดูนะครับว่า พฤติกรรมของชาวบ้านเข้าข่ายการชุมนุมทางการเมืองหรือเปล่า ซึ่งก็ไปเจอคลิปบรรยากาศขณะทำกิจกรรมในเฟซบุ๊คเพจของ “สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ” ซึ่งเท่าที่ดูก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นการชุมนุมทางการเมืองตรงไหน เพราะสิ่งที่มันก็เป็นปัญหาเรื่องที่ดินที่ชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้ต้องประสบพบเจอ และมีคดีพิพาทกับกลุ่มทุนในพื้นที่อยู่แล้ว

ยิ่งฟัง ก็ยิ่งไม่รู้สึกว่า มันจะไปบั่นทอนความมั่นคงตรงไหน ทำให้ผมอยากลุกขึ้นมาไล่รัฐบาล หรือไล่คสช.ตรงไหน

บอกตรงๆ นะครับ ตอนผมนั่งกินข้าวกับเพื่อน แล้วนั่งพูด นั่งคุย นั่งวิจารณ์การเมืองกัน ยังถือว่าประเด็น “เข้าเค้า” เสียยิ่งกว่าที่ชาวบ้านกลุ่มนี้เขาทำ

ยิ่งมาเปิดดูตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งทหารที่ไปแจ้งความเขาบอกว่า ชาวบ้านมีการเขียนป้ายเรียกร้องสิทธิด้านต่างๆ โดยเมื่อไล่ไปดูตามคลิปก็เห็นว่าชาวบ้านถือป้ายจริง เป็นป้ายกระดาษ3 แผ่น และเป็นรูปสามเหลี่ยมลักษณะคล้ายธงอีก 1 แผ่น โดยที่ธงเขียนข้อความว่า “ธนาคารที่ดิน, ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า, สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน&ทรัพยากร” ส่วนป้ายข้อความอีก 3 แผ่นเขียนว่า ร่วมผลักดันกฎหมาย 4 ฉบับเพื่อคนจน, ขอสนับสนุน wewalk เดินมิตรภาพ, เดินบนถนนลูกรังในหมู่บ้าน

เห็นแล้วอยากหงายท้องครับ…. ป้ายพวกนี้นี่มันมีพิษภัยทางการเมืองขนาดนั้นเลยหรือ?

ผมอ่านเป็นสิบรอบ ผมยังไม่เกิดความฮึกเหิมที่จะไปล้มรัฐบาล ไล่ คสช.หรืออยากสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนให้กับบ้านให้กับเมืองแม้แต่น้อย

ตรงกันข้ามครับ สิ่งที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือความขัดแย้งตามมาก็คือการกระทำของเหล่าทหารหาญที่ไปแจ้งความจับชาวบ้านนั่นแหละ มันก็เหมือนอย่างที่ผมเขียนมาแล้วติดๆ กัน 2 สัปดาห์ นี่แหละว่า ยิ่งทหารทำแบบนี้ก็ยิ่งไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลและคสช. เพราะปัญหาที่คนพวกนี้พูด ไม่ได้เพิ่งมาพูดกันตอนนี้ แต่เป็นเรื่องที่พูดกันมานานแล้วหลายยุค หลายสมัย หลายรัฐบาล

ไม่ใช่เพิ่งมาพูด มาก่อหวอดกันตอนนี้ ในสมัยรัฐบาล คสช.

บรรทัดนี้จึงอยากขอเตือนด้วยความหวังดีอีกครั้งว่า ถ้าหาก คสช. และทหารยังเอาแต่ “ขวัญอ่อน” คอยระแวงชาวบ้าน มองเห็นชาวบ้านเหมือนเป็นศัตรูอยู่อย่างนี้

สุดท้ายต้องระวังว่าถ้าชาวบ้านเห็น คสช. เป็นศัตรูเมื่อไร เมื่อนั้นก็ต้องบอกว่า ตัวใครตัวมันล่ะครับ

มะลิลา

ส่องเกษตร : เดินเครื่องบูรณาการแก้ปัญหา‘น้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319055

ส่องเกษตร : เดินเครื่องบูรณาการแก้ปัญหา‘น้ำ’

ส่องเกษตร : เดินเครื่องบูรณาการแก้ปัญหา‘น้ำ’

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 46/2560 ได้เริ่มต้นดำเนินงานอย่างเป็นทางการแล้ว ว่ากันว่า เพื่อเปิดยุคใหม่แห่งการบูรณาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบของประเทศไทย

ทั้งนี้หลังจากที่มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 46/2560 เรื่องจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2560 เพื่อทำหน้าที่สำคัญในการบูรณาการทุกหน่วยงานด้านน้ำเพื่อประโยชน์ในการกำหนดนโยบายบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบให้เป็นเอกภาพหนึ่งเดียวกัน ต่อมา 22 ม.ค.2561 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และย้ายนายสมเกียรติ ประจําวงษ์ อธิบดีกรมชลประทานมาเป็นเลขาธิการคนแรก นายสำเริง แสงภู่วงศ์จากรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร มาเป็นรองเลขาธิการ โดยหน่วยงานใหม่นี้ ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 24/2561 เมื่อ 29 ม.ค.2561 แต่งตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.)ชุดใหม่ ตามด้วยคำสั่งเมื่อ 31 ม.ค.2561 โอนย้ายข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างประจำกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 55 คน และจากกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีก 26 คน รวมเป็น 81 คน มาปฏิบัติราชการในสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว…สามารถเริ่มงานได้จริงๆ เสียที

สำหรับกนช.หรือคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติชุดใหม่ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ เป็นรองประธานฯ ส่วนกรรมการ มีอาทิ รมว.เกษตรฯ,รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ,รมว.มหาดไทย ตลอดจนปลัดกระทรวงต่างๆและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น อธิบดีกรมชลประทาน,อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำฯ,กรมฝนหลวง,กรมอุตุนิยมวิทยา รวมถึงเลขาฯคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกับเลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมเป็นกรรมการ ทั้งนี้ ตัวเลขาฯสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติร่วมเป็นกรรมการและเลขานุการ….กนช.ก็ได้เรียกประชุมกันครั้งแรกทันทีเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา

ตามคำสั่งในการจัดตั้ง กนช.กำหนดอำนาจหน้าที่ อาทิ ปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจัดสรรและควบคุมการใช้ทรัพยากรน้ำในสภาวะวิกฤติ พร้อมกำกับ ติดตามประเมินผล บูรณาการแผนแม่บทและแผนงบประมาณบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นต้น

ผลประชุมนัดแรก มีมติกำหนดกรอบการทำงาน กนช.โดยปีนี้จะประชุมกัน 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 เดือนซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ และได้แบ่งมอบอำนาจหน้าที่ให้คณะอนุกรรมการ 4 คณะใน 4 ด้านได้แก่ การวิเคราะห์/ติดตามสถานการณ์น้ำ,การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่,การจัดทำ/ติดตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการกลั่นกรอง/วิเคราะห์/ประเมินผลโครงการ

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวถึงการประชุม กนช.นัดแรกนี้ว่า นายกรัฐมนตรีอยากเห็นภาพการบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งแผน,การแบ่งกลุ่มงบประมาณแต่ละปี ใช้ในส่วนไหนบ้าง โดยแบ่งเป็นงบฯปกติ เช่น การปรับปรุง ซ่อมบำรุง ขยายแหล่งน้ำที่มีอยู่และงบฯที่ใช้ในโครงการขนาดใหญ่ เช่น แผนสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรที่ใช้งบฯกว่าหมื่นล้านบาท รวมถึงให้ชี้แจงถึงการใช้งบฯปกติ 5-6 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ปี 2557-2558 ทำอะไรไปแล้วบ้าง และต่อไปจะทำอะไรบ้าง ในส่วนโครงการขนาดใหญ่ที่แต่ละภาคเสนอมา 20-30 โครงการนั้น ต้องนำมาดูว่าจะใช้งบฯเท่าไหร่ ใช้เวลาเท่าไหร่

เอาเป็นว่า ตอนนี้การบริหารจัดการน้ำภายใต้การบูรณาการใหม่ โดยมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นตัวขับเคลื่อน ได้เริ่มขยับกันแล้ว ส่วนผลคงไม่ใช่จะเห็นได้ในทันที แต่ก็หวังว่า ในอีกไม่ช้าจะเกิดการ“บูรณาการจริงๆ”ให้งานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวกับ“น้ำ”ออกมาอย่างเป็นเอกภาพ ลดการซ้ำซ้อน ย้อนแย้ง เพื่อให้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์จากเงินภาษีของประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพในการทำโครงการทั้งเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ“น้ำ”ทั้งหลาย

ไม่ใช่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งมีการตั้งหน่วยงานหรือคณะกรรมการชุดแล้วชุดเล่า บอกจะมีบูรณาการการบริหารจัดการน้ำ แต่ก็เหลวเป๋วกันมาทุกที

 

สาโรช บุญแสง

ดันวิสาหกิจชุมชนแก้ข้าวราคาร่วง หนุนลานตาก-ยุ้งฉาง-เครื่องสี 11 จังหวัดลุยประกอบธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319054

ดันวิสาหกิจชุมชนแก้ข้าวราคาร่วง หนุนลานตาก-ยุ้งฉาง-เครื่องสี 11 จังหวัดลุยประกอบธุรกิจ

ดันวิสาหกิจชุมชนแก้ข้าวราคาร่วง หนุนลานตาก-ยุ้งฉาง-เครื่องสี 11 จังหวัดลุยประกอบธุรกิจ

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ข้าวเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย ซึ่งมีพื้นที่ปลูกกว่า 65 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปี 58.7 ล้านไร่ และข้าวนาปรัง 6.3 ล้านไร่ มีผลผลิตรวมกว่า 29.1 ล้านตันข้าวเปลือก (พยากรณ์การผลิต ปี 2559/2560) สามารถส่งออกและทำรายได้เข้าประเทศประมาณปีละ 150,000 ล้านบาท มีเกษตรกรปลูกข้าวประมาณ 3.7 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 17 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 26.15 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้จะประสบปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำในช่วงที่ข้าวนาปีออกสู่ตลาด เนื่องจาก พ่อค้า หรือโรงสีต่างๆ ไม่สามารถรองรับผลผลิตที่ออกมทั้งหมดได้ จึงเกิดปัญหาการกดราคารับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ดังนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดทำโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร (ข้าว) ในวิสาหกิจชุมชนขึ้นเพื่อสนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชนที่เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรผู้ผลิตข้าว ซึ่งกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ ให้สามารถเก็บรวบรวมผลผลิตข้าวไว้ได้เอง หรือสามารถแปรรูปเป็นข้าวสารเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ จะสามารถช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการจำหน่ายข้าวเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกและข้าวสารได้ในราคาที่เป็นธรรม ได้รับผลตอบแทนจากการปลูกข้าวเพิ่มมากขึ้น

สำหรับเป้าหมายดำเนินโครงการ 11 แห่ง 11 จังหวัดได้แก่ อุดรธานี อำนาจเจริญ นครสวรรค์ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ หนองบัวลำภู นครราชสีมา บุรีรัมย์ พิษณุโลก สระแก้ว และจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีความพร้อมในการประกอบกิจการธุรกิจข้าว มีเงินทุนในการประกอบกิจการเบื้องต้น สามารถระดมทุนเพิ่มได้ รวมถึงสามารถสมทบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการบางส่วนได้ เช่น การเดินสายไฟฟ้าเข้าโรงสี เงินทุนหมุนเวียน ค่าซ่อมบำรุงรักษาโรงสี เป็นต้น และต้องมีแผนการดำเนินกิจกรรมในการบริหารจัดการโรงสีข้าว รวมถึงแผนการตลาดข้าวสารของวิสาหกิจชุมชน ในส่วนของการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับโครงการทั้ง 11 แห่ง ประกอบด้วย ลานตากข้าว ขนาด 1,000 ตารางเมตร เพื่อลดความชื้นข้าวเปลือกก่อนการเก็บรักษา ยุ้งฉางขนาด 500 ตันข้าวเปลือก เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนสามารถเก็บรักษาข้าวเปลือกสำหรับรอการจำหน่าย หรือเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นข้าวสาร เครื่องสีข้าวขนาด 6 ตันข้าวเปลือก/วัน เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวเปลือกโดยการแปรรูปเป็นข้าวสาร และสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานโรงสีข้าว เช่น เครื่องชั่ง เครื่องเย็บกระสอบข้าว เครื่องซิลสุญญากาศ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังอบรมให้ความรู้แก่สมาชิกวิสาหกิจชุมชนเรื่องการประกอบธุรกิจข้าว การบริหารจัดการโรงสี การตลาดข้าว มาตรฐานการผลิตข้าวสาร การจำหน่ายผ่านอินเตอร์เนตและอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนสามารถประกอบกิจการได้อย่างเหมาะสม

ผวา‘นาปรัง’เกินเป้า เกษตรฯจับตาปริมาณผลผลิต-ห่วงกระทบราคาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319052

x

ผวา‘นาปรัง’เกินเป้า เกษตรฯจับตาปริมาณผลผลิต-ห่วงกระทบราคาข้าว

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการด่วนที่สุดมอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และอธิบดีทุกกรมในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบแนวโน้มการปลูกข้าวนาปรังปี 60/61 เนื่องจากได้รับรายงานข้อมูลจากผู้นำหมู่บ้านและชุมชนบางแห่งในพื้นที่ภาคกลาง ว่า ในปี’60 ข้าวมีราคาดีกว่าปีก่อนๆประกอบกับมีปริมาณน้ำท่ามากขึ้นกว่าปีก่อนเช่นกัน ทำให้ชาวนามีแนวโน้มจะหันมาทำนานอกฤดู หรือนาปรังมากขึ้นกว่าเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรฯ พยายามจำกัดการทำนาปรังปี’60/61 ให้อยู่ในพื้นที่ไม่เกิน 8 ล้านไร่ โดยได้มีการรณรงค์ให้ชาวนาเข้าร่วมโครงการปลูกพืชหลากหลายของกรมส่งเสริมการเกษตร การปลูกพืชปุ๋ยสดของกรมพัฒนาที่ดิน และปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์ ทดแทนการทำนาปรัง ภายในเงื่อนไขที่ชาวนาจะได้รับเงินค่าปัจจัยการปลูกพืชดังกล่าวเฉลี่ยไร่ละประมาณ 1,000 – 2,000 บาท นั้น

ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแนวโน้มการทำนานอกฤดูดังกล่าวและเป็นการเตรียมการแก้ไขปัญหาผลผลิตข้าวให้ทันต่อสถานการณ์ต่างๆ ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงได้สั่งการดังนี้ 1.ให้สำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอ ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าชาวนามีแนวโน้มจะทำนานอกฤดูมากน้อยจำนวนเท่าไหร่เพียงใด 2.ให้ตรวจสอบว่าชาวนาที่เข้าร่วมโครงการปลูกพืชอื่นๆ แทนการทำนานอกฤดูและรับค่าชดเชยหรือค่าปัจจัยการผลิตไปแล้ว ได้ทำตามสัญญาหรือไม่ หากไม่ปฏิบัติตามสัญญาให้ระงับการจ่ายค่าชดเชยทันที 3.ให้เร่งรัดและเพิ่มความเข้มข้นในการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการงดการทำนานอกฤดูให้กว้างขวาง 4.มาตรการอื่นๆ ที่คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเห็นว่าเหมาะสมกับพื้นที่ 5.ในส่วนกลางขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และผู้ตรวจราชการกรมทุกกรมได้ไปตรวจราชการ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์การทำนานอกฤดูในแต่ละจังหวัด แล้วรายงานกระทรวงทุกระยะเพื่อประเมินสถานการณ์

ปั้นเกษตรอินทรีย์พื้นที่นิคมสหกรณ์ ประเดิมเคลื่อน49แห่ง29จังหวัด-เพิ่มรายได้ครัวละ5,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319053

x

ปั้นเกษตรอินทรีย์พื้นที่นิคมสหกรณ์ ประเดิมเคลื่อน49แห่ง29จังหวัด-เพิ่มรายได้ครัวละ5,000

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในสถาบันเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ 49 แห่ง ครอบคลุม 29 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร และนำไปสู่การตรวจรับรองการผลิตมาตรฐานเพื่อยกระดับเป็น กลุ่มเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางการตลาด ให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหกรณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งตามแผนของโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานรวม 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2564 ตั้งเป้าหมายสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการปีละประมาณ 1,000 คน สามารถสร้างรายได้จากการทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นครัวเรือนละ 5,000 บาทต่อเดือน

โดยการดำเนินโครงการดังกล่าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กำหนดรูปแบบการทำงานเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก เป็นการฝึกอบรมการพัฒนาอาชีพด้านการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกร จากนั้นจึงเข้าสู่ระยะที่ 2 คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมมาเป็นเกษตรอินทรีย์ ส่วนระยะสุดท้าย คือ เมื่อเกษตรกรเข้ามาทำเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบแล้ว จะต้องผลักดัน
ให้เกษตรกรกลุ่มนี้ได้รับใบรับรองการผลิตมาตรฐานกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า การทำเกษตรอินทรีย์ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทุกแห่ง ได้ผ่านมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในสถาบันเกษตรกร ถือเป็นการดำเนินงานตามมาตรการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์อย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการผลผลิตจากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์มากขึ้น แต่กลับมีปัจจัยหลายอย่างที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ซึ่งประกอบไปด้วย คนที่มีความตั้งใจที่จะทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังและต่อเนื่องมีน้อย พื้นที่การผลิตกระจุกตัวอยู่เป็นกลุ่มๆ และกระจายไปในหลายๆ จังหวัด รวมไปถึงไม่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ ขาดฐานข้อมูลการผลิตและการตลาด ตลอดจนเครือข่ายผู้ผลิตด้านเกษตรอินทรีย์ยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร

ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงให้ความสำคัญที่จะต้องขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในสถาบันเกษตรกรโดยเฉพาะในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์รับมาจัดสรรให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีแต่น้อยไม่เพียงพอต่อการทำกินในอดีต มาดำเนินการขับเคลื่อนเพื่อทำให้เป็นพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย และพัฒนาสู่การผลิตแบบอินทรีย์ในที่สุด เพื่อสร้างพื้นที่การผลิตสินค้าปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค (Food Safety Zone) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย

ทั้งนี้ในปีแรก กรมฯได้เข้าดำเนินการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ จำนวน 36 กลุ่มในพื้นที่ 23 จังหวัด พร้อมทั้งยึดเป้าหมายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ตามรูปแบบของยโสธรโมเดลอีก 1 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่นอก นิคมสหกรณ์ และในปี 2561 จะดำเนินการขยายผลในกลุ่มเกษตรอินทรีย์เดิมให้เกิดความเข้มแข็ง และขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ไปยังกลุ่มใหม่ๆ ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ให้ครบ ทั้ง 49 นิคมสหกรณ์ รวมทั้งสถาบันที่เข้าร่วม 50 แห่ง พื้นที่ 3,000 ไร่ ในเขตนิคมสหกรณ์ทุกแห่งต่อไป

“การดำเนินงานในปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีแรกของการขับเคลื่อนโครงการพบว่า มีเกษตรกรสนใจร่วมโครงการ 900 ราย ซึ่งในปีนี้ ตั้งเป้าหมายส่งเสริมเกษตรกรเข้ามาฝึกอบรมอีก 1,000 คน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้เกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมไปกลุ่มแรก ได้ก้าวสู่ขั้นตอนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน ก่อนจะสนับสนุนให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าว ผ่านการตรวจสอบจนสามารถขอใบรับรองมาตรฐานด้านเกษตรอินทรีย์ในปี 2562 ต่อไป”

‘พิเชษฐ์’ชี้จันทบุรีแหล่งรวมผลไม้ ชูเป็นมหานครผลไม้ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318994

'พิเชษฐ์'ชี้จันทบุรีแหล่งรวมผลไม้ ชูเป็นมหานครผลไม้ของโลก

‘พิเชษฐ์’ชี้จันทบุรีแหล่งรวมผลไม้ ชูเป็นมหานครผลไม้ของโลก

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 16.21 น.

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์พานายกฯและครม.สัญจรจันทบุรี ดูงานสหกรณ์ แหล่งรวบรวมผลไม้คุณภาพภาคตะวันออก แปรรูป ส่งขายครบวงจร เตรียมผลักดันเป็นมหานครผลไม้ของโลก

6 ก.พ. 61 นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงนายกรัฐมนตรี และคณะได้เดินทางมาที่สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จังหวัดจันทบุรี ในการประชุม ครม. สัญจร  ตนได้นำเยี่ยมชมกระบวนการบริหารจัดการผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ โดยผลักดันให้ จังหวัดจันทบุรีสู่การเป็นมหานครผลไม้ของโลก ซึ่งสหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ระดับอำเภอ ที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ผลิตผลไม้คุณภาพ และมีระบบการบริหารจัดการผลไม้อย่างครบวงจร

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า สหกรณ์มีส่วนในการสนับสนุนเงินทุนให้เกษตรกรนำไปพัฒนาอาชีพ จัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายให้สมาชิกในราคาเป็นธรรม ลดต้นทุนการผลิต มีการส่งเสริมการรวมกลุ่มสมาชิกเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตผลไม้ให้ได้มาตรฐาน GAP มีตลาดรองรับ เกษตรกรอยู่ได้อย่างมั่นคง

“สหกรณ์การเกษตรมะขาม ดำเนินการมา 48 ปี มีสมาชิก 2,048  คน มีทุนดำเนินงาน 305.88  ล้านบาท ได้ส่งเสริมเกษตรกรจัดตั้ง กลุ่มผู้ผลิตผลเงาะคุณภาพ กลุ่มผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพ กลุ่มผู้ผลิตมังคุดคุณภาพ จำนวน 4 กลุ่ม โดยมีการเตรียมความพร้อมพัฒนากลุ่มผู้ผลิตผลไม้คุณภาพสู่แปลงใหญ่ 2 พืช ได้แก่ กลุ่มมังคุด 112 ราย จำนวน 1,458 ไร่ และทุเรียน 54 ราย 817 ไร่” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า สำหรับปี 2561 จะให้สหกรณ์การเกษตรมะขาม เป็นแม่ข่ายศูนย์กลางการแปรรูปและส่งออกผลไม้ของภาคตะวันออก ที่มีเครือข่ายร่วมกับสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฎ จำกัด และสหกรณ์นิคมสอยดาว จำกัด ซึ่งกรมฯได้สนับสนุนปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน และอุปกรณ์การตลาดให้กับสหกรณ์ทั้ง 2 แห่ง รวมมูลค่า 145 ล้านบาท นำเทคโนโลยีเครื่องมือที่ทันสมัยเข้ามาพัฒนาศักยภาพการผลิต และการแปรรูปผลไม้ของสหกรณ์ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน รวบรวมผลิตกว่า 35,000 ตัน จากเกษตรกรสมาชิก 5,000 ราย

ทั้งนี้ผลผลิตทุเรียนปีนี้ มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ช่วงหลายปีได้ขยายพื้นที่ปลูกเพราะตลาดต้องการมากขึ้น โดยสหกรณ์กับจังหวัดจันทบุรีร่วมกันวางแผนรวบรวมผลผลิต 15,000 ตัน ทั้งทุเรียนสดและทุเรียน ไปแปรรูป จากสหกรณ์ 2 แห่ง เป็นการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าในรูปของทุเรียน Freeze Dry  กระจายผ่านตลาดในประเทศ ขึ้นห้างโมเดิร์นเทรด และเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่าง  ๆ ส่งเสริมให้สหกรณ์ จับมือกับเอกชนจัดตั้งบริษัทเพื่อรวบรวมผลผลิตทุเรียนเพื่อการส่งออก โดยเบื้องต้นจะเน้นส่งออกสู่ตลาดในประเทศจีน และจะขยายผลสู่ประเทศอื่น ๆ

เตือนรอบคอบทำ‘คอนแทรคท์ฟาร์มมิ่ง’ เกษตรฯเร่งสางปมพิพาทเอกชน-ชาวไร่อ้อย‘พบพระ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318779

x

เตือนรอบคอบทำ‘คอนแทรคท์ฟาร์มมิ่ง’ เกษตรฯเร่งสางปมพิพาทเอกชน-ชาวไร่อ้อย‘พบพระ’

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากกรณีเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยจังหวัดตากได้แจ้งความร้องเรียนว่าถูก บริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด ฟ้องร้องดำเนินคดีให้ชำระหนี้จากกรณีการทำสัญญาร่วมโครงการปลูกอ้อยเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลจำนวน 53 ราย มูลหนี้รวมประมาณ 1,300 ล้านบาทนั้น นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา จัดส่งเจ้าหน้าที่กฎหมาย ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนแล้ว

ทั้งนี้เบื้องต้นพบว่า กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกอ้อยและมีหนี้สินกับบริษัท 53 ราย มูลค่า 46 ล้านบาท ได้ดำเนินการฟ้องร้องคดีอาญากับบริษัทในข้อหาฉ้อโกงประชาชนและอยู่ระหว่างไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการเจรจาฯ ไปแล้ว 2 ครั้ง และจะมีการนัดเจรจาฯ ครั้งที่ 3 ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์

ขณะที่จากการตรวจสอบสัญญาที่บริษัททำกับเกษตรกร พบว่า เป็นสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560 ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯจึงจะเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น แต่สำหรับสัญญาสิ้นสุดไปแล้วก่อนวันที่ พ.ร.บ. มีผลใช้บังคับ คือ วันที่ 23 กันยายน 2560 กฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ เนื่องจากอยู่ในขบวนการของศาลหรือดีเอสไอพิจารณาดูแล ส่วนสัญญาที่ไม่สิ้นสุดนับจาก 23 กันยายน 2560 เป็นต้นมา ทางสำนักงานจะเข้าไปดูรายละเอียดเอกสารอีกครั้งว่าจะมีการไกล่เกลี่ยอย่างไร รวมทั้งจะติดตามความคืบหน้ากรณีข้อพิพาทที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด และจะนำข้อมูลไปประกอบการกำหนดแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาต่อไป

“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรชาวไร่อ้อย อ.พบพระ ครั้งนี้ ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ให้เกษตรกรตระหนักว่า ต่อไปหากต้องทำคอนแทรคท์ฟาร์มมิ่งกับองค์กรหรือผู้ประกอบการรายไหน จะต้องตรวจสอบด้วยว่าบริษัทนั้นๆ ได้ขึ้นทะเบียนเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญากับทางสำนักงานหรือยัง ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการได้เข้ามาแจ้งจดเป็นผู้ประกอบในระบบแล้ว 104 รายและจะมีเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ ประเด็นที่สอง เมื่อมีเอกสารชี้ชวนหรือมาโฆษณาให้เข้าร่วมทำเกษตรพันธสัญญาของผู้ประกอบการ จะต้องศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงในเรื่องแผนการผลิต มูลค่าและราคาที่ตกลงร่วมกันเป็นราคาคงที่หรือยึดตามราคาขึ้นลงของตลาด รวมทั้งระยะเวลาในการดำเนินการคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ และที่สำคัญคือปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธ์ ปุ๋ย สารเคมี สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยการผลิตที่ได้การรับคุณภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เกษตรกรจะต้องดูเอกสารเหล่านั้นให้ละเอียดและให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน” นายพีรพันธ์ กล่าว

คูโบต้าเปิดตัวนวัตกรรม เครื่องยนต์ดีเซลรุ่น‘ZT’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318777

x

คูโบต้าเปิดตัวนวัตกรรม เครื่องยนต์ดีเซลรุ่น‘ZT’

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า นวัตกรรมและเทคโนโลยีของเครื่องจักรกลการเกษตร ถือเป็นตัวช่วยสำคัญให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เครื่องยนต์ดีเซลคูโบต้ารุ่น ZT ที่มีความแข็งแรง ทนทาน ประหยัดน้ำมัน สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องตามแบบฉบับของเครื่องยนต์ดีเซลคูโบต้า พร้อมทั้งได้ปรับรูปโฉมใหม่ให้มีความสวยงาม ทันสมัย สะดวกต่อการใช้

“สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลคูโบต้า รุ่น ZT ใหม่นี้ เราปรับรูปลักษณ์ให้โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ด้วยฝาครอบโค้งมน รวมถึงติดตั้งไฟหน้าแบบ LED ที่ส่องสว่าง และไฟเลี้ยวซ้ายขวา จึงสามารถเดินทางในช่วงเวลากลางคืนได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตในปัจจุบันและเพิ่มความสะดวกสบาย จึงได้เพิ่มช่องเสียบ USB สำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และช่องบอกระดับน้ำมันที่สามารถเช็คระดับน้ำมันได้อย่างง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเปิดฝาถังน้ำมัน ในส่วนของสมรรถนะเราออกแบบโดยยึดหลักเพื่อตอบสนองการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เน้นเรื่องความทนทาน และความต่อเนื่องในการใช้งาน ลดปัญหาเรื่องหม้อน้ำเดือด (Over heat) มีระบบเผาไหม้แบบ Direct Injection หัวฉีดแบบหลายรู กระจายละอองน้ำมันเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้ทั่วถึง รวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการสูญเสียน้ำมัน ส่งให้มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำ ทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างประสบการณ์การใช้งานในอีกระดับ ไม่ว่าจะใช้ในการขนส่ง การทำเกษตร หรือสูบน้ำ ก็มีความคล่องตัว แข็งแรง ทำงานหนักได้อย่างต่อเนื่อง และเพิ่มรอบในการทำงานได้มากขึ้นด้วย” นายสมศักดิ์ กล่าว